กับดัก Self-driving Car เมื่อการปฏิวัติรถยนต์ไร้คนขับยังคงติดหล่มกับการพัฒนาที่ล่าช้า

ในสถานการณ์ปัจจุบัน ต้องบอกว่า ยังไม่มีบริษัทยานยนต์ที่พัฒนารถยนต์แบบอัตโนมัติไร้คนขับ กล้าการันตีความปลอดภัยได้แบบ 100% เต็ม เพราะฉะนั้น ใครที่กำลังใช้งานอยู่ ก็ยังต้องพบกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์นัก

Elon Musk CEO ของ Tesla ยอมรับว่าซอฟต์แวร์ที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเองเต็มรูปแบบยังไม่พร้อมที่จะใช้งานโดยไม่มีใครนั่งอยู่หลังพวงมาลัย 

Mobileye หน่วยขับเคลื่อนอัตโนมัติของ Intel ได้ลดความคาดหวังในการประเมินมูลค่าจาก 50 พันล้านดอลลาร์เหลือ เพียงแค่ 16 พันล้านดอลลาร์ สื่อหลายแห่งได้ตีพิมพ์เรื่องราวที่เย้ยหยันภาคธุรกิจนี้สำหรับความล้มเหลวหลังจากการลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์

แน่นอนว่ามันเป็นความพยายามที่แพงมาก McKinsey ทุ่มเงินลงทุนทั้งหมดกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์ตั้งแต่ปี 2010 ปีที่แล้วเพียงปีเดียว การระดมทุนในบริษัทยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติมีมูลค่ามากกว่า 12 พันล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลของ CB Insights

การพัฒนาก็ช้ากว่าที่คาดไว้มากเช่นกัน ความฝันของรถยนต์ไร้คนขับมีมานานมาก ๆ  ยุคสมัยใหม่สามารถย้อนไปถึงโครงการขับเคลื่อนด้วยตนเองของ Google ซึ่งปัจจุบันคือ Waymo ที่เริ่มในปี 2009

Waymo ของ Google ที่เริ่มต้นพัฒนาในปี 2009 (CR:CNBC)
Waymo ของ Google ที่เริ่มต้นพัฒนาในปี 2009 (CR:CNBC)

ในปี 2018 ดูเหมือนว่าความฝันที่จะได้เห็นรถยนต์แบบไร้คนขับอยู่บนถนนทุกสายจะใช้เวลาอีกเพียงไม่กี่เดือน Uber อ้างว่าอีกไม่นานจะเลิกใช้คนขับที่เป็นมนุษย์ ในขณะที่ Waymo และ Lyft กำลังเปิดตัวโครงการ robotaxi  บริษัทร่วมทุนยักษ์ใหญ่ไล่ตั้งแต่ SoftBank ไปจนถึง Apple ต่างก็ลงทุนในเทคโนโลยียานยนต์ไร้คนขับ

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทุกอย่างก็ดิ่งลงเหว ในปีเดียวกันนั้นเอง รถยนต์ไร้คนขับของ Uber ได้ฆ่าผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังข้ามถนนในรัฐแอริโซนา การทดสอบหยุดลงและการมองโลกในแง่ดีนั้นล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง สองปีต่อมา Uber ขายหน่วยรถยนต์ไร้คนขับให้กับ Aurora ซึ่งเป็นบริษัทสตาร์ทอัพในท้องถิ่น

ความท้าทายยังคงมีอยู่มาก รถยนต์ไร้คนขับไม่เพียงต้องควบคุมกลไกของยานพาหนะเท่านั้น แต่ยังต้องเข้าใจโลกรอบตัวและตัดสินใจอย่างรวดเร็วเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป 

เนื่องจากมนุษย์เราไม่ได้สร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับรถยนต์ไร้คนขับไว้ตั้งแต่เริ่มต้น ด้วยถนนที่วุ่นวายและยุ่งเหยิง เต็มไปด้วยผู้ขับขี่นับล้านที่ตัดสินใจอย่างไม่สมเหตุสมผล รถยนต์ต้องไม่เพียงแค่ต้องมองสิ่งกีดขวางข้างหน้า แต่ต้องรู้ตัวเองว่ากำลังจะเคลื่อนตัวหรือไม่ และถ้าเห็นสิ่งกีดขวางจะต้องไปในทิศทางใด

การทดสอบ robotaxi ของ Cruise นั้นค่อนข้างมีความคิดแบบอนุรักษ์นิยม รถยนต์สามารถขับได้ระหว่างเวลา 22:00 น. – 05.30 น. เท่านั้น ถ้าต้องการแสดงให้ผู้เยี่ยมชมเห็นถึงความมหัศจรรย์ของยานยนต์ไร้คนขับ ก็ต้องรอตอนกลางคืนและต้องแน่ใจว่าการขับขี่อยู่ในส่วนที่ถูกต้องของเมือง

robotaxi ของ Cruise ที่แสดงศักยภาพได้เฉพาะตอนกลางคืน (CR:Electrek)
robotaxi ของ Cruise ที่แสดงศักยภาพได้เฉพาะตอนกลางคืน (CR:Electrek)

แต่อย่างไรก็ตามแวดวงยานยนต์ไร้คนขับก็สามารถระดมทุนได้เงินมาเรื่อยๆ รถยนต์ไร้คนขับเป็นตัวอย่างหนึ่งของความผิดพลาดด้านต้นทุน ซึ่งการเริ่มต้นที่ช้าไม่ได้ถูกมองว่าเป็นอุปสรรคต่อการนำไปใช้ในท้ายที่สุด 

Uber ได้ลงนามในข้อตกลงกับ Motional ซึ่งเป็นบริษัทสตาร์ทอัพที่ทำงานร่วมกับ Lyft เพื่อเสนอบริการขับขี่อัตโนมัติในเวกัส Cariad บริษัทซอฟต์แวร์ยานยนต์ของ Volkswagen กำลังลงทุน 2 พันล้านดอลลาร์ในความร่วมมือกับ Horizon Robotics ผู้ผลิตชิปสัญชาติจีน 

Waymo กำลังวางแผนที่จะขยายบริการ robotaxi ไปยังลอสแองเจลิส และ Cruise หวังว่าจะได้รับการอนุมัติด้านกฎระเบียบสำหรับ robotaxis โดยไม่ต้องใช้คันเหยียบหรือพวงมาลัย

ต้องบอกว่าเส้นทางของเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับนั้นมันเป็นเส้นทางที่ขรุขระและมีราคาแพง อาจยังต้องใช้เวลาหลายปีก่อนที่รถยนต์เหล่านี้จะแพร่หลายและมีความปลอดภัยจริง ๆ  

แต่สำหรับบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลกหลายแห่ง ยานยนต์ไร้คนขับยังคงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่พวกเขาต้องเข้าไปมีส่วนร่วม ไม่ให้ตกขบวนในการพัฒนาเทคโนโลยีแห่งอนาคตนี้นั่นเองครับผม

References :
https://www.ft.com/content/cf443342-fb39-4877-bedd-3385f33be062
https://www.roboticsbusinessreview.com/consumer/self-driving-car-features-to-know-before-you-get-behind-the-wheel/
https://www.ft.com/content/134a2249-dac6-42e9-a825-ce212bfc5b59
https://www.ft.com/content/ced77258-936e-42a0-b3d9-e916273ba671

7 ความเข้าใจผิด เกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้า EV

ในขณะที่ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) พุ่งสูงขึ้นกว่าเท่าตัวในปี 2021 เมื่อเทียบกับปี 2020 และบริษัทยานยนต์ประกาศการลงทุนมหาศาลในเทคโนโลยีด้านแบตเตอรี่ การเปลี่ยนจากน้ำมันเป็นยานพาหนะที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ 

ถึงกระนั้น ข้อมูลผิด ๆ ก็ยังมีอยู่มากมายในระหว่างการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอันน่าตื่นเต้นนี้ ต่อไปนี้เป็นเรื่องราวเข้าใจผิดที่ใหญ่ที่สุด 7 ประการเกี่ยวกับรถยนต์ EV

1. รถยนต์ไฟฟ้ามักจะมีราคาแพงกว่าเสมอ ราคารถยนต์ไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเปลี่ยนศตวรรษ จนถึงจุดที่ในตอนนี้ราคาใกล้เคียงกับรถยนต์ที่ใช้น้ำมันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

ราคาแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนลดลง 97% ตั้งแต่ปี 1991 และมีแนวโน้มว่าจะถูกลงเรื่อยๆ เนื่องจากงานวิจัยด้านต่างๆ ยังคงสร้างสรรค์นวัตกรรมเทคโนโลยีและการผลิตจำนวนมากให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

การประมาณการบางส่วนจากกระทรวงพลังงานและ นิตยสาร Car and Driver Magazine ของสหรัฐฯ ได้กล่าวว่า ตลอดอายุขัยของยานพาหนะ รถยนต์ไฟฟ้ามีราคาถูกกว่ารถยนต์แบบน้ำมันเมื่อเทียบเคียงในขนาดเดียวกันอยู่แล้ว และเมื่อคำนึงถึงค่าบำรุงรักษา การซ่อมแซม การเสียภาษี และค่าเชื้อเพลิง เรียกได้ว่า EV กินขาด

เจเนอรัล มอเตอร์ส เพิ่งประกาศว่าเชฟโรเลต โบลต์ EV ปี 2023 จะมีราคาเริ่มต้นที่ราคา 26,595 ดอลลาร์ และจิม ฟาร์ลีย์ ซีอีโอของฟอร์ดคาดการณ์ว่าสงครามราคารถยนต์ไฟฟ้ากำลังจะเกิดขึ้นซึ่งจะทำให้ราคาของรถยนต์ไฟฟ้าตกลงอย่างรวดเร็ว

เชฟโรเลต โบลต์ EV ปี 2023 มีราคาเริ่มต้นที่ราคา 26,595 ดอลลาร์ (CR:Car and Driver)
เชฟโรเลต โบลต์ EV ปี 2023 มีราคาเริ่มต้นที่ราคา 26,595 ดอลลาร์ (CR:Car and Driver)

2. รถยนต์ไฟฟ้าจะโอเวอร์โหลดกริด มีแนวคิดที่กระจายไปอย่างผิด ๆ ว่าโครงข่ายไฟฟ้าที่เปราะบางและล้าสมัยของอเมริกาหรือในหลายๆ ประเทศจะไม่สามารถรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากรถยนต์ไฟฟ้าได้

ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานจากห้องปฏิบัติการชั้นนำของประเทศกล่าวว่าเป็นเรื่องไร้สาระ หากรถยนต์และรถบรรทุกทั้งหมดของประเทศ (อเมริกา) ใช้ไฟฟ้าอุปสงค์จะเพิ่มขึ้นประมาณ 25% แต่การเพิ่มขึ้นนั้นจะเกิดขึ้นทีละน้อยเท่านั้น

3. แบตเตอรี่ EV อยู่ได้ไม่นาน ในการสำรวจความคิดเห็นเมื่อเร็วๆนี้ ประมาณ 46% ของผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าคิดว่าชุดแบตเตอรี่จะอยู่ได้ไม่เกิน 65,000 ไมล์ (ประมาณ 100,000 กิโลเมตร) ความคิดดังกล่าวเรียกได้ว่าเป็นการดูถูกดูแคลนอย่างมาก ต่ำกว่าการรับประกันที่บริษัทส่วนใหญ่เสนอเกี่ยวกับแบตเตอรี่ของ EV 

ความจริงก็คือ เมื่อพิจารณาจากประสิทธิภาพของรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้งานบนท้องถนนมากว่าทศวรรษแล้ว คาดว่าแบตเตอรี่ EV จะรักษาความจุได้ 80% ขึ้นไปอย่างสบายๆ เป็นเวลาอย่างน้อย 200,000 ไมล์ (ประมาณ 322,000 กิโลเมตร) ในการขับขี่ 

ข้อมูลที่เป็นรูปธรรมจากรถยนต์ Tesla Model S บ่งชี้ว่าความจุเริ่มต้นลดลง 5% ในช่วง 50,000 ไมล์แรก (ประมาณ 80,000 กิโลเมตร) ตามด้วยอีก 5% ลดลงในอีก 150,000 ไมล์ (ประมาณ 240,000 กิโลเมตร)

Tesla Model S ที่ความจุเริ่มต้นลดลง 5% ในช่วง 50,000 ไมล์แรก (CR:Electrek)
Tesla Model S ที่ความจุเริ่มต้นลดลง 5% ในช่วง 50,000 ไมล์แรก (CR:Electrek)

4. ช่วงระยะการขับขี่รถยนต์ไฟฟ้ายังน้อยเกินไป ระยะกลางของรถยนต์ไฟฟ้าที่ขายในสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ประมาณ 240 ไมล์ (ประมาณ 386 กิโลเมตร) เมื่อพิจารณาว่า 99% ของการเดินทางทั้งหมดอยู่ในระยะไม่เกิน 100 ไมล์ (ประมาณ 160 กิโลเมตร) และคนขับโดยเฉลี่ยเดินทางประมาณ 40 ไมล์ (ประมาณ 64 กิโลเมตร) ต่อวัน นั่นทำให้รถยนต์ไฟฟ้า EV ที่มีอยู่จะครอบคลุมความต้องการรายวันของผู้ขับขี่เกือบทั้งหมดได้อย่างง่ายดาย 

อย่างไรก็ตาม ด้วยโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จที่จำกัดบนทางหลวงของสหรัฐอเมริกา และเมื่อพิจารณาจากความเร็วที่เกิน 70 ไมล์ต่อชั่วโมง (ประมาณ 113 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ประกอบกับอุณหภูมิที่เย็นจัด สามารถลดระยะการเดินทางของรถยนต์ EV ได้มากถึง 40% แต่อย่างไรก็ตามการเดินทางบนถนนหลายวัน รถยนต์ EV ก็ยังทำได้ดีที่สุด อาจจะไม่สะดวกแต่ก็ไม่ได้แย่ 

ภาพรวมโดยรวม: ในครัวเรือนที่มีรถหลายคัน ระยะการใช้งานไม่เป็นอุปสรรคต่อการมี EV อย่างน้อยหนึ่งคัน

5. การชาร์จจะช้าเกินไปเสมอ เวลาในการชาร์จอย่างรวดเร็ว (Fast-charging) ของ EV ลดลงอย่างมาก จนถึงจุดที่รถที่ขายอยู่ในปัจจุบันสามารถชาร์จจาก 10% ถึง 80% ได้ในเวลาเพียง 18 นาที 

การออกแบบแบตเตอรี่ใหม่ที่พร้อมจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ทำให้ลดเวลาในการชาร์จลงครึ่งหนึ่งเหลือไม่ถึงสิบนาที การลดลงนี้จะทำให้การชาร์จสะดวกยิ่งขึ้นในการเดินทางไกล 

อย่างไรก็ตาม คนส่วนใหญ่สามารถชาร์จที่บ้าน ที่ทำงาน หรือที่จอดรถได้โดยไม่ต้องใช้ Fast-charging สำหรับความต้องการในการขับขี่ในแต่ละวัน

6. เราไม่สามารถรีไซเคิลแบตเตอรี่ EV ได้ ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าในราวๆ ทศวรรษหรือประมาณนั้น แบตเตอรี่ลิเธียมที่ใช้แล้วจะเริ่มกลายเป็นขยะที่เริ่มล้นโลก และได้เรียกร้องให้มีการหาโซลูชันในการรีไซเคิล 

ปัจจุบันมีบริษัท ประมาณร้อยแห่งที่กำลังสำรวจและและค้นหาวิธีที่จะทำการรีไซเคิลขยะพวกนี้ ดังนั้นทางเลือกที่ดีและประหยัดจึงอาจอยู่ในระหว่างดำเนินการ เพราะมันจะกลายเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้อย่างมหาศาลในอนาคต

7. รถยนต์ไฟฟ้าส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม รถยนต์ไฟฟ้ามีประสิทธิภาพพื้นฐานมากกว่ารถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยน้ำมัน ในขณะที่เครื่องยนต์น้ำมันจะแปลงพลังงานที่เก็บไว้ของน้ำมันเบนซินเพียง 20% ให้เป็นพลังงานสำหรับการขับเคลื่อน ในขณะที่มอเตอร์ EV จะแปลงพลังงานสูงถึงประมาณ 60% ถึง 77% จากแบตเตอรี่ 

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับ EV ได้โต้แย้งว่าเมื่อคุณคำนึงถึงการผลิตของรถยนต์ EV ซึ่งรวมถึงการขุดเหมืองแร่สำหรับวัตถุดิบแบตเตอรี่ ความได้เปรียบของ EV จะลดลง ซึ่งมันเป็นเรื่องที่เข้าใจผิด 

มีรายงานการวิเคราะห์ life cycle ของรถยนต์ไฟฟ้า EV ที่แสดงให้เห็นว่า EV มีห่วงโซ่อุปทานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า สาเหตุหลักเป็นเพราะพวกเขาต้องการชิ้นส่วนน้อยกว่ามากในการสร้างรถยนต์ขึ้นมาในแต่ละคันนั่นเอง

References :
https://www.myev.com/research/ev-101/10-common-electric-car-myths-busted
https://auto.howstuffworks.com/myths-electic-cars-vehicles.htm
https://www.freethink.com/technology/myths-about-electric-vehicle
https://www.electrichybridvehicletechnology.com/news/industry-news/world-ev-day-biggest-myths-busted-about-owning-an-electric-car.html

Toyota vs Nokia กับความเหมือนที่แตกต่างจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมของตนเอง

“ธุรกิจของ Tesla ถ้าให้เทียบกับร้านอาหาร ตอนนี้ก็มีแค่เฉพาะ ‘ครัว’ กับ ‘เชฟ’ ซึ่งทั้งครัวและเชฟนั้นยังไม่ได้สร้างธุรกิจในโลกแห่งความเป็นจริงได้เลย สิ่งที่ Tesla ทำก็คือการนำเสนอสูตรอาหาร ส่วนตัวเชฟก็พยายามพูดว่า สูตรของเรานั้นจะกลายเป็นมาตรฐานของโลกในอนาคต ผมคิดว่านั่นคือภาพของธุรกิจที่ Tesla กำลังทำอยู่”

มันได้กลายเป็นสุดยอด quote จาก Akio Toyoda ประธานของโตโยต้า มอเตอร์ ที่ได้กล่าวออกมาหลังจากที่มูลค่าบริษัทของ Tesla แซงหน้ายักษ์ใหญ่เบอร์หนึ่งที่ครองตำแหน่งมาอย่างยาวนานอย่าง Toyota ได้สำเร็จในปี 2020

เรียกได้ว่าเป็นสองธุรกิจที่มีความท้าทายในยุคเปลี่ยนผ่านที่มีความคล้ายคลึงกันอย่างมากนะครับสำหรับทั้งบริษัทยานยนต์ยักษ์ใหญ่อย่าง Toyota และอดีตบริษัทมือถือยักษ์ใหญ่อย่าง Nokia

การเกิดขึ้นของ iPhone ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างในวงการมือถือต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง แม้จะมีเสียงวิจารณ์ตามมามากมาย หลังการเปิดตัวของ iPhone โดย Steve Jobs ซึ่งแน่นอนว่าเหล่าผู้บริหารที่เกี่ยวข้องในวงการธุรกิจมือถือนั้น ได้ให้ความเห็นที่แตกต่างกันมากมาย

ตัวอย่างเช่น สตีฟ บอลเมอร์ CEO ของ Microsoft นั้น ถึงกับหัวเราะดังลั่น หลังจากสื่อได้เข้าไปถามหลังการเปิดตัว iPhone ซึ่ง บอลเมอร์ นั้นมองว่า iPhone จะไม่สามารถดึงดูดลูกค้าธุรกิจได้ เพราะมันไม่มีแป้นพิมพ์ และ Microsoft นั้นก็มีกลยุทธ์ของตัวเองสำหรับ Windows Mobile แล้วและกำลังไปได้สวยอยู่ในตลาด

สตีฟ บอลเมอร์ CEO ของ Microsoft นั้น ถึงกับหัวเราะดังลั่น หลังจากสื่อได้เข้าไปถามหลังการเปิดตัว iPhone (CR:Youtube)
สตีฟ บอลเมอร์ CEO ของ Microsoft นั้น ถึงกับหัวเราะดังลั่น หลังจากสื่อได้เข้าไปถามหลังการเปิดตัว iPhone (CR:Youtube)

ส่วนทางฝั่ง Nokia นั้น ภายในปี 2010 เริ่มตระหนักถึงภัยคุกคามที่ร้ายแรงของ iPhone รวมถึง Android ที่กำลังมากัดกินตลาดของ Nokia มากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนแบ่งของ Nokia ในตลาด smartphone ตกลงอย่างฮวบฮาบ ขณะที่ของ Apple และ Android พุ่งขึ้นอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

จนในที่สุด ประธานบริหาร Nokia อย่าง Olli Pekka Callasvuo ถูกไล่ออกไปในที่สุด มันเป็นการปรับตัวที่ช้ามาก ๆ ของ Nokia ซึ่งแผนธุรกิจที่ดูซับซ้อนเข้าใจยาก และเน้นไปที่การชาร์จค่าบริการต่าง ๆ กับลูกค้า ซึ่งเป็นแนวทางตรงกันข้ามกับสิ่งที่ Apple และ Google ทำ

ฝั่งรถยนต์ไฟฟ้าที่นำโดย Tesla นั้นเรียกได้ว่าปฏิวัติวงการใหม่แทบจะหมด ทั้งเรื่องการขายที่ไม่ได้เน้นตัวแทนจำหน่ายอีกต่อไป หรือ การปรับบริษัทให้คล้ายกับสตาร์ทอัพทางด้านเทคโนโลยีที่เป็นงานถนัดของ elon musk อยู่แล้วทำให้พวกเขาได้เปรียบเป็นอย่างมาก

การเกิดขึ้นของรถยนต์ไฟฟ้านั้นเรียกได้ว่าคล้ายกับวงการมือถือหลังการถือกำเนิดขึ้นของ iPhone และ Android ที่เปลี่ยนแทบจะทุกมิติของอุตสาหกรรม

มันทำให้ยักษ์ใหญ่อย่าง Nokia ยากที่จะปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์คิดทำอะไรดูเหมือนช้าไปหมด แม้ภายหลังจะไปร่วมมือกับ Microsoft เพื่อสร้าง Windows Phone แต่ทุกอย่างมันก็ดูเหมือนจะสายไปเสียแล้ว

ในแวดวงรถยนต์ไฟฟ้าก็ตกอยู่ในสถานการณ์คล้าย ๆ กัน เนื่องจากวัฒนธรรมองค์กร รวมถึงเหล่าผู้บริหารที่ยังคงควบคุมอยู่แน่นอนว่าพวกเขาโตมากับยุคเครื่องยนต์สันดาป การจะพลิกทุกอย่างในเวลาอันสั้นนั้นคงเป็นไปได้ยากมาก ๆ

บทเรียนเรื่องนี้มันเคยเกิดขึ้นกับบริษัทด้านอิเล็กทรอนิกส์จากประเทศญี่ปุ่นที่อยู่ในยุครุ่งเรืองของการเปลี่ยนผ่านจากอนาล็อกไปยังดิจิทัล ซึ่งแบรนด์เกาหลีใต้เมื่อเข้าสู่ยุคดิจิทัล พวกเขาทำได้ดีกว่า ทำให้เราได้เห็นข่าวการขายกิจการหรือเลิกธุรกิจสินค้าอิเล็กทรอนิกส์จากแบรนด์ญี่ปุ่นหลายๆ ราย

สินค้าอิเล็กทรอนิกส์จากแบรนด์ญี่ปุ่นหลายๆ  รายที่ไม่สามารถปรับตัวได้ (CR:Reuters)
สินค้าอิเล็กทรอนิกส์จากแบรนด์ญี่ปุ่นหลายๆ รายที่ไม่สามารถปรับตัวได้ (CR:Reuters)

การมีองค์กรที่ใหญ่เทอะทะ ทำให้การปรับตัวยากลำบาก ซึ่งหลาย ๆ บริษัททางด้านรถยนต์กำลังประสบพบเจออยู่แถมยังต้องเจอกับสิ่งใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแบตเตอรี่ หรือ การพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อขับเคลื่อนแบบอัตโนมัติ ซึ่งมันแทบจะต้องเริ่มต้นจากศูนย์

ส่วนตัวผมเองมองว่าสถานการณ์ในแวดวงยานยนต์ในขณะนี้ไม่ต่างจากวงการมือถือเลย Tesla ก็เปรียบเสมือน iPhone ที่เป็นผู้เริ่มต้นพลิกอุตสาหกรรม ส่วนบริษัทอื่นๆ โดยเฉพาะแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีนก็แทบไม่ต่างจาก Android ที่เน้นฟีเจอร์และราคาที่ถูกกว่า แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไปพวกเขาก็จะปรับให้ความต้องการของผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

ซึ่งเรียกได้ว่าสถานการณ์ในตอนนี้เป็นจุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ เราจะเห็นข่าวบริษัทยักษ์ใหญ่จากรถยนต์สันดาปหลาย ๆ รายเริ่มปรับตัวกันแล้ว บางรายถึงกับโล๊ะพนักงานออกไปจำนวนมากเพื่อล้างองค์กรครั้งใหญ่

หรือ Toyota เองที่ข่าวล่าสุดมีแผนชัดเจนว่าจะไม่กั๊กอีกต่อไปแล้ว เพราะมันชัดเจนแล้วว่าทั้งเครื่องยนต์ไฟฟ้าพลังงานเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนที่พวกเขาพยายามผลักดัน หรือ เครื่องยนต์ไฮบริดที่พวกเขาเป็นผู้นำ ตอนนี้มันได้ถึงยุคเปลี่ยนผ่านเต็มตัวแล้ว ซึ่งถ้าพวกเขายังยึดติดกับความสำเร็จเดิม ๆ สุดท้ายพวกเขาอาจจะกลายเป็น Nokia เวอร์ชั่นอุตสาหกรรมรถยนต์ก็เป็นได้นั่นเองครับผม

ปล. มีการถกเถียงกันเรื่องนี้พอสมควรในเว็บไซต์ถามตอบชื่อดังอย่าง quora ในประเด็นที่ว่า Toyota จะประสบชะตากรรมเดียวกับ Nokia หรือไม่ มีหลายมุมมองที่ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยที่น่าสนใจมาก ๆ

อ่านได้ที่ -> https://www.quora.com/Is-Toyota-making-the-same-mistake-as-Nokia-in-being-too-conservative-about-diversifying-into-electric-vehicles

References :
https://www.businessinsider.com/toyota-president-tesla-is-restaurant-without-real-chef-or-kitchen-2020-11
https://brandinside.asia/toyota-president-on-tesla/

แบตเตอรี่ Lithium-sulfur กับอีกหนึ่งเรื่องการค้นพบโดยบังเอิญที่กำลังเปลี่ยนจะเกมในธุรกิจแบตเตอรี่

ต้องบอกว่าในบางครั้งเทคโนโลยีที่ปฏิวัติวงการนั้นจะเกิดขึ้นโดยบังเอิญ ไม่ว่าจะเป็น ไดนาไมต์ เพนิซิลลิน เครื่องเอ็กซ์เรย์ และแม้แต่ไมโครเวฟล้วนเป็นตัวอย่างของการค้นพบโดยบังเอิญที่ปฏิวัติวงการดังกล่าว

ในปีนี้อาจจะมีการค้นพบที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งไม่เพียงแต่จะปฏิวัติวิถีชีวิตของเราเท่านั้น แต่ยังอาจช่วยโลกเราจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังจะเกิดขึ้นด้วยการปลดล็อกเทคโนโลยีอย่าง แบตเตอรี่ Lithium-sulfur

แน่นนอนว่าเรื่องราวของแบตเตอรี่ มนุษย์เราต่างค้นหาเทคโนโลยีที่ดีที่สุดเป็นเวลาหลายทศวรรษเพื่อขับเคลื่อนไลฟ์สไตล์สมัยใหม่และใช้เทคโนโลยีสะอาด เช่น รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งตั้งแต่ช่วงต้นยุค 90 เทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่เราเลือกใช้กันอยู่คือ Lithium-ion

เรียกได้ว่ามันได้ให้พลังงานทุกอย่างตั้งแต่โทรศัพท์มือถือ รถยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงระบบสำรองพลังงานและแม้แต่ดาวเทียม แต่มันก็มีข้อเสียที่ร้ายแรงอยู่มากมายเช่นเดียวกัน

อย่างแรก วัสดุที่จำเป็นในการสร้างเช่น โคบอลต์ มักจะสร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก ซึ่งพวกมันทำลายระบบนิเวศหรือแม้กระทั่งการชะล้างสารเคมีที่เป็นพิษ

รวมถึงปัญหาเรื่อง Lifecycle ซึ่งในยุคปัจจุบันเราต้องการเวลาในการชาร์จที่เร็วขึ้นจากอุปกรณ์ต่าง ๆ ตั้งแต่โทรศัพท์ไปจนถึงรถยนต์ ซึ่งแบตเตอรี่ Lithium-ion มักจะสูญเสียความจุอย่างรวดเร็ว หากมีการชาร์จซ้ำ ๆ

การเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่เป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในโลกของรถยนต์ไฟฟ้า EV ซึ่งรถมือสองบางครั้งอาจจะไร้ประโยชน์หากแบตเตอรี่เสื่อม นั่นทำให้ปัญหาเรื่องขยะอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของโลกเราในทุกวันนี้อยู่แล้วจะยิ่งแย่ลงไปอีก

นอกจากนี้แบตเตอรี่ Lithium-ion ยังมีปัญหาในเรื่องความหนาแน่น ทำให้มันค่อนข้างหนัก ใหญ่ และเทอะทะ และทำให้แบตเตอรี่มีน้ำหนักมาก และทำให้แบตเตอรี่ใช้งานไม่ได้กับการใช้งานบางอย่าง เช่น เครื่องบิน หรือ เรือโดยสาร

Lithium-ion ยังมีปัญหาในเรื่องความหนาแน่น ทำให้มันค่อนข้างหนัก ใหญ่ และเทอะทะ และทำให้แบตเตอรี่มีน้ำหนักมาก (Ciriondo)
Lithium-ion ยังมีปัญหาในเรื่องความหนาแน่น ทำให้มันค่อนข้างหนัก ใหญ่ และเทอะทะ และทำให้แบตเตอรี่มีน้ำหนักมาก (Ciriondo)

ด้วยเหตุนี้วิศวกรของมหาวิทยาลัย Drexel ในเมืองฟิลาเดลเฟียได้คิดค้นเทคโนโลยี Lithium-sulfur โดยการเปลี่ยนสารประกอบในแคโทดของแบตเตอรี่

เป้าหมายของพวกเขาคือการชะลอปฏิกิริยาเคมีที่สร้างโพลีซัลไฟด์เมื่อแบตเตอรี่ชาร์จและคายประจุ ผลึกเหล่านี้จะดึงกำมะถันออกจากอิเล็กโทรดอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการชะลอความเร็วลงอาจทำให้แบตเตอรี่ที่มีพลังงานสูงเหล่านี้มีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น

แต่สิ่งที่พวกเขาพบกลับเป็นสิ่งที่น่าเหลือเชื่อ: เฟสเคมีของกำมะถันที่หยุดการสลายตัวของแบตเตอรี่! พวกเขาตกใจกับการค้นพบนี้มากจนต้องตรวจสอบ 100 ครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้อ่านมันผิด

สิ่งนี้เรียกว่า monoclinic gamma-phase sulfur ซึ่งพบเห็นในห้องปฏิบัติการที่อุณหภูมิสูงเท่านั้น สูงกว่า 95 °C (203 °F) นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นได้ที่อุณหภูมิห้อง 

ในแบตเตอรี่ ระยะนี้จะหยุดปฏิกิริยาที่สร้างพอลิซัลไฟด์อย่างสมบูรณ์ วิธีนี้มีประสิทธิภาพมากจนนักวิทยาศาสตร์สามารถทำให้แบตเตอรี่ผ่านรอบการชาร์จ 4,000 รอบโดยความจุไม่ลดลง ซึ่งหมายความว่าแบตเตอรี่มีอายุการใช้งานยาวนานกว่า Lithium-ion อย่างน้อยสองเท่า

นอกจากนี้ยังเป็นที่น่าสังเกตว่าแบตเตอรี่ของพวกเขามีพลังงานที่หนาแน่นกว่า Lithium-ion ถึงสามเท่าและสามารถชาร์จได้เร็วพอๆ กัน!

การกล่าวว่านี่เป็นการค้นพบที่น่าทึ่ง อาจจะดูน้อยเกินไป เพราะมันยังมีประโยชน์อื่นๆ เช่น การลดการขยายตัวของแบตเตอรี่และเพิ่มความปลอดภัย กล่าวอีกนัยหนึ่ง แบตเตอรี่นี้มีจุดเด่นทั้งหมดของแบตเตอรี่ Lithium-ion และนักวิทยาศาสตร์เหล่านี้ค้นพบโดยบังเอิญล้วนๆ

เช่นเดียวกับการค้นพบโดยบังเอิญส่วนใหญ่ นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น พวกเขายังไม่รู้ว่าทำไมเฟสของกำมะถันจึงถูกสร้างขึ้นหรือจะแน่ใจได้อย่างไรว่ายังคงเป็นเช่นนั้น ดังนั้น จำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อตอบคำถามเหล่านี้เพื่อพัฒนาแบตเตอรี่ที่เชื่อถือได้ซึ่งสามารถใช้ได้ในคอมพิวเตอร์หลายพันล้านเครื่อง รถยนต์ไฟฟ้า และอื่นๆ

แต่ต้องบอกว่าการรอคอยก็คุ้มค่าเพราะแบตเตอรี่เหล่านี้จะมีน้ำหนักเพียงหนึ่งในสามของแบตเตอรี่ Lithium-ion ที่เทียบเท่ากันและมีอายุการใช้งานยาวนานกว่าถึง 2 เท่า! 

นั่นหมายถึงรถยนต์ไฟฟ้าที่เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นซึ่งมีระยะทางการใช้งานหลายพันไมล์ โดยจะมีราคาใกล้เคียงกับรถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบัน 

ยิ่งไปกว่านั้น มันยังมีประโยชน์จริงในเวลา 10 ปี ซึ่งช่วยลดของเสียได้อย่างมาก เนื่องจาก Sulfur (กำมะถัน) เป็นองค์ประกอบที่พบได้ทั่วไปในราคาถูกในขณะที่โคบอลต์ที่ใช้ในแบตเตอรี่ Lithium-ion นั้นหายากและมีราคาแพง และยังมีปัญหาเรื่องการใช้แรงงานมนุษย์ในประเทศต่าง ๆ เช่น สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก

เหมืองแร่โคบอลต์กับปัญหาเรื่องการใช้แรงงานมนุษย์ในประเทศต่าง ๆ เช่น สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (CR:ABC)
เหมืองแร่โคบอลต์กับปัญหาเรื่องการใช้แรงงานมนุษย์ในประเทศต่าง ๆ เช่น สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (CR:ABC)

นอกจากนี้เที่ยวบินระยะใกล้ เรือบรรทุกสินค้า และเรือข้ามฟากผู้โดยสารจะมีเทคโนโลยีที่สามารถใช้ไฟฟ้าได้อย่างเต็มที่ การลดน้ำหนัก อายุการใช้งานยาวนาน และราคาที่แข่งขันได้จะทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าแบตเตอรี่ Lithium-sulfur สามารถทำให้สิ่งต่าง ๆ มากมายที่จากเดิมต้องใช้น้ำมันเปลี่ยนมาใช้ไฟฟ้าได้ และทำให้การปล่อยมลพิษเป็นศูนย์เป็นไปได้มากขึ้น

ลิเธียม กำมะถัน และวัสดุอื่นๆ ที่ทำให้แบตเตอรี่ใหม่นี้มีอยู่มากมายทั่วโลก ซึ่งหมายความว่าเราสามารถลดผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ของการทำเหมืองได้อย่างมาก รวมทั้งช่วยให้ห่วงโซ่อุปทานแข็งแกร่งขึ้น

แต่นั่นไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการค้นพบนี้ ทีมงานของ Drexel กำลังมองหาการใช้ความก้าวหน้านี้ในการผลิตแบตเตอรี่ sodium-sulfur ด้วยการขจัดความจำเป็นในการใช้ Lithium ทำให้แบตเตอรี่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นและขจัดปัญหาคอขวดในห่วงโซ่อุปทานขนาดใหญ่ทำให้มั่นใจได้ว่าการนำรถยนต์ EV มาใช้สามารถดำเนินต่อไปได้เร็วขึ้น

การค้นพบโดยบังเอิญที่ Drexel University นี้ถือได้ว่าเป็นการปฏิวัติการใช้พลังงานของโลกและช่วยให้มนุษยชาติเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมที่สะอาดปราศจากคาร์บอน ซึ่งตัวผมเองก็หวังว่าทีมงานที่ Drexel จะนำเทคโนโลยีนี้ออกจากห้องปฏิบัติการและนำออกมาใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ในเร็ววันนี้นั่นเองครับผม

References :
https://indianexpress.com/article/technology/science/engineers-at-drexel-university-develop-new-lithium-sulphur-tech-that-can-revolutionise-batteries-7891660/
https://www.freethink.com/environment/lithium-sulfur-battery
https://www.nature.com/articles/s42004-022-00626-2
https://drexel.edu/news/archive/2022/february/lithium-sulfur-cathode-carbonate-electrolyte

Gene Berdichevsky อดีตพนักงานคนที่ 7 ของ Tesla สู่การสร้างจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของเทคโนโลยีแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน

ต้องบอกว่าปัญหาใหญ่ของอุปกรณ์ไฮเทคต่าง ๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้นก็คือเรื่องของแบตเตอรี่ ที่จะเห็นว่าในยุคปัจจุบันผู้คนต่างเสพติดการหาปลั๊กไฟ เพื่อชาร์จอุปกรณ์ต่าง ๆ ของตัวเอง ซึ่งแน่นอนว่าหลายคนอาจจะเบื่อกับการต้องมานั่งชาร์จ Apple Watch ในทุก ๆ วัน แต่ปัญหานี้กำลังจะถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ

บริษัทวัสดุแห่งหนึ่งในเมืองอลาเมดา รัฐแคลิฟอร์เนีย ได้ทุ่มเทใช้เวลากว่าทศวรรษในการทำงานเพื่อเพิ่มพลังงานที่เก็บไว้ในแบตเตอรี่ลิเธียมไออน ซึ่งตอนนี้ได้มาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ที่จะช่วยให้อุปกรณ์ขนาดเล็ก หรือ แม้กระทั่งรถยนต์ไฟฟ้ามีระยะการทำงานที่ไกลกว่าเดิมมาก

บริษัทที่มีชื่อว่า Sila ได้มีการพัฒนาอนุภาคที่มีซิลิกอนเป็นหลักซึ่งสามารถแทนที่กราไฟท์ในแอโนดและเก็บประจุลิเธียมไอออนที่นำกระแสไฟไปไว้ในแบตเตอรี่ได้มากขึ้น

ซึ่งเทคโนโลยีของ Sila ได้เพิ่มความหนาแน่นของพลังงานในแบตเตอรี่ของ Fitness Tracker สูงถึง 17% ซึ่งต้องบอกว่าเป็นตัวเลขที่สูงมากเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีอื่นๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน

ซึ่งในกรณีของอุปกรณ์ Fitness Tracker ที่มีชื่อว่า Whoop 4.0 ที่เป็นผลิตภัณฑ์ของ Sila นั้น พวกเขาสามารถลดขนาดอุปกรณ์ได้ 33% ในขณะที่คงอายุการใช้งานแบตเตอรี่ได้ 5 วัน และความบางขึ้นทำให้สามารถใส่เข้าไปใน “เครื่องแต่งกายอัจฉริยะ” ได้ดียิ่งขึ้น

Whoop 4.0 อุปกรณ์สุดล้ำของบริษัท Sila ที่เปิดตัวพร้อมกับเทคโนโลยีแบตเตอรี่ใหม่ (CR:DC Rainmaker)
Whoop 4.0 อุปกรณ์สุดล้ำของบริษัท Sila ที่เปิดตัวพร้อมกับเทคโนโลยีแบตเตอรี่ใหม่ (CR:DC Rainmaker)

Venkat Viswanathan รองศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมเครื่องกลที่ Carnegie Mellon University ได้ระบุว่ามันเป็นเทคโนโลยีที่เทียบเท่ากับการพัฒนาเทคโนโลยีอื่น ๆ ถึง 4 ปี และเป็นการก้าวกระโดดครั้งสำคัญของเทคโนโลยีนี้

แม้ Sila จะเผชิญความท้าทายทางด้านเทคนิคอยู่บ้าง แต่ความก้าวหน้าครั้งนี้เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงศักยภาพของแบตเตอรี่ที่มีความสามารถเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

การเพิ่มปริมาณพลังงานในแบตเตอรี่ที่สามารถจัดเก็บได้มากขึ้น ยังส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม โดยใช้พลังงานที่สะอาดจากพลังงานไฟฟ้า เพื่อส่งพลังงานไปให้กับ เหล่า ยานพาหนะ โรงงานและธุรกิจต่าง ๆ ได้เพิ่มมากขึ้น

Gene Berdichevsky ซีอีโอของ Sila ซึ่งเป็นพนักงานคนที่ 7 ของบริษัท Tesla เป็นหนึ่งในคีย์แมนคนสำคัญ ที่ช่วยแก้ไขปัญหาความท้าทายด้านแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าคันแรกของ Tesla

Gene Berdichevsky ซีอีโอของ Sila อดีตพนักงานคนที่  7 ของบริษัท Tesla (CR:Twitter)
Gene Berdichevsky ซีอีโอของ Sila อดีตพนักงานคนที่ 7 ของบริษัท Tesla (CR:Twitter)

Sila ซึ่งประกาศระดมทุน 590 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา บริษัทยังได้ร่วมมือกับบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ ซึ่งรวมถึง BMW และ Daimler ซึ่งเทคโนโลยีของ Sila สามารถบรรจุพลังงานได้มากขึ้นถึง 40% ในแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน

ก็ต้องบอกว่าเทคโนโลยีทางด้านแบตเตอรี่ ถือเป็นจุดสำคัญสำหรับหลาย ๆ ธุรกิจในยุคปัจจุบัน ทั้ง รถยนต์ไฟฟ้า อุปกรณ์ IoT Device ต่าง ๆ แม้กระทั่ง Apple ยักษ์ใหญ่ในวงการก็ยังติดปัญหาในเรื่องของแบตเตอรี่ อย่างที่เราเห็นในอุปกรณ์ iDevice ของพวกเขาที่ก็มีปัญหากับอายุของแบตเตอรี่

โดยเฉพาะอุปกรณ์อย่าง Apple Watch เอง ใครจะไปคิดว่าเราแทบจะต้องชาร์จ นาฬิกา เพื่อให้มันได้ใช้งานทุกวัน ซึ่งตอนนี้เป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในการตัดสินใจซื้อนาฬิกาอัจฉริยะเหล่านี้

ผมก็เป็นคนหนึ่ง ที่ลองไปใช้ Apple Watch แล้วก็พบว่าทุกอย่างมันดีมาก เซ็นเซอร์ต่าง ๆ อุปกรณ์มีความสเถียร ระบบปฏิบัติการต่าง ๆ ก็ทำได้ดี แต่มันมีข้อเสียอย่างเดียวที่ผมต้องขายก็คือ อายุการใช้งานของมันจากปัญหาแบตเตอรี่นั่นเอง ที่คิดว่าหลายคนน่าจะตัดสินใจจากจุดนี้เช่นเดียวกัน

ข่าวของบริษัท Sila ถือว่าเป็นข่าวที่น่าสนใจมาก และ CEO ผู้ก่อตั้งบริษัท ที่มีประวัติการทำงานกับ Tesla ในยุคแรก ๆ ที่ช่วยแก้ปัญหานี้ให้กับ Tesla ได้สำเร็จ ก่อนที่เขาจะออกมาศึกษาต่อ และ สุดท้ายเมื่อเจอเทคโนโลยีที่เหมาะสม ก็ได้เริ่มตั้งบริษัทของตัวเองอย่าง Sila

แม้จะเป็นข่าวเล็ก ๆ แต่มันส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อหลากหลายธุรกิจในยุคปัจจุบัน มันจะส่งผลกระทบครั้งสำคัญต่ออุปกรณ์ไฮเทคทั้งหลาย ที่จะทำให้อุปกรณ์เหล่านี้มีอายุการใช้งานที่ยืนยาวมากยิ่งขึ้น และจะทำให้โลกเราเปิดไอเดียให้กับอุปกรณ์ใหม่ ๆ อีกมากมายที่จะมาเปลี่ยนโลกของเราให้ดียิ่งขึ้นได้อย่างแน่นอน หากปัญหาเรื่องแบตเตอรี่หมดไปนั่นเองครับผม

References : https://www.technologyreview.com/2021/09/08/1035143/sila-whoop-lithium-ion-battery-fitness-wearable-evs
https://www.whoop.com/
https://techcrunch.com/2021/01/26/sila-nanotechnologies-raises-590m-to-fund-battery-materials-factory/