มารู้จัก First Self-Driving Shuttle แห่งเมืองนิวยอร์ก

บริษัท ผลิตรถยนต์ที่ขับเคลื่อนอัตโนมัติ Optimus Ride เพิ่งเปิดตัวรถยนต์ไร้คนขับครั้งแรกในเมืองนิวยอร์ก ซึ่งจะส่งผู้โดยสารไปตามถนนใน Brooklyn Navy Yard ศูนย์กลางการผลิตอันเก่าแก่กลายที่ตอนนี้ได้แปลงสภาพกลายเป็นศูนย์บ่มเพาะเทคโนโลยี 

ในฐานะรองประธานฝ่ายวิศวกรรม Ruijie ได้อธิบายว่า รถรับส่งขับเคลื่อนแบบอัตโนมัตินี้สามารถตรวจจับและวิเคราะห์สภาพแวดล้อมของพวกมันได้อย่างไร เขาอธิบายว่ารถ shuttle bus ใหม่นี้ได้รวบรวมการบันทึกภาพ และ LIDAR เพื่อรวมเป็นสตรีมข้อมูลเดียวเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ละเอียดและมีความละเอียดสูงขึ้นจากสภาพแวดล้อมของยานพาหนะ 

ซึ่งการเริ่มต้นครั้งแรกในเมืองนิวยอร์กนี้ จะทำให้การใช้บริการรถรับส่งด้วยตนเองบนถนนมีการปูทางไปสู่รถยนต์ขับเคลื่อนแบบอัตโนมัติที่พร้อมใช้บนท้องถนนจริง ๆ ที่สามารถลดข้อผิดพลาดของมนุษย์ที่ทำให้เกิดปัญหาอุบัติเหตุร้ายแรงจำนวนมากได้

“ สิ่งที่เรากำลังทำคือการแสดงให้ชาวนิวยอร์กเห็นว่ายานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อชีวิตของพวกเขาอย่างไร” ไรอัน ชิน CEO ของ Optimus Ride กล่าวกับผู้คนที่เข้ามาร่วมในการแสดงสาธิต “ ทั้งในเรื่องเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของชาวเมืองนิวยอร์กที่จะเปลี่ยนไป”

โดยรถ Shuttle Bus ที่ได้แสดงการสาธิตให้ชาวเมืองนิวยอร์กได้ชมนั้น แต่คันจะรองรับผู้โดยสารได้สี่คน รวมถึง วิศวกรอีกสองคนซึ่งนั่งอยู่ในแถวหน้า โดยคนหนึ่งคอยจับตามองอยู่บนท้องถนน ในขณะที่อีกคนหนึ่งเฝ้าดูแลข้อมูลบนคอมพิวเตอร์ ที่บอกเขาว่ารถคันนี้กำลังจะทำอะไร 

รถจะทำการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมและทำสิ่งที่ควรจะเป็น แม้สภาพรถจะค่อยข้างสั่น แต่ก็ไม่ชัดเจนว่าเป็นเพราะระบบของรถหรือเพราะระบบ AI แต่เหล่าผู้โดยสารที่ทดลองได้กล่าวมันค่อนข้างรู้สึกปลอดภัย โดยมีการชะลอความเร็วและเลี้ยวไปรอบ ๆ สิ่งกีดขวาง เช่น เหล่านักปั่นโดยไม่ต้องออกจากเลน ซึ่งรถยนต์ shuttle bus คันนี้ได้ทำแผนที่ทั้งหมดตลอดเส้นทาง และปลายทางแต่ละแห่งก็ถูกตั้งโปรแกรมไว้แล้วเช่นกัน

แม้ว่ารถรับส่งของ Optimus Ride จะไม่มีปัญหาในการขับเคลื่อนผ่านสภาพแวดล้อมที่ควบคุมที่เป็นถนนส่วนตัวที่มีสิ่งกีดขวางน้อยก็ตาม แต่เหล่าผู้ได้ลองทดสอบก็อดใจไม่ได้ที่จะคิดว่ามันจะขึ้นไปบนทางหลวงที่แออัดในโลกแห่งความจริงได้อย่างไร

References : 
https://futurism.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Dog Mode กับฟังก์ชันความปลอดภัยสำหรับสุนัขในรถยนต์ Tesla

แผนการของ Tesla เพื่อให้สุนัขปลอดภัยในขณะที่เจ้าของกำลังออกจากรถไปทำธุระ ปล่อยให้เจ้าสุนัขตัวโปรดต้องอยู่ในรถ ซึ่งมีข้อบกพร่องที่เป็นอันตรายเป็นอย่างมาก  แต่โชคดีที่ บริษัทกำลังแก้ไขมันให้ปลอดภัยกับสุนัขมากที่สุด

ในเดือนกุมภาพันธ์เทสลาได้เพิ่มฟีเจอร์ Autopilot แบบใหม่ที่เรียกว่า“ Dog Mode ” ให้กับรถยนต์ของตน เมื่อเปิดใช้งานการตั้งค่าจะช่วยให้ผู้ขับขี่จอดรถของพวกเขา แต่ให้เครื่องปรับอากาศทำงานต่อไป  โดยเป็นแนวความคิดที่ว่าพวกเขาสามารถปล่อยให้สุนัข อยู่ในยานพาหนะได้อย่างปลอดภัยหากพวกเขาต้องการก้าวออกทำธุระข้างนอกในเวลาชั่วขณะ

ข้อความบนจอแสดงผลของคอนโซลกลาง จะสังเกตเห็นอุณหภูมิในรถยนต์ได้ ดังนั้นคนที่เดินผ่านไปผ่านมาบริเวณจะได้รู้ว่าสุนัขนั้นปลอดภัยที่อยู่ในยานพาหนะของ Tesla นั่นเอง

แต่เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ราห์อูล ซูด เจ้าของเทสลาได้ทวีตข้อความที่แจ้งไปยังซีอีโอของเทสลา อย่าง อีลอนมัสค์ เพื่อแจ้งให้เขาทราบถึงข้อบกพร่องที่ร้ายแรงในฟีเจอร์นี้ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้

“ วันนี้ฉันใช้ “Dog Mode” และโชคดีที่ฉันได้เปิดค้างแอพไว้ เพราะความกลัว เนื่องจากรถของฉันมีอุณหภูมิอยู่ที่ 85 องศา และกำลังไต่ขึ้นไปเรื่อย ๆ !” ราห์อูล ซูด  ได้รายงานไปใน Twitter “  Dog Mode นั้นใช้งานได้เฉพาะในแบบอัตโนมัติ แต่หากคุณตั้งค่าพัดลมด้วยตนเองและปิดเครื่อง AC ไว้มันจะไม่ทำงานตามปรกติ “

Musk ตอบกลับอย่างรวดเร็วต่อทวีตของ ซูด ทำให้เขารู้ว่า Tesla จะต้องทำการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างรวดเร็วที่สุด  แต่อย่างน้อยตอนนี้ใครก็ตามที่วางแผนจะทิ้งสัตว์เลี้ยงไว้ใน Tesla ในขณะที่จะออกไปธุระข้างนอกนั้น จะต้องตรวจสอบอีกครั้งว่าพวกเขาจะไม่เปลี่ยนความเร็วพัดลมของรถด้วยตนเอง เพราะอาจจะเกิดภัยร้ายกับเจ้าสุนัขตัวน้อยของท่านได้

References : 
https://www.engadget.com/2019/08/01/tesla-fix-dog-mode/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Formula E กับอนาคตวงการมอเตอร์สปอร์ต

การเริ่มต้นการแข่งรถกรังด์ปรีซ์นั้น ต้องมีการย้อนกลับไปกว่าศตวรรษ ในการแข่งขันที่จัดขึ้นที่ประเทศฝรั่งเศสในช่วงต้นปี 1900 ซึ่งในตอนนี้เป็นที่รู้จักในนาม Formula 1 การแข่งรถยนต์ที่กลายเป็นปรากฏการณ์กีฬาในระดับนานาชาติได้สำเร็จ

แต่ลีกแข่งรถ อีกลีกหนึ่งที่กำลังยึดครองถนนในเมืองต่าง ๆ ทั่วโลก และในขณะที่มันมีความตื่นเต้นที่คล้ายคลึงกันกับของวงการ F1 แต่ไม่ได้ใช้องค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งนั่นก็คือน้ำมันเบนซิน แน่นอนว่า ลีก Formula E ใช้ “e-racers” ซึ่งเป็นรถยนต์สมรรถนะสูงที่ใช้พลังงานไฟฟ้าแทนนั่นเอง 

เสียงหวือหวาที่ไม่เหมือนใครของรถแข่ง Formula E เป็นหนึ่งในเสียงที่โดดเด่นที่สุดในการเล่นกีฬาเลยก็ว่าได้ มันต่างจากเสียงคำรามแบบปกติในสนามแข่งรถทั่วไป  “ ทุกอย่างของการแข่งขัน Formula E จะต้องถูกสร้างขึ้นในลักษณะที่มีการประสานกันเป็นอย่างมาก” Alejandro Agag ชายผู้ดูแล Formula E กล่าวกับ CBS News 

การแข่งขัน Formula E นั้นจะมีระยะทาง สั้น ๆ  ใช้เวลาเพียงประมาณ 45 นาที  และจะเข้าร่วมแข่งในเส้นทางถนนที่คับคั่งในใจกลางเมือง ความเร็วสามารถทำได้สูงสุด 175 ไมล์ต่อชั่วโมง มันเป็นระยะห่างจากการแข่งรถที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกอย่าง Formula 1 ซึ่งเครื่องยนต์เผาไหม้แบบคลาสสิก แน่นอนว่ามันมีพลังมากกว่าและแข่งกับสนามที่กว้างและยาวกว่า แต่ Jean Eric Vergne อดีตนักแข่ง Formula 1 ก่อนที่จะมาเป็นนักขับรถอันดับหนึ่งของ Formula E กล่าวว่า มันไม่ง่ายนัก 

“ พูดแบบตรงไปตรงมา ผมกลัวรอบคัดเลือกใน Formula E มากกว่าที่ผมเคยเจอใน Formula 1” Vergne กล่าว “ เพราะคุณรู้ว่า แทร็กนั้นแคบมากมัน และด้วยรถที่หนักมากซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะขับขี่ได้ หากการจัดการไม่ดีเท่า F1 ดังนั้นจึงทำให้การขับขี่ยากขึ้นมาก ข้อผิดพลาดเกิดขึ้นมากและเกิดขึ้นได้รวดเร็วขึ้นเช่นกัน ”  

Formula E ในสนาม
Formula E ในสนาม

 ในรถยนต์สูตร E แบตเตอรี่จะกินพื้นที่ของเครื่องยนต์ถ้าเทียบกับรถแข่ง F1  และมีค่าใช้จ่ายประมาณหนึ่งล้านดอลลาร์สำหรับรถยนต์ 1 คัน โดยจะมีน้ำหนักประมาณ 1,500 ปอนด์ซึ่งมากกว่าครึ่งนั้นเป็นน้ำหนักของแบตเตอรี่นั่นเอง 

“ คุณต้องลองดูการแข่งขัน Formula E ตอนนี้เราเป็นจุดเริ่มต้นของบทใหม่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ในการแข่งระดับโลก” Andre Lotterer เพื่อนร่วมทีมของ Vergne กล่าว 

ในฤดูกาลก่อน ผู้ขับขี่ต้องเปลี่ยนรถยนต์เพราะแบตเตอรี่ไม่สามารถอยู่ได้ตลอดการแข่งขัน ปีนี้จะไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวอีกต่อไปแล้ว: พลังงานแบตเตอรี่ได้รับการปรับปรุงอย่างมากในปีที่ผ่านมา

สำหรับการเคลื่อนย้ายแบตเตอรี่เหล่านั้น  จากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองหนึ่งเป็นเรื่องเหลือเชื่อ ในบรูคลินของนิวยอร์ก ใช้คนเกือบ 700 คน ทำงานอย่างไม่หยุดในสัปดาห์ก่อนแข่งเพื่อสร้างแทร็กตั้งแต่ต้น ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้จะมีค่าใช้จ่ายของการแข่ง Formula E ราว ๆ   10-15 ล้านดอลลาร์ต่อหนึ่งสนามแข่ง

Agag กล่าวว่า มันเป็นการลงทุนเพื่ออนาคต และการเสียเงินในตอนนี้ถือว่าคุ้มค่าเพราะลีกของเขานั้นมีเป้าหมายไม่เพียงแค่เป็นซีรีย์การแข่งขันไฟฟ้าชั้นนำเท่านั้น 

“ ผมไม่มีปัญหากับ Formula 1” Agag กล่าว “ผมชอบ Formula 1 ผมคิดว่ามันยอดเยี่ยม แต่เห็นได้ชัดว่า เมื่ออุตสาหกรรมเปลี่ยนไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า การแข่งขันรถยนต์ Formula 1 ก็ต้องมีการปรับตัวตามอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนไปเช่นเดียวกัน”

Agag กล่าวว่าเขาไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับวงการ Formula 1 ในอนาคต แต่ในอีกสิบปีเขาคาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน วันนั้น Formula E อาจจะกลายมาเป็นลีกชั้นนำก็เป็นไปได้

รถแข่งในสนาม Formula E
รถแข่งในสนาม Formula E

เทรวิส โอคุลสกี้หัวหน้าบรรณาธิการของ Road & Track กล่าวว่ารถแข่งไฟฟ้าไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่สำหรับผู้ผลิตอีกต่อไป    

“Formula 1 มีมาตั้งแต่ปี 1950 แน่นอนว่าพวกเขามีประวัติศาสตร์เกือบ 70 ปีกับกีฬาชนิดนี้เพื่อพัฒนาให้กลายเป็นจุดสูงสุดของวงการมอเตอร์สปอร์ต ส่วน Formula E นั้นมาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่และนี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาพยายามสร้างความประทับใจให้กับแฟน ๆ มอเตอร์สปอร์ตทั่วโก ” โอคุลสกี้ กล่าว “ แน่นอนว่ามันต้องใช้เวลา เพื่อที่จะเป็นจุดสุดยอดของวงการมอเตอร์สปอร์ตแบบที่ Formula 1 ทำได้นั่นเอง”

การแข่งขัน Formula E ได้พัฒนาลูกเล่นใหม่ ๆ เพิ่มมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ในปีนี้ลีกได้ทำการเปิดตัวโหมดการโจมตีซึ่งช่วยให้ผู้ขับขี่ได้รับพลังที่มากขึ้น เหมือน เช่นในวิดีโอเกม Mario Kart นั่นเอง

“ เราต้องปรับตัวให้ไปทางวิดีโอเกมให้มากยิ่งขึ้น” Agag กล่าว “และตอนนี้เรายังไม่ถึงครึ่งทาง”

“ อนาคตคือรถยนต์ไฟฟ้า และการแข่งขันจะเป็นการผสมผสานระหว่างชีวิตจริงและในวิดีโอเกม ระหว่างของจริงและสิ่งที่เสมือนจริงที่อยู่ในเกม” เขากล่าวเสริม 

สำหรับตอนนี้ Agag ต้องการให้ผู้ชมเข้าใจถึงศักยภาพของยานพาหนะไฟฟ้า “ผมคิดว่าถ้าคุณเห็นการแข่งขันครั้งนี้ คุณจะเริ่มสนใจที่จะซื้อรถยนต์ไฟฟ้า  ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่เหล่าผู้คนเข้ามาที่นี่เพื่อมาชมพวกเรานั่นเอง “

References : 
https://www.cbsnews.com/news/formula-e-the-electric-car-league-vying-become-future-auto-racing-2019-07-13/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

สร้าง Lamborghini ทั้งคันด้วย เทคโนโลยี 3D Printing

ในรอบ 15 ปีที่ผ่านมาสมาคมภาพยนตร์แห่งอเมริกาเปิดตัวบริการสาธารณะที่เป็นการต่อต้านการละเมิดลิขสิทธิ์ซึ่งได้กลายเป็น meme ซึ่งมุ่งเป้าไปที่เหล่าผู้ที่ดาวน์โหลดสื่อออนไลน์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ เพลง อย่างผิดกฎหมาย

แต่ตอนนี้เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ (3D Printing) นั้นสามารถทำให้เรื่องที่เหลือเชื่อนั้นกลายเป็นจริงได้ นักฟิสิกส์ ที่มีนามว่า Sterling Backus ได้ทำการใช้เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติสร้างรถยนต์เลียนแบบ Lamborghini Aventador -inspired supercar ในสนามหลังบ้านของเขาเอง โดยเขาและลูกชายของเขา ได้ทำงานกับโครงการนี้มาเกือบปีครึ่งแล้ว ซึ่งสเตอร์ลิงได้ใช้เงินประมาณ 20,000 เหรียญ ในโครงการดังกล่าว

Lamborghini จากเทคโนโลยี 3D Printing
Lamborghini จากเทคโนโลยี 3D Printing

ทั้งคู่ได้ทำการพิมพ์แผงตัวถัง ไฟหน้า และแม้แต่ช่องระบายอากาศจากพลาสติกหลากหลายชนิด เพื่อให้แน่ใจว่ารถปลอดภัยในการขับขี่ Sterling หุ้มชิ้นส่วนที่พิมพ์ไว้บางส่วนด้วยวัสดุที่เป็นคาร์บอนไฟเบอร์

ในทางเทคนิคแล้วรถไม่ได้ประกอบไปด้วยชิ้นส่วนที่พิมพ์แบบสามมิติทั้งหมด: เครื่องยนต์ตัวถังและชิ้นส่วนโครงสร้างอื่น ๆ ถูกสร้างมาแยกชิ้นกันโดยไม่ได้มาจากเครื่องพิมพ์สามมิติ

“วัตถุประสงค์ของเรานั้น จะสร้างมันมาเพื่อให้กลายเป็นสถานที่แสดงรถ ให้กับเหล่านักเรียนที่สนใจในโรงเรียนในท้องถิ่น ซึ่งการใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่าง 3D Printing นั้นจะทำให้เด็ก ๆ สนใจในวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีวิศวกรรม, ศิลปะและคณิตศาสตร์เพิ่มมากขึ้น จากการได้เห็นรถคันนี้นั่นเอง” สเตอร์ลิงกล่าว

และเขามองว่ามันไม่ใช่การละเมิดลิขสิทธิ์ของบริษัทผลิตรถยนต์ Lamborghini

“ การออกแบบชิ้นส่วนขึ้นมีต้นแบบมาจาก Lamborghini Aventador ก็จริง แต่เราได้ปรับเปลี่ยนหลายส่วนอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อเพิ่มมิติในการออกแบบของเรา” สเตอร์ลิง กล่าวเสริม “ นอกจากนี้จะไม่มีการทำแม่พิมพ์ชิ้นส่วนต่าง ๆ และจะไม่มีการจำหน่ายโดยเด็ดขาด นี่เป็นเพียงโครงการทดลองและสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็ก ๆ เท่านั้น ไม่ใช่เป็นการสร้างมาเพื่อการขายอย่างแน่นอน”

References : 
https://www.3dprintingmedia.network/you-too-could-now-3d-print-a-lamborghini-aventador-at-home/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Reinventing The Wheel : Future of EV Car

ยานพาหนะขับเคลื่อนไฟฟ้าในปัจจุบันแทบจะไม่มีความแตกต่างกันมากนัก ซึ่งส่วนใหญ่จะมีการออกแบบมาจากดีไซต์ของรถเครื่องยนต์กินน้ำมันแบบเดิม ๆ  ซึ่งอาจจะมีข้อยกเว้นที่พบได้บางอย่างเช่น มีการนำเอามอเตอร์เกียร์และส่วนประกอบอื่น ๆ ไปอยู่ภายใต้ตัวรถนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม REE บริษัท Startup จากอิสราเอล ได้ตัดสินใจที่จะใช้แนวทางที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงในการออกแบบรถยนต์ EV แบบไฟฟ้า ซึ่งโดยทั่วไปแล้วทุกสิ่งที่อยู่ใต้กระโปรงหน้ารถนั้น จะถูกติดตั้งเข้ากับล้อของรถ

“จนถึงขณะนี้บริษัทได้ดำเนินการโดยการปรับปรุงการออกแบบแบบยานยนต์ใหม่แบบที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน”  CEO ของ REE (Daniel Barel) กล่าวในการแถลงข่าว “  ที่ REE เราเชื่อว่าเพื่อเร่งการปฏิวัติยานยนต์เราจำเป็นต้องบูรณาการ การออกแบบล้อใหม่ทั้งหมด”

แนวคิดการออกแบบรถยนต์แบบใหม่ฉีกกฏเกณฑ์เดิม ๆ ที่เคยมี
แนวคิดการออกแบบรถยนต์แบบใหม่ฉีกกฏเกณฑ์เดิม ๆ ที่เคยมี

REE แพลตฟอร์มรถเปิดตัวในงาน TechCrunch Mobility ที่ผ่านมา ซึ่งมันดูไม่เหมือนกับรถยนต์ไฟฟ้าแต่มันดูเหมือนกับสเก็ตบอร์ดขนาดใหญ่เสียมากกว่า ซึ่งสร้างความสนใจให้กับผู้เข้าชมเป็นจำนวนมาก

แนวคิดของ REE ก็คือเหล่าผู้ผลิตรถยนต์สามารถสร้างยานพาหนะไฟฟ้าประเภทใดก็ได้ตั้งแต่รถกอล์ฟไปจนถึงรถกระบะที่อยู่ด้านบนของแพลตฟอร์มรถยนต์แบบแยกส่วนดังกล่าวนี้

“ค่าใช้จ่ายที่สูงที่สุดสำหรับผู้ผลิตรถยนต์ OEM คือ แพลตฟอร์มของการพัฒนา สายการผลิต และ Process ในการตรวจสอบความถูกต้องของการผลิต” Barel บอกกับสำนักข่าว NewAtlas “ มันมีค่าใช้จ่ายหลายพันล้าน และใช้เวลาหลายปี เราจึงสร้าง Model แบบใหม่  ที่เปิดโอกาสให้เหล่าผู้ผลิตหน้าใหม่ฉีกกรอบรูปแบบการผลิตแบบเดิม ๆ  ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีสายการผลิตขนาดใหญ่ สามารถผลิตเพียงไม่กี่คันก็ได้ คล้ายกับชิ้นส่วนทางคอมพิวเตอร์ที่สามารถนำมาประกอบกันได้นั่นเอง”

References : 
https://newatlas.com/ree-modular-mobility-platform/60486/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol