Boeing จับมือ Porsche พัฒนารถยนต์ไฟฟ้าบินได้

โบอิ้งได้ร่วมกับผู้ผลิตรถยนต์สปอร์ตหรูปอร์เช่ในการพัฒนาแนวคิดสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าใหม่โดยมีความสามารถในการบินขึ้นในแนวตั้ง (Vertical takeoff and landing – VTOL)

โดยวิศวกรของทั้งสองบริษัทจะร่วมมือกันเพื่อสร้างและทดสอบต้นแบบตามการออกแบบที่จะเกิดขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นรุ่น VTOL ระดับพรีเมี่ยมเพื่อคงความเป็นแบรนด์ของปอร์เช่ไว้

การทำงานร่วมกันของพวกเขาจะมองไปที่การเคลื่อนที่ของอากาศในเมืองโดยรวม และไม่เพียงแต่มุ่งเน้นไปที่การพัฒนายานพาหนะเท่านั้น ตามประกาศของปอร์เช่ ที่กล่าวว่าพวกเขาจะสร้างทีมในต่างประเทศ โดยทีมดังกล่าวนั้นจะจัดการกับแง่มุมต่าง ๆ ของการเคลื่อนที่ของอากาศในเมือง รวมถึงตรวจสอบศักยภาพของตลาดและกรณีการใช้งานที่เป็นไปได้ของยานพาหนะการบินแบบพรีเมี่ยมรุ่นใหม่ที่จะเกิดขึ้นนี้

“ ความร่วมมือนี้สร้างขึ้นจากความพยายามของเราในการพัฒนาระบบนิเวศในการเดินทางรูปแบบใหม่ที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ และให้โอกาสในการทดลองการพัฒนายานพาหนะเคลื่อนที่ทางอากาศระดับพรีเมี่ยมในเมืองด้วยแบรนด์ยานยนต์ชั้นนำอย่างปอร์เช่” Boeing VP Steve Nordlund กล่าว

ตามที่สำนักข่าวรอยเตอร์ระบุว่า โบอิ้งจะแข่งขันกับ Airbus SE คู่แข่งตลอดกาลของพวกเขา ซึ่งเริ่มทดสอบยานยนต์ VTOL ของตัวเองเมื่อปีที่แล้ว Kitty Hawk ที่ได้รับการสนับสนุนจาก Larry Page CEO ของ Google เพิ่งเปิดตัว VTOL รุ่นใหม่ ที่มีเสียงเครื่องยนต์ ที่เบากว่าเฮลิคอปเตอร์เป็นร้อยเท่า

References : https://www.engadget.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

อนาคตของรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติจากการศึกษาของ Audi

ในขณะที่รถยนต์ที่ขับเคลื่อนแบบอัตโนมัติ รวมถึงเทคโนโลยีการขับขี่ด้วยตัวเองยังไม่พร้อมที่จะเปิดตัวในอนาคตอันใกล้ ถึงแม้จะมีเทคโนโลยีเหล่านี้จะมีความก้าวหน้าที่น่าสนใจ แต่ก็ยังมีอุปสรรค์หนึ่งอย่างที่ยังสามารถพิสูจน์ได้ยาก: นั่นก็คือการยอมรับของมนุษย์

การศึกษาใหม่จากออดี้แบรนด์หรูของเยอรมัน ได้วาดภาพสองภาพที่แตกต่างกันของผู้ขับขี่ทั่วโลก บริษัท สำรวจและศึกษาผู้ตอบแบบสอบถาม 21,000 คนจาก 9 ประเทศทั่วโลก พลเมืองจากประเทศจีน เกาหลีใต้ อิตาลี สเปน เยอรมนี สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส ญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกาต่างก็ให้คำตอบกับแบบสอบถามดังกล่าวนี้

สำหรับการสำรวจดัชนีความพร้อมของมนุษย์ในการยอมรับรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ Human Readiness Index (HRI) ครอบคลุมกลุ่มอายุ เพศ สภาพแวดล้อม รายได้ การศึกษาและระยะทางที่ผู้ตอบแบบสอบถามใช้ขับขี่ในแต่ละวัน 

โดยคนรุ่นใหม่ที่อายุน้อยมีความคิดที่มองรถที่ขับเคลื่อนโดยอัตโนมัติในแง่บวกมากขึ้น แม้ทั้ง 9 ประเทศนั้นผู้ที่อยู่ใน Generation Z (อายุต่ำกว่า 24 ปี) แสดงให้เห็นว่า “มีความพร้อมสูง” สำหรับเทคโนโลยีการขับขี่ด้วยตนเองและ 73% กล่าวว่าพวกเขาอยากรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีดังกล่าวมากขึ้น

สำหรับคนกลุ่ม Millennials ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับ แม้ว่าจะไม่ค่อยพร้อมเท่าคน Gen Z ก็ตาม ในขณะที่ Baby Boomers แสดงความพร้อมน้อยที่สุด โดยรวมแล้วเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสำรวจยังคงมองว่ายานพาหนะควรที่จะอยู่ในกำกับของรัฐ ซึ่งมันเป็นการมองด้วยความเป็นคนมองโลกในแง่ดีนั่นเอง

ผลการสำรวจของ Audy
ผลการสำรวจของ Audy

ในระดับสากลผู้คนจำนวน 82% ที่สำรวจระบุว่าพวกเขาสนใจเทคโนโลยีการขับขี่ด้วยตนเอง แต่แต่ละประเทศก็มีภาพที่แตกต่างกันมาก ผู้ที่อยู่ในประเทศจีนและเกาหลีใต้นั้นมีความกระตือรือร้นและสนใจ 98% และ 94%

แต่ในญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกานั้นยังห่างไกลจากความกระตือรือร้นเหล่านี้อยู่มาก มีเพียง 74% และ 72% ของผู้ตอบแบบสอบถามของชาวญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกาตามลำดับที่กล่าวว่าพวกเขาสนใจในเทคโนโลยีรถขับเคลื่อนแบบอัตโนมัติ อย่างไรก็ตามทัศนคติทั่วไปเกี่ยวกับรถยนต์ขับเคลื่อนแบบอัตโนมัตินั้น มีอยู่ในแต่ละประเทศ และก็มีความแตกต่างกันไปตามพื้นที่

โดยทั่วไปแล้วชาวเอเชีย (นอกเหนือจากญี่ปุ่น) มองว่ารถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยตนเองเปรียบเสมือนรถยนต์แห่งอนาคต ในขณะที่ประเทศตะวันตกยังมีความสงสัยมากขึ้น เกี่ยวกับเทคโนโลยีดังกล่าว และดูจะมีความสนใจน้อยกว่าอย่างชัดเจน

เมื่อพิจารณาถึงความกังวลของผู้ที่ไม่ได้ตื่นเต้นกับรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ Audi พบข้อกังวลมากมายที่น่าสนใจ ส่วนใหญ่ (70%) เกี่ยวข้องกับการยกเลิกการควบคุมในเรื่องความเร็วของการขับขี่ 

วิธีที่รถยนต์ประเมินสถานการณ์ที่เป็นการขับเคลื่อนโดยปราศจากมนุษย์ นั้นมันยังเกี่ยวข้องกับผู้ตอบแบบสอบถามด้วย 65% ได้สังเกตเห็นถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งเรื่องสำคัญคือการขาดกรอบทางกฎหมายในด้านความปลอดภัย และการขาดความสนุกสนานในการขับขี่ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ขาดความกระตือรือร้นในความสนใจของการใช้รถยนต์แบบขับเคลื่อนอัตโนมัติน้อยลงไป

แม้จะได้รับความคุ้มครองจากอุบัติเหตุที่เกิดจากรถยนต์ที่ขับขี่ด้วยตัวเอง แต่ก็มีความเชื่อมั่นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยรวมแล้ว 61% ของผู้ที่เคยเห็นการรายงานข่าวเกี่ยวกับการชนของรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ ระบุว่าไม่ได้เปลี่ยนทัศนคติพวกเขาให้ดีขึ้นหรือแย่ลง

Audi ได้รวมรวมข้อมูลและแสดงใน Infographic วางไว้อย่างดี เทคโนโลยีขับเคลื่อนอัตโนมัติ แน่นอนว่าไม่ใช่ข้อเสนอที่เหมาะกับทุกคน ซึ่งผู้ที่มาจากชนบทหรือในเมืองและผู้ที่มีระดับรายได้ต่างกันต่างก็คาดหวังสิ่งต่าง ๆ จากโลกที่มีเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดความคล่องตัวในการขับขี่ 

โดยเป้าหมายต่อไปของ Audi คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ไม่เพียง แต่ให้ความรู้แก่สาธารณชนในเทคโนโลยีดังกล่าว แต่เป็นการสร้างวิธีการในการรับประกันความปลอดภัยและผลประโยชน์ต่อสาธารชนที่บริษัทได้เดิมพันไว้กับเทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่าง Self Drving Car นั่นเองครับ

References : https://www.cnet.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Vision EQS กับอนาคตรถยนต์ EV ของ Mercedes

EV แบรนด์ย่อยของ Mercedes อย่าง EQ ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยมีการผลิตรถยนต์รุ่นใหม่เพิ่มขึ้นทุก ๆ 2-3 เดือน นั่นเป็นข่าวดีสำหรับแฟน ๆ ของยานพาหนะหรูหราอย่าง Mercedes ที่ต้องการความรู้สึกผ่อนคลายเมื่อยามขับรถ แต่สำหรับ Concept Car ตัวใหม่ ดูเหมือนมันจะดูแตกต่างออกไป

Vision EQS คือ รถยนต์ที่มองอนาคตใหม่ของรถยนต์ซีดาน แม้ว่ามีคนบางกลุ่มที่ดูเหมือนจะไม่พอใจกับการออกแบบของ EQS เนื่องจากตัว Concept Car เปิดตัวในงานแฟรงค์เฟิร์ตออโต้โชว์มันดูเหมือนจะสูญเสียสไตล์ทั้งหมดของ Mercedes ไป

EQS แบบขับเคลื่อนสี่ล้อนั้นมีการออกแบบสีเงินและสีฟ้าตามแบบฉบับที่เราเคยเห็นในรถ Vision EQ รุ่นอื่น ๆ นอกจากนี้ยังเต็มไปด้วยขอบโค้งมนที่เหล่าแฟน ๆ นั้นคาดหวังจากสตูดิโอออกแบบของ Mercedes 

ในขณะที่รูปแบบที่ดูคล้ายกับเมล็ดถั่ว แต่ก็ยังคงภาพรวมของยานพาหนะแบบ Mercedes โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายละเอียดในการออกแบบซึ่งมองไปถึงอนาคตของวงการ EV  และนอกจากความเท่ห์แล้ว ยังมีสเปคของเครื่องยนต์ที่ดูน่าประทับใจอีกด้วย

Vision EQS จะให้กำลัง 469 แรงม้าและแรงบิด 560 ปอนด์ โดยสามารถทำความเร็ว 0-100 KM/h ได้ในภายใต้ 4.5 วินาที

โดย Mercedes ได้ใช้ชุดแบตเตอรี่ที่มีระยะวิ่งประมาณ 700 กิโลเมตร (435 ไมล์) และรองรับการชาร์จได้สูงสุด 350kw จึงสามารถชาร์จจาก 0 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ในเวลาน้อยกว่า 20 นาที ซึ่งถือเป็นเวลาที่น่าเซอร์ไพรซ์มาก ๆ

เมอร์เซเดส – เบนซ์ กล่าวว่าภายในสิ้นปีจะมีรถยนต์ไฟฟ้า 20 คันวางจำหน่ายภายใต้แบรนด์หลัก และ แบรนด์ย่อยของ Mercedes

แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่มีกำหนดการอย่างแน่นอนว่า Vision EQS คันนี้จะพร้อมจำหน่ายในโชว์รูมเมื่อไหร่ แต่ถ้ามันดูดีพอ ๆ กับรถ Concept ที่ได้แสดงในงาน เหล่าแฟน ๆ Mercedes คงจะมีความสุขไม่น้อยเลยทีเดียว

References : https://www.engadget.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Volkswagen กับการแปลงร่าง Beetle ให้กลายเป็นรถไฟฟ้า

Volkswagen ยักษ์ใหญ่ยานยนต์แห่งประเทศเยอรมนี ประกาศว่า ได้ผลิตชุดแปลงไฟฟ้าที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งสามารถแปลง Beetle ที่ขับเคลื่อนด้วยน้ำมันแบบคลาสสิกให้กลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นข่าวดีมาก ๆ สำหรับเจ้าของรถที่รักสิ่งแวดล้อม และ Beetle ยังเป็นรถยนต์ที่เป็นสัญลักษณ์ของรถยนต์เยอรมันมาอย่างยาวนาน

“การนำเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าผสมผสานกับเสน่ห์ของรถคลาสสิกของเราที่มีความคล่องตัวในการขับขี่ในอนาคต” Thomas Schmall ซึ่งเป็นสมาชิกของคณะกรรมการโฟล์คสวาเกน กล่าวในการแถลงข่าว

จากการแถลงข่าวของ Volkswagen ชุดแปลง Beetle นี้จะผสมผสานเทคโนโลยีจากรถยนต์ e-Up ที่เป็นรถยนต์ไฟฟ้าตัวเรือธงของบริษัท

ชุดอัปเกรดประกอบด้วยโมดูลแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนสูงสุด 14 โมดูล และเมื่อติดตั้งไดรฟ์ไฟฟ้าแล้ว Beetle แบบคลาสสิคจะวิ่งได้สูงสุดที่ 200 กิโลเมตร (124 ไมล์) ด้วยความเร็วสูงสุดถึง 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (93 ไมล์ต่อชั่วโมง).

โดย Volkswagen ไม่ได้วางแผนที่จะใช้พลังงานไฟฟ้าเฉพาะรุ่น Beetle เพียงเท่านั้น Schmall กล่าวว่าตอนนี้กำลังมองหาชุดแปลงสำหรับรถบัส Volkswagen และอาจมองไปถึงรถสปอร์ตอย่าง Porsche 356 ด้วยเช่นกัน

น่าเสียดายที่คนอเมริกันที่สนใจแปลง Beetle แบบคลาสสิกเป็นไฟฟ้าจะลำบากหน่อย โดย Volkswagen ได้ร่วมมือกับ บริษัท eClassics สำหรับการแปลงไฟฟ้าให้เจ้า Beetle และตอนนี้สามารถทำได้เฉพาะในประเทศเยอรมนีเท่านั้น

References : https://electrek.co

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

มารู้จัก First Self-Driving Shuttle แห่งเมืองนิวยอร์ก

บริษัท ผลิตรถยนต์ที่ขับเคลื่อนอัตโนมัติ Optimus Ride เพิ่งเปิดตัวรถยนต์ไร้คนขับครั้งแรกในเมืองนิวยอร์ก ซึ่งจะส่งผู้โดยสารไปตามถนนใน Brooklyn Navy Yard ศูนย์กลางการผลิตอันเก่าแก่กลายที่ตอนนี้ได้แปลงสภาพกลายเป็นศูนย์บ่มเพาะเทคโนโลยี 

ในฐานะรองประธานฝ่ายวิศวกรรม Ruijie ได้อธิบายว่า รถรับส่งขับเคลื่อนแบบอัตโนมัตินี้สามารถตรวจจับและวิเคราะห์สภาพแวดล้อมของพวกมันได้อย่างไร เขาอธิบายว่ารถ shuttle bus ใหม่นี้ได้รวบรวมการบันทึกภาพ และ LIDAR เพื่อรวมเป็นสตรีมข้อมูลเดียวเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ละเอียดและมีความละเอียดสูงขึ้นจากสภาพแวดล้อมของยานพาหนะ 

ซึ่งการเริ่มต้นครั้งแรกในเมืองนิวยอร์กนี้ จะทำให้การใช้บริการรถรับส่งด้วยตนเองบนถนนมีการปูทางไปสู่รถยนต์ขับเคลื่อนแบบอัตโนมัติที่พร้อมใช้บนท้องถนนจริง ๆ ที่สามารถลดข้อผิดพลาดของมนุษย์ที่ทำให้เกิดปัญหาอุบัติเหตุร้ายแรงจำนวนมากได้

“ สิ่งที่เรากำลังทำคือการแสดงให้ชาวนิวยอร์กเห็นว่ายานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อชีวิตของพวกเขาอย่างไร” ไรอัน ชิน CEO ของ Optimus Ride กล่าวกับผู้คนที่เข้ามาร่วมในการแสดงสาธิต “ ทั้งในเรื่องเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของชาวเมืองนิวยอร์กที่จะเปลี่ยนไป”

โดยรถ Shuttle Bus ที่ได้แสดงการสาธิตให้ชาวเมืองนิวยอร์กได้ชมนั้น แต่คันจะรองรับผู้โดยสารได้สี่คน รวมถึง วิศวกรอีกสองคนซึ่งนั่งอยู่ในแถวหน้า โดยคนหนึ่งคอยจับตามองอยู่บนท้องถนน ในขณะที่อีกคนหนึ่งเฝ้าดูแลข้อมูลบนคอมพิวเตอร์ ที่บอกเขาว่ารถคันนี้กำลังจะทำอะไร 

รถจะทำการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมและทำสิ่งที่ควรจะเป็น แม้สภาพรถจะค่อยข้างสั่น แต่ก็ไม่ชัดเจนว่าเป็นเพราะระบบของรถหรือเพราะระบบ AI แต่เหล่าผู้โดยสารที่ทดลองได้กล่าวมันค่อนข้างรู้สึกปลอดภัย โดยมีการชะลอความเร็วและเลี้ยวไปรอบ ๆ สิ่งกีดขวาง เช่น เหล่านักปั่นโดยไม่ต้องออกจากเลน ซึ่งรถยนต์ shuttle bus คันนี้ได้ทำแผนที่ทั้งหมดตลอดเส้นทาง และปลายทางแต่ละแห่งก็ถูกตั้งโปรแกรมไว้แล้วเช่นกัน

แม้ว่ารถรับส่งของ Optimus Ride จะไม่มีปัญหาในการขับเคลื่อนผ่านสภาพแวดล้อมที่ควบคุมที่เป็นถนนส่วนตัวที่มีสิ่งกีดขวางน้อยก็ตาม แต่เหล่าผู้ได้ลองทดสอบก็อดใจไม่ได้ที่จะคิดว่ามันจะขึ้นไปบนทางหลวงที่แออัดในโลกแห่งความจริงได้อย่างไร

References : 
https://futurism.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol