House of Mouse กับเรื่องราวการรีมาสเตอร์สู่โลกดิจิทัลของ Disney

ด้วยเทรนด์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ที่ตอนนี้เนื้อหากลายเป็นสิ่งสำคัญสำหรับโลกธุรกิจบันเทิง โดยเฉพาะบริการสตรีมมิ่งที่กำลังกลายเป็นไอคอนใหม่แห่งวงการธุรกิจสื่อด้านบันเทิงที่กำลังขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือด

ในการตอบสนองต่อพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไปเหล่านี้ และการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากบริการสตรีมมิ่งออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น Amazon Prime Video หรือ Netflix ต้องบอกว่าดุเดือดเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

Disney ได้มีการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ครั้งสำคัญ เพื่อวางตำแหน่งของตัวเองให้สามารถที่จะจัดจำหน่ายเนื้อหาของพวกเขาโดยตรงไปยังผู้บริโภคที่ได้กลายเป็นหัวใจของธุรกิจสื่อในตอนนี้

Disney ได้ลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์ เพื่อเตรียมเนื้อหาที่มีคุณค่าและการต่อสู้ในด้านเทคโนโลยี ที่พร้อมจะรุกคืบ เพื่อทวงคืนความเป็นผู้นำด้านเนื้อหาของตัวเองในธุรกิจบันเทิงคืนมา

การเดิมพันครั้งใหญ่กับ BAMTech

ต้องบอกว่า Disney ได้มีการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ครั้งสำคัญที่สุดครั้งนึงในประวัติศาสตร์ของบริษัทเมื่อเดือนสิงหาคมปี 2016 ในการลงทุนเบื้องต้น 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในบริษัท BAMTech ผู้เชี่ยวชาญด้านสตรีมมิ่ง

กาารเข้าซื้อหุ้น 33% ของ BAMTech มีจุดมุ่งหมายเพื่อกระตุ้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์แบบ OTT (over-the-top) โดยได้แบรนด์อย่าง ESPN รวมถึงเทคโนโลยีแบ็คเอนด์ที่มีความแข็งแกร่งมาก ๆ ของ BAMTech มาเสริมทัพ

ลงทุนใน BAMTech เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางด้านเทคโนโลยี

หลังจากนั้นในเดือนสิงหาคมปี 2017 Disney ก็เดินเกมอย่างรวดเร็ว เพื่อลงทุนเพิ่มใน BAMTech โดยลงทุนเพิ่มอีกกว่า 1.58 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อเข้าถือหุ้นแบบเบ็ดเสร็จในบริษัท

และได้ทำการเปลี่ยนชื่อเป็น Disney Streming Services ซึ่งตอกย้ำถึงความสำคัญเชิงกลยุทธ์ของ Disney ในการจัดจำหน่ายเนื้อหาของพวกเขาไปสู่ผู้บริโภคโดยตรง

ในขณะเดียวกัน Disney ได้ยืนยันแผนการที่จะดึงภาพยนตร์และรายการทีวีส่วนใหญ่ออกจาก Netflix ซึ่งเคยทำรายได้ให้กับ Disney กว่า 150 ล้านดอลลาร์ต่อปี และเปิดตัว Disney+ บริการสตรีมมิ่งความบันเทิงรูปแบบใหม่ในปลายปี 2019

ปรับโครงสร้างและโฟกัสใหม่

การตัดสินใจครั้งสำคัญอีกอย่างนึงของ Disney ก็คือ การเจรจาเข้าซื้อกิจการของ 21st Century Fox ซึ่งได้รวมเอาเครือข่ายกีฬาระดับภูมิภาคอย่าง (RSN) ของสหรัฐฯ ด้วยมูลค่า ประเมินที่ 52.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ข้อตกลงในครั้งนี้ ทำให้ Disney มีคลังเนื้อหาที่ครอบคลุมในหลาย ๆ ด้าน ซึ่งรวมถึงแฟรนไชส์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดตลอดกาล ไม่ว่าจะเป็น The Simpsons, X-Men , Aliens , Planet of the Apes , Home Alone , 24 และ Family Guy

ในเดือนเมษายนปี 2018 หลังจากความล่าช้าอย่างต่อเนื่อง ในที่สุด ESPN+ ก็ได้เริ่มเปิดให้บริการในสหรัฐอเมริกา ด้วยเนื้อหาจาก National Hockey League (NHL) , Major League Baseball (MLB) , PGA Tour , เทนนิสแกรนสแลม และ กีฬาในระดับชั้นมหาวิทยาลัย

ภายในเดือน กุมภาพันธ์ปี 2019 จำนวนสมาชิกก็ทะลุ 2 ล้านคนได้สำเร็จ ส่วนหนึ่งมาจากรายการมวยชื่อดังอย่าง Ultimate Fighting Championship’s (UFC) ที่ช่วยให้มีผู้ลงทะเบียนใหม่กว่า 568,000 ราย

เกือบ 18 เดือนหลังจากการเจรจาระหว่าง Disney กับ Fox ของ Rupert Murdoch ในที่สุดก็สามารถปิดดีล ได้ที่ราคา 71.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งได้รวมเอา ภาพยนตร์และสตูดิโอโทรทัศน์ของ Fox , National Geographic และ FX รวมถึงกิจการในต่างประเทศของ Fox อย่าง Star India ยักษ์ใหญ่ด้านบันเทิงจากอินเดียที่มีบริการอย่าง OTT Hotstar อยู่ในมือมาเสริมความแข็งแกร่งได้อีกด้วย

การปรับโครงสร้างทางธุรกิจใหม่ให้จัดจำหน่ายเนื้อหาสู่ผู้บริโภคโดยตรง
การปรับโครงสร้างทางธุรกิจใหม่ให้จัดจำหน่ายเนื้อหาสู่ผู้บริโภคโดยตรง

ในเดือนพฤษภาคมปี 2019 Disney มีแผนที่จะควบรวมกิจการของ Hulu อย่างเต็มรูปแบบ หลังจากตกลงซื้อหุ้นหนึ่งในสามจาก Comcast ซึ่ง Hulu นั้นเป็นแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีสมาชิกมากกว่า 28 ล้านคนในสหรัฐอเมริกา และมีความทะเยอทะยานที่จะขยายไปสู่ต่างประเทศ

เตรียมฆ่าคู่แข่งและขึ้นสู่เบอร์หนึ่งตัวจริง

ต้องบอกว่าเป็นการปรับโครงสร้างทางธุรกิจครั้งใหญ่สำหรับ Disney ในการสู้ศึกกับการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคครั้งใหม่ ดูเหมือนว่าเส้นทางของพวกเขานั้นจะสดใสเอามาก ๆ

มันเป็นการ รวมบริการต่าง ๆ ที่ปรับปรุงใหม่ไว้ในแพ็คเกจกับธุรกิจแห่งอนาคตอย่างบริการสตรีมมิ่ง ทั้งกีฬา และความบันเทิงแบบชุดใหญ่บน Disney+ ซึ่งจะมีการให้บริการควบคู่ไปกับ ESPN+ และ Hulu ในราคาที่เข้าถึงได้

ด้วยทีมงานเบื้องหลังแบรนด์ยักษ์ใหญ่ 4 แบรนด์ของ Disney อย่าง Disney , Marvel , Lucasfilm และ Pixar รวมถึง Fox , Fox Searchlight และ National Geographic มันคือทีมงานระดับคุณภาพที่มีเหนือ Netflix ที่เติบโตมาจากธุรกิจทางด้านเทคโนโลยีมากกว่าการมีรากฐาน DNA ของการเป็นบริษัทบันเทิงอย่างที่ Disney เป็น

การแพร่ระบาดของ COVID-19 นั้น กลายเป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย ที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจของ Disney ข้อดีคงเป็นเรื่องบริการสตรีมมิ่งอย่าง Disney+ ที่เติบโตเร็วเกินคาด

Disney+ สามารถสร้างฐานสมาชิก 50 ล้านคนในเวลาเพียงแค่ 6 เดือนเพียงเท่านั้น ทั้งที่เป้าหมายเดิมของ Disney ตัวเลข 50 ล้านคนของจำนวนสมาชิก พวกเขาวางไว้ว่าจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวในปี 2024 เรียกได้ว่า COVID-19 นั้นช่วยลดระยะเวลาการเข้าสู่ตลาดแมส ของ Disney ได้ถึง 4 ปีเลยทีเดียว

ด้วยจุดแข็งที่สำคัญที่สุดของ Disney ด้วยจำนวนเนื้อหาในคลังของพวกเขาที่มีมหาศาล ทำให้พวกเขาไม่ต้องกังวลกับการที่จะต้องสร้างเนื้อหาใหม่ตลอดเวลาเหมือนที่ Netflix กำลังประสบอยู่ในตอนนี้

และอย่างที่เราทราบตอนนี้ สวนสนุกของ Disney ทุกแห่งปิดให้บริการเนื่องจาก COVID-19 ซึ่งในรายงานทางการเงินฉบับล่าสุด บริษัทยังรายงานถึงการหยุดชะงักในห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งทำให้การขายสินค้าที่เป็นรายได้หลักของบริษัทต้องหยุดชะงักไป

การระบาดครั้งใหญ่ทำให้ แหล่งทำเงินใหญ่ที่สุดของ Disney ต้องหยุดชะงัก นั่นเป็นเหตุผลที่ Disney ยังไม่สามารถที่จะต่อยอดธุรกิจเพื่อสร้างกำไรทั้งหมดจากฐานแฟน ๆ ของ Disney+ ได้ ผ่านสินค้าที่ระลึกต่าง ๆ รวมถึงธุรกิจสวนสนุก

แต่ในที่สุดโรคระบาดก็จะผ่านพ้นไป สวนสนุกของ Disney จะกลับมาคึกคักอีกครั้งด้วยเด็กๆ หลายล้านคน ของเล่นของ Disney จะขายดีอย่างถล่มทลายอีกครั้งจากแฟน ๆ ที่ติดตามเนื้อหาผ่าน Disney+ และเครื่องจักรทำเงินของ Disney จะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งและแน่นอนว่ามันจะมีพลังมากขึ้นกว่าเดิมอย่างมหาศาลอย่างแน่นอนครับผม

References : https://en.wikipedia.org/wiki/Disney%2B
https://www.forbes.com/sites/danrunkevicius/2020/07/08/disney-master-plan-with-disney-plus-that-no-one-is-talking-about
https://variety.com/2019/biz/features/disney-plus-streaming-plans-bob-iger-1203120734/
https://www.sportspromedia.com/from-the-magazine/disney-plus-espn-bamtech-fox-takeover-hulu-ott-streaming
https://www.fastcompany.com/90607786/how-disney-plus-is-winning-by-ripping-up-the-streaming-playbook
https://adage.com/article/cmo-strategy/netflix-already-feeling-impact-disney/2164726

Ring Fit Adventure กับนวัตกรรมที่ไม่เคยหยุดนิ่งของ Nintendo

ถ้าถามว่าบริษัทเกมที่มีการสร้างนวัตกรรมในการเล่นเกมในรอบหลายปีที่ผ่านมา ก็ต้องบอกว่า Nintendo นั้นเป็นบริษัทแนวหน้าในวงการเกม ที่พยายามสรรค์สร้างสิ่งใหม่ ให้กับวงการเกมได้ เซอร์ไพรซ์อยู่สม่ำเสมอ

เราจะเห็นได้จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา แม้คู่แข่งในอุตสาหกรรมเกมจะพยายามใช้เทคโนโลยีมานำ พยายามทำอะไรล้ำ ๆ กราฟฟิก ระดับสูง สเปคของเครื่องที่สูงขึ้นเรือย ๆ ไม่ว่าจะเป็น Microsoft Xbox หรือ Sony Playstation

แต่สิ่งเหล่านี้บางครั้งมันก็ไม่ได้ทำให้การเล่นเกมสนุกขึ้นแต่อย่างใด เราจะเห็นได้จากบางเกมที่ทุ่มทุนสร้างมหาศาล ด้วยกราฟฟิก อลังการงานสร้าง ใช้ทีมงานมากมายหลายร้อยชีวิต แต่เกมของพวกเขาไม่สามารถครองใจนักเล่นเกมได้ เพราะเกม ก็ คือการเล่นเพื่อความสนุกบันเทิง แต่การอัดสิ่งต่าง ๆ เข้าไปมากเกินบางครั้งมันก็ทำให้อรรถรสในการเล่มเกมนั้นตกไป

แต่มีบริษัทเดียวในวงการเกมที่มองว่าเกมคือสิ่งบันเทิง คือความสนุกสนาน และสรรค์สร้างนวัตกรรมให้เล่นเกมสนุกเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ มาตลอด ซึ่งแน่นอนว่าบริษัทนั้นคือ Nintendo

พวกเขาเข้าใจจริง ๆ ว่านักเล่นเกมต้องการอะไร อะไรที่ทำให้นักเล่นเกมสนุกกับมัน รวมถึงการเปิดให้คนกลุ่มอื่น ๆ เข้ามาจอยกับเกม มาสนุกสนาน มาคลายเครียด ด้วยนวัตกรรมต่าง ๆ ที่ Nintendo ได้สรรค์สร้างขึ้นมา

ซึ่งก่อนหน้านี้ เราก็เคยได้เห็นปรากฏการณ์อย่าง เครื่อง WII ที่มียอดขายถล่มทลายทั่วโลก โดยที่ Xbox และ Playstation ได้แต่มองตาปริบ ๆ มาแล้ว

และ หลังจากการออกเครื่องเกมส์ใหม่อย่าง Nintendo Switch ก็ได้ทยอยออกเกมที่ ทำให้ผู้เล่นได้สนุกกับเกมได้เหมือนในอดีต เราจะเห็นได้ว่า กราฟฟิกของ Switch นั้นแทบจะย้อนเวลากลับไปในเครื่องคอนโซลยุคก่อนหน้าด้วยซ้ำ

แต่ความสนุกของเกม รวมถึง ไอเดียในการนำเครื่องเกมมาประยุกต์ใช้กับสิ่งต่าง ๆ มากมาย ด้วยเซ็นเซอร์ต่าง ๆ ที่ Nintendo นั้นคิดมาอย่างดีแล้ว ว่าจะสามารถนำเครื่อง Switch มาต่อยอดให้เล่นสนุกขึ้นได้อย่างไร ตัวอย่าง Nintendo Labo ที่เราเคยเห็นมาก่อนหน้านี้ก็แสดงให้เห็นความคิดสร้างสรรค์ของ Nintendo ในการออกแบบสิ่งที่เรียกว่าเกม

และล่าสุด Ring Fit Adventure มันได้ทลายกรอบเดิม ๆ ของการเล่นเกม เพราะมันคือการผสมผสานการออกกำลังกายไปกับการเล่นเกม ได้อย่างลงตัวมาก ๆ การ Design Ring Fit มาก็เพื่อเจาะตลาดคนรักสุขภาพที่ต้องการออกกำลังกายและอาจจะไม่มีเวลามากนัก

การสร้างเป็นเกมจึงถือเป็นจุดดึงดูดที่น่าสนใจให้ตลาดกลุ่มนี้ หันมาจับเครื่อง Switch ของ Nintendo และ enjoy ไปกับความสนุกรวมถึงการได้ดูแลสุขภาพผ่านเจ้าอุปกรณ์ตัวใหม่ที่ Nintendo คิดค้นขึ้นมานี้

ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับบริษัทอย่าง Nintendo ที่ได้แสดงให้เห็นอีกครั้งว่า พวกเขาสนใจแค่ความสนุก และไอเดียใหม่ ๆ ของการเล่นเกมเท่านั้น พวกเขาไม่ได้สนใจสิ่งที่ Xbox หรือ Playstation กำลังเดินไปด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงต่าง ๆ เลย เพราะพวกเขาแค่ต้องการให้ผู้เล่นเกมของ Nintendo นั้นได้สนุกกับการเล่นเกมก็เพียงพอแล้วนั่นเอง

References : http://images.nintendolife.com/202562d9d044c/switch-ringfitadventure-lifestylephoto-01-copy.900x.jpg

Fox กับการใช้ Machine Learning ในทำนายหนัง Hits

สตูดิโอภาพยนตร์ 20th Century Fox ได้พัฒนาอัลกอริทึม Machine Learning ที่ใช้ในการทำนายว่าผู้คนจะชอบหนังใหม่ที่กำลังจะออกฉายหรือไม่ และมันจะ Hits แค่ไหน?

ระบบดังกล่าวที่มีการอธิบายในเอกสารที่ถูกเผยแพร่บนเซิร์ฟเวอร์  โดยจะมีการวิเคราะห์และจัดหมวดหมู่ตัวอย่างภาพยนตร์ และใช้อัลกอริทึมในการทำนาย ภาพยนตร์เรื่องอื่นที่มีตัวอย่างที่คล้ายกันตามอัลกอริทึมที่น่าจะดึงดูดผู้ชมที่คล้ายกันได้

ตัวอย่างเช่น วิธีในการตีความภาพยนตร์ X-Men“ Logan” หลังจากดูตัวอย่างแล้ว จะได้รูปแบบสี่อันดับแรกที่อัลกอริทึมเลือกขึ้นมาคือ “ต้นไม้” “ขนบนใบหน้า” “ รถยนต์” และ“ มนุษย์” ซึ่งนำอัลกอริธึม ได้ทำการแนะนำภาพยนตร์ที่คล้ายกันซึ่งก็คือ “ The Revenant” อาจเป็นเพราะเรื่องของเคราและฉากที่เป็นป่าทั้งหมด

แต่ The Verge เน้นว่าอัลกอริธึมพลาดโอกาสที่จะจับคู่“ Logan” กับ“ Ant-Man” และ“ Deadpool” โดยสิ้นเชิงซึ่งถือเป็นเรื่องแปลกมาก ๆ 

ปัญญาประดิษฐ์และระบบอัตโนมัติ ได้เข้ามามีบทบาทใน ฮอลลีวูดอย่างรวดเร็ว  ตั้งแต่ AI ที่ใช้ในการแนะนำสคริปต์ หรือ AI ที่ใช้ในการสร้าง Special Effect แต่มันก็ไม่มีความชัดเจนที่ระบบใหม่ของ Fox จะช่วยได้จริง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากข้อจำกัดในปัจจุบันของ AI

ซึ่งในอนาคต เครื่องมือเหล่านี้จะช่วยให้ทีมการตลาดกำหนดเป้าหมายกลุ่มประชากรเฉพาะด้วยโฆษณาได้ เมื่อมีการสร้างตัวอย่างหนังขึ้นมานั่นเอง และมีโอกาสที่จะทำให้หนังนั้นเข้าถึงผู้ชมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

References : 
https://www.theverge.com

Iron Man ตัวจริง! Robert Downey ต้องการทำให้โลกน่าอยู่ขึ้นด้วย AI

นักแสดงนำในภาพยนต์ “ Iron Man” อย่าง  Robert Downey Jr.  พูดในการประชุม MARS ที่ลาสเวกัสในปีนี้ ซึ่งจัดโดย Jeff Bezos CEO ของ Amazon เกี่ยวกับหุ่นยนต์ AI และเทคโนโลยีขั้นสูงอื่น ๆ อาจเป็นวิธีการแก้ปัญหาการทำลายคาร์บอนของมนุษย์.

ดาวนีย์ จูเนียร์ ได้ประกาศความคิดริเริ่มใหม่ล่าสุดที่ชื่อว่า Footprint Coalition ซึ่งฟังดูเหมือนโทนี่ สตาร์ค ที่เขาได้สวมบทบาทเล่นใน Marvel Cinematic Universe

“ เมื่อเร็ว ๆ นี้ฉันอยู่ที่โต๊ะที่มีผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสุดฉลาดและน่าประทับใจ ซึ่งเมื่อประมาณหกเดือนที่แล้ว ถ้อยคำแถลงต่อไปนี้เกิดขึ้นจากปากของเขา : ‘ระหว่างหุ่นยนต์และเทคโนโลยีเราอาจจะทำความสะอาดโลกได้อย่างมีนัยสำคัญ และมันจะประสบความสำเร็จได้ภายในทศวรรษนี้ ‘” เขากล่าว

แต่รายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งที่เขา จะทำโดยรวมถึงวิธีการที่จะได้รับเงินทุนยังคงอยู่อย่างกระจัดกระจาย ซึ่งมีการตอบสนองอย่างดีเยี่ยมจากเหล่าพันธมิตรของเขา ในไม่ช้าหลังจากการประกาศอย่างเป็นทางการของ Downey Jr. 

โดยข่าวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากนักแสดงนำ Iron Man ถูกทาบทามให้สร้างมินิซีรีส์สารคดีทาง AI สำหรับ YouTube Red (ซึ่งปัจจุบันคือ YouTube Premium)

ดาวนี จูเนียร์มีความตั้งใจที่ชัดเจนว่าเขาไม่เพียงต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาเท่านั้น แต่เขาก็เป็นปัญหาใหญ่เช่นกันในเรื่องการสร้างคาร์บอน ทุกคนในโลกต้องมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหานี้ร่วมกัน ก่อนที่มันจะวิกฤติไปมากกว่านี้

References : 
https://futurism.com/the-byte/robert-downey-jr-clean-earth-robots-ai

ฉากสุดท้ายของ Game of Thrones มีผู้ชมสูงสุดตลอดกาล

ตัวเลขจำนวนผู้ชมในช่วงตอนจบของซีรี่ยส์ที่มีแฟน ๆ ติดตามมากที่สุดในโลกอย่าง Game of Thrones ของ HBO และตอนสุดท้ายของซีซั่นที่แปด (ซึ่งเป็นตอนจบจริง ๆ เสียที)

ไม่เพียงทำลายสถิติของการแสดงเท่านั้น แต่ด้วยจำนวนผู้ชม 13.6 ล้านคนที่รับชมแบบสดในช่อง HBO กลายเป็น Episode ที่มีคนดูมากที่สุดนับตั้งแต่มีการก่อตั้ง HBO แบบออนไลน์สตรีมมิ่ง 

ซึ่งตัวเลขเริ่มต้นจากการสตรีมและการรีรัน และจำนวนผู้ชมทั้งหมด นั้นมีมากถึง 19.3 ล้านคนซึ่งเป็นสถิติใหม่สำหรับทั้ง Game of Thrones และรวมถึงสถิติของช่อง HBO เองก็ตาม

ซึ่งเรื่องนี้ไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใด เมื่อ Game of Thrones  ตอนจบ ใน episodes สุดท้ายนั้น  สามารถแซงหน้าสถิติผู้ชมโดยรวมนับตั้งแต่ Season ที่ 5 มาเลยก็ว่าได้

ทำลายทุกสถิติในตอนสุดท้าย
ทำลายทุกสถิติในตอนสุดท้าย

ข้อมูลจาก The Hollywood Reporter  , Game of Thrones Season สุดท้าย ได้รับการจับตามองมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของรายการที่เป็นรายการ Series ที่มีผู้ชมมากที่สุดในการออกอากาศของทีวีในสหรัฐอเมริกาในปีนี้ (โดยใน Season 7 ตอนจบก็ยังคงเป็นอันดับที่สามที่มีคนดูมากที่สุด ) 

และการดูข้อมูลทั้งหมดเพิ่มเติมตลอดสัปดาห์นี้นั้น ทาง HBO กล่าวว่าแต่ละตอนใน Season นี้จะมีผู้ชม 44.2 ล้านคนโดยเฉลี่ย ซึ่งตอนสุดท้ายของ Series ชุดนี้น่าจะช่วยขยับตัวเลขผู้ชมเฉลี่ยนให้สูงขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้าอย่างแน่นอน

References : 
https://www.theverge.com/2019/5/20/18633136/game-of-thrones-got-season-8-finale-hbo-most-watched-show-all-time-viewership-numbers-live