ประวัติ Elon Musk ตอนพิเศษ : Difficult and Painful

ต้องบอกว่าเป็นปีชงเลยทีเดียวสำหรับ Elon Musk ในปี 2018 ที่ชีวิต ได้เจอกับมรสุมมากมาย ทั้งปัญหาใน Tesla เอง หรือ ปัญหาส่วนตัวที่เค้าค่อนข้างเจอมรสุมมากมาย

ต้องบอกว่า Musk นั้นถือเป็น Tech entrepreneur ที่เป็น idol ของเหล่า Tech Startup ทั้งหลายที่อยากเจริญรอยตามเค้าทั้งนั้น เนื่องจากเค้ามี idea มากมายที่จะเปลี่ยนโลกของเรา ให้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในอุตสาหกรรมรถยนต์ ที่เค้าได้ไป take over Tesla มาเนื่องจากเป็นรถที่ใช้เทคโนโลยีที่ใช้พลังงานไฟฟ้า ช่วยลดปัญหามลพิษให้กับโลกเรา

หรือ การสร้าง เทคโนโลยีอย่าง Hyperloop ที่ให้คนสามารถเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งได้อย่างรวดเร็ว ไม่แพ้การเดินทางด้วยเครื่องบิน ผ่านอุโมงค์ใต้ดิน และใช้ระบบไฟฟ้าในการขับเคลื่อนแทนน้ำมันที่ใช้ในเครื่องบิน

รวมถึงโครงการอื่นๆ. อีกมากมาย ที่ Elon Musk น้นได้เข้าไปมีส่วนร่วม ล้วนแล้วแต่เป็นเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกแทบทั้งสิ้น

แล้วถ้าถามว่าทำไมนักลงทุนทั้งหลายถึงได้เชื่อใจ Elon Musk ก็ต้องตอบว่า เค้าเป็นหนึ่งในนักลงทุนกลุ่มแรกของ Silicon Valley  ที่ผ่านวิกฤติ ดอทคอม ในช่วงปี 2000 มาได้และเป็นหนึ่งในกลุ่ม Paypal Mafia ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญต่อโลกเทคโนโลยีของเราในช่วงหลัง ๆ ผลงานเลื่องชื่อ น่าจะเป็นการปลุกปั้น Paypal บริการด้านการเงิน online ที่ต้องบอกว่าเป็น Fintech แรก ๆ ของโลกเราเลยก็ว่าได้ ซึ่งต่อมาได้ขายกิจการให้กับ Ebay

Paypal Mafia กลุ่มผู้มีอิทธิพลใน Silicon Valley

Paypal Mafia กลุ่มผู้มีอิทธิพลใน Silicon Valley

แต่นิสัยอย่างนึงของเหล่า Paypal Mafia กลุ่มนี้ คือ การเป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูงมาก ๆ ซึ่งจะหาคนที่ทำงานด้วยลำบาก และยึดถือความคิดตัวเองเป็นหลักเสมอ ไม่ค่อยเชื่อถือเพื่อนร่วมงานแต่อย่างใด ดังเห็นในข่าวหลาย ๆ ครั้ง ว่าเหล่าผู้ร่วมงานของ Musk ได้ทยอยลาออกไป เนื่องจากไม่สามารถทำงานร่วมกับ Elon Musk ได้

Tesla พบปัญหาผลิตไม่ได้ตามความต้องการ

Tesla พบปัญหาผลิตไม่ได้ตามความต้องการ

ซึ่งทำให้ปัญหาใหญ่อย่างที่ Tesla ที่ไม่สามารถผลิตรถได้ตามความต้องการได้นั้น Elon Musk ต้องลงมาดูด้วยตัวเอง ซึ่งผิดวิสัย CEO  ส่วนใหญ่ที่มักจะไม่ลงไป Operation เอง แต่ Musk นั้นได้ลงไปคลุกคลีในโรงงานด้วยตัวเอง และจัดการ Operation ทั้งหมดเอง เพื่อให้แก้ปัญหาไปได้ แต่ แม้จะทำให้ปัญหาคลี่คลายไปบ้าง แต่การที่ CEO ต้องลงมาทำเองแบบนี้ ทำให้งานของ CEO จริง ๆ ก็ไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้เช่นกัน ทำให้ปัญหาวนลูปกลับมาที่ Tesla จนเริ่มมีปัญหากับนักลงทุนในที่สุด

และด้วยความกดดันหลาย ๆ ด้าน ทำให้บางครั้ง Elon Musk เองก็ทำอะไรแบบไม่คิดให้รอบด้านซักเท่าไหร่ โดยเฉพาะ ในโลก Social อย่าง Twitter  นั้น Musk มักจะ Tweet อะไรพลาด ๆ อยู่เสมอ เช่น เรื่องการจะนำเอา Tesla ออกจากตลาดหุ้น หรือ การออกมาตอบโต้ ทีมนักดำน้ำที่มาช่วยภารกิจถ้ำหลวงที่ประเทศไทย ก็ล้วน แล้ว แต่เป็นเรื่องที่ไม่น่าพูดออกไปทั้งสิ้น ซึ่งคนระดับ Musk ไม่ควรที่จะลงมาเล่นกับเรื่องอะไรแบบนี้ เป็นการเปลืองตัวเสียเปล่าๆ  ด้วยซ้ำ แต่คิดว่าเนื่องจาก นิสัยส่วนตัวดังที่กล่าว ทำให้เรื่องใน Social มักจะเป็นปัญหากับ Elon Musk เสมอ

Elon Musk สูบกัญชาในระหว่างการสัมภาษณ์ในรายการก็เป็นอีกสิ่งนึง ที่ไม่ควรเกิดขึ้นเลย

Elon Musk สูบกัญชาในระหว่างการสัมภาษณ์ในรายการก็เป็นอีกสิ่งนึง ที่ไม่ควรเกิดขึ้นเลย

และล่าสุดที่ได้ไปออกรายการทีวีในรัฐแคลิฟอเนีย  แม้จะเป็นรัฐที่การสูบกัญชานั้นถูกกฏหมาย แต่ภาพที่ Elon Musk สูบกัญชาในระหว่างการสัมภาษณ์ในรายการก็เป็นอีกสิ่งนึง ที่ไม่ควรเกิดขึ้นเลย ทำให้ภาพลักษณ์ของเขาเสียหายยิ่งขึ้นไปอีก ยิ่งในขณะนี้ปัญหาต่างๆ  มีมากมายอยู่แล้ว แต่ Musk นั้นก็ทำให้สิ่งต่าง ๆ ดูแย่ลงไปอีก ภาพลักษณ์ของเค้าเสียหายยิ่งขึ้นไปหลังจากที่ภาพการสูบกัญชาถูกปล่อยว่อนในโลก Social

Elon Musk จะผ่านวิกฤตนี้ไปได้อย่างไร

ต้องบอกว่าคนระดับอัจฉริยะ อย่าง Elon Musk นั้นผ่านประสบการณ์ มามากมาย ถึงจะได้รับการยอมรับถึงจุดนี้ได้  แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2018 นั้น ต้องถือได้ว่าเป็นปีที่แย่ที่สุดปีนึงของ Elon Musk เลยก็ว่าได้

โดยที่ธุรกิจใหม่ๆ  นั้นเป็นธุรกิจแห่งอนาคตทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น Tesla , SpaceX หรือ SolarCity เองก็ตาม มันยังสามารถที่จะตอบโจทย์ในด้านธุรกิจได้รวดเร็วเหมือนธุรกิจอินเตอร์เน็ตอื่น ๆ   และการที่เค้ามี Idea ที่เยอะเกินไปบางครั้ง ก็ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ดีนัก เพราะดูเหมือนจะเป็นการทำแบบไม่ Focus สิ่งใด สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนเท่าที่ควร ต้องมานั่งไล่แก้ปัญหา SpaceX ที ปัญหา Tesla ที ทำให้วิสัยทัศน์ใหญ่ของเขานั้นอาจจะขับเคลื่อนได้ช้าลงไป

ที่สำคัญการที่ Elon Musk เป็นคนที่ทำงานหนักมากและชอบทำงานคนเดียว และ ไม่ค่อยรับฟังความคิดเห็นผู้อื่นนั้นสักเท่าไหร่นั้น ยิ่งทำให้ปัญหาเพิ่มมากขึ้นไปอีก การบริหารหลายๆ  ธุรกิจ โดยแต่ละธุรกิจเป็นธุรกิจที่ใหญ่มาก ๆ และมีเรื่องให้แก้ปัญหาเยอะไปหมด ในคราวเดียวกัน แบบที่ Elon Musk ทำในตอนนี้นั้น ไม่น่าจะใช่สิ่งที่ดีในระยะยาวอย่างแน่นอน

ทางที่ดี Musk ควรที่จะเริ่มเชื่อใจผู้ร่วมงานบ้าง และหาคนที่เป็นมืออาชีพ จริง ๆ มาช่วยบริหาร หลาย ๆ ธุรกิจของตัวเองบ้าง แบบที่หลาย ๆ คนทำ เช่น Mark Zuckerberg ก็ปล่อยให้ sheryl sandberg เข้ามาช่วยเหลือในสิ่งที่ตัวเองไม่ถนัด  แล้วทำในสิ่งที่ตัวเองถนัด จะเห็นได้ถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วของ Facebook ในช่วงที่ผ่านมา

ซึ่งถ้า Mark ยังทำอยู่คนเดียวเหมือนช่วงแรก ๆ Facebook คงไม่สามารถเติบโตได้รวดเร็วดังที่เห็นในวันนี้อย่างแน่นอน ซึ่ง Elon Musk ก็น่าจะมีปัญหาคล้าย ๆ กัน คือต้องยอมลดฐิถิ  ตัวเองลงบ้าง แล้วปล่อยให้มืออาชีพของแต่ละส่วนมาช่วยทำงานด้าน Operation มากขึ้น เพื่อให้งานรุดหน้าไปได้รวดเร็วและมั่นคงมากยิ่งขึ้น แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเขา ทุกคนก็ต่างยอมรับในความทุ่มเท และเสียสละ และการทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้อย่างที่เขาเคยทำมาสำเร็จมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งมัสก์ ก็คงสามารถผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปได้เหมือนเคย เพราะชายผู้นี้เป็นนักสู้กับปัญหาตัวยง ไม่ว่าปัญหาจะเล็กหรือใหญ่ขนาดไหนเขาก็สามารถที่จะผ่านมันไปได้ทุกครั้งเหมือนเคย

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :Sand Hill Road *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

รอยร้าวใน Facebook กับอนาคตของ Platform Social Network อันดับ 1

หลังจากข่าวการลาออกจากบริษัทของสองผู้ก่อตั้ง instragram อย่าง Kevin Systrom (CeO) และ Mike Krieger (CTO) ถือว่าเป็นข่าวใหญ่ของวงการ Social network เลยก็ว่าได้

จาก user ผู้ใช้งานเพียง 35 ล้านคนก่อนขายให้ facebook จนมาถึงวันนี้ instragram เติบโตจนเป็น platform social ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของโลกไปแล้วมีผู้ใช้งานสูงถึงกว่า 1000 ล้านคน และจากพนักงาน 13 คนในยุคแรกเริ่ม ตอนนี้ได้กลายเป็นกว่าพันคน กระจายอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก

Instragram Co Founder

FILE PHOTO: Instagram founders Mike Krieger (L) and Kevin Systrom 

ถ้ามองในแง่ธุรกิจนั้น การเข้าซื้อ instragram เพียง 1 พันล้านเหรียญในปี 2012 ต้องถือว่าเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของวิสัยทัศน์ของ Mark Zuckerberg เลยก็ว่าได้ ที่ซื้อมาได้ในราคาถูกเพียงแค่นี้ แต่อย่าลืมว่าการที่ instragram สามารถเติบโตได้เร็วขนาดนี้ ก็ต้องพึ่ง infrastructure พื้นฐานของ facebook ที่วางไว้อย่างดีทำให้สามรถ scale ให้ user ระดับพันล้านคนใช้งานได้อย่างไม่มีปัญหา

แต่หลังจากนโยบายที่เริ่มหารายได้กับ instragram นั้น ก็ทำให้ความ cool ของ instragram ตกลงไปกว่าเดิมมาก เนื่องจากมี model การหาเงินแบบเดียวกับ facebook คือ อาศัยข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้เพื่อไปขายโฆษณา ซึ่ง การลาออกของ 2 ผู้ก่อตั้ง ก็ต้องมาคอยดูกันต่อไปว่า ก้าวต่อไปของ instragram จะเป็นอย่างไรหลังจากยุคผู้ก่อตั้งได้ออกไป

แรกเริ่มของการควบรวมกิจการกับ instragram นั้น Mark Zuckerberg ก็ไม่ได้มาก้าวก่ายการทำงานของ 2 ผู้ก่อตั้งซักเท่าไหร่ แต่เมื่อถึงเวลา Mark ก็ต้องหา model ธุรกิจเพื่อหารายได้คืน จากการเติบโตอย่างรวดเร็วของ instragram ซึ่งก็เป็นไปได้ที่จะไปกระทบกับความรู้สึกของ 2 ผู้ก่อตั้ง ที่ในตอนนี้อาจจะไม่มีอำนาจเด็ดขาดเหมือนเดิมอีกต่อไป ซึ่งก็คงเริ่มจะไม่พอใจตั้งแต่กรณีของ ข้อมูลหลุดใน case ของ Cambridge Analytica ซึ่งทำให้ facebook เสียหายอย่างหนัก และส่งผลต่อ Brand Instragram ด้วยเนื่องจากเป็น Brand ลูกของ Facebook เพราะยังไงฐานข้อมูลต่าง ๆ ก็คงมีการ share กันอยู่แล้วระหว่าง facebook กับ instragram

ถึงแม้ทั้ง 2 ผู้ก่อตั้ง instragram จะกล่าวว่า เป็นการจากกันด้วยดีกับ facebook แต่สื่อหลายๆ  สื่อก็พยายามขุดคุ้ย ถึงปัญหาระหว่าง Mark Zuckerberg , Sheryl Sandberg กับ เหล่าผู้ก่อตั้งของบริษัทที่ถูก take over มาทั้ง instragram , whatsapp หรือแม้กระทั่ง occulus เอง

ตอนนี้ เหล่าผู้ก่อตั้ง brand ลูกทั้งหลายของ facebook ก็ต่างทยอยลาออกกันไปเกือบหมดแล้ว ซึ่งน่าจะมีปัญหาอะไรบางอย่างระหว่างกลุ่มผู้ก่อตั้งเหล่านี้กับ ทาง facebook อย่างแน่นอน โดยเฉพาะ ประเด็นในเรื่องข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า ซึ่งเป็นเรื่อง sensitive อย่างมาก

การมาเปิดเผยกับสื่อล่าสุดของ Brian Acton ผู้ร่วมก่อตั้ง WhatsApp ที่ลาออกไปตั้งแต่เมื่อกันยายน ปี 2017 น่าจะเฉลยทุกอย่างได้อย่างดี ถึง ความเผด็จการของ Mark Zuckerberg

Brian Acton Whatsapp Co-Founder

Brian Acton Whatsapp Co-Founder

WhatsApp เดิมนั้น ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวกับลูกค้าเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นสิ่งตรงข้ามกับ facebook อย่างสิ้นเชิง ที่ขายข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า เป็นรายได้หลักของบริษัท ซึ่ Acton นั้นได้เคยเสนอ model ธุรกิจเรื่อง การจำกัดการส่งข้อความกับ ผู้ใช้แทน และ เรียกเก็บเงินหากผู้ใช้มีการใช้งานเยอะ แทนที่การนำข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าไปหารายได้แบบที่ facebook ทำ

แต่แนวคิดนี้โดนปฏิเสธโดยสิ้นเชิงจากทั้ง Mark Zuckerberg รวมถึง Sherlyn Sandberg ซีโอโอ ของ Facebook โดยอ้างการ scale up ของธุรกิจที่เป็นไปได้ยากใน model แบบนี้ จนกระทั่งในปี 2016 นั้น ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ Acton ลาออก คือการแอบเปลี่ยน นโยบายความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ ซึ่งคิดว่าส่วนนี้หลาย ๆ คนไม่ได้สนใจที่จะอ่านมันอยู่แล้ว ตอน install program ซึ่งการปรับเปลี่ยนนี้ ทำให้ facebook สามารถที่จะนำโมเดลของการโฆษณา ตามข้อมูลของผู้ใช้ได้แบบเดียวกับ facebook

ถ้าวิเคราะห์กันให้ดี platfrom chat กับ platform social นั้น มีข้อมูลที่แตกต่างกันสิ้นเชิง ในข้อมูล chat นั้นเรามีข้อมุลที่ Sensitive ที่เราใช้คุยกับคนที่เราไว้ใจอยู่เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเรื่องการเจ็บป่วยร้ายแรง หรือ เรื่องทางการเงิน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ ค่อนข้าง sensitive กว่าข้อมูลที่เราเผยแพร่ไปใน social เพราะมันเป็นการ chat แบบบุคคล ต่อ บุคคล ซึ่งหาก whatsapp เอาข้อมูลการ chat เหล่านี้ มาหากินต้องถือได้ว่าเป็นเรื่องใหญ่เลยทีเดียวสำหรับผู้ใช้งาน

อาจจะมีผลทำให้ผู้ใช้งานหนีไปใช้ platform อื่นที่ปลอดภัยกว่าเลยก็ได้ เนื่องจากการเสียข้อมูลที่ sensitive เหล่านี้ไปให้ facebook ทำการวิเคราะห์นั้นไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่ เช่น เราอาจจะ chat กับพ่อแม่ แต่ไม่อยากบอกใครคนอื่นว่าเราตรวจเจอมะเร็ง แล้วอยู่ดี ๆ โฆษณา ศูนย์รักษามะเร็งโผล่มาใน app chat มันคงไม่น่าจะ happy เท่าไหร่สำหรับผู้ใช้งานใน app chat

หลังจากนี้ เราก็ต้องมาดูกันต่อไป ว่า facebook จะทำการรักษาระดับของความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน กับ model ธุรกิจของตัวเองอย่างไร เพราะดูจากท่าทีในช่วงหลัง ๆ facebook นั้นค่อนข้างเน้นไปทางการเติบโตทางรายได้อย่างชัดเจน ไม่ค่อยแคร์กับผู้ใช้งานซักเท่าไหร่ แม้ล่าสุด จะมาประกาศล้างบาง feed ใหม่โดยอ้างว่าทำให้ประสบการณ์ผู้ใช้งานดีขึ้น แต่หากดูรายได้ที่เติบโตอย่างสูงในไตรมาส ล่าสุด นั้นมันก้เฉลยแล้วว่า สิ่งที่ facebook ทำคือ บีบให้เหล่า publisher หรือ brand ไปจ่ายตังค์ลงโฆษณา เพิ่มขึ้นนั่นเอง และประสบการณ์ของ user ก็ไม่ได้ดีขึ้นแต่อย่างใด โฆษณายังมีมากเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง และนับวัน จะมีมากยิ่งขึ้น ในหลาย ๆ ส่วนที่ facebook ทำ ไมว่าจะเป็น stories , live , video , group , marketplace ทุกส่วนล้วนแต่ทำเงินให้ facebook ทั้งสิ้น

แต่เมื่อมันมากเกินไป หากถึงจุดหนึ่ง ที่มี startup รายเล็ก ๆ ซักรายที่มาปฏิวัติวงการ social ได้แบบที่ Mark เคยทำไว้ มันก็มีโอกาสเหมือนกัน ทีคนจะย้ายหนี facebook ไปเล่น platform อื่น เลยก็ได้ เพราะความ cool ของ facebook ในอดีต ตอนนี้มันได้ตายจากไปแล้ว เหลือเพียงแค่บริษัท ที่คอยหากินจากข้อมูลผู้ใช้งานเพียงอย่างเดียว

มาลองฟังเพลงที่แต่งจาก AI กันเถอะ

ที่ผ่านมาผมได้เขียน Blog ที่เกี่ยวข้องกับ AI ในหลาย ๆ แขนง เช่น การลงทุน การแพทย์ หรือ การตลาด ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นงานที่มีความเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์แทบจะทั้งสิ้น แต่ในสายงานด้านศิลปะ นั้น ยังไม่ค่อยเห็นการนำ AI เข้ามาพัฒนามากนัก

เนื่องจากงานด้านศิลปะ เป็นงานที่ยากสำหรับการจะใช้ AI มาช่วยเหลือ เพราะมันเป็นศาสตร์ ที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งต่างจากด้าน วิทยาศาสตร์ ที่สามารถนำข้อมูลต่าง ๆ มาวิเคราะห์ได้

แต่ Ash Koosha นักแต่งเพลงชาวอิหร่าน ที่หลงไหลในเทคโนโลยี ได้ทำการทดลองบางสิ่งออกมา โดยการเป็นการร่วมมือกับ AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์ ในการแต่งเพลงขึ้นมา ซึ่งต้องบอกว่าผลที่ออกมานั้น น่าสนใจเป็นอย่างมาก

ซึ่งในวันศุกร์ที่แล้วทาง Ash Koosha ได้ปล่อยอัลบั้มที่ 4 ของตัวเอง ที่ใช้ชื่อว่า “Return O” ซึ่งมี Single พิเศษที่ทำการแต่งโดย AI ที่ใช้ชื่อว่า Yona ซึ่งเป็น AI ที่ทาง Koosha ได้สร้างขึ้น โดยเป็นการสร้างผลงานร่วมกันระหว่างมนุษย์ กับ AI เป็นครั้งแรก

ซึ่ง Yona นั้นเป็น AI Software ที่ทำการประมวลผล ตัวโน๊ต ดนตรีต่าง ๆ รวมถึง การใส่คำร้อง ที่เป็นการ Training มาจาก Koosha โดยตรง ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Machine Learning

ซึ่งอัลบั้ม Return O ได้รับคะแนน 6/10 จาก Pitchfork นิตยสารด้านเพลงชื่อดัง และได้กล่าวถึงผลงานของอัลบั้มดังกล่าว ว่า เป็นอัลบั้มที่น่าสนใจ แต่ เรื่องทักษะการแต่งเนื้อเรื่องด้วย Yona อาจจะต้องมีการปรับปรุงทักษะบางอย่าง ให้มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น

อนาคตของวงการศิลปะกับ AI

สำหรับ Yona นั้นไม่ใช่เป็นผลงานแรกที่เกี่ยวข้องกับศิลปะ ที่เป็นการนำ AI มาช่วยเหลือ แต่ มีหลาย ๆ งานที่นำร่องไปก่อนแล้วเช่น  งานถ่ายภาพบุคคล , เขียนบทกวีและเขียนสคริปต์  ที่ได้มีการนำเอา AI มาช่วยเหลือมนุษย์ในการทำงาน

แต่ถ้าเทียบกับสาขาด้านวิทยาศาสตร์ ก็ต้องบอกว่า ยังเป็นแค่ ก้าวเล็ก ๆ ของ AI เท่านั้นที่จะมาแข่งกับมนุษย์ ในงานด้าน ศิลปะ ที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ และ idea ต่าง ๆ มาประกอบกัน ซึ่ง เป็นเรื่องยาก ที่ AI จะสามารถมาแข่งกับมนุษย์ได้ แต่ในอนาคตนั้นเราก็ไม่สามารถมั่นใจได้หรอกว่า งานวิจัย และพัฒนาด้าน AI ใน Lab ต่าง ๆ ทั่วโลก กำลังบรรจงใส่ความคิดสร้างสรรค์ เข้าไปใน AI กันอยู่ และสุดท้าย ก็สามารถที่จะมาแข่งกับมนุษย์ ได้ เหมือนกับที่เห็นในหลาย ๆ งานในสาขาวิทยาศาสตร์

References : futurism.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage : facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit : blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter : twitter.com/tharadhol
Instragram : instragram.com/tharadhol

โจเซฟ พูลิตเซอร์ ผู้ปฏิวัติวงการหนังสือพิมพ์โลก

เราอาจจะเคยได้ยิน รางวัล พูลิตเซอร์ ซึ่งเป็นการตั้งขึ้นเพื่อมอบแก่ผู้ได้รับเกียรติสูงสุดระดับชาติในวงการสิ่งพิมพ์ การบรรลุความสำเร็จทางวรรณกรรม และการประพันธ์ ซึ่งเป็นรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในวงการสิ่งพิมพ์ของอเมริกา

แต่การที่ได้รับเกียรติให้ชื่อชื่อตัวเองในรางวัลที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ ก็ต้องมีที่มาที่ไปที่หลายคนสงสัย ว่า โจเซฟ พูลิตเซอร์ คือใคร?

ในช่วงยุคแรก ๆ ของการก่อตั้งประเทศอเมริกานั้น หนังสือพิมพ์ ถือเป็นสื่อที่สำคัญที่สุด สำหรับใช้ในการสื่อสารกับคนหมู่มาก ในตอนนั้นยังไม่มีวิทยุ หรือ โทรทัศน์ เหมือนที่เราได้เห็นกันในทุกวันนี้ จึงทำให้หนังสือพิมพ์นั้นเป็นสื่อที่มีอิทธิพลสูงสุด

แต่สำนักพิมพ์ต่าง ๆ ในยุคแรก ๆ นั้น มีรูปแบบการเสนอที่น่าเบื่อ โดยส่วนใหญ่จะได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองต่าง  ๆและนำเสนอแต่เรื่องของชนชั้นสูงเท่านั้น รวมถึง อวยเหล่านักการเมืองต่าง ๆ ที่เป็น สปอนเซอร์ให้หนังสือพิมพ์นั้น ๆ เท่านั้น

จนการมาถึงของ โจเซฟ พูลิตเซอร์ ผู้อพยพชาวฮังการี ที่เริ่มต้นจากการเป็นชนชั้นล่างของสังคมอเมริกา โดย พูลิตเซอร์นั้นได้อพยพ มาอยู่ที่เมือง เซ็นต์ หลุยส์ และได้เริ่มอาชีพ นักหนังสือพิมพ์ โดยเริ่มปฏิวัติวงการ โดยเขียนข่าว เพื่อตอบสนองชนชั้นแรงงานอพยพ ที่กำลังเข้ามาบทบาทในระบบเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา

จากการทำข่าวของเค้า ที่เน้น ตีแผ่ เรื่องการคอร์รัปชั่น ซึ่งไม่มีใครที่จะกล้านำเสนอในขณะนั้น ต้องบอกว่าเป็นการปฏิวัติ วงการหนังสือพิมพ์ ของเมือง เซ็นต์ หลุยส์ เลยก็ว่า ได้  จากการเขียนข่าวของเค้า ทำให้เค้าได้ไต่เต้าขึ้นไปเรื่อย ๆ จนมีบทบาทกับสำนักพิมพ์เป็นอย่างมาก

ST Louis post dispatch

หนังสือพิมพ์ ST Louis post dispatch

เมื่อสะสมเงินได้ก้อนนึง เค้าจึงนำไปซื้อกิจการสำนักพิมพ์ ที่ใกล้จะเจ๊งของเมือง เซ็นต์ หลุยส์  2 ฉบัย แล้วมารวมกันกลายเป็น เซนหลุยส์โพสต์-ดิสแพตช์ แล้วทำข่าวแบบที่เค้าถนัด จนเป็นที่ถูกใจของเหล่าผู้อพยพ และชนชั้นแรงงานในสมัยนั้น แต่ ด้วยความที่เซ็นต์ หลุยส์ เป็นเมืองที่เล็กเกินไปสำหรับเค้า เค้าจึงเดินทางไปยังเมืองที่เป็นมีอุตสาหกรรมทางด้านสิ่งพิมพ์ที่ใหญ่ที่สุดอย่าง New York

The New York World

หนังสือพิมพ์ The New York World

โจเซฟ พูลิตเซอร์ใช้วิธีการเดียวกันคือได้ทำการเข้าซื้อหนังสือพิมพ์ที่ใกล้จะเจ๊งอย่าง New York World ที่กำลังขาดทุนปีละกว่า 40,000 เหรียญสหรัฐ และปรับปรุงมาทำข่าวในแนวทางที่เค้าทำแบบที่เคยทำใน เซ็นต์ หลุยส์ จนประสบความสำเร็จ ด้วยกลยุทย์ง่าย ๆ อย่างเช่น การพาดหัวด้วยตัวหนา และมาเน้นเรื่องราวที่ทำให้ผู้คนสนใจ เรื่องราวเกี่ยวกับความอื้อฉาวและเรื่องราวที่ตื่นเต้นเร้าใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นการคิดนอกกรอบจากหนังสือพิมพ์อื่น ๆ ในสมัยนั้น จนเค้ากลายเป็นเจ้าของสื่อใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกาในที่สุด

References : wikipedia.org

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

One Medical Startup สาย HealthTech กำลังได้รับทุนเพิ่ม 200 ล้านเหรียญ

Startup สาย HealthTech เป็นสายหนึ่งที่กำลังมาแรงเลยทีเดียวในประเทศอเมริกา ต้องถือได้ว่า วงการ Healthcare นั้นเป็นวงการหนึ่งที่ ใช้เทคโนโลยีโบร่ำโบราณกว่าในอุตสาหกรรมสายอื่นเป็นอย่างมาก ซึ่งตอนนี้มี Startup หลายรายกำลังเข้ามา Disrupt วงการ Healthcare

One Medical หนึ่งใน Startup สาย HealthTech ด้วยเทคโนโลยี Virtual Visist และ Same-day appointment นั้นถือได้ว่าจะเข้ามาปฏิวัติวงการแพทย์ แบบดั้งเดิมของอเมริการ ในเรื่อง การจัดการนัดหมายในการพบแพทย์ เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น  ซึ่ง One Medical นั้นก๋อตั้งโดยคุณหมอ Tom X. Lee ซึ่งก่อตั้งขึ้นที่ San Francisco ประเทศสหรัฐอเมริกา และกำลังเป็น Unicorn ที่น่าจับตามองตัวหนึ่งของ Startup สาย HealthTech

จากรายงานข่าวของ CNBC  ตอนนี้ทาง One Medical กำลังเจรจาเพื่อรับเงินทุนเพิ่ม เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์จาก Carlle Group มูลค่ากว่า 200 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งทาง Carlyle Group นั้นต้องการที่จะซื้อหุ้นมูลค่า 100 ล้านเหรียญ จากผู้ลงทุนกลุ่มเดิม

ซึ่งก่อนหน้านี้นั้น one Medical ก็ได้รับการลงทุนมาแล้วกว่า 180 ล้านเหรียญสหรัฐ จากทั้ง Alphabet’s Venture ของ google , Benchmark Capital เพื่อทำให้ Idea ดังกล่าวเป็นจริง โดยเริ่มเปิดบริการในแถบบริเวณ San francisco , Newyork รวมถึง Seattle รวมถึงอีกหลาย ๆ เมืองกระจายไปทั่วสหรัฐอเมริกา ซึ่งการลงทุนรอบล่าสุดทำให้ One Medical มูลค่าบริษัทของ One Medical ทะยานขึ้นสู่ง 1 พันล้านเหรียญเป็นที่เรียบร้อย กลายเป็น Unicorn สาย HealthTech ตัวใหม่ที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งหากการเจรจากับ Carlyle Group เป็นผลสำเร็จนั้น จะทำให้ One Medical สามารถที่จะระดมทุนได้รวมทั้งสิ้นกว่า 380 ล้านเหรียญ เพื่อมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่จะ Disrupt วงการ HealthTech ได้อย่างแน่นอน

 

References : techcrunch.com