iPhone กับการทำลายล้างมาเฟียผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการเครือข่ายมือถือ

ถามว่าก่อนยุคที่ iPhone จะได้ถือกำเนิดขึ้นมาในปี 2007 นั้นสิ่งใดเป็นอุปสรรค ต่อการพัฒนานวัตกรรมใหม่ให้กับวงการมือถือมากที่สุดคงจะหนีไม่พ้น เหล่า มาเฟีย แห่งเครือข่ายโทรศัพท์มือถือทั้งหลายที่มีกระจายอยู่ทั่วโลก ที่เป็นตัวคั่นกลางระหว่างเหล่าผู้ผลิตบริษัทมือถือกับผู้บริโภคที่เป็นลูกค้าโดยตรง

ซึ่งแม้ว่าในช่วงก่อนปี 2007 เทคโนโลยีต่าง ๆ มันจะได้รับการพัฒนาไปไกลมากแล้วก็ตาม แต่เราจะเห็นได้ว่า ธุรกิจมือถือยังเป็นอะไรที่ล้าหลังเป็นอย่างมากในหลาย ๆ เรื่องแม้กระทั่งการเล่นเว๊บไซต์ต่าง ๆ ก็เป็นอุปสรรคต่อการใช้งานของผู้ใช้งานทั่วโลก ที่จะเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ทั่วโลกผ่านทางอุปกรณ์ที่พกติดตัวเราอยู่ตลอดเวลาอย่างมือถือนั่นเอง

ในขณะนั้น ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วโลกต่างคุ้นเคยกับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบ Broadband กันแล้ว แต่ค่าบริการข้อมูลแบบ 3G ผ่านเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าเหมือนได้ย้อนตัวเองกลับไปสู่การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตยุคโมเด็มผ่านสายโทรศัพท์

แน่นอนว่าเหล่ามาเฟียเครือข่ายเหล่านี้ คอยจ้องแต่จะคิดค่าบริการต่าง ๆ แทบทุกอย่าง มีการคิดค่าบริการการใช้อินเทอร์เน็ตเป็นนาทีที่ใช้งาน แต่ผู้บริโภคกลับได้รับการบริการจากอินเทอร์เน็ตที่ห่วยแตกกว่าการใช้โทรศัพท์บ้านเสียอีก

เพราะเว๊บต่าง ๆ ที่โหลดมานั้นเป็นเว๊บที่ไร้คุณภาพเนื่องจากปริมาณข้อมูลที่มีจำนวนมากทำให้เหล่าผู้ให้บริการไม่อยากเสีย bandwidth ไปกับบริการเหล่านี้ และทำการชาร์จเงินกับผู้บริโภคให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

การเล่นเว๊บผ่านมือถือ ที่ไร้ซึ่งคุณภาพ
การเล่นเว๊บผ่านมือถือ ที่ไร้ซึ่งคุณภาพ

แต่ iPhone ของ Apple ได้มาเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง Apple ต้องการให้ iPhone นั้นใช้ปริมาณข้อมูลได้อย่างไม่จำกัด และทำการเจรจากับ Cingular ที่เป็นเครือข่ายโทรศัพท์ที่ใหญ่ที่สุดในสมัยนั้นหลายครั้ง

สุดท้ายได้มีการประกาศรูปแบบการจ่ายค่าบริการมือถือแบบให้ปริมาณข้อมูลไม่จำกัด ซึ่งสูงกว่าแบบโทรศัพท์โทรเข้าออกเพียงอย่างเดียวราว ๆ 20 ดอลลาร์ต่อเดือน โดย Cingular (ตอนหลังกลายมาเป็น AT&T) จะได้รับเงินบางส่วนจากการดาวน์โหลดทาง iTunes ขณะที่ทาง Apple นั้นได้ส่วนแบ่งจากค่าบริการรายเดือนของ iPhone แต่ละเครื่องที่เชื่อมต่อกับ Cingular

และนี่เองได้เป็นการปฏิวัติครั้งสำคัญของเหล่ามาเฟียเครือข่ายมือถือทั้งหลายทั่วโลก โดย Apple ได้เปลี่ยนบทบาทของเหล่าเครือข่ายโทรศัพท์ ให้เป็นเพียงแค่ทางผ่านของโลกโทรศัพท์มือถือยุคใหม่หลังการเกิดขึ้นของ iPhone ให้พวกเขาเป็นเพียงแค่ท่อส่งข้อมูลระหว่างมือถือของลูกค้ากับโลกอินเทอร์เน็ตเท่านั้น

ทำให้เหล่าเครือข่ายมือถือไม่สามารถที่จะไปชาร์จค่าบริการใด ๆ กับลูกค้าได้อีก เรียกได้ว่า เป็นครั้งแรกที่เหล่ามาเฟียมือถือต้องมาง้อ บริษัทมือถืออย่าง Apple ซึ่งไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อนเลยในธุรกิจมือถือ

iPhone ที่มาพร้อมแผนที่ของ Google และ การท่องเว๊บที่แสนง่ายดาย ได้กลายเป็นหายนะของเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ที่ตอนแรกได้วางแผนที่จะคิดค่าบริการการเข้าถึงข้อมูลแผนที่ผ่านเครือข่ายมือถือ

ซึ่งแน่นอนว่าส่งผลกระทบโดยตรงต่อแผนธุรกิจของ Nokia ที่ตอนนั้นเพิ่งซื้อ Navteq บริษัทแผนที่ยักษ์ใหญ่มาในราคาสูงถึง 8.1 พันล้านดอลลาร์  โดยหวังจะได้รายรับกลับคืนมาด้วยการขายบริการแผนที่ให้บรรดาค่ายโทรศัพท์มือถือทั่วโลกนั่นเอง

Navteq ที่ Nokia หวังที่จะมาสร้างรายได้กับกับบริษํท
Navteq ที่ Nokia หวังที่จะมาสร้างรายได้กับกับบริษํท

Apple ได้พยายามอย่างหนักเพื่อเปลี่ยนอุตสาหกรรมมือถือไปแนวทางที่ตัวเองต้องการ เป็นครั้งแรกที่เหล่ามาเฟีย เครือข่ายโทรศัพท์มือถือเริ่มหวาดกลัวกับการเข้ามาของ Apple ซึ่งพวกเขาประเมิน Apple ไว้ต่ำมาก ๆ ในตอนแรก

Apple กลายเป็นราชาแห่งวงการมือถือ ทุกเครือข่ายต้องเข้ามานำเสนอสิ่งที่เย้ายวนใจให้ Apple เพื่อร่วมธุรกิจกัน Apple ทำให้ทุกอย่างนั้นกลับตาลปัตรไปหมด เพราะตั้งแต่ช่วงก่อนปี 2007 นั้น ไม่มีผู้ผลิตมือถือรายใดกล้ากำหนดเงื่อนไขกับบรรดาค่ายมือถือต่าง ๆ 

Nokia เป็นยักษ์ใหญ่มือถือเจ้าเดียวที่เคยลองทำแบบ Apple มาก่อน แล้วก็ได้บทเรียนครั้งสำคัญจากการนำโทรศัพท์ที่สามารถเล่นเพลงได้เข้าไปสู่ตลาดอเมริกา โดย Nokia ได้เคยพยายามรวมรวมข้อมูลลูกค้าที่เป็นเจ้าของโทรศัพท์เข้ามาในระบบของตัวเอง โดยไม่ผ่านค่ายโทรศัพท์มือถือ

แต่เหล่ามาเฟีย เครือข่ายมือถือ ยื่นคำขาดให้ Nokia หยุดการกระทำนั้นทันที โดย Nokia ต้องยอมทำตามแต่โดยดี เพราะไม่งั้นจะถูกแบนโดยเครือข่ายโทรศัพท์มือถือทั่วโลก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของมาเฟียเครือข่ายมือถือเหล่านี้นั่นเอง

จะเห็นได้ว่า หลังการเกิดขึ้นของ iPhone นั้นไม่เพียงแค่ปฏิวัติแค่วงการผู้ผลิตมือถือเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ที่ได้สร้างมือถือที่มีความแตกต่างออกมาเท่านั้น แต่ได้กำจัดเหล่ามาเฟียเครือข่ายมือถือ ที่เป็นอุปสรรคในการพัฒนานวัตกรรมให้กับวงการมือถือโลกมาอย่างยาวนานได้อย่างราบคาบ

มันได้ทำให้เปลี่ยน ecosystem ใหม่ทั้งหมดของ Supply Chain ของธุรกิจมือถือ ให้ทุกส่วนนั้น ทำงานที่ควรจะทำ ไม่มายุ่งย่ามกับส่วนของธุรกิจอื่น ๆ อย่างที่เหล่าเครือข่ายโทรศัพท์มือถือเคยทำมาในอดีต และที่สำคัญมันได้ทำให้วิถีชีวิตของมนุษย์เราเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง หลังจากปลดแอกจากเหล่ามาเฟียเครือข่ายมือถือเหล่านี้ได้สำเร็จนั่นเองครับ

ประวัติ Tim Cook ตอนที่ 7 : The Next Chapter

Apple ในยุคของ Tim Cook ผ่านปี 2012 ไปได้อย่างยิ่งใหญ่ เพียงแค่เริ่มปี 2013 มีรายงานผลกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของบริษัทที่ 13.06 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยมียอดขาย iPhone และ iPad ที่แข็งแกร่ง แต่หุ้นของ Apple ลดลง 12% เนื่องจากนักลงทุนเริ่มระมัดระวังในการแข่งขันกับ Android และกังวลในเรื่องของแนวโน้มของบริษัทในอนาคตอยู่

Cook ได้เตรียมแผนสำหรับแนวรบใหม่ โดยมุ่งเน้นไปที่ตลาดประเทศจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาด smartphone ที่เติบโตรวดเร็วที่สุดในโลก ภายใต้การนำของเขา Apple ลงทุนอย่างมากในประเทศจีน ทำการเปิดตัวร้านค้าออนไลน์ใหม่ที่มีความโดดเด่น มีการทำข้อตกลงกับสายการบินจีน และเปิดร้านค้าปลีก Apple Store เพิ่มเติมในประเทศจีน

ซึ่งในตอนนั้น Apple มีร้านค้า Apple Store เพียงแค่สองร้านเท่านั้นที่ปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ ต้องบอกว่า Cook นั้นโฟกัสตลาดจีนเป็นหลักในแผนการของบริษัทนับตั้งแต่เขาได้เข้ามาดำรงตำแหน่ง CEO ต่อจาก Jobs

และ Deal ที่สำคัญที่สุดที่ Cook สามารถทำได้สำเร็จก็คือ การเซ็นสัญญากับบริษัทเครือข่ายมือถือที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีนอย่าง China Mobile ที่มีฐานลูกค้ากว่า 700 ล้านราย ซึ่งสามารถทำข้อตกลงได้ในเดือนธันวาคมปี 2013

และหลังจากนั้น 1 เดือน ทาง China Mobile ก็เริ่มขาย iPhone 5S และ iPhone 5C ซึ่งถือเป็นช่องทางการตลาดที่ใหญ่มหึมาของ Apple ที่มีการเพิ่มเข้ามา ซึ่งต้องบอกว่าแต่เดิมนั้นตลาดในประเทศจีนสามารถทำรายได้เพียงแค่ 2% เท่านั้นให้กับ Apple ในยุคก่อนหน้านี้

ซึ่งหลังจากการก้าวมารับตำแหน่ง CEO ของ Cook นั้น เขาสามารถทำให้ Apple สร้างยอดขายในประเทศจีนได้กว่า 20 พันล้านเหรียญ ซึ่งเติบโตเกินกว่า 600% และทำรายรับรวมได้มากกว่า 12% ของ Apple จากรายได้ทั้งหมด

ส่วนฟากฝั่งผลิตภัณฑ์ของบริษัทนั้น สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนก็คือ ระบบปฏิบัติการ iOS7 ที่เป็นการอัปเดตครั้งสำคัญ ที่ออกแบบใหม่ทั้งหมดโดย Jony Ive หลังจากการลาออกของ Scott Forstall

แม้ว่าจุดเริ่มต้นของปี 2013 Cook จะถูกท้าทายอย่างรุนแรงด้วยราคาหุ้นที่ตกลงไปอย่างมาก แต่ช่วงเวลาของการขายในช่วงวันหยุดในช่วงปลายปี ทำให้ Apple มีรายรับสูงถึง 57.6 พันล้านเหรียญ และมีกำไรสุทธิ 13.1 พันล้านเหรียญ โดยสามารถขาย iPhone ไปได้ 51 ล้านเครื่อง iPad อีก 26 ล้านเครื่อง และ Mac อีก 4.8 ล้านเครื่อง ซึ่งเป็นตัวเลขที่เติบโตอย่างน่าประทับใจเมื่อสิ้นสุดปี 2013

เมื่อเข้าสู่ปี 2014 Cook ก็ได้เริ่มนำ Apple เข้าสู่ตลาดใหม่ที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน การเปิดตัว iOS 8 ในงาน WWDC มีการปรับปรุงที่สำคัญของระบบปฏิบัติการมือถือของ Apple ซึ่งก็คือ HealthKit ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มตั้นครั้งสำคัญในการนำพา Apple เข้าสู่อุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพที่มีขนาดใหญ่ระดับล้านล้านดอลลาร์ ซึ่ง Cook มองว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง

รวมถึงการจัดทีมบริหารใหม่ ด้วยการว่าจ้างผู้บริหารตำแหน่งสำคัญอย่างรองประธานอาวุโสฝ่ายค้าปลีกเพื่อมาแทนที่ John Browett ที่ถูกขับไล่ออกไปพร้อมกับ Forstall

ซึ่งในที่สุด Cook ก็ได้คนที่เขาต้องการ Angela Ahrendts อดีต CEO ของ Burberry ได้กลายมาเป็นผู้หญิงคนแรกในทีมผู้บริหารในยุคของ Tim Cook และต้องบอกว่าเป็นการตัดสินใจที่ยอดเยี่ยมอีกครั้งของ Cook ในการจ้าง Ahrendts

Angela Ahrendts ผู้มาปฏิวัติร้านค้าปลีกของ Apple
Angela Ahrendts ผู้มาปฏิวัติร้านค้าปลีกของ Apple

หลังจากได้มาร่วมงานกับ Apple Ahrendts ได้เริ่มรวมธุรกิจค้าปลีกที่เป็นร้านค้า และประสบการณ์ดิจิตอลของลูกค้าเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ราบรื่นให้กับลูกค้ามากยิ่งขึ้น และ เปิดตัวภารกิจใหม่ให้กับ Apple Store ทั่วโลก ด้วยการเปลี่ยนให้กลายเป็นชุมชนที่มุ่งเน้นไปที่การสร้างคุณค่าผ่านผลิตภัณฑ์ของ Apple และให้ประสบการณ์ที่ดีขึ้นกับผู้เยี่ยมชมร้านค้าของ Apple ทั่วโลก

ภายใต้การดูแลร้านค้าปลีกทั่วโลกของเธอ เหล่าพนักงานจะไม่ได้รับการว่าจ้างจากประสบการณ์ในเรื่องการขายเป็นหลัก แต่เธอจะเน้นพนักงานที่มีความเอาใจใส่ และมีความเห็นอกเห็นใจลูกค้าเป็นหลัก เธอมุ่งมั่นที่จะทำให้ Apple Store นั้นสามารถเข้าถึงได้ง่าย สำหรับทุกคน

และเพื่อให้บริษัทก้าวหน้าไปได้อย่างรวดเร็วที่สุด Cook ก็เป็นผู้นำในการร่วมมือกับบริษัทใหม่ ๆ โดยในเดือน พฤษภาคม ปี 2014 Apple ได้ประกาศเข้าซื้อกิจการ Beats Music และ Beats Electronics มูลค่ากว่า 3 พันล้านเหรียญ เพื่อมาสร้างรากฐานสำคัญของบริการอย่าง Apple Music นั่นเอง

ส่วนในตลาดองค์กรนั้น Apple ในยุคของ Tim Cook ได้ทำสิ่งที่น่าเหลือเชื่อด้วยการจับมือกับ IBM ที่ถือว่าเป็นคู่แข่งกันมาอย่างยาวนาน แม้ภายหลัง Apple จะเน้นไปที่กลุ่มผู้บริโภคทั่วไปเป็นหลัก และไม่ได้สนใจตลาดลูกค้าในองค์กรเท่าไหร่นักก็ตาม

แต่แน่นอนว่าการร่วมมือกับ IBM ที่สนใจลูกค้ากลุ่มองค์กรธุรกิจเป็นหลัก โดยเฉพาะองค์กรยักษ์ใหญ่ระดับโลกที่เป็นลูกค้าของ IBM อยู่แล้วทั่วโลกนั้น ถือเป็นก้าวที่สำคัญของ Apple ในการได้พันธมิตรที่เป็นผู้นำในตลาดองค์กร อย่าง IBM มาร่วมสร้าง Solution ที่ใช้อุปกรณ์ของ Apple ในการทำงานร่วมกับองค์กรชั้นนำต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง

และเพียงแค่ 3 ปีหลังจากการจับมือกับ IBM ทำให้เหล่าองค์กรชั้นนำมีแอป iOS ขององค์กรมากกว่า 100 รายการที่ถูกสร้างขึ้นใน 15 อุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร โรงพยาบาล โรงงานการผลิต ไปจนถึง วงการการบินและอวกาศ

ความร่วมมือกันครั้งนี้ถือเป็นชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ของ Cook ในยุคของ BYOD (การนำอุปกรณ์มาใช้เอง) ซึ่งเหล่าพนักงานมักชอบนำอุปกรณ์ของตัวเองมาใช้ในที่ทำงาน แม้ว่า 20 ปีที่แล้ว บริษัทอย่าง Microsoft หรือ Dell จะครองโลกธุรกิจโดยการขายคอมพิวเตอร์จำนวนมากให้กับองค์กรต่าง ๆ แต่เมื่อมาถึงยุคของ BYOD นั้น องค์กรต่าง ๆ ก็ต้องมีการปรับตัว และผู้ที่รองรับแนวโน้มของ BYOD มากที่สุดจะกลายเป็นผู้ชนะ และ Cook กำลังสร้างให้ Apple เป็นผู้นำในการร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจขนาดใหญ่ที่ประสบความสำเร็จเช่นการร่วมมือกับ IBM นั่นเอง

ในส่วนของผลิตภัณฑ์หลักอย่าง iPhone นั้น หลังจากประสบความสำเร็จอย่างสูงจากทั้ง iPhone 5 และ iPhone 5S Apple ภายใต้การนำของ Tim Cook ก็ได้ปล่อยผลิตภัณฑ์เรือธงตัวใหม่ที่เป็นโทรศัพท์จอใหญ่เครื่องแรกของ Apple นั่นก็คือ iPhone 6 และ iPhone 6 Plus

Cook ถึงกับกล่าวว่าเป็นความก้าวครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของ iPhone ในประวัติศาสตร์ เพราะเป็นมือถือที่ได้รับการออกแบบใหม่ พร้อมจอแสดงผล Ratina ซึ่งทำให้มันกลายเป็นผลิตภัณฑ์ของ Apple ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดอย่างรวดเร็ว สร้างยอดขายได้มากกว่า 10 ล้านเครื่อง เพียงหนึ่งสัปดาห์หลังการเปิดตัวและที่สำคัญยังเป็นการแนะนำให้โลกได้รู้จักกับ Apple Pay บริการชำระเงินรูปแบบใหม่ของ Apple อีกด้วย

แต่ตำนานบทใหม่ของ Cook ที่ปราศจากร่มเงาของชายที่ชื่อ Steve Jobs อย่างแท้จริง คงจะเป็นผลิตภัณฑ์ตัวใหม่อย่าง Apple Watch เพราะเป็นผลิตภัณฑ์หลักตัวแรกที่ไม่มีข้อมูลใด ๆ จาก Steve Jobs

Apple Watch ผลิตภัณฑ์แรกที่สร้างสรรค์จากมันสมองของ Cook
Apple Watch ผลิตภัณฑ์แรกที่สร้างสรรค์จากมันสมองของ Cook

ซึ่งต้องบอกว่าเบื้องหลังการสร้าง Apple Watch นั้น เป็นการเริ่มระดมสมองกันคิดหลังจากการจากไปของ Jobs เพียงไม่กี่สัปดาห์ และมันเป็นครั้งแรกที่ Cook ต้องใช้เวลาหยุดคิด เพื่อหาทางเดินของตัวเอง ที่ไม่มีรอยเท้าของ Jobs ให้เดินตามอีกต่อไป มันเป็นการเริ่มต้นใหม่จากศูนย์ ผ่านมันสมอง และทีมงาน ที่นำโดย Tim Cook

Cook หวังให้ Apple Watch เป็นเหมือนบทต่อไปของ Apple หลังยุค Steve Jobs เขาต้องการให้ Apple สร้างโอกาสที่จะทำตลาดอุปกรณ์เพื่อสุขภาพ ซึ่ง Apple Watch นั้นสามารถตอบโจทย์นี้ได้ทั้งหมด มันเป็นวิธีใหม่ในการสื่อสารจากข้อมือของลูกค้า และอุปกรณ์ด้านสุขภาพ ตลอดจนการครอบคลุมทุกข้อมูลดิจิตอลของการออกกำลังกายแบบครบวงจรผ่านอุปกรณ์ตัวนี้นั่นเอง

แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับตำนานบทใหม่ของ Apple ที่ถูกสร้างสรรค์ ขึ้นโดยมันสมองของ Tim Cook และ ทีมงานยุคผลัดใบของ Apple เขาจะทำได้สำเร็จเหมือนอย่างที่ Jobs เคยสร้าง iPod , iPhone หรือ iPad ให้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ ได้หรือไม่ โปรดอย่าพลาดติดตามตอนต่อไปครับผม

–> อ่านตอนที่ 8 : One More Thing

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :The Death of God *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

References : https://hauteliving.com/2015/04/haute-100-sf-tim-cook-announces-50-percent-employee-discount-for-apple-watch/562389/

ประวัติ Tim Cook ตอนที่ 1 : The Death of God

ในวันอาทิตย์ที่ 11 สิงหาคม ปี 2011 Tim Cook ได้รับโทรศัพท์ที่จะเปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล เมื่อ Jobs ที่อยู่ปลายสาย ขอให้เขามาที่บ้าน ซึ่งในขณะนั้น Jobs ได้พักฟื้นจากการรักษาโรคมะเร็งตับอ่อน และเพิ่งได้รับการปลูกถ่ายตับไปก่อนหน้านั้นไม่นาน

เมื่อ Cook มาถึงบ้านของ Jobs ในพาโล อัลโต Jobs ได้บอกกับ Tim Cook ว่า ต้องการให้เขารับตำแหน่ง CEO ของ Apple ซึ่ง jobs มีแผนที่จะก้าวลงจากตำแหน่ง CEO เพื่อขึ้นไปเป็นประธานของบริษัท ซึ่งสถานการณ์ในตอนนั้นแม้ตัว Jobs เองจะยังเชื่อว่าเขาจะอยู่รอดได้อีกนานก็ตาม แต่เขาอยากที่จะเกษียณอายุก่อนกำหนด และหาแนวทางในการทำงานร่วมกับ Cook ในตำแหน่ง ประธานบริษัท

ซึ่ง Jobs ต้องการให้ Tim Cook ตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ ของ Apple ทั้งหมดแทนเขา แม้ว่าโดยทางปฏิบัติ ณ ช่วงเวลานั้น Cook ก็ดูแลงานทุกอย่าง Operation แต่ละวันแทน Jobs แทบจะทั้งหมดแล้วในบทบาท COO ของเขา

แม้ในตอนแรก บอร์ดของ Apple ก็มีความลังเล โดยมีข่าวลือว่าบอร์ดเองก็ต้องการคนนอก มาแทน Jobs ในตำแหน่ง CEO แต่บอร์ดของ Apple ก็คือ บอร์ดของ Jobs ทุกคนต่างเชื่อฟัง Jobs เพราะ Jobs คุมเสียงทั้งหมดไว้ตั้งแต่เขาก้าวเข้ามาสู่ Apple ในคำรบสองในปี 1995

และตัว Jobs เองก็ต้องการคนใน ที่ได้รับวัฒนธรรมของ Apple มาอย่างดีแล้ว และเขาก็ไม่คิดว่าใครจะเหมาะสมกับตำแหน่งนี้มากกว่า Tim Cook นั่นเอง แม้หลาย ๆ คนรวมถึงสื่อต่าง ๆ จะมองไปถึง Jony Ive มากกว่า แต่ด้วยเบื้องลึกของจิตใจ Jobs เองนั้นเขารู้ดีว่า Cook เหมาะสมที่สุดที่จะพา Apple ก้าวต่อไปในอนาคตได้

Tim Cook ชายที่เหมาะสมที่สุดกับอนาคตของ Apple ในสายตา Jobs
Tim Cook ชายที่เหมาะสมที่สุดกับอนาคตของ Apple ในสายตา Jobs

หรือแม้แต่ Scott Forstall ผู้บริหารอีกคนที่มีความทะเยอทะยาน ซึ่งตอนนั้นเขารับตำแหน่งรองประธานอาวุโสของ Software iOS ซึ่งตัว Forstall เองนั้นได้ไต่เต้าขึ้นมาสู่ตำแหน่งระดับสูงจากผลงานมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Mac OS X รวมถึงประสบความสำเร็จอย่างมากกับ iPhone เนื่องจากเขาเป็นผู้นำในการดูแลการพัฒนา Software ต่าง ๆ ของ iPhone ถึงขนาดที่ว่า สำนักข่าวใหญ่อย่าง Bloomberg เคยเรียก Forstall ว่า “mini-Steve” เลยด้วยซ้ำ

ซึ่งท้ายที่สุด Cook ก็ได้รับเลือกให้มาดำรงตำแหน่ง CEO เนื่องจากตัว Cook เองก็เคยมีประสบการณ์ในการรับตำแหน่งชั่วคราว เมื่อคราวที่ Jobs หยุดงานสองครั้งในปี 2009 และ 2011 แม้ตัว Cook เองจะต่างจาก Jobs มาก แต่เขาก็บริหารบริษัทได้สำเร็จถึงสองครั้ง ทำให้ในท้ายที่สุดคณะกรรมการจึงรู้สึกว่า Cook น่าจะเป็นคนที่สามารถรักษาเสถียรภาพที่ยาวนานของ Apple ต่อไปได้หลังจากยุคของ Jobs

โดยหลังจากได้รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในฐานะ CEO Cook ก็ยอมรับว่าเขากำลังจะสานงานต่อในระบบที่ Jobs ได้สร้างเอาไว้ และจะนำพา Apple ในเส้นทางที่ Jobs ได้ปูทางไว้อย่างดีแล้วนั่นเอง และที่สำคัญในตอนนั้น Jobs เองก็ได้วางแผนการทางด้านผลิตภัณฑ์อย่างละเอียดที่จะขยายตลาดไปอีกราว ๆ 4 ปีเป็นอย่างน้อย เพื่อให้ทุกคนมั่นใจว่า Apple ยังคงจะดำเนินรอยตามสิ่งที่ Jobs ได้สร้างไว้

หลังจากนั้นไม่นานสิ่งที่ทุกคนไม่อยากให้เป็นเรื่องจริงก็เกิดขึ้น เมื่อ Jobs ได้เสียชีวิตลงในวันที่ 5 ตุลาคมปี 2011 มันทำให้ทั้งโลกสั่นคลอน ซึ่งเป็นเวลาเพียงหนึ่งเดือนหลังจากที่ Cook ได้เข้ามาดำรงตำแหน่ง CEO ของ Apple

ข่าวการเสียชีวิตของ Jobs นั้นได้สร้างความสั่นสะเทือนและความโศกเศร้าไปทั่วโลก การเสียชีวิตของตำนานนักธุรกิจ ที่มาพลิกฟื้น Apple จากกิจการที่ใกล้ล้มละลายกลายมาเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกนั้น ทำให้ทุกฝ่ายต่างอาลัยอาวรณ์กับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่มีใครอยากให้มันเป็นเรื่องจริง

เมื่อ Jobs เสียชีวิต คู่แข่งสำคัญอย่าง Microsoft ก็ลดธงลงครึ่งเสา เป็นการให้เกียรติ คู่ต่อสู้ที่ขับเคี่ยวกันมานานหลายทศวรรษ

ร้านค้า Apple Store ทั่วโลก กลายร่างเป็นสถานที่บูชาให้ Jobs ด้วยการ์ดที่แฟน ๆ ทำเพื่อระลึกถึง CEO ที่พวกเขาเทิดทูน ดอกไม้ และ เทียน เกลื่อนไปทั่วบริเวณทางเท้าด้านนอกของร้าน Apple Store ในแทบจะทุกสาขา

แฟน ๆ Apple ต่างโศกเศร้ามาไว้อาลัยที่ Apple Store ทั่วโลก
แฟน ๆ Apple ต่างโศกเศร้ามาไว้อาลัยที่ Apple Store ทั่วโลก

แต่แม้จะโศกเศร้าเพียงใด Cook ก็ต้องเดินหน้าพา Apple ก้าวต่อไปให้ได้ ภาระอันหนักอึ้งของเขายังเหลืออีกมากมาย แต่ยังถือว่าโชคดีที่ หลายเดือนหลังการตายของ Jobs ผลิตภัณฑ์ของ Apple นั้นยังเป็นที่นิยมเช่นเคย iPhone 4S มียอดสั่งซื้อถล่มทลาย โดยมียอดขายมากกว่า 4 ล้านเครื่อง ในสุดสัปดาห์แรกเพียงเท่านั้น

แต่เหล่าแฟน ๆ ของ Apple นั้นก็ยังกลัวกับอนาคตที่จะเกิดขึ้นกับบริษัท ต้องบอกว่า บทบาทของ CEO Apple ที่ Tim Cook ได้รับมานั้น เป็นตำแหน่งที่ในชีวิตคนส่วนใหญ่ไม่กล้าฝันถึง มันเป็นงานที่เสี่ยงที่สุดในโลก การเดินตามรอยเท้าของ Jobs ภายใต้แรงกดดันต่าง ๆ จากโลกภายนอกเป็นสิ่งที่น่ากังวล การทำงานกับ Apple ในฐานะ CEO ของ Cook นั้นจะเป็นงานที่มีคนจับตามองมากที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้

แน่นอนว่ามันเป็นเวลาที่น่ากลัวสำหรับ Tim Cook ในขณะที่เขาอยู่ที่ Apple มานานกว่าทศวรรษ และได้กลายมาเป็นรองประธานอาวุโสสูงสุดของ Jobs ในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการหรือ COO แต่ตอนนี้เขากำลังเผชิญกับภารกิจที่น่าเกรงขาม ในการกุมบังเหียน บริษัทที่เป็นสัญลักษณ์ที่มีแฟน ๆ ที่บ้าคลั่งที่เปรียบเหมือนเป็นดั่งศูนย์กลางของ Apple

บริษัทที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก การเผชิญกับการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นในการปฏิวัติการใช้ smartphone ที่กำลังขยายตัวทั่วโลกในขณะนั้น ต้องเรียกว่างานนี้ เป็นการเดิมพันครั้งสำคัญในชีวิตของชายที่ชื่อ Tim Cook เลยก็ว่าได้

แล้วเรื่องราวของ Tim Cook กว่าจะก้าวมาถึงจุด ๆ นี้มีความเป็นมาอย่างไร แล้วเขาจะนำพา Apple ไปในทิศทางไหน กับ ภาระอันหนักอึ้งที่เขาได้รับมา งานที่แทบจะพูดได้ว่า เป็นงานที่ยากที่สุดในโลก Tim Cook จะจัดการกับเรื่องทั้งหมดนี้ได้อย่างไร โปรดอย่าพลาดติดตามตอนต่อไปครับผม

–> อ่านตอนที่ 2 : The Soul of the South

References : https://www.snopes.com/fact-check/steve-jobs-deathbed-speech/

Geek Story EP10 : How iPod Builds an Apple Empire (ตอนที่ 3 – ตอนจบ)

iPod มันกลายเป็นวัฒนธรรมใหม่ ยิ่งพวกที่คลั่งเรื่องดีไซน์ และ เหล่าสาวกของ apple ต่างหลงรัก iPod กันทั้งนั้น และ มันเริ่มแพร่ขยายลัทธิ ของ iPod กระจายไปทั่วโลก มันทำให้ iPod เป็น ไอคอน แห่งการฉีกกฏเกณฑ์ ต่าง ๆ ที่มีมาทั้งในเรื่องวิศวกรรม รวมถึง ศิลปะด้านการดีไซน์ และเพียงไม่นานก็กระโดดเข้าไปกินเรียบส่วนแบ่งการตลาดถึง 70% ของเครื่องเล่นเพลงแบบพกพาทั่วโลก

มีคนเปรียบเทียบ iPod ว่าเป็น walkman แห่งศตวรรษที่ 21 เป็น walkman แห่งยุคดิจิตอล เป็น walkman ที่ Sony นั้นลืมนึกถึง และเป็นสิ่งที่สื่อมวลชนกล่าวขวัญถึงอย่าแพร่หลายทั่วโลก

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

ฟังผ่าน Podbean : http://bit.ly/3481UUl

ฟังผ่าน Apple Podcast :   https://apple.co/2lEqPPg

ฟังผ่าน Google Podcast :  http://bit.ly/2DZxLMt

ฟังผ่าน Spotify : https://spoti.fi/2LEr1YA

ฟังผ่าน Youtube :  https://youtu.be/RyhRtleJINo

Geek Story EP8 : How iPod Builds an Apple Empire (ตอนที่ 1)

หลาย ๆ ท่านอาจจะคิดว่า iPhone เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของบริษัท apple ให้กลายมาเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ของโลกได้จวบจนถึงทุกวันนี้ แต่นั่นเป็นเพียงส่วนนึงเท่านั้น แนวคิดของ apple รูปแบบใหม่ ที่หันมาสร้างนวัตกรรม และ เปลี่ยนจากบริษัทคอมพิวเตอร์ ให้กลายมาเป็นบริษัทที่จำหน่าย สินค้า consumer product มันเริ่มมาจาก iPod 

มันเป็นนวัตกรรม ชิ้นเอกของ apple ในศตวรรษที่ 21 เลยก็ว่าได้ แม้เวลาจะร่วงเลยมาทำให้ตัว iPod เองได้สูญหายไปตามกาลเวลา แต่เรื่องราวสตอรี่ ของการสร้างมันขึ้นมานั้น ถือว่าเป็นเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะมันเต็มไปด้วยอุปสรรคต่าง ๆ มากมาย กับการที่จะสร้างเครื่องเล่น Mp3 ขึ้นมา แล้วสามารถบรรจุเพลงได้ถึง 1,000 เพลง ถือว่าในตอนนั้นมันเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อมาก ๆ ที่ apple สามารถสร้างมันขึ้นมาและกลายเป็นสินค้า hot hit ติดตลาดโลกได้อย่างรวดเร็ว

ทุก ๆ ทั่วโลกต่างพกเจ้า iPod ตัวนี้ พร้อมด้วยหูฟังสีขาว ที่เป็นเอกลักษณ์ ถึงวัฒนธรรมของยุคใหม่ของบริษัท apple บริษัท ที่ก่อนจะสร้าง iPod นั้น แทบจะกลายเป็นบริษัทที่ใกล้จะล้มละลายเต็มที สถานะการเงินก็ย่ำแย่ สินค้าตัวชูโรงอย่าง apple หรือ macintosh ก็แทบจะทำตลาดไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

มันเกิดอะไรขึ้นในช่วงเวลาเพียงไม่กี่ปี ที่เปลี่ยนบริษัท apple จากบริษัทที่ใกล้ตาย กลับมายิ่งใหญ่ในโลกของธุรกิจได้อีกครั้ง

สำหรับเรื่องราวของ Blog Series ชุดนี้นั้น จะอ้างอิง จากหนังสือที่เกี่ยวข้องกับ iPod รวมถึงหนังสือ อัตชีวประวัติของ Steve Jobs รวมถึงข้อมูลจาก wikipedia online ต่างๆ  มารวมรวมใหม่ ในแบบฉบับของผมเองครับ โปรดอย่าพลาดติดตามเป็นอันขาด รับรองสนุกอย่างแน่นอนคร้าบผม

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

ฟังผ่าน Podbean : http://bit.ly/36hZ94r

ฟังผ่าน Apple Podcast :   https://apple.co/2lEqPPg

ฟังผ่าน Google Podcast :  http://bit.ly/341JeWm

ฟังผ่าน Spotify : https://spoti.fi/2PmDi52

ฟังผ่าน Youtube :  https://youtu.be/Dj-WePZS7Ws