Netflix, iPhone และ Facebook กับคำทำนายที่น่าทึ่งของ Bill Gates เมื่อ 25 ปีที่แล้ว

ในปี 1995 Bill Gates ซึ่งเป็นซีอีโอของ บริษัท ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอย่าง Microsoft ได้ทำการคาดการณ์เกี่ยวกับอนาคตที่มนุษย์เราทุกคนกำลังเจออยู่ในยุคปัจจุบันนี้

การคาดการณ์เหล่านี้แม้หลาย ๆ สิ่งอาจจะไม่ได้เป็นไปในสิ่งที่ Gates คิดนัก แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องที่ถูกต้อง 25 ปีต่อมาหนังสือเล่มใหม่ที่จะออกวางจำหน่ายในปีหน้า เขาได้มองย้อนกลับไปที่การคาดการณ์เหล่านั้น และนี่คือคำทำนายที่น่าทึ่งที่สุดของ Gates จากปี 1995

1. เขามองเห็นสมาร์ทโฟนเกือบจะตรงกันกับสิ่งที่มีในทุกวันนี้

“ผมคิดและเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้” เกตส์เขียนในบล็อกโพสต์ใหม่ที่มองย้อนกลับไปที่หนังสือของเขาที่ 1995 The Road Ahead เมื่อเขามองไปข้างหน้าสิ่งที่เขาเรียกว่า “กระเป๋าเงินพีซี” นอกเหนือจากชื่อแล้วเขายังอธิบายสมาร์ทโฟนในปัจจุบันในรายละเอียดที่น่าตกใจ นี่คือสิ่งที่เขาเขียนในปี 1995:

มันจะมีขนาดใกล้เคียงกับกระเป๋าสตางค์ซึ่งหมายความว่าคุณจะสามารถพกพาไปในกระเป๋าเสื้อหรือกระเป๋าเงินได้ มันจะแสดงข้อความและตารางเวลาและให้คุณอ่านหรือส่งจดหมายและแฟกซ์อิเล็กทรอนิกส์ ตรวจสอบสภาพอากาศ และรายงานหุ้น เล่นเกมที่เรียบง่ายและซับซ้อน ในการประชุมคุณอาจจดบันทึก ตรวจสอบการนัดหมาย เรียกดูข้อมูลหากคุณเบื่อหรือเลือกจากรูปถ่ายที่สามารถเปิดดูได้ง่าย ๆ ของลูก ๆ ของคุณหลายพันรูป

เขาคาดการณ์เพิ่มเติมว่า “wallet PC” จะได้รับการรักษาความปลอดภัยด้วยไบโอเมตริกซ์ซึ่งอาจเป็นลายนิ้วมือที่คุณสามารถใช้เพื่อเข้าชมคอนเสิร์ตหรือขึ้นเครื่องบินซึ่งจะแทนที่การจ่ายด้วยเงินกระดาษ และเจ้าเครื่องดังกล่าวมันจะบอกคุณได้ผ่านลำโพงเมื่อทางออกของคุณกำลังมาถึงบนทางหลวง เขายังเดาราคาได้ค่อนข้างดีตั้งแต่ราคาถูกไปจนถึงราคา 1,000 เหรียญขึ้นไป

2. เขาคาดการณ์ว่าการสตรีมวิดีโอจะแซงหน้าทีวี

“ โทรทัศน์มีมากว่า 60 ปีแล้ว แต่ในเวลานั้นมันกลายเป็นอิทธิพลสำคัญในชีวิตของเกือบทุกคนในประเทศที่พัฒนาแล้ว” เขาเขียน แต่เขาก็รู้เช่นกันว่าวันเวลานั้นอิทธิพลที่ทรงพลังจะสิ้นสุดลง “ไม่มีสื่อออกอากาศที่เรามีในตอนนี้เทียบได้กับสื่อในการสื่อสารที่เรามีเมื่ออินเทอร์เน็ตพัฒนาไปจนถึงจุดที่มีความจุบรอดแบนด์ที่จำเป็นในการรับชมวิดีโอคุณภาพสูง”

สังเกตว่าในปี 1995 ผู้คนมักบันทึกโปรแกรมทางทีวีไว้ดูหรือเช่าภาพยนตร์จากร้านวิดีโอ ซึ่งในภายหลังเขาเขียนว่า “วิดีโอออนดีมานด์เป็นการพัฒนาที่เห็นได้ชัด จะไม่มี VCR หรือตัวกลางใด ๆ คุณเพียงแค่เลือกสิ่งที่คุณต้องการจาก โปรแกรมที่มีให้เลือกมากมาย “

3. เขารู้ว่า Facebook กำลังมา

“อีกหนึ่งแนวคิดที่เป็นศูนย์กลางของหนังสือ The Road Ahead คือเทคโนโลยีนั้นจะช่วยให้เครือข่ายสังคมออนไลน์กลายมาเป็นปรากฏการณ์ของมนุษย์ ” Gates กล่าวในบล็อกโพสต์ของเขา สิ่งที่เขาไม่คาดคิดคือเครือข่ายทางสังคมจะช่วยสร้างความแตกแยกและความไม่ลงรอยกันได้อย่างไร (และในบางกรณีความรุนแรง) ในเวลาเดียวกันกับที่พวกเขานำผู้คนมารวมกัน “ ผมไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าผู้คนจะเลือกกรองมุมมองที่แตกต่างออกไปและทำให้มุมมองของพวกเขาแข็งกระด้างมากแค่ไหน” เขาเขียน

แต่ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตามเมื่อคุณพิจารณาว่าสิ่งที่ Gates ได้ทำการทำนายในปี 1995 ก่อนที่ Friendster และ MySpace จะเปิดตัว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ Mark Zuckerberg อายุได้เพียงแค่ 11 ปีเท่านั้น ต้องบอกว่าเป็นสิ่งที่น่าทึ่งเป็นอย่างมากครับ

–> อ่าน Blog Series : Bill Gates-The Man Behind Microsoft Empire

References : https://www.cnbc.com/2019/05/31/bill-gates-1995-predictions-about-streaming-movies-fake-news.html
https://www.businessinsider.com/bill-gates-15-predictions-in-1999-come-true-2017-6
https://thenextweb.com/shareables/2011/05/24/bill-gates-brilliantly-accurate-predictions-for-the-internet-from-1995/
https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Bill_Gates_@_the_University_of_Waterloo.jpg

Geek Story EP56 : Bill Gates – The Man Behind Microsoft Empire (ตอนที่ 4)

แม้สุดท้ายจะมีการฟ้องร้องกันโดยมีการกล่าวหาว่า Microsoft ผูกขาดการตลาดของระบบปฏิบัติการ แต่ทางฝั่ง Microsoft นั้นก็ไม่แยแสกับเรื่องที่เกิดขึ้น ยังเดินหน้าแถม Browser ต่อไปจนครองส่วนแบ่งแทบจะทั้งหมดของ Browser ในขณะนั้นในที่สุด

และ ทำให้ Netscape ต้องถูกขายให้กับ AOL ในภายหลังก่อนจะพัฒนากลายมาเป็น Moziila Firefox อย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน ส่วนคดีความฟ้องร้องนั้น ถึงแม้สุดท้าย ศาลจะพิพากษาให้ Microsoft เป็นฝ่ายผิด แต่ Microsoft ก็ยินยอมจ่ายค่าปรับเพียงร้อยกว่าล้านเหรียญเท่านั้น ซึ่งเปรียบเหมือนในสงครามนี้ Microsoft ยอมแพ้ในศาลแต่ ในเชิงธุรกิจนั้น Netscape ได้สูญพันธุ์จากตลาดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่นเอง มาติดตามรับฟังเรื่องราวกันต่อได้เลยนะครับผม

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://bit.ly/2UJ3Zni

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://apple.co/2lEqPPg

🎧 ฟังผ่าน Google Podcast : 
http://bit.ly/2kxHtQ3

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://spoti.fi/36LEwPQ

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/mFA7isOYPfo

References : https://www.tharadhol.com/blog-series-bill-gates-the-man-behind-microsoft-empire/

Bill Gates , Mark Zuckerberg กับความเชื่อผิด ๆ ที่ไม่ต้องเรียนในชั้นมหาวิทยาลัยก็ประสบความสำเร็จได้

หลายท่านอาจจะเคยได้เห็นคำคม หรือ บทความใด ๆ ที่มักยกตัวอย่างการเรียนไม่จบมหาวิทยาลัยของสองตำนานนักธุรกิจอย่าง Mark Zuckerberg และ Bill Gates ที่ลาออกจากมหาวิทยาลัยกลางคัน เพื่อมาทำตามความฝันของตัวเอง

ใช่แล้ว ทั้ง Zukcerberg และ Bill Gates นั้น ต่างลาออกจากมหาวิทยาลัย แต่น้อยคนนักที่จะเป็นได้เป็นแบบพวกเขา แม้ว่าพวกเขาจะไม่จบการศึกษา แต่ประสบการณ์ในมหาวิทยาลัย ก็ยังคงมีส่วนสำคัญในความสำเร็จของพวกเขา

Zuckerberg นั้นได้สร้าง Facebook ในมหาวิทยาลัย จนกลายเป็นกระแสในหมู่นักศึกษา เพราะมันได้สร้างขึ้นจากความต้องการที่แท้จริงในมหาวิทยาลัย

ส่วน Gates นั้นใช้เวลา 3 ปี ในการเรียนคณิตศาสตร์ และ การเขียนโปรแกรมที่ Harvard อย่างเข้มข้น ก่อนที่เขาจะเริ่มต้นสร้างบริษัทตัวเองอย่าง Microsoft ขึ้นมา และที่มหาวิทยาลัยนี่เองที่เขาได้พบกับ Steve Ballmer ชายที่เข้ามากุมบังเหียนของ Microsoft ในอีก 4 ทศวรรษต่อมา

ต้องบอกว่ามีสถานที่ล้ำค่าไม่กี่แห่งในโลก และช่วงเวลาในชีวิตเรา ที่อยู่รายล้อมไปด้วย ความกระตือรือร้น พลังผลักดันอันแรงกล้า ในช่วงชีวิตในมหาวิทยาลัย

การไปเรียนที่มหาวิทยาลัย ทำให้เราได้เรียนรู้มากกว่าเพียงแค่ในห้องเรียน และใน case ที่ร้ายแรงที่สุดอย่างน้อย เราก็ได้ตีตรา ว่าผ่านการจบสถาบันการศึกษาในมหาวิทยาลัยมาแล้ว ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดของเราในการเริ่มต้นชีวิตทำงาน

แผนกทรัพยากรบุคคลในบริษัทยักษ์ใหญ่ส่วนใหญ่ ยังมีความคิดที่ยากจะเปลี่ยนแปลงไปในเร็ว ๆ วันนี้ พวกเขายังคัดคนจากมหาวิทยาลัยระดับท็อปเป็นสิ่งแรก แม้จะมีตัวเลือกระดับเทพมากมายที่อาจจะเรียนรู้เฉพาะทางจากโลกที่เปิดการเรียนรู้อย่างมากมายในปัจจุบัน

ตัวอย่างในประเทศอเมริกา แม้จะไม่มีใครเชื่อ แต่ต้องยอมรับจริง ๆ ว่า อเมริกานั้น มีระบบชั้นวรรณะ ที่เรียกว่า มหาวิทยาลัย เมื่อถึงจุดสูงสุดของภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ อัตราการว่างงานในกลุ่มผู้สำเร็จการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยมีน้อยกว่า 5% ในขณะที่ผู้ที่จบเพียงชั้นมัธยมปลายนั้น มีอัตราว่างงานสูงถึง 15% และระดับความสำเร็จในชีวิตคุณนั้นจะแบ่งตามมหาวิทยาลัยที่คุณเข้าเรียน ซึ่ง ตรงนี้ คงไม่ต่างจากในประเทศไทยสักเท่าใดนัก

ตอนนี้มีความเข้าใจผิดมาก ๆ ที่เชื่อกันโดยทั่วไปว่า บริษัท เทคโนโลยีเฉพาะ ที่เป็นยักษ์ใหญ่ใน Silicon Valley นั้น กำลังปฏิวัติการศึกษาในแบบแผนเดิม ที่พวกเขาไม่จำเป็นต้องรับคนที่จบมหาวิทยาลัยเข้าทำงาน

แต่ในทางกลับกันนั้น Harvard, Yale , MIT และ Stanford กลับกลายเป็นมหาวิทยาลัยรายการโปรด ตัวเลือกแรก ๆ ในการรับเข้าทำงานของบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้

ต้องบอกว่าในมหาวิทยาลัยชั้นนำ เพียงแค่ชื่อ หรือ แบรนด์ของมหาวิทยาลัยนั้นไม่ใช่สิ่งเดียว ที่เราจะได้รับนอกเหนือจากเรื่องของการศึกษา Connection คือสิ่งสำคัญมาก ๆ ที่ได้รับจากมหาวิทยาลัยระดับท็อปเหล่านี้

ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะกลายเป็นเครือข่าย Connection ที่่สำคัญ ในการทำงานในอนาคตนั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อเราเติบโตขึ้น เราไม่ได้ประสบความสำเร็จด้วยตัวเองเพียงคนเดียวอีกต่อไป ส่วนใหญ่แล้วบุคคลในระดับสูงที่ประสบความสำเร็จก็มักจะมีส่วนช่วยที่สำคัญจากที่ปรึกษา หรือ พันธมิตรทางธุรกิจ ที่เราได้รับจาก Connection เมื่อครั้งยังเรียนในระดับมหาวิทยาลัยนั่นเองครับ

References : https://www.wired.com/story/playing-monopoly-what-zuck-can-learn-from-bill-gates/
หนังสือ The Four The Hidden DNA of Amazon, Apple, Facebook, and Google

Geek Story EP15 : Xerox กับบทเรียนครั้งสำคัญในการสร้างนวัตกรรมให้กับผู้อื่น

Xerox เป็นบริษัทแรก ๆ ที่สร้างเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่มีหน้าจอ คีย์บอร์ด เมาส์ และ GUI ที่เรียกว่า Xerox Alto ซึ่งในปี 1973 ในช่วงเวลาที่ผู้คนยังคงคิดว่าคอมพิวเตอร์เป็นเมนเฟรมขนาดใหญ่ในห้องคอมพิวเตอร์

Xerox ได้สร้างเครื่องจักรที่ปฏิวัติวงการอย่างบ้าคลั่งในยุคนั้น และมันทำให้เกิดสิ่งต่าง ๆ มากมายที่เปลี่ยนแปลงโลกเราอย่างที่ไม่เคยเป็นมากก่อน แล้วมันเกิดอะไรขึ้น? ที่พวกเขาแทบจะไม่ได้ใช้ประโยชน์จากมัน

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://bit.ly/2PDoJdE

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://apple.co/2lEqPPg

🎧 ฟังผ่าน Google Podcast : 
https://bit.ly/31A0OBs

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://spoti.fi/2PALwqz

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/T8X5bBTHl0Y

Synapse กับการปฏิเสธเงินล้านครั้งแรก สู่การบริจาคหุ้น 99% ของ Mark Zuckerberg

ภาพจำของ Mark Zuckerberg ที่คนส่วนใหญ่ได้เห็นนั้นอาจจะมาจากภาพยนตร์เรื่อง “The Social Network” แต่หลายคนก็ไม่ได้รับรู้เกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของ Mark Zuckerberg มากมายนัก

ต้องถือว่าเป็น icons ที่สำคัญของ วงการ startup ทั่วโลกเลยก็ว่าได้สำหรับ Mark Zuckerberg ผู้ก่อตั้ง facebook ที่มีผู้ใช้งานอยู่มากมายทั่วโลกในขณะนี้

สำหรับ ประวัติ mark zuckerberg นั้น ถ้าถามว่าจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดของการก่อกำเนิดของ facebook นั้น ต้องย้อนกลับไปที่ มหาวิทยาลัย ฮาร์วาร์ดในปี 2003

mark zuckerberg ถือเป็น อัจฉริยะ คนหนึ่งในด้านคอมพิวเตอร์ ที่หลายคนรู้จักดีในฮาร์วาร์ด เขามีประวัติด้านคอมพิวเตอร์ที่ไม่ธรรมดามาตั้งแต่ตอนเรียน high school โดยเขากับเพื่อน ได้เคยร่วมกันสร้างสร้าง plugin ของ media player เพื่อหา playlist ตามรสนิยมของผู้ใช้ ในชื่อ Synapse 

Mark สร้าง Synapse ในช่วงต้นปี 2000 ซึ่งตรวจจับรสนิยมของเพลงโดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นผลงานแรก ๆ ที่มันได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่มุ่งสู่การเป็นเศรษฐี ของอีกหลายล้านคนในอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์

บริษัท ใหญ่ ๆ อย่าง Microsoft และ AOL ต้องการซื้อแอปนี้ ซึ่งมีข่าวว่าทาง Microsoft นั้นเคยยื่นข้อเสนอถึง 1 ล้านดอลลาร์ แต่ Mark ได้ปฏิเสธทั้ง Microsoft หรือ AOLและอัปโหลดแอปตัวนี้แจกฟรี ๆ

Synapse โปรเจคที่ Mark ปฏิเสธการขอซื้อจากยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft
Synapse โปรเจคที่ Mark ปฏิเสธการขอซื้อจากยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft

ซึ่งแอปพลิเคชัน Synapse นั้นถือว่าได้รับความนิยมอย่างมากและสื่อต่าง ๆ ให้ความสนใจมากมาย ทั้ง slashdot.org รวมไปถึงการได้รับการจัดอันดับ 3/5 โดยนิตยสารชื่อดังอย่าง PC Magazine ซึ่งด้านล่างนี้คือบางส่วนของความคิดเห็นจากผู้ใช้ใน cnet.com

“ ฉันใช้เครื่องเล่นสื่อไซแนปส์ที่บ้านและทำงานในช่วงเดือนที่ผ่านมาเพราะเห็นมันถูกพูดถึงใน slashdot.org มันค่อนข้างบั๊ก เช่น เสียงมักจะบกพร่องในตอนต้นของเพลง และฉันได้รับข้อผิดพลาดเหล่านี้ของโปรแกรม ซึ่งเมื่อฉันไปดู Log จากเว็บอินเตอร์เฟส อย่างไรก็คุณสมบัติของ Synapse นั้นน่าทึ่งทีเดียว ต้องใช้เวลาสักครู่ในการเรียนรู้และเห็นได้ชัดว่ามันอยู่ในสถานะของการเรียนรู้ / การเรียนรู้ใหม่อย่างต่อเนื่อง แต่หลังจากใช้ไปสักพักมันก็กลายเป็นแอปที่น่าประทับใจทีเดียว  แค่ฝึกมันให้เรียนรู้และคุณจะชอบมัน!”

ข้อความที่ตัดตอนมาจากบทวิจารณ์: “นี่เป็นโปรแกรมเล่น Media ที่ล้ำสมัยที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นในปัจจุบันที่มีฟังก์ชั่นเดียวที่ฉันพบว่ามันขาดคือเครื่องมือแก้ไขแท็กขั้นสูงและความสามารถในการจัดกลุ่มตามอัลบั้ม”

ซึ่งจะเห็นได้ว่า Mark นั้นสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในยุคนั้น ในขณะที่เข้าเรียนอยู่เพียงแค่ High School เพียงเท่านั้น และที่สำคัญ มันเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า เรื่องเงินนั้นไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการแต่อย่างใด เขาต้องการสร้างสิ่งที่เปลี่ยนแปลงโลกเราให้ดีขึ้น จนได้มาสร้าง Facebook ขึ้นมาจนประสบความสำเร็จอย่างสูงในภายหลังนั่นเอง

และสุดท้าย เขาก็ได้ประกาศสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก ๆ หลังจากภรรยาคลอดลูกสาวคนแรก นั่นก็คือการประกาศบริจาคหุ้น 99% ที่เขามีใน Facebook ให้กับองค์กรการกุศล

เนื่องจากโครงสร้างสองชั้นที่ไม่เหมือนใครของการถือหุ้นใน Facebook ซึ่งเขาเป็นเจ้าของหุ้น Super Voting พิเศษ Zuckerberg จึงสามารถให้หุ้นสามัญได้ในขณะที่ยังคงสามารถควบคุมเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่เขาก่อตั้งขึ้นในปี 2004 ได้อยู่อย่างเบ็ดเสร็จ แม้จะบริจาคหุ้นไปจำนวนมหาศาลเพื่อการกุศลแล้วก็ตามที

CEO ของ Facebook ประกาศการบริจาคของเขาในจดหมายถึง Max ลูกสาวคนแรกของเขา

“วันนี้ผมและภรรยาตั้งใจจะใช้ชีวิตด้วยการทำส่วนเล็ก ๆ ของเราเพื่อช่วยแก้ปัญหาความท้าทายเหล่านี้ ผมจะยังคงทำหน้าที่เป็น CEO ของ Facebook ต่อไปอีกหลายปี แต่ปัญหาเหล่านี้สำคัญเกินกว่าจะรอจนกว่าที่ผมจะแก่กว่าเพื่อเริ่มงานนี้ ซึ่งการเริ่มตั้งแต่อายุยังน้อย ๆ เราหวังว่าจะเห็นประโยชน์เพิ่มมากขึ้นตลอดชีวิตของผม”

“พวกเราก็ได้เริ่มมูลนิธิ Chan Zuckerberg เพื่อเข้าร่วมกับผู้คนทั่วโลกเพื่อพัฒนาศักยภาพของมนุษย์และส่งเสริมความเท่าเทียมกันสำหรับเด็กทุกคนในรุ่นต่อไป จุดเริ่มต้นของการมุ่งเน้นของเราคือการเรียนรู้ส่วนบุคคล การรักษาโรค การเชื่อมโยงผู้คนและการสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน”

“ผมจะมอบหุ้น Facebook ของเรา 99% ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 45 พันล้านเหรียญในช่วงชีวิตของเราเพื่อพัฒนาภารกิจนี้ เรารู้ว่านี่เป็นผลงานเล็กน้อยเมื่อเทียบกับทรัพยากรและความสามารถของผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับปัญหาเหล่านี้อยู่แล้ว แต่เราต้องการทำสิ่งที่เราทำได้และทำงานร่วมกับคนอื่น ๆ เพื่อเปลี่ยนแปลงโลกของเราให้ดีขึ้นในอนาคต”

ต้องบอกว่าเรื่องราวเหล่านี้ไม่น่าแปลกใจเนื่องจากเมื่อ 5 ปีก่อนหน้า Mark ได้ลงนามใน “Giving Pledge” – พร้อมกับเศรษฐีทางด้านเทคโนโลยีคนอื่น ๆ เช่น Bill Gates เพื่อมอบทรัพย์สมบัติส่วนใหญ่ของเขาให้กับการกุศลมาก่อนหน้านี้แล้ว

Mark ได้กล่าวถึง Gates ว่าเป็นหนึ่งในวีรบุรุษในวัยเด็กของเขาเพราะความกระตือรือร้นในการสร้าง Microsoft ให้กลายเป็นยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี  Gates เป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกโดยมีมูลค่าประมาณ 8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ตามข้อมูลของ Bloomberg Billionaires ซึ่งคาดการณ์ว่ามูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดของ Mark Zuckerberg อยู่ที่ สี่หมื่นหกพันล้านเหรียญสหรัฐ

Bill Gates ที่เปรียบเสมือนฮีโร่ของ Mark Zuckerberg
Bill Gates ที่เปรียบเสมือนฮีโร่ของ Mark Zuckerberg

Mark ได้ชื่นชมความพยายามเพื่อการกุศลของ Gates ด้วยเช่นกัน จนกลายเป็นหนึ่งในคนกลุ่มแรก ๆ ที่เข้าร่วม Giving Pledge ซึ่งเป็นความริเริ่มที่เริ่มต้นโดย Gates และ Warren Buffett เพื่อนำเงินจากบุคคลที่ร่ำรวย มาบริจาคให้มากกว่าครึ่งหนึ่งของความมั่งคั่งของพวกเขาเพื่อการกุศล ในช่วงอายุของพวกเขาหรือหลัง โดย Gates ได้ให้คำมั่นว่าจะมอบทรัพย์สินอย่างน้อย 95 เปอร์เซ็นต์เพื่อโครงการดังกล่าว

จากบทความชุดนี้เราจะเห็นได้ว่า เหล่าเศรษฐี ในประเทศอเมริกา นั้นกำลังสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่เพื่อเป็นตัวอย่างให้กับเศรษฐีรุ่นหลัง ๆ ในการบริจาคเงินที่ได้จากการทำธุรกิจ โดยไม่ใช่ทำเพื่อเพียงการประชาสัมพันธ์ หรือ ทำ CSR ให้กับองค์กรเพียงอย่างเดียวเหมือนที่เราได้เห็นในประเทศไทย

แต่มันเป็นการบริจาคความมั่งคั่งส่วนตัว และเป็นส่วนใหญ่ที่มากกว่าครึ่งที่พวกเขาเหนื่อยตรากตรำ สร้างธุรกิจของพวกเขามา ต้องบอกว่า Mark Zuckerberg นั้นถือเป็นอีกหนึ่งนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่น่าทึ่ง ที่พยายามสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกเรา ไม่ว่าจะเป็นผ่านทางเรื่องธุรกิจอย่าง Facebook ที่มีนวัตกรรมที่ส่งผลต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์เรามาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงในเรื่องการกุศล ที่เขาต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงของโลกในทิศทางที่ดียิ่งขึ้น ผ่านกองทุนการกุศล Chan-Zuckerberg ของเขาและภรรยา นั่นเองครับ ซึ่งผมคิดว่าเศรษฐีในไทยเราน่าจะเอาอย่างบ้างนะคร้าาาบบบบ

–> อ่านเพิ่มเติมประวัติ Mark Zuckerberg

References : https://techcrunch.com/2010/10/31/zuckerberg-d-angelo/
https://www.geeknaut.com/synapse-media-player-mark-zuckerbergs-music-app-04191641.html
http://geekhmer.github.io/blog/2016/03/01/4-startups-mark-zuckerberg-created-before-facebook/
https://www.businessinsider.com/mark-zuckerberg-giving-away-99-of-his-facebook-shares-2015-12