Lasso เมื่อกลยุทธ์แรกในการกำจัด TikTok ของ Facebook ประสบความล้มเหลว

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา Facebook มีการเปิดเผยว่ากำลังปิดแอปทดลองสองแอป หนึ่งในนั้นคือการโคลนนิ่ง TikTok ที่มีชื่อว่า Lasso ส่วน แอปอย่าง Hobbi ที่ออกมามาชนกับ Pinterest ก็ประสบกับความล้มเหลวเช่นเดียวกัน

โดยเฉพาะทั้งสองแอปพลิเคชันของ Facebook ที่จะปิดตัวลง , Lasso ที่ทำการโคลน TikTok และ Hobbi ที่ถูกสร้างมาเลียนแบบ Pinterest ทั้งคู่ได้รับการพัฒนาโดยทีมทดสอบผลิตภัณฑ์ใหม่ของ Facebook และได้ถูกเปิดตัวภายในไม่กี่ปีที่ผ่านมา 

โดยแอปทั้งสองต่างก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นการเลียนแบบแอปอื่น ๆ แม้กระทั่ง Review เชิงบวกสำหรับ Lasso ก็ถูกนำมาเปรียบเทียบกับ TikTok

แต่แน่นอนว่า เราไม่สามารถตัดสิน Facebook ว่าผิด กับความพยายามที่สูญเปล่าในการเลียนแบบลูกเล่นของแพลตฟอร์มอื่น ๆ เพราะกลยุทธ์นี้มันทำสำเร็จมาแล้ว ในกรณีของ Instagram และ Snapchat ไม่น่าแปลกใจที่ Facebook พยายามทำแบบเดียวกันอีกครั้ง 

TikTok ที่กำลังเข้ามาแย่งส่วนแบ่งผู้ใช้งานคนรุ่นใหม่จาก Facebook
TikTok ที่กำลังเข้ามาแย่งส่วนแบ่งผู้ใช้งานคนรุ่นใหม่จาก Facebook

แต่ Facebook ดูเหมือนจะมีการปรับกลยุทธ์ใหม่ โดยทุ่มเททรัพยากรไปใช้ใน Instagram แทน ตาม TikTok คู่แข่งสำคัญ โดยกลยุทธ์ใหม่ของ Facebook จะไม่ใช่แอปแยกต่างหากอีกต่อไป แต่จะสร้างคุณสมบัติใหม่ภายใน Instagram ที่อนุญาตให้ผู้ใช้ถ่ายทำวิดีโอรูปแบบสั้น ๆ ที่กำหนดให้เป็นเพลงได้ 

ซึ่ง Facebook ไม่ได้เป็นเพียงแพลตฟอร์มเดียวที่มองว่า TikTok กำลังเป็นภัยคุกคาม YouTube กำลังเปิดตัวคุณลักษณะที่คล้ายกันในความพยายามอย่างโจ่งแจ้งเพื่อดึงดูดผู้ใช้งานของ TikTok

ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทเทคโนโลยีหลายคนรวมถึง Sheryl Sandberg COO ของ Facebook แสดงความไม่ชอบ TikTok และ บริษัทแม่อย่าง Bytedance เป็นอย่างมาก

ในขณะที่พวกเขาหลายคนพยายามที่จะสร้างภาพความน่ากลัวในเรื่องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ สำหรับแอป ที่มีบริษัทแม่อยู่ในประเทศจีน

Sandberg  ให้สัมภาษณ์ในสิ่งที่น่าจะเป็นแหล่งที่มาของความเป็นศัตรูที่แท้จริงกับ TikTok ว่า การเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วของ TikTok ทำให้คนรุ่นใหม่ถูกดึงดูดไปใช้งานแพล็ตฟอร์มใหม่นี้ Sandberg ยอมรับว่าลูก ๆ ของเธอยังเป็นผู้ใช้ TikTok คนสำคัญอีกด้วย

Sandberg COO ของ Facebook ที่ไม่ชอบใจ TikTok
Sandberg COO ของ Facebook ที่ไม่ชอบใจ TikTok

ในขณะที่รัฐบาลทั่วโลกเริ่มที่จะออกมาปราบปรามแอป TikTok โดยแอปถูกแบนในอินเดียในขณะที่ TikTok นั้นถูกกล่าวหาว่าอยู่ภายใต้การตรวจสอบความปลอดภัยจากองค์กรของรัฐในประเทศสหรัฐอเมริกา 

แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้ ผู้ใช้ส่วนใหญ่จะประทับใจกับแอป TikTok ที่คุ้นเคยแทนที่จะต้องใช้แอปแยกต่างหาก และสถานการณ์ในตอนนี้ดูเหมือนว่า TikTok  ได้กลายเป็นแอป Social หลักสำหรับคนรุ่นใหม่จำนวนมากที่ไม่สนใจ คุณลักษณะใหม่ของ Instagram อีกต่อไปแล้วนั่นเอง

โดย ทั้ง Lasso และ Hobbi เป็นความล้มเหลวอีกครั้งหนึ่งของ Facebook ซึ่งจะทำการปิดตัวลงในวันที่ 10 กรกฎาคม และดูเหมือนว่า ศึกชิง Social War ครั้งใหม่กำลังเริ่มขึ้นแล้ว เราก็ต้องคอยมาดูกันว่า เมื่อ TikTok เริ่มไปกระตุกหนวดเสือ พี่ใหญ่อย่าง Facebook และ Google พวกเขาต้องเจอกับอะไรบ้าง จะจบไม่สวยแบบเดียวกับที่เกิดขึ้นกับ Snapchat หรือไม่ โปรดติดตามกันต่อไปครับ

References : https://techcrunch.com/2020/07/01/lasso-facebook-tiktok-shut-down/
https://www.theverge.com/2020/7/2/21311077/facebook-lasso-shutting-down-tiktok-short-form-video-hobbi
https://www.digitalinformationworld.com/2020/05/facebook-tests-lasso-camera-within-the-main-app.html

Copycat กับกลยุทธ์ง่าย ๆที่ Facebook ใช้จัดการกับภัยคุกคามที่มาจาก Snapchat

Mark Zuckerberg ตระหนักดีถึงภัยคุกคามที่อาจทำให้ Facebook ถึงคราวล่มสลายได้จากบริการ Social Network ดาวรุ่งอื่น ๆ ซึ่งก่อนหน้านี้เขาได้เข้าซื้อ Startup ยอดนิยมเช่น Instagram, WhatsApp  เพื่อไม่ให้กลายมาเป็นภัยคุกคามกับบริการหลักอย่าง Facebook ของเขาในอนาคต

แต่วิธีการนั้นใช้ไม่ได้กับ Snapchat เมื่อ Facebook พยายามซื้อในปี 2013 แต่ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Snapchat อย่าง Evan Spiegel ได้ปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าวซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 3 พันล้านเหรียญ 

สำหรับ Zuckerberg นั้น Snapchat กลายเป็นเด็กดื้อ ที่ไม่ยอมเชื่อฟังพวกเขาแต่โดยดี และที่สำคัญ Snapchat ก็ยังคงเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ดึงดูดผู้ใช้มากขึ้นและที่สำคัญยังพยายามเข้ามาแย่งส่วนแบ่งของบริการรูปภาพและวิดีโอที่ผู้ใช้โพสต์ไปยัง Facebook หรือ Instagram อีกด้วย

Evan Spiegel CEO ของ Snapchat ปฏิเสธการเข้าซื้อของ Mark Zuckerberg
Evan Spiegel CEO ของ Snapchat ปฏิเสธการเข้าซื้อของ Mark Zuckerberg

Snapchat พิสูจน์แล้วว่ามีตลาดขนาดใหญ่สำหรับวิธีการของพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงไม่รู้สึกสะทกสะท้านกับความพยายามที่ล้มเหลวในการซื้อ Snapchat ของ Zuckerberg และนั่นทำให้ Zuckerberg พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อโจมตีภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดของ Facebook ในหลาย ๆ ด้านทันที

Facebook คัดลอกฟีเจอร์ Story ของ Snapchat ซึ่งให้ผู้ใช้โพสต์ภาพสไลด์และวิดีโอสไลด์ที่หายไปหลังจาก 24 ชั่วโมง ในแอพ Facebook, Messenger, WhatsApp และ Instagram  

ไม่เพียงเท่านั้น Facebook ยังเพิ่มตัวเลือกการส่งข้อความที่ไม่ถาวรซึ่งเป็นการเลียนแบบมากจาก Snapchat โดยตรง ให้กับบริการทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น Instagram และ Messenger และเริ่มทำการทดสอบ Filter ใบหน้าที่คล้ายคลึงกันกับเลนส์ของ Snapchat

ในช่วงกีฬาโอลิมปิก ในประเทศบราซิลและแคนาดา ผู้ใช้ที่เปิดแอป Facebook ของพวกเขาจะเห็นหน้าต่างกล้องเปิดขึ้นซึ่งคล้ายกับ Snapchat ซึ่งจะช่วยให้พวกเขาใช้สีใบหน้าแบบบราซิลหรือแคนาดาเพื่อให้กำลังใจประเทศของพวกเขาในการเชียร์กีฬาโอลิมปิก  พวกเขายังสามารถเพิ่มตัวบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์บนภาพถ่ายที่กล่าวว่า “ทีมแคนาดา” และ “ทีมบราซิล” ได้อีกด้วย

นี่คือสงคราม Copycat อย่างแท้จริง ด้วยการใช้คุณสมบัติทั้งหมดของ Snapchat ในส่วนต่าง ๆ ของอาณาจักร Facebook และ Instagram และแน่นอนว่ามันส่งผลให้การเติบโตของ Snapchat ช้าลงทันที ผู้คนหลายร้อยล้านคนใช้ Facebook และ Instagram แทนที่ Snapchat เพราะมันทำทุกอย่างได้เหมือนกัน

ตลอดสิ้นปี 2016 และต้นปี 2017 มีการแสดงความคิดเห็น และจำนวนการ View บน Instagram Stories มากกว่าใน Snapchat Stories 

ในช่วงดังกล่าว Instagram มีผู้ใช้งานมากกว่า 700 ล้านรายต่อวันเปรียบเทียบกับ Snapchat เพียงแค่ 166 ล้านคนและผู้ใช้ส่วนใหญ่มีเพื่อนและผู้ติดตามบน Instagram มากกว่าบน Snapchat 

Story ได้กลายมาเป็น Features สุดฮิตบน Instragram
Story ได้กลายมาเป็น Features สุดฮิตบน Instragram

ด้วย Features Story ที่เพิ่มเข้ามา มันได้สร้างความตื่นเต้นที่ได้เห็นว่ามีคนกี่คนกำลังเฝ้าดู Story ของผู้ใช้งานแต่ละคน Zuckerberg ต้องขอบคุณ Snapchat ที่ได้สร้าง Features ดี ๆ แบบนี้ออกมา และมันกำลังแพร่กระจายผ่านฐานผู้ใช้ขนาดใหญ่ของ Instagram ในท้ายที่สุด

ต้องบอกว่าเป็นอีกหนึ่งบทเรียนทางธุรกิจที่น่าสนใจมาก ๆ ในเรื่องนี้ ที่ Facebook พยายามคัดลอก Snapchat หลายครั้ง เพราะความล้มเหลวในการเข้าซื้อกิจการ Snapchat มันไม่สำคัญอีกต่อไป พวกเขามองเพียงแค่ความสำเร็จเท่านั้น และสุดท้ายพวกเขาก็ชนะในเกมครั้งนี้นั่นเองครับ

–> อ่าน Blog Series ประวัติ Mark Zuckerberg
ตอนที่ 1 : Facemash (The Beginning)

References : https://thenextweb.com/socialmedia/2018/05/21/facebook-is-killing-snapchat-with-the-format-it-created/
https://www.wired.com/story/copycat-how-facebook-tried-to-squash-snapchat/
https://www.businessinsider.com/how-developer-mark-zuckerberg-invented-instagram-stories-copied-snapchat-2020-4

Quora บริการถาม-ตอบหมื่นล้าน ที่แสวงหาคำตอบจากคนที่รู้จริง

Quora ก่อตั้งขึ้นในปี 2009 โดย Adam D’Angelo อดีต CTO ของ Facebook และ Charlie Cheever อดีตพนักงาน Facebook  แม้ว่า Quora จะเปิดตัวในปี 2009 เว็บไซต์นี้ได้เผยแพร่สู่สาธารณะในเดือนมิถุนายน 2010 Quora เป็นแพลตฟอร์มตอบคำถามที่ให้ความสะดวกแก่ผู้ใช้ในการถามคำถาม และแสวงหาคำตอบจากคนที่รู้จริง

ยิ่งไปกว่านั้นแพลตฟอร์มตอบคำถามช่วยให้ผู้ใช้สามารถตั้งคำถามสาธารณะหรือผ่านทางตัวตนแบบนิรนาม ซึ่งผู้ใช้ยังสามารถทำงานร่วมกันใน Quora ได้โดยแก้ไขคำถามแนะนำการแก้ไขคำตอบบนแพลตฟอร์มที่โพสต์โดยผู้ใช้รายอื่น

Adam D’Angelo ผู้ก่อตั้ง Quora และ CEO ของ Facebook, Mark Zuckerberg นั้นเป็นเพื่อนในโรงเรียนเดียวกัน โดยทั้งคู่เคยเรียนด้วยกันที่ Phillips Exeter Academy ใน New Hampshire 

ต่อมาเขาได้รับปริญญาตรีสาขาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์จากสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย ตั้งแต่ทั้ง Mark และ Adam ได้สร้างผลงานอันยิ่งใหญ่อย่าง Facebook และในปี 2004 Zuckerberg ได้แต่งตั้งให้ Adam ดำรงตำแหน่งรองประธานฝ่ายวิศวกรรมของ Facebook ในช่วงเริ่มต้น 

ต่อมาในปี 2008 Adam ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี (CTO) ที่ Facebook เขาทำงานเป็น CTO ของ Facebook เป็นเวลาเกือบสองปีซึ่งเขาเป็นผู้นำการพัฒนาทีม Data และขยายแพลตฟอร์ม Facebook เขายังดูแลการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่รวมถึงสถาปัตยกรรมของเว็บไซต์ Facebook ในยุคแรก ๆ

เมื่อพูดถึง Charlie  ในปี 2006 เขาได้รับอีเมลจาก Facebook ที่เสนองานตำแหน่งผู้จัดการวิศวกรรมซอฟต์แวร์ เริ่มแรกเขาไม่สนใจอีเมลดังกล่าว และไม่ได้คิดถึงโอกาสมากนัก แต่ต่อมาเขาเปลี่ยนใจและยอมรับข้อเสนอที่ยื่นให้เขา โดยก่อนที่จะเข้าร่วม Facebook Charlie ทำงานให้กับ Amazon มาแล้วในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

Adam ได้รับแรงบันดาลใจในการสร้าง Quora เพราะเขามีความเห็นว่าคำถามและคำตอบเป็นหนึ่งในพื้นที่บนอินเทอร์เน็ตที่ยังไม่ดีมากพอ เขาคิดว่ามีหลายเว็บไซต์ที่มีคำถาม & คำตอบ แต่ไม่มีใครคิดริเริ่มที่จะมาพร้อมกับสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเหล่าผู้ที่ต้องการหาคำตอบที่แท้จริง

ดังนั้นมันเป็นความคิดของเขาที่เขาแบ่งปันกับ Charlie ขณะทำงานที่ Facebook และเชื่อมโยงกับความคิดในภายหลังทันที ทั้ง Adam และ Charlie ยังคงทำงานที่ Facebook และพวกเขาแลกเปลี่ยนความคิดและแผนการจัดตั้ง บริษัท ที่จะทำให้ผู้คนแบ่งปันความคิดความรู้และความคิดเห็นของพวกเขาได้ง่ายขึ้น

ต่อมาในปี 2008 ทั้งคู่ตัดสินใจออกจาก Facebook เพื่อดำเนินการตามความคิดและสร้าง Startup ตามความฝันของพวกเขาทั้งสอง โดยพวกเขามาพร้อมกับชื่อ ‘Quora’ ซึ่งมาจากคำว่า Quorum ซึ่งความหมายคือ การให้กับกลุ่มคนที่มารวมตัวกันเพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกัน 

Adam D'Angelo ลาออกจาก Facebook เพื่อทำตามความฝันของตัวเอง
Adam D’Angelo ลาออกจาก Facebook เพื่อทำตามความฝันของตัวเอง

โดย Quora ได้เปิดตัวในปี 2009 และใช้เวลาเกือบหนึ่งปีสำหรับผู้ก่อตั้งในการพัฒนา บริการ และในที่สุดบริการ คำถาม & คำตอบอย่าง Quora ก็ได้ถูกเปิดเผยสู่สาธารณะในปี 2010

ในช่วงวันแรก ๆ Quora ถูกเปรียบเทียบกับเครื่องมือการค้นหาของ Google อย่างไรก็ตามในขณะที่ผู้คนใช้แพลตฟอร์มพวกเขาค้นพบความแตกต่างระหว่างทั้งสองแพลตฟอร์ม Google เป็นแพลตฟอร์มที่เน้นอัลกอริธึม ในขณะที่ Quora ได้รับเนื้อหาจากความรู้ที่แบ่งปันโดยผู้คนบนแพลตฟอร์มจากผู้ที่รู้จริง

หลังจาก Quora ได้รับการเผยแพร่สู่สาธารณะในเวลาไม่นานเว็บไซต์ก็สร้างความฮือฮาใน Silicon Valley เหล่าเพื่อน ๆ ของผู้ก่อตั้งรวมถึงกลุ่มคนใน Silicon Valley เริ่มที่จะมีการเชิญกันให้มาใช้ Quora ซึ่งทำให้ฐานผู้ใช้ของ Quora เติบโตขึ้น เนื่องจากเนื้อหาบนแพลตฟอร์มดูเหมือนว่ามีคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ 

ความนิยมของแพลตฟอร์มคำถามและคำตอบเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งในช่วงเวลาสั้น ๆ ของการก่อตั้งและมีผู้ใช้งานที่ลงทะเบียนแล้ว 500,000 ราย ภายในเดือนมกราคม 2011

ในปีต่อมา Charlie ก็ก้าวออกจากบริษัท อย่างไรก็ตามเขาตัดสินใจที่จะดำรงตำแหน่งต่อในฐานะที่ปรึกษา หนึ่งในสิ่งที่น่าสนใจคือ Adam มีความมั่นใจมากเกี่ยวกับความคิดของเขาว่าเขาลงทุนเงินของตัวเองในบริษัท ในช่วงระดมทุนรอบ Series B หลังจากการลงทุนเขาได้g-เข้ามาควบคุมเสียงส่วนใหญ่ในกรรมการบริษัท เพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งต่าง ๆ จะทำงานตามแนวทางของเขา

หลังจากความสำเร็จ Quora ได้เปิดตัวแพลตฟอร์มบล็อกในปี 2013 เพื่อให้ผู้ใช้โพสต์เนื้อหาที่ไม่ใช่การถามตอบ เช่น รูปภาพ และอื่น ๆ จากโปรไฟล์ของพวกเขา ในเดือนเมษายน 2014 Quora สามารถระดมทุนได้ 80 ล้านดอลลาร์จาก Tiger Global Management นอกจากนี้ยังได้เข้าซื้อ Parlio เว็บไซต์ถามตอบออนไลน์ที่สร้างโดย Wael Ghonim ในเดือนมีนาคม 2016

เมื่อเวลาผ่านไป Quora ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในแต่ละปีที่ผ่านมา Quora ได้รับเงินทุนจากอีกหลายแหล่ง เพื่อขยายการดำเนินงานและเร่งการเติบโต Quora ได้รับเงินทุน 85 ล้านดอลลาร์ใน Series D ทำให้มูลค่าบริษัทพุ่งสูงขึ้นถึง 1.8 พันล้านดอลลาร์ ด้วยเงินทุนที่ได้รับจาก Collaborative Fund และ Y Combinator

จากการระดมทุนในซีรี่ส์ D จาก 85 ล้านดอลลาร์ Quora ทำให้ Quora อยู่ในอันดับต้น ๆ ของ Unicorn Startup ด้วยการประเมินมูลค่าของบริษัทสูงถึง 1.8 พันล้านดอลลาร์  ซึ่งการเติบโตอย่างต่อเนื่องของ Quora ทำให้พวกเขาสามารถเสนอขายหุ้น IPO ได้ในอนาคต อย่างไรก็ Quora จำเป็นต้องสร้างรายได้เพียงพอเพื่อรักษาการดำเนินงานและรักษาอัตราการเติบโต

Quora เป็นเพียงพอร์ทัลคำถามและคำตอบที่เนื้อหาได้รับการดูแลโดยผู้ใช้บนแพลตฟอร์มและเนื้อหาได้รับการจัดการโดยบริษัท จุดเด่นของ Quora นั้นมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาฐานความรู้คุณภาพสูงที่ยังคงมีประโยชน์อย่างมากในระยะยาว

เพื่อให้แน่ใจว่าเนื้อหาใน Quora ยังคงมีประโยชน์ บริษัทได้เพิ่มคุณสมบัติใหม่ ๆ เช่นคำถามที่ถูกการอ้างอิงแบบ wikidata เป็นต้น คุณสมบัติ เช่น wikidata ได้ถูกนำเสนอบนแพลตฟอร์มเพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ และเพิ่มอัตราการเข้าชมเว็บไซต์ให้มากขึ้น นอกจากนี้ Quora ก็ไม่ได้ขอให้ผู้ใช้ลงทะเบียนกับแพลตฟอร์มของตนซึ่งจะทำให้การใช้เว็บไซต์ง่ายขึ้น

Quora เติบโตอย่างต่อเนื่อง และเป็นที่ชื่นชอบของผู้ใช้งาน
Quora เติบโตอย่างต่อเนื่อง และเป็นที่ชื่นชอบของผู้ใช้งาน

อย่างไรก็ตามรูปแบบรายได้ที่ Quora คิดนั้น พื้นฐาน คือ การสร้างรายได้จากโฆษณาที่วางบนแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้ Quora สามารถรวมโฆษณาไว้ในรูปแบบที่สามารถสร้างรายได้ที่ดีขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับโฆษณาอื่น ๆ

เนื่องจากให้โฆษณาที่เกี่ยวข้องที่สำคัญจากผู้โฆษณาที่เกี่ยวข้อง โฆษณาจะถูกรวมอยู่ในรูปแบบ ที่มีลักษณะที่สวยงามที่ โฆษณามักจะปรากฏเป็นส่วนหนึ่งของแพลตฟอร์มแบบเนียนตามากกว่าโฆษณาแบบอื่น ๆ บนโลกออนไลน์

นอกจากนี้ Quora มีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญในอัตราการเติบโต 3 หลักและการประเมินมูลค่าของ บริษัท อยู่ที่ 1.8 พันล้านเหรียญ วัตถุประสงค์ของ Quora ยังคงเหมือนเดิมจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งก็คือการสร้างฐานข้อมูลที่มีคุณภาพสูงของคำตอบสำหรับคำถามที่ถูกถามโดยเหล่าผู้คนหลายล้านคนจากทั่วโลกบนแพลตฟอร์ม Quora

Quora ได้เปิดให้บริการในภาษาเยอรมันและอิตาลีซึ่งให้ความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ภายในสิ้นเดือนเมษายน 2018 Quora เปิดตัวสิ่งอำนวยความสะดวกในการตอบวิดีโอซึ่งทำให้แพลตฟอร์มนี้เข้าถึงได้สำหรับผู้ที่ก่อนหน้านี้พบว่าเป็นการยากที่จะพิมพ์คำตอบเนื่องจากความพิการบางประเภทหรืออื่น ๆ

เดือนมกราคม 2019 Quora ได้เพิ่มการขยายให้สนับสนุนภาษาอื่น ๆ เช่น ดัทช์ เดนมาร์กฟินแลนด์ นอร์เวย์ สวีเดน มาราธี เบงกาลี และทมิฬ สิ่งนี้ทำให้แพลตฟอร์มสามารถเข้าถึงได้ในส่วนต่างๆของโลกจึงก่อให้เกิดความนิยมที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

วิวัฒนาการของ Quora แสดงให้เห็นว่าความคิดที่อยากรู้อยากเห็นสามารถกลายเป็นสิ่งประดิษฐ์และเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้คนได้อย่างไร วันนี้มันเป็นหนึ่งในเว็บไซต์ที่น่าสนใจและมีประโยชน์มากที่สุดบนอินเทอร์เน็ตซึ่งไม่เพียง แต่สร้างรายได้เท่านั้น แต่ยังเป็นการเพิ่มคุณค่าที่สำคัญให้กับชีวิตประจำวันของมนุษย์เราได้อีกด้วย

References : https://en.wikipedia.org/wiki/Quora
https://www.quora.com/What-is-the-story-of-Quora
https://www.startupstories.in/stories/inspirational-stories/what-is-quora
https://www.vox.com/recode/2019/5/16/18627157/quora-value-billion-question-answer
https://dailyhive.com/vancouver/quora-vancouver-office

การปรับตัวที่ช้าไป กับความยิ่งใหญ่ที่กลายเป็นอดีตของ MSN Messenger

เริ่มแรกที่เรารู้จัก MSN Messenger นั้นต้องนับย้อนไปตั้งแต่การก่อตั้งขึ้นในปี 1999 และ ในภายหลังได้ถูกแปรเปลี่ยนมาเป็น Windows Live Messenger ซึ่งอดีตยักษ์ใหญ่แห่งบริการส่งข้อความถูกปิดฉากบริการไปในวันที่ 31 ตุลาคม 2014 และ คุณอาจสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้น?

MSN Messenger ได้แข่งขันกับยักษ์ใหญ่ด้านการส่งข้อความอื่น ๆ ในยุคบุกเบิก ซึ่งได้แก่ ICQ, AOL AIM และ Yahoo!  ซึ่งในช่วงปี 1990 เป็นบริการแรกที่ให้การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในบ้านอเมริกันเริ่มปรากฏขึ้นมา

ในช่วงกลางทศวรรษที่ 1990 และในช่วงกลางของการเปิดตัว Windows 95 ไมโครซอฟท์เผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ครั้งแรกนั่นคือกระแสความนิยมของอินเทอร์เน็ตในบ้าน 

ยักษ์ใหญ่แห่ง Redmond กำลังจะปล่อยระบบปฏิบัติการใหม่อย่าง Windows 95 และในช่วงไม่กี่เดือนก่อนหน้านั้น Bill Gates ได้ส่งบันทึกให้ทีมผู้บริหารของเขาซึ่งกลายเป็นเอกสารที่มีความหมายมากสำหรับสถานการณ์ของ Microsoft ในขณะนั้น

เอกสารดังกล่าวมีชื่อว่า“ The Tidal Wave” ที่กล่าวถึง ความสำคัญของการพัฒนาอินเทอร์เน็ตสำหรับบริษัทในยุคต่อไป

ใจความสำคัญของเอกสารก็คือ Bill Gates ให้ความสำคัญสูงสุดกับอินเทอร์เน็ต ในบันทึกนี้ Gates ต้องการทำให้ชัดเจนว่าการให้ความสำคัญกับอินเทอร์เน็ตเป็นสิ่งสำคัญสำหรับธุรกิจของ Microsoft ในทุก ๆ ส่วน อินเทอร์เน็ตเป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ IBM เปิดตัวพีซีเครื่องแรกในปี 1981 มันสำคัญยิ่งกว่าการมาถึงของส่วนต่อประสานกราฟิกผู้ใช้ (GUI)

Gates ตกใจกับภัยคุกคามทางอินเทอร์เน็ตที่มีต่อธุรกิจของเขา เขาพิจารณาว่า Microsoft ยังไม่พร้อมสำหรับการมาถึงของอินเทอร์เน็ต และซอฟต์แวร์หลักของ Microsoft ในยุคนั้น ซึ่งก็คือ Internet Explorer และ MSN ยังไม่พร้อมให้บริการ แต่สุดท้ายแล้วพวกเขาก็สามารถดันมันออกมาได้พร้อมกับ Windows 95 ในวันเปิดตัวได้แบบฉิวเฉียด

ในเวลานั้นอินเทอร์เน็ตถูกลดขนาดให้เหมาะกับสิ่งที่ บริษัท อย่าง AOL หรือ Microsoft ที่มี MSN เสนอบนพอร์ทัลของพวกเขา การรวม MSN ใน Windows 95 เป็นการกระทำที่นำปัญหาทางกฎหมายมาสู่ Microsoft เนื่องจากคู่แข่งกล่าวหาว่าเขากำลังผูกขาดตลาดในทางที่ผิด

AOL (America OnLine) เป็นรายแรกที่เปิดตัวบริการ AIM (AOL Instant Messenger) ในปี 1997 ซึ่งทันทีที่ผู้ใช้เริ่มเข้ามาใช้บริการนี้ มันเป็นวิธีที่จะหลบหนีจากการถูกเฝ้าดู โดยผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตของพวกเขา 

เนื่องจากความนิยมของคู่แข่ง Microsoft จึงเปิดตัว Client การส่งข้อความของตัวเองในปี 1999 MSN Messenger ถือกำเนิดขึ้นเป็นบริการรายแรกที่มีรายชื่อผู้ติดต่อ และบริการส่งข้อความผ่านออนไลน์

ตั้งแต่ต้น MSN Messenger ต้องการเสนอความเป็นไปได้ในการแชทกับผู้ใช้บริการส่งข้อความอื่น ๆ เช่นกัน ดังนั้นเมื่อมีการเปิดตัว พวกเขาก็ได้ทำให้มันสามารถเข้ากันได้กับเครือข่ายของ AIM ซึ่งทำให้ AOL ไม่ชอบใจเป็นอย่างยิ่ง จึงเป็นที่มาของการเริ่มเปิดสงครามระหว่างบริการทั้งสอง

เมื่อใดก็ตามที่ Microsoft เปิดใช้งานการสื่อสารนี้ AIM จะแก้ไขรหัสเพื่อยืนยันว่าลูกค้าสื่อสารกับลูกค้า AIM เท่านั้น และ block บริการจากทางฝั่งของ MSN Messenger  ซึ่งในที่สุด Microsoft ได้ละทิ้งในความพยายามที่จะเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์ของ AIM

ทุกคนที่เป็นวัยรุ่นในช่วงยุคทองของ MSN Messenger จะจดจำความสำคัญของโปรแกรมนี้ ทันทีที่คุณกลับถึงบ้านคุณจะนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์แล้วเปิดโปรแกรมแชทกับเพื่อนที่โรงเรียนด้วย “ Messenger” แทนที่การโทรไปยังโทรศัพท์พื้นฐานซึ่ง MSN Messenger นั้นจะให้ความเป็นส่วนตัวมากกว่า

MSN Messenger ที่เป็นที่นิยมสำหรับวัยรุ่นมาก ๆ ในยุคนั้น
MSN Messenger ที่เป็นที่นิยมสำหรับวัยรุ่นมาก ๆ ในยุคนั้น

MSN Messenger เริ่มที่จะรวมฟังก์ชั่นการใช้งานซึ่งเป็นพื้นฐานของเครือข่ายสังคมออนไลน์ ผู้ใช้แต่ละคนมีแถบสถานะที่เขาสามารถแสดงข้อความส่วนตัวได้ มันเป็นต้นแบบสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ Facebook ประสบความสำเร็จในทุกวันนี้

นอกจากนี้ปุ่มสถานะยังได้รับความนิยมอย่างมากซึ่งคุณสามารถบอกผู้ติดต่อของคุณได้อย่างรวดเร็วว่า คุณว่าง ไม่ว่าง หรือออฟไลน์อยู่ หรือการตั้งค่าให้มองไม่เห็น ดังนั้นไม่มีใครจะรบกวนคุณได้ผ่าน MSN Messenger 

ฟังก์ชั่นนี้ได้รับความนิยมอย่างมากจนมีการสร้างเว็บไซต์ที่อนุญาตให้รู้สถานะของผู้ใช้แต่ละรายหากมีอีเมลของเขา หรือแม้กระทั่งรู้ว่าเพื่อนมีการบล็อกคุณหรือไม่

เมื่อถึงสิ้นปี 2005 MSN Messenger ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Windows Live Messenger การเติบโตอย่างรวดเร็วของบริการรับส่งข้อความโดยเฉพาะตลาดนอกสหรัฐฯที่ AIM ยังคงเป็นผู้นำ และจีนเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการขยายบริการนี้อย่างรวดเร็วมาก ๆ จนทำให้บริษัท Tencent ตัดสินใจที่จะสร้างบริการส่งข้อความ QQ ของตัวเองออกมา

บริการส่งข้อความมีการแข่งขันกันอย่างหนักหน่วง : เพื่อรักษาการพัฒนาของบริการให้ดียิ่งขึ้น จึงมีค่าใช้จ่ายสูงในการบำรุงรักษา แต่ในตอนนั้นมันยังไม่สามารถสร้างรายได้ด้วยตัวเอง และนั่นคือในยุคที่บริการส่งข้อความเป็นเพียงแค่ตัวช่วย ให้สมาชิกของบริการอินเทอร์เน็ตภายในพอร์ทัลของพวกเขาเพิ่มมากขึ้น พวกเขาไม่ได้มองถึง Business Model แบบอื่น ๆ เหมือนอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน

Business Model ที่เพียงแค่เพิ่มฐานสมาชิกในเว๊บพอร์ทัลหลักเท่านั้น
Business Model ที่เพียงแค่เพิ่มฐานสมาชิกในเว๊บพอร์ทัลหลักเท่านั้น

เมื่อก้าวเข้าสู่เดือนมิถุนายน 2009 MSN Messenger ก้าวขึ้นไปสู่จุดสูงสุด มีผู้ใช้งานถึง 330 ล้านคนต่อเดือน แต่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีกำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเมื่อเรากำลังเข้าสู่ยุคสมาร์ทโฟน

แนวคิดเกี่ยวกับเครือข่ายสังคมออนไลน์นั้นกำลังเข้ามากลืนกิน เครือข่ายการส่งข้อความ เช่น Windows Live Messenger ซึ่งจากเครือข่ายผู้ติดต่อกับความสามารถในการส่งภาพถ่ายและข้อความ แน่นอนว่า Facebook ไม่ใช่เครือข่ายโซเชียลแรกที่เปิดตัว แต่เป็นบริการแรกที่ทำได้ดี และเข้าใจถึงเรื่องเครือข่ายสังคมอย่างแท้จริง

เมื่อเครือข่ายโซเชียลของ Mark Zuckerberg คลายข้อจำกัดลง จากเดิมที่ Focus แค่กลุ่มผู้ใช้งานมหาลัย หลังจากเปิดให้ใช้งานกับกลุ่มผู้ใช้อื่น ๆ แบบอิสระมากขึ้น ก็ทำให้ผู้ใช้ส่วนใหญ่เริ่มที่จะหนีออกจาก MSN Messenger มากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ที่แท้จริงอย่าง Facebook 

แต่สิ่งที่ทำให้ Windows Live Messenger ต้องจบชะตากรรมไป คือ การเกิดขึ้นของสมาร์ทโฟน แม้ว่า Microsoft จะไม่พลาดในคลื่นลูกใหม่นี้ และพยายามผลักดัน Windows Live Messenger ไปในทุก ๆ แพล็ตฟอร์มในยุคนั้นไม่ว่าจะเป็น BlackBerry OS, Xbox 360, iOS, Java ME, S60 และแม้แต่ Zune HD ของ Microsoft เอง แต่ดูเหมือนมันไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก

คู่แข่งอย่าง BlackBerry Messenger กลายเป็นผู้บุกเบิกในการส่งข้อความมือถือ แต่มันเป็นเช่นนั้นได้เพียงไม่นาน จนกระทั่งการปรากฏตัวขึ้นของ iPhone ในเดือนมกราคม 2007 การเปิดตัว App Store ในปี 2008 และความนิยมของ Android จากปี 2010 ทำให้ Windows Live Messenger ได้รับผลกระทบอย่างหนักมาก ๆ

Blackberry Messenger ที่กลายเป็นบริการยอดฮิตแรกในยุคของสมา์ทโฟน
Blackberry Messenger ที่กลายเป็นบริการยอดฮิตแรกในยุคของสมา์ทโฟน

การล่มสลายของ Messenger สามารถตีความได้ว่าเป็นตัวบ่งชี้ถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นภายหลังในตลาดพีซี 

เมื่อสถานการณ์ตลาดพีซีในขณะนั้นยอดขายกำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นการล่มสลายของ Windows Live Messenger เป็นเหมือนสัญญาณเตือน ที่กำลังบ่งชี้ว่าสมาร์ทโฟนกำลังจะกลายเป็นอุปกรณ์ที่สมบูรณ์แบบเพื่อแทนที่การส่งข้อความแบบเดิม ๆ ผ่านพีซี นั่นเอง

สมาร์ทโฟนถือเป็นการปฏิวัติชนิดหนึ่ง มีบริษัทใหม่ ๆ ที่เริ่มสร้างบริการส่งข้อความบนแพล็ตฟอร์ม สมาร์ทโฟน ไม่วาจะเป็น  WhatsApp, Telegram, Facebook Messenger, Line, WeChat และดูเหมือนว่าพวกเขาก็เข้าใจ Ecosystem ใน สมาร์ทโฟน ได้ดีกว่าที่ Microsoft สามารถเข้าใจได้ในยุคนั้น

Messenger ไม่สามารถกู้คืนสถานการณ์ที่ตกต่ำลงอย่างต่อเนื่องของยุค Post-PC และในท้ายที่สุด ในช่วงปลายปี 2012 ไมโครซอฟท์ประกาศการรวมบริการ Windows Live Messenger กับ Skype ในช่วงสิ้นปี 2013 ถือเป็นเป็นการสิ้นสุดอดีตที่ยิ่งใหญ่ของ Windows Live Messenger ไปในท้ายที่สุด

ต้องบอกว่าถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่สนใจของการไม่สามารถปรับตัวได้ เมื่อธุรกิจถูก Disrupt ซึ่งในยุคนั้น ก็คือการเปลี่ยนผ่านจากยุค PC ไปยังยุคของ Smartphone ที่ดูเหมือน Microsoft นั้นจะปรับตัวช้าเกินไป ทั้งที่บริการอย่าง Windows Live Messenger มีผู้ใช้งานสูงสุดถึงกว่า 300 ล้านคนในยุคนั้น

ซึ่งตัวอย่างดังกล่าว มันแสดงให้เห็นว่า ถึงแม้จะเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่แค่ไหน มีเงินมากมายขนาดไหน แต่ในยุค Disruption นั้น การเคลื่อนตัวที่ช้า อาจจะส่งผลให้ธุรกิจถึงคราวล่มสลายได้ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปีเลยทีเดียว เหมือนอย่างที่เราได้เห็นบทเรียนจาก MSN Messenger ในบทความนี้นั่นเองครับผม

References : https://pandorafms.com/blog/what-happened-with-msn-messenger/
https://www.msnmessenger-download.com/rise-and-fall-msn-messenger
https://www.theverge.com/2014/8/29/6082199/msn-messenger-shutting-down-15-years-history
https://community.plus.net/t5/Plusnet-Blogs/The-Rise-and-Demise-of-MSN-Messenger/ba-p/1322022

เรียนเขียนโปรแกรม 2 วันเพื่อก้าวสู่เส้นทางมหาเศรษฐีของ Facebook Co-Founder อย่าง Dustin Moskovitz

ลองนึกภาพการใช้เวลาสองสามวันเพื่อเรียนรู้ภาษาการเขียนโปรแกรมใหม่ที่จะเปลี่ยนคุณให้กลายเป็นมหาเศรษฐี ฟังดูเรื่องราวเหล่านี้มันเหมือนเป็นเรื่องเพ้อฝัน แต่คุณรู้หรือไม่ว่าเรื่องราวดังกล่าวนั้นเป็นเรื่องจริงที่เกิดกับชายที่ชื่อว่า Dustin Moskovitz

ในปี 2005 เมื่อ Facebook เพิ่งเป็นบริษัทเล็ก ๆ กับพนักงานเพียง 50 คน Mark Zuckerberg CEO ได้รับเชิญให้ไปบรรยายที่โรงเรียนเก่าของเขา Harvard

เขาเป็นคนที่ไม่มีใครในเวลานั้นไม่รู้จักสิ่งที่เขาสร้างมันขึ้นมาที่ Harvard

ในปี 2005 Facebook สร้างกระแสในโลกนี้ มันได้กลายเป็นเครือข่ายทางสังคมสำหรับนักศึกษาที่แพร่กระจายไปยังมหาวิทยาลัยกว่า 2,000 แห่งและสร้างการเข้าชมเว๊บไซต์ประมาณ 400 ล้านครั้งต่อวัน Zuckerberg กล่าวกับผู้ชมในวันนั้น

เมื่อเราย้อนอดีตกลับไปในปี 2005 Yahoo ยังคงเป็นแพลตฟอร์มใหญ่ที่สุดสำหรับการค้นหา และได้รับการพิจารณาว่าเป็นหนึ่งใน บริษัท อินเทอร์เน็ตที่ประสบความสำเร็จขนาดใหญ่พร้อมกับบริการอย่าง eBay และบริการขายหนังสือออนไลน์ ในขณะนั้นอย่าง Amazon

เรื่องที่ดีที่สุดที่เขาบอกในการบรรยายในครั้งนั้น ก็คือ รายละเอียดเกี่ยวกับวิธีที่เพื่อนร่วมห้องของเขา Dustin Moskovitz เข้ามาเกี่ยวข้องกับ Facebook ได้อย่างไร

Mark Zuckerberg สร้าง Facebook ในห้องพักหอพักของเขาโดยใช้ภาษาในการเขียนโปรแกรมคือ PHP และเว็บไซต์ดังกล่าวก็กลายเป็นที่นิยม จนฉุดไม่อยู่

“ผมเริ่มเขียนเว๊บไซต์และเปิดตัวที่ Harvard ในเดือนกุมภาพันธ์ 2004 และภายในสองสามสัปดาห์คน 2-3 พันคนสมัครเข้ามาใช้งานและเราเริ่มได้รับอีเมลจากผู้คนที่มหาวิทยาลัยอื่น ๆ เรียกร้องให้เราเปิดตัว Facebook ที่มหาลัยของพวกเขา “เขากล่าว

เขาเรียนวิชาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์อย่างหนัก แต่มันก็สนุกมาก ๆ “แม้มันจะไม่ได้ทำให้ผมมีเวลาเหลือเฟือที่จะทำอะไรกับ Facebook มากมายนักในช่วงเริ่มต้น ดังนั้นเพื่อนร่วมห้องของผม Dustin จึงเป็นมากกว่าแค่ผู้ร่วมก่อตั้ง ‘ผมต้องการความช่วยเหลือ เราจะทำการขยาย Facebook ” นั่นเป็นประโยคแรกที่ Mark Zuckerberg ได้กล่าวกับเพื่อนร่วมห้องของเขาอย่าง Dustin Moskovitz ให้เข้ามาร่วมงานใน Facebook

Zuckerberg บอกกับ Moskovitz ว่า   “Facebook มันค่อนข้างเจ๋ง แต่ดูเหมือนนายจะไม่รู้เกี่ยวกับภาษา PHP เลย”

โชคดีที่ PHP นั้นเรียนรู้ได้ง่ายโดยเฉพาะถ้าคุณรู้จักภาษา C ซึ่ง  Moskovitz ได้เรียนรู้มา

PHP ไม่ใช่ PERL เพื่อน

“วันหยุดสุดสัปดาห์นั้น Moskovitz ก็ได้กลับบ้านและไปซื้อหนังสือ ‘PERL for Dummies’ กลับมาและบอกกับ Zuckerberg ว่า ‘ฉันพร้อมจะลุยกับนายแล้วเพื่อน’ ก่อนที่ทาง Zuckerberg จะบอกกับเขาว่า “เว็บไซต์ของ Facebook เขียนด้วย PHP ไม่ใช่ PERL นะครับเพื่อน”

หลังจากนั้น Moskovitz ก็ได้ศึกษา PHP อย่างหนัก และเรียนรู้ภาษา PHP อย่างรวดเร็วภายใน “2-3 วัน” และ เริ่มที่จะมาช่วย Zuckerberg จากปัญหาทางเทคนิคของการขยายจากมหาวิทยาลัยหนึ่งไปยังอีกหลายมหาวิทยาลัย

Dustin Moskovitz เรียนรู้ PHP อย่างรวดเร็วจนมาเป็นกำลังสำคัญของ Facebook
Dustin Moskovitz เรียนรู้ PHP อย่างรวดเร็วจนมาเป็นกำลังสำคัญของ Facebook

Zuckerberg และ Moskovitz ได้ย้ายจาก Harvard ไปที่ Palo Alto, California เพื่อทำงานกับ Facebook แบบเต็มเวลาในท้ายที่สุด

Moskovitz ออกจาก Facebook ในปี 2008 สามปีหลังจากการพูดคุยครั้งนี้ ซึ่งหุ้น Facebook ของเขา ในภายหลังจะทำให้เขากลายเป็นมหาเศรษฐีหนุ่มเช่นเดียวกัน

หลายปีต่อมาเรื่องราวที่เล่าขานกันเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของพวกเขาได้กลายมาเป็นแก่นกลางในหนังสือ “The Accidental Billionaires” ซึ่งนำไปสู่ภาพยนตร์เรื่อง “The Social Network” ในท้ายที่สุด

และ Zuckerberg พูดอย่างอื่นในการบรรยายที่น่าสนใจมาก : เขาไม่เคยวางแผนที่จะให้ Facebook กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกที่ยิ่งใหญ่อย่างในทุกวันนี้

“ ลักษณะหนึ่งของ บริษัท ที่ประสบความสำเร็จจริง ๆ ไม่ใช่ว่าเราเพียงแค่ทำมันให้ประสบความสำเร็จจริง ๆ แต่เราต้องตกอยู่ห้วงเวลาที่ พวกเราพยายามทำสิ่งที่เจ๋ง ๆ ออกมาตลอดเวลา และมีไฟที่จะทำมันอยู่เรื่อย ๆ ไม่ใช่เพียงแค่พยายามสร้างบริษัทเพียงเท่านั้น” เขากล่าว

นี่คือ VDO การบรรยายเต็มรูปแบบซึ่งมีความยาวประมาณหนึ่งชั่วโมง ต้องบอกว่าเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจมาก ๆ ของทั้งคู่ในการนำพา Facebook ก้าวมาอยู่ในจุดที่เราได้เห็นกันในทุกวันนี้ :

อ่าน Blog Series : ประวัติ Mark Zuckerberg

References : https://en.wikipedia.org/wiki/Dustin_Moskovitz
https://www.businessinsider.com/how-moskovitz-became-facebook-cofounder-2016-3
https://www.forbes.com/profile/dustin-moskovitz/
https://www.capitalism.com/dustin-moskovitz-net-worth/
https://www.arkansasonline.com/news/2012/apr/16/true-silicon-valley-spirit-facebook-alumn-20120416/
https://www.newstatesman.com/world/2018/01/imperial-ambitions-facebook-founder-mark-zuckerberg