ก้าวใหม่ของ Robinhood ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราควรหันมาสนับสนุนแพลตฟอร์มด้านเทคโนโลยีของไทย

ถือเป็นก้าวใหม่ที่น่าสนใจมาก ๆ ของ Robinhood แพลตฟอร์มของประเทศไทย ที่หลังจากลุยในธุรกิจส่งอาหาร รวมถึงมีการเปิดตัวบริการจองโรงแรมไปในช่วงก่อนหน้านี้ ตอนนี้พวกเขากำลังก้าวขึ้นเป็นแพลตฟอร์มเรียกรถแบบเต็มสูบ หลังได้รับอนุญาตจากกรมขนส่งฯ

เรียกได้ว่าเป้าหมายของ App หลัก ๆ ที่คนไทยใช้ไม่ว่าจะเป็น Grab , Shopee หรือ Robinhood พวกเขามีเป้าหมายคล้าย ๆ กันก็คือการเป็น Super App รวมบริการที่หลากหลายไว้ในที่เดียว

ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก ๆ ที่ App ของคนไทยแท้ ๆ แทบจะไม่มีที่ยืนได้เลย ส่วนใหญ่จะเป็นแอปจากประเทศเพื่อนบ้านของเรา ไม่ว่าจะเป็น สิงค์โปร์ , มาเลเซีย หรือแม้กระทั่งอินโดนีเซีย

ทั้งที่พฤติกรรมด้านดิจิทัลของบ้านเราไม่เป็นสองรองใครในภูมิภาค เรียกได้ว่ามีแอปไหนมาเปิดก็ได้ผลตอบรับที่ดีเยี่ยมด้วยโครงสร้างพื้นฐานหลาย ๆ อย่างด้านดิจิทัลไม่ว่าจะเป็นเรื่องการชำระเงิน หรือ ด้านอินเทอร์เน็ตที่เรียกได้ว่าบ้านเราไม่เป็นสองรองใครในภูมิภาคนี้

Robinhood ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในแอปที่สร้างจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่จะทำให้แอปจากประเทศไทยสามารถก้าวขึ้นเป็น Super App ระดับแถวหน้าสู้กับคู่แข่งในภูมิภาคของเราได้

หรือแม้กระทั่งในสาขาอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น blockchain เราก็มีแพลตฟอร์ม exchange ขนาดใหญ่ที่เป็นของคนไทยเอง หรือ Unicorn แรกของไทยอย่าง Flash Express ที่กำลังท้าทายตลาดจัดส่งพัสดุ ที่เรียกได้ว่าไม่เกรงกลัวคู่แข่งหน้าไหน หรือพื้นที่อย่าง blockdit ที่เป็น social media สังคมใหม่ที่น่าสนใจของไทยแท้ ๆ และมีแอปไทยอีกหลายเจ้าที่มีความน่าสนใจในธุรกิจต่าง ๆ มากมาย

Unicorn แรกของไทยอย่าง Flash Express (CR:Flash Express)
Unicorn แรกของไทยอย่าง Flash Express (CR:Flash Express)

ผมเป็นคนหนึ่งที่เชื่อในศักยภาพของคนไทย โดยเฉพาะเรื่องเทคโนโลยี ที่ผมมองว่าคนไทยเราก็ไม่แพ้ชาติใดโดยเฉพาะในภูมิภาคของเรา

ซึ่งต้องบอกว่าปัจจุบันแพล็ตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ โดยเฉพาะแพลตฟอร์มทางด้านเทคโนโลยีนั้น เราถูกบุกรุกจากต่างชาติ จนเข้ามากลืนกินพฤติกรรมของคนไทยในหลาย ๆ ด้าน จนแทบจะไม่เหลือที่ยืนให้ผู้ประกอบการชาวไทย

ความจริงในภูมิภาคของเรามันก็ไม่ได้มีความแตกต่างมากมายโดยเฉพาะเรื่อง Skill ทางด้านเทคโนโลยี หรือคนฝั่งเทคโนโลยีบ้านเราก็ไม่ได้เป็นรองชาติใด ส่วนใหญ่ App ดัง ๆ ที่สามารถแจ้งเกิดได้อย่างรวดเร็วก็มักเกิดจากการระดมทุนได้เงินมหาศาลจากต่างชาติ ตัวอย่างเช่น Grab ที่เหมือนถูกลอตเตอรี่ ได้รับเงินทุนจาก Softbank

แต่มีประเทศหนึ่งที่มีความน่าสนใจมาก ๆ นั่นคือเวียดนาม ที่พวกเขาพร้อมจะสรรค์สร้างบริการภายในประเทศตัวเอง เพื่อสู้กับคู่แข่งที่น่าเกรงขามจากต่างประเทศ

ไม่ว่าจะเป็น Ecommerce ที่พวกเขาก็ส่ง TIKI ออกมาสู้ยักษ์ใหญ่ใน Region อย่าง Shopee ได้อย่างสูสี หรือ Coc Coc ที่เป็นคู่แข่งโดยตรงกับบริการ Search Engine ยักษ์ใหญ่อย่าง Google

เวียดนาม ที่พวกเขาพร้อมจะสรรค์สร้างบริการภายในประเทศตัวเอง (CR:Vietnam Investment Review)
เวียดนาม ที่พวกเขาพร้อมจะสรรค์สร้างบริการภายในประเทศตัวเอง (CR:Vietnam Investment Review)

ที่น่าสนใจคือ บริการ messenger หรือ social media ของพวกเขามีบริการอย่าง Zalo ที่เป็นบริการที่คิดค้นโดยชาวเวียดนามเอง ซึ่งเอาชนะ LINE , Whatsapp , Wechat หรือ Facebook Messenger ไปอย่างขาดลอยเลยทีเดียว และเป็นบริการยอดฮิตอันดับต้น ๆ ของชาวเวียดนามในขณะนี้อีกด้วย

เรียกได้ว่าประเทศเวียดนามมีแทบจะทุกบริการ พวกเขาไม่เคยเกรงกลัว ยักษ์ใหญ่หน้าไหนที่จะบุกเข้ามาในประเทศ พวกเขาพร้อมสร้างบริการที่ตอบโจทย์ชาวเวียดนามมากกว่า

ส่วนตัวผมเองก็อยากเห็นภาพที่คนไทยหันมาสนับสนุนแพลตฟอร์มของไทยกันมากยิ่งขึ้น เหมือนกับที่เราสนับสนุนแพล็ตฟอร์มจากต่างชาติ เพราะอย่างน้อยทั้งในเรื่องของเงิน และ ข้อมูลต่างๆ  ของเรานั้น มันไม่ได้รั่วไหลไปไหน แต่ฝากไว้กับแพลตฟอร์มที่ถือได้ว่าเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยแท้ ๆ นั่นเองครับผม

Credit Image : CIO World Business

The future of Start-ups กับแนวคิดที่ควรจะเริ่มคิดทำกำไรแต่เนิ่นๆ ไม่ใช่เน้นแต่การผลาญเงินเพื่อเติบโต

ส่วนตัวผมได้เห็นบทความจากสื่อใหญ่หลาย ๆ แห่ง ที่พูดทำนองเดียวกันในเรื่องนี้ ที่ต้องเรียกได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของวงการ Startup ทั่วโลก

เราได้เห็นโมเดล Startup ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ที่เน้นการผลาญเงินลงทุนของเหล่า VC และเร่งการเติบโต ซึ่งส่วนใหญ่มันก็ได้ผล แต่ช่วงหลัง ๆ เริ่มเห็นถึงทางตัน เพราะ model ธุรกิจที่ copy กันไปกันมา

มันยากที่จะหาบริษัทที่จะสามารถเติบโตแบบ 100x , 1000x เหมือนในอดีตเช่น facebook , google หรือ amazon ได้ในยุคปัจจุบัน เพราะเทคโนโลยีทุกอย่างมันเริ่มถึงจุดอิ่มตัวแล้ว

ยุคของการระดมทุนแบบง่าย ๆ ใช้สไลด์ไม่กี่แผ่น แล้วคุยโม้โอ้อวดแผนการธุรกิจที่เพ้อฝัน กำลังจะหมดลง บริษัทเทคโนโลยีที่จะมีอนาคตต้องสร้างขึ้นบนรากฐานที่ยั่งยืนเพียงเท่านั้น

สอดรับกับอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และสภาพแวดล้อมทางด้านเศรษฐกิจเริ่มแย่ลง เหล่าบริษัท startup ที่ไม่ทำกำไรเน้นที่การเติบโตเพียงอย่างเดียว กำลังถูกหมางเมินมากยิ่งขึ้น

เคสใหญ่ที่สุดที่เกิดขึ้นกับ Klarna บริษัทที่ทำธุรกิจซื้อก่อนจ่ายทีหลัง ซึ่ง copy model กันทั่วทั้งโลกใครก็ทำได้ มูลค่าลดลงจาก 46 พันล้านดอลลาร์ เหลือน้อยกว่า 7 พันล้านดอลลาร์

โมเดล Buy Now Pay Later แบบ Klarna ไม่ได้มีนวัตกรรม ทำให้ถูก copy ง่าย ๆ จากทั่วโลก (CR:PYMNTS)
โมเดล Buy Now Pay Later แบบ Klarna ไม่ได้มีนวัตกรรม ทำให้ถูก copy ง่าย ๆ จากทั่วโลก (CR:PYMNTS)

โดยปรกติแล้ว เราเห็น pattern เดิม ๆ ของเหล่าบริษัทร่วมทุนหรือ VC ต่าง ๆ ที่จะมุ่งเน้นไปที่การเติบโตของรายได้เป็นหลัก ซึ่งบริษัทใด scale ได้รวดเร็วและยึดครองตลาดได้ทั้งหมดก็จะกลายเป็นผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียวได้

แต่สถานการณ์การแข่งขันเรียกได้ว่าเปลี่ยนไป นวัตกรรมที่แทบไม่มีอะไรใหม่ สามารถ copy กันได้ง่าย ๆ แค่มีทุน ไล่ตั้งแต่ ธุรกิจการชำระเงิน การจัดส่งอาหาร บริการเรียกรถ ทำให้การเน้นที่การ scale บริษัทอย่างรวดเร็วเพียงอย่างเดียวมันไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว

บริษัทร่วมทุนขนาดใหญ่ตัวอย่างเช่น Vision Fund ของ Softbank นั้นขาดทุนอย่างมหาศาล หลังจากลงทุนไปในหลายๆ บริษัทที่ดูไม่มีอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการเทเงินให้กับ WeWork หรือ แม้กระทั่ง Uber เองที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นกลับมาได้ในเร็ววันนี้

Vision Fund ของ Softbank ที่ขาดทุนอย่างมหาศาล (CR:DealStreetAsia)
Vision Fund ของ Softbank ที่ขาดทุนอย่างมหาศาล (CR:DealStreetAsia)

เหล่านักลงทุนเริ่มไม่ชอบความเสี่ยงมากขึ้นเมื่อเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น แม้แต่กลุ่มทุนที่เคยอัดเม็ดเงินก้อนใหญ่ให้กับวงการก็ตามที ตอนนี้พวกเขาต้องการให้บริษัทพิสูจน์ว่ามีเส้นทางสู่การทำกำไรที่ชัดเจน ไม่ใช่ผลาญเงินเล่นไปวัน ๆ

ตัวอย่างผู้นำด้านเทคโนโลยียุคบุกเบิกรายใหญ่อย่าง Apple และ Microsoft พวกเขาได้พิสูจน์ความสำเร็จด้วยการจัดลำดับความสำคัญของผลิตภัณฑ์ที่แก้ปัญหาได้ชัดเจน ควบคู่ไปกับการสร้างมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้นในระยะยาว

เพราะฉะนั้น ทั้งโมเดลการสร้างรายได้ และที่มาของกลุ่มลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ ของเหล่าบริษัท startup ในยุคถัดไป ธุรกิจต้องเดินหน้าสู่การสร้างกำไรที่แท้จริง ไม่ใช่เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดสมมติที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงนั่นเอง

References :
https://www.ft.com/content/6b5a67f2-6028-40e1-a81b-e0e0be60facd
https://www.edexlive.com/opinion/2021/jan/02/the-future-of-start-ups-imagining-the-next-decade-for-the-entrepreneurial-sector-16983.html
https://www.ft.com/content/778e65e1-6ec5-4fd7-98d5-9d701eb29567
https://www.influencive.com/6-tips-for-improving-your-startup-pitch/

Piestro Robotic Pizza กับวิธีการที่หุ่นยนต์สามารถเปลี่ยนร้านพิซซ่าให้ทำกำไรได้มากกว่าเดิมถึง 2 เท่า

เมื่อหุ่นยนต์เริ่มเข้ามามีบทบาทในหลากหลายอุตสาหกรรม แม้กระทั่งธุรกิจพิซซ่า ชาวอเมริกันทานพิซซ่า 3 พันล้านครั้งในทุก ๆ ปีซึ่งสร้างตลาดขนาดใหญ่มูลค่ากว่า 53 พันล้านดอลลาร์

ปัญหาเดียวคือร้านพิชซ่าแบบดั้งเดิมถูกบีบด้วยอัตรากำไรที่น้อยมาก ๆ แต่มันมีเรื่องราวที่น่าสนใจของ Piestro ร้านพิชซ่าแบบหุ่นยนต์ที่สามารถช่วยให้เจ้าของธุรกิจเพิ่มผลกำไรเป็นสองเท่า!!

Piestro ก่อนตั้งโดย Massimo Noja De Marco ที่มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมบริการมานาน

De Marco มากจากครอบครัวเชฟอิตาลีที่ผ่านการเป็นเชพมากว่า 7 ชั่วอายุคน เขายังเคยร่วมงานกับภัตตาคารชื่อดังอย่าง Wolfgang Puck

ซึ่งจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้ De Marco เห็นโอกาสบางอย่างที่อุตสาหกรรมร้านอาหารแบบดั้งเดิมต้องตกอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างหนัก

ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนค่าแรง ค่าเช่าและราคาสินค้าที่ถีบตัวสูงขึ้นทำให้อัตรากำไรลดลงเหลือเพียงแค่ 5-10% เท่านั้น แต่ร้านอาหารก็มีความท้าทายในการที่จะรักษาฐานลูกค้าของตน

Piestro จึงได้เป็นแนวคิดใหม่เกี่ยวกับการวิเคราะห์มาอย่างดีของธุรกิจนี้โดยเฉพาะตลาดพิซซ่าที่มีขนาดใหญ่มหาศาล

De Marco ได้พัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับระบบแยกอุณหภูมิที่ซับซ้อนซึ่งรักษาอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับท็อปปิ้งและแป้ง ซึ่งสามารถสร้างสูตรของตนเองได้ และยังสามารถอัปโหลดสูตรใหม่เข้าไปได้อีกด้วย

ความน่าสนใจของ Piestro คือพวกเขาเกิดมาจากการระดมทุนแบบคราวด์ฟันดิ้งผ่านแพลตฟอร์ม StartEngine ช่วงแรก ๆ เขาต้องการเงินทุนราว ๆ 2 ล้านดอลลาร์ เปิดให้เหล่าผู้สนใจเข้ามาลงทุนขั้นต่ำเพียงแค่ 249.39 ดอลลาร์เพียงเท่านั้น

Piestro ระดมทุนแบบคราวด์ฟันดิ้งผ่านแพลตฟอร์ม StartEngine (CR:StartEngine)
Piestro ระดมทุนแบบคราวด์ฟันดิ้งผ่านแพลตฟอร์ม StartEngine (CR:StartEngine)

ซึ่งการเปิดระดมทุนของเขาได้รับความสนใจอย่างมาก ทำให้สามารถระดมทุนได้ถึง 6.02 ล้านดอลลาร์ จากนักลงทุนกล่มแรก ๆ ราว 180 ราย

Piestro ได้รับการพัฒนาโดยตอบสนองความต้องการพิซซ่าที่เพิ่มขึ้นของอเมริกา เทคโนโลยีหุ่นยนต์ของพวกเขาสามารถเสิร์ฟพิซซ่าได้ในเวลาเพียงแค่สามนาที 

ซึ่งตู้ขายอัตโนมัติของ Piestro สามารถไปได้ทุกที่ที่ และพร้อมที่จะอบพิซซ่าที่ทำสดใหม่ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมงทุกวันไม่เว้นวันหยุด

และที่สำคัญ Piestro ยังมีการประกาศจับมือเป็นพันธมิตรกับ Serve Robotics ซึ่งผลิตหุ่นยนต์ส่งของ เพื่อให้บริการส่งพิซซ่าแบบหุ่นยนต์แบบ end-to-end แบบไม่ต้องสัมผัสแก่ลูกค้า หุ่นยนต์ของ Serve สามารถส่งไปยังหน้าประตูของลูกค้าเพื่อทำธุรกรรมแบบ end-to-end โดยที่ไม่ต้องสัมผัส ลูกค้าเพียงแค่ป้อนรหัสผ่านเพื่อรับพิซซ่าจากหุ่นยนต์ส่งของ

เครื่องทำพิซซ่าอัตโนมัติของ Piestro ได้เป็นพันธมิตรกับหุ่นยนต์ส่งของอัตโนมัติของ Serve Robotics
เครื่องทำพิซซ่าอัตโนมัติของ Piestro ได้เป็นพันธมิตรกับหุ่นยนต์ส่งของอัตโนมัติของ Serve Robotics

นั่นหมายความว่าธุรกิจต่างๆ สามารถนำพิซซ่าสดใหม่ไปยังที่ที่ผู้คนต้องการได้มากที่สุดโดยเสียค่าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อยในการเปิดร้านพิชซ่าเมื่อเทียบกับวิธีการแบบดั้งเดิม และธุรกิจต่างๆ ก็เข้าแถวใช้เทคโนโลยีของ Piestro

800 Degrees Pizza แบรนด์พิซซ่านานาชาติโดยเชฟชื่อดัง Anthony Carron และ Carbone Restaurant Group กำลังวางแผนที่จะใช้ Piestro เพื่อกระตุ้นการขยายตัวของธุรกิจ

เหตุผลง่ายๆ ก็คือ Piestro ช่วยให้ร้านอาหารทำเงินได้มากกว่าที่เคย

แม้ว่าพิซซ่าแสนอร่อยจะเอาชนะใจลูกค้าได้ แต่ข้อดีที่แท้จริงสำหรับเจ้าของก็คือต้นทุนที่ลดลงอย่างมาก 

การเปิดร้านอาหารมักมาพร้อมกับสัญญาเช่าที่มีราคาแพงและค่าจ้างของพ่อครัว แม่ครัว พนักงานขับรถส่งของ และอื่นๆ อีกมากมาย 

ระบบอัตโนมัติของ Piestro ทำให้การเปิดสาขาใหม่ ๆ นั้นเป็นเรื่องง่ายกว่าเดิมมาก

ร้านอาหารโดยเฉลี่ยใช้เวลา 9 ถึง 12 เดือนกว่าจะคืนทุน และใช้เงินทุนเริ่มต้นประมาณ 375,000 เหรียญสหรัฐ แต่หุ่นยนต์ของ Piestro สามารถเปิดดำเนินการได้ภายในเวลาเพียงสองสัปดาห์ด้วยต้นทุนเพียงแค่ประมาณ 75,000 เหรียญเท่านั้น

Piestro ช่วยให้ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จขยายตัวได้เร็วยิ่งขึ้น เครื่องติดฉลากสีขาวของ Piestro สามารถปรับแต่งให้เข้ากับแบรนด์พิซซ่าของร้านอาหารใดๆ ก็ได้

นั่นทำให้เจ้าของสามารถขยายสาขาได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมหาศาลในการเปิดร้านที่สองหรือสาม นั่นจะทำให้เงินเข้ากระเป๋าของเจ้าของมากขึ้นนั่นเอง

และเป็นเหตุผลที่ 800 Degrees Pizza ได้ทำการสั่งจองตู้อัตโนมัติล่วงหน้าถึง 3,600 ชิ้น ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 530 ล้านดอลลาร์แทบจะทันที

ลองนึกภาพถึงศักยภาพเมื่อแบรนด์ต่างๆ ใช้ Piestro เพื่อขยายแฟรนไชส์ไปทั่วโลก ให้จำชื่อ Piestro นี้ไว้ให้ดีนะครับอาจจะบุกมาถึงบ้านเราในเร็ววันนี้ก็เป็นได้

References :
https://www.nasdaq.com/articles/crowd-funded-piestro-may-change-chain-pizza-as-we-know-it-2020-06-19
https://www.entrepreneur.com/leadership/how-robots-are-creating-a-2x-more-profitable-pizzeria
https://waxinvest.com/projects/piestro/
https://www.zdnet.com/article/two-robots-just-cut-a-deal-to-bake-and-deliver-your-pizzas/

Missfresh Crash กับเรื่องราวตามล่าหาเงินสดของนักลงทุนก่อนการล่มสลายของสตาร์ทอัพสุดฉาวโฉ่ของจีน

ผู้บริหารบริษัทสตาร์ทอัพด้านการจัดส่งของชำในจีน Missfresh ได้คุยโม้โอ้อวดต่อนักลงทุนเมื่อปีที่แล้ว ขณะที่พวกเขาพยายามหาเงินทุนและเตรียมพร้อมก่อนการทำ IPO ในตลาด Nasdaq ของอเมริกา

Missfresh ที่ได้รับการสนับสนุนจาก Tencent ก่อตั้งขึ้นในเดือนตุลาคม 2014 นำเสนอผลิตภัณฑ์สดใหม่และสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน มีระยะเวลาจัดส่งเฉลี่ย 39 นาทีสำหรับการสั่งซื้อแต่ละครั้ง และมีผู้ใช้งานอยู่ที่ 7.9 ล้านคนต่อปี

สตาร์ทอัพซึ่งบุกเบิกการจัดส่งของชำอย่างรวดเร็วในจีน ระดมทุนได้ 1.8 พันล้านดอลลาร์จากนักลงทุน ซึ่งรวมถึงกองทุนที่เน้นด้านเทคโนโลยีซึ่งดำเนินการโดย Tiger Global และ Goldman Sachs นั่นทำให้ Missfresh มีมูลค่าประเมิน 3 พันล้านดอลลาร์ในการเสนอขายหุ้น IPO เมื่อหนึ่งปีที่แล้ว

Missfresh มีมูลค่าประเมิน 3 พันล้านดอลลาร์ในการเสนอขายหุ้น IPO เมื่อหนึ่งปีที่แล้ว (CR:Produce Report)
Missfresh มีมูลค่าประเมิน 3 พันล้านดอลลาร์ในการเสนอขายหุ้น IPO เมื่อหนึ่งปีที่แล้ว (CR:Produce Report)

ก่อนที่ทุกอย่างจะพังทลายลงในฤดูร้อนที่ผ่าน ด้วยรูปแบบธุรกิจที่มีปัญหาและไม่ได้ผลกำไรสูงตามที่ได้โม้ไว้ ทำให้ก่อนหน้านี้เหล่าผู้บริหารสามารถระดมทุนได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงข้อตกลงที่เกิดขึ้นก่อนการเสนอขายหุ้น IPO ซึ่งตอนนี้กลายเป็นจุดสนใจของการฟ้องร้องของนักลงทุน 

Missfresh ระดมทุนได้ 365 ล้านดอลลาร์ในปีที่แล้วจากรัฐบาลท้องถิ่นของ Qingdao เมืองชายฝั่งที่ได้รับสัญญาว่าจะมีการสร้างสำนักงานใหญ่แห่งใหม่และมีการจัดจ้างซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้องภายในเมือง และกองทุนเพื่อการลงทุนที่ตั้งขึ้นโดย Carl Chang เจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์ทางตอนใต้ของแคลิฟอร์เนียซึ่งอ้างว่าเขาถูกหลอกโดย Missfresh เช่นเดียวกัน

Xu Zheng CEO ของ Missfresh สามารถหาผู้สนับสนุนนักลงทุนรายใหม่ ๆ ได้ตลอดเวลา แต่เมื่อยุคของเงินที่ได้มาง่าย ๆ นั้นสิ้นสุดลง Xu ยอมรับว่ามีการรายงานรายได้เกินจริงและเงินสดของบริษัทเริ่มที่จะใกล้หมด

ขณะนี้พนักงานส่วนใหญ่ของ Missfresh ถูกไล่ออกแล้ว โดยที่หลายคนยังค้างค่าจ้างอยู่สองเดือน เจ้าหนี้ที่ไม่ได้รับค่าจ้างได้แห่กันไปที่สำนักงานของ บริษัท ทั่วประเทศเพื่อประท้วงและกลุ่มคนส่งของได้เริ่มบรรจุสินค้าของคู่แข่งลงในกล่องจัดส่ง Missfresh สีชมพูที่ติดอยู่ด้านหลังสกูตเตอร์ของพวกเขา

“ตอนนี้ฉันขับรถไปหา Meituan และ Ele.me” Rider วัย 35 ปีคนหนึ่งพูดขณะใส่อาหารกลางวันร้อนๆ สองมื้อส่งในกล่อง Missfresh สีชมพูของเขา “พวกเขาเป็นหนี้ทุกคนเป็นจำนวนมาก”

Chen Yanqing โฆษกของ Missfresh กล่าวว่าบริษัทกำลังดำเนินการตามแผนปรับโครงสร้างหนี้สำหรับธุรกิจจัดส่งของชำหลักของบริษัท

Missfresh มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานประมาณ 90 ล้านดอลลาร์ต่อไตรมาส “Missfresh แทบจะสิ้นหวัง” นักลงทุนรายหนึ่งในปักกิ่งซึ่งได้รับการทาบทามเพื่อระดมทุนกล่าว

ในช่วงแปดปีของการระดมทุน Xu ได้ถูกปฏิเสธโดยกองทุนเพื่อการลงทุนด้านเทคโนโลยีแบบดั้งเดิมของจีนส่วนใหญ่ นักลงทุนร่วมทุนในเมืองหลวงของจีนกล่าวว่า “ธุรกิจของ Missfresh มันดูไม่สมเหตุสมผล”

ดังนั้นในช่วงก่อนการเสนอขายหุ้น IPO ทีมของ Missfresh จึงหันไปหารัฐบาลท้องถิ่นของ Qingdao และ Chang ที่ก่อตั้งบริษัทร่วมทุน Orange CountyKairos Investment Management

บริษัท ของ Chang ได้ทำข้อตกลงโดยได้สร้างความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์กับ Missfresh ซึ่งกองทุนของ Chang จะได้รับข้อเสนอพิเศษ สำหรับหนึ่งใน IPO ของจีนที่คาดว่าจะมีมูลค่ามากที่สุดในปี 2021 ซึ่งตลาดเป้าหมายของ Missfresh มีมูลค่าสูงถึง 2.8 ล้านล้านหยวน (407.5 พันล้านดอลลาร์)

ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของ Wall Street ประเมินมูลค่า Missfresh เพียงแค่ 3 พันล้านดอลลาร์ หมายความว่ากองทุนของ Chang ติดลบก่อนที่การซื้อขายหุ้น IPO จะเริ่มขึ้นด้วยซ้ำ 

หุ้นของ Missfresh ทรุดตัวลง 26% ในวันแรกของการซื้อขาย ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2021 กองทุนของ Chang มูลค่าลดลง 75% และเขาได้ส่งอีเมลถึงนักลงทุนของเขาเพื่อแก้ปัญหาที่ดูเหมือนว่าพวกเขาจะถูกหลอกจาก Missfresh

กองทุนของ Chang ได้ทำสัญญาซื้อขายหุ้นกับ Xu โดยอนุญาตให้กองทุนขายหุ้นคืนได้ภายในเวลาประมาณ 2 ปีเพื่อรับกำไร 20% ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของคดีฟ้องร้องโดยกองทุนเพื่อการลงทุน Solaia Capital ซึ่งกล่าวหาว่า Chang หลอกลวงบริษัทให้ลงทุน 500,000 ดอลลาร์โดยการฉ้อโกง

Xu Zheng CEO ของ Missfresh (CR:Pandaily)
Xu Zheng CEO ของ Missfresh (CR:Pandaily)

หลังจากนั้นไม่กี่เดือนต่อมา บริษัทเริ่มงดการจ่ายเงินให้กับซัพพลายเออร์ ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน Missfresh เป็นหนี้ซัพพลายเออร์ 2 พันล้านหยวน (300 ล้านเหรียญสหรัฐ) และมีเงินสดในมือเพียง 200 ล้านหยวน ซึ่งส่วนใหญ่ถูกศาลจีนสั่งห้ามไม่ให้มีการเรียกเก็บเงินตามรายงานของอดีตพนักงานที่สามารถเข้าถึงหนังสือของบริษัทได้ 

บริษัทปิดธุรกิจจัดส่งของชำอย่างรวดเร็วเมื่อปลายเดือนที่แล้ว การล่มสลายที่ใกล้จะเกิดขึ้นของบริษัททำให้เมือง Qingdao สูญเสียเงินลงทุนเกือบ 290 ล้านดอลลาร์ และโครงการพัฒนาใหม่ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐขาดรายได้แทบจะทันที

การลงทุนดังกล่าวยังทำให้ Qingdao มีส่วนรับผิดชอบต่อความล้มเหลวของ Missfresh ในสายตาของซัพพลายเออร์ที่ไม่ได้รับค่าจ้าง เช่น Zhang Le ซึ่งบริษัทยังคงเป็นหนี้ 1.8 ล้านหยวนสำหรับการจัดหาเนื้อและขนมขบเคี้ยวสาหร่ายแห้งให้กับแพลตฟอร์ม “พวกเขา (รัฐบาลท้องถิ่นของ Qingdao) เป็นผู้ถือหุ้น ดังนั้นพวกเขาควรมีความรับผิดชอบบ้าง” Zhang กล่าว 

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์มานี้ เธอเข้าร่วมกลุ่มเจ้าหนี้มากกว่า 40 ราย ซึ่งเป็นหนี้รวมหลายสิบล้านดอลลาร์ เพื่อประท้วงการจ่ายเงินที่สำนักงานของ Missfresh ทั่วประเทศจีน และพวกเขากำลังจะรวมพลกันไปเพื่อประท้วงที่หน้าศาลากลางของเมือง Qingdao

ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวปัญหาของสตาร์ทอัพที่น่าสนใจจากประเทศจีน ที่หลังจากรัฐบาลจีนได้ทำการกวาดล้างครั้งใหญ่ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา

ทำให้หลาย ๆ บริษัททางด้านเทคโนโลยีได้รับผลกระทบ และโมเดลธุรกิจที่คล้ายกับ Delivery Service ที่กำลังมีปัญหาไปทั่วโลกในขณะนี้ ทำให้เหล่านักลงทุนเริ่มหันมาให้ความสนใจกับโมเดลธุรกิจดังกล่าวว่าสุดท้ายธุรกิจเหล่านี้จะกลายเป็นธุรกิจที่ยั่งยืนได้จริง ๆ หรือไม่ ซึ่ง Missfresh ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของความล้มเหลวในโมเดลธุรกิจที่ดูเหมือนว่ามันจะเป็นไปไม่ได้ในเชิงธุรกิจนั่นเองครับผม

References :
https://www.ft.com/content/1e2ed2e4-d954-4f33-9656-143ea940e44c
https://www.protocol.com/china/missfresh-dingdong-everything-to-know
https://www.grocerydive.com/news/aisles-abroad-how-a-chinese-e-grocer-is-delivering-fresh-foods-fast-in-the/622824/

Venture Capital’s Crash เมื่อยุคทองของเทคโนโลยีบูมกำลังพบกับความจริงที่แสนโหดร้าย

เราจะเห็นได้ว่าในยุคก่อนหน้าการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 นั้น กระแสการระดมในธุรกิจ startup เรียกได้ว่าบูมแบบสุดขีด สามารถระดมทุนกันได้อย่างบ้าคลั่ง ด้วยเงินทุนจำนวนมหาศาล

แน่นอนว่าธุรกิจ startup มันแตกต่างแบบสุดขั้วจาก ธุรกิจที่สามารถเข้า IPO ในตลาดหลักทรัพย์ได้แล้ว เพราะมันไม่มีดัชนีชี้วัดแบบรายวัน ที่สะท้อนให้เห็นภาพที่แท้จริงของกิจการ

แถมเงินทุนต่าง ๆ ที่ระดมมา ก็ถูกไปอัดฉีดให้กับกิจการแบบผิด ๆ อยู่บ่อยครั้งเนื่องจากเงินที่ได้มาแบบง่าย ๆ บางครั้งด้วยสไลด์ไม่กี่แผ่น ก็เรียกนักลงทุนกระหายเงินเข้ามาได้แล้ว

ตัวอย่างที่น่าสนใจกับธุรกิจ fintech ใหม่ไฟแรงอย่าง Buy Now Pay Later ที่กำลังเป็นกระแสเกิดขึ้นทั่วโลก Klarna แอปจากสวีเดนได้สร้างแรงกระแทกให้กับวงการอย่างจังเมื่อมูลค่าลดลงถึง 87% เมื่อเทียบกับมูลค่าในปีที่ผ่านมา

Klarna แอปจากสวีเดน ที่มูลค่าตกฮวบ (CR:PYMNTS)
Klarna แอปจากสวีเดน ที่มูลค่าตกฮวบ (CR:PYMNTS)

หรือ Affirm ในธุรกิจเดียวกันจากสหรัฐฯ ที่ทำ IPO ไปเมื่อต้นปีที่แล้ว มูลค่ากิจการก็ร่วงหล่น 87% เมื่อเทียบกับราคาสูงสุดเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว

หรือแม้กระทั่งธุรกิจ Super App ยักษ์ใหญ่แถบบ้านเราเอง ไม่ว่าจะเป็น Grab หรือ SEA Group (เจ้าของ shopee) เองนั้น มูลค่าก็ร่วงหล่นสร้างความผิดหวังให้กับนักลงทุนเป็นอย่างมาก

เรียกได้ว่าการลงทุนส่วนใหญ่นั้นหลั่งไหลเข้ามาในปีที่แล้ว เนื่องจากการประเมินมูลค่าของเหล่า startup กำลังแตะจุดสูงสุด

ไม่ว่าจะเป็นกองทุนเฮดฟันด์ บริษัทไพรเวทอิควิตี้ กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ หรือ VCs ระดับองค์กร ได้อัดฉีดเงินสองในสามของเงินทั้งหมดเข้าสู่การลงทุนทั่วโลกเมื่อปีที่แล้ว

และนักลงทุนรายใหญ่ที่กำหนดชะตากรรมของเหล่าบริษัท startup ที่คิดจะเป็นใหญ่คงหนีไม่พ้นกองทุน Vision Fund ของ Softbank ซึ่งระดมทุนได้ 100,000 ล้านดอลลาร์

พวกเขาลงทุนใน startup ระดับยักษ์ แต่กลับสูญเสียเงินจำนวนมหาศาล Vision Fund ขาดทุนไปกว่า 23.4 พันล้านดอลลาร์ในระยะเวลาเพียงแค่หนึ่งปี

กองทุนยักษ์ใหญ่จากประเทศญี่ปุ่นสูญเสียเงินส่วนใหญ่จำนวน 17.3 พันล้านดอลลาร์ เนื่องจากมูลค่าบริษัทที่พวกเขาเข้าไปลงทุนนั้นตกลงอย่างมาก ไมว่าจะเป็น Coupang ,SenseTime หรือ DoorDash ส่วนอีก 6.1 พันล้านดอลลาร์ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเนื่องเงินเยนที่อ่อนค่าลง

หรืออีกหนึ่งยักษ์ใหญ่อย่าง Tiger Global ซึ่งมีการกระจายการลงทุนอย่างกว้างขวาง โดยอัดเม็ดเงินใน startup ขนาดใหญ่ระดับ 1 พันล้านดอลลาร์ซึ่งมากว่านักลงทุนรายอื่น ๆ

ในช่วงที่เฟื่องฟูที่สุด นักลงทุนต่างเร่งสนับสนุนในธุรกิจแทบจะทุกอย่างตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้าอย่าง Rivian ซึ่งระดมทุนได้มากกว่า 5 พันล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว ไปจนถึงการเดิมพันเทคโนโลยีที่เดิมพันด้วยความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ครั้งสำคัญเพื่อสร้างผลตอบแทนมหาศาลอย่าง Nuclear Fusion

Jeremy Burton อดีตผู้บริหารระดับสูงของ Oracle ซึ่งปัจจุบันเป็นเจ้าของบริษัท Observe กล่าวว่า “จากเดิมที่มีข้อเสนอทางการเงินสองถึงสามครั้งต่อสัปดาห์ แต่ตอนนี้มันได้จบลงแล้ว ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของความเยือกเย็นเหนือตลาดร่วมทุน เนื่องจากผู้ประกอบการและนักลงทุนต่างรอให้ความจริงกระจ่าง โดยเฉพาะในเรื่องการประเมินมูลค่าที่แท้จริง”

แต่ก็ต้องบอกว่าการอัดฉีดเงินทุนเข้าไปอย่างบ้าคลั่งนั่น ได้ผลักดันให้สาขาวิทยาศาสตร์ใหม่ ๆ ก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ควอนตัมคอมพิวเตอร์ หรือ รถยนต์ไร้คนขับ

โครงการที่เรียกว่า “Moonshot” เหล่านี้ครั้งหนึ่งถูกมองว่าเสี่ยงเกินไป ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้เวลา 7-8 ปี เริ่มมีรายงานความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญ

แต่เมื่อถามว่าภาคส่วนใดมีแนวโน้มน่าผิดหวังที่สุด เหล่า VC ส่วนใหญ่ระบุไปถึงบริการ Delivery Service ต่าง ๆ เช่น Gopuff และ Gorillas ที่จัดส่งสินค้าให้กับลูกค้าภายใน 20 นาที หรือ ธุรกิจ Fintech โดยเฉพาะการลงทุนในเทคโนโลยี blockchain ที่ล้วนแล้วแต่จมอยู่กับความผิดพลาดโง่ ๆ ของวงการคริปโต

บริการอย่าง Gorillas ที่จัดส่งสินค้าให้กับลูกค้าภายใน 20 นาที (CR:Daily Advent)
บริการอย่าง Gorillas ที่จัดส่งสินค้าให้กับลูกค้าภายใน 20 นาที (CR:Daily Advent)

การประเมินมูลค่าที่ดิ่งลงเหวในโลกเทคโนโลยีกลายเป็นโดมิโน เริ่มจากเหล่าบริษัทอินเทอร์เน็ตที่ไม่ทำกำไร ไปจนถึงภาคส่วน crypto และ fintech ก่อนที่จะเข้าสู่ภาคธุรกิจที่มีความแข็งแกร่งอย่าง software และ semiconductors

ซึ่งหากเป็นไปตามที่คาดไว้ นักลงทุนที่นำเงินจำนวนมากไปใช้ที่จุดสูงสุดของตลาดอาจต้องเผชิญกับผลตอบแทนติดลบแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนนับตั้งแต่ dotcom crash ในช่วงเปลี่ยนผ่านศตวรรษ

สำหรับเหล่านักลงทุน VC อาจดูเหมือนเป็นการก้าวถอยหลังครั้งใหญ่หลังจากผ่านความรุ่งเรืองหลายปีที่สิ้นสุดลง พวกเขาต้องเริ่มโฟกัสเหล่า startup ที่มีวินัยทางการเงินมากขึ้นและกลุ่มที่เผชิญกับคู่แข่งที่น้อยลงโดยเฉพาะในรายใดที่ได้รับทุนมหาศาลจากกองทุนอย่าง Vision Fund ของ Softbank

Eric Vishria แห่ง Benchmark Captial ได้สรุปสถานการณ์ของ VC ไว้ว่า

“เหล่านักเก็งกำไรทั้งหมดจะถูกกำจัดทิ้งไป จะคงเหลือไว้เพียงผู้ที่มีศรัทธาและผู้สร้างตัวจริง”

References :
https://www.ft.com/content/6395df7e-1bab-4ea1-a7ea-afaa71354fa0
https://www.bloomberg.com/news/articles/2022-08-08/softbank-ceo-pledges-sweeping-cost-cuts-after-23-4-billion-loss
https://www.ft.com/content/25f76710-fbde-11e9-98fd-4d6c20050229