สูตรสำเร็จการสร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศในแบบฉบับสวิตเซอร์แลนด์

เหล่านักการเมือง นักธุรกิจ นักวิชาการ สื่อและศิลปิน ได้มารวมตัวกันที่ดาวอสในวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา ใน World Economic Forum ที่เพิ่งได้จัดขึ้นอีกครั้งในรอบกว่าสองปี เนื่องจากปัญหาการแพร่ระบาดของ COVID-19

มันเป็นเวลากว่าครึ่งทศวรรษแล้วที่ กลุ่มผู้นำ ผู้มีอิทธิพลระดับโลก ได้ใช้การประชุมประจำปี ณ เมืองเล็ก ๆ ในหุบเขาแห่งนี้ในการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนที่สุดของโลก

ดาวอส หมู่บ้านที่อยู่บนภูเขาเล็ก ๆ แห่งนี้ เติบโตขึ้นในฐานะเจ้าภาพการประชุมระดับโลก รวมคนมีชื่อเสียงทั่วโลกไว้มากมาย เป็นอีกหนึ่งในความภาคภูมิใจของชาวสวิตเซอร์แลนด์

มันเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก ๆ นะครับว่าประเทศเล็ก ๆ แห่งนี้ มีดีอะไร ที่สามารถดึงดูดจนกลายเป็นฐานที่มั่นของธุรกิจยักษ์ใหญ่ทั่วโลก ต้องแห่กันมาตั้งสำนักงานสำคัญ ๆ ณ ประเทศแห่งนี้

สวิตเซอร์แลนด์ที่แทบไม่มีทางออกสู่ทะเล เป็นที่ตั้งของบริษัทชั้นนำในยุโรป 13 จาก 100 บริษัทตามมูลค่าในตลาดหลักทรัพย์ รวมถึง อีก 12 จาก 500 บริษัทอันดับต้น ๆ จากทั่วโลก แล้วอะไรคือ เคล็ดลับของชาวสวิส?

มันต้องมีบางสิ่งที่น่าทึ่งบางอย่างสำหรับประเทศแห่งนี้ ที่ดึงดูดบริษัทยักษ์ใหญ่มากมาย ให้เข้ามาลงทุนในประเทศ สวิตเซอร์แลนด์มีบริษัทที่ติดอันดับ Fortune 500 หนาแน่นที่สุดในโลก เมื่อเทียบกับพื้นที่ขนาดเล็กที่เต็มไปด้วยขุนเขา

World Economic Forum ที่รวมผู้นำทรงอิทธิพลของโลก ไว้ที่เมืองดาวอส (CR:Politico)
World Economic Forum ที่รวมผู้นำทรงอิทธิพลของโลก ไว้ที่เมืองดาวอส (CR:Politico)

บริษัทข้ามชาติมีส่วนสำคัญโดยสร้างผลผลิตทางเศรษฐกิจให้กับประเทศถึง 1 ใน 3 ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าประเทศอื่นๆ ที่มีขนาดใกล้เคียงกันเป็นอย่างมาก

บริษัทยักษ์ใหญ่ต่างชาติถูกพลังดึงดูดไปตั้งถิ่นฐานในสวิตเซอร์แลนด์ Google ได้จัดตั้งศูนย์วิศวกรรมที่ใหญ่ที่สุดนอกอเมริกาในเมืองซูริก บริษัทยักษ์ใหญ่ของสวิสเองก็มีผลงานที่เหนือกว่าคู่แข่งในยุโรปเป็นอย่างมาก

ดัชนีตลาดหุ้นสวิสเติบโตขึ้น 29% ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา เทียบกับเพียงแค่ 3% ของ Euro Stoxx 50 ซึ่งเป็นดัชนีที่ครอบงำโดยกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศสและเยอรมัน

สวิตเซอร์แลนด์ไม่ได้มีจุดเด่นเพียงแค่ในธุรกิจด้านการธนาคาร ยังมี Roche และ Novartis ในธุรกิจยา , Nestle ในธุรกิจด้านอาหาร , Glencore และ Gunvor ในสินค้าโภคภัณฑ์ , Richemont และ Patek Philippe ในอุตสาหกรรมนาฬิกา , Lindt & Sprungli และ Barry Callebaut ที่เป็นผู้ผลิตช็อกโกแลตที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ต้องบอกว่ามีคำอธิบายหลายอย่างเกี่ยวกับความเป็นหนึ่งเดียวขององค์กรในสวิตเซอร์แลนด์ และหนึ่งในคุณลักษณะเด่นที่สำคัญคือ “สามัญสำนึก”

Paul Bulcke ประธานของ Nestle ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงรูปแบบการเมืองที่ไม่เหมือนใครซึ่งผสมผสานระหว่างสหพันธ์กับประชาธิปไตยโดยตรง

ด้วยรัฐบาลกลางที่ไม่ได้มีความแข็งแกร่งมากนัก มหาวิทยาลัยการวิจัยชั้นนำ และการแข่งขันในด้านการศึกษาและการเก็บภาษีระหว่างรัฐต่างๆ ที่หลอมรวมขึ้นเป็นสมาพันธ์สวิส

สำหรับประวัติศาสตร์ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์นั้น พวกเขาเริ่มต้นประเทศด้วยความยากลำบาก ผืนแผ่นดินที่ไม่เหมาะกับการเพาะปลูก ซึ่งส่วนใหญ่จะปกคลุมไปด้วยหิมะเกือบตลอดทั้งปี ทำให้เป็นภูมิประเทศที่ไม่เอื้ออำนวย

ดังนั้นเมื่อสวิตเซอร์แลนด์เริ่มพัฒนาเศรษฐกิจในเขตเมืองต่าง ๆ ในศตวรรษที่ 19 เมืองต่าง ๆ ก็เริ่มมีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูง St Gallen ที่มุ่งเน้นไปที่สิ่งทอ เบิร์นที่กลายเป็นศูนย์กลางของการค้าชีส บาเซิลกลายเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยาและเคมีที่กำลังเติบโต

ส่วนการผลิตนาฬิกาส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเขตจูราตั้งแต่เจนีวาถึงบาเซิล อุตสาหกรรมการธนาคารและประกันภัยก็ได้เริ่มเจริญรุ่งเรืองขึ้นในเจนีวาและซูริก

แน่นอนว่าส่วนหนึ่งมาจากความพยายามที่จะเป็นกลางของสวิตเซอร์แลนด์ ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสงคราม ซึ่งสงครามครั้งใหญ่อย่างสงครามโลกครั้งที่สองนั้นได้ทำลายล้างพื้นที่ส่วนใหญ่ของยุโรปไปอย่างราบคาบ

ซึ่งในขณะเดียวกันก็ได้รับประโยชน์จากการหลั่งไหลของกลุ่มประชากรที่มีทักษะสูง ซึ่งหลบหนีภัยสงครามมายังสวิตเซอร์แลนด์

ต้องเรียกได้ว่าชาวต่างชาติเป็นศูนย์กลางของความสำเร็จทางธุรกิจของสวิตเซอร์แลนด์ Henri Nestle ผู้ก่อตั้ง Nestle มาจากแฟรงก์เฟิร์ต Antoni Norbert Patek ช่างซ่อมนาฬิกาผู้บุกเบิกและสร้างแบรนด์ชื่อก้องโลกอย่าง Patek Philippe เป็นนายทหารม้าจากโปแลนด์

Leo Sternbach ชาวยิวโปแลนด์ที่หนีจากพวกนาซี ได้คิดค้น Valium ซึ่งกลายมาเป็นยาระงับประสาทที่โด่งดัง Nicolas Hayek ผู้ร่วมก่อตั้ง Swatch ซึ่งเป็นช่างซ่อมนาฬิกาชื่อดัง มีเชื้อสายเลบานอน

ประมาณครึ่งหนึ่งของซีอีโอของบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์เป็นชาวต่างชาติ Severin Schwan จาก Roche เป็นชาวเยอรมัน , Gary Nagle จาก Glencore เป็นชาวแอฟริกาใต้ และ Vasant Narasimhan จาก Novartis เป็นชาวอินเดียน-อเมริกัน

การต้อนรับบุคคลต่างชาติของสวิตเซอร์แลนด์นั้นตรงกันข้ามกับความสัมพันธ์ภายในโดยสิ้นเชิง ชาวสวิสเองไม่ได้มีความสัมพันธ์พิเศษกับเพื่อนร่วมชาติในรัฐอื่น ๆ ไม่ต้องสงสัยเลยว่านครรัฐต่าง ๆ ของประเทศคงอยากจะเป็นอิสระมากกว่า เพียงแต่พวกเขารวมตัวกันเป็นองค์กรเพียงหนึ่งเดียวเพื่อปกป้องตนเองจากเพื่อนบ้านที่โหดเหี้ยม

วิธีนี้ถือว่าน่าสนใจอย่างมาก สภาแห่งสหพันธรัฐ ซึ่งเป็นรัฐบาลกลางนั้น ดำเนินการโดยแทบไม่มีบุคคลสำคัญที่รู้จัก คณะรัฐมนตรีมีสมาชิก 7คน ที่มีอำนาจเท่าเทียมกัน และไม่แย่งชิงผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน ไม่มีดราม่าทางด้านการเมือง

เหล่าคณะรัฐมนตรีจะหมุนเวียนกับเป็นประธานคนละ 1 ปี เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครจะจดจำชื่อพวกเขาได้นาน แม้สภาจะมีอำนาจน้อยมาก แต่เขตปกครอง 26 เขตของประเทศก็สามารถจัดการตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เช่นเดียวกับเทศบาลมากกว่า 2,000 แห่ง ที่ดำเนินการด้านการดูแลสุขภาพ การศึกษา การบังคับใช้กฎหมาย และนโยบายการคลัง ที่ทำให้พวกเขาแข่งขันกันเพื่อสร้างเสน่ห์ให้กับธุรกิจที่ต้องการเข้ามาลงทุนได้

การแข่งขันไม่ใช่เพียงแค่เรื่องการเก็บภาษีเพียงเท่านั้น แต่รัฐต่าง ๆ ช่วยเหลือกองทุนมหาวิทยาลัยชั้นนำอยู่เสมอ Eidgenössische Technische Hochschule (ETH) ในเมืองซูริก ซึ่งเป็นหนึ่งในสองสถาบันเทคโนโลยีของรัฐบาลกลาง ที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในทวีปยุโรปอย่างสม่ำเสมอ

Eidgenössische Technische Hochschule มหาวิทยาลัยชั้นนำของยุโรปในเมืองซูริก (CR:Wikipedia)
Eidgenössische Technische Hochschule มหาวิทยาลัยชั้นนำของยุโรปในเมืองซูริก (CR:Wikipedia)

ทว่าความสำเร็จทั้งหมด สวิตเซอร์แลนด์กลับกลายเป็นศูนย์กลางของบริษัทข้ามชาติน้อยลงในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา

ในปี 1990 สองในสามของบริษัท 20 อันดับแรกของอเมริกา ซึ่งรวมถึง General Motors , Hewlett-Packard และ IBM มีสำนักงานใหญ่ในยุโรปอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์

แต่ในปี 1992 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวสวิสตัดสินใจไม่เข้าร่วมเขตเศรษฐกิจยุโรปหรือ EU ด้วยเหตุนี้บริษัทบางแห่ง เช่น Amazon , Alibaba และ Samsung จึงย้ายถิ่นฐานไปตั้งสำนักงานใหญ่ในภูมิภาคที่ อัมสเตอร์ดัม ดับลิน และลอนดอนแทน

หรือแม้กระทั่งประเด็นร้อนล่าสุดอย่างสงครามที่เกิดขึ้นระหว่างยูเครน-รัสเซีย ได้ทำให้ชาวสวิสไตร่ตรองถึงสถานะเป็นกลางของพวกเขา รัฐบาลกลางได้เข้าร่วมการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย ซึ่งสร้างความประหลาดใจเป็นอย่างมากของท่าทีที่เปลี่ยนไปของสวิตเซอร์แลนด์

ยิ่งกว่านั้น ประเทศยังคงจัดการกับการฟื้นฟูอุตสาหกรรมการจัดการความมั่งคั่ง ซึ่งถูกบังคับให้ต้องปรับเปลี่ยนวิธีที่เคยทำในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา หลังจากที่อเมริกาประกาศสงครามกับธนาคารสวิสที่ช่วยพลเมืองของตนหลบเลี่ยงภาษีหลายพันล้านดอลลาร์ และความกดดันระดับนานาชาติที่เพิ่มขึ้นสำหรับความโปร่งใสทางการเงิน รวมถึงด้านเภสัชกรรมด้วยเช่นกัน

ทว่าชาวสวิสในอดีตได้แสดงให้โลกเห็นแล้วว่าพวกเขาสามารถเอาชนะความท้าทายและอุปสรรคต่าง ๆ ด้วยการทำงานหนักและความเฉลียวฉลาดของพวกเขาได้

ก่อนหน้านี้อุตสาหกรรมนาฬิกาของสวิสเกือบจะถึงจุดจบ จนกระทั่งได้ Swatch ที่เข้ามาฟื้นคืนชีพอุตสาหกรรมด้วยการทำนาฬิกาให้ถูกและมีความสนุกมากยิ่งขึ้น รวมถึงนาฬิกาแพง ๆ อย่าง Patek Philippe ก็เป็นที่ต้องการมากขึ้น

บทสรุป

ต้องบอกว่าสวิตเซอร์แลนด์มีชื่อเสียงระดับโลกในด้านความมั่งคั่งและความเจริญรุ่งเรือง ทั้งปัจจัยทางประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ และการเมืองล้วนมีส่วนทำให้เกิดความมั่งคั่งของสวิสอย่างที่เราได้เห็นกันในทุกวันนี้ 

ปัจจัยเหล่านี้ได้รับอิทธิพลจากการตัดสินใจทางธุรกิจที่ชาญฉลาดและแนวคิดทางการเมืองที่แน่วแน่ นั่นทำให้ประเทศพวกเขาเกิดช่วงเวลาแห่งความมั่นคงและความสงบสุข ส่งผลให้ชาวสวิสสามารถทุ่มเทพลังงานและทรัพยากรทั้งหมดเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้นั่นเองครับผม 

References :
https://www.businesssetup.com/blog/11-reasons-to-set-up-your-business-in-switzerland
https://studyinginswitzerland.com/why-is-switzerland-so-rich/
https://www.economist.com/business/2022/05/23/the-recipe-for-the-outperformance-of-swiss-businesses
https://www.vox.com/2014/5/19/5731166/switzerlands-25-minimum-wage-wasnt-as-crazy-as-it-sounded

 

จากโควิดสู่มะเร็ง กับความหวังครั้งใหม่ของมวลมนุษยชาติที่มีต่อเทคโนโลยี mRNA ของ BioNTech

Uğur Şahin (อูเกอร์ ชาฮิน) ยังคงปั่นจักรยานเข้ามาที่สำนักงานใหญ่ของ BioNTech เหมือนเคย แม้ตอนนี้เขาจะกลายเป็นมหาเศรษฐีคนใหม่ หลังจากช่วยพัฒนาวัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่ขายดีที่สุดในตอนนี้

แม้ว่าวัคซีนที่ใช้เทคโนโลยี mRNA นั้นจะมีการพัฒนาร่วมกับบริษัทยาสัญชาติอเมริกาอย่าง Pfizer แต่ก็เป็นความภาคภูมิใจครั้งสำคัญมาก ๆ ของซาฮิน ที่ได้ช่วยชีวิตคนหลายล้านคนและนำเศรษฐกิจทั่วโลกกลับมามีชีวิตชีวาเหมือนยุคก่อนโควิด-19 อีกครั้ง

นั่นเองที่ทำให้ BioNTech ของ ซาฮิน และภรรยา อุซเล็ม ทูเรซี่ (Ozlem Tureci) ได้รับเงินจำนวนมหาศาลอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน ซึ่งในขณะนี้บริษัทของเขามีทรัพย์สินประมาณ 19 พันล้านยูโร โดยคาดว่าจะมีรายรับเพิ่มขึ้นอีกเป็นพันล้านยูโร จากวัคซีนที่ยังมีการจำหน่ายแจกจ่ายไปทั่วทุกมุมโลก

ซาฮิน และ ทูเรซี่ เป็นมหาเศรษฐีที่ไม่เหมือนคนอื่น เงินก้อนใหม่ก้อนนี้เป็นทุนก้อนใหญ่ที่สำคัญมาก ๆ ต่อภารกิจของเขาในการเติมงบวิจัยให้กับแผนงานด้านมะเร็งวิทยา ความใฝ่ฝันของทั้้งคู่ ก็คือ การที่จะสามารถปรับแต่งยาให้เหมาะกับมะเร็งของผู้ป่วยแต่ละรายได้

ซึ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้เองบริษัทกำลังดำเนินงานไปในทิศทางที่ถูกต้อง สร้างความหวังใหม่ให้กับผู้ป่วยมะเร็งทั่วโลก โดยการทดลองในระยะเริ่มต้น 2 ครั้งแสดงข้อมูลที่มีแนวโน้มที่ดีมาก ๆ โดยการทดลองหนึ่งเกี่ยวกับมะเร็งตับอ่อน และอีกการทดลองที่มุ่งเป้าไปที่เนื้องอกที่เป็นก้อน ซึ่งรวมถึงมะเร็งรังไข่และอัณฑะ

ซึ่งหากความใฝ่ฝันของ ซาฮิน และ ทูเรซี่ เป็นจริงได้นั้น มันจะพลิกโฉมอุตสาหกรรมยาทั้งหมดไปตลอดกาล

ซาฮิน และ ทูเรซี่ กับความฝันในการสร้างวัคซีนเพื่อต่อสู้โรคมะเร็ง (CR:NU Online)
ซาฮิน และ ทูเรซี่ กับความฝันในการสร้างวัคซีนเพื่อต่อสู้โรคมะเร็ง (CR:NU Online)

หลังจากได้รับเงินจำนวนมหาศาลจากวัคซีนที่ผลิตร่วมกับบริษัทอย่าง Pfizer ทำให้ในปีนี้งบในการวิจัยและพัฒนาของ BioNTech เพิ่มสูงขึ้นสองเท่ากลายเป็น 1.5 พันล้านยูโร

ซาฮิน และ ทูเรซี่ ยังคงเป็นหนึ่งในทีมนักวิจัย ที่ทำงานกับเครื่องสังเคราะห์แม่แบบ DNA ที่ใช้สร้าง messengerRNA ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ BioNTech เป็นผู้บุกเบิก

mRNA ทำหน้าที่เป็นชุดคำสั่งสำหรับเซลล์ โดยบอกให้สร้างโปรตีนบางชนิด ซึ่งการตอบสนองต่อโรคระบาดใหญ่ได้รับการพิสูจน์เป็นครั้งแรกว่าเทคโนโลยีนี้สามารถนำมาใช้เพื่อสร้างวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูงได้

mRNA ถูกนำมาใช้ในวัคซีนเพื่อช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันรับรู้และต่อสู้กับผู้บุกรุก เช่น Coronavirus Sars CoV-2 ซึ่งในอนาคต BioNTech ต้องการทำในสิ่งเดียวกันนี้เพื่อกระตุ้นการป้องกันของร่างกายเพื่อจัดการกับมะเร็ง

BioNTech ต้องการใช้ mRNA เพื่อจัดการกับโรคมะเร็ง ซึ่งเป็นปัญหาด้านสุขภาพเรื่องใหญ่ของมวลมนุษยชาติในขณะนี้ โดยทำงานร่วมกับการรักษาอื่น ๆ โดย ซาฮิน เชื่อว่าสิ่งที่ดีที่สุดคือการผสมผสานการรักษาต่าง ๆ เข้าด้วยกัน รวมถึงการบำบัดด้วยเซลล์ แอนติบอดี และวิธีอื่น ๆ ในการปรับระบบภูมิคุ้มกัน

ต้องบอกว่าก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 บริษัทอย่าง BioNTech แทบจะไม่ได้เป็นที่รู้จัก ในการทำ IPO เสนอขายหุ้นต่อสาธารณะชนครั้งแรกในปี 2019 BioNTech ระดมทุนได้เพียงแค่ 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่สองปีถัดมาได้กลายเป็นบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพที่มีอนาคตสดใสมากที่สุดในยุโรป

ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา BioNTech ได้เปิดเผยผลการศึกษาที่รวมเอา mRNA กับการบำบัดด้วย CAR-T-Cell เพื่อตั้งโปรแกรมระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยใหม่

CAR-T คือการรักษาที่ซับซ้อนซึ่งเกี่ยวข้องกับการรวมรวมและปรับเปลี่ยนเซลล์ภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยเพื่อต่อสู้กับมะเร็ง ซึ่งจนถึงตอนนี้มันได้ผลเฉพาะในมะเร็งเม็ดเลือดเท่านั้น

แต่นักวิทยาศาสตร์ของ BioNTech ได้สร้างตัวกระุต้น mRNA ซึ่งขยายจำนวนเซลล์ภูมิคุ้มกันและปรับปรุงความสามารถในการฆ่าเซลล์มะเร็งอื่นๆ ที่ทำให้มีประโยชน์ต่อการรักษามะเร็งส่วนอื่น ๆ ได้กว้างมาก

กลยุทธ์ของ BioNTech คือการลงทุนในเทคโนโลยีต่าง ๆ มากมายในคราวเดียวกัน ซาฮิน ได้ยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับสมาร์ทโฟน ซึ่งจะมีประโยชน์มากขึ้นเมื่อเราค้นพบกับฟังก์ชันมากมายที่มันสามารททำได้มากกว่าเป็นแค่โทรศัพท์

“คุณเข้าใจดีว่ามันไม่ใช่แค่สมาร์ทโฟน แต่มันเป็นเครื่องคิดเลข มันช่วยให้คุณทำอะไรก็ได้” เขากล่าว “ซึ่งจากแพลตฟอร์มอันทรงพลังที่เรากำลังพัฒนา เราเชื่อว่าเราจะสามารถให้บริการโซลูชั่นที่แตกต่างกันมากมายสำหรับโรคต่าง ๆ ได้”

BioNTech มองว่าบริษัทของพวกเขาเปรียบดั่งวิศวกรของระบบภูมิคุ้มกัน นอกเหนือจากโรคมะเร็งและโรคติดเชื้อ ซึ่งบริษัทยังร่วมมือกับ Pfizer ในด้านวัคซีนอย่างต่อเนื่อง

บริษัทยังร่วมมือกับ Pfizer ในด้านวัคซีนอย่างต่อเนื่อง หลังประสบความสำเร็จอย่างสูงกับ COVID-19 (CR:News-Medical)
บริษัทยังร่วมมือกับ Pfizer ในด้านวัคซีนอย่างต่อเนื่อง หลังประสบความสำเร็จอย่างสูงกับ COVID-19 (CR:News-Medical)

พวกเขายังวางแผนที่จะจัดการกับภาวะภูมิต้านทานตนเองและเวชศาสตร์ฟื้นฟู ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูเซลล์ที่เสียหายหรือเป็นโรค โดยรวมแล้ว บริษัทได้ดำเนินการทดสอบระยะเริ่มต้น 19 รายการและโปรแกรมพรีคลินิก 12 โปรแกรม

สำหรับโครงการด้านมะเร็งวิทยาทางคลินิกชั้นสูงสุดของ BioNTech สำหรับวัคซีนมะเร็ง โดยวัคซีนเหล่านี้ไม่ได้ป้องกันผู้รับจากการเป็นมะเร็ง ซึ่งต่างจากวัคซีนทั่วไป แต่ใช้เป็นการรักษาเพื่อกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ทำลายเซลล์ที่กลายพันธุ์

แต่ก็ต้องบอกว่า BioNTech ไม่ได้เป็นบริษัทเดียวที่คิดการณ์ใหญ่ในเรื่องโรคมะเร็ง มีความพยายามในการสร้างวัคซีนหลายครั้งและประสบความล้มเหลวไปก่อนหน้านี้แล้ว

ปัญหาหนึ่งเกิดจากการที่การรักษาถูกนำมาใช้สายเกินไป การรักษาแบบใหม่จะถูกทดลองก่อนในผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อยาตัวก่อน ๆ และมักจะเป็นมะเร็งระในยะท้าย ๆ ซึ่งมันมีโอกาสมากกว่าในการรักษาในมะเร็งระยะแรก ๆ เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยแข็งแกร่งขึ้น

ซาฮิน มองว่าบริษัทของเขาสามารถเอาชนะอุปสรรคสำคัญบางอย่างแล้ว และข้อมูลเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่าวัคซีนมะเร็ง mRNA สามารถกระตุ้นการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งกว่าที่เคยรายงานไว้สำหรับวัคซีนมะเร็งทั่วไปหลายร้อยเท่า

แต่เช่นเดียวกับความไม่แน่นอนทางวิทยาศาสตร์อื่นๆ BioNTech จะเผชิญกับความท้าทายที่ยิ่งใหญ่กว่า นั่นก็คือนวัตกรรมใหม่ของพวกเขากำลังเข้าไปขวางทางธุรกิจยาที่มีมูลค่าและผลประโยชน์จำนวนมหาศาล โดยเฉพาะยาที่เกี่ยวข้องกับการรักษาโรคมะเร็ง

และที่สำคัญมันไม่เหมือนกับเคสของวัคซีนโควิด-19 ที่เป็นวาระเร่งด่วนฉุกเฉินของโลกทำให้ลดระยะเวลาในการพัฒนาไปมาก ซึ่งปรกตินั้นจะต้องฝ่าด่านหน่วยงานกำกับดูแลที่มีแนวคิดแบบอนุรักษ์นิยม ซึ่งต้องมีการใช้เวลาทดลองหลายปี ถึงจะนำไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุมัติให้ขายหรือใช้งานจริง ซึ่งเมื่อนำมันออกสู่ตลาดจริง เทคโนโลยีนั้นก็จะล้าสมัยไปแล้วนั่นเองครับผม

References :
https://www.ft.com/content/12ef99d4-063a-4a45-ae4d-e8115a9c3bb1
https://www.forbes.com/sites/roberthart/2022/04/11/mrna-cancer-treatment-covid-vaccine-giant-biontech-touts-promising-early-data
https://www.fiercebiotech.com/clinical-data/biontech-touts-early-data-roche-partnered-cancer-combo-hinting-it-could-dent-prostate
https://www.theatlantic.com/ideas/archive/2021/10/mrna-vaccines-cure-cancer-biontech/620383/

Klarna (buy-now, pay-later) กับเวทย์มนต์ที่สิ้นมนต์ขลังของ Sebastian Siemiatkowski

Sebastian Siemiatkowski ซีอีโอของ Klarna ผู้อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติรูปแบบช้อปปิ้งออนไลน์แบบ Buy Now Pay Later (ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง) กำลังกลายเป็นจุดสนใจใหม่ในแวดวงเทคโนโลยี เมื่อ Klarna ได้ประกาศเลิกจ้างพนักงาน 10% หรือประมาณ 700 คนในสหรัฐอเมริกาและยุโรป

แม้ว่าความเกรงกลัวจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งคล้าย ๆ กับสิ่งที่ Elon Musk ได้กล่าวออกมา มันอาจจะเป็นเรื่องปรกติในเรื่องแผนการเลิกจ้างพนักงานในบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งในช่วงนี้

แต่มันไม่ใช่กับ Klarna ที่อิงแอบกับบุคลิกลักษณะของผู้ก่อตั้งอย่าง Siemiatkowski ไม่ต่างจากที่ WeWork บูชาลัทธิและคลั่งไคล้ในตัวของ Adam Neumann

Siemiatkowski ได้สร้างภาพลักษณ์อย่างสวยหรูในฐานะอัจฉริยะด้าน Fintech ซึ่งอ้างว่าสร้างอัลกอริธึมดั่งเวทมนต์สามารถทำนายได้ว่าใครสามารถจ่ายหนี้ได้อย่างน่าเชื่อถือและจะจ่ายเมื่อใด ซึ่งสามารถทำให้เขาเปลี่ยนตัวเองจากคนชายขอบกลายเป็นมหาเศรษฐีก่อนอายุ 40 ได้สำเร็จ

แต่ตอนนี้ดูเหมือนโมเดลธุรกิจดังกล่าว กำลังได้รับการตั้งคำถามเช่นเดียวกับที่ WeWork ถูกตั้งคำถามในธุรกิจ Co-Working Space

Klarna เองนั้นเป็นหนึ่งดาวรุ่งจากประเทศสวีเดน ที่กำลังมีเส้นทางที่สวยหรู แต่การระดมทุนรอบล่าสุดพบว่าทำให้บริษัทเหลือมูลค่าเพียงแค่ 30 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งลดลง 30% เมื่อเทียบกับการระดัมทุนครั้งก่อนหน้า

Klarna ที่มีตัวเลขผู้ใช้งานที่สวยหรู อ้างว่ามีผู้ใช้งาน 16 ล้านคนในสหราชอาณาจักร แต่กำลังได้รับผลกระทบจากความกังวลจากนักลงทุน เกี่ยวกับการบังคับใช้กฏหมาย รวมถึงการแข่งขันที่มากขึ้นจากคู่แข่งแบบดั้งเดิมเช่นธนาคารพาณิชย์

ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด บริการแบบนี้มีหมดไปทั่วโลกในขณะนี้ ทุก ecommerce platform ต้องมีบริการเหล่านี้ ตัวอย่างเช่น shopee ในไทย ก็ได้เสกบริการนี้ขึ้นมาและได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง

แต่ถามว่ามันมีนวัตกรรมใหม่อะไรในธุรกิจนี้ ก็ต้องบอกว่าน้อยมาก ๆ เพราะดูเหมือนใครก็สามารถทำมันได้ง่าย ๆ อยู่ที่ว่ากฏระเบียบของประเทศนั้น ๆ สามารถอนุญาติให้ทำได้หรือไม่

แน่นอนว่า Klarna ก็เหมือนบริการชื่อดังอื่น ๆ ที่อาศัยช่องโหว่ของกฏหมายที่ยังตามไม่ทันเทคโนโลยี แล้วสร้างมันขึ้นมาให้ได้รับความนิยมเสียก่อน แล้วกฎระเบียบต่าง ๆ ค่อยตามมาจัดการพวกเขาในภายหลัง

มันแทบไม่ต่างจาก Uber หรือ Airbnb ทำ มันเป็นธุรกิจที่ไม่ขาวสะอาดมากนัก ในเมื่อธุรกิจอื่น ๆ พวกเขาทำตามกฏหมาย เสียภาษีอย่างถูกต้อง

เช่น แท็กซี่ เขาก็ต้องเสียภาษีในรูปแบบรถยนต์รับจ้าง ไม่ใช่รถคนทั่วไปที่เสียภาษีกันอีกแบบ แล้ว บริการอย่าง Uber มันก็เกิดขึ้นมาแบบผิด ๆ จนมีแท็กซี่ประท้วงไปทั่วโลก

เฉกเช่นเดียวกับ Airbnb มันมีธุรกิจโรงแรมที่เสียภาษีต่าง ๆ อย่างถูกต้อง แต่อยู่ดี ๆ ก็มี Airbnb เข้ามาโดยใช้ห้องพักส่วนตัว บ้านส่วนตัว ให้คนแปลกหน้ามาอาศัยอยู่ ซึ่งมันไม่แฟร์กับธุรกิจเก่าเป็นอย่างมาก

และ Klarna ก็ต้องประสบพบเจอสิ่งเดียวกัน เมื่อกฏระเบียบต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น มาจัดการกับบริการที่ดูเทา ๆ เหล่านี้ และคู่แข่งที่เป็นธนาคารดั้งเดิม พวกเขาสามารถเสกบริการรูปแบบนี้ออกมาได้ง่าย ๆ อยู่แล้วหากมันสามารถทำได้อย่างถูกกฏหมาย และคงไม่แปลกหากบริการอย่าง Buy Now Pay Later เช่น Klarna ที่ต้องตกที่นั่งลำบากอย่างสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้นั่นเองครับผม

References :
https://www.fastcompany.com/90757129/klarna-ceo-layoffs-email-blast-controversy
https://finance.yahoo.com/news/klarna-faces-valuation-cut-amid-050000458.html
https://www.thetimes.co.uk/article/klarna-could-lose-billions-as-spotlight-falls-on-fintech-firm-cjfrhqrqp
https://www.protocol.com/newsletters/pipeline/fintech-startup-valuation-reset

สดุดี Sheryl Sandberg กับ 14 ปีในการผลักดันธุรกิจ Facebook ให้ยิ่งใหญ่อย่างที่เราเห็นในทุกวันนี้

Facebook ก้าวมาไกลมาก ๆ จากจุดเริ่มต้นในหอพักในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โดย Mark Zuckerberg เด็กหนุ่มเนิร์ด กับทักษะการเขียนโปรแกรมอันสุดยอด ที่ได้เสกสรรค์ Facebook เวอร์ชั่นแรกออกมาภายในระยะเวลาไม่กี่สัปดาห์

เรื่องราวที่เต็มไปด้วยการหักเหลี่ยมเฉือนคม ในระหว่างเส้นทางการก่อตั้งโซเชียลมีเดียอันดับหนึ่งของโลกในปัจจุบัน ไม่ใช่เส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบแต่อย่างใด

มีทั้งเรื่องถูกประนามในการ copy idea จากคู่แฝด Winklevoss หรือแม้กระทั่งการหักหลังเพื่อนผู้ร่วมก่อตั้งอย่าง Eduardo Saverin เรียกได้ว่า Mark ผ่านทุกอย่างมาได้หมด ด้วยการตัดสินใจที่เหี้ยมโหด แข็งแกร่ง ไม่เกรงกลัวต่อใครหน้าไหน หากใครที่คิดจะขัดขวางทางเดินของผลิตภัณฑ์ที่แสนรักอย่าง Facebook ของเขา

แต่เมื่อ Facebook เติบโตมาถึงระดับหนึ่ง มันก็มาถึงจุดที่ Mark ไม่สามารถที่จะแบกรับทุกอย่างไว้ได้เหมือนเคย คล้าย ๆ กับสิ่งที่สองผู้ก่อตั้ง Google อย่าง Sergey Brin และ Larry Page ต้องประสบพบเจอมาก่อน

Google เลือก Eric Schmidt ให้มาคอยควบคุมเด็กหนุ่มวัยคะนองทั้งสอง ให้มีการจัดการในระดับมืออาชีพ พร้อมที่จะผลักดัน Google ให้กลายเป็นบริษัทมหาชนยักษ์ใหญ่มูลค่าหลายแสนล้านเหรียญอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน

เฉกเช่นเดียวกันกับที่ Mark Zuckerberg ได้มองเห็นจุดอ่อนในตัวเขาเอง เขาอาจจะเป็นโปรแกรมเมอร์ชั้นยอดก็จริง แต่การที่ Facebook ที่สถานการณ์กำลังเติบโตแบบฉุดไม่อยู่เมื่อ 14 ปีที่แล้วนั้นเขาต้องการพี่เลี้ยงที่มีความเป็นมืออาชีพ อย่าง Sheryl Sandberg และได้พิสูจน์ฝีมือมาแล้วระดับหนึ่งกับทั้งงานทางการเมืองและงานบริหารที่ Google

เส้นทางสู่การเป็น ผู้นำในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของ Sheryl Sandberg  นั้นไม่ธรรมดา เส้นทางอาชีพของเธอสู่ผู้บริหารอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชั้นนำเริ่มต้นที่ World Bank ซึ่งเธอทำงานให้กับหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ Larry Summers ในตำแหน่งผู้ช่วยนักวิจัย

หลังจากที่ Sandberg ได้รับปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ เธอก็มาช่วยงาน Summers ในตำแหน่งหัวหน้าเจ้าหน้าที่แผนกธนารักษ์ของสหรัฐฯ ซึ่งในขณะนั้น Summers ได้รับการแต่งตั้งเป็นรองเลขาธิการระหว่างการบริหารของประธานาธิบดี Bill Clinton

เธอก็มาช่วยงาน Larry Summers ที่รับตำแหน่งใหญ่ในรัฐบาลของประธานาธิบดี Clinton (CR:Fortune)
เธอก็มาช่วยงาน Larry Summers ที่รับตำแหน่งใหญ่ในรัฐบาลของประธานาธิบดี Clinton (CR:Fortune)

เมื่อ Summers เป็นรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง Sandberg ยังคงทำงานเคียงข้างเขาจนถึงปี 2001

ในปี 2001 Sandberg ย้ายไปแคลิฟอร์เนียเพื่อเป็นรองประธานฝ่ายขายและปฏิบัติการออนไลน์ทั่วโลกที่ Google ซึ่งเพิ่งก่อตั้งบริษัทมาได้เพียงแค่ 3 ปี

ความรับผิดชอบของ Sandberg ที่ Google แม้จะเป็นบริษัทที่เพิ่งจะตั้งไข่ แต่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งเธอได้รับผิดชอบให้มาดูแลเรื่องการขายโฆษณาและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของ Google ตั้งแต่ยุคแรก ๆ

เธอทำงานที่ Google จนถึงปี 2008 และได้รับการยกย่องในฐานะสุดยอดผู้บริหารชั้นแนวหน้าในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี 

ในปี 2008 Sandberg ก็ได้เข้าร่วมงานกับ Facebook ในตำแหน่ง COO ซึ่งในขณะนั้น Facebook ก็กำลังดิ้นรน  กำลังอยู่ในช่วงเติบโตเช่นเดียวกับ Google ตอนที่เธอเริ่มเข้าไปทำงาน โดยในตอนนั้น Facebook มีพนักงานมากกว่า 500 คนแล้ว แต่ยังไม่มีเส้นทางสู่การสร้างผลกำไรที่ชัดเจนนัก

Mark Zuckerberg ไว้วางใจ Sanberg เป็นอย่างมาก (CR:The Times)
Mark Zuckerberg ไว้วางใจ Sanberg เป็นอย่างมาก (CR:The Times)

แต่มาถึงทุกวันนี้ แม้จะมีเรื่องแย่ ๆ ที่เกิดขึ้นกับ Facebook มากมาย แต่เส้นทางของพวกเขาในฐานะองค์กรธุรกิจที่ต้องทำกำไร มันพิสูจน์ได้ว่า สิ่งที่ Mark เลือกให้ Sandberg มาร่วมงาน เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องครั้งใหญ่ที่สุดครั้งนึงของ Facebook เลยก็ว่าได้

ในโลกของวงการ Startup มันมีเคสที่เกิดขึ้นมากมาย กับความไม่เป็นมืออาชีพของผู้ก่อตั้งผู้หยิ่งผยอง ที่คิดว่าตัวเองนั้นล้ำเลิศกว่าใคร ๆ และคิดว่าตัวเองเจ๋งที่สุดในโลก ไม่เชื่อฟังใคร แต่สุดท้ายก็มีจุดจบไม่สวยซะเป็นส่วนใหญ่ ตัวอย่างเช่น เหตุที่เกิดกับ ผู้ก่อตั้ง WeWork อย่าง Adam Neumann หรือ Travis Kalanick แห่ง Uber

มันเป็น case study ที่น่าสนใจในวงการธุรกิจโลกนะครับ สำหรับการเลือกคู่หูคู่ใจมือทำงาน Operation อย่างที่ Mark ได้เลือก Sheryl Sandberg เพราะเธอได้พา Facebook ผ่านมรสุมมากมาย แล้วก้าวผ่านคำว่า startup unicorn หน้าใหม่ที่ร้อนแรง กลายมาเป็นองค์กรธุรกิจมหาชนอย่างยิ่งใหญ่และมั่นคงมาจวบจนถึงทุกวันนี้นั่นเองครับผม

The next Elon Musk? มาทำความรู้จักกับ Alexandr Wang เจ้าสัวน้อยที่สร้างตัวด้วยอายุน้อยที่สุดในโลก

Alexandr Wang เป็นผู้ประกอบการทางด้านเทคโนโลยีผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Scale AI ได้กลายเป็นชื่อที่ถูกจับตามองว่าจะกลายมาเป็น Elon Musk คนต่อไป ด้วยการเป็นมหาเศรษฐีที่สร้างตัวเองขึ้นมาที่อายุน้อยที่สุดในโลก ในวัย 25 ปี

ครอบครัววิทยาศาสตร์

Alexandr Wang เติบโตขึ้นมาในเงามืดของห้องปฏิบัติการแห่งชาติลอส อาลา มอส ในรัฐนิวเม็กซิโก ซึ่งเป็นสถานที่ลับสุดยอดที่สหรัฐ พัฒนาระเบิดปรมาณูลูกแรกในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

เรียกได้ว่า Wang เองมีพื้นฐานทางด้านเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่วัยเยาว์ พ่อแม่ของ Wang ต่างก็เป็นนักฟิสิกส์ในโครงการต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับอาวุธให้กับกองทัพอเมริกัน

Wang ที่เติบโตขึ้นมาในรัฐนิวเม็กซิโก (CR : Facebook)
Wang ที่เติบโตขึ้นมาในรัฐนิวเม็กซิโก (CR : Facebook)

Wang มักจะเข้าแข่งขันด้านคณิตศาสตร์และการเขียนโค้ดระดับประเทศ ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เขาสมัครเข้าร่วมการแข่งขันคณิตศาสตร์ระดับชาติครั้งแรกโดยตั้งใจว่าจะได้ตั๋วเข้าชม Disney World ฟรี

โดยเมื่ออายุ 17 ปี ในขณะที่นักเรียนมัธยมปลายคนอื่น ๆ กำลังเตรียมตัวสำหรับการเข้ามหาวิทยาลัย แต่ Wang ก็ได้รับงานเขียนโค้ดเต็มเวลาให้กับบริการถามตอบชื่อดังอย่าง Quora

เริ่มต้นบริษัทด้วยการออกจากมหาวิทยาลัย

มันได้กลายเป็นเทรนด์ที่ถูกสานต่อมายาวนานต่อเนื่องที่เหล่ามหาเศรษฐีชื่อดังก้องโลกหลาย ๆ คน ต้องออกจากมหาวิทยาลัยกลางคัน เพื่อมาสานฝันต่ออุดมการณ์อันแรงกล้าของพวกเขา

Wang เองก็เป็นหนึ่งในนั้น เขาได้เริ่มศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาคณิตศาสตร์และวิทยาการคอมพิวเตอร์ที่ สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ในช่วงฤดูร้อนหลังจากจบปีแรก เขาได้เริ่มต้นบริษัท Scale ร่วมกับ Lucy Guo ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีรุ่นเยาว์ยอดอัจฉริยะอีกคน

ทั้งสองได้พบกับในขณะที่ทั้งคู่ทำงานที่ Quora โดยเริ่มต้นสร้าง Startup ด้วยการลงทุนจาก Y Combinator บริษัท Startup ชื่อดังสัญชาติอเมริกา

Alexandr Wang พบกับ Lucy Guo ผู้ร่วมก่อตั้งของเขาในขณะที่ทั้งคู่ทำงานที่ Quora (CR:Facebook)
Alexandr Wang พบกับ Lucy Guo ผู้ร่วมก่อตั้งของเขาในขณะที่ทั้งคู่ทำงานที่ Quora (CR:Facebook)

บริการของ Scale เปรียบเสมือนการร่อนทองคำแท้ ๆ จากแม่น้ำของข้อมูลดิบในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเอกสารด้านการขนส่งหลายล้านรายการ คำพูด หรือ ภาพดิบ ๆ จากรถยนต์ที่ขับเคลื่อนแบบอัตโนมัติ ซึ่งทุกอุตสาหกรรมต่างก็ใช้ข้อมูลจำนวนมหาศาลเหล่านี้แทบจะทั้งสิ้น

โดยในการเริ่มออกมาหาความท้าทายด้วยการสร้างบริษัทของตัวเองนั้น Wang ได้บอกกับพ่อแม่ของเขาไว้ว่าเขาจะใช้เวลาในช่วงพักฤดูร้อนเท่านั้น แต่อย่างที่เราทราบกัน หลังจากนั้นเขาก็ไม่เคยกลับไปเรียนที่มหาวิทยาลัยอีกเลย

เทคโนโลยีของ Scale AI ถูกใช้โดยบริษัทมากกว่า 300 แห่ง

ด้วยความอัจฉริยะของทั้งคู่ Wang และ Guo สร้างแพลตฟอร์ม Scale AI ช่วยให้ธุรกิจจัดการกับการเตรียมข้อมูลที่จำเป็นในการฝึกอบรมระบบ AI ในฐานะบริษัทที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในแขนงดังกล่าวนี้

บริการของ Scale นั้นเป็นการนำข้อมูลมาสร้างนวัตกรรมในอุตสาหกรรมเก่า เช่น การจำนองและการเป็นเจ้าของบ้าน ไปจนถึงองค์กรวิจัยอย่าง OpenAI  

ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นตลาดขนาดมหึมา ที่ครอบคลุมไปหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่รัฐบาล รถยนต์ขับเคลื่อนแบบอัตโนมัติ ไปจนถึงการทำแผนที่ หุ่นยนต์ เทคโนโลยี VR และการทหาร

Alexandr Wang ทางด้านซ้ายกับเพื่อนร่วมงานที่บริษัท Scale AI ซึ่งเขาก่อตั้งขึ้น (CR:Scale AI)
Alexandr Wang ทางด้านซ้ายกับเพื่อนร่วมงานที่บริษัท Scale AI ซึ่งเขาก่อตั้งขึ้น (CR:Scale AI)

ซึ่งเทคโนโลยีของ Scale นั้นวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมได้เร็วกว่านักวิเคราะห์ที่เป็นมนุษย์มาก บริษัทของ Wang ช่วยดูว่าระเบิดรัสเซียสร้างความเสียหายมากน้อยเพียงใดในยูเครน และไม่เพียงแต่มีประโยชน์เฉพาะวงการทหารเท่านั้น ยังมีบริษัทอีกกว่า 300 แห่ง รวมถึง General Motors และ Flexport ที่ใช้เทคโนโลยีของ Scale

จากบริษัทดาวรุ่งสู่ Unicorn

บริษัทเติบโตสู่สถานะ Unicorn ภายในสามปี เขาเริ่มสร้างชื่อเสียงด้วยการเป็นมหาเศรษฐีที่สร้างตัวเองที่อายุน้อยที่สุดในโลก Wang ติดอันดับ  Forbes Under 30 ในปี 2018 กลายเป็นผู้ประกอบการที่โดดเด่นจากบริการของเขา

ในปี 2021 หลังจากเปิดบริษัทมาได้ 6 ปี Wang ได้รับเงินลงทุนจำนวน 350 ล้านเหรียญสหรัฐ Scale เองสามารถสร้างรายได้กว่า 100 ล้านเหรียญเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ซึ่งการระดมทุนรอบดังกล่าวทำให้บริษัทของเขามีมูลค่าประมาณ 7.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ

ด้วยสัดส่วนการถือหุ้น 15% ของเขา ทำให้มูลค่าทรัพย์สินของ Wang พุ่งสูงขึ้นเป็น 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ มันเป็นตัวเลขที่น่าสนใจเลยทีเดียวสำหรับวัยรุ่นอายุ 25 ปีอย่างเขา และทำให้เขาติดทำเนียบมหาเศรษฐีโลกของ Forbes อันดับที่ 2,534 ในท้ายที่สุด

บทสรุป

ต้องบอกว่าเป็นหนึ่งในดาวรุ่งที่น่าจับตามองเป็นอย่างมากนะครับสำหรับ Alexandr Wang ที่จะก้าวขึ้นมาเป็น Next Elon Musk คนต่อไปได้หรือไม่ เรียกได้ว่าธุรกิจแรกของเขาก็ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ ไม่แพ้สิ่งที่ Musk เคยทำกับ Zip2 หรือ Paypal

เขาได้สร้างบริษัทได้ถูกที่ถูกเวลาในช่วงที่เหมาะสมที่อุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั่วโลกเต็มไปด้วยข้อมูลขนาดมหึมา ที่พร้อมที่จะนำมาสร้างประโยชน์ให้กับธุรกิจต่อซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพมหาศาลเป็นอย่างมาก

Wang เองรู้สึกตื่นเต้นมากเกี่ยวกับปี 2030 ที่เขาคิดว่า AI เป็นเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนชีวิตประจำวันของมนุษย์เราได้มากเท่ากับที่อินเทอร์เน็ตเคยทำ หรือแม้กระทั่งอาจมากกว่าที่อินเทอร์เน็ตทำ 

และเช่นเดียวกับที่อินเทอร์เน็ตในยุคแรกๆ ไม่มีใครสามารถบอกได้จริงๆ ว่าอินเทอร์เน็ตจะเปลี่ยนชีวิตเราได้อย่างไร แต่วันนี้มันได้พิสูจน์อะไรหลาย ๆ อย่างสำเร็จแล้ว และในอนาคต AI กำลังจะก้าวไปถึงจุดนั้น

Wang ได้เคยกล่าวกับ Forbes ไว้ว่า

“ทุกอุตสาหกรรมต่างใช้ข้อมูลจำนวนมหาศาล เป้าหมายของ Scale AI คือการช่วยให้พวกเขาปลดล็อกศักยภาพของข้อมูลและขับเคลื่อนธุรกิจด้วยเทคโนโลยี AI”

References : https://bit.ly/3aAP5Lg
https://bit.ly/3t9fHte
https://bit.ly/3NLnftZ