เรื่องราวความสำเร็จของ Sheryl Sandberg หญิงแกร่งทรงอิทธิพลที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงในโลกไอที

Sheryl Sandberg ทำงานที่ธนาคารโลกและที่กระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ก่อนที่จะย้ายไปทำงานที่ซิลิคอน วัลเลย์เพื่อทำงานให้กับ Google ในปี 2001 ที่ในตอนนั้นเพิ่งก่อตั้งได้เพียงแค่ 3 ปี

เธอสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจจากฮาร์วาร์ด และติดอันดับในนิตยสารฟอร์จูนในฐานะผู้หญิงที่ทรงอิทธิพลในด้านธุรกิจ 

เธอเป็นผู้สนับสนุนผู้หญิงในตำแหน่งผู้นำและเป็นผู้แต่งหนังสือ “Lean In” ซึ่งเป็นหนังสือที่เขียนขึ้นเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงประสบความสำเร็จในการเติบโตทั้งส่วนบุคคลและในเส้นทางอาชีพ 

เธอเป็นแม่ของลูกสองคน เธอแต่งงานกับ David Goldberg อดีต CEO ของ Survey Monkey ซึ่งเสียชีวิตในปี 2015

โดยในปี 2017 เธอร่วมเขียนหนังสือ “Option B” เกี่ยวกับความเศร้าโศกต่อสามีผู้ล่วงลับของเธอกับเพื่อนและนักจิตวิทยาชื่อดังอย่าง Adam Grant 

ชีวิตในวัยเด็กและการศึกษา

Sheryl Sandberg เกิดในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เป็นลูกคนโตในลูกสามคนของ Joel Sandberg จักษุแพทย์ และ Adele Sandberg 

ครอบครัว Sandberg ย้ายไป North Miami Beach, Florida เมื่อเธออายุได้ 2 ขวบ เมื่อเป็นเด็ก เธอมีแม่และยายเป็นแบบอย่างของผู้หญิงที่ทำให้ครอบครัวมีความสมดุลระหว่างเรื่องงานและชีวิตส่วนตัว 

เธอเป็นนักเรียนชั้นนำที่โรงเรียนมัธยม North Miami Beach Senior และสำเร็จการศึกษาด้วยเกรดเฉลี่ย 4.6 

ในโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นใน Miami Sandberg เป็นที่รู้จักในฐานะหนึ่งใน “สาวฉลาด” เธอได้รับเลือกจากเพื่อน ๆ ของเธอให้เป็นบุคคลที่มีแนวโน้มว่าจะประสบความสำเร็จมากที่สุดในรุ่น

เธอเป็นสมาชิกของสมาคมเกียรติยศแห่งชาติและเป็นครูสอนแอโรบิกก่อนจะลงทะเบียนเรียนที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเพื่อศึกษาระดับปริญญาตรี

เรื่องราวความสำเร็จ

เส้นทางสู่การเป็น ผู้นำในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของ Sheryl Sandberg  นั้นไม่ธรรมดา เธอเรียนด้านเศรษฐศาสตร์ และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีที่ฮาร์วาร์ด ที่นั่นเธอได้ Larry Summers เป็นที่ปรึกษาในวิทยานิพนธ์ของเธอ

เธอยังเป็นผู้รับรางวัล John H. Williams Prize สำหรับนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์อีกด้วย

เส้นทางอาชีพของเธอสู่ผู้บริหารอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชั้นนำเริ่มต้นที่ World Bank ซึ่งเธอทำงานให้กับหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ Summers ในตำแหน่งผู้ช่วยนักวิจัย

ก่อนที่เธอจะกลับไปฮาร์วาร์ดเพื่อศึกษาต่อในระดับชั้นปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ โดยในช่วงแรก ๆ ของเธอที่  World Bank บางครั้งเธอก็หารายได้เสริมด้วยการเปิดสอนคลาสแอโรบิก 

หลังจากที่ Sandberg ได้รับปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ เธอก็มาช่วยงาน Summers ในตำแหน่งหัวหน้าเจ้าหน้าที่แผนกธนารักษ์ของสหรัฐฯ ซึ่งในขณะนั้น Summers ได้รับการแต่งตั้งเป็นรองเลขาธิการระหว่างการบริหารของประธานาธิบดี Bill Clinton

เธอก็มาช่วยงาน Larry Summers ที่รับตำแหน่งใหญ่ในรัฐบาลของประธานาธิบดี Clinton (CR:Fortune)
เธอก็มาช่วยงาน Larry Summers ที่รับตำแหน่งใหญ่ในรัฐบาลของประธานาธิบดี Clinton (CR:Fortune)

เมื่อ Summers เป็นรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง Sandberg ยังคงทำงานเคียงข้างเขาจนถึงปี 2001

ในปี 2001 Sandberg ย้ายไปแคลิฟอร์เนียเพื่อเป็นรองประธานฝ่ายขายและปฏิบัติการออนไลน์ทั่วโลกที่ Google ซึ่งเพิ่งก่อตั้งบริษัทมาได้เพียงแค่ 3 ปี

ความรับผิดชอบของ Sandberg ที่ Google แม้จะเป็นบริษัทที่เพิ่งจะตั้งไข่ แต่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งเธอได้รับผิดชอบให้มาดูแลเรื่องการขายโฆษณาและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของ Google ตั้งแต่ยุคแรก ๆ

เธอทำงานที่ Google จนถึงปี 2008 และได้รับการยกย่องในฐานะผู้บริหารชั้นแนวหน้าในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี 

ในปี 2008 Sandberg เข้าร่วมงานกับ Facebook ในตำแหน่ง COO ในขณะนั้น Facebook ก็กำลังดิ้นรน  กำลังอยู่ในช่วงเติบโตเช่นเดียวกับ Google ตอนที่เธอเริ่มเข้าไปทำงาน โดยในตอนนั้น Facebook มีพนักงานมากกว่า 500 คนแล้ว แต่ยังไม่มีเส้นทางสู่การสร้างผลกำไรที่ชัดเจนนัก 

Facebook ยังประสบความล้มเหลวหลายครั้งในการปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ ซึ่งรวมถึงการแชร์ข้อมูลผู้ใช้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากพวกเขา

เธอได้เข้ามาบริหารจัดการ การดำเนินธุรกิจของบริษัทโดยมุ่งเน้นในการขยายธุรกิจไปทั่วโลก ความรับผิดชอบของเธอยังรวมถึงการตลาด การขาย การพัฒนาธุรกิจ และทรัพยากรบุคคล

Sandberg เป็นคนที่มีความสามารถสูง นอกจากนั้น เธอยังมีความสัมพันธ์ที่ราบรื่นและ Mark Zuckerberg ก็ไว้วางใจเธอเป็นอย่างมาก เธออายุมากกว่า Zuckerberg 15 ปี และเป็นคนทำทุกอย่างที่ Mark ไม่ชอบทำ

Mark Zuckerberg ไว้วางใจ Sanberg เป็นอย่างมาก (CR:The Times)
Mark Zuckerberg ไว้วางใจ Sanberg เป็นอย่างมาก (CR:The Times)

นั่นทำให้ Mark สามารถมุ่งความสนใจไปที่สิ่งที่เขาชอบได้ นั่นคือเรื่องของ วิศวกรรม ด้วยความพยายามของเธอ เขาให้พื้นที่ของเธอในการเป็นบุคคลสาธารณะของบริษัทในหลาย ๆ ด้าน

เธอได้ผลักดันให้รูปแบบโฆษณามีความเรียบง่ายขึ้น และได้จัดประชุมทุก 2 สัปดาห์กับผู้บริหารโฆษณาและผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างสมดุลระหว่างประสบการณ์ของผู้ใช้กับความต้องการของนักการตลาด 

ในปี 2012 Sandberg กลายเป็นสมาชิกหญิงคนแรกของคณะกรรมการบริหารของ Facebook 

ในส่วนของค่าตอบแทน Sandberg ได้รับหุ้นทุนใน Facebook ซึ่งทำให้เธอกลายเป็นมหาเศรษฐีหลังจากมีการเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) ของบริษัทในปี 2012 

ณ เดือนตุลาคม 2020 มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของเธออยู่ที่ 1.8 พันล้านดอลลาร์  ในปี 2020 เธอได้รับการจัดอันดับที่ 22 ของสตรีผู้มีอิทธิพลสูงสุดของโลกของนิตยสาร Forbes ของอเมริกา

ต้องบอกว่าเรื่องราวการเดินทางของผู้หญิงคนนี้ เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจโดยเฉพาะกับเหล่าหญิงสาว Working Woman เป็นอย่างมาก แม้ตำแหน่งจะเป็นรอง Mark Zuckerberg

แต่งานที่เธอทำจริง ๆ นั้น คงจะพูดไม่เกินเลยนักว่า เธอได้กลายเป็น CEO ที่แท้จริงของ Facebook ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีอิทธิพลสูงที่สุดอันดับต้น ๆ ของโลกในปัจจุบัน

มีคำพูดนึงจากเธอที่ผมคิดว่าเป็นแรงผลักดันที่สำคัญให้เธอประสบความสำเร็จอย่างที่เราได้เห็นกันในทุกวันนี้

“ไม่มีความเหมาะสมที่สมบูรณ์แบบเมื่อคุณกำลังมองหาสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่จะทำต่อไป คุณต้องใช้โอกาสและสร้างโอกาสที่เหมาะกับคุณมากกว่าสิ่งอื่นใด และความสามารถในการเรียนรู้คือคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของผู้นำ ควรพึงมี.” Sheryl Sandberg

References : https://www.buzzfeednews.com/article/annehelenpetersen/sheryl-sandberg-facebook-lean-in-superwoman-supervillain
https://www.investopedia.com/articles/insights/051416/sheryl-sandbergs-success-story-net-worth-education-top-quotes.asp
https://startuptalky.com/sheryl-sandberg-story/

Satya Nadella ชายผู้ซึ่งเข้ามา Refresh Microsoft ให้กลับสู่เส้นทางรุ่งโรจน์อีกครั้ง

Satya Nadella ได้สืบทอดตำแหน่งต่อจาก Steve Ballmer ให้เป็น CEO ของ Microsoft เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2014 เขาเป็นที่รู้จักว่าเป็นหนึ่งในไม่กี่คนในบริษัทที่ได้อยู่ในตำแหน่งต่างๆ ในหลากหลายธุรกิจของ Microsoft ก่อนที่จะก้าวมาถึงจุดนี้

เช่นเดียวกับคนที่ประสบความสำเร็จทุกคนบนโลกใบนี้ Satya Nadella ก็เป็นหนึ่งในนั้น เขาเป็นคนหลงใหลในความรู้ใหม่ ๆ เพื่อให้เข้าใจโลกใหม่ ๆ ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

เรื่องราวของชีวิตในวัยเด็กของเขา…

Satya เกิดในครอบครัวที่ตั้งอยู่ในเมืองไฮเดอราบัด รัฐอานธร ประเทศอินเดีย โดยพ่อของเขาเป็นข้าราชการฝ่ายบริหารของอินเดีย

หลังจากจบการศึกษาจากโรงเรียนรัฐบาลไฮเดอราบัดแล้ว Satya ก็สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมไฟฟ้าจากสถาบันเทคโนโลยีมานิปาลในปี 1988

Satya มีความชัดเจนว่าเขาต้องการสร้างสิ่งใหม่ ๆ แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี เขารู้ดีว่าวิทยาการคอมพิวเตอร์คือสิ่งที่เขาต้องการจะเรียน แต่เนื่องจากหลักสูตรนี้ไม่ได้มีความสำคัญขนาดนั้นที่มหาวิทยาลัยมานิปาล เขาจึงตัดสินใจเรียนวิศวกรรมไฟฟ้า

ต่อมา เขาตัดสินใจย้ายไปเรียนที่สหรัฐอเมริกา โดยเขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน–มิลวอกี ในปี 1990 หลังจากนั้นเขายังสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทสาขาบริหารธุรกิจ (MBA) อีกด้วย

หลังจากสำเร็จการศึกษาด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ Satya เริ่มต้นอาชีพกับ ‘Sun Microsystems’ ในฐานะทีมงานด้านเทคโนโลยีของบริษัท

การเดินทางที่ Microsoft!

เขาต้องการทำสิ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโลก และเขารู้ดีว่า Microsoft สามารถทำสิ่งนั้นให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วได้

หลายบริษัทตั้งเป้าและหวังว่าจะเปลี่ยนแปลงโลกในวันหนึ่ง แต่ยังคงเป็นความจริงที่ว่ามีเพียงไม่กี่แห่ง ทีมีคุณสมบัติพร้อม (ความสามารถ ทรัพยากร และความทะเยอทะยาน) ที่จำเป็นเพื่อนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงนั้น

ในขณะที่ Microsoft มีศักยภาพทั้งสาม! ในฐานะที่ผลิตภัณฑ์ของ Microsoft ได้ส่งเสริมให้ผู้คนทำสิ่งมหัศจรรย์ และในขณะเดียวกันก็ทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้น

ดังนั้น หลังจากอยู่กับ Sun ได้ไม่นาน Satya จึงตัดสินใจลาออกจากบริษัท และนำพาตัวเองไปสู่การเดินทางที่จะเปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล ในปี 1992 Satya เข้าร่วมงานกับ Microsoft .

Satya เริ่มต้นกับ Microsoft ตั้งแต่พนักงานระดับล่างๆ  (CR:VHistory)
Satya เริ่มต้นกับ Microsoft ตั้งแต่พนักงานระดับล่างๆ (CR:VHistory)

ไม่นานหลังจากนั้น Satya ก็เริ่มสร้างชื่อในบริษัทจากการเป็นผู้นำที่สามารถเผยแพร่เทคโนโลยีและธุรกิจของบริษัทเพื่อเปลี่ยนแปลงผลิตภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดของ Microsoft ได้สำเร็จ

Satya ประสบความสำเร็จในการเป็นผู้นำโครงการสำคัญๆ มากมาย ซึ่งรวมถึงการเปลี่ยนไปใช้การประมวลผลแบบคลาวด์ของ Microsoft และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ขณะที่เขาอยู่ที่นั่น Satya เขาก็กำลังศึกษาระดับปริญญาโทด้วย ซึ่งโดยปกติในสถานการณ์เช่นนี้คนส่วนใหญ่จะเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงเท่านั้น

แต่ Satya ตัดสินใจทำทั้งสองอย่างพร้อมกัน เขาเคยบินออกจากเรดมอนด์ (สำนักงานใหญ่ของ Microsoft) ในคืนวันศุกร์เพื่อไปเรียนที่มหาวิทยาลัยชิคาโกแล้วกลับมา แต่ตามกิจวัตรนี้ Satya สามารถสำเร็จปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจภายในเวลาเพียงสองปีครึ่ง

การเติบโตอย่างรวดเร็ว…

Satya เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ได้เห็นเกือบทุกจุดของ Microsoft รวมถึงเข้าไปคลุกคลีกับธุรกิจหลาย ๆ อย่างที่บริษัทกำลังดำเนินการอยู่

ในการทำงานกับ Microsoft เป็นเวลา 22 ปี; จากประธานฝ่ายเซิร์ฟเวอร์และเครื่องมือ รองประธานอาวุโสฝ่ายวิจัยและพัฒนา ฝ่ายบริการออนไลน์ รองประธานฝ่ายธุรกิจ รองประธานองค์กรกลุ่ม Business Solutions และ Search & Advertising Platform เป็นรองประธานบริหาร -ประธานกลุ่ม Cloud และ Enterprise เขาผ่านตำแหน่งต่างๆ และมองเห็นภาพรวมของบริษัทได้ดีกว่าใคร

ต้องบอกว่าการได้รับการโปรโมตของเขาก็เร็วพอๆ กันกับการเติบโตของบริษัท เขาเติบโตอย่างรวดเร็วจากตำแหน่งระดับล่าง ๆ ขึ้นมาจนถึงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของ Microsoft

ภายในปี 1999 Satya ได้กลายเป็นรองประธานของบริการธุรกิจขนาดเล็ก’ Microsoft bCentral ‘ และยังเป็นผู้จัดการทั่วไปสำหรับกลุ่มแพลตฟอร์มการค้าของบริษัทอีกด้วย

นอกจากนั้น ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ แต่เขาได้รับการพิจารณาให้เป็นผู้รับผิดชอบในการเป็นผู้นำการเติบโตของ Microsoft Office Small Business, Microsoft BizTalk Server, Microsoft Commerce Server และ Microsoft Dynamics ERP และ CRM .

นอกจากนี้ เขายังมีบทบาทสำคัญในการผลักดันบริษัทในด้านเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างราบรื่น เช่น Digital Rights Management (DRM) และ Interactive Television (ITV)

ในหนึ่งทศวรรษถัดมา ชายผู้นี้ได้รับการเลื่อนตำแหน่งสามครั้ง เริ่มต้นด้วยรองประธานองค์กรของ Microsoft Business Solutions

และในขณะเดียวกันก็ได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้เป็นรองประธานอาวุโสฝ่ายวิจัยและพัฒนาสำหรับแผนกบริการออนไลน์ในปี 2007 และสุดท้ายในฐานะประธานฝ่ายเซิร์ฟเวอร์และเครื่องมือของ Microsoft ที่เป็นธุรกิจหลักอย่างนึงของ Microsoft ที่มีมูลค่าสูงถึง 19,000 ล้านดอลลาร์

สุดท้ายก่อนที่จะขึ้นเป็น CEO ของบริษัท ตำแหน่งสุดท้ายที่เขาดำรงตำแหน่งคือ Executive Vice President สำหรับ Microsoft’s Cloud and Enterprise Group

การได้เข้ามาดูแลธุรกิจหลักอย่าง Cloud นี่เองที่ผลักดันให้เขาขึ้นเป็น CEO ได้สำเร็จ (CR:Microsoft News)
การได้เข้ามาดูแลธุรกิจหลักอย่าง Cloud นี่เองที่ผลักดันให้เขาขึ้นเป็น CEO ได้สำเร็จ (CR:Microsoft News)

แผนกนี้มีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดหาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ Bing เครื่องมือค้นหาออนไลน์ของ Microsoft, เครือข่ายเกมบรอดแบนด์ Xbox Live และบริการ Office 365

ในช่วงระยะเวลานี้ Satya ไม่เพียงแต่สามารถเปลี่ยนบริษัทจากการเป็นบริษัทที่มีวัฒนธรรมทางธุรกิจและเทคโนโลยีของบริการลูกค้าไปเป็นธรุกิจที่โฟกัสในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานและบริการระบบคลาวด์เท่านั้น แต่เขายังประสบความสำเร็จในการช่วยให้เสิร์ชเอ็นจิ้น Bing เติบโตอีกด้วย

ซึ่งเป็นที่รู้จักว่าเป็นหนึ่งในธุรกิจที่เติบโตเร็วที่สุดและทำกำไรได้มากที่สุดของ Microsoft ทั้งนี้เนื่องจากลูกค้าธุรกิจส่วนใหญ่ต้องการเช่าเซิร์ฟเวอร์และโปรแกรมอื่นๆ ในศูนย์ข้อมูลที่อยู่ห่างไกลออกไปมากกว่าการสร้างศูนย์ข้อมูลด้วยตัวเอง

การก้าวเข้ามาของ Satya ทำให้ Microsoft เริ่มดึงดูดความคิดสร้างสรรค์ของนักพัฒนารุ่นใหม่ เขาได้พบปะกับเหล่าสตาร์ทอัพและทำความเข้าใจความต้องการของพวกเขาจาก Microsoft

ภายใต้การนำของเขา รายได้ที่บริษัทได้รับจากบริการคลาวด์เพิ่มขึ้นจาก 16,600 ล้านดอลลาร์ (2011) เป็น 20,300 ล้านดอลลาร์ (2013) เขายังมีหน้าที่รับผิดชอบในการนำฐานข้อมูลของ Microsoft, Windows Server และเครื่องมือสำหรับนักพัฒนามาไว้ใน Azure cloud

เส้นทางของเขาที่ Microsoft เติบโตขึ้นอย่างมาก และค่อนข้างชัดเจนว่านำไปสู่อะไร!

ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด…

และเมื่อเข้าสู่ยุคปลาย ของ CEO อย่าง Steve Ballmer นั้น ต้องบอกว่า เป็นช่วงขาลงที่ตกต่ำที่สุด ของ Microsoft เลยก็ว่าได้ มีการก้าวเดินที่ผิดพลาดหลายอย่างในยุค Ballmer ขึ้นคุมบังเหียน

ทั้งความผิดพลาดในตลาดมือถือ ทั้งที่ตัวเองเป็นผู้นำอยู่ก่อนใน  Smart Phone ยุคก่อนหน้า iPhone ที่มี Windows Mobile ซึ่งถือว่าล้ำที่สุดในสมัยนั้นครองตลาดอยู่

เมื่อถึงเวลา ก็ต้องเปลี่ยนผู้นำเพื่อรับการเปลี่ยนแปลงของโลก ที่คนยุคเก่า ๆ เริ่มตามไม่ทัน ด้วยการเข้ามา Refresh Microsoft อีกครั้ง ของ Satya

ที่ต้องบอกว่าเปรียบเสมือนการเข้ามา Refresh องค์กรใหม่ทั้งหมด ผ่านการบริหารงานของเขาหลังจากได้รับไม้ต่อมาจาก Steve Ballmer และ Bill Gates ที่ถึงเวลาลงจากตำแหน่งจริง ๆ เสียที

และการทิ้งผลิตภัณฑ์ Windows Phone ที่ไม่น่าจะต่อกรกับคู่แข่งได้อีกแล้ว ที่ Microsoft ทำการ take over Nokia เข้ามาในตอนแรกนั้น ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่สำคัญอย่างนึงของ Satya

Satya มองว่า ในระยะยาว การลงทุนด้าน Windows Phone นั้นไม่น่าจะสามารถแย่งส่วนแบ่งจากเจ้าตลาดอย่าง IOS และ Android ได้อีกต่อไปแล้ว การตัดขาดทุน รวมถึงการโละพนักงานออกไปเป็นจำนวนมากเป็นสิ่งที่ยากของคนระดับ CEO แต่เพื่อพยุงบริษัทในระยะยาวนั้น ต้องถือว่า เป็นการที่ตัดสินใจที่ถูกต้องอย่างยิ่ง ของ Satya

และเราจะเห็นได้ว่า การแค่เพียงเปลี่ยนเพียงผู้นำเป็น Satya ต้องบอกว่าเป็นการเลือกตัดสินใจที่ถูกต้องอีกครั้งนึงของ Microsoft เพราะใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่ปี ทุกอย่างก็พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ

ภาพลักษณ์ของ Microsoft กลับมาดูดีขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ทั้งในเรื่องรายได้ กำไร ความเป็นบริษัทนวัตกรรม เริ่มดึงดูดคนรุ่นใหม่กลับมาทำงานได้อีกครั้ง  และมันได้ถึงเวลาแล้วที่ ชายที่ชื่อ Satya Nadella จะนำพา Microsoft ผลัดใบไปสู่ยุคใหม่ที่รุ่งโรจน์อีกครั้งอย่างที่เราได้เห็นกันในทุกวันนี้นั่นเองครับผม

ต้องบอกว่าเรื่องราวของ Satya Nadella ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจได้อย่างดีมาก ๆ การเป็นคนไม่หยุดที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ที่ทำให้เขาสามารถผลักดันตัวเองจากวิศวกรในระดับล่าง ๆ ขึ้นสู่จุดสูงสุดขององค์กรได้นั้น ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง และมีคำกล่าวนึงที่น่าสนใจที่ Satya เคยสอนไว้เป็นบทเรียนที่ว่า

“หมั่นเรียนรู้อยู่เสมอ คุณจะเริ่มเป็นคนที่ไร้ประโยชน์ ถ้าคุณไม่เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ  ซึ่งสำหรับผมคือกุญแจสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณประสบความสำเร็จตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ของการทำงาน  สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือคุณต้องเปิดการเรียนรู้ในเรื่องใหม่ ๆ อยู่เสมอ” Satya Nadella

References : https://youthmotivator4life.com/satya-nadella-biography/
https://www.yosuccess.com/success-stories/satya-nadella-microsoft/
https://hindustannewshub.com/india-news/success-story-who-is-satya-nadella-who-made-the-journey-from-engineer-to-ceo-of-microsoft/
https://www.theladders.com/career-advice/microsoft-ceo-satya-nadella

Sundar Pichai ชายผู้เปลี่ยนเงินทุนก้อนสุดท้ายของครอบครัว สู่จุดสูงสุดในตำแหน่งซีอีโอของ Alphabet

Sundar Pichai ได้มาถึงจุดสูงสุดในชีวิตที่ใครๆ ก็ฝันถึง และนี่คือวิธีที่ Pichai เปลี่ยนจากเด็กชายชาวทมิฬที่รักในเทคโนโลยีและวิศวกรรมมาเป็นผู้นำของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Alphabet

Sundar Pichai เกิดเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม ปี 1972 ที่เมืองมทุไร Pichai มาจากตระกูลทมิฬชนชั้นกลาง Regunatha Pichai บิดาของเขาทำงานเป็นวิศวกรไฟฟ้าให้กับ GEC และบริหารจัดการโรงงานที่ผลิตชิ้นส่วนไฟฟ้า 

แม่ของเขาเคยเป็นนักชวเลข (วิธีการเขียนข้อความอย่างย่อด้วยสัญลักษณ์ เพื่อเพิ่มความเร็วในการเขียนหรือการจดบันทึก) ก่อนที่จะให้กำเนิด Pichai และน้องชายของเขา 

บ้าน Pichai ในวัยเยาว์เป็นอพาร์ตเมนต์สองห้อง เช่นเดียวกับครอบครัวชนชั้นกลางชาวอินเดียในยุค 80 แม้แต่การซื้อสกู๊ตเตอร์ให้ พ่อของ Pichai ต้องรอเก็บเงินถึงสามปีกว่าจะหามาให้ลูกชายสุดที่รักของเขาได้

Pichai รักเทคโนโลยีตั้งแต่ยังเป็นเด็ก

ในช่วงต้นของ Pichai เข้าใจว่าเทคโนโลยีสามารถทำให้ประหยัดเวลาได้มาก  เมื่อแม่ของเขาป่วยครั้งหนึ่ง เขาต้องเดินทางไปในที่ไกลแสนไกลเพื่อไปเก็บรายงานเลือดให้เธอ เขาใช้เวลามากกว่าหนึ่งชั่วโมงกว่าจะไปถึงที่นั่น

และเขาต้องรอที่ศูนย์เป็นเวลาหลายชั่วโมง สิ่งนี้ทำให้เขารำคาญและเมื่อครอบครัวซื้อโทรศัพท์แบบหมุนเครื่องแรก เขาเห็นคุณค่าของโทรศัพท์รุ่นนี้มาก เนื่องจากการโทรศัพท์เพียงครั้งเดียวเขาจะรู้ว่ารายงานจะมาถึงเมื่อใด

นักเรียนดีเด่น

ครอบครัวของเขาตระหนักถึงทักษะของเขาในการจดจำสิ่งต่างๆ มากมายตั้งแต่เนิ่นๆ ตอนเป็นเด็ก Pichai จะเซอร์ไพรส์ทุกคนด้วยการจำหมายเลขโทรศัพท์ต่างๆ ได้อยู่เสมอ

เขาเก่งในการศึกษาที่โรงเรียนของเขา Jawahar Vidyalaya ในเมืองเจนไน และสามารถสอบเข้าเรียนได้ที่ Indian Institute of Technology ใน Kharagpur ซึ่งทำให้เขาเรียนจบในสาขาวิศวกรรมโลหการ

ในระหว่างหลักสูตร เขาได้รับทุนการศึกษาเพื่อศึกษาวัสดุศาสตร์และฟิสิกส์เซมิคอนดักเตอร์เมื่อ Pichai เรียนที่ IIT- Kharagpur อาจารย์ของเขาอธิบายว่าเขา “ฉลาดที่สุดในกลุ่ม”

ฉายแววอัจฉริยะตั้งแต่เรียนที่ เรียนที่ IIT- Kharagpur (CR:Indiatimes)
ฉายแววอัจฉริยะตั้งแต่เรียนที่ เรียนที่ IIT- Kharagpur (CR:Indiatimes)

และด้วยเหตุนี้เขาจึงได้รับทุนการศึกษาจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เมื่อ Pichai ได้รับทุนการศึกษาที่สแตนฟอร์ด พ่อของเขาได้ถอนเงินแทบจะทั้งหมดออกจากเงินออมของครอบครัวเพื่อส่งเขาไปสหรัฐอเมริกา

“เขาทำงานด้านอิเล็กทรอนิกส์ในช่วงเวลาที่ไม่มีหลักสูตรแยกต่างหากเกี่ยวกับอิเล็กทรอนิกส์ในหลักสูตรของเรา วิทยานิพนธ์ของเขาเกี่ยวข้องกับการฝังโมเลกุลขององค์ประกอบอื่นๆ ในซิลิคอนเวเฟอร์เพื่อเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของมัน ชัดเจนมากตั้งแต่เริ่มแรกว่าเขามีความกระตือรือร้นเกี่ยวกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และวัสดุ” ศาสตราจารย์ Sanat Kumar Roy อาจารย์ของ Pichai กล่าว

Sundar Pichai ได้พบกับภรรยาของเขา Anjali Pichai ที่ IIT ทั้งคู่มีลูกสองคนและปัจจุบันอาศัยอยู่ในบริเวณอ่าวซานฟรานซิสโก

หลังจากเรียนจบปริญญาโทจากสแตนฟอร์ด เขาได้วางแผนที่จะเรียนปริญญาเอกที่สแตนฟอร์ด อย่างไรก็ตาม เขาลาออกและเข้าร่วมงานกับบริษัท Applied Materials ในตำแหน่งวิศวกรและผู้จัดการผลิตภัณฑ์ ในที่สุดเขาก็ลาออกและเรียน MBA จาก Wharton School of the University of Pennsylvania ในปี 2002

การเดินทางกับ Google เริ่มต้นขึ้น

Pichai ร่วมงานกับ Google ในตำแหน่งประธานฝ่ายจัดการผลิตภัณฑ์ในปี 2004 เขาได้รับความไว้วางใจให้เป็นคนดูแลเครื่องมือ Google Search ซึ่งทำให้ผู้ใช้ Internet Explorer และ Firefox สามารถเข้าถึงการค้นหาของ Google ได้ง่ายขึ้น 

นอกจากนี้ เขายังทำงานเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่สำคัญอื่นๆ เช่น Google Gears, Gadgets, Google Pack ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่มีให้บริการแล้ว

“สิ่งที่ดึงดูดใจผมให้มาที่ Google โดยทั่วไปคือที่นี่มีพลังงานที่ยอดเยี่ยม ผมเคยรู้สึกประทับใจกับความจริงที่ว่าการค้นหาของ Google ทำงานเหมือนเดิมตราบใดที่คุณสามารถเข้าถึงคอมพิวเตอร์ที่มีการเชื่อมต่อได้ ไม่ว่าคุณจะเป็นเด็กในชนบทที่ไหนก็ตาม หรือเป็นศาสตราจารย์ที่สแตนฟอร์ดหรือฮาร์วาร์ด ผมต้องการให้ Google มุ่งมั่นที่จะทำเช่นนั้น ไม่ใช่แค่สร้างเทคโนโลยีสำหรับบางกลุ่มเท่านั้น สำหรับผม การขับเคลื่อนเทคโนโลยีเป็นพลังที่เท่าเทียมกัน เป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกๆ คนทั่วโลก” Pichai กล่าว

The Chrome Days

จากนั้นจุดเปลี่ยนในอาชีพของ Pichai และเส้นทางการเติบโตที่ Google ก็มาถึง Pichai เกิดความคิดที่จะพัฒนาบราวเซอร์ของ google เอง 

แม้ว่าในตอนแรกความคิดจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากเหล่าผู้บริหารก็ตามที แต่ความอุตสาหะและความศรัทธาในผลิตภัณฑ์ของเขาทำให้ผู้ร่วมก่อตั้ง Google, Larry Page และ Sergey Brin เชื่อมั่น และสุดท้ายเขาก็ได้เปิดตัวเบราว์เซอร์ของ Google สำเร็จในปี 2008

Google Chrome กับผลงานแจ้งเกิดของ Pichai (CR:Techglimpse)
Google Chrome กับผลงานแจ้งเกิดของ Pichai (CR:Techglimpse)

ผลิตภัณฑ์นี้เปลี่ยนวิธีการทำงานของโลกและทำให้ Pichai กลายเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงระดับสากล จนถึงปัจจุบัน Chrome เป็นเบราว์เซอร์อันดับหนึ่งของโลก เหนือกว่า Internet Explorer และ Firefox

ถึงเวลาเปลี่ยน Android

ในปี 2012 Pichai ได้รับการโปรโมตตำแหน่งที่สูงขึ้น และอีกหนึ่งปีต่อมาเขาก็เข้ามาดูแลระบบปฏิบัติการ Android ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์หลักของ Google ในขณะนั้น

ผลงานที่สำคัญอีกประการหนึ่งจาก Pichai คือ Android One สมาร์ทโฟนราคาประหยัด นอกจากนี้ เขายังรับผิดชอบด้านการค้นหา แผนที่ การวิจัย Google+, Android, Chrome, โครงสร้างพื้นฐาน, การค้าและโฆษณา และ Google Apps

ภายใต้การดูแลของ Pichai Android ได้ยึดตำแหน่งเป็นระบบปฏิบัติการชั้นนำของโลก และยังสามารถเสริมความแข็งแกร่งให้กับจุดอ่อนต่างๆ ในสถาปัตยกรรมของ Android จากมุมมองด้านความปลอดภัยและการรวมเข้ากับบริการอย่าง Google Assistant เป็นต้น

นอกจากนี้เขายังมีบทบาทสำคัญในการซื้อกิจการ Nest มูลค่า 3.2 พันล้านดอลลาร์ของ Google ในปี 2014 และในปี 2015 เขาก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็น CEO ของ Google

“Pichai นำความอ่อนน้อมถ่อมตนและความหลงใหลในเทคโนโลยีมาสู่ผู้ใช้ พันธมิตร และพนักงานของเราทุกวัน เขาทำงานอย่างใกล้ชิดกับเรามาเป็นเวลา 15 ปี ผ่านการก่อตั้ง Alphabet ในฐานะ CEO ของ Google และเป็นสมาชิกคณะกรรมการ Alphabet Board เขาแบ่งปันความมั่นใจของเราในคุณค่าของโครงสร้าง Alphabet และความสามารถที่ทำให้เราจัดการกับความท้าทายครั้งใหญ่ผ่านเทคโนโลยี ไม่มีใครที่เราพึ่งพาได้มากกว่านี้ตั้งแต่ก่อตั้ง Alphabet ขึ้น และไม่มีบุคคลใดที่ดีไปกว่านี้แล้วที่จะนำ Google และ Alphabet ไปสู่อนาคต” จากคำแถลงในจดหมายที่ส่งถึงเหล่าพนักงาน โดยสองผู้ก่อตั้ง Google, Page และ Brin

ต้องบอกว่า เรื่องราวของ Pichai เป็นแรงบันดาลใจให้กับหลาย ๆ คนที่กำลังดิ้นรนเพื่อก้าวจากจุดที่ต่ำสุดในชีวิตขึ้นมาสู่จุดสูงสุดในชีวิตได้ด้วยความรู้และความสามารถอย่างที่ Pichai สามารถทำได้สำเร็จ เขาเป็นทั้งลูกชาย พ่อ สามี และตอนนี้เป็นมหาเศรษฐี มีเรื่องให้เรียนรู้มากมายจากเรื่องราวของเขา

แต่ต้องบอกว่าบทเรียนหลักสำคัญที่ Pichai ยึดถือมาตลอด และ ทำให้เขาประสบความสำเร็จได้อย่างที่เราได้เห็นกันในทุกวันนี้ ซึ่งเขาได้เคยกล่าวถึงบทเรียนชีวิตที่น่าสนใจของเขาไว้ว่า

“ความล้มเหลวมีข้อดี ถ้าคุณพยายามดึงบทเรียนอันมีค่าจากความล้มเหลวเหล่านั้น หากคุณเรียนรู้จากความล้มเหลว มันไม่ใช่ความพ่ายแพ้ แต่มันจะเป็นประสบการณ์ในการเรียนรู้ของคุณในอนาคต” Sundar Pichai

References : https://www.indiatoday.in/technology/features/story/the-rise-and-rise-of-sundar-pichai-from-c-grade-at-iit-kharagpur-to-ceo-of-alphabet-and-google-1625006-2019-12-04
https://inc42.com/buzz/sundar-pichai-rises-to-alphabet-ceo-from-true-blue-tamil-boy-to-google-founders-favourite/
https://www.finnovationz.com/blog/sundar-pichai-life-story-a-man-bringing-revolutionary-changes

ประวัติ Minoru Shirota ผู้ก่อตั้ง ยาคูลท์ สู่ตำนาน …ถามสาวยาคูลท์สิคะ

Minoru Shirota เกิดเมื่อเดือนเมษายน ปี 1899 ในหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ข้างแม่น้ำ Inadani Tenryuu ในพื้นที่ Iida ทางตะวันตกของ Nagano ประเทศญี่ปุ่น 

หมู่บ้าน Inadani ล้อมรอบด้วยพื้นที่เนินเขาสูงตระหง่าน เป็นพื้นที่ที่ยากจนแต่โบราณกาลเพราะไม่สามารถที่จะปลูกข้าวในดินแดนแถบนี้ได้ 

Minoru Shirota เกิดในครอบครัวที่ร่ำรวยในหมู่บ้าน นอกจากจะมีธุรกิจค้าส่งกระดาษและเลี้ยงไหม พ่อของเขายังทำงานที่ธนาคารอีกด้วย 

ด้วยฐานะทางบ้านที่ค่อนข้างดี ทำให้ Shirota มีโอกาสมากกว่าเด็กคนอื่น ๆ ในพื้นที่แถวนั้น โดยได้ย้ายไปเรียนที่โรงเรียนประถมในเขต Ryuunooka ที่อยู่ห่างไกลจากหมู่บ้านของเขา

เพื่อน ๆ หลายคนชอบ Shirota มาตั้งแต่เด็ก ๆ เนื่องจากเขาเป็นคนที่มีอารมณ์ขันและความฉลาดของเขา ทำให้ Hashizume Fukuji ซึ่งเป็นครูประจำชั้นของเขา เป็นคนแรกที่เห็นถึงพรสวรรค์ของ Shirota

ในเดือนเมษายน ปี 1913 Shirota เข้าสู่โรงเรียนมัธยมต้น Iida  ซึ่งการเดินทางเพื่อไปโรงเรียน Shirota ต้องเดินเป็นระยะทาง 16 กม. 

Shirota ที่เลือกที่จะเป็นหมอด้วยความหวังจากพ่อของเขา ในเวลานั้น นักเรียนจำนวนมากตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นจนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย Ilda High School (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยนาโกย่า)  เลือกที่จะเป็นหมอที่เป็นอาชีพในฝันของเด็กหลาย ๆ คน

แต่ไม่นานหลังจากนั้นก็ได้เกิดสงครามขึ้นในญี่ปุ่น ตั้งแต่เล็ก Shirota ไม่ชอบการต่อสู้ เขาคิดถึงความเงียบสงบและความเป็นอิสระ เขาจึงตัดสินใจมุ่งสู่งเมืองเกียวโตของญี่ปุ่น

ในเดือนเมษายน ปี 1921 Shirota ศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยเกียวโต เมื่อเขาเริ่มเรียนในสาขาการแพทย์ เขาสนใจที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับจุลินทรีย์และศึกษาจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรค 

ในเมือง Inadani บ้านเกิดของเขา ที่ซึ่ง Shirota รู้ว่าแถบนั้นเป็นพื้นที่แห้งแล้งไม่สามารถปลูกพืชไร่ได้ ทำให้หลายคนอยู่ในความยากจน เนื่องจากความยากจน เด็ก ๆ จึงไม่ได้รับอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ร่างกายจึงอ่อนแอ 

นั่นทำให้เด็กหลายคนเสียชีวิตด้วยโรคบิด ดังนั้น Shirota จึงมุ่งมั่นที่จะหายาที่สามารถขจัดโรคต่างๆ เช่น โรคบิดและไข้รากสาดใหญ่ และยังศึกษาวิธีป้องกันการแพร่กระจายของโรคนี้ด้วย

ในฤดูใบไม้ผลิปี 1925  ในช่วงเวลานั้น การวิจัยของ Shirota มีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก ในการวิจัยของเขาพบว่าแบคทีเรียเป็นอันตรายเนื่องจากไข้รากสาดใหญ่และโรคบิดที่เข้าสู่ร่างกายอาจทำให้เกิดโรคได้ 

Shirota มุ่งวิจัยเรื่องแบคทีเรีย
Shirota มุ่งวิจัยเรื่องแบคทีเรีย

แต่เขาได้ค้นพบว่า ในกระเพาะอาหารของมนุษย์มีแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ที่ปกป้องสุขภาพและต่อสู้กับแบคทีเรียที่เป็นอันตรายได้  แบคทีเรียแลคโตบาซิลลัสเป็นตัวอย่างของแบคทีเรียที่ดีในกระเพาะอาหารของมนุษย์

จากนั้น Shirota ก็คิดว่าจะมีการสร้างแบคทีเรียแลคโตบาซิลลัสจากธรรมชาติ จากนั้นจึงนำมาขยายพันธุ์และทำให้สามารถดื่มได้ 

ด้วยวิธีนี้ แบคทีเรียที่เป็นอันตรายสามารถถูกกำจัดและรักษาสุขภาพตามธรรมชาติได้ Shirota ทำการวิจัยเพื่อเสริมสร้างแลคโตบาซิลลัสต่อไปหลังจากนั้น

ในปี 1939 Shirota ได้พบและแต่งงานกับ Yoshie พวกเขาเริ่มต้นชีวิตใหม่ใน Kamigyoku ในเกียวโต 

ปีต่อมา Shirota ได้รับปริญญาเอกด้านการแพทย์และเริ่มสอนที่มหาวิทยาลัยเกียวโต  ชีวิต Shirota มีความสุขมากเมื่อเขาและ Yoshie ได้ให้กำเนิดลูกชายสองคนคือ Takane และ Mari

หลังจากนั้น Shirota ได้รับจดหมายจากรัฐบาลให้มาช่วยเหลือในการทำสงครามและปกป้องประเทศ Shirota ได้รับมอบหมายให้เป็นแพทย์ทหาร 

จากนั้น ในเดือนกรกฎาคม ปี 1938 เขาต้องข้ามทะเลไปยังประเทศจีน เมื่อได้รับมอบหมายให้สอนเป็นศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยการแพทย์ Harupin ประเทศจีน และเมื่อเกิดสงครามในจีน Shirota ได้กลับมายังญี่ปุ่น

ศูนย์วิจัย Shirota ก่อตั้งขึ้นในเดือนมกราคม ปี 1939 Shirota จึงหยุดสอนหนังสือ มาพัฒนาสินค้ายาคูลท์อย่างจริงจัง ในขณะนั้นญี่ปุ่นได้แปรสภาพเป็นรัฐทหารที่ใช้เงินจำนวนมหาศาลไปใช้สร้างเรือรบและรถถัง แทนที่จะจัดหาอาหารให้ประชาชน 

นั่นทำให้เด็กที่โตขึ้นได้รับอาหารไม่เพียงพอ ในที่สุด หลายคนเสียชีวิตเนื่องจากขาดสารอาหาร ซึ่งยาคูลท์เป็นสินค้าราคาถูก ที่ใครๆ ก็สามารถซื้อได้

ยาคูลท์ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ราคาถูก คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้
ยาคูลท์ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ราคาถูก คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้

ในปี 1941 Yoshie ภรรยาของ Shirota เสียชีวิต ในขณะเดียวกันก็เกิดสงครามโลกครั้งที่สองขึ้น สงครามดำเนินต่อไปเป็นเวลาสี่ปี ก่อนที่ญีปุ่นจะพ่ายแพ้ให้กับอเมริกา

หลังจากนั้น Shirota ได้มาก่อร่างสร้างธุรกิจยาคูลท์กับเพื่อนของเขาแบบเต็มตัวในปี 1950 การผลิตและการตลาดของยาคูลท์ได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง 

สำหรับชื่อยาคูลท์นั้นมาจากภาษาเอสเปรันโต “จาฮูรูโต” ซึ่งแปลว่าโยเกิร์ต เนื่องจากยาคูลท์เป็นเครื่องดื่มโปรไบโอติกที่คล้ายกับโยเกิร์ตมาก

ในปี 1955 Shirotaได้ย้ายสำนักงานใหญ่ไปที่โตเกียว ยาคูลท์ ผลิตภัณฑ์หลักของเขากำลังได้รับความนิยม นั่นทำให้เขาประสบความสำเร็จด้วยงานวิจัยของเขาในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์และความสำเร็จในฐานะนักธุรกิจ

Shirota มีโอกาสเข้าร่วมการสัมมนาระดับนานาชาติด้านจุลชีววิทยาในสหภาพโซเวียตในปี 1966 และในปี 1969 ความพยายามของ Shirota ได้รับการยอมรับด้วยรางวัล Tokyoku Kunyon Jitsusho Jusho ที่เป็นความสำเร็จสูงสุดในชีวิตของเขาในท้ายที่สุด

ปัจจุบันบริษัทประสบความสำเร็จในผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มของยาคูลท์โดยใช้แลคโตบาซิลลัสและจุลินทรีย์อื่น ๆ ผลิตเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ยาคูลท์ยังคงเติบโตและขยายตัวอย่างต่อเนื่องจวบจนถึงปัจจุบัน

Minoru Shirota ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 10 มีนาคม ปี 1982 รวมอายุ 82 ปี

*** หมายเหตุ ***

ส่วนสาวยาคูลท์ หรือที่ในญี่ปุ่นเรียกว่า ยาคูลท์ซัง หรือยาคูลท์เลดี้ เป็นวิธีการขายที่บริษัทยาคูลท์คิดขึ้น เริ่มใช้ตั้งแต่เมื่อปี 1963 เพราะเล็งเห็นว่าผู้หญิงสามารถเข้าถึงผู้บริโภค ซึ่งในยุคนั้นคนซื้อมักเป็นแม่บ้าน และยังทำให้ติดตลาดโดยไม่ต้องเสียค่าโฆษณามากเท่าการวางขายตามซูเปอร์มาร์เก็ตอีกด้วย

References : https://www.scmp.com/lifestyle/health-wellness/article/2172303/yakult-story-japanese-health-drink-conquered-world
https://en.wikipedia.org/wiki/Yakult_Honsha
https://yakult.com.mt/company-mt/the-origins/

Salt Bae กับวิดีโอโรยเกลือ 36 วินาทีบน Instagram ที่เปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล

Nusret Gokce กับการเกิดขึ้นของ Salt Bae นั้นได้เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2017 ซึ่งเป็นวันที่เขาโพสต์วิดีโอความยาว 36 วินาทีบน Instagram ในหัวข้อ “Ottoman Steak” 

ในคลิป Gokce แสดงท่าทีอันเป็นเอกลักษณ์ของเขา หั่นสเต็กที่ติดกระดูก และปิดท้ายด้วยการโรยเกลือที่ได้เป็นเอกลักษณ์ส่วนตัวของเขา 

หลังจากที่โด่งดังใน Instagram มันก็เริ่มถูกนำไปเผยแพร่บน Twitter หลังจากนั้นมันก็ได้ถูก รีทวีตอย่างบ้าคลั่งจนไปเตะตาเหล่าคนดัง

วันรุ่งขึ้น Bruno Mars ทวีตรูปภาพของ Salt Bae พร้อมคำบรรยายใต้ภาพ “Annndddd I’m out” และมีมเกิดขึ้น ภายใน 48 ชั่วโมง โพสต์นี้มีผู้เข้าชม 2.4 ล้านครั้ง ถึงวันนี้ โพสต์นี้มีผู้เข้าชม 16,154,893 ครั้ง เรื่องราวของ Salt Bae ก็ได้เริ่มต้น ณ วันนั้น

Ottoman Steak วีดีโอสั้น ๆ ที่เปลี่ยนชีวิตชายคนนี้ไปตลอดกาล (CR:Sick Chirpse)
Ottoman Steak วีดีโอสั้น ๆ ที่เปลี่ยนชีวิตชายคนนี้ไปตลอดกาล (CR:Sick Chirpse)

Gokce ในเมือง Erzurum ประเทศตุรกี ในปี 1983 ด้วยฐานะที่ยากจน จากครอบครัวที่มีรายได้จำกัด เนื่องจากความยากลำบากทางการเงินและสภาพความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก เขาต้องออกจากโรงเรียนในชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในวัยเพียง 5 ขวบเท่านั้น

Gokce เติบโตขึ้นมาเป็นลูกชายของคนงานเหมืองโดยมีพี่น้องสี่คน เมื่ออายุ 13 ปี เขาเริ่มทำงานเป็นเวลานานหลายชั่วโมงในฐานะเด็กฝึกงานที่ร้านขายเนื้อในท้องถิ่น เขาใช้เวลาอีกกว่าทศวรรษทำงานที่ร้านสเต็กตุรกี

จากนั้นในปี 2009 Gokce ได้เดินทางไปยังบัวโนสไอเรส ซึ่งเป็นเมืองแห่งการกินเนื้อ โดยเดินไปเพื่อทำการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ เขาทำงานที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งที่นั่น แต่หัวใจของเขามุ่งมั่นที่จะนำความรักในเนื้อสัตว์มาสู่อเมริกา

“ผมปรารถนาและต้องการเปิดร้านอาหารอยู่เสมอ” Gokce กล่าว

ภายในปี 2010 Gokce ซึ่งตอนนั้นอายุ 27 ปี เขาเปิดร้านสเต็ก Nusr-Et แห่งแรกในย่าน Etiler ของอิสตันบูล มีโต๊ะแปดโต๊ะและพนักงาน 10 คน 

วันหนึ่ง นักธุรกิจชาวตุรกีชื่อ Ferit Sahenk ที่เข้ามาทานอาหารที่ร้าน รู้สึกประทับใจมาก หลังจากนั้นเขาก็ได้เข้ามาลงทุนในธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้นนี้กับ Gokce

ด้วยเงินทุนของ Sahenk นั่นทำให้ Gokce จึงสามารถเปิดสาขาเพิ่มเติมในตะวันออกกลาง รวมถึงในอังการา โดฮา และดูไบ

จากนั้นชื่อเสียงทางอินเทอร์เน็ตก็เกิดขึ้น หนึ่งปีหลังจากวันนั้นในเดือนมกราคม ปัจจุบัน Gokce มีร้านอาหาร 13 แห่งทั่วโลก ตั้งแต่อาบูดาบีไปจนถึงไมอามี และมีพนักงานกว่า 600 คน 

โดยรายชื่อของผู้ที่ไปทานอาหารที่ร้านอาหารของเขา ล้วนเป็นคนโด่งดังแทบทั้งสิ้น ไล่ไปตั้งแต่ Drake และ DJ Khaled ไปจนถึง Odell Beckham Jr. และ P Diddy 

การได้กระทบไหล่คนดังทำให้ชื่อเสียงของ Salt Bae ยิ่งพุ่งกระฉูด (CR:Hashtag Legend)
การได้กระทบไหล่คนดังทำให้ชื่อเสียงของ Salt Bae ยิ่งพุ่งกระฉูด (CR:Hashtag Legend)

เขาได้รับการแนะนำในบทความหลายสิบบทความบนสื่อชื่อดัง รวมถึงรายการโทรทัศน์ชื่อดังก็เข้ามาร่วมรายงานเรื่องราวของ Gokce

ในเมลเบิร์น ออสเตรเลีย มีแม้กระทั่งภาพจิตรกรรมฝาผนังของเขา เป็นภาพ Gokce อยู่ในท่าโรยเกลือที่เป็นเอกลักษณ์ของเขา

สำหรับคนอื่น ๆ ชีวิตของ Gokce อาจดูเหมือนห่างไกลจากการเป็นเด็กฝึกหัดขายเนื้อ แต่ไม่ใช่สำหรับเขา: “ชีวิตของผมยังไม่เปลี่ยนแปลงในตอนนี้” เขากล่าว “ผมยังคงทำงานตั้งแต่เช้าจนถึงเที่ยงคืน”

ต้องบอกว่าตอนนี้มันไม่สำคัญว่า Gokce จะทำซ้ำท่าโรยเกลือรูปแบบเดียวกันสำหรับทุกคนที่เข้ามาสั่งสเต็กที่ร้านเขา แต่ไม่มีใครรู้สึกผิดหวัง กับการได้มายลโฉมตัวจริงกับการโรยเกลือแบบตัวเป็น ๆ กับเขา

ส่วนหนึ่งของความสำเร็จของ Salt Bae คือการที่เขาสามารถสร้างแบรนด์สำหรับตัวเองและใช้ประโยชน์จากมันด้วยอาณาจักรร้านอาหารของเขา : เสื้อยืดสีขาวรัดรูป แว่นกันแดด Steampunk และซิการ์เป็นครั้งคราวที่เรามักพบเห็นในโพสต์ Instagram ของเขา

มันชัดเจนว่าอะไรเป็นสิ่งที่ดึงดูดมวลชน ให้เต็มใจจ่ายเงินจำนวนเงินก้อนโตสำหรับอาหารมื้อค่ำที่ร้านของเขา เพราะมันไม่ใช่เพียงแค่ดื่มด่ำเฉพาะรสชาติของอาหาร 

ดังที่ Joshua David Stein เขียนไว้ในบทความบนนิตยสาร GQ : “สเต็กนั้นเหนือธรรมชาติหรือไม่? ไม่ สเต็กนั้นธรรมดา ค่อนข้างเหนียวและค่อนข้างจืดชืด แฮมเบอร์เกอร์สุกเกินไป ….แต่มันสำคัญไฉน? เพราะไม่มีใครไปหา Salt Bae เพื่อทานสเต็ก”

References : https://childhoodbiography.com/salt-bae-childhood-story-plus-untold-biography-facts/
https://www.cnbc.com/2018/01/26/this-is-how-salt-bae-became-the-most-famous-butcher-on-instagram-in-the-world.html
https://www.mashed.com/121182/restaurant-hacks-need-know/
https://gl-news.com/news/salt-bae-a-short-story-of-a-long-road-to-success/