Cheeky Chunk กับการทิ้งปริญญา MBA สู่เส้นทางมหาเศรษฐีค้าร่มออนไลน์

ร่ม อย่างที่เราได้รู้จักกันดีว่ามันถูกใช้เพื่อปกป้องเราจากฝน หรือ แสงแดด หลายคนมองร่มเป็นสินค้าที่มีคู่แข่งมากมาย และ เป็นธุรกิจที่ไม่น่าสนใจ แต่ชายที่มีนามว่า Patik Doshi มองเห็นโอกาสที่ต่างออกไป

Pratik ได้เริ่มต้นธุรกิจ Cheeky Chunk ในปี 2014 ในตอนแรกนั้นเขาได้วางจำหน่ายร่มสุดแหวกแนวของเขาไม่กี่แห่งในตลาดเล็ก ๆ ของประเทศอินเดีย แต่เนื่องจากได้รับการตอบรับที่ดี เขาจึงได้เริ่มมาเอาจริงเอาจัง และเริ่มต้นสร้างบริษัทขายร่มที่มีดีไซน์และเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร

Pratik ที่เรียนจบ MBA จากมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศอินเดีย ต้องทนให้เพื่อนหัวเราะเยาะเขาอยู่ตลอดเวลาในช่วงแรก ๆ ของการตั้งบริษัทค้าร่มของเขา ซึ่งในขณะที่เพื่อน ๆ MBA ได้รับเงินเดือนมหาศาล และนั่งโต๊ะทำงานสบาย ๆ ในห้องแอร์ แต่ชีวิตของ Pratik นั้นแตกต่างออกไป

Pratik คิดอย่างเดียวว่า ต้องสร้างตัวให้ทัดเทียมเพื่อน ๆ ให้ได้เร็วที่สุด เขาก็พยายามขยายตลาดร่มของเขาไปทั่วเมือง โดยการเริ่มต้นจาก 0 เพราะเขาเองก็แทบจะไม่มีเงินทุนในการขยายกิจการมากนัก

เขาได้นำร่ม 500 คัน ที่ทำการผลิตและจำหน่ายผ่านทางเพื่อน ๆ และครอบครัวของเขา โดยใช้เงินทุนตั้งต้นราว ๆ 135,000 รูปี หรือราว ๆ ห้าหมื่นบาทไทย เพื่อนำมาเป็นทุนในการออกแบบผลิตภัณฑ์และพัฒนาเว๊บไซต์ โดยเป็นเงินที่เขาได้รับจากการสอนพิเศษในสมัยเรียนมหาวิทยาลัย

ร่มที่ดีไซต์เป็นเอกลักษณ์ของ Cheeky Chunk
ร่มที่ดีไซต์เป็นเอกลักษณ์ของ Cheeky Chunk (CR:yourstory)

แต่ครึ่งปีแรกผ่านไปอย่างทุลักทะเล เขาแทบจะไม่สร้างกำไรจากธุรกิจขายร่มของเขาได้เลย ตอนนั้นเขาคิดว่าตัวเองต้องไปหางานที่่เหมาะสมจริง ๆ ที่ดีกว่าการมาขายร่ม และทำตัวให้เหมือนกับเพื่อน ๆ ที่นั่งตากแอร์ทำงานสบาย ๆ

มันเป็นเรื่องที่เจ็บปวดมาก ๆ ที่เมื่อเขามองเพื่อน ๆ ที่ได้ดิบได้ดีกันถ้วนหน้า เขาจึงต้องเลือกทางเดินของชีวิต โดยตัดสินใจที่จะลองพยายามอีกครั้ง เป็นครั้งสุดท้ายหากไม่ work ก็จะกลับไปทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนเหมือนเพื่อน ๆ คนอื่น

เขาจึงต้องทำร่มที่สมบูรณ์แบบ ที่ดีที่สุดในตลาด โดยปรับกระบวนการผลิต Pratik ได้ทำการจัดหาเฟรมร่มคุณภาพสูงจากซัพพลายเออร์ในประเทศ และจ้างผู้รับเหมามืออาชีพในเรื่องการพิมพ์และเย็บร่ม

เขาต้องทำหลาย ๆ อย่างด้วยตัวคนเดียวไม่ว่าจะเป็นการซ่อมเครื่องพิมพ์ลายเพื่อให้มันกลับมาทำงานได้อีกครั้ง หรือ การแบกผ้า 10 กก. ไว้บนบ่าเป็นระยะทาง 1 กิโลเมตร เพื่อให้แน่ใจว่าร่มของเขาจะได้รับการผลิตที่ตรงตามเวลา

หลังจากมาโฟกัสเรื่องคุณภาพ คำสั่งซื้อก็เพิ่มเข้ามามากขึ้น ซึ่งสูงถึง 400 คันต่อวัน จึงเป็นเรื่องยากที่เขาจะสามารถแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียวอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการแพ็คสินค้า ตรวจสอบผลิตภัณฑ์ การออกใบแจ้งหนี้ หรือ ดูแลงานอื่น ๆ

เมื่อยอดขายเพิ่มขึ้น Pratik ก็ต้องการทีมงานเพื่อขยายกิจการ
เมื่อยอดขายเพิ่มขึ้น Pratik ก็ต้องการทีมงานเพื่อขยายกิจการ (CR:yourstory.com)

เขาจึงได้เพิ่มทีมงานระดับท็อป 6 คน ซึ่งประกอบไปด้วยนักศึกษาฝึกงาน MBA 2 คน นักบัญชี และ เจ้าหน้าที่บรรจุร่มอีกตำแหน่งละ 2 คน เพื่อมาขยายกิจการร่มของเขา

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญก็คือการนำร่มเข้าสู่ตลาด Ecommerce เขาใช้เทคนิควิธีในการอัปโหลดรายชื่อผลิตภัณฑ์ทั้งหมด และใส่คำค้นหามากกว่า 100 คำ เพื่อให้ผู้คนสามารถค้นพบผลิตภัณฑ์ของเขาได้

ซึ่งเป็นการทำตลาดแบบ SEO (Search Engine Optimization) เมื่อเขาวางขายร่มคันแรกในเว๊บไซต์อย่าง amzon ตอนแรกคำค้นหาของเขาอยู่หน้า 20 แต่เพียงไม่ถึง 3 สัปดาห์มันก็ได้พุ่งขึ้นไปอยู่หน้าแรก และกลายเป็นร่มที่ขายดีที่สุดใน amazon.in ทันที

ปัจจุบัน Cheek Chunk ขายผ่านเว๊บไซต์ของพวกเขาเอง รวมถึงในแพล็ตฟอร์ม Ecommerce ต่างๆ มากมายไม่ว่าจะเป้น Flipkart , Amazon , Snapdeal และร้านค้าปลีกอีก 2-3 แห่งในเมืองมุมไบ

ยอดขายส่วนใหญ่มาจาก Ecommerce แทบจะทั้งสิ้น ในปี 2019 พวกเขาขายร่มไปมากกว่า 10,000 คัน ทำให้บริษัทร่มของเขากลายเป็นอีกหนึ่งบริษัทที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดใน แพล็ตฟอร์ม Ecommerce ของอินเดีย

แนวคิดที่น่าสนใจจาก Pratik กับธุรกิจขายร่มอย่าง Cheek Chunk เขาได้กล่าวว่า การถ่ายภาพที่สวยงามนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญต่อธุรกิจของเขา เขาเชื่อว่า 50 % ของการตลาดของผลิตภัณฑ์ของเขา มันได้ถูกสร้างการบอกต่อโดยตัวผลิตภัณฑ์และลูกค้าของเขาเอง

เขาแนะนำสิ่งที่สำคัญว่า อย่าจ่ายเงินให้ใครเด็ดขาด เพื่อมาอวยผลิตภัณฑ์ของตัวเอง ปล่อยให้การรีวิวแบบธรรมชาติจากลูกค้า เป็นการบอกต่อสร้างคุณค่าของผลิตภัณฑ์ของตัวคุณเองจะดีกว่า

มีคำพูดที่น่าสนใจจาก Pratik ที่กล่าวว่า “คุณจะไม่มีทางเห็นพวกเราขาย แก้วกาแฟธรรมดา ๆ หรือ เสื้อยืดธรรมดา ๆ ที่มีหลายคนทำมัน และเราไม่อยากเสียเวลาในการทำแบบเดียวกันกับคนอื่น คุณจะเห็นเราแก้ปัญหาที่แท้จริงด้วยความคิดสร้างสรรค์ของเราเท่านั้น”

“คุณอาจจะเห็นคนสิบคนที่ถือร่มสีดำที่ดูซ้ำซากจำเจน่าเบื่อ แต่คุณต้องยิ้มเมื่อเห็นคนที่สิบเอ็ดถือร่ม Cheeky Chunk สีเหลืองที่ออกแบบมาโดยความคิดสร้างสรรค์ของเรา นั่นคือสิ่งที่เราตั้งใจจะทำเพื่อผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของเรา”

References : https://yourstory.com/2015/07/cheeky-chunk-pratik-doshi
https://medium.com/the-innovation/the-man-whose-startup-made-millions-just-by-selling-umbrellas-2ab1d802a7
https://www.theweekendleader.com/Success/2693/happy-rainy-days.html

GrubHub กับการเปลี่ยนค่ำคืนที่แสนหิวโหยสู่ธุรกิจส่งอาหารหมื่นล้าน

มันเป็นเพียงแค่ ค่ำคืนหนึ่งที่เขารู้สึกหิวโหย แต่ Matt Maloney เล็งเห็นถึงโอกาสที่เป็นไปได้ ในปี 2004 เขาและเพื่อร่วมงาน Mike Evans ก็ได้ร่วมมือกันเปิดบริการสั่งอาหารออนไลน์ที่มีชื่อว่า GrubHub ในเมืองชิคาโก

ต้องบอกว่าการเกิดขึ้นของนวัตกรรมหรือธุรกิจใหม่ ๆ นั้น ไอเดียมักจะเกิดขึ้นเมื่อพบกับปัญหาที่ต้องแก้ไข แม้จะเป็นปัญหาง่าย ๆ อย่างการไม่มีตัวเลือกของอาหารเย็น หรือ ความเจ็บปวดในการต้องโทรหาร้านอาหารและสั่งโดยการที่ต้องเสียเวลาในการบอกเลขบัตรเครดิตให้กับร้าน

Matt Maloney และ Mike Evans สองหนุ่มผู้ซึ่งทำเป็นนักพัฒนาโปรแกรมให้กับ Apartments.com ด้วยการที่ทั้งคู่ต้องอยู่ทำงานดึก ๆ ดื่น ๆ เป็นประจำ ซึ่งทำให้พวกเขาเบื่อกับการที่ไม่มีตัวเลือกมากนักในการสั่งอาหารในช่วงตอนเย็น

และมันเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ทั้งคู่กำลังดำเนินการค้นหาข้อมูลทางภูมิศาสตร์สำหรับอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า เพื่อมาเติมเต็มบริการของ Apartments.com ซึ่งมันทำให้พวกเขาเอะใจว่า ทำไมมันถึงไม่มีบริการแบบนี้สำหรับการส่งอาหาร

เห็นไอเดียจากแผนที่ทางภูมิศาสตร์ของ Apartments.com
เห็นไอเดียจากแผนที่ทางภูมิศาสตร์ของ Apartments.com (CR:apartments.com)

ทั้งคู่ก็ได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลร้านอาหารรวมถึงถึงเมนู หลายร้อยเมนูทั่วเมืองชิคาโก และทำการเร่งเขียนโค้ดเพื่อสร้างบริการง่าย ๆ ของ GrubHub ขึ้นมา

ในตอนแรกพวกเขาได้คิด Business Model ง่าย ๆ คือการโฆษณา มีการเรียกเก็บเงิน 140 ดอลลาร์ สำหรับวางโฆษณาตำแหน่ง Premium เป็นเวลา 6 เดือนในเว๊บไซต์ของพวกเขา

แต่แนวคิดนี้ดูเหมือนจะไม่ได้รับการตอบรับจากเหล่าร้านค้า เพราะพวกเขามองว่าจะมาจ่ายเงินให้กับเว๊บไซต์ที่ไม่มีคนรู้จักไปทำไมกัน สุดท้ายพวกเขาจึงได้ปรับ Model ธุรกิจใหม่เป็นการเก็บค่าคอมมิชชั่น 10% จากสิ่งที่ร้านค้าขายแทน

แน่นอนว่าในช่วงนั้นถือว่ายังเป็นบริการใหม่ และพวกเขาสามารถ Scale บริษัทได้ง่าย ๆ ด้วยเงินทุนที่ไม่มากนัก พวกเขาทำกันแค่สองคนในช่วงแรก แม้ยังไม่มีนักลงทุนในชิคาโกคนใดสนใจกิจการของพวกเขา แต่พวกเขาก็ไม่ยอมแพ้

พวกเขาจึงลุยต่อด้วยการขยายกิจการไปที่เมืองซานฟรานซิสโก และเริ่มทำการตลาดแบบกองโจร ที่ซานฟรานซิสโก ร้านอาหารต่างๆ มีความเปิดกว้างมากกว่า ทำให้คำสั่งซื้อเริ่มเข้ามาอย่างคึกคัก ผู้คนในซานฟรานซิสโกต่างชื่นชอบบริการของ GrubHub และสุดท้ายมันก็ได้ดึงดูดนักลงทุนให้มาสนใจกิจการของพวกเขา

แต่อย่างไรก็ตามการขยายไปต่างเมือง ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ สำหรับพวกเขา เพราะพวกเขาก็ไม่ได้รู้จักพื้นที่ดังกล่าวมากเพียงพอ เมื่อเทียบกับชิคาโก เมืองที่เขาอาศัยอยู่ และรู้ลึกถึงทุกซอกทุกมุมของเมืองว่ามีร้านเด็ดอยู่ที่ไหน

พวกเขาไม่มีเงินทุนมากพอที่จะสร้างสำนักงานในทุก ๆ เมืองที่ขยายไปได้ เขาจึงต้องหาวิธีการทำตลาด และสร้างการรับรู้ และเพิ่มฐานข้อมูลร้านอาหารโดยใช้เงินลงทุนที่น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

GrubHub ถือเป็นหนึ่งในกิจการทางด้าน internet ที่แปลกประหลาด เพราะพวกเขาเน้นการโฆษณาแบบออฟไลน์ โดยเฉพาะการอัดเม็ดเงินเข้าไปที่ศูนย์กลางทางด้านการขนส่ง

ผู้คนส่วนใหญ่กลับบ้านจากที่ทำงานเวลา 6 โมงเย็น จะหิวและมีความอ่อนไหวกับข้อความโฆษณาของ GrubHub เป็นอย่างมากตามสถานีรถไฟต่าง ๆ ที่คนทำงานเดินทางอย่างพลุกพล่าน ในเมืองอย่างนิวยอร์ก ซิตี้ที่พวกเขาเพิ่งขยายไป GrubHub ได้ซื้อโฆษณาแบบไร้รอยต่อที่ฉาบอยู่บนรถไฟใต้ดิน และรถประจำทาง

ด้วยการเติบโตอย่างรวดเร็ว ก็ได้มีการควบรวมกิจการกับ Seamless ซึ่งเป็นคู่แข่งรายสำคัญ และเป็นแบรนด์ยอดนิยมในเมืองใหญ่อย่าง นิวยอร์ก โดยทั้ง Mike และ Matt ก็ได้ตัดสินใจที่จะยังคงรักษาแบรนด์ GrubHub และ Seamless ไว้ทั้งคู่

เข้าควบรวมกิจการกับ Seamless ที่โดดเด่นในเมืองนิวยอร์ก
เข้าควบรวมกิจการกับ Seamless ที่โดดเด่นในเมืองนิวยอร์ก (CR:fanside.com)

จุดเปลี่ยนอีกครั้งคือในปี 2010 เมื่อมือถือสมาร์ทโฟน กำลังเข้ามามีบทบาทมาก ๆ พวกเขาก็ได้เปิดตัวแพลตฟอร์มบนมือถือ มีการสร้างแอปบนแท็บเล็ตสำหรับร้านอาหารเพื่อยืนยันและดำเนินการสั่งซื้อได้สะดวกยิ่งขึ้น

Key หลักสำคัญที่เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จของ GrubHub คือการการันตีว่าจะทำการจัดส่งได้ใน 60 นาที หากคำสั่งซื้อของลูกค้าไม่ได้รับการยืนยันภายใน 5 นาที แสดงว่า GrubHub ไม่พร้อมจะส่งในช่วงเวลาดังกล่าว พวกเขามองเรื่องประสิทธิภาพเวลาในการส่งเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าทำไม่ได้ พวกเขาก็จะไม่รับ Order จากลูกค้าเด็ดขาด

การเติบโตของ GrubHub ต้องบอกว่ามาไกลเกินกว่าเพียงแค่ความหิวโหยในค่ำคืนหนึ่งของ Matt Maloney เป็นอย่างมาก เพราะตอนนี้พวกเขามีลูกค้ากว่า 19.9 ล้านคน และร้านอาหารที่อยู่ในแพล็ตฟอร์มกว่า 115,000 แห่ง ใน 3,200 เมือง และ 50 รัฐในประเทศอเมริกา และ เพิ่งถูกเข้าซื้อกิจการโดย Just Eat Takeaway ซึ่งเป็นบริการจัดส่งอาหารยักษ์ใหญ่ในยุโรป ที่ได้เข้าซื้อกิจการ GrubHub มูลค่ากว่า 7.3 พันล้านดอลลาร์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่นเองครับผม

References : https://en.wikipedia.org/wiki/Grubhub
https://www.inc.com/magazine/201411/liz-welch/how-i-did-it-matt-maloney-of-grubhub-and-seamless.html
https://www.theverge.com/2020/5/15/21260609/grubhub-phone-call-fees-controversial-pandemic-covid-19-criticism
https://www.intersection.com/success-story/grubhub/
https://www.chicagotribune.com/business/blue-sky/ct-matt-maloney-grubhub-email-resign-bsi-20161110-story.html

John Paul DeJoria จากยาจกคนไร้บ้าน สู่เส้นทางมหาเศรษฐีหมื่นล้าน

John Paul DeJoria จากคนไร้บ้านแสนอาภัพ ได้เปลี่ยนเงินทุนเพียง 700 เหรียญ ให้กลายเป็นบริษัท John Mitchell Systems ซึ่งเป็นบริษัทดูแลเส้นผมที่สามารถทำกำไรมากที่สุดในโลก สร้างความมั่งคั่งให้เขากลายเป็นเศรษฐีที่มีมูลค่าทรัพย์สินกว่า สามหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

เมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้ว DeJoria เป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยว ที่แทบจะไม่มีบ้านสำหรับไว้ซุกหัวนอนเลยด้วยซ้ำ หลังจากใช้เวลาสองปีกับกองทัพเรือสหรัฐ เขาก็ได้ออกมาเป็นพนักงานขาย สารานุกรมและประกันภัย โดยใช้วิธีการเคาะประตูไปตามบ้าน

DeJoria เข้าสู่โลกของการดูแลเส้นผม โดยได้เข้ามาเป็นพนักงานของ Redken แต่เขาก็ได้ถูกไล่ออกไปในปี 1980 จนเขาต้องเลือกทางเดินสุดท้ายของชีวิต ด้วยการชวน Paul Mitchell ช่างทำผมที่เขารู้จัก และกู้เงิน 700 เหรียญ มาเพื่อสร้างธุรกิจที่เป็นหนทางรอดสุดท้ายของชีวิตเขา

ช่วงแรกของการทำธุรกิจ เขาแทบจะไม่มีที่นอน ต้องนอนในรถ Rolls Royce คันเก่าอายุ 20 ปี แต่ต้องบอกว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องเพราะยอดขายของธุรกิจเขาได้เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ อย่างรวดเร็ว

จุดเปลี่ยนที่สำคัญคือ ในปี 1989 เขาก็ได้ร่วมก่อตั้ง Patron ซึ่งเป็นเตกีล่าระดับพรีเมี่ยม โดยใช้พนักงานชาวบ้านมากกว่า 1,000 คนในประเทศเม็กซิโก โดยได้เข้าไปสนับสนุนเศรษฐกิจในท้องถิ่นหลาย ๆ ด้าน ทั้งด้านการศึกษา และ ที่อยู่อาศัยสำหรับเด็กกำพร้า

ในช่วงต้นการเติบโตของ Patron นั้น มีรายได้เพียงแค่ 1 ล้านเหรียญต่อเดือน แต่ต้องบอกว่าด้วยการบริหารงานของ DeJoria ทำให้กิจการเตกีล่าของเขานั้นเติบโตขึ้นสองเท่าในทุก ๆ ปี

ซึ่งหลังจากได้เงินลงทุนหลายล้านดอลลาร์ ในการเพิ่มกำลังการผลิต เขาก็ไม่เคยทำให้พื้นที่โรงงานของเขาเกิดมลพิษ เพราะกระบวนการกลั่นของเขา นำน้ำกลั่นที่เหลือ กลับมาใช้ใหม่ เพื่อทำปุ๋ยให้กับผืนดิน

สุดท้ายเขาก็สามารถทำให้ Petron กลายมาเป็นเตกีล่าอันดับหนึ่งของโลก ซึ่งเขาก็ได้ทำการขายกิจการให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง บาคาร์ดี ในปี 2018

Patron ที่สุดท้ายขายให้ยักษ์ใหญ่อย่างบาคาร์ดี
Patron ที่สุดท้ายขายให้ยักษ์ใหญ่อย่างบาคาร์ดี

ชีวิตของ DeJoria เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วผ่านธุรกิจที่สร้างรายได้ให้กับเขาอย่างต่อเนื่อง และเขาก็ได้พยายามขยายธุรกิจออกไปในแขนงต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น เครือไนต์คลับ House of Blues , John Paul Pet ที่เขาเป็นหนึ่งในคนที่ชอบเลี้ยงสัตว์เป็นอย่างมาก และได้ตั้งปณิธานว่าจะเลือกทดสอบผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของเขาด้วยตัวเอง

เมื่อเขาได้มีโอกาสผ่านชีวิตที่ยากลำบากมาก่อน ในตอนนี้เขาจึงร่วมกับมหาเศรษฐีกว่า 150 คน เพื่อมอบรายได้ 50% เพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาโลกให้ดีขึ้น เขายังมีส่วนช่วยในองค์กรการกุศลกว่า 160 องค์กรทั่วโลก

ความหลงใหลในการให้ของ DeJoria นั้น ทำให้ DeJoria เซ็นสัญญากับ Bill Gates และ Warren Buffet ใน “The Giving Pledge” ในปี 2011 เพื่อนำรายได้ของเขากว่าครึ่งไปช่วยเหลือองค์กรการกุศลนี้

บริจาครายได้ครึ่งนึงให้ มูลนิธิ The Giving Pledge ของ bill Gates และ Warren Buffet
บริจาครายได้ครึ่งนึงให้ มูลนิธิ The Giving Pledge ของ bill Gates และ Warren Buffet (CR:vox.com)

นอกจากนี้เขายังได้ก่อตั้ง มูลนิธิ Peace Love & Happiness Foundation เพื่อเป็นศูนย์กลางในการบริจาคเพื่อการกุศลของเขา ที่สะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมหลักของบริษัทของเขา นั่นก็คือ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การช่วยเหลือผู้ยากไร้ และ การปกป้องชีวิตของสัตว์

และตอนนี้จากชายไร้บ้าน ที่แทบไร้ที่ซุกหัวนอน เขาได้มาอาศัยอยู่ในที่ดินมูลค่ากว่า 50 ล้านดอลลาร์ ในมาลิบู พร้อมของเล่นทั้งหมดที่ผู้ชายต้องการ ไม่ว่าจะเป็นมอเตอร์ไซต์ รถยนต์ เครื่องบินเจ็ทส่วนตัว

เขาได้ให้แนวคิดที่น่าสนใจมาก ๆ ในภาพยนต์สารคดีที่เกี่ยวกับเรื่องราวชีวิตของเขาที่มีชื่อว่า “Good Fortune”

“ทุกคนมีนิยามของความสำเร็จ” “ทุกวันนี้มันไม่ได้วัดกันแค่ที่ว่าคุณมีเงินเท่าไหร่ หรือ มีตำแหน่งใหญ่โตแค่ไหน แต่ความสำเร็จคือ คุณเก่งที่สุดในสิ่งที่คุณทำแล้วหรือไม่? และหากคุณพบเจอกับความสำเร็จ และคุณไม่ได้แบ่งปันมันให้กับใคร สิ่งนั้นคือความล้มเหลวในชีวิตของคุณ”

References : https://www.cnbc.com/2017/12/15/john-paul-dejoria-went-from-homeless-to-billionaire-following-3-rules.html
https://www.forbes.com/sites/danafeldman/2017/06/21/find-out-how-john-paul-dejoria-went-from-homeless-to-a-billionaire-in-new-doc-good-fortune/?sh=5375c6433794
https://tim.blog/2020/06/20/john-paul-dejoria-transcript/
https://en.wikipedia.org/wiki/John_Paul_DeJoria

https://variety.com/2017/biz/news/2017-philanthropist-of-the-year-john-paul-dejoria-1202510580/

BrewDog กับการระดมทุนแบบ Crowdfunding สู่ธุรกิจคราฟท์เบียร์ 2 พันล้านเหรียญ

BrewDog ซึ่ง James Watt และ Martin Dickie ได้เริ่มต้นธุรกิจเบียร์ตามความฝันเล็ก ๆ ของพวกเขาในประเทศสก็อตแลนด์ ในปี 2007 แต่ตอนนี้พวกเขาสร้างมันให้กลายเป็นธุรกิจเบียร์ยักษ์ใหญ่ มีโรงเบียร์ขนาดใหญ่ 4 แห่ง และกว่า 100 บาร์ในสถานที่ต่าง ๆ ทั่วโลกต่างเป็นลูกค้าของเขา

Watt และ Dickie เติบโตมาในหมู่บ้านชาวประมงเล็ก ๆ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศสกอตแลนด์ ที่มีชื่อว่า Fraserburgh Watt เรียนกฏหมายที่มหาวิทยาลัยเอดินเบอระ ด้วยความขบท เขาทำงานเป็นนักกฏหมายเพียงแค่ 2 สัปดาห์เท่านั้น ก่อนที่จะออกไปตามความฝันของตัวเอง

เขาได้ใช้เวลา 6 ปีต่อมาในการจับปลา และ กุ้งมังกร บนเรือประมงทางตอนเหนือของมหาสมุทรแอตแลนติก และ กลับมาปรุงเบียร์สุดรักเมื่อยามที่เขาขึ้นฝั่ง

ส่วน Dickie นั้น เป็นคอเบียร์มาตั้งแต่ 12 ขวบ เขาพบชุดต้มเบียร์ที่ใต้ห้องหลังคาของพ่อแม่ และเริ่มทำการทดลองกับฮ็อพสดแบบต่าง ๆ ร่วมกับพ่อเขา และได้ไปเจอกับ Watt ที่มหาวิทยาลัยเอดินเบอระ โดยเขาได้ไปศึกษาวิธีการกลั่นจากที่นั่น

หลังจบการศึกษาในปี 2004 เขาได้ไปทำงานเป็นผู้ผลิตเบียร์ที่ Thornbridge Brewery ในประเทศอังกฤษ และเมื่อ Watt เดินทางไปเยี่ยม ทั้งสองก็จะสนุกอยู่กับการปรุงเบียร์ IPA สไตล์อเมริกันซึ่งมีแอลกอฮอล์ที่ค่อนข้างสูง

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของชีวิตทั้งคู่เกิดขึ้นเมื่อพวกเขาได้ไปพบเจอกับ Michael Jackson นักเขียนเรื่องเบียร์ชื่อดังของยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาเบียร์ในปี 1980 หลังจากที่ Jackson ได้มาพบสองหนุ่มเป็นประจำเพื่อชิมเบียร์ที่พวกเขาปรุงขึ้นมา Jackson ก็บอกให้พวกเขาลาออกจากงานประจำ และ มาลุยกับธุรกิจเบียร์แบบ Full Time ได้เสียที

ทั้งคู่ได้รวบรวมเงินออมได้ประมาณ 39,000 เหรียญ และกู้เงินจากธนาคารเพิ่มอีก 26,000 เหรียญ เช่าโรงเก็บศพที่ถูกทิ้งร้าง และชิ้นส่วนการประกอบเบียร์ที่ถูกทิ้งร้างของสภาท้องถิ่นในเมือง

ทั้งคู่ไม่มีแม้แต่ทุนรอนสำหรับถังต้มเบียร์สแตนเลส ที่นักปรุงเบียร์มืออาชีพใช้กัน พวกเขาสามารถใช้ได้เพียงแค่ถังน้ำพลาสติกที่เหลือ ๆ จากท้องถิ่นที่พวกเขาอยู่

แต่พวกเขาก็อดทนต่อไป และในเดือนเมษายนปี 2007 BrewDog ก็ได้ผลิตเบียร์ชุดแรกสำเร็จ แต่โชคไม่เข้าข้างพวกเขานัก เพราะตอนนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤติการเงินปี 2008 พอดิบพอดี ไม่มีใครอยากจะมาเสียเงินซื้อเบียร์รสขม ที่แทบจะไม่มีคนรู้จัก

ด้วยการเริ่มต้นธุรกิจที่แสนอาภัพ พวกเขาต้องย้ายกลับไปพักอาศัยอยู่พ่อและแม่ เนื่องจากไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าสำหรับที่พัก แต่ทั้งสองก็ยังคงมองเป็นแค่เรื่องสนุก เพราะพวกเขาเพิ่งจะอายุเพียง 24 ปีเท่านั้น ซึ่ง Watt เองก็ยังไม่ได้ทิ้งอาชีพการทำประมงไปแต่อย่างใด

จุดเปลี่ยนอีกครั้งหนึ่งก็คือ ในปี 2008 BrewDog ได้ชนะการแข่งขันเบียร์ที่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Tesco และนี่เองที่ทำให้เบียร์ของ BrewDog จะมีโอกาสได้ไปวางขายในร้านค้ากว่า 400 แห่งของ Tesco ทั่วสหราชอาณาจักร ซึ่งคิดเป็นประมาณ 2,000 ขวดต่อสัปดาห์

ด้วยเงินกู้จากธนาคารที่มากขึ้นหลังจากได้เห็นยอด Order ที่สั่งเข้ามาจาก Tesco รวมถึงรายได้บางส่วนจากการตกปลาของ Watt ในที่สุด BrewDog ก็เริ่มเป็นธุรกิจอย่างจริงจัง จนถึงปี 2011 ธุรกิจก็มีความมั่นคงพอที่จะทำให้ Watt ลาออกจากงานประมง

และเพียงไม่นาน ความต้องการเบียร์ของพวกเขาก็พุ่งสูงขึ้น และมีปริมาณมากเกินกว่ากำลังการผลิตที่พวกเขาจะรับไหว พวกเขาต้องการเงินทุน เพื่อมาขยายกิจการโดยด่วน

พวกเขาจึงได้สร้างแนวคิดใหม่ด้วยการระดมทุนจากประชาชนทั่วไปที่รัก BrewDog โดยชักชวนให้มาเป็นหุ้นส่วนของพวกเขาซึ่งวิธีการนี้เรียกว่า Equity for Punks

ในปี 2009 หลังจากผ่านขั้นตอนด้านกฏหมายต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว BrewDog ก็พร้อมที่จะกลายเป็นบริษัทมหาชน โดยผู้ถือหุ้น จะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของกิจการ และจะได้รับสิทธิพิเศษส่วนลดตลอดชีพ 10% ที่บาร์ของ BrewDog และสิทธิ์ในการเป็นสมาชิกคลับเบียร์รายเดือนของ BrewDog

รูปแบบการลงทุน Equity for Punks
รูปแบบการลงทุน Equity for Punks (CR:BrewDog)

ซึ่งในรอบ Equity for Punks ครั้งแรกนั้น BrewDog ระดมทุนได้ 975,000 ดอลลาร์จากนักลงทุนประมาณ 1,330 ราย มาถึงปัจจุบันเข้าสู่รอบที่ 6 ของการระดมทุนแล้ว โดยประสบความสำเร็จสูงสุดเมื่อระดมทุนได้ 34 ล้านดอลลาร์จากนักลงทุน 70,000 คนในปี 2018

นักลงทุนในยุคแรกอย่าง Daniel Fetter พยาบาลในแนชวิลล์รัฐเทนเนสซี เริ่มลงทุน 10,000 ดอลลาร์ ใน Equity for Punks รอบแรกของปี 2010 มาถึงตอนนี้ผลตอบแทนที่เขาได้รับกว่า 100,000 ดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นอัตราผลตอบแทนสูงถึง 900% ( เทียบกับการลงทุนในตลาดหุ้น S&P500 ที่ให้ผลตอบแทนเพียงแค่ 185%)

ในเดือนเมษายนปี 2017 BrewDog ได้รับการระดมทุนจาก TSG Consumer Partners ซึ่งตั้งอยู่ในซานฟรานซิสโก 265 ล้านดอลลาร์ โดยเข้ามาถือสัดส่วนหุ้น 22.7%

และมันทำให้สามารถทำให้การเติบโตของ BrewDog ในประเทศสหรัฐอเมริกาพุ่งขึ้นแบบก้าวกระโดด เติบโตขึ้น 3 เท่าจากปี 2017 ที่มีกำลังการผลิต 10,000 บาร์เรล และเพิ่มขึ้นอีก 2 เท่าในปี 2019 ทำให้ติดอันดับ top 50 ของผู้ผลิตเบียร์ในสหรัฐได้ในท้ายที่สุด

ด้วยการแข่งขันที่ดุเดือดในตลาดสหรัฐอเมริกาที่มีมูลค่าตลาดกว่า แสนล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้ทั้ง Watt และ Dickie ต่างงัดกลยุทธ์ สุดพิศดารมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการฉายภาพตัวเองแบบเปลือยกายที่รัฐสภาในลอนดอนมีเพียงกล่องเบียร์ปกปิดของสงวนไว้เท่านั้น

ในปี 2018 เพื่อดึงดูดความสนใจต่อนักลงทุนกับ US Equity for Punks ครั้งที่สองในปีนั้น พวกเขาได้เช่าเฮลิคอปเตอร์เพื่อบินไปยัง Wall Street และได้ทิ้งแมวที่มีร่มชูชีพปล่อยลงมาที่พื้นด้านล่าง เพื่อล้อเลียน นายธนาคารแมวอ้วนแห่ง Wall Street

กลยุทธ์เรียกกระแสฮือฮาด้วยการปล่อยแมวลงมาจากฟากฟ้า
กลยุทธ์เรียกกระแสฮือฮาด้วยการปล่อยแมวลงมาจากฟากฟ้า (CR:americancraftbeer)

รวงถึงพวกเขาได้สร้างโมเดลสุดแหวกแนวในการต้มเบียร์ในสถานที่แปลก ๆ เช่น บนเที่ยวบินสายการบินบริติชแอร์เวย์ที่ความสูง 40,000 ฟุต หรือ ในรถกระบะฟอร์ด ที่วิ่งด้วยความเร็ว 92 ไมล์ต่อชั่วโมงบนสนามแข่งรถ Dover International Speedway และ ในเรือใบที่ท่าเรือบอสตันกับ แซม อดัมส์ หนึ่งในมหาเศรษฐีของอเมริกา

และเพื่อความมั่นคงยิ่งขึ้นในอนาคต พวกเขาก็มองถึงธุรกิจทางเลือกไว้เผื่อเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ไม่ว่าจะเป็น โรงแรมโอไฮโอเบียร์ ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกเช่น ตู้เย็นเบียร์ ห้องอาบน้ำที่มีฝักบัวในห้องพัก ซึ่งมีอัตราการเข้าพักสูงถึง 82% (เทียบกับ 68% สำหรับโรงแรมทั่วไปในโคลัมบัส)

หรือแม้กระทั่งการกระโจนเข้าสู่ธุรกิจ Streaming Service ที่พวกเขากำหนดราคาไว้ประมาณ 3 เหรียญต่อเดือน ซึ่งหลังจากถูกลูกค้าบ่นว่าบริการเริ่มช้า พวกเขาได้เปิดให้บริการฟรีในเดือนธันวาคม และมีผู้เข้าใช้งานกว่า 5 ล้านคน

ต้องบอกว่า ทั้ง Watt และ Dickie เด็กหนุ่มสองคนที่เดินทางมาจากตะวันออกเฉียงเหนือของสกอตแลนด์ พวกเขาเริ่มต้นธุรกิจด้วยหัวจิตหัวใจที่แข็งแกร่ง พวกเขายืนหยัดในสิ่งที่เขาเชื่อ และสิ่งที่พวกเขารัก และทำมันด้วยใจจนสร้างสิ่งที่เหลือเชื่อได้สำเร็จ และทำให้ธุรกิจของพวกเขากลายเป็นธุรกิจกว่า 2 พันล้านเหรียญสหรัฐได้ในทุกวันนี้นั่นเองครับผม

References : https://www.forbes.com/sites/kristinstoller/2020/01/14/the-new-beer-barons-how-two-scottish-kids-turned-wild-flavors-crowdfunding-and-plenty-of-attitude-into-a-2-billion-business/?sh=5375e40229c4
https://www.headspacegroup.co.uk/entrepreneurs-how-brewdog-started-from-nothing
https://en.wikipedia.org/wiki/BrewDog
https://www.theguardian.com/lifeandstyle/2016/mar/24/the-aggressive-outrageous-infuriating-and-ingenious-rise-of-brewdog

David Daneshgar กับการเริ่มธุรกิจ Startup ด้วยทุนจากเกมไพ่ Poker

หลากหลาย Startup ต่างเริ่มต้นด้วยเงินทุนในรูปแบบที่แตกต่างกัน บางรายใช้เงินจากครอบครัว หรือ หลาย ๆ ราย ก็ได้นักลงทุนใจดีอย่าง Angel Investor มาช่วยเหลือด้านเงินทุนในช่วงเริ่มต้นของการก่อร่างสร้างบริษัท

แต่ใครจะไปคิดว่ามีชายคนหนึ่งที่ชื่อ David Daneshgar เขาได้เริ่มธุรกิจ Startup ตลาดกลางสำหรับนักจัดดอกไม้ด้วยเงินทุนที่เขาได้จากการเล่นไพ่ Poker

ต้องบอกว่า Daneshgar นั้นเป็นผู้เล่น Poker ระดับมืออาชีพ เขาได้รับรางวัลระดับท็อปกับรางวัล Work Series of Poker ในปี 2008 และได้รับการจัดอันดับเป็นหนึ่งในผู้เล่น Poker ที่ดีที่สุดในโลก

ตอนอายุ 26 ปี เขาสามารถทำเงินได้หลายล้านดอลลาร์จาก Poker เกมที่มีการเดิมพันสูง ที่จะเป็นทุนสำคัญที่ใช้ในการพลิกชีวิตเขาภายในอีกไม่กี่ปีถัดมา

ในปี 2011 Gregg Weisstein และ Farbod Shoraka นั้นกำลังมองหานักลงทุนในช่วงเริ่มต้นกับธุรกิจใหม่ของเขาอย่าง BloomNation ซึ่งเขามองเห็นตลาดขนาดใหญ่ที่เป็น ตลาดกลางสำหรับนักจัดดอกไม้ที่ขายดอกไม้ให้กับผู้บริโภคโดยตรง

นั่นเองที่ทำให้ทั้งสองไปพบกับ Daneshgar ซึ่งได้ถามทั้งสองว่าต้องการเงินเท่าไหร่สำหรับการเริ่มต้นแพล็ตฟอร์มของ BloomNation

BloomNation ต้องการเงิน 30,000 เหรียญ เพื่อทำการเริ่มต้นในการจ้างพนักงานและเช่า server เพื่อพัฒนาตัวเว๊บไซต์เวอร์ชั่นแรกให้สำเร็จ

Daneshgar จึงได้เดินทางไปยังลอสแองเจลิสเพื่อแข่งขัน Poker เป็นเวลาสองวัน เพื่อชิงเงินรางวัลมูลค่า 30,000 เหรียญ โดยมี ทั้งสองคู่หู Weisstein และ Shoraka นั่งอยู่ที่โต๊ะ Poker ข้าง ๆ เขา ซึ่งบนแล็ปท็อปของพวกเขาทั้งสองกำลังออกแบบเว๊บไซต์ของ BloomNation อยู่ด้วย

การแข่งขันดำเนินไปอย่างเข้มข้น เมื่อถึงเกมตัดสินรอบชิงชนะเลิศ ที่มีเงินเดิมพัน 30,000 เหรียญ ทั้ง Weisstein และ Shoraka ก็ต้องหยุดทำงาน และหันมามองเกมรอบชิงชนะเลิศ ที่โครตตึงเครียด และเต็มไปด้วยความกดดัน

Daneshgar เดิมพันเงินตั้งต้นธุรกิจด้วยเกมไพ่ Poker
Daneshgar เดิมพันเงินตั้งต้นธุรกิจด้วยเกมไพ่ Poker

เพราะ BloomNation ต้องการเงิน 30,000 เหรียญ ซึ่งถ้าหาก Daneshgar เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในเกมดังกล่าวจะได้รับเงินรางวัลเพียงแค่ 15,000 เหรียญเท่านั้น ซึ่งมันไม่พอสำหรับในการเป็นทุนเริ่มต้นธุรกิจของพวกเขา

สุดท้ายด้วยความเทพของ Daneshgar เขาก็ชนะในรอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จและคว้าเงินรางวัล 30,000 เหรียญ ซึ่งเป็นเงินก้อนแรกของผู้ร่วมก่อตั้งของ BloomNation ที่จะระดมทุนให้กับเว๊บไซต์ของพวกเขา

หลังจบทัวร์นาเม้นท์ ทีมก็ออกไปเลี้ยงฉลองกันทันที ต้องบอกว่าเกม Poker ได้ทำสิ่งยิ่งใหญ่ที่ไม่มีใครนึกถึง ซึ่งนอกจากให้เงินกับทีมผู้ก่อตั้งแล้วนั้น มันได้เปลี่ยนกระบวนการคิดทั้งหมดในการทำธุรกิจเพื่อรับความเสี่ยงที่ Daneshgar ได้ฝึกวิชามาจากเกมไพ่ Poker นั่นเอง

สุดท้าย BloomNation ก็ไม่ได้อาศัย Poker เพื่อระดมทุนอีกต่อไป เพราะเมื่อธุรกิจของพวกเขาเริ่มเข้าไปเตะตานักลงทุนรายใหญ่ ๆ หลังจากผลิตภัณฑ์ใน Version แรก นั้นทำออกมาได้ดี

พวกเขาก็ได้รับเงินทุนในรอบถัดไปจากบริษัทการลงทุนยักษ์ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น Spark Capital , Andreessen Horowitz , Chicago Ventures , Mucker Capital และ CrunchFund กว่า 1.65 ล้านเหรียญ และทีมก็ขยายตัวอย่างรวดเร็วจากพนักงานเพียงแค่ 14 คน เป็น 40 คนภายในระยะเวลาเพียงไม่ถึงปี

ในเดือนตุลาคม 2014 BloomNation ได้ระดมทุนซีรีส์ A เพิ่มอีก 5.55 ล้านเหรียญจาก Ronny Conway, Andreessen Horowitz, Spark Capital, Chicago Ventures และ Crunchfund ซึ่งช่วยให้บริษัทขยายเครือข่ายร้านดอกไม้ และได้เพิ่มบริการจัดงานแต่งงาน / งานอีเวนต์ และเปิดตัวแอปบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ จนกลายเป็นบริการที่ได้รับการยอมรับ และประสบความสำเร็จ ด้วยเงินทุนตั้งต้นจากเกม Poker ของ Daneshgar นั่นเองครับผม

References : https://www.bloomnation.com/
https://www.businessinsider.com/bloomnation-founders-story-2014-8
https://en.wikipedia.org/wiki/BloomNation
https://alchetron.com/David-Daneshgar