อีโก้, ความกลัว และผลประโยชน์ : กับจุดกำเนิดของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (A.I.)

ในเดือนกรกฎาคมปี 2015 Elon Musk ฉลองวันเกิดครบรอบ 44 ปี ด้วยงานปาร์ตี้ที่จัดขึ้นสามวันสามคืน ซึ่งภรรยาของเขาจัดให้ในรีสอร์ทแห่งหนึ่งในแคลิฟอร์เนีย บรรยากาศเต็มไปด้วยครอบครัวและเพื่อนสนิท โดยมีเด็ก ๆ วิ่งเล่นไปทั่วรีสอร์ทสุดหรูแห่งนี้

คืนแรกหลังอาหารมื้อค่ำ Elon Musk และ Larry Page นั่งคุยกันใกล้กองไฟริมสระว่ายน้ำ หัวข้อสำคัญของการสนทนาในครั้งนั้นคือเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (A.I.)

ต้องบอกว่าทั้งสองเป็นเพื่อนกันมานานกว่าทศวรรษซึ่ง Page ถือเป็นหนึ่งในคนกลุ่มน้อยมาก ๆ ที่สนิทสนมกับ Musk แบบมองตาก็รู้ใจ

Musk เคยพูดติดตลกว่าเขามักจะแอบไปนอนบนโซฟาของ Larry Page หลังจากที่ได้เล่นวีดีเกมทั้งคืน

แต่บรรยากาศในคืนนั้นมันต่างไป เพราะเต็มไปด้วยความตึงเครียด เจ้าพ่อแห่งโลกเทคโนโลยีที่มีอิทธิพลต่อโลกกำลังถกเถียงกันว่าปัญญาประดิษฐ์จะช่วยยกระดับมนุษยชาติหรือจะทำลายล้างพวกเรากันแน่?

การสนทนาที่ดำเนินไปจนถึงเวลาดึกดื่นยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนมากกว่า 30 คนที่มาร่วมงานต่างเข้ามาล้อมวงฟังด้วยความตั้งใจ

Larry Page ที่มีปัญหาในเรื่องเส้นเสียงมานานกว่าทศวรรษ พูดกระซิบบอกถึงวิสัยทัศน์ของเขาเกี่ยวกับยุคทองของดิจิทัลที่มนุษย์จะผสานเข้ากับเครื่องจักรปัญญาประดิษฐ์และในวันหนึ่งจะเกิดรูปแบบของปัญญาที่หลากหลายแข่งขันกันเพื่อแย่งชิงทรัพยากร

Elon Musk ได้โต้แย้งว่าหากสิ่งนั้นเกิดขึ้น มนุษยชาติจะถึงคราวล่มสลาย เครื่องจักรจะทำลายล้างมนุษย์อย่างแน่นอน

ด้วยความผิดหวังในตัวเพื่อน Page ยืนยันว่าควรที่จะสร้างโลกยูโทเปียตามที่เขาคาดการณ์ไว้ ซึ่งท้ายที่สุดในคืนนั้นความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็เริ่มสั่นคลอน

Page ได้เรียก Elon Musk ว่า “พวกสายพันธุ์นิยม (specieist)” ซึ่งคือพวกที่ให้ความสำคัญกับมนุษย์มากกว่าสิ่งมีชีวิตดิจิทัลในอนาคต

Elon Musk ได้กล่าวว่า คำดูถูกนั้นเป็น “ฟางเส้นสุดท้าย” ของความสัมพันธ์ระหว่างเขาและ Page

หลายคนที่ได้ยินต่างตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ก็อดขำกับมันไม่ได้ พวกเขาคิดว่ามันเป็นเพียงแค่อีกหนึ่งการโต้เถียงทางวิชาการแบบที่มักจะเกิดขึ้นในงานปาร์ตี้ของพวกเนิร์ด ๆ ใน Silicon Valley

แต่แปดปีต่อมา บทสนทนาอันดุเดือดของพวกเขาทั้งสองเหมือนจะกลายเป็นเรื่องจริง คำถามที่ว่าปัญญาประดิษฐ์จะยกระดับให้กับโลกหรือทำลายล้างโลกเรากันแน่ ได้กลายมาเป็นประเด็นถกเถียงกันอย่างต่อเนื่องในหมู่นักเทคโนโลยีชั้นนำใน Silicon Valley

เหล่าผู้ใช้งาน ChatBot นักวิชาการ บรรดานักการเมืองที่ได้กลิ่นของผลประโยชน์อันมหาศาล และหน่วยงานกำกับดูแล ต่างถกเถียงกันอย่างถึงพริกถึงขิงว่าเทคโนโลยีดังกล่าวนี้ควรจะถูกควบคุมหรือปล่อยให้มันดำเนินไป

การถกเถียงในครั้งนี้ทำให้เหล่ามหาเศรษฐีระดับโลกบางคนต้องปะทะคารมกัน อาทิเช่น Elon Musk , Larry Page , Mark Zuckerberg แห่ง Meta , นักลงทุนด้านเทคโนโลยีอย่าง Peter Thiel, Satya Nadella จาก Microsoft และ Sam Altman จาก OpenAI ทุกคนต่างต่อสู้เพื่อแย่งชิงขุมทรัพย์ทางธุรกิจอันมหาศาลนี้

ความสำเร็จของ OpenAI กับ ChatGPT แสดงให้เห็นว่าบริษัทสามารถพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ที่ก้าวล้ำหน้าได้อย่างรวดเร็ว และนั่นทำให้บริษัทอื่น ๆ ต้องเร่งเครื่องเพื่อตามให้ทัน

ในปี 2023 การแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์ได้เข้าสู่ยุคใหม่ มหาเศรษฐีระดับโลกต่างทุ่มเงินมหาศาลเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีนี้ หวังที่จะได้เปรียบคู่แข่งและเข้าครอบครองส่วนแบ่งการตลาดที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Google , Microsoft , Amazon และ Meta ต่างก็มีทีมวิจัยปัญญาประดิษฐ์ที่แข็งแกร่ง พวกเขากำลังพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น เครื่องจักร AI ที่สามารถคิดได้อย่างอิสระ เข้าใจภาษามนุษย์ และควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ ได้อย่างอิสระ

นอกจากนี้ ยังมีบริษัทสตาร์ทอัพจำนวนมากที่เข้ามาแข่งขันในตลาดนี้เช่นกัน พวกเขาได้รับเงินทุนสนับสนุนจากนักลงทุนชั้นนำ และกำลังพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น ปัญญาประดิษฐ์สำหรับรถยนต์ไร้คนขับ ปัญญาประดิษฐ์สำหรับการรักษาโรค และปัญญาประดิษฐ์สำหรับการศึกษา

การแข่งขันด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์กำลังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ และยังไม่ชัดเจนว่าบริษัทใดจะได้เปรียบในระยะยาว สิ่งสำคัญคือต้องตระหนักถึงความเสี่ยงของเทคโนโลยีนี้ และหาวิธีควบคุมเทคโนโลยีนี้อย่างปลอดภัย

ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งคือความเป็นไปได้ที่ปัญญาประดิษฐ์จะกลายเป็นภัยคุกคามต่อมนุษยชาติ

หากปัญญาประดิษฐ์พัฒนาจนมีสติปัญญาและความสามารถเทียบเท่ามนุษย์หรือเหนือกว่า มันจะสร้างภัยอันตรายต่อมวลมนุษยชาติได้ เช่น พวกมันอาจใช้อาวุธเพื่อโจมตีมนุษย์ หรืออาจใช้เทคโนโลยีควบคุมจิตใจเพื่อล้างสมองมนุษย์

เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญญาประดิษฐ์กลายเป็นภัยคุกคามต่อมนุษยชาติ จำเป็นต้องมีการควบคุมและกำกับดูแลเทคโนโลยีนี้อย่างเข้มงวด รัฐบาลและหน่วยงานกำกับดูแลจำเป็นต้องกำหนดกฎระเบียบและแนวทางปฏิบัติสำหรับการพัฒนาและการใช้ปัญญาประดิษฐ์

นอกจากนี้สิ่งที่สำคัญคือต้องพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ให้มีจริยธรรม โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

เพราะปัญญาประดิษฐ์มีศักยภาพที่จะเปลี่ยนแปลงโลกไปอย่างสิ้นเชิง มันสามารถช่วยให้เราแก้ปัญหาที่มีความซับซ้อน เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความยากจน และโรคภัยไข้เจ็บ

แต่ปัญญาประดิษฐ์มีความเสี่ยงเช่นเดียวกัน จำเป็นต้องมีการศึกษาและถกเถียงอย่างรอบคอบเกี่ยวกับอนาคตของปัญญาประดิษฐ์ เพื่อให้แน่ใจว่าเทคโนโลยีนี้จะถูกนำมาใช้เพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติ

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาก็คือบทบาทของมนุษย์ในยุคปัญญาประดิษฐ์

หากปัญญาประดิษฐ์พัฒนาจนมีสติปัญญาและความสามารถเทียบเท่าหรือเหนือกว่า นั่นก็จะทำให้มนุษย์อาจสูญเสียการควบคุมโลกให้กับเครื่องจักร

บางคนเชื่อว่ามนุษย์ควรพยายามควบคุมปัญญาประดิษฐ์ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่เครื่องจักรจะควบคุมมนุษย์

แต่บางคนก็เชื่อว่ามนุษย์ควรร่วมมือกับปัญญาประดิษฐ์อย่างเท่าเทียมกัน เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายสามารถทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาโลกที่ดีขึ้น

อีกประเด็นที่สำคัญที่ต้องพิจารณาคือความเท่าเทียมทางเทคโนโลยี

ปัญญาประดิษฐ์มีศักยภาพที่จะสร้างความแตกต่างทางเศรษฐกิจและสังคมที่รุนแรง หากเทคโนโลยีนี้ถูกควบคุมโดยกลุ่มคนหรือประเทศเพียงไม่กี่กลุ่ม

สิ่งสำคัญคือต้องพัฒนาปัญญาประดิษฐ์อย่างทั่วถึง เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีนี้และได้รับประโยชน์จากมัน

อนาคตของปัญญาประดิษฐ์นั้นยังไม่แน่นอน

เทคโนโลยีนี้อาจเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังสำหรับการพัฒนาโลก แต่ก็มีศักยภาพที่จะสร้างอันตรายเช่นกัน

จำเป็นต้องมีการศึกษาและถกเถียงอย่างรอบคอบเกี่ยวกับอนาคตของปัญญาประดิษฐ์ เพื่อให้แน่ใจว่าเทคโนโลยีนี้จะถูกนำมาใช้เพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติ

บทสรุป

การแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์กำลังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ และยังไม่ชัดเจนว่าบริษัทใดจะได้เปรียบในระยะยาว ยังมีคำถามที่ค้างคาใจเช่น เรื่องความเท่าเทียม ความสามารถหรือศักยภาพที่แท้จริงของมัน หรือการถูกควบคุมโดยกลุ่มคนเพียงบางกลุ่ม

คำถามเหล่านี้ยังคาใจพวกเรามาเป็นเวลานาน และยังไม่ชัดเจนว่าจะมีคำตอบที่ชัดเจนเมื่อใด

แต่มีสิ่งหนึ่งที่ชัดเจน

อนาคตของปัญญาประดิษฐ์สุดท้ายแล้วก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของมนุษย์ในตอนนี้ ที่ต้องตัดสินใจว่าจะใช้เทคโนโลยีนี้เพื่อสร้างประโยชน์หรือเพื่อสร้างความเสียหาย มนุษย์ต้องตัดสินใจว่าโลกในอนาคตจะเป็นโลกที่มนุษย์และเครื่องจักรอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข หรือโลกที่มนุษย์ถูกควบคุมโดยเครื่องจักร

อนาคตของปัญญาประดิษฐ์อยู่ในมือของมนุษย์

การตัดสินใจของมนุษย์ในวันนี้ จะกำหนดโลกในอนาคต

References :
https://www.nytimes.com/2023/12/03/technology/ai-openai-musk-page-altman.html
https://www.businessinsider.com/larry-page-elon-musk-specieist-ai-dangers-2023-12
https://fortune.com/2023/09/12/elon-musk-larry-page-friendship-over-ai/

QQ x MSN กับมหาศึกช่วงชิงผู้นำแอปส่งข้อความเพื่อความอยู่รอดของ Tencent ในประเทศจีน

ในปี 2004 Jeff Xiong Minghua ซึ่งเป็นขุนพลจากสำนักงานใหญ่ Microsoft ได้ถูกส่งตัวมายังเซี่ยงไฮ้ เป้าหมายของการส่งตัวมาในครั้งนี้ไม่มีอะไรมาก พวกเขาต้องการขยายบริการ MSN บริการส่งข้อความสุดฮิตที่กำลังกลายเป็นกระแสไปทั่วโลกบุกตลาดในประเทศจีน

Pony Ma ผู้ก่อตั้ง Tencent ตอนนั้นได้สร้างบริการ QQ จนประชาชนชาวจีนติดหนึบ แต่ยังไม่มีโมเดลในการหารายได้ที่ชัดเจนนัก

ต้องบอกว่าย้อนกลับไปในยุคนั้น Microsoft เป็นคู่แข่งที่น่ากลัวมาก ๆ แบบหลอนประสาทคู่แข่งได้เลย บุกไปทำธุรกิจที่ไหน ประเทศไหน คู่แข่งแทบจะตายเรียบ ด้วยสรรพกำลังที่มีมากมายมหาศาลทั้งเงินทุนและทรัพยาบุคคลที่ไม่เป็นสองรองใครในโลกเทคโนโลยี

Pony Ma ก็คิดอย่างงั้น MSN เองก็มีฐานผู้ใช้จำนวนมากในประเทศจีนอยู่แล้ว แม้จะไม่มีการดำเนินการอย่างเป็นทางการในประเทศจีนก็ตาม จำนวนผู้ใช้ยังมากกว่า NetEase ซึ่งเป็นคู่แข่งที่เล็กกว่าของ Tencent ถึงสามเท่า

MSN มีข้อได้เปรียบมากมาย ด้วยอินเทอร์เฟซสุดล้ำ ดึงดูดใจชาวเมืองที่เป็นพนักงานออฟฟิสและนักศึกษา ซึ่งต่างมอง QQ เป็นบริการกลุ่มรากหญ้าที่ไม่ถูกจริตกับพวกเขา

ในบรรดาธุรกิจและผู้ใช้งานกลุ่มชนชั้นกลางกว่า 20 ล้านคนในจีน ณ เวลานั้น MSN มีส่วนแบ่งการตลาดสูงถึง 53% ซึ่งสูงกว่า QQ ถึง 6%

เรื่องตลกของอุตสาหกรรมในตอนนั้นคือ QQ ได้ลงทุนลงแรงทั้งหมด ให้ความรู้แก่ผู้ใช้และปลูกฝังนิสัยของพวกเขา และ MSN ก็ได้เข้ามาในตลาดในเวลาที่เหมาะสมเพื่อเก็บเกี่ยวลูกค้าที่พร้อมจะอัปเกรดไปใช้ของนอกอย่าง MSN

QQ ถูกมองว่าเป็นบริการแชทสำหรับคนที่อายุน้อยและมีรายได้น้อย ซึ่งใช้มันเพื่อสื่อสารขณะเล่นเกมบนเดสก์ท็อปและแสวงหาการเชื่อมต่อในโลกเสมือนจริง

แต่ MSN นั้นจะเข้ามายกระดับไปอีกขั้น มันจะกลายเป็นเครื่องมือสำหรับชุมชนวัยทำงานและเป็นช่องทางในการแบ่งปันข้อมูลและเอกสารสำหรับการดำเนินธุรกิจ

Jeff ย้ายกลับไปเซี่ยงไฮ้อย่างเป็นทางการในปี 2003 โดยพาภรรยา ลูกชายคนโต และลูกสาวคนเล็กที่เติบโตในซีแอตเทิลไปด้วย เพื่อช่วย Microsoft ขยายธุรกิจในประเทศจีน

Jeff Xiong Minghua ซึ่งเป็นขุนพลจากสำนักงานใหญ่ Microsoft (CR:Technote)
Jeff Xiong Minghua ซึ่งเป็นขุนพลจากสำนักงานใหญ่ Microsoft (CR:Technote)

เขาใช้เวลาไม่นานในการรวบรวมทีมงานที่แข็งแกร่ง 30 คน ด้วยอิทธิพลของเขา เขารวบรวมผู้มีความสามารถจากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วประเทศ

สำหรับทีมผู้ก่อตั้ง Tencent แล้ว ราวกับว่าเรือบรรทุกเครื่องบินกำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่น่านน้ำของพวกเขา และพวกเขากำลังต้องสู้กับเรือรบที่มีขีปนาวุธชั้นสูงจากอเมริกา

เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับเนื้อหาที่ให้บริการผ่าน MSN บริษัทได้ว่าจ้างธุรกิจพอร์ทัลจากพันธมิตรในท้องถิ่น โดยนำเสนอธุรกิจประเภทต่าง ๆ เช่น ecommerce รถยนต์ และข่าวสารให้กับบริษัทต่าง ๆ รวมถึง Alibaba

มันเป็นการดำเนินธุรกิจที่แสนชาญฉลาดของ Microsoft ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงที่เกิดจากข้อบังคับท้องถิ่นในด้านเนื้อหา แต่ยังสามารถสร้างรายได้จากบริการแชท

MSN ยังได้ขโมยรูปแบบ UI มาจาก QQ ซื้อกิจการบริษัทท้องถิ่นของจีนเพื่อให้สามารถแปลงข้อความที่ผู้คนได้รับบนเดสก์ท็อปเป็นข้อความในมือถือในราคาเพียง 1.20 ดอลลาร์ต่อเดือน ในขณะเดียวกันก็มีการเชื่อมโยงบริการกับ Yahoo ทั่วโลก กลยุทธ์เหล่านี้เรียกได้ว่าเป็นภัยคุกคามที่มีต่อ Tencent เป็นอย่างมาก

เพื่อเป็นการต่อสู้กลับ Pony ได้ทำการยกเครื่อง QQ ครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เปิดตัวสู่สาธารณะ ในเดือนกันยายน 2004 QQ ได้เพิ่มขีดความสามารถในการแบ่งปันไฟล์และพื้นที่จัดเก็บเพื่อเพิ่มความนิยมในหมู่คนวัยทำงาน

นับเป็นก้าวแรกในการพลิกฟื้นธุรกิจของ Tencent โดย Pony พิสูจน์ให้เห็นว่าบริษัทของเขาสามารถเอาชนะใจผู้ใช้ที่มีกำลังซื้อมากขึ้นได้เช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ Pony ยังตัดสินใจที่จะโผล่ออกจากถ้ำ ซึ่งปรกติเขาแทบไม่ออกงานใด ๆ โดยแสดงวิสัยทัศน์ของเขาที่มีต่อ QQ ในการประชุมสื่อให้โลกเห็น

ภายในเดือน มิถุนายน 2005 QQ มีผู้ใช้งาน 440 ล้านคน ซึ่งเทียบเท่าจำนวนประชากรของสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นรวมกัน เขาเสนอให้คำจำกัดความของการส่งข้อความโต้ตอบแบบทันทีได้รับการนิยามใหม่

เขาได้เสริมว่าผลิตภัณฑ์อย่าง QQ ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือในการสื่อสารอีกต่อไป แต่เป็นแพลตฟอร์มสำหรับข้อมูลความบันเทิง เกม บล็อก และวีดีโอ Pony ประกาศอย่างยิ่งใหญ่ว่าแพลตฟอร์มการแชทกำลังเปลี่ยนชีวิตผู้คน และ “จีนจะเป็นผู้นำโลกในการส่งข้อความแบบโต้ตอบทันที”

ฝั่งของ Microsoft เนื่องจากปัญหาการจัดการภายในที่ Microsoft ในประเทศจีนขับเคลื่อนตัวเองได้อย่างยากลำบาก เนื่องจากโครงสร้างที่คล้ายระบบราชการที่ข้อมูลจะถูกส่งต่อไปยังสำนักงานใหญ่ การตัดสินใจของ MSN China จึงช้ากว่าคู่แข่งอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งมันต้องแข่งกับเวลา

ตัวอย่างเช่น วิศวกรชาวจีนเสนอให้ผู้ใช้ MSN สามารถรับข้อความที่ส่งถึงพวกเขาได้ในขณะที่พวกเขาออฟไลน์ อย่างไรก็ตาม คำเสนอแนะดังกล่าวต้องถูกถกเถียงที่สำนักงานใหญ่ แต่ที่ Tencent พวกเขาสามารถสร้างคุณสมบัติดังกล่าวได้ภายในไม่กี่สัปดาห์

การตอบสนองที่รวดเร็ว การสร้างนวัตกรรมและการอัปเกรดเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นหนึ่งในจุดเด่นของ Tencent แม้กระทั่งในทุกวันนี้ก็ตาม

แนวคิดนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ ‘xiao bu kuai pao, kuai su die dai’ ซึ่งหมายถึงการก้าวเล็ก ๆ เพื่อดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติที่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีของจีนนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

พันธมิตรในท้องถิ่นของธุรกิจด้านพอร์ทัลยังขาดกลยุทธ์ที่สอดคล้องกันเพื่อสร้างรายได้จากทราฟฟิกของ MSN และเพื่อให้ชนะใจผู้ลงโฆษณามากขึ้น พวกเขามักจะตัดราคากันและบีบราคาโฆษณาให้ถูกที่สุด

เมื่อหน่วยงานกำกับดูแลของจีนเริ่มปราบปรามในพื้นที่ข้อความมือถือ มันก็จำกัดการเติบโตทางรายได้ของ MSN ด้วย ในขณะเดียวกัน Tencent ก็ไม่ละความพยายาม โดยทุ่มเทสรรพกำลังทั้งหมดให้กับ QQ

ความท้าทายที่สำคัญอีกประการหนึ่งสำหรับ MSN ก็คือการเก็บข้อมูลผู้ใช้ที่สำคัญทั้งหมดต้องมีการส่งไปยังเซิร์ฟเวอร์ในสหรัฐอเมริกา ทำให้บริการของพวกเขาช้าเป็นเต่า

MSN เก็บข้อมูลผู้ใช้ที่สำคัญทั้งหมดมีการส่งไปยังเซิร์ฟเวอร์ในสหรัฐอเมริกา (CR: Tech In Asia)
MSN เก็บข้อมูลผู้ใช้ที่สำคัญทั้งหมดมีการส่งไปยังเซิร์ฟเวอร์ในสหรัฐอเมริกา (CR: Tech In Asia)

เหตุผลที่ Microsoft ต้องดำเนินการแบบนี้เพราะจีนสั่งห้ามบริษัทต่างชาติดำเนินการศูนย์ข้อมูลของตนเอง และบริษัทปฏิเสธที่จะเก็บข้อมูลลงในผู้บริการท้องถิ่น ซึ่งเป็นประเด็นละเอียดอ่อนสำหรับรัฐบาล

นั่นหมายความว่าผู้ใช้ MSN ในประเทศจีนต้องใช้เวลานานถึงสองนาทีในการเข้าสู่ระบบ ซึ่งส่งผลกระทบต่อประสบการณ์ผู้ใช้เป็นอย่างมาก เมื่อถึงเวลาที่พวกเขาตัดสินใจที่จะย้ายไปตั้งศูนย์ข้อมูลในฮ่องกง ซึ่งใกล้กับจีนแผ่นดินใหญ่มากขึ้น ในเวลานั้น MSN ก็ได้สูญเสียส่วนแบ่งการตลาดที่สำคัญให้กับ QQ ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ความผิดพลาดร้ายแรงที่สุดของ MSN เกิดขึ้นช่วงปลายปี 2005 เมื่อมีการรวมบริการแชทของ MSN เข้ากับแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ที่เรียกว่า MSN Live

สำหรับผู้ใช้หลายคน การอัปเกรดดูเหมือนมันได้กลายเป็นหน้าเว็บแทน และดูเหมือนว่าบริการแชทของบริษัทจะหายไปในชั่วข้ามคืน เมื่อทีมของ Pony ได้เห็น MSN Live เวอร์ชันใหม่ พวกเขาก็รู้ทันทีว่าการต่อสู้สิ้นสุดลงแล้ว พวกเขาได้รับชัยชนะเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

Microsoft ที่ก่อตั้งโดย Bill Gates ได้กลายเป็นอีกหนึ่งตำนานรายชื่อบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีจากซิลิกอน วัลเลย์ ที่ถูกคู่แข่งจากจีนโค่นล้ม

ไม่ว่าจะเป็น eBay และ Amazon ที่ถูกบดขยี้จาก Alibaba คู่แข่งตัวฉกาจของ Tencent หรือ Uber ที่พ่ายแพ้ให้กับ Didi

แต่เมื่อมองย้อนกลับไป Microsoft ไม่เคยถือว่าสงครามบริการส่งข้อความโต้ตอบแบบทันทีในประเทศจีนมีความสำคัญสูงสุด เพราะสถานการณ์ในตอนนั้น พวกเขากำลังยุ่งอยู่กับการต่อสู้กับ Google ในสหรัฐอเมริกาบ้านเกิด จีนมีสัดส่วนเพียง 2% ของธุรกิจทั่วโลก แต่สำหรับ Tencent แล้ว Pony และทีมของเขาพร้อมแทบจะทุกอย่างที่จะล้มยักษ์

Jeff อาจเป็นคู่แข่งของ Pony ในประเทศจีน แต่ฝ่ายหลังกลับไม่เคยโกรธเคือง อันที่จริง เขารู้สึกประทับใจในตัว Jeff ที่มีการสู้รบกันมาหลายปี

ทั้งสองพบกันครั้งแรกในปี 2005 เมื่อ Jeff ไปเสิ่นเจิ้นเพื่อช่วยซื้อบริษัทให้กับ Microsoft ซึ่งทาง Pony ได้ติดต่อให้ Jeff ไปร่วมรับประทานอาหารเย็น พวกเขาพูดคุยกันถูกคอเกี่ยวกับเรื่องราวของเทคโนโลยี

Jeff รู้สึกว่าทีมของ Tencent ยังคงติดอยู่ในยุคหินเมื่อพูดถึงแนวคิดของการบริหารจัดการทีมเทคโนโลยี รวมถึงข้อเท็จจริงที่ว่าพวกเขาไม่มีแนวทางที่เป็นระบบอะไรเลยในการจัดการทั้งเรื่อง UI หรือแม้กระทั่ง Bug ของซอฟต์แวร์

“มันเหมือนกับว่า Microsoft อยู่บนท้องฟ้าและ Tencent ยังคงอยู่บนโลก มีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่พวกเขาต้องทำเพื่อยกระดับบริษัท” Jeff กล่าว

โลกของเทคโนโลยี การมีเครื่องไม้เครื่องมือชั้นยอด หรือการไปยึดถือตามตำราสูตรสำเร็จต่าง ๆ ที่มันดูเว่อร์เกินจริง ในบางครั้งก็ไม่อาจที่จะสู้กลุ่มคนที่คลุกฝุ่นคลุกดินไร้ซึ่งระเบียบแบบแผนเหมือนที่ Pony ทำได้สำเร็จกับ QQ มาแล้วนั่นเองครับผม

References :
หนังสือ Influence Empire: Inside the Story of Tencent and China’s Tech Ambition โดย Lulu Chen
https://luxatic.com/pony-ma-and-his-tencent/

การจากลาของ Ilya Sutskever เมื่อทีมที่รับผิดชอบด้านการปกป้องมนุษยชาติของ OpenAI กำลังถูกทำลาย

ในทางการเมืองหากหัวหน้ากลุ่มรัฐประหารกระทำการยึดอำนาจไม่สำเร็จ กลุ่มคนเหล่านั้นก็จะกลายเป็นกบฏทันที เฉกเช่นเดียวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่สั่นสะเทือนโลกเทคโนโลยีในมุ้งของ OpenAI

มันเป็นช่วงเวลา 72 ชั่วโมงที่น่าตื่นเต้นที่สุดสำหรับชายอย่าง Ilya Sutskever แต่มันก็เป็นจุดสิ้นสุดของการเดินทาง 15 ปี ที่ทำให้เขาเติบโตจากนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาที่ทดลองกับอัลกอริธึมที่ไม่เป็นที่รู้จักไปสู่การเป็นผู้นำการรัฐประหารที่ปลดหนึ่งในบุคคลที่โดนเด่นที่สุดใน Silicon Valley อย่าง Sam Altman

แต่สุดท้าย Sutskever ก็เป็นได้เพียงแค่กบฏ …

Sutskever ที่ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในลูกศิษย์ของปรมาจารย์ AI อย่าง Andrew Ng และได้เข้าร่วมสุดยอดทีม AI อันดับต้น ๆ ของโลกอย่าง Google Brain ก่อนที่จะถูกชักชวนโดย Elon Musk ให้มาร่วมงานเป็นหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ด้าน AI ที่ OpenAI

รากเหง้าของ OpenAI

ในงานเลี้ยงอาหารค่ำในปี 2015 ที่ Rosewood Sand Hill โรงแรมสุดหรูใน Silicon Valley ในตอนนั้น Google เพิ่งเข้าซื้อกิจการของ Deepmind บริษัทสตาร์ทอัพด้าน Neural Network จากลอนดอน

ทุกคนในแวดวงเทคโนโลยีต่างมองไปในทิศทางเดียวกันว่า Google มีความได้เปรียบอย่างมากที่จะพัฒนาเทคโนโลยี AGI ซึ่งเป็นระบบ AI ที่มีความสามารถเทียบเท่ากับมนุษย์เมื่อเผชิญกับงานที่ไม่คุ้นเคย

ในงานเลี้ยงอาหารค่ำทั้ง Altman และ Musk พร้อมด้วยคนอื่น ๆ ได้พูดคุยเกี่ยวกับเริ่มต้นห้องปฏิบัติการด้าน AI ที่มีความโปร่งใส เปิดเผยแหล่งที่มา และอุทิศตนเพื่อทำให้ประโยชน์ของเทคโนโลยี AI ขั้นสูงมีความเป็นประชาธิปไตยสำหรับทุกคน

นั่นทำให้ในวันนั้น Musk และสมาชิกคนอื่น ๆ ของกลุ่ม “PayPal Mafia” รวมถึง Peter Thiel และ Reid Hoffman ได้ลงทุนหลายล้านดอลลาร์เพื่อให้ห้องปฏิบัติการด้าน AI แนวคิดใหม่นี้เกิดขึ้นได้

Musk ที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการสร้าง OpenAI (CR:Britannica)
Musk ที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการสร้าง OpenAI (CR:Britannica)

OpenAI ซึ่งเปิดตัวในปี 2015 แต่หลังจาก Musk ต้องการที่จะเข้ามาควบคุมและพ่ายแพ้ในการต่อสู้เพื่อแย่งชิงบริษัทในปี 2018 ทำให้องค์กรแห่งนี้ที่ต้องการทรัพยากรโดยเฉพาะด้านการเงินรวมถึงพลังในการประมวลผลได้หันไปจูบปากกับ Microsoft

Altman ได้ปรับรูปแบบองค์กรใหม่สร้างหน่วยธุรกิจที่ต้องมีการหากำไรภายใต้องค์กรหลักที่เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ผิดเพี้ยน และมีส่วนสำคัญที่ทำให้เขาถูกไล่ออกชั่วคราวก่อนที่จะกลับมายึดอำนาจคืนได้สำเร็จเมื่อปลายปีที่แล้ว

ซึ่งนับตั้งแต่แยกทางกับ OpenAI เรียกได้ว่าตอนนี้ทั้ง Musk และ Altman แทบจะไม่เผาผีกันแล้ว มีการโจมตีกันด้วยถ้อยคำที่รุนแรงผ่านเครือข่ายโซเชียลมีเดียรวมถึงในสถานที่สาธารณะอื่น ๆ มันน่าสนใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ในความสัมพันธ์ของทั้งคู่

นับตั้งแต่แยกทางกับ OpenAI ทาง Musk เองได้แสดงท่าทีที่รังเกียจเอามาก ๆ กับทิศทางใหม่ของ OpenAI ภายใต้การนำของ Altman โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจาก OpenAI ยอมรับการลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์จาก Microsoft

ภายในปี 2021 บริษัทได้เปิดตัว DaLL-E ซึ่งเป็น AI ที่ใช้ในการสร้างรูปภาพที่ทำให้ผู้คนเริ่มหันมาสนใจ แต่หลังการเปิดตัว ChatGPT ในปี 2022 มันล้ำหน้ามากจนสามารถดึงดูดความสนใจจากทั่วโลกได้แทบจะทันที

“OpenAI ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นโอเพ่นซอร์ส (ซึ่งนั่นคือเหตุผลที่ทำไมมันถึงถูกเรียกว่า ‘OpenAI’) บริษัทที่แต่เดิมตั้งขึ้นเพื่อไม่แสวงหาผลกำไรและคอยสร้างแรงกดดันให้กับบริษัทอย่าง Google แต่ตอนนี้ได้กลายสภาพเป็นบริษัทที่ปิดแหล่งที่มาและมุ่งเน้นผลกำไรสูงสุดที่ควบคุมโดย Microsoft ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

Musk ได้ทวีตไว้เมื่อต้นปี “มันไม่ใช่สิ่งที่ผมตั้งใจไว้เลย”

Musk เองได้เตือนมานานถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากเทคโนโลยี AI ขั้นสูงที่อาจจะสร้างภัยอันตรายต่อมวลมนุษยชาติ แต่เขาก็ยังเห็นถึงศักยภาพหากเทคโนโลยีนี้ได้รับการพัฒนาอย่างปลอดภัย

และก้าว Boom ขึ้นมาของเทคโนโลยี AI นี่เองที่นำไปสู่ความแตกแยกใน Silicon Valley ที่ด้านหนึ่งเรียกว่ากลุ่ม Doomers ซึ่งเชื่อว่าหากปล่อยให้ AI ก้าวไปข้างหน้าโดยไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างเข้มงวดจะก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อมนุษยชาติ และด้วยเหตุนี้จึงสนับสนุนให้มีกฎระเบียบที่เข้มงวดยิ่งขึ้น

อีกฟากฝั่งเรียกตัวว่า Boomers ที่เน้นย้ำถึงการผลักดันศักยภาพของเทคโนโลยี AI ขัดขวางกฎระเบียบต่าง ๆ ที่จะเข้ามาจัดการหรือควบคุม AI และผลักดันให้ใช้เชิงพาณิชย์และสร้างกำไรจากเทคโนโลยีให้ได้มากที่สุด

กลุ่ม Boomers ใช้แนวคิดที่เรียกว่า “effective accelerationism” ซึ่งไม่เพียงแต่ผลักดันให้ AI พัฒนาต่อไปโดยไม่มีอุปสรรคเพียงเท่านั้น แต่ยังควรเร่งความเร็วมันอีกด้วย ผู้นำในเรื่องนี้คือ Marc Andreessen ผู้ก่อตั้ง Andreessen Horowitz บริษัทร่วมลงทุนผู้หิวกระหายเงิน

กลุ่ม Doomers ถือเป็นผู้บุกเบิกการแข่งขัน AI ในยุคแรกมีทุนหนา ในขณะที่ฝั่ง Boomers ขยับจี้ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แม้จะเป็นบริษัทขนาดเล็กกว่าและชอบรูปแบบของการเป็นโอเพ่นซอร์สมากกว่าก็ตามที

การจากลาของ Sutskever

มันเป็นเวลาหลายเดือนแล้วที่ OpenAI สูญเสียพนักงานคนสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นกบฏคิดรัฐประหาร Altman แต่ไม่สำเร็จ ซึ่งคนส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับการทำให้ AI มีความปลอดภัยต่อมวลมนุษยชาติ

ซึ่งต้องบอกว่า Sutskever เป็นผู้นำของทีม Superalignment ของบริษัท ซึ่งเป็นทีมที่ได้รับมอบหมายให้ทำให้แน่ใจว่า AI จะสอดคล้องกับเป้าหมายของผู้สร้าง แทนที่จะกระทำการอย่างคาดเดาไม่ได้และเป็นอันตรายต่อมนุษยชาติ โดยใช้พลังการประมวลผลของบริษัทราวๆ 20% เพื่อให้แน่ใจว่าระบบ AI ที่สร้างขึ้นจะไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์

แน่นอนว่า Sutskever ไม่ใช่คนเดียวที่จากลา ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว เมื่อคณะกรรมการของ OpenAI พยายามรัฐประหาร Altman พนักงานที่คำนึงถึงความปลอดภัยมากที่สุดของบริษัทอย่างน้อยห้าคนก็ได้ลาออกหรือถูกไล่ออกไป

สื่อต่างประเมินการลาออกของ Sutskever ว่าเขาไม่ได้เพียงแค่มองเทคโนโลยีในแง่ร้ายเพียงเท่านั้น แต่สาเหตุสำคัญที่ลาออกไปก็คือ เขาเริ่มมองโลกในแง่ร้ายเกี่ยวกับมนุษย์เสียมากกว่า และโดยเฉพาะมนุษย์ที่ชื่อ “Altman” ที่เหล่าพนักงานที่เคยศรัทธาในตัวเขาเริ่มทยอยจากลาไป

Sutskever ที่เริ่มมอง Altman เปลี่ยนไป (CR:EU Reporter)
Sutskever ที่เริ่มมอง Altman เปลี่ยนไป (CR:EU Reporter)

มันเป็นเรื่องของความไม่ไว้วางใจในตัว Altman โดยเฉพาะ แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านี้ไม่ได้มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ OpenAI บังคับให้พนักงานลงนามในข้อตกลงการเลิกจ้างพร้อมกับห้ามแพร่งพรายข้อมูลภายในเป็นเด็ดอันขาด มิฉะนั้นพนักงานคนนั้นอาจจะสูญเสียผลประโยชน์ที่ได้รับจากบริษัทหลายล้านดอลลาร์เลยทีเดียว

แม้ในพื้นที่สาธารณะ จะมีการเล่นละครที่แสดงให้เห็นถึงมิตรภาพระหว่าง Sutskever กับ Altman ซึ่ง เมื่อ Sutskever ได้ลาออกไป Altman ได้โพสต์บน X ว่า “Sutskever กำลังมุ่งไปที่โครงการส่วนตัวที่มีความหมายกับตัวผมมาก” และยังโพสต์ต่ออีกว่า “นี่เป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับผมมาก Ilya Sutskever คือ ….เพื่อนรัก”

ซึ่งดูจากการโพสต์และท่าทีของ Sutskever ก็รู้ว่ามันเป็นการเล่นละครของ Altman เพียงเท่านั้น เพราะไม่มีใครเห็น Sutskever ที่สำนักงาน OpenAI เป็นเวลาประมาณหกเดือนแล้วนับตั้งแต่ความพยายามในการรัฐประหารของเขา

Sam Altman กับคำถามเรื่องจริยธรรม

ความวัวไม่ทันหายความควายก็เข้ามาแทรกทันที เพราะเหตุการณ์สุดเหลือเชื่อจากการกระทำของ CEO บริษัทระดับท็อปอย่าง OpenAI ก็เกิดขึ้น

เมื่อ Sam Altman ที่ต้องการจ้างนักแสดงชื่อดังอย่าง Scarlett Johansson เมื่อปีที่แล้วให้พากย์เสียงให้กับโมเดล GPT-4o ซึ่งทางนักแสดงได้ปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าวไปด้วยเหตุผลส่วนตัว

แต่เมื่อ GPT-4o เปิดเผยให้โลกได้ยลโฉม Johansson ก็ตกใจและรู้สึกโกรธมาก ๆ เมื่อโมเดล AI มีเสียงคล้ายกับเธอมาก และเธอเองก็ได้ว่าจ้างทนายและได้เขียนจดหมายสองฉบับถึง Altman เพื่อขอให้ OpenAI ให้รายละเอียดว่าทำการสร้างเสียงของ Sky (AI) ได้อย่างไร

 Scarlett Johansson ที่รู้สึกโกรธเป็นอย่างมาก (CR:Wikimedia common)
Scarlett Johansson ที่รู้สึกโกรธเป็นอย่างมาก (CR:Wikimedia common)

และที่น่าอับอายที่สุดของเป็นโพสต์ใน X ของ Altman เองที่ได้โพสต์คำว่า “Her” ซึ่งอ้างอิงภาพยนตร์ชื่อเดียวกับที่ Johansson พากเสียงให้กับผู้ช่วย AI ที่สร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับมนุษย์ในเรื่อง

เอาจริง ๆ เรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่ไม่น่าให้อภัยที่คนระดับ CEO กระทำการที่หลุดได้ขนาดนี้ ทำให้หลาย ๆ สื่อตั้งคำถามถึงเรื่องจริยธรรมที่เริ่มไม่ไว้วางใจในตัว Altman ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลหลุดที่ออกมาเกี่ยวกับ Sutskever

แม้ OpenAI จะพยายามแถว่า Sky ไม่ใช่เสียงเลียนแบบของ Johansson เพราะจริง ๆ แล้วมันเป็นของนักแสดงมืออาชีพคนอื่นที่บริษัทไม่ได้เอ่ยนาม เพราะต้องการปกป้องความเป็นส่วนตัวของเขา แต่ใครจะไปเชื่อเรื่องราวเหล่านี้ โดยเฉพาะกับการกระทำของ Altman ที่ต้องการให้ทุกคนเข้าใจว่าเป็นเสียงของ Johansson

บทสรุป

มีคำถามมากมายเกี่ยวกับอนาคตของ OpenAI ซึ่งการที่สุดยอดพนักงานหัวกะทิระดับ Sutskever ยังต้องจากลา รวมถึงพนักงานระดับเทพอีกหลายคนที่ทยอยออกไปก่อนหน้านี้

รวมถึง OpenAI ยังเผชิญกับการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากบริษัทเทคโนโลยีรายอื่น ๆ เช่น Google ซึ่งกำลังลงทุนอย่างหนักในการวิจัยและพัฒนา AI มีการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่รวม Google Brain เข้ากับ Deepmind และมีโอกาสูงที่จะกลับมาแซงหน้า OpenAI ได้

ในเชิงโครงสร้างองค์กรของ OpenAI สถานการณ์ในตอนนี้เรียกได้ว่า Altman เข้ามากุมอำนาจแบบเบ็ดเสร็จได้เป็นที่เรียบร้อย หลักจากได้ทยอยบีบคนที่เห็นต่างออกไปทีละคนจนแทบจะหมดสิ้นไปแล้ว

มันมีบทความหนึ่งจากสื่อชื่อดังอย่าง The Economist ที่วิเคราะห์ตัวของ Altman ว่าชายคนนี้เป็นยอดอัจฉริยะตัวจริง หรือเป็นเพียงแค่นักฉวยโอกาส เพราะเส้นทางชีวิตของเขาตั้งแต่ที่ y Combinator นั้นก็ถูกตั้งคำถามมาโดยตลอด

ที่ Y Combinator เขาเป็นผู้นำตั้งแต่ปี 2014 และก็โดนไล่ออกในปี 2019 เนื่องจากพยายามที่จะ scale บริษัทอย่างรวดเร็วจนเกินไป ที่ OpenAI เขาก็ทะเลาะกับผู้คนไปทั่วแม้กระทั่ง Elon Musk และรายล่าสุดอย่าง Sutskever

หากมีสิ่งที่ที่ชัดเจนมาก ๆ ในตัวของ Altman นั่นก็คือความทะเยอทะยาน แม้มันจะเป็นสิ่งปรกติในแวดวง Silicon Valley แต่เป้าหมายของเขาในครั้งมันดูใหญ่ยิ่ง เพราะมันคือเทคโนโลยีที่จะกุมอำนาจทุกอย่างและไม่มีอำนาจไหนที่จะเหนือไปกว่าอำนาจในการควบคุมเทคโนโลยี AI นี้อีกแล้ว

Paul Graham ผู้ร่วมก่อตั้ง y Combinator เคยกล่าวคำที่น่าสนใจถึง Altman ที่ขณะนั้นอายุเพียง 20 ต้น ๆ ไว้ว่า “เขา (Altman) สามารถโดดร่มเข้าไปในเกาะที่เต็มไปด้วยมนุษย์กินคน และเมื่อเวลาผ่านไปห้าปี เขา (Altman) จะได้เป็นกษัตริย์ในเกาะที่เต็มไปด้วยมนุษย์กินคนแห่งนี้”

คงเป็นคำที่ฉายภาพชายคนนี้ได้ชัดเจนที่สุดเลยทีเดียว …

References :
https://www.vox.com/future-perfect/2024/5/17/24158403/openai-resignations-ai-safety-ilya-sutskever-jan-leike-artificial-intelligence
https://fortune.com/2024/05/14/openai-chief-scientist-ilya-sutskever-is-leaving-sam-altman/
https://www.forbes.com/sites/antoniopequenoiv/2024/05/21/sam-altman-apologizes-to-scarlett-johansson-over-openai-chatbot-voice-she-called-eerily-similar-to-hers/?sh=349815d02c86
https://www.economist.com/business/2023/11/22/the-many-contradictions-of-sam-altman

The Empire Strikes Back เมื่อ Google เตรียมกลับมาทวงบัลลังก์เจ้าพ่อ Search ตัวจริงจาก Perplexity

หลายปีที่ผ่านมาต้องบอกว่า Google ดูเหมือนเป็นเจ้าพ่อ Search Engine ที่แทบไม่มีคู่แข่งหน้าไหนกล้าเข้ามาต่อกรได้เลยแม้กระทั่งยักษ์ใหญ่ทุนหนาอย่าง Microsoft ที่ส่ง Bing มาชิงส่วนแบ่งได้แบบกระจิ๊ดริด

Google สามารถสร้างเครื่องจักรทำเงินให้กับตัวเอง ด้วยธุรกิจโฆษณาออนไลน์ที่พวกเขาครอบครองตลาดแทบจะเบ็ดเสร็จ มีเงินให้ไปผลาญเล่นมากมายด้วยของเล่น ๆ ใหม่ อย่าง แว่นตาอัจฉริยะ (Google Glass) , ระบบขับขี่ยานยนต์แบบอัตโนมัติ และ อื่น ๆ อีกมากมาย

แต่กลายเป็นว่าหนึ่งในคู่ต่อสู้ที่มาแรงแซงทางโค้งที่สุดคงจะหนีไม่พ้นสตาร์ทอัพหน้าใหม่ ที่มาพร้อมกับความคิดใหม่ ๆ ในการ search อย่าง Perplexity

ในเวลาไม่ถึงสองปี Perplexity สร้างรายได้ปีละ 20 ล้านดอลลาร์ โดยมีพนักงานไม่ถึง 50 คนมีผู้ใช้งานหลายสิบล้านคน มูลค่ากิจการพุ่งพรวดไปเกิน 1 พันล้านดอลลาร์ได้อย่างรวดเร็ว แถมเหล่ากูรูผู้มีชื่อเสียงในแวดวงเทคโนโลยีหลายคนต่างชื่นชม

ความสำเร็จอย่างรวดเร็วของ Perplexity ทำให้ส่งผลไปยังผู้ร่วมก่อตั้งอย่าง Aravind Srinivas ที่ดังเป็นพลุแตก ได้กลายเป็นแขกรับเชิญในรายการพอดแคสต์ วิทยากรในงานประชุม และใน twiiter มีผู้ติดตามพุ่งขึ้นเป็นกว่า 88,000 คน

Aravind Srinivas ผู้ร่วมก่อตั้ง Perplexity ที่ดังเป็นพลุแตก (CR:youtube)
Aravind Srinivas ผู้ร่วมก่อตั้ง Perplexity ที่ดังเป็นพลุแตก (CR:youtube)

ต้องเรียกได้ว่าด้วยประวัติการทำงานของ Srinivas ดูเหมือนจะเป็นคนที่ใช่ที่จะมาท้าบัลลังก์ Google เพราะเขาเคยเป็นนักวิจัยที่ OpenAI และนักวิจัยฝึกงานที่ Google รวมถึง Deepmind มาก่อน

แตกต่างจากผู้ก่อตั้งรายอื่น ๆ เพราะ Srinivas นั้นมีพื้นฐานทางด้านวิศวกรรมที่แข็งแกร่ง การที่จะโค่นล้มหนึ่งในบริษัทที่ยิ่งใหญ่ของโลกอย่าง Google มันต้องทำด้วยวิธีเดียวก็คือสร้างอัลกอริธึมที่ดีกว่า

Perplexity จะสามารถล้ม Google ได้หรือไม่?

ต้องบอกว่า Peplexity เองก็มีรูปแบบคล้าย ๆ กับแชทบอทตัวอื่น ๆ คือการตอบคำถามด้วยข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตที่สร้างขึ้นด้วยโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) เหมือนกับ Google

แต่สิ่งที่ทำให้ประสบการณ์การใช้งานของ Perplexity ดีกว่า Google :

  • ผู้ใช้ไม่ต้องคลิกลิงก์หลาย ๆ ลิงก์ให้วุ่นวายเมื่อเปรียบเทียบกับการค้นหาจาก Google การสร้างคำตอบโดยตรงผู้ใช้งานจึงได้รับคำตอบที่น่าพอใจได้อย่างรวดเร็วขึ้น และมีแหล่งที่มาของข้อมูลที่สามารถตรวจสอบได้
  • ส่วนของ UX/UI นั้นอยู่ในแพลตฟอร์มเดียว เนื่องจากทุกอย่างเกิดขึ้นบน Perplexity เองผู้ใช้จึงไม่ต้องไปยังเว็บไซต์อื่น ๆ หรือต้องปิดป็อปอัพที่น่ารำคาญ หรือ รูปแบบหน้าเว็บที่อ่านยาก ๆ

แต่คำถามก็คือแล้ว Perplexity มันดีกว่า Google จริงหรือ? ซึ่งการค้นหาหลาย ๆ อย่างของมนุษย์เรา บางครั้งต้องการข้อมูลเกี่ยวกับวิธีในการทำบางอย่าง เรียนรู้เรื่องบางอย่าง และความตั้งใจของผู้ใช้คือบริโภคเนื้อหาเน้น ๆ แน่นอนว่ากรณีแบบนี้ Perplexity ทำได้ดีกว่าผลการค้นหาของ Google

UX/UI ของ Perplexity ที่โดนใจผู้ใช้งาน (CR:nevillehobson)
UX/UI ของ Perplexity ที่โดนใจผู้ใช้งาน (CR:nevillehobson)

แต่อย่างไรก็ตามก็มีผู้ใช้บางส่วนที่มองว่าการค้นหาแบบ Google จะมีประโยชน์มากกว่า เช่นการมองหาหน้าเว็บไซต์แบบเฉพาะ หรือต้องการผลลัพธ์หลายๆ อย่าง ซึ่ง Google อาจจะตอบโจทย์กว่า

ซึ่งถ้าการเอาชนะ Google ขึ้นอยู่กับผลลัพธ์เพียงอย่างเดียว เราคงได้เห็นบริษัทต่าง ๆ เข้ามาท้าชิงบัลลังก์ของ Google มาก่อนหน้านี้แล้ว การจะเอาชนะ Google ต้องทำมากกว่าสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดี จำเป็นต้องมีกลยุทธ์ระยะยาวและวิธีการที่จะทำให้มันยั่งยืน

ปัญหาของ Perplexity คือการต้องยืมมือคนอื่น?

Perplexity ที่เราได้เห็นนั้นเป็นเพียงหน้าจอ UX/UI ที่ดูสวยหรู ตอบโจทย์ผู้คนที่ใช้งาน แต่สิ่งที่อยู่เบื้องหลังเพื่อสร้างผลการค้นหานั้นพวกเขาต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจอยู่ในลักษณะของ Wrapper ไม่ว่าจะเป็น API ของ OpenAI , API Claude ของ Anthropic , การจัดอันดับผลการค้นหาของ Google และการจัดอันดับผลการค้นหาของ Bing

มันคล้าย ๆ กับหลากหลายเรื่องราวเทคโนโลยีก่อนหน้านี้ ทั้ง Facebook ที่มีปัญหากับ Google หรือ Epic Games ที่มีปัญหากับ Apple เพราะพวกเขาเหล่านี้ต้องพึ่งพา ecosystem ของบริษัทอื่นในการหายใจ

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าอยู่ดี ๆ OpenAI ไม่ให้สิทธิ์การเข้าถึง API กับ Perplexity เพื่อสร้างบริการของพวกเขาเอง ซึ่งเรื่องนี้อาจดูเว่อร์ แต่ลองดูสิ่งที่ Apple ทำกับ Facebook ด้วย App Tracking Tranparency สิ มันเกิดขึ้นแล้วและ Facebook ต้องปวดหัวเป็นอย่างมากในการดึงเอาข้อมูลพฤติกรรมจากผู้ใช้ iPhone

และที่สำคัญโครงสร้างเรื่องต้นทุน Perplexity นั้นก็ยังเป็นรองคู่แข่งอย่างเห็นได้ชัด เพราะพวกเขายังต้องจ่ายค่าโทเคนให้กับการใช้ API ของบริการอื่น ๆ อยู่

ในขณะที่ Perplexity ระดมทุนได้ 165 ล้านดอลลาร์ แต่เมื่อเทียบกับ 7.3 พันล้านดอลลาร์ของ Anthropic และมากกว่า 11 พันล้านดอลลาร์ของ OpenAI เรียกได้ว่าห่างกันมากโข

และเมื่อการค้นหาด้วย AI มีต้นทุนสูงกว่าประมาณ 10 เท่าของการค้นหาแบบดั้งเดิมที่ Google ทำ ต้นทุนจึงกลายเป็นประเด็นที่น่ากังวลสำหรับ Perplexity เป็นอย่างมาก

The Empire Strikes Back

เรียกได้ว่า AI ถือเป็น Code Red สำหรับ Google ทำให้พวกเขาได้เร่งปล่อยโมเดลของตัวเองอย่าง Gemini และเริ่มเพิ่มคุณสมบัติ AI ในผลิตภัณฑ์หลายตัวของพวกเขา

สิ่งที่ Perplexity เคยทำนั้น มันไม่ได้เป็นเรื่องยากเลยที่ Google จะเลียนแบบเพราะมันเป็นส่วนของ UX/UI ที่ Google พร้อมที่จะปรับตัวอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้วตามพฤติกรรมของผู้ใช้งานที่เปลี่ยนไป

ในงาน Google IO 2024 ภาพมันชัดเจนมาก สิ่งที่ Perplexity ทำเหมือนกำลังจะสูญเปล่า มันเหมือนเป็นสนามทดลองสำหรับผู้ใช้ว่าชอบสิ่งใด และ Google ก็ทำตามสิ่งนั้นได้แบบชิลล์ ๆ

AI overviews ของ Google ที่เลียนแบบมาจาก Perplexity โดยตรง (CR:engadget)
AI overviews ของ Google ที่เลียนแบบมาจาก Perplexity โดยตรง (CR:engadget)

แม้ตอนนี้อาจจะยังมีความสามารถไม่เท่า Perplexity เลยซะทีเดียว เนื่องจากยังขาดความสามารถในการถามคำถามแบบต่อเนื่องและผลลัพธ์ของมันยังไม่ละเอียดเท่า Perplexity แต่ปัญหาเหล่านี้ดูเหมือนเป็นเรื่องกระจอกมาก ๆ สำหรับบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีทรัพยากรอันเหลือล้นอย่าง Google

ยังไง Google ก็สามารถที่จะกลับมาเอาชนะ Perplexity ได้แบบง่ายดาย พวกเขามีต้นทุนที่ต่ำกว่าด้วยโมเดลของตัวเอง เครื่องจักรทำเงินอันมหาศาลจากธุรกิจ Search ที่ให้พวกเขาได้เผาผลาญเงินได้อีกมากมาย แถมยังมีผลิตภัณฑ์ทำเงินอื่น ๆ ที่ทำให้ Google มีเงินสดจำนวนมหาศาล

บทสรุป

แน่นอนว่าในระยะยาวแล้วมองดูยังไง Google ก็ยังคงครองความเป็นผู้นำในตลาด Search อยู่ แต่บริการอาจจะเปลี่ยนไปตามพฤติกรรมของผู้ใช้งานที่เปลี่ยนแปลงไป

การแข่งขันและความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีจะส่งผลดีกับผู้บริโภคในระยะยาว เนื่องจากจะนำไปสู่ผลิตภัณฑ์และบริการที่ดียิ่งขึ้น

อย่างไรก็ดี ความท้าทายที่บริษัทเหล่านี้ต้องเผชิญก็คือ การสร้างความไว้วางใจและความเชื่อมั่นจากผู้ใช้งาน รวมถึงการจัดการเรื่องประเด็นในเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูลที่อาจเกิดขึ้นจากเทคโนโลยี AI ที่พัฒนารวดเร็วอย่างกับจรวดในตอนนี้

นอกจากนี้ การปรับตัวให้ทันกับพฤติกรรมและความคาดหวังของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน บริษัทที่สามารถเข้าใจความต้องการของผู้ใช้และตอบสนองได้อย่างรวดเร็วที่สุดจะเป็นผู้ชนะในระยะยาว

แม้ว่า Google จะยังเป็นผู้นำตลาดในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้นี้ แต่การมาถึงของผู้ท้าชิงรายใหม่อย่าง Perplexity และนวัตกรรมอื่น ๆ กำลังทำให้ภูมิทัศน์ของการค้นหาข้อมูลและ AI กำลังเปลี่ยนแปลงไป เราคงต้องติดตามดูพัฒนาการของสนามรบแดงเดือดนี้ต่อไปว่าใครจะเป็นผู้ครองบัลลังก์ได้ในท้ายที่สุด ซึ่งคงจะไม่ต่างจากธุรกิจ Search Engine เดิมที่ผู้ชนะจะเป็นผู้ครอบครองทุกอย่าง (Winner Take All) ไปได้นั่นเองครับผม

References :
https://ca.news.yahoo.com/perplexity-ai-google-finally-met-100922325.html
https://www.theverge.com/2024/5/14/24155321/google-search-ai-results-page-gemini-overview
https://www.quora.com/Why-is-Perplexity-AI-so-hyped-up-in-the-AI-community-and-what-does-it-offer-over-Copilot-Pro-Gemini-Advanced
https://www.fastcompany.com/91125423/perplexity-ceo-aravind-srinivas-most-innovative-companies-gala-2024
https://analyticsindiamag.com/bad-times-for-perplexity-ai-begins/
https://theweek.com/tech/perplexity-ai-has-google-finally-met-its-match

Good cop, Bad cop กับกลยุทธ์ในการดึงดูดเงินลงทุนในแบบฉบับ Jack Ma

ในเดือนตุลาคมปี 1999 กลุ่มทุนซึ่งนำโดยโกลด์แมน แซคส์ และประกอบไปด้วย Fidelity Investment Group , Invest AB ตลอดจนกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีของรัฐบาลสิงค์โปร์ ได้เข้าร่วมกันลงทุนในบริษัทอาลีบาบาด้วยเงินก้อนแรก เป็นจำนวนห้าล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งนี่ถือเป็นกองทุน Angle Fund ก้อนแรกในประวัติศาสตร์ของบริษัทอาลีบาบา

หลังจากได้รับเงินทุนก้อนแรกจากโกลด์แมน แซคส์ แล้วนั้น แจ็ค หม่า ผู้ร่วมก่อตั้งอาลีบาบาก็เริ่มวุ่นวายกับการหาที่ตั้งบริษัทใหม่จากออฟฟิสที่ใช้บ้านของเขาริมทะลาสาบเมืองหางโจว แจ็คต้องการขยายพื้นที่ให้มากขึ้นรวมถึงการเฟ้นหาพนักงานใหม่เพื่อมาขยายกิจการของอาลีบาบา

แต่มีการนัดสำคัญครั้งหนึ่งที่เพื่อนของเขาในปักกิ่งต้องการให้แจ็คมาพบบุคคลลึกลับจากญี่ปุ่นผู้ซึ่งต้องการที่จะพบปะกับแจ็ค หม่า

และในที่สุดตัวละครลับนั้นก็เผยโฉมออกมา เพราะเขาคนนั้นก็คือ มาซาโยชิ ซัน (Masayoshi son) ผู้โด่งดังจากญี่ปุ่นนั่นเอง สิ่งที่ทำให้ มาซาโยชิ ซัน ดังเป็นพลุแตกคือการเข้าไปลงทุนใน YAHOO กว่า 355 ล้านเหรียญ ซึ่งมีผลทำให้ ณ ขณะนั้น YAHOO กลายเป็นบริษัทอินเทอร์เน็ตที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกและเขายังทำให้เขากลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของญี่ปุ่นอีกด้วย

ตอนนั้นเป็นฤดูหนาวในปี 1999 มาซาโยชิ เดินทางมายังประเทศจีนเพื่อขยายอาณาจักรด้านอินเทอร์เน็ตของเขา ซึ่งการพบปะกับแจ็คนั้นเกิดขึ้นในอาคารพาณิชย์ทางตะวันออกของปักกิ่งตึกนี้มีชื่อเสียงโด่งดังว่าอาคารฟู่หัว

ตอนนั้นมาซาโยชิได้เดินทางมาพร้อมกับกลุ่มนักลงทุนหลายรายเพื่อมาดูกิจการที่น่าสนใจที่จะลงทุน และแจ็คเป็นหนึ่งผู้ที่จะต้องพรีเซนต์กิจการเพื่อดึงดูดนักลงทุนเหล่านี้

หลังจากฟังเรื่องราวจากหลากหลายกิจการอย่างน่าเบื่อ เพราะตัวของมาซาโยชินั้นฟังเรื่องราวของกิจการหน้าใหม่มามากมายทั่วโลกแล้ว ซึ่งยังไม่เห็นมีอะไรที่น่าสนใจจึงชี้ไปยังแจ็คให้ขึ้นไปพรีเซนต์บริษัทของเขาให้ฟัง

บริษัทอื่น ๆ นั้นใช้เวลาเป็นชั่วโมงเพื่อร่ายยาวคุณสมบัติของบริษัทเพื่อดึงเงินจากมาซาโยชิให้ได้ แต่แจ็คกลับใช้เวลาเพียงแค่ 6 นาทีเท่านั้น ก็สิ้นสุดการพรีเซนต์เพราะตอนนั้นแจ็คไม่ได้ต้องการเงินเลยเขาเพิ่งได้รับเงินลงทุนก้อนแรกจากโกลด์แมน แซคส์ ซึ่งยังพอเลี้ยงดูบริษัทไปได้อีกเป็นปี ๆ 

แต่นั่นมันทำให้มาซาโยชิสนใจเว็บไซต์อาลีบาบาของแจ็คเป็นพิเศษ โดยให้แจ็คทำการเปิดตัวเว็บไซต์ให้ดู ซึ่งตัวมาซาโยชิแทบจะไม่ได้ตรวจสอบอะไรอาลีบาบาเลยสักนิด มาซาโยชิได้ตัดสินใจอย่างรวดเร็วทันทีต้องการลงทุนในอาลีบาบา 49% แต่แจ็คซึ่งตอนนั้นไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินก็ยังไม่ได้ตกปากรับคำอะไรทั้งสิ้น แต่มาซาโยชิได้ทิ้งท้ายไว้โดยทำการเชื้อเชิญแจ็คมาที่โตเกียวเพราะเขาอยากคุยกับแจ็คแบบตัวต่อตัวที่โตเกียว

ในเดือนมกราคม ปี 2000 แจ็คได้หนีบโจเซฟ ไช่ขุนพลด้านการเงินคู่ใจเดินทางมาที่โตเกียวด้วย โดยเป้าหมายอยู่ที่สำนักงานใหญ่ของซอฟต์แบงก์ เพื่อมาเจรจาเรื่องการลงทุนกับมาซาโยชิ โดยทั้งคู่มีการหารือกันว่าจะจัดการกับมาซาโยชิอย่างไรซึ่งสรุปกันว่าคนหนึ่งจะรับบทพระเอกอีกคนเล่นบทผู้ร้าย และแน่นอนว่าพระเอกก็คือโจเซฟ ส่วนผู้ร้ายคือ แจ็คนั่นเอง

มันเป็นการเจรจาที่แจ็คเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างมาก ฝ่ายอาลีบาบานั้นมีเพียงแค่แจ็คกับโจเซฟ แต่ฝ่ายซอฟต์แบงค์มีทีมงานเรียงกันเป็นหน้ากระดาน โดยมีมาซาโยชิอยู่ตรงกลางเปรียบเทียบกันแล้วฝ่ายซอฟต์แบงค์มีทีมงานมากว่าหลายเท่า

แจ็คและโจเซฟ ไช่ ขุนพลคู่ใจบุกเยือนถ้ำเสือที่โตเกียว (CR:Yahoo Finance)
แจ็คและโจเซฟ ไช่ ขุนพลคู่ใจบุกเยือนถ้ำเสือที่โตเกียว (CR:Yahoo Finance)

แต่ต้องเข้าใจการบริหารสไตล์ญี่ปุ่น ในสายตาของลูกน้อง มาซาโยชินั้นเปรียบเสมือนองค์จักรพรรดิ หลังฟองสบู่แตกในปี 2000 นั้น การลงทุนทั่วโลกของซอฟต์แบงค์ลดลง 90% ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการตัดสินใจตามลำพังของมาซาโยชิ แทบจะทั้งสิ้น

เขาเป็นผู้ก่อตั้งซอฟต์แบงค์ เป็นประธานและ CEO ซึ่งมีอำนาจเต็มที่ในการจัดสรรเงินทุนของบริษัท ซึ่งต่อให้การลงทุนนั้นจะล้มเหลวยังไงก็ตาม ยังไงสิทธิ์ขาดเด็ดขาดก็อยู่ที่มาซาโยชิเพียงคนเดียวเท่านั้น

การเจรจาเป็นไปอย่างเคร่งเครียดแจ็คต้องการเงื่อนไขสามข้อถึงจะเจรจาต่อ โดยเงื่อนไขข้อแรกคืออาลีบาบาจะรับการลงทุนจากซอฟต์แบงค์รายเดียว ( ไม่มีการร่วมลงขันกันกับบริษัทอื่น) ส่วนข้อสองนั้นแจ็คกล่าวถึงเรื่องการถือหุ้น ซอฟต์แบงค์จะต้องไม่มุ่งแต่ผลประโยชน์ระยะสั้นและต้องถือลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ยึดถือรูปแบบการพัฒนาอาลีบาบาในระยะยาวเป็นหลัก  ส่วนข้อสุดท้ายต้องให้มาซาโยชิมานั่งเป็นกรรมการของบริษัท

ดูเหมือนสองข้อแรกจะไม่มีปัญหาอะไรกับมาซาโยชิ แต่ปัญหาใหญ่คือข้อสามที่ต้องไปนั่งเป็นกรรมการบริษัทนั้นดูท่าจะไม่เหมาะสม เพราะมาซาโยชิไม่เคยเป็นกรรมการของบริษัทที่ตัวเองลงทุนแม้เขาจะใส่เงินไปจำนวนมหาศาลให้กับหลาย ๆ บริษัท เขาต้องการคงบทบาทสำคัญคือผู้ลงทุนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

แต่แจ็คก็ยังยืนกรานที่จะให้มาซาโยชิมาเป็นกรรมการให้ได้ สุดท้ายจึงเจรจากันที่ตรงกลางโดย มาซาโยชิรับเป็นกรรมการแต่คงไม่ได้เข้าร่วมประชุมบ่อย ๆ เหมือนกรรมการคนอื่น ๆ เพราะเขาเป็นคนที่ยุ่งมาก โดยเสนอตัวเป็นที่ปรึกษาแต่ยังนั่งในตำแหน่งกรรมการของอาลีบาบาให้แจ็คได้ตามที่เขาต้องการ

สุดท้ายก็เป็นเรื่องเงินซึ่งเป็นหน้าที่ของโจเซฟ ที่จะทำการเจรจาต่อรอง การเสนอราคาในครั้งแรกจากมาซาโยชินั้นถูกปฏิเสธไปแบบไร้เยื่อใย มาซาโยชิพยายามยื่นข้อเสนออีก 2 ครั้งโดยนั่งเคาะตัวเลขในเครื่องคิดเลขแล้วยื่นไปให้โจเซฟตัดสินใจและก็เหมือนครั้งแรกมาซาโยชิถูกปฏิเสธถึงสามครั้ง ซึ่งเรืองแบบนี้เขาแทบไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิต

สุดท้ายด้วยความโมโหมาซาโยชิจึงเสนอราคาครั้งสุดท้ายด้วยการอัดเม็ดเงินลงทุน 30 ล้านเหรียญสหรัฐแลกกับหุ้นอาลีบาบา 30% ในที่สุดหลังจากหารือกันอย่างถี่ถ้วนแล้วนั้นแจ็คและโจเซฟก็ตอบตกลงในข้อเสนอดังกล่าว 

แจ็คและมาซาโยชิ ที่สุดท้ายสามารถตกลงดีลประวัติศาสตร์ได้ลงตัว (CR:Bloomberg)
แจ็คและมาซาโยชิ ที่สุดท้ายสามารถตกลงดีลประวัติศาสตร์ได้ลงตัว (CR:Bloomberg)

แต่แล้วสุดท้ายดีล 30 ล้านเหรียญของมาซาโยชิแลกกับหุ้น 30% นั้นมันก็เริ่มทำให้แจ็ครู้สึกลำบากใจ เพราะมันเป็นเงินจำนวนมากโขเลยทีเดียว และที่สำคัญเขายังไม่รู้ว่าจะเอาเงินไปทำอะไรด้วยซ้ำ แถมมันยังทำให้สิทธิการถือครองหุ้นของระดับผู้บริหารในอาลีบาบาหายไปเกือบหมด และมันยังทำให้โครงสร้างผู้ถือหุ้นเสียสมดุลและทำให้มาซาโยชิ กลายเป็นผู้ควบคุมหุ้นไปโดยปริยาย

ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนว่าถ้าให้มาซาโยชิถือหุ้นมากมายนั้น การดึงดูผู้ลงทุนใหม่เพื่อเพิ่มทุนในอนาคตอาจจะมีปัญหาขึ้นมาก็ได้ ซึ่งเป็นสภาพที่แจ็ครับไม่ได้และผู้ถือหุ้นอื่น ๆ เช่นโกลด์แมน แซคส์ ก็รับไม่ได้เช่นเดียวกัน แม้จะแจ็คจะถืออำนาจตัดสินใจอยู่ก็ตาม

วันรุ่งขึ้นหลังจากการเจรจาครั้งแรกแจ็คจึงไปหาผู้ช่วยของมาซาโยชิ แล้วเสนอเงื่อนไขใหม่โดยขอลดเงินลงทุนเหลือเพียง 20 ล้านเหรียญ ทำให้ผู้ช่วยของมาซาโยชิถึงกับงงงวยกับความคิดของแจ็คที่ต้องการเงินน้อยลง

แต่ผู้ช่วยของมาซาโยชิพยายามเจรจาให้รับเงื่อนไขเดิม เพราะมันจะเป็นเรื่องยุ่งยากวุ่นวายเปล่าๆ  กับนายของเขา ซึ่งสุดท้ายโจเซฟจึงให้แจ็คติดต่อไปหามาซาโยชิโดยตรงจะดีกว่าติดต่อผ่านอีเมล

ซึ่งสุดท้ายมาซาโยชิก็ยอมรับการตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลงเงินลงทุนของแจ็ค ซึ่งเขาก็มองเป็นผลดีเพราะจะคงสถานะความเป็นเจ้าของอาลีบาบาให้กับแจ็คได้มากที่สุดเพื่อให้แจ็คได้ทุ่มเทกับอาลีบาบาได้อย่างเต็มที่

หลังจากนั้นไม่นานอาลีบาบาก็ลงนามอย่างเป็นทางการกับซอฟต์แบงค์ โดยบริษัทซอฟต์แบงค์ออกทุน 20 ล้านเหรียญ เป็นเงินลงทุนครั้งที่สองของประวัติศาสตร์อาลีบาบา ซึ่งหลังจากนั้นแจ็คก็ได้ใช้เงินที่ได้มารวม 25 ล้านเหรียญในมือ เริ่มขยายกิจการอย่างบ้าคลั่งมีการตั้งบริษัทร่วมทุนที่ญี่ปุ่นและเกาหลี ตั้งศูนย์ R&D ที่สหรัฐอเมริกา ตั้งสำนักงานในยุโรป และการสร้างสำนักงานใหญ่ในฮ่องกง และผลักดันกิจการให้เติบโตอย่างยิ่งใหญ่อย่างที่เราได้เห็นกันในทุกวันนี้นั่นเองครับผม

References :
หนังสือ Alibaba : The House That Jack Ma Built by Duncan Clark
หนังสือ ชีวประวัติ แจ็ค หม่า มีชีวิตอยู่เพื่อสะท้านโลก
ผู้เขียน หลิวซื่ออิง
ผู้แปล ชาญ ธนประกอบ