Roman Abramovich จากเด็กชายขอบก้าวผ่านธุรกิจสีเทาสู่เส้นทางมหาเศรษฐีหมื่นล้าน

โรมัน อับราโมวิช นับตั้งแต่เขาได้เข้า take over สโมสร เชลซี ที่สถานะในตอนนั้นเกือบจะล้มละลาย ในปี 2003 มหาเศรษฐีชาวรัสเซียได้เข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าใหม่ให้กับเชลซี ให้กลายเป็นหนึ่งในสโมสรที่ใหญ่ที่สุดในโลก

อับราโมวิช เรียกได้ว่าใช้ชีวิตในช่วงวัยเด็กที่แสนรันทด ในภูมิภาคห่างไกลจากความมั่งคั่งเมื่อเทียบกับบ้านหลังงามในปัจจุบันย่านไนท์บริดจ์ของลอนดอน

เขาเป็นเด็กกำพร้าตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งพ่อและแม่ของเขา Arkady และ Irina นั้นได้เสียชีวิตตั้งแต่เขาอายุได้ประมาณ 4 ขวบเพียงเท่านั้น โดยเขาได้รับการเลี้ยงดูจากปู่ย่า ตายายของเขาใน Komi ซึ่งเป็นพื้นที่ห่างไกลโพ้นในไซบีเรีย

ชีวิตการเรียนก็ไม่ได้ฉายแววว่าจะกลายเป็นมหาเศรษฐีแต่อย่างใด เพราะเขาต้องออกจากมหาวิทยาลัยถึงสองแห่ง แต่ก็โชคดีที่ได้เข้าไปอยู่กับทหาร และเริ่มทำการค้าขายจากการนำน้ำมันเบนซินที่ขโมยมาให้กับเจ้าหน้าที่ในกองทัพ

ต้องบอกว่าการสร้างตัวขึ้นมาให้กลายเป็นเศรษฐีในประเทศอย่างรัสเซียนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ อับราโมวิช ก็เริ่มต้นอาชีพค้าขายครั้งแรกของเขาด้วยการขายเป็ดยางจากอพาร์ตเมนต์ของเขาในมอสโก แม้ว่ากิจการแรกของเขาจะประสบความสำเร็จก็ตาม แต่ อับราโมวิช มีความทะเยอทะยานมากกว่านั้น

หลังจากนั้นเขาก็ได้แต่งงานกับ Olga ภรรยาคนแรกของเขา อับราโมวิช จึงใช้เงินจำนวน 2,000 รูเบิล ที่พ่อแม่มอบให้เป็นของขวัญวันแต่งงานนำไปลงทุนในการเพิ่มสต็อกสินค้าของเขา ซึ่ง รวมถึงสิ่งต้องห้ามของทางการรัสเซีย เช่น น้ำหอม ซึ่งเป็นสิ่งผิดกฏหมาย แต่แน่นอนว่ามันสร้างกำไรได้อย่างงามเลยทีเดียว

เริ่มสร้างตัวจากทุนที่ได้จากงานแต่งงาน
เริ่มสร้างตัวจากทุนที่ได้จากงานแต่งงาน (CR:gentleman’s journal)

ซึ่งหลังจากประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามกับสินค้าเถื่อน เขาก็สามารถมีทุนที่จะนำไปร่วมลงทุนในการผลิตของเล่นพลาสติก ชิ้นส่วนยานยนต์ และ ธุรกิจอื่นๆ ที่มีตั้งแต่ ฟาร์มเลี้ยงหมู ไปจนถึงการจัดหาบอดี้การ์ดส่วนตัวให้กับเหล่านักการเมืองหรือผู้มีอิทธิพล

อับราโมวิช นั้นต้องขอบคุณ มิคาอิล กอร์บาชอฟ นายกรัฐมนตรีรัสเซีย ที่เริ่มผ่อนคลายมาตรการของรัฐ เพื่อแปรรูปสหภาพโซเวียตเดิมเข้าสู่ยุคใหม่ และส่งผลโดยตรงต่อ อับราโมวิช ที่สามารถทำให้ธุรกิจของเขาถูกกฏหมายและสร้างกำไรได้อย่างมหาศาล

แต่เขาก็ยังคงไม่ละทิ้งธุรกิจสีเทาไปเสียทีเดียว จิตวิญญาณเดิมของเขายังคงอยู่ และทำให้เขาต้องถูกจับในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ที่เขาได้ไปขโมยสินค้าบนรถไฟที่เต็มไปด้วยน้ำมันดีเซล แต่เพียงสามปีให้หลัง มันก็ได้ถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ทำให้เขาได้กลายมาเป็นมือขวาของ บอริส เบเรซอฟสกี

ในเวลานั้น เบเรซอฟสกี ไม่เพียงแต่เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ทั่วประเทศ ตัวอย่างเช่น Lada ผู้ผลิตรถยนต์ของรัฐเพียงเท่านั้น แต่เขายังเป็นสมาชิกวงในคนสำคัญของอดีตประธานาธิบดี บอริส เยลต์ซิน อีกด้วย

นั่นทำให้ อับราโมวิช สามารถเข้าถึงบุคคลที่มีอิทธิพลมากที่สุดในประเทศ ซึ่งแน่นอนว่าหากใครต้องการสร้างความมั่งคั่งในรัสเซีย หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ก็ต้องมุ่งหน้าเข้าสู่เครมลิน

เมื่อ อับราโมวิช สามารถเข้าสู่ใจกลางอำนาจได้สำเร็จ เขาก็พร้อมพุ่งทะยานต่อทันที ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่มีการต้องแปรสภาพสินทรัพย์ของสหภาพโซเวียตเดิมอย่างธุรกิจขุดเจาะน้ำมัน ซึ่งมีผลประโยชน์มหาศาล

กาว แปะ รองเท้า
ก้าวเข้าสู่ใจกลางอำนาจในเครมลิน

เขาได้เข้าซื้อกิจการน้ำมันขนาดใหญ่อย่าง Sibneft ด้วยเงินกู้ที่ได้รับการอนุเคราะห์โดย บอริส เยลต์ซิน ซึ่งทำให้ทั้ง เบเรซอฟสกี และ อับราโมวิช สามารถซื้อกิจการได้ในราคาเพียงแค่ 100 ล้านดอลลาร์เท่านั้น แม้ Sibneft จะมีมูลค่าในตลาดกว่า 600 ล้านดอลลาร์ก็ตามที

และ Sibneft นี่เองที่เป็นสิ่งที่สร้างความมั่งคั่งมากมายให้กับ อับราโมวิช ที่กลายเป็นแหล่งสร้างรายได้ให้เขาอย่างมหาศาล อย่างที่เราได้เห็นกันในทุกวันนี้

และเมื่อได้มาซึ่งทรัพย์สินจำนวนมหาศาลแล้ว สิ่งที่เย้ายวนถัดไปสำหรับ อับราโมวิช ก็คือเส้นทางทางด้านการเมือง โดยเขาได้กลายมาเป็นผู้ว่าการภูมิภาค Chukotka ทางตะวันออกสุดของรัสเซียในปี 2000 หลังจากการชนะโหวตอย่างถล่มทลายถึง 92%

เขาเริ่มเข้ามาพัฒนาท้องถิ่น ทุ่มเทเงินไป 180 ล้านปอนด์ ในการพัฒนาระบบการศึกษา โดยการสร้างโรงเรียน และพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับ Chukotka มีการสร้างโรงพยาบาล โรงแรม ปรับปรุงสนามบินใหม่ รวมถึงการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานให้กับ Chukutka ขึ้นมาใหม่ทั้งหมด

และยังได้บริจาคเงินจำนวน 112 ล้านปอนด์ (132 ล้านยูโร) ให้กับองค์กรการกุศลในภูมิภาคที่ยากไร้ของรัสเซียอีกด้วย

แม้เรื่องราวของ อับราโมวิช นั้นจะผ่านเส้นทางเดินที่ไม่ได้ขาวสะอาดมามากนัก แต่เรื่องราวของเขาก็ได้ให้แง่คิดที่ไม่เหมือนใคร การเปลี่ยนจากคนชายขอบที่ต้องปากกัดตีนถีบมาตั้งแต่เล็ก และเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นบุคคลที่ร่ำรวยและประสบความความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งของโลก มันก็ไม่ใช่เรื่องธรรมดาอย่างแน่นอนครับผม

โดย อับราโมวิช ได้เคยกล่าวไว้อย่างน่าสนใจตอนเข้ามา Take Over สโมสรอย่างเชลซีว่า “เป้าหมายของผมคือการชนะ ไม่ใช่เรื่องการหาเงิน ผมมีวิธีหาเงินที่เสี่ยงน้อยกว่านี้มาก (ซื้อสโมสรฟุตบอลเชลซี) และผมก็ไม่ต้องการทิ้งเงินไปโดยเปล่าประโยชน์ แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่ผมต้องการที่สุดคือ การที่จะประสบความสำเร็จและได้รับถ้วยรางวัลแห่งชัยชนะ”

และผลงานที่ออกมาก็ประจักษ์ให้ทุกคนได้เห็นกันแล้ว กับยุคแห่งความสำเร็จที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์สโมสรเชลซีกว่า 100 ปี ซึ่งรวมถึงถ้วยใบยักษ์อย่าง ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก และ แชมป์พรีเมียร์ลีกอีก 5 สมัย นั่นเองครับผม

References : https://www.thegentlemansjournal.com/article/roman-abramovich-made-first-fortune/
https://www.independent.co.uk/sport/football/premier-league/chelsea-roman-abramovich-ownership-news-frank-lampard-special-report-epl-b480949.html
http://brainprick.com/success-story-of-roman-abramovich/

‘Country Club Rule’ บทเรียนสำคัญของธุรกิจขนาดเล็กจาก Jeff Bezos

Jeff Bezos ซีอีโอของ Amazon มีกฎมากมายให้ บริษัท ของเขาต้องปฏิบัติตาม แต่ไม่มีเรื่องใดที่อาจส่งผลกระทบต่อความสำเร็จของธุรกิจขนาดเล็กเท่ากับกฎ “Country Club” ของเขา

ในหนังสือ The Everything Store ของเขาในปี 2013 ผู้เขียน Brad Stone เล่าถึงวิธีที่ Jeff Bezos มักจะบอกว่าเขาไม่ต้องการให้ Amazon กลายเป็น “Country Club” ที่ซึ่งผู้คนที่ต้องการ “เกษียณ” และมีที่ดินยามแก่เฒ่าหลังจากที่พวกเขาทำงานหนักในอาชีพของพวกเขา

เขาพูดถึง Microsoft เมื่อพูดถึงแนวคิด “Country Club” และเชื่อว่า Amazon ควรรักษาวัฒนธรรมที่ก้าวไปอย่างรวดเร็วและสร้างสรรค์อยู่ตลอดเวลา

ในการให้สัมภาษณ์กับ CNBC เมื่อต้นปี 2020 ผ่านมา John Rossman อดีตผู้บริหารของ Amazon อ้างถึงช่วงเวลาที่เขาได้ยินว่า Bezos กล่าวเกี่ยวกับกฏ Country Club และอธิบายดังนี้: “ประเด็นก็คือแม้ว่าคุณจะทำได้ดีอยู่แล้วในตลาดที่คุณอยู่ แต่คุณจะต้องทำงานหนักต่อไปเพื่อให้แน่ใจว่าคุณและพนักงานของคุณกำลังสร้างอนาคตที่สดใสให้กับบริษัท”

ความจริงก็คือไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าอนาคตจะสดใส แม้ว่าตอนนี้สิ่งต่างๆจะดำเนินไปด้วยดีก็ตาม มีนวัตกรรมใหม่ ๆ เข้ามาอยู่เสมอและเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง และยังมีผู้ประกอบการรายอื่นที่พร้อมจะเข้ามาขโมยส่วนแบ่งการตลาดอยู่เสมอ

Microsoft ได้เรียนรู้บทเรียนนั้นอย่างเจ็บแสบ

แม้ว่า Microsoft จะอยู่ในอันดับต้น ๆ ของโลกในช่วงปี 1990 และต้นปี 2000 แต่ บริษัท ก็ยังปรับตัวเข้ากับตลาดมือถือได้ช้า และไม่นาน Apple และ Google ได้เข้ามาถีบ Microsoft ออกไปจากตลาดอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับในตลาดออนไลน์ที่ Google, Yahoo และอื่น ๆ เข้ามามีส่วนแบ่งการตลาดโดยปล่อยให้ Microsoft ได้แค่เพียงชายตามอง

ในขณะเดียวกัน Amazon ก็ไม่เคยตกหลุมพรางของการทำตัวเหมือน “Country Club” ซึ่งแน่นอนว่าสำหรับธุรกิจขนาดเล็กมันเป็นบทเรียนที่ต้องเรียนรู้  เมื่อคุณเห็นว่าทุกอย่างของธุรกิจมันดูสดใส คุณก็เริ่มทิ้งตัว – นั่งสวย ๆ รอบ ๆ สระว่ายน้ำหรือเดินเล่นแบบชิว ๆ คิดว่าคงไม่มีใครมาทำลายธุรกิจคุณได้ ซึ่งหากคุณคิดแบบนี้ ซักวันนึงคุณอาจจะสูญเสียทุกอย่างก็เป็นได้

References : https://www.newsbreak.com/news/1598753729921/more-businesses-should-follow-the-jeff-bezos-country-club-rule
https://247newsaroundtheworld.com/technology/why-more-businesses-should-follow-jeff-bezoss-country-club-rule/
https://www.chicagotribune.com/suburbs/lake-county-news-sun/ct-lns-talk-of-the-county-st-0222-story.html

John’s Crazy Socks กับการก้าวผ่านอุปสรรคทางด้านร่างกายสู่ธุรกิจถุงเท้าร้อยล้าน

ต้องบอกว่าคนเราเกิดมานั้นมีสภาพทางร่างกายที่แตกต่างกัน เราไม่สามารถที่จะเลือกเกิดให้มีสภาพร่างกายสมบูรณ์แบบ 100% เช่นเดียวกันกับ John Cronin ที่มีอาการของดาวน์ซินโดรม แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคใด ๆ กับการสร้างธุรกิจถุงเท้า John’s Crazy Socks ที่เขาแสนรัก

เรื่องราวมันเกิดขึ้นในปี 2016 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของโรงเรียนมันธยมปลายของ John ที่เขาได้เริ่มคิดถึงไอเดียของร้านถุงเท้า John’s Crazy Socks

ซึ่งแน่นอนว่าเหมือนเพื่อนร่วมชั้นของเขาหลายคน ที่ John กำลังตัดสินใจว่าจะเอายังไงต่อกับชีวิตหลังจบการศึกษา แต่ทางเลือกของเขานั้นมีไม่มากนัก เนื่องด้วยอุปสรรคทางด้านร่างกาย

แม้จะมีโปรแกรมฝึกอบรมต่างๆ หรือรายชื่อโปรแกรม workshop ที่มีให้สำหรับคนที่เป็นดาวน์ซินโดรมอย่าง John แต่ดูเหมือนเขาจะไม่ชอบตัวเลือกที่มีให้เลย เขาเป็นคนที่มีความสามารถที่แตกต่างจากคนพิการอื่น ๆ เขามีความคิดอย่างเดียวในใจของเขาคือ ต้องการทำธุรกิจกับพ่อเขาเพียงเท่านั้น

เขาจึงได้ไปคุยกับพ่อ (Mark Cronin) ว่า จะร่วมกันทำอะไรได้บ้าง โดยส่วนหนึ่งของแรงบันดาลใจมาจากภาพยนต์เรื่อง Chef ในปี 2014 แนวคิดของพ่อ-ลูก ที่ทำธุรกิจ Food Truck แต่เมื่อมองมาที่ตัวเองแล้วนั้น พวกเขาไม่สามารถที่จะทำอาหารได้ จึงมีการระดมความคิดต่อไป

และวันสำคัญที่กำลังใกล้เข้ามาคือ วันโรคดาวน์ซินโดรมโลก ซึ่งคือทุกวันที่ 21 มีนาคมของทุกปี ซึ่งตามธรรมเนียมแล้ว ผู้คนจะเฉลิมฉลองด้วยการสวมถุงเท้าที่มีลวดลายและมีสีสัน ซึ่ง Mark จำได้ว่าหลายปีที่เขาพยายามหาถุงเท้าที่ใช่สำหรับลูกชายเขา แต่ก็หามันได้ยากมาก ๆ

ดังนั้นทั้งคู่จึงได้เริ่มลงมือทำทันที John ได้ร่างการออกแบบถุงเท้าของเขา “สีม่วงที่มีหัวใจและสัญลักษณ์ 3-21” ซึ่งเป็นวันดาวน์ซินโดรมโลก (เลข 21 มากจากโครโมโซมที่ 21 ซึ่งเป็นสาเหตุของดาวน์ซินโดรม)

ซึ่งต้องบอกว่าสถานการณ์ในตอนนั้นทั้งคู่กำลังลำบาก เพราะ สำนักงานกฏหมายที่ Mark ทำงานอยู่นั้น กำลังจะปิดตัวลง และ พวกเขาต้องหาทางเดินต่อไปของชีวิต

John กับ Mark Cronin ที่ต้องสู้ร่วมกันเพื่อก่อตั้ง John's Crazy Socks
John กับ Mark Cronin ที่ต้องสู้ร่วมกันเพื่อก่อตั้ง John’s Crazy Socks (CR:Microsoft News)

ซึ่งด้วยเป็นทางเลือกสุดท้าย ทั้งคู่แทบจะไม่ได้วางแผนธุรกิจ หรือ ทำการวิจัยตลาดอะไรมากนัก พวกเขามองว่า มันเป็นไอเดียที่น่าลองเท่านั้น และลงมือทำมันทันที

เริ่มต้นด้วยแรงกายแรงใจจากพ่อลูก ที่ต้องก้าวผ่านอุปสรรคของชีวิตในครั้งนี้ให้ได้ ทั้งสองได้ร่วมมือกันสร้างเว๊บไซต์แบบง่าย ๆ ค่อย ๆ ออกแบบถุงเท้า ทั้งคู่ทำทุกอย่างด้วยตนเองเพราะเงินทุนที่มีไม่มากนัก ไมว่าจะเป็น การลงทะเบียนการค้ากับรัฐ หรือ การไปเปิดบัญชีธนาคารเพื่อสร้างธุรกิจของพวกเขา

การตลาดอย่างเดียวที่พวกเขาทำได้และใช้ทุนน้อยที่สุดก็คือ Facebook ที่มีวีดีโอตัวอย่างของสินค้า และมีคำบรรยายจาก John ที่พูดถึงแรงบรรดาลใจในการสร้างถุงเท้าของเขา ซึ่ง ทั้งคู่ใช้เงินทุนครั้งแรกในธุรกิจเพียงไม่กี่พันดอลลาร์เท่านั้น

เว๊บไซต์ John’s Crazy Socks เปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคมปี 2016 Mark และ John ตั้งใจจะเปิดร้านค้าออนไลน์ในเวลา 10.00 น. แต่แผนก็ล่มอย่างไม่เป็นท่า เพราะเว๊บไซต์ดันล่มอย่างกะทันหัน ทำให้เขาต้องเลื่อนไปเปิดในเวลาบ่ายสามโมงแทน

แม้จะมีอุปสรรคอยู่บ้าง แต่พวกเขาก็พบว่าได้รับการตอบรับจากลูกค้าที่ดีเยี่ยมตั้งแต่วันแรก พวกเขาได้รับคำสั่งซื้อ 42 รายการในวันแรก ซึ่งส่วนใหญ่มากจากพื้นที่บริเวณใกล้เคียงแถบนิวยอร์กที่พวกเขาอาศัยอยู่

แต่แทนที่จะใส่ผลิตภัณฑ์ถุงเท้าของเขาไปเพียงอย่างเดียว John มีความคิดหนึ่งที่ได้กลายเป็นกุญแจความสำเร็จที่จะตามมาในไม่ช้า

มันเป็นความคิดไอเดียของ John ที่จะใส่ของเล็ก ๆ น้อย ๆ ในกล่องสีแดงที่จะส่งไปให้กับลูกค้า ในทุกคำสั่งซื้อจะถูกห่อด้วยกระดาษอย่างเรียบร้อย และบรรจุในกล่องสีแดงพร้อมข้อความขอบคุณและขนมเล็ก ๆ น้อย ๆ จากนั้น John ก็ได้เริ่มเดินทางไปส่งสินค้าด้วยตัวเอง

John ที่ใส่ใจในรายละเอียดแม้กระทั่งกล่องพัสดุสินค้า
John ที่ใส่ใจในรายละเอียดแม้กระทั่งกล่องพัสดุสินค้า (CR:CNBC)

เขาไปเคาะประตูที่บ้านของลูกค้า และมอบกล่องสินค้าด้วยตัวเอง ทำให้ลูกค้าชอบมาก ๆ โดยพวกเขามักมาร่วมถ่ายรูปหรือวีดีโอกับ John อยู่เสมอ

และนั่นเองมันเป็นจุดเริ่มต้นของการตลาดแบบปากต่อปาก เขาแทบจะไม่ต้องลงทุนในการทำตลาดใด ๆ อีกต่อไป เพราะลูกค้ารักสิ่งที่เขาทำด้วยใจ

การให้ความสำคัญกับการบริการลูกค้าและมองประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้านั้น ทำให้วีดีโอและภาพถ่ายที่มีการส่งมอบสินค้าโดย John เริ่มแพร่กระจายไปบนโลก Social Media และยอดขายก็เริ่มพุ่งสูงขึ้น ในเดือนแรกสามารถจำหน่ายไปได้สูงถึง 452 order สร้างรายได้ให้เขาประมาณ 13,000 ดอลลาร์

และด้วยเป้าหมายที่แน่วแน่ในการเป็นร้านค้าครบวงจรสำหรับถุงเท้าทั้งหมด John’s Crazy Socks ได้นำเสนอถุงเท้าจากซัพพลายเออร์กว่า 20 ราย โดยมีถุงเท้า 2,000 แบบ โดยเงินจำนวน 2 เหรียญที่ได้จากการขายถุงเท้า จะถูกบริจาคให้กับองค์กรการกุศลที่เป็นพันธมิตร และที่สำคัญ John ยังได้บริจาค 5% ของรายได้ให้กับโอลิมปิกสเปเชียล (องค์กรกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในโลกสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาและความพิการทางร่างกาย)

นับตั้งแต่การเปิดตัวในเดือนธันวาคมปี 2016 ถุงเท้าของ John’s Crazy Socks ได้ขายไปแล้วกว่า 42,000 order สร้างรายได้ประมาณ 1.7 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยในปีล่าสุดนั้น พวกเขาคาดว่ายอดคำสั่งซื้อรวมจะสูงถึง 160,000 – 180,000 order โดยคาดว่าจะสร้างรายได้ให้กับ John’s Crazy Socks มากกว่า 6 ล้านเหรียญสหรัฐ (180 ล้านบาท) โดยมีลูกค้าที่เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงตั้งแต่ George HW Bush ไปจนถึง Eva Longoria

ต้องบอกว่าเรื่องราวของ John Cronin นั้นถือเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจให้เหล่าคนที่จะลุกขึ้นมาทำอะไรซักอย่าง ให้ลงมือทำมันทันที

แม้ John จะมีอุปสรรคทางร่างกายที่เขาไม่สามารถเลือกได้ แต่เขาก็ไม่ยอมแพ้มัน และพร้อมจะต่อสู้เพื่อเอาชนะ ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าคนอื่นๆ ในการสร้างธุรกิจ แต่สุดท้ายเขาก็สามารถทำมันได้สำเร็จกับ John’s Crazy Socks

โดยเขาได้เคยกล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า

“แม้ผมจะมีอาการดาวน์ซินโดรม แต่มันก็ไม่สามารถที่จะรั้งความทะเยอทะยานและความฝันของผมได้อย่างแน่นอน”

References : https://www.cnbc.com/2018/10/22/22-year-old-with-down-syndrome-founded-johns-crazy-socks.html
https://learningenglish.voanews.com/a/the-crazy-success-of-crazy-socks-/4549669.html
https://johnscrazysocks.com/pages/our-story
https://www.bbc.com/news/business-42353259

บริษัทต่างๆควรเรียนรู้กฎ ‘Chain of Command’ ของ Elon Musk

Elon Musk มีส่วนร่วมกับเจ้าของธุรกิจมากมายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และเขาก็ใช้เวลามากมายในการคิดนอกกรอบ แต่จดหมายถึงพนักงานในปี 2018 อาจเป็นอีกหนึ่งข้อแนะนำที่น่าสนใจสำหรับเหล่าผู้นำทางธุรกิจในภาวะที่โลกกำลังหยุดชะงักจากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19

“การสื่อสารควรเดินทางผ่านเส้นทางที่สั้นที่สุดที่จำเป็นเพื่อให้งานสำเร็จไม่ใช่ผ่านลำดับชั้นมากมายของสายการบังคับบัญชา “” Musk เขียนถึงพนักงานของเขาในปี 2018 “ผู้จัดการคนใดก็ตามที่พยายามบังคับใช้การสื่อสารผ่านสายการบังคับบัญชาจะพบว่าตัวเองต้องย้ายไปทำงานที่อื่นในไม่ช้า .”

Musk กล่าวต่อไปว่า “แหล่งที่มาสำคัญของปัญหา” ใน บริษัท ต่างๆ เกิดขึ้นเมื่อการสื่อสารไม่ไหลลื่น เขาได้บอกกับพนักงานของ Tesla ว่า “ต้องมีการพูดคุยกันโดยตรงและทำในสิ่งที่ถูกต้องเพื่อแก้ไขปัญหา”

สองปีต่อมาโลกมีลักษณะที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง บริษัทส่วนใหญ่พนักงานจำนวนมากที่ต้องเปลี่ยนมาทำงานจากที่บ้าน มันทำให้การสื่อสารระหว่างแผนกมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น การเปลี่ยนวิธีการสื่อสารโดยไม่ต้องผ่านลำดับชั้นเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการทำให้แน่ใจว่าการสื่อสารระหว่างกันนั้นเกิดความคล่องตัวที่สุด

“สายการบังคับบัญชา” เป็นส่วนหนึ่งของโลกธุรกิจมานานแล้ว โดยมี CEO หรือ President อยู่ด้านบน ซึ่งจะรายงานโดยตรงโดยผู้บริหารในหน่วยงานต่างๆของบริษัท ตามด้วยผู้จัดการอาวุโส ผู้จัดการ และพนักงานระดับปฏิบัติงาน ซึ่งมันได้ถูกสร้างไว้เพื่อให้มีโครงสร้างบางอย่าง

อย่างไรก็ตามสำหรับ Musk การจัดลำดับชั้นแบบนั้นเป็นระบบที่ไม่มีประสิทธิภาพ เมื่อข้อความถูกส่งไปยังสายการบังคับบัญชาที่เป็นลำดับชั้นจำนวนมาก ข้อความเหล่านั้นอาจติดอยู่ในคอขวด นอกจากนี้ยังอาจเปลี่ยนโทนความสำคัญหรือบริบทเมื่อยิ่งผ่านคนจำนวนมากยิ่งขึ้น

แม้ว่าข้อความที่ส่งต่อมานั้นจะยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์ แต่ก็อาจใช้เวลานานเกินไปในการเข้าถึงบุคคลที่เหมาะสมซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาที่มีค่าใช้จ่ายสูงสำหรับบริษัทได้

ปัญหานั้นรุนแรงยิ่งขึ้นในโลกที่พนักงานถูกบังคับให้ทำงานจากระยะไกลโดยใช้เครื่องมือเช่น Slack, Asana, Zoom และอื่น ๆ เพื่อสื่อสาร มันเป็นเรื่องยากกว่าเดิมมาก ๆ ในการสื่อสารกัน โดยเฉพาะการสื่อสารแบบข้ามแผนก

ก่อนหน้าการระบาดของ COVID-19 การส่งข้อความหรือปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ไปตามสายการบังคับบัญชา ยังเป็นเรื่องที่ยังพอทำได้อยู่บ้าง แต่ในตอนนี้ด้วยสถานการณ์ของการสื่อสารที่เปลี่ยนไป ต้องบอกว่ามันอาจจะเป็นไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำ เมื่อพนักงานส่วนใหญ่ต้อง Work From Home

ผู้นำทางธุรกิจจึงจำเป็นต้องคิดอย่างจริงจังเกี่ยวกับการทำลาย Chain of Command นั้น ซึ่งแน่นอนว่ามันช่วยให้คุณสบายใจได้ จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อทีมผู้บริหารระดับสูงของคุณอาจไม่ให้ข้อมูลทั้งหมดที่คุณต้องการ

อย่ากำหนดสายบังคับบัญชาของการสั่งการที่มีลำดับชั้นมากจนเกินไป Musk แนะนำ เพราะมันอาจถูกบิดเบือดข้อมูล หรือเกิดการสื่อสารที่ผิดได้ง่าย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงของการแพร่ระบาดของ COVID-19  ซึ่งในช่วงเวลาที่ธุรกิจอยู่ภายใต้แรงกดดัน ความสามารถในการสื่อสารและตอบสนองต่อปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ถือเป็น key สำคัญที่จะส่งผลต่อการอยู่รอดของบริษัทได้เลยทีเดียวนั่นเองครับ

References : https://www.inc.com/don-reisinger/companies-should-learn-elon-musks-chain-of-command-rule.html
https://www.cherryprofessional.co.uk/blog/2019/10/elon-musks-revolutionary-management-principles

Bill Gates กล่าวว่าเขามีความสุขในวัย 64 ปี เพราะเขาให้ความสำคัญกับ 4 สิ่งนี้

AMA ประจำปีของ Bill Gates (Ask Me Anything) ได้กลายเป็นหนึ่งในเซสชันคำถามและคำตอบยอดนิยมใน Reddit ผู้ใช้งาน Reddit ถามคำถามทุกประเภทตั้งแต่การสอบถามเกี่ยวกับหนังสือเล่มโปรดของเขาไปจนถึงว่าเขายังเขียนโค้ดอยู่หรือไม่

ในเซสชั่นของปีที่แล้วคำถามที่กระตุ้นความคิดก็เพิ่มขึ้นเป็นอันดับต้น ๆ : จากทั้งหมดนี้อะไรที่ทำให้คุณมีความสุข?

ในขณะที่คำตอบของ Gates นั้นสั้น ๆ (เขาต้องคอยตอบคำถามต่อไป) แต่เขาก็เน้นถึงส่วนผสมหลัก 4 อย่างที่ทำให้เขามีความสุข

1. ยึดมั่นในคำมั่นสัญญาของคุณ

เมื่อ Gates ยังเด็กเขามุ่งมั่นในพันธกิจของไมโครซอฟต์ แนวคิดที่จะวาง “คอมพิวเตอร์ไว้บนโต๊ะทำงานทุกตัวและในบ้านทุกหลัง” ความมุ่งมั่นนั้นนั้นเกี่ยวข้องกับการทุ่มเทเวลานับไม่ถ้วนของเขากับ Microsoft แต่เมื่อเวลาผ่านไปวิสัยทัศน์ดังกล่าวก็กลายเป็นความจริง

ในขณะที่ความทะเยอทะยานเดิมของเขาหมดสิ้นไป Gates จึงต้องหาความทะเยอทะยานใหม่ ๆ โดยในทุกวันนี้มาในรูปแบบของมูลนิธิ Bill and Melinda Gates ซึ่งมุ่งมั่นที่จะกำจัดโรคติดเชื้อ เช่น มาลาเรีย และโปลิโอ รวมถึงปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของคนที่ยากจนที่สุดในโลก

2. ให้อย่างไม่เห็นแก่ตัว – ไม่ว่าคุณจะร่ำรวยแค่ไหน

ในฐานะบุคคลที่ร่ำรวยอันดับต้น ๆ ของโลก Gates สามารถทำหรือมีอะไรก็ได้ที่เขาต้องการ นั่นเป็นเหตุผลที่บอกได้มากขึ้นว่าสิ่งที่ผลักดันเขามากที่สุดคือการบริจาคเพื่อการกุศลของเขา มูลนิธิ Bill and Melinda Gates เป็นองค์กรการกุศลที่ยิ่งใหญ่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาและเขายังมีแรงผลักดันที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ในปี 2006 Gates ได้โน้มน้าวให้ Warren Buffet เพื่อนสนิทของเขาบริจาคเงินจำนวน 3 หมื่นล้านดอลลาร์ให้กับมูลนิธิ และการให้คำมั่นสัญญาก็เกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีต่อมาโดยเป็นการเชิญชวนให้มหาเศรษฐีคนอื่น ๆ ให้ทำในสิ่งเดียวกัน

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาคนที่ร่ำรวยที่สุดในโลกกว่า 200 คนได้เข้าร่วมการให้คำมั่นสัญญาโดยอุทิศความมั่งคั่งส่วนใหญ่ให้กับงานการกุศลทั่วโลก

ในขณะที่คุณอาจไม่มีเงินหลายพันล้านสำหรับการทำบุญ แต่ทุกคนสามารถบริจาคบางสิ่งเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นได้

คนส่วนใหญ่มักคิดว่าพวกเขาจะให้ได้อย่างเต็มที่เมื่อพวกเขามีความมั่งคั่งเหลือเฟือ แต่ด้วยวิธีการดังกล่าวคุณเสี่ยงที่จะมาถึงจุดจบของชีวิตโดยที่ไม่เคยมีส่วนในเรื่องดังกล่าวอย่างแท้จริง

ในทางกลับกันเริ่มตั้งแต่ตอนนี้ด้วยเวลาหรือเงินที่คุณมีอยู่ และคุณจะสามารถมองย้อนกลับไปถึงมรดกแห่งความเอื้ออาทรที่ทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้น

3. ให้ความเคารพต่อร่างกายของคุณ

ในฐานะนักเทนนิสตัวยง Gates ตระหนักถึงความเชื่อมโยงระหว่างการออกกำลังกายกับความสุข ประโยชน์ต่อสุขภาพของการออกกำลังกาย มีตั้งแต่การควบคุมน้ำหนักให้ดีขึ้น และลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจไปจนถึงการปรับปรุงสุขภาพจิตและอารมณ์โดยรวม

คุณได้รับร่างกายมาเพียงครั้งเดียวดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปฏิบัติต่อมันให้ดีที่สุด จากการศึกษาชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับทีโลเมียร์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของเซลล์มนุษย์ที่มีผลต่ออายุของเซลล์ของเรา

(** ทีโลเมียร์ คือ สาย DNA ที่อยู่บริเวณปลายของโครโมโซมทั้ง 2 ข้าง ทำหน้าที่ช่วยป้องกันสาย DNA ไม่ให้สลาย และไม่ให้ถูกทำลาย หรือ เกิดการพันกันของสาย DNA ในเซลล์ของเรา จึงทำหน้าที่เสมือนการเก็บสารพันธุกรรมให้อยู่ในที่ปลอดภัยนั่นเอง** )

ผู้ใหญ่ที่มีการเคลื่อนไหวทางร่างกายบ่อย ๆ จากการออกกำลังกาย ดูเหมือนจะอายุน้อยกว่า 9 ปีในแง่ของความยาวของทีโลเมียร์ ซึ่งจะดูเหมือนอายุน้อยกว่าเพื่อนที่อยู่ในวัยเดียวกัน นั่นคือความแตกต่างที่น่าประหลาดใจที่เน้นให้เห็นว่าการใช้ชีวิตด้วยการออกกำลังกายเป็นประจำนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก

4. ใช้เวลากับครอบครัวให้มากขึ้น

วัฒนธรรมในการเชิดชูการทำงานของผู้ก่อตั้งหรือผู้ประกอบการ ที่ทำงานสัปดาห์ละ 60 หรือ 80 ชั่วโมง ซึ่งเป็นสัญญาณของความทุ่มเทและความสำเร็จในอาชีพการงาน

แต่ความจริงก็คือการอุทิศตนแบบนี้ไม่ดีต่อสุขภาพและไม่ยั่งยืน ในความเป็นจริงความเครียดในที่ทำงานเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 5 ในสหรัฐอเมริกาเหนือ

แต่นอกเหนือจากความกังวลด้านสุขภาพที่เห็นได้ชัดแล้วการใช้เวลาในสำนักงานมากเกินไปหมายถึงการใช้เวลาน้อยลงในส่วนอื่น ๆ ของชีวิต  และเราทุกคนมีเวลาเพียง 24 ชั่วโมงในทุกๆวัน

น่าเสียดายสำหรับคนบ้างานหลาย ๆ คน เวลาในการอยู่กับครอบครัวเป็นสิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อเวลาทำงานเริ่มเพิ่มขึ้น การใช้เวลากับงานมากขึ้นส่งผลต่อความเครียดที่มากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ซึ่งจะทำให้ความเสี่ยงต่อสุขภาพทวีความรุนแรงมากขึ้น

แบ่งเวลาที่คุณใช้ร่วมกับครอบครัวด้วยการกำหนดขอบเขตเวลาส่วนตัวที่จริงจัง บางทีคุณอาจจะออกจากงานตรงเวลาทุกวัน และไม่เช็คอีเมลหรือมือถือจนกว่าคุณจะพาลูก ๆ ของคุณเข้านอน

กำหนดขอบเขตที่คล้ายกันในขณะที่คุณทำงานเพื่อช่วยให้คุณทำทุกสิ่งที่คุณต้องการให้สำเร็จในเวลาที่กำหนดเท่านั้น

ข้อคิดสำคัญของ Bill Gates ที่ทำจะให้คุณมีความสุขในวัยเกษียณผ่านประสบการณ์ของเขาก็คือ บริจาคเวลาหรือเงินให้กับสิ่งที่มีค่า ดูแลสุขภาพเป็นประจำตั้งแต่เนิ่น ๆ และใช้เวลากับครอบครัวหรือคนที่คุณรักให้มากที่สุด

เมื่อเราเริ่มต้นปีใหม่ (และทศวรรษใหม่) เลือกทำสิ่งเหล่านี้และคุณจะได้รับผลลัพธ์ของความสุขในท้ายที่สุดนั่นเองครับผม

References : https://www.newsbreak.com/news/1490982433192/bill-gates-is-happier-at-64-than-he-was-at-25-because-he-prioritizes-these-4-things
http://www.tria.co.th/care_blog/view/5
https://www.reddit.com/r/IAmA/comments/aunv58/im_bill_gates_cochair_of_the_bill_melinda_gates/#t