LinkedIn ยังถอดใจ กับท่าทีที่เปลี่ยนไปของรัฐบาลจีน

มันเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างมากสำหรับการประกาศถอนตัวจากตลาดประเทศจีนของบริการจากอเมริกาที่เหลือรอดอยู่เพียงหนึ่งเดียวอย่าง LinkedIn ที่ต้องเผชิญกับปัญหามากมายในข้อกำหนดด้านการปฏิบัติตามกฏระเบียบที่มากขึ้นในประเทศจีน

ก่อนหน้านี้ผมเคยเขียน blog ที่เกี่ยวกับประเด็นที่ว่า ทำไม LinkedIn ถึงสามารถบุกตลาดจีนได้สำเร็จ แต่ตอนนี้ดูเหมือนความพยายามทุกอย่างของ LinkedIn กว่า 7 ปีที่ผ่านมา สุดท้ายก็มีจุดจบไม่ต่างจากสิ่งที่ Facebook , Google , Youtube หรือ แม้กระทั่ง Reddit เจอ

ยุทธศาสตร์ที่ Conflict

ในปี 2014 เมื่อ LinkedIn ได้ทำการเปิดตัวเว็บไซต์ในประเทศจีนเป็นครั้งแรก ทาง CEO อย่าง Jeff Weiner ได้กล่าวว่า “LinkedIn จะมีความโปร่งใสเกี่ยวกับวิธีการดำเนินธุรกิจในประเทศจีน

หลังจากนั้นก็เป็น Weiner เองที่ประกาศออกมาว่า “LinkedIn สนับสนุนเสรีภาพในการแสดงออกอย่างยิ่ง และไม่เห็นด้วยกับการเซ็นเซอร์ของรัฐบาลจีน”

แต่บริษัทก็ได้ออกมาระบุในภายหลังว่า จะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของรัฐบาลจีนเพื่อดำเนินธุรกิจในประเทศพวกเขาได้

 Jeff Weiner ต้องยอมรับความจริงที่ว่าพวกเขาพ่ายแพ้ในตลาดจีน (CR:Vulcan Post)
Jeff Weiner ต้องยอมรับความจริงที่ว่าพวกเขาได้พ่ายแพ้ในตลาดจีน (CR:Vulcan Post)

ซึ่งจะเห็นได้ว่าเป็นยุทธศาสตร์ที่ Conflict กันเอง มีการสนับสนุนเสรีภาพ ไม่เห็นด้วยกับการเซ็นเซอร์จากรัฐบาลจีน แต่ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดขอบรัฐบาลจีน มันเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกัน และทำให้ LinkedIn ดำเนินธุรกิจต่อไปได้ยาก ซึ่งสุดท้ายก็โดนรัฐบาลจีน สั่งบล็อก โดยเฉพาะโปรไฟล์ของนักข่าวชาวอเมริกันหลายคน ซึ่งถือเป็นการเซ็นเซอร์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าของรัฐบาลจีน จนเกิดคำถามขึ้นของเหล่าผู้ใช้งานมากมายในแพลตฟอร์ม

เมื่อรัฐจีนควบคุมบริษัทเทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้น

เราจะเห็นได้จากข่าวที่ทยอยปล่อยออกมาเรื่อย ๆ ซึ่งก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่แค่ไหนในธุรกิจเทคโนโลยีของจีน ก็ไม่รอดพ้นเงื้อมมือของรัฐบาล และถูกเล่นงานตามกันไปหมด

ซึ่งนั่นเป็นเคสของบริษัทเทคโนโลยีในประเทศยังโดนหนักขนาดนั้น ไม่ต้องนึกถึงสภาพของ LinkedIn ที่เป็นบริการจากอเมริกาว่าจะโดนหนักขนาดไหน โดยเฉพาะเรื่องการเข้ามาเซ็นเซอร์ข้อมูลต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น

แม้ LinkedIn เองจะช่วยให้สมาชิกผู้ใช้งานชาวจีนหางานและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจได้มากมาย แต่เรื่องของสังคมและการแบ่งปันข้อมูลนั้น เรียกได้ว่า LinkedIn ล้มเหลวเป็นอย่างมาก

พวกเขาต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมการทำงานที่ท้าทายยิ่งขึ้นมาก และข้อกำหนดด้านการปฏิบัติตามกฏระเบียบที่มากยิ่งขึ้นในประเทศจีน หลังรัฐบาลจีนต้องการมาจัดการบริษัทเทคโนโลยีต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง

บทสรุป

ก่อนหน้านี้ LinkedIn แทบจะเป็นปราการด่านสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่ของบริการออนไลน์จากอเมริกา ที่มาบุกตลาดจีน แต่สุดท้ายแม้จะพยายามปรับตัวและลงทุนไปมากแค่ไหน จุดจบก็ไม่ต่างจากบริการอื่น ๆ จากเพื่อนร่วมชาติไม่ว่าจะเป็น Twitter , Facebook หรือ Google ที่ชิงหนีออกไปก่อนนานแล้ว

เพราะฉะนั้น บริการออนไลน์ต่างๆ จากต่างประเทศ ที่คิดจะบุกไปตลาดขนาดใหญ่อย่างประเทศจีน คงเป็นเพียงแค่ฝัน เพราะ LinkedIn ที่แม้พยายามปรับตัวทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมจีน การตั้งผู้บริหารที่เป็นคนจีนเองมาดูแล ก็ยังไม่สามารถฝ่าฟันให้เอาชนะอุปสรรคอันยิ่งใหญ่จากรัฐบาลจีนได้

ซึ่งตอนนี้ ธุรกิจเทคโนโลยีของจีน อยู่ในภาวะที่ไม่มีความแน่นอนเป็นอย่างยิ่ง แม้กระทั่งบริการในประเทศเอง ก็ยังไม่ทราบชะตากรรมอนาคตของตัวเองที่ชัดเจนนัก

ซึ่งแม้จะเหลือพื้นที่ให้ธุรกิจเทคโนโลยีที่ไม่ใช่บริการออนไลน์ อย่างในกรณีของ Apple ที่เน้นขาย Hardware ที่ดูเหมือนจะไปได้ดีในตลาดจีน

แต่ในอนาคตมันก็ไม่มีความแน่นอนอีกต่อไป การอยู่ในอำนาจเป็นเวลานานของประธานาธิบดี สี จิ้น ผิง จนสามารถควบคุมทุกอย่างได้แบบเบ็ดเสร็จแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทำให้สิ่งที่คิดว่ามีความแน่นอน ในอนาคตมันก็อาจจะไม่มีความแน่นอนอีกต่อไปนั่นเองครับผม

References :
https://www.forbes.com/sites/dereksaul/2021/10/14/linkedin-leaves-china-following-charges-of-censorship
https://www.axios.com/linkedin-unanswered-questions-china-censorship-56b75495-230c-4dc2-9a29-6a35e2f8cec0.html
https://www.wsj.com/articles/microsoft-abandons-linkedin-in-china-citing-challenging-operating-environment-11634220026
https://www.ft.com/content/d5cc7987-9d41-44c3-a6bf-7947c03b9cf9

Jeff Bezos & Ula แล้วอะไรเป็นสิ่งดลใจให้ Bezos เข้าลงทุนครั้งแรกในอาเซียน

เป็นคำถามที่น่าสนใจนะครับว่าเกิดอะไรขึ้น ที่ทำให้ Jeff Bezos ถึงได้เข้ามาลงทุนครั้งแรกในแถบโซนบ้านเราอย่างอาเซียน ซึ่งดูเหมือน Bezos ก็ไม่ได้สนใจในตลาดแถวนี้ซักเท่าไหร่นัก จะเห็นได้จากการที่ปล่อยให้ Shopee กับ Lazada แย่งขับเคี่ยวความเป็นผู้นำในย่านนี้มาอย่างยาวนาน

เอาจริง ๆ ผมก็พยายามลองหาข้อมูลดูว่า มันมีอะไรน่าสนใจใน Ula สตาร์ทอัพของประเทศอินโดนีเซีย ที่ไปเข้าตา Jeff Bezos ได้บ้าง แต่ก็ดูเหมือนข้อมูลจะน้อยมาก ๆ

Ula เองก็เพิ่งตั้งมาแค่ 1 ปีเท่านั้น ยังไม่ได้พิสูจน์อะไรมากมายในตลาดนี้ แต่ก็อย่างว่า ตอนนี้การทำสตาร์ทอัพในประเทศอินโดนีเซีย มันง่ายกว่าประเทศอื่น ๆ ในแถบนี้ เพราะขนาดของตลาดที่มีขนาดใหญ่มหาศาล มีประชากรมากที่สุดในอาเซียน ก็ถือว่าพวกเขาได้เปรียบในเรื่อง economy of scale ทำให้ดึงดูดเงินลงทุนไปได้จำนวนมาก

ข้อมูลที่ว่า Ula นำเสนอเทคโนโลยีเพื่อมาตอบโจทย์ค้าปลีกขนาดเล็ก พวก sme ต่าง ๆ ให้สามารถขายไปออนไลน์ ไปยังเมืองอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ ฟังดูมันก็ไม่ได้มีอะไรใหม่ บริการแบบนี้มีอยู่เยอะแยะไปหมดแม้กระทั่งในประเทศไทยเราเอง อยู่ที่จะเรียกมันว่าอะไรเท่านั้น

การรุกคืบสู่ยุโรปของ Shopee

ต้องบอกว่าเป็นการขยายกิจการที่น่ากลัวเลยทีเดียวสำหรับ Shopee ในการบุกสุ่ยุโรปครั้งแรก โดยเริ่มต้นในประเทศโปแลนด์ ตามข่าวที่ออกไปก่อนหน้านี้ ซึ่งแน่นอนว่า ที่ยุโรปนั้น Ecommerce แพลตฟอร์มอันดับหนึ่งที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงที่สุดก็คือ Amazon นั่นเอง

Amazon ทิ้งห่างคู่แข่งในตลาด Ecommerce ยุโรป (CR:ecommercenews.eu)
Amazon ทิ้งห่างคู่แข่งในตลาด Ecommerce ยุโรป (CR:ecommercenews.eu)

ผมมองว่าสาเหตุนึงที่ Bezos ต้องหันกลับมามองอาเซียนบ้าง น่าจะมาจากการบุกยุโรปของ Shopee น่าจะเป็นปัจจัยนึ่งที่ถือเป็นการท้าทายอำนาจของ Amazon ในแถบยุโรป

แม้ Amazon เองจะมีบริการอยู่ในสิงคโปร์ แต่ดูเหมือนจะไม่สามารถขยายออกไปประเทศอื่น ๆ ได้เลยในแถบอาเซียน ซึ่งก็น่าจะมาจากพฤติกรรมการซื้อขายออนไลน์ ที่ดูจะมีวัฒนธรรมเฉพาะของแถบอาเซียนเรา ซึ่งจะคล้าย ๆ กับในประเทศจีน

Shopee เองก็ได้รับการ backup จากทุนใหญ่อย่าง Tencent จากประเทศจีน ก็ถือเป็นตัวตายตัวแทนของ Ecommerce ของโซนบ้านเราที่จะไปลองขยายกิจการในทวีปยุโรป ซึ่งก็น่าสนใจมากนะครับ ว่าพวกเขาจะสามารถต่อกรกับคู่แข่งมากหน้าหลายตาในยุโรปได้หรือไม่

แต่ถ้าถามว่า การสร้างนวัตกรรมด้าน Ecommerce นั้น ส่วนตัวผมมองว่าแถบบ้านเรา หรือ ในจีนเอง ก็มีนวัตกรรมที่ล้ำหน้าไม่เป็นสองรองใครในโลก เพราะมีการแข่งขันกันค่อนข้างสูง เราจะเห็นสิ่งต่างๆ นวัตกรรมต่าง ๆ มากมายที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของ Gamification หรือ Live Commerce ที่เรียกได้ว่าถูกใจขาช็อปยิ่งนัก

เอาจริง ๆ มันก็เป็นเรื่องประมาทไม่ได้เหมือนกันนะครับสำหรับ Amazon ที่แม้จะนำโด่งไร้คู่แข่งทั้งในอเมริกาเหนือ หรือ ในยุโรปเอง แต่ดูเหมือนพวกเขาก็ยังไม่ได้เจอศัตรูที่น่าเกรงขาม และแข่งกันรุนแรงเหมือนในแถบโซนบ้านเรา

ซึ่งหากพวกเขาได้เจอนวัตกรรมการช็อปปิ้งสุดล้ำของ Shopee ที่ก็คาดว่าจะนำไปใช้ในยุโรปเหมือนกัน เพื่อสร้างความแตกต่างในตลาด บัลลังก์ของ Amazon ที่ยึดครองตลาดมาเนิ่นนานอาจถึงคราสั่นสะเทือนได้เหมือนกันนั่นเองครับผม

References :
https://www.forbes.com/sites/ardianwibisono/2021/10/05/bezos-bets-on-indonesias-mom-and-pop-shops-with-investment-in-ula
https://www.ceotodaymagazine.com/2021/10/jeff-bezos-makes-first-investment-in-southeast-asias-e-commerce/
https://www.straitstimes.com/business/companies-markets/shopee-to-debut-in-europe-with-poland-launch-sources
https://technews.helplr.xyz/bezos-invests-in-indonesian-e-commerce-company-ula/#more-444

ศึกษากลยุทธ์ของ Zomato บริษัทจัดส่งอาหารที่ตั้งเป้าที่จะเปลี่ยนนิสัยการกินของประชากร 1.36 พันล้านคนในอินเดีย

Zomato บริษัทจัดส่งอาหารตั้งเป้าที่จะเปลี่ยนนิสัยการกินของประชากร 1.36 พันล้านคนในอินเดีย ในช่วงกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาได้ประกาศทำ IPO และได้ทำให้บริษัทมีมูลค่าถึง 12 พันล้านดอลลาร์ 

ความน่าสนใจของ Zomato ก็คือแม้จะดำเนินธุรกิจอาหารแบบดั้งเดิม แต่ Zomato เป็นตัวอย่างที่ดีของบริษัทเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่นเดียวกับ DoorDash และ SkipTheDishes และการเสนอขายหุ้น IPO ที่ประสบความสำเร็จสามารถสอนเราว่าบริษัทเทคโนโลยีสมัยใหม่คืออะไร และอะไรที่ไม่ใช่ 

โดยแอปตัวนี้ดำเนินธุรกิจส่งอาหารพร้อมรับประทานไปยังบ้านโดยที่ตัวของพวกเขาเองแทบไม่ต้องมีหน้าร้าน โกดัง รถบรรทุก หรือรถส่งของแต่อย่างใด 

ซึ่งโมเดลธุรกิจของบริษัทคล้ายกับบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น Uber, Amazon และ Airbnb แต่แตกต่างไปจาก Facebook และ LinkedIn และนี่คือกลยุทธ์ทางธุรกิจที่น่าสนใจของ Zomato

การเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว

Zomato ตั้งเป้าที่จะเปลี่ยนนิสัยการกินของประชากร 1.36 พันล้านคนในอินเดีย โดยที่ 90% ของประชากรอินเดียไม่รับประทานอาหารที่ร้านอาหาร เปรียบเทียบกับประเทศจีนที่ 58% ของผู้คนรับประทานอาหารที่ร้านอาหารเป็นประจำ 

ก่อนหน้านี้ มีอุปสรรคสองประการในการรับประทานอาหารนอกบ้านในอินเดีย ประการแรกคือการขนส่ง มีเพียง 2% ของครัวเรือนชาวอินเดียที่มีรถยนต์ (เทียบกับเกือบ 98% ของครัวเรือนในสหรัฐฯ) 

ประการที่สองคือข้อห้ามทางวัฒนธรรม: บางคนแทบไม่เคยกินอาหารที่ปรุงในครัวของคนอื่นเลยทั้งชีวิต

Zomato แก้ไขอุปสรรคทั้งสองนี้ ช่วยให้กลุ่มใหม่ของประชากรเข้าถึงอาหารในร้านอาหารได้ด้วยการกดปุ่มเพียงปุ่มเดียว นอกจากนี้ยังช่วยลดอุปสรรคทางวัฒนธรรมด้วยการสนับสนุนให้ผู้ใช้แสดงความคิดเห็น

ผู้คนจะไม่ค่อยเต็มใจลองทานอาหารในร้านอาหาร พวกเขาจะเปิดใจเมื่อเห็นสมาชิกในครอบครัวของตนเองหรือคนจากกลุ่มวรรณะและกลุ่มเพื่อนฝูงของพวกเขาแชร์ข้อมูล และให้คำแนะนำเกี่ยวกับอาหารและร้านอาหารมากกว่า

แม้ว่าหลายคนอาจรู้สึกคุ้นเคยกับแอปส่งอาหาร แต่ Zomato อาจเปลี่ยนนิสัยการกินของผู้คนจำนวนมากในประเทศอินเดีย

พวกเขามีความทะเยอทะยานไม่น้อยกว่าที่ Uber หรือ Airbnb ตั้งใจจะทำมัน 

Uber ทำให้คนนับล้านเรียกรถจากคนแปลกหน้า และตอนนี้มีการใช้บริการเรียกรถผ่าน Uber มากกว่าบริษัทแท็กซี่ใดๆ ในโลก 

หรือบริษัทอย่าง Airbnb อำนวยความสะดวกให้เข้าพักบ้านคนแปลกหน้าและเสนอห้องพักมากกว่าเครือโรงแรมใดๆ ในโลก 

Uber และ Airbnb ที่ประสบความสำเร็จในโมเดลแบบนี้มาก่อน (CR:Digital Branding Institute)
Uber และ Airbnb ที่ประสบความสำเร็จในโมเดลแบบนี้มาก่อน (CR:Digital Branding Institute)

ต้องขอบคุณบริษัทเหล่านี้ ที่ทำให้ผู้คนไม่จำเป็นต้องมีห้องครัว รถ และบ้านเป็นของตัวเองอีกต่อไป และสามารถใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบายได้ โดยที่ไม่ต้องเสี่ยงกับการลงทุนในสินทรัพย์ที่ด้อยค่าเหล่านี้

ต้นทุนที่ต่ำและเข้าใจวัฒนธรรมท้องถิ่น

Google Search, Airbnb, Yelp, Uber, LinkedIn และ Facebook มีคุณสมบัติอย่างหนึ่งที่คล้ายคลึงกัน: พวกเขามีโมเดลเสมือนจริงที่ปรับขนาดได้ซึ่งสามารถขยายได้แบบทวีคูณด้วยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ซึ่งเป็นสิ่งที่แตกต่างจากบริษัทเช่น Ford หรือ Target ที่ต้องการที่ดิน โรงงาน ศูนย์กระจายสินค้า หรือคลังสินค้าเพื่อขยายกิจการ

กล่าวอีกนัยหนึ่ง บริษัทด้านเทคโนโลยีสามารถขยายรายได้และงบกำไรขาดทุน โดยไม่ต้องเพิ่มในงบดุล Zomato บริษัทที่มีมูลค่าหลายพันล้านเหรียญ โดยไม่ได้เป็นเจ้าของร้านอาหารใด ๆ เลยด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ตาม Zomato แตกต่างจากยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอื่นๆ ในแง่สำคัญประการหนึ่ง: บริษัทต่างๆ เช่น Google และ Facebook สามารถให้บริการในต่างประเทศได้โดยไม่ต้องไปเปิด office ในสถานที่นั้น ๆ

ในทางตรงกันข้าม Zomato จะเข้าสู่เมืองใหม่หลังจากสร้างความสัมพันธ์กับร้านอาหารท้องถิ่น ประเมินข้อเสนอ และทำงานร่วมกับพวกเขาเพื่อปรับปรุงเมนูและราคา ให้เหมาะสมก่อน

นอกจากนี้ยังมีการประเมิน และแต่งตั้งตัวแทนจัดส่งในพื้นที่ ดังนั้น Zomato จึงลงทุนจำนวนมากในความสัมพันธ์ในท้องถิ่นและความรู้ในท้องถิ่น ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่คู่แข่งไม่สามารถเลียนแบบได้ง่ายๆ

ความใกล้ชิดกับลูกค้า

บริษัทเทคโนโลยีสมัยใหม่รวบรวม จัดเก็บ จัดระเบียบ และวิเคราะห์ข้อมูลผู้ใช้เป็นเวลาหลายปี ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เปรียบเสมือนทองคำ

เนื่องจากช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถใช้โฆษณาที่ตรงเป้าหมายและปรับแต่งประสบการณ์ของลูกค้าได้ตามแต่ละบุคคล 

ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างลูกค้าที่เดินเข้าไปในซูเปอร์เซ็นเตอร์ของ Walmart กับร้านค้าออนไลน์ของ Amazon คือ Amazon จะจัดระเบียบร้านค้าใหม่ทั้งหมดทันที (เลย์เอาต์ จอแสดงผล การนำเสนอผลิตภัณฑ์ ฯลฯ) ในลักษณะที่ปรับแต่งให้เหมาะกับลูกค้ารายนั้นได้แบบทันที

ในทำนองเดียวกัน Zomato หรือ Uber Eats สามารถติดตามรสนิยมของลูกค้า ความต้องการส่วนลด และความชอบในแง่ของอาหาร เวลาจัดส่ง และราคา และรวมข้อมูลเชิงลึกเหล่านั้นเข้ากับเทรนด์อาหารท้องถิ่น ฤดูกาล วันหยุดและเทศกาลต่างๆ ได้

ซึ่งทำให้พวกเขาสามารถเสนอเมนูที่กำหนดเองได้ในทันที ความใกล้ชิดกับลูกค้าในระดับนี้จะเพิ่มค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนลูกค้า ทำให้เกิดอุปสรรคสำคัญในการเข้ามาของผู้เล่นใหม่

สำหรับบริษัทเทคโนโลยีสมัยใหม่ส่วนใหญ่ ยิ่งเครือข่ายใหญ่ บริษัทก็ยิ่งมีค่ามากขึ้นผ่าน เอฟเฟกต์เครือข่าย (Network Effect) ซึ่งมีสามประเภท: เอฟเฟกต์เครือข่ายโดยตรง, เอฟเฟกต์เครือข่ายโดยอ้อม และเอฟเฟกต์เครือข่ายข้อมูล 

Network Effect พลังที่สำคัญของการเติบโตของ Startup ยุคศตวรรษที่ 21 (CR:Startup Hacks)
Network Effect พลังที่สำคัญของการเติบโตของ Startup ยุคศตวรรษที่ 21 (CR:Startup Hacks)

บริษัทเทคโนโลยีอย่าง Facebook และ LinkedIn ได้รับประโยชน์จากผลกระทบจากเครือข่ายโดยตรง ลูกค้าใหม่แต่ละรายที่เข้าร่วม Facebook หรือ LinkedIn สร้างมูลค่าให้กับลูกค้าที่มีอยู่

เนื่องจากตอนนี้ลูกค้าทั้งสองสามารถสร้างลิงก์โดยตรงถึงกันได้ แม้ว่าจะอยู่ในสถานที่ต่างกัน ลูกค้าคนที่พันที่เข้าร่วมเครือข่ายสร้างมูลค่ามากกว่าลูกค้าคนที่สิบ ห้าสิบ หรือคนที่ร้อย เนื่องจากลูกค้าคนที่พันสามารถสร้างลิงก์ใหม่ได้ถึง 999 ลิงก์ ในขณะที่ลูกค้าที่สิบสามารถสร้างลิงก์ได้เพียงเก้าลิงก์เท่านั้น

บริษัทเทคโนโลยีอย่าง Netflix, Amazon, Uber และ Zomato ไม่มีผลกระทบต่อเครือข่ายโดยตรง หากลูกค้าใหม่เข้าร่วม Zomato พวกเขาจะไม่สร้างเครือข่ายใหม่โดยตรงกับลูกค้า

ปัจจุบัน ร้านอาหารใหม่ที่เข้าร่วม Zomato ไม่ได้สร้างมูลค่าให้กับร้านอาหารปัจจุบันโดยใช้ Zomato อย่างไรก็ตาม ในแพลตฟอร์มอย่าง Zomato มีผลเครือข่ายโดยทางอ้อม ยิ่งจำนวนลูกค้ามากเท่าไร มูลค่าของร้านอาหารก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

และในทางกลับกัน ตอนนี้ลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้น ร้านอาหารก็มีตลาดที่ใหญ่ขึ้น และสามารถใช้เครือข่ายการจัดส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ที่สำคัญกว่านั้น Zomato ได้รับประโยชน์จากผลกระทบของเครือข่ายข้อมูล ลูกค้าใหม่และร้านอาหารทุกรายให้ข้อมูลอันมีค่าที่ Zomato สามารถใช้เพื่อปรับปรุงการนำเสนอคุณค่าสำหรับผู้ใช้ที่มีอยู่ทั้งหมดโดยการปรับปรุงคุณภาพและความคิดเห็นเชิงลึก ทำความเข้าใจพฤติกรรมการใช้งาน เพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ การแก้ไขปัญหา และเพิ่มพื้นที่เก็บข้อมูลรสนิยมและความชอบในท้องถิ่น 

เทคโนโลยี Machine Learning สามารถปรับปรุงข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง ตอนนี้ Zomato สามารถให้คำแนะนำที่เป็นส่วนตัวมากขึ้นสำหรับลูกค้าแต่ละราย และเชื่อมต่อร้านอาหารกับลูกค้าเป้าหมายได้ดีขึ้นโดยอาศัยการเรียนรู้ร่วมกันในฐานลูกค้า

การปรับปรุงนี้เมื่อประกอบกับการเพิ่มจำนวนตัวแทนจัดส่งและร้านอาหารที่ดึงดูด รวมถึงตลาดที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ช่วยเพิ่มทางเลือกของผลิตภัณฑ์และบริการในขณะที่สามารถลดต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ระบบนิเวศที่กระตุ้นการขยายตัวด้วยต้นทุนที่ต่ำ

บริษัทเทคโนโลยีสมัยใหม่สามารถใช้ความสัมพันธ์กับลูกค้าเพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ บริษัทที่พึ่งพาระบบนิเวศเหล่านี้สามารถบรรลุเป้าหมายได้โดยมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเพียงเล็กน้อย 

พิจารณาการใช้ iPhone ของ Apple และการใช้อุปกรณ์ Echo ของ Amazon เพื่อขายแอป เพลง เกม และวิดีโอที่ผลิตโดยบุคคลที่สาม

และทำเช่นนั้นโดยใช้บริการชำระเงินของตนเอง จากนั้น Apple และ Amazon จะตัดเงินแต่ละดอลลาร์ที่ไหลผ่านระบบของพวกเขา

อีกตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ Uber ขยายบริการแชร์รถไปยัง Uber Eats ด้วยการลงทุนเพียงเล็กน้อย 

ในทำนองเดียวกัน Zomato สามารถขยายการนำเสนออาหารในร้านอาหารเพื่อรวมส่วนผสมที่พร้อมปรุงล่วงหน้า ซึ่งอันที่จริงแล้ว มันใช้ประโยชน์จากความสัมพันธ์กับร้านอาหารเพื่อจัดหาวัตถุดิบสำหรับพวกเขา

Google Search, Microsoft, Twitter และ Facebook สามารถเพิ่มรายได้ด้วยต้นทุนผันแปรที่น้อยที่สุด การทำ Copy ระบบปฏิบัติการ Windows 10 หรือให้บริการลูกค้าของ Google หรือ Facebook รายอื่นมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างน้อย นั่นทำให้อัตรากำไรขั้นต้นของ ธุรกิจอย่าง Facebook สูงถึง 80–85%

อย่างไรก็ตาม แนวคิดเดียวกันนี้ใช้ไม่ได้กับ Uber, Airbnb, Amazon และ Zomato  รายได้ส่วนใหญ่ของพวกเขาจะถูกส่งต่อไปยังซัพพลายเออร์ เช่น ร้านอาหาร (Zomato) คนขับรถ (Uber) และเจ้าของบ้าน (Airbnb) นอกจากนี้ Amazon และ Zomato ยังต้องจ่ายเงินให้กับตัวแทนจัดส่งอีกด้วย

แต่การปรับขนาด ความรู้เกี่ยวกับซัพพลายเออร์ และการเพิ่มอำนาจต่อรองช่วยลดต้นทุนผันแปรเหล่านั้นได้ เทคโนโลยีแห่งอนาคต เช่น โดรน หุ่นยนต์ และยานยนต์ไร้คนขับสามารถลดต้นทุนการจัดส่งได้อีก 

ซึ่งทำให้ผลกำไรที่ได้รับจากแต่ละธุรกรรม โดยการปรับปรุงรายได้และลดค่าใช้จ่ายต่อหน่วย การเติบโตอย่างรวดเร็วจึงกลายเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์ของบริษัท

เป็นที่น่าสังเกตว่า บริษัท “เทคโนโลยี” ที่เน้นกลยุทธ์ในรูปแบบเดียวกันนี้ได้รับการประเมินมูลค่ามหาศาลมาก ๆ ในยุคศตวรรษที่ 21 

ณ เดือนกรกฎาคม ปี 2021 มูลค่าตลาดรวมของบริษัท FAANG (Facebook, Apple, Amazon, Netflix และ Google) บวกกับ Microsoft อยู่ที่เกือบ 9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งสูงกว่า GDP ของทุกประเทศในโลก ยกเว้นเพีงแค่สองประเทศ 

ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีในปัจจุบันต้องเปรียบเทียบกับยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมแห่งศตวรรษที่ 20: Ford Motors, General Electric, Dow Chemicals, Standard Oil, Union Pacific เป็นต้น

บริษัทเหล่านั้นเปลี่ยนอุตสาหกรรมและสังคมด้วย พวกเขาต้องการเงินลงทุนจำนวนมากซึ่งใช้เวลาในการสร้างธุรกิจหลายสิบปีขึ้นไป 

ดังนั้นการประเมินมูลค่าที่สูงของ Zomato จึงไม่น่าแปลกใจเลย เพราะท้ายที่สุด มันคือบริษัทเทคโนโลยีที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนแปลงนิสัยการกินของประเทศที่มีประชากรนับพันล้านคนอย่างอินเดียได้สำเร็จนั่นเองครับผม

References : https://hbr.org/2021/08/what-zomatos-12-billion-ipo-says-about-tech-companies-today
https://www.bloomberg.com/news/articles/2021-07-13/ant-backed-food-app-ipo-3-571-oversubscribed-by-anchor-funds
https://www.sebi.gov.in/filings/public-issues/apr-2021/zomato-limited-drhp_49956.html
https://auto.economictimes.indiatimes.com/news/passenger-vehicle/cars/india-has-22-cars-per-1000-individuals-amitabh-kant/67059021

Gene Berdichevsky อดีตพนักงานคนที่ 7 ของ Tesla สู่การสร้างจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของเทคโนโลยีแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน

ต้องบอกว่าปัญหาใหญ่ของอุปกรณ์ไฮเทคต่าง ๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้นก็คือเรื่องของแบตเตอรี่ ที่จะเห็นว่าในยุคปัจจุบันผู้คนต่างเสพติดการหาปลั๊กไฟ เพื่อชาร์จอุปกรณ์ต่าง ๆ ของตัวเอง ซึ่งแน่นอนว่าหลายคนอาจจะเบื่อกับการต้องมานั่งชาร์จ Apple Watch ในทุก ๆ วัน แต่ปัญหานี้กำลังจะถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ

บริษัทวัสดุแห่งหนึ่งในเมืองอลาเมดา รัฐแคลิฟอร์เนีย ได้ทุ่มเทใช้เวลากว่าทศวรรษในการทำงานเพื่อเพิ่มพลังงานที่เก็บไว้ในแบตเตอรี่ลิเธียมไออน ซึ่งตอนนี้ได้มาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ที่จะช่วยให้อุปกรณ์ขนาดเล็ก หรือ แม้กระทั่งรถยนต์ไฟฟ้ามีระยะการทำงานที่ไกลกว่าเดิมมาก

บริษัทที่มีชื่อว่า Sila ได้มีการพัฒนาอนุภาคที่มีซิลิกอนเป็นหลักซึ่งสามารถแทนที่กราไฟท์ในแอโนดและเก็บประจุลิเธียมไอออนที่นำกระแสไฟไปไว้ในแบตเตอรี่ได้มากขึ้น

ซึ่งเทคโนโลยีของ Sila ได้เพิ่มความหนาแน่นของพลังงานในแบตเตอรี่ของ Fitness Tracker สูงถึง 17% ซึ่งต้องบอกว่าเป็นตัวเลขที่สูงมากเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีอื่นๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน

ซึ่งในกรณีของอุปกรณ์ Fitness Tracker ที่มีชื่อว่า Whoop 4.0 ที่เป็นผลิตภัณฑ์ของ Sila นั้น พวกเขาสามารถลดขนาดอุปกรณ์ได้ 33% ในขณะที่คงอายุการใช้งานแบตเตอรี่ได้ 5 วัน และความบางขึ้นทำให้สามารถใส่เข้าไปใน “เครื่องแต่งกายอัจฉริยะ” ได้ดียิ่งขึ้น

Whoop 4.0 อุปกรณ์สุดล้ำของบริษัท Sila ที่เปิดตัวพร้อมกับเทคโนโลยีแบตเตอรี่ใหม่ (CR:DC Rainmaker)
Whoop 4.0 อุปกรณ์สุดล้ำของบริษัท Sila ที่เปิดตัวพร้อมกับเทคโนโลยีแบตเตอรี่ใหม่ (CR:DC Rainmaker)

Venkat Viswanathan รองศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมเครื่องกลที่ Carnegie Mellon University ได้ระบุว่ามันเป็นเทคโนโลยีที่เทียบเท่ากับการพัฒนาเทคโนโลยีอื่น ๆ ถึง 4 ปี และเป็นการก้าวกระโดดครั้งสำคัญของเทคโนโลยีนี้

แม้ Sila จะเผชิญความท้าทายทางด้านเทคนิคอยู่บ้าง แต่ความก้าวหน้าครั้งนี้เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงศักยภาพของแบตเตอรี่ที่มีความสามารถเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

การเพิ่มปริมาณพลังงานในแบตเตอรี่ที่สามารถจัดเก็บได้มากขึ้น ยังส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม โดยใช้พลังงานที่สะอาดจากพลังงานไฟฟ้า เพื่อส่งพลังงานไปให้กับ เหล่า ยานพาหนะ โรงงานและธุรกิจต่าง ๆ ได้เพิ่มมากขึ้น

Gene Berdichevsky ซีอีโอของ Sila ซึ่งเป็นพนักงานคนที่ 7 ของบริษัท Tesla เป็นหนึ่งในคีย์แมนคนสำคัญ ที่ช่วยแก้ไขปัญหาความท้าทายด้านแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าคันแรกของ Tesla

Gene Berdichevsky ซีอีโอของ Sila อดีตพนักงานคนที่  7 ของบริษัท Tesla (CR:Twitter)
Gene Berdichevsky ซีอีโอของ Sila อดีตพนักงานคนที่ 7 ของบริษัท Tesla (CR:Twitter)

Sila ซึ่งประกาศระดมทุน 590 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา บริษัทยังได้ร่วมมือกับบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ ซึ่งรวมถึง BMW และ Daimler ซึ่งเทคโนโลยีของ Sila สามารถบรรจุพลังงานได้มากขึ้นถึง 40% ในแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน

ก็ต้องบอกว่าเทคโนโลยีทางด้านแบตเตอรี่ ถือเป็นจุดสำคัญสำหรับหลาย ๆ ธุรกิจในยุคปัจจุบัน ทั้ง รถยนต์ไฟฟ้า อุปกรณ์ IoT Device ต่าง ๆ แม้กระทั่ง Apple ยักษ์ใหญ่ในวงการก็ยังติดปัญหาในเรื่องของแบตเตอรี่ อย่างที่เราเห็นในอุปกรณ์ iDevice ของพวกเขาที่ก็มีปัญหากับอายุของแบตเตอรี่

โดยเฉพาะอุปกรณ์อย่าง Apple Watch เอง ใครจะไปคิดว่าเราแทบจะต้องชาร์จ นาฬิกา เพื่อให้มันได้ใช้งานทุกวัน ซึ่งตอนนี้เป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในการตัดสินใจซื้อนาฬิกาอัจฉริยะเหล่านี้

ผมก็เป็นคนหนึ่ง ที่ลองไปใช้ Apple Watch แล้วก็พบว่าทุกอย่างมันดีมาก เซ็นเซอร์ต่าง ๆ อุปกรณ์มีความสเถียร ระบบปฏิบัติการต่าง ๆ ก็ทำได้ดี แต่มันมีข้อเสียอย่างเดียวที่ผมต้องขายก็คือ อายุการใช้งานของมันจากปัญหาแบตเตอรี่นั่นเอง ที่คิดว่าหลายคนน่าจะตัดสินใจจากจุดนี้เช่นเดียวกัน

ข่าวของบริษัท Sila ถือว่าเป็นข่าวที่น่าสนใจมาก และ CEO ผู้ก่อตั้งบริษัท ที่มีประวัติการทำงานกับ Tesla ในยุคแรก ๆ ที่ช่วยแก้ปัญหานี้ให้กับ Tesla ได้สำเร็จ ก่อนที่เขาจะออกมาศึกษาต่อ และ สุดท้ายเมื่อเจอเทคโนโลยีที่เหมาะสม ก็ได้เริ่มตั้งบริษัทของตัวเองอย่าง Sila

แม้จะเป็นข่าวเล็ก ๆ แต่มันส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อหลากหลายธุรกิจในยุคปัจจุบัน มันจะส่งผลกระทบครั้งสำคัญต่ออุปกรณ์ไฮเทคทั้งหลาย ที่จะทำให้อุปกรณ์เหล่านี้มีอายุการใช้งานที่ยืนยาวมากยิ่งขึ้น และจะทำให้โลกเราเปิดไอเดียให้กับอุปกรณ์ใหม่ ๆ อีกมากมายที่จะมาเปลี่ยนโลกของเราให้ดียิ่งขึ้นได้อย่างแน่นอน หากปัญหาเรื่องแบตเตอรี่หมดไปนั่นเองครับผม

References : https://www.technologyreview.com/2021/09/08/1035143/sila-whoop-lithium-ion-battery-fitness-wearable-evs
https://www.whoop.com/
https://techcrunch.com/2021/01/26/sila-nanotechnologies-raises-590m-to-fund-battery-materials-factory/

Kim Beom-soo กับการนำพา Kakao Talk หาญกล้าท้าชนยักษ์ใหญ่ Chaebols

Kim Beom-soo จากผู้เล่นโนเนมในวงการเทคโนโลยีของเกาหลีใต้ ได้เริ่มต้น Kakao ในปี 2010 เขาเริ่มต้นจากการเป็นอดีตพนักงานของ Samsung และ ได้มีโอกาสในการสร้าง Hangame หนึ่งในซอฟต์แวร์ที่โด่งดังของเกาหลีใต้ ต่อมา Hangame ได้เข้าควบรวมกับกิจการของ NHN (Naver)

Kim เกิดในย่านที่ยากจนที่สุดของกรุงโซล เมืองหลวงของเกาหลีใต้ พ่อแม่ของเขาเป็นยากจน พ่อของเขาเป็นคนงานในโรงงานผลิตปากกา แม่ของเขาเป็นผู้ช่วยทำความสะอาดในโรงแรม

Kim ซึ่งมีพี่น้อง 4 คน โดยพ่อแม่ของเขาได้พาลูก ๆ รวมถึงคุณยายของ Kim เข้ามาอาศัยอยู่ในบ้านหนึ่งห้องนอนที่ต้องยัดทุกคนไว้ในห้องเดียวกัน

พวกเขาพึ่งพารายได้เพียงเล็กน้อยจากพ่อและแม่ของ Kim เท่านั้น เพื่อใช้ในการซื้ออาหาร และ เสื้อผ้า และเพื่อเอาชีวิตให้รอดในเมืองหลวงของประเทศอย่างกรุงโซล

Kim จึงต้องทำงานหนักมาตั้งแต่เด็ก เพื่อที่จะสร้างตัวให้รอดพ้นความยากจนนี้ให้ได้ ด้วยความเป็นคนหัวดี ในปี 1986 Kim ได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล และจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมด้านวิศวกรรมอุตสาหการ

ในที่สุดหลังจากเรียนจบ เขาก็ได้งานที่ดี เขาประสบความสำเร็จในการเข้าสู่แผนกบริการไอทีของ Samsung Group เพื่อพัฒนาบริการสื่อสารออนไลน์

ประสบความสำเร็จในการเข้าสู่แผนกบริการไอทีของ Samsung Group
ประสบความสำเร็จในการเข้าสู่แผนกบริการไอทีของ Samsung Group

ต้องบอกว่า Samsung คือเบอร์หนึ่งของเกาหลี ที่ชาวเกาหลีทุกคนหลีกหนีไม่พ้น Kim ได้เปลี่ยนตัวเองจากลูกของครอบครัวที่ยากจนมาเป็นพันกงาน R&D ของกลุ่มบริษัทอันดับหนึ่งของเกาหลีใต้ได้สำเร็จ

ในปี 1997 Kim ซึ่งทำงานล่วงเวลาที่ Samsung อย่างบ้าคลั่งเป็นเวลากว่า 5 ปี และแทนที่เขาจะใช้เงินที่เก็บมาในการจ่ายดาวน์เพื่อซื้อบ้านเหมือนคนอื่น ๆ เขาได้ใช้เงินออมของเขา และ ยืมเงินจากเพื่อน ๆ รวม 184,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อเปิดร้านอินเทอร์เน็ตและใช้ความเชี่ยวชาญของเขาในการพัฒนาเกมออนไลน์ Hangame

นั่นคือยุคที่อินเทอร์เน็ตกำลังรุ่งเรืองแบบสุดขีด Kim จับสัญญาณนี้ได้อย่างชัดเจน เขาพัฒนาเกมและให้ผู้เล่นได้เล่นกันแบบฟรี ๆ

ในเวลาเพียงแค่ 3 เดือน จำนวนผู้เล่นพุ่งขึ้นเกิน 1 ล้านคน และกลายเป็น 10 ล้านคนในเวลาเพียงไม่ถึงปีครึ่ง ชาวเกาหลีใต้เกือบหนึ่งในห้าเป็นผู้เล่นในเกมของเขา

การลงทุนครั้งแรกของเขาประสบความสำเร็จในปี 2001 Kim ได้ทำการรวมบริษัทของเขาเข้ากับเว็บไซต์ค้นหา Naver ซึ่งก่อตั้งโดย Lee Hae-jin อดีตเพื่อนร่วมงานของ Samsung เพื่อก่อตั้งบริษัทใหม่ชื่อ NHN (Naver)

ต้องบอกว่า NHN นั้นเป็นที่รู้จักในนาม “Google แห่งเกาหลี” และอยู่ในอันดับ 5 ของอันดับเครื่องมือการค้นหาทั่วโลก นอกจากนี้ยังเป็นบริษัทที่สามารถท้าทายยักษ์ใหญ่จากซิลิกอน วัลเลย์ อย่าง Google ได้เพียงแค่ไม่กี่แห่งในโลก

Naver ทีเอาชนะ Google ในเกาหลีใต้ได้สำเร็จ (CR:The Straits Times)
Naver ทีเอาชนะ Google ในเกาหลีใต้ได้สำเร็จ (CR:The Straits Times)

แต่ Kim ก็ได้ขายหุ้นของเขาใน HNN ในอีกสองปีต่อมา และย้ายไปที่สหรัฐอเมริกา และเริ่มมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ

จนกระทั่งการถือกำเนิดขึ้นของ Whatsapp ในปี 2009 เขาได้มองเห็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ทันที เขากลับมาที่เกาหลีใต้ และเลียนแบบ WhatsApp เพื่อสร้าง Kakao Talk ที่คล้ายกันออกมาแทบจะทันที

และนั่นก็ทำให้ชีวิตของ Kim เปลี่ยนไปตลอดการ Kakao Talk กลายเป็นแอปพลิเคชั่น Messenger ที่ดังแบบฉุดไม่อยู่ในเกาหลีใต้ เริ่มต้นจากจำนวนผู้ใช้ 5 ล้านคน ในเดือนธันวาคมปี 2010 ก่อนพุ่งสู่จำนวน 70 ล้านคน ในอีกแค่เพียงสองปีถัดมา

ถึงวันนี้ต้องบอกว่า กว่า 87% ของชาวเกาหลีใต้ ใช้ Kakao Talk อย่างจริงจัง และมีการส่งข้อความผ่านแพล็ตฟอร์ม Kakao Talk มากกว่า 11,000 ล้านข้อความในทุก ๆ วัน

การควบรวมกับ Daum

ในปี 2014 Kakao ได้ก้าวมาสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ โดยได้เข้ารวบรวมกิจการกับ Daum Communications เพื่อก่อตั้ง Daum Kakao (ภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็น Kakao Corporation)

ต้องบอกว่า Daum นั้นมีประวัติอันยาวนานในเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นเว็บพอร์ทัลที่ใหญ่เป็นอันดับสองของเกาหลีใต้

โดยในปี 2014 บริษัทได้ให้บริการบนเว็บไซต์มากกว่า 200 บริการ ซึ่งรวมถึง การค้นหา แผนที่ ข่าวสาร วีดีโอ และซอฟต์แวร์ร้านอินเทอร์เน็ต

หลังการควบรวม Kim ก็ยังกลายเป็นหุ้นส่วนใหญ่ของ Kako-Daum โดยถือหุ้น 40% ของบริษัท ที่มูลค่าประมาณ 8.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

วัฒนธรรมที่มีความเป็นเอกลักษณ์

Kakao Talk นั้นมีชื่อเสียงเป็นอย่างมากในเกาหลีใต้ว่ามีวัฒนธรรมที่แปลกแหวกแนว บริษัทเกาหลีส่วนใหญ่จะมีวัฒนธรรมที่เคร่งครัด โดยเฉพาะการเคารพระบบอาวุโส ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่ให้เกียรติผู้อาวุโสเป็นอย่างมาก

Kakao คิดต่างออกไปสิ้นเชิง โดยมีการกำหนดให้พนักงานใช้ชื่อภาษาอังกฤษแทน เพื่อเป็นการลดอุปสรรคในเรื่องลำดับชั้นของพนักงานออกไป

ต้องบอกว่า key หลักเรื่องวัฒนธรรมองค์กรของ Kakao ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดสำหรับความสำเร็จของวัฒนธรรมแบบเปิดที่ทำให้ Kakao นั้นสามารถตามเทรนด์หรือแนวความคิดใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็ว

ซึ่งวัฒนธรรมดังกล่าวยังช่วยกระตุ้นความนิยมในหมู่วัยรุ่นที่ถือว่า Kakao นั้นทันสมัย เมื่อเทียบกับบริษัทยักษ์ใหญ่เกาหลีส่วนใหญ่ที่ดูมีวัฒนธรรมองค์กรที่ล้าหลัง

นั่นเองที่สามารถดึงดูดคนรุ่นใหม่จำนวนมากให้เข้ามาทำงานกับบริษัท เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพของบริการ และผลักดันวิสัยทัศน์ใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นได้รวดเร็วยิ่งขึ้นอีกด้วย

Kakao ได้สร้างวัฒนธรรมองค์กรแบบใหม่ เพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่ (CR:The Korea Times)
Kakao ได้สร้างวัฒนธรรมองค์กรแบบใหม่ เพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่ (CR:The Korea Times)

อนาคตของ Kakao จะเป็นอย่างไร?

ต้องบอกว่า Kakao นั้นประสบความสำเร็จในการเป็นเสาหลักด้านเทคโนโลยีของสังคมเกาหลีใต้ในปัจจุบัน ชาวเกาหลีใช้ Kakao เพื่อทำทุกอย่างตั้งแต่การสนทนา เรียกแท็กซี่ ค้นหาแผนที่ หรือเรื่องธุรกรรมทางด้านการเงิน

และด้วยนวัตกรรมใหม่ที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง ก็ทำให้ Kakao นั้นเติบโตในเกาหลีใต้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยเริ่มเข้าไปรุกในพื้นที่ของธุรกิจมากยิ่งขึ้น

และเมื่อเร็ว ๆ นี้ บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดของเกาหลีใต้ถูกเปลี่ยนมือจากทายาทของ Samsung อย่าง Lee Jae-yong ที่มีมูลค่าทรัพย์สิน 12.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ กลายมาเป็น Kim Boem-soo ที่มีมูลค่าทรัพย์สิน 13 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

Kim ในวัย 55 ปี เป็นเจ้าของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีที่เริ่มต้นด้วยตัวเองทั้งหมด สามารถแซงหน้ากลุ่มบริษัทที่ใหญ่ที่สุดของประเทศในรายชื่อผู้ที่ร่ำรวยที่สุดของประเทศที่ถูกปกครองโดยกลุ่มเศรษฐีเก่ามานานแสนนานได้สำเร็จ

ต้องถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวแรงบันดาลใจชั้นยอดเลยทีเดียวสำหรับเรื่องราวของ Kim Beom-soo

มันเป็นเรื่องราวของชายคนนึง ที่ไม่มีต้นทุนสูงมากนัก แต่เขาเพียงแค่ต้องอาศัยการศึกษาร่ำเรียนอย่างหนัก ผลักดันตัวเองให้เข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยดี ๆ อย่างมหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล

การพลิกตัวเองจากคนชายขอบ เข้าสู่การทำงานในองค์กรยักษ์อย่าง Samsung เพื่อรับเงินก้อนแรกและประสบการณ์ชีวิต รวมถึง connection และค่อย ๆ คิดทีละขั้นละตอนเพื่อปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของตัวเองให้ดีขึ้น

แน่นอนว่าผู้ที่ประสบความสำเร็จแต่ละคนนั้น มีปัจจัยหลายอย่างที่จะทำให้ประสบความสำเร็จ แต่สำหรับคนธรรมดาอย่าง Kim Boem-soo รากฐานที่แข็งแกร่งที่สุดและสำคัญที่สุดอันดับแรก นั่นก็คือ เรื่องของการศึกษานั่นเองครับผม

References : https://min.news/en/economy/cdfbde246306daac1c0b2472a42225ad.html
https://charactermedia.com/how-kakaotalk-founder-became-skoreas-rarest-billionaire/
https://en.wikipedia.org/wiki/Kim_Beom-soo_(businessman)
https://ceoworld.biz/2020/05/23/kakaos-brian-kim-kim-beom-su-is-1-2-billion-richer-thanks-to-social-distancing/
https://jwwnz.medium.com/kakao-the-story-of-koreas-software-innovator-4f0b537c0413