Robinhood Travel เมื่อแพลตฟอร์มไทยเตรียมท้ารบในตลาด Online Travel Agency

ต้องบอกว่าแพลตฟอร์ม Online Travel Agency (OTA) ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ถือเป็นธุรกิจนึงที่แทบจะไม่มีการแข่งขันมานานมากแล้ว ด้วยตัวแพลตฟอร์มที่แทบจะคล้ายคลึงกันทั้งหมด และแทบจะไม่มีนวัตกรรมใหม่อะไรออกมาเลย สำหรับธุรกิจนี้ หากคุณลองไปที่แพลตฟอร์มดัง ๆ ทั้ง Agoda , Booking , Expedia , Hotels.com .. หรืออีกมากมายในวันนี้ คุณเห็นอะไรที่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญบ้าง

แม้ว่าอาจจะมีการแข่งขันกันในเรื่องเรทราคาที่แตกต่างกันบ้าง แต่ถ้าเข้าไปดูหน้าจอเว็บไซต์ หรือ แอป ของพวกเขาเหล่านี้ พบว่าแทบจะไม่มีอะไรแตกต่างกัน เหมือนโคลนนิ่งกันมายังไงยังงั้น

แม้ดูเหมือนว่ามันจะมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด แต่ผมมองว่า มันก็แทบจะไม่มีอะไรใหม่ เมื่อเทียบกับธุรกิจอย่าง Ecommerce ที่อัดใส่นวัตกรรมใหม่ ๆ ในการ Shopping กันอย่างดุเดือด ใครพลาดพลั้ง อาจจะโดนแย่งฐานลูกค้าขนาดใหญ่ไปได้เลย เหมือนที่ Shopee , Lazada , JD.com แข่งขันกันอย่างหนักหน่วง

เมื่อ Robinhood เปิดตัว Robinhood Travel

ผมเชื่ออย่างนึงว่าถ้าเรื่องของทรัพยากรมนุษย์ด้านเทคโนโลยี ถ้าเทียบกันในอาเซียน ไทยเองก็มีคนเก่ง ๆ ที่ไม่เป็นสองรองใคร แต่จะเห็นได้ว่าแทบไม่มีแพลตฟอร์มของไทยที่ลุกขึ้นสู้แอปต่างชาติได้เลย โดยเฉพาะแพลตฟอร์มใหญ่ ๆ ตัวอย่าง Grab หรือ Shopee

แต่ความน่าสนใจของ Robinhood นั่นก็คือก้าวข้ามความเป็นบริษัท startup มีเงินทุนขนาดใหญ่จากบริษัทแม่อย่าง SCB ที่ช่วยให้เริ่มต้นธุรกิจได้ง่ายกว่า startup ขนาดเล็ก ๆ ที่ยากจะไปต่อกรกับแพลตฟอร์มใหญ่ ๆ

ซึ่งจากโปรแกรม CSR ส่งฟรีไม่เก็บค่า GP ของ Robinhood กับบริการ Delivery Service ในช่วง COVID ระบาดหนัก ทำให้ Robinhood สามารถแจ้งเกิดเข้ามาสอดแทรกในตลาด Delivery Service ได้แบบเต็มตัว

ก้าวใหม่ของ Robinhood ถือว่าน่าสนใจมาก ๆ ในการเข้าสู่ตลาด Travel Agency ซึ่งใช้กลยุทธ์เดิมคือการ ค่าคอมมิชชั่น 0% ซึ่งผู้ประกอบการแทบไม่ต้องเสียค่าบริการซักบาท จากเดิมที่ถูกชาร์จอยู่ที่ราว ๆ 15-30% จากแพลตฟอร์มต่างชาติ

มันเป็นการเข้ามาได้ถูกที่ถูกเวลาอีกครั้งสำหรับ Robinhood ซึ่งแน่นอนว่าผู้ประกอบการโดยเฉพาะธุรกิจท่องเที่ยวที่แบบรับภาระมานานแสนนาน โดยเฉพาะจากปัญหาการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ทำให้นักท่องเที่ยวลดลงไปอย่างมหาศาล แต่สถานการณ์เริ่มกลับมาดีขึ้นเรื่อย ๆ

ซึ่งแน่นอนว่าโปรโมชั่นดังกล่าวคงเป็นการใช้งานในช่วงเวลาระยะหนึ่งเท่านั้น แต่ก็ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในธุรกิจนี้เลยก็ว่าได้ เมื่อแพลตฟอร์มไทย จะมาลุยสู้กับแพลตฟอร์มต่างชาติแบบเต็มตัว ซึ่งเป็นเจ้าใหญ่ ๆ จากฝั่งตะวันตกทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็น Booking.com , Agoda , Expedia หรือ Hotels.com

มันก็คงเหลือแค่แพลตฟอร์ม Travel Agency ที่ตอนนี้กลายเป็นของตะวันตกไปหมดแล้ว ตัวอย่าง Agoda หรือ Booking เองก็เป็นของ Priceline Group ของอเมริกา ซึ่งจะเห็นได้ว่ารูปแบบต่าง ๆ ของแพลตฟอร์มนั้น เป็นแพทเทิร์นทางตะวันตกเสียมากกว่า ทั้ง UX/UI ที่ดูแข็ง ๆ ดูสไตล์คล้าย ๆ Amazon หรือ Ebay

ซึ่งมันใช้ง่าย เหมาะกับสไตล์ตะวันตก แต่ผมยังมองว่าตลาดนี้ ยังมีช่องว่างให้รายใหม่เข้ามาได้อีกมากหากมีการปรับให้เข้ากับท้องถิ่นจริง ๆ หรือมีนวัตกรรมใหม่ ๆ จริง ๆ ออกมา ซึ่งคิดว่า Robinhood ก็คงคิด วิเคราะห์ และมองเห็นช่องว่างในจุดนี้มาอย่างดีแล้วจึงมาลุยในตลาดนี้แบบเต็มตัว

ก็ต้องมาดูกันต่อไปนะครับว่า การเดินเกมของ Robinhood ในการเข้าสู่ตลาดนี้ จะเป็นเพียงแค่การ PR ชั่วคราว หรือ มีเป้าหมายใหญ่กว่านั้นคือการสร้างแพลตฟอร์ม Travel ใหม่ขึ้นมาจริง ๆ ที่่ตอบโจทย์กับชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากกว่าแพลตฟอร์มอื่น ๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบันก็เป็นได้ครับผม

แฟชั่นที่ขับเคลื่อนด้วยโรคระบาดสู่การดับอนาทของแอป Club House

ต้องบอกว่าเป็นการเริ่มต้นที่น่าสนใจมาก ๆ เมื่อ Clubhouse แอปที่เปิดตัวด้วยการเป็น exclusive network ที่ต้องได้รับเชิญเท่านั้นได้ได้ขับเคลื่อนโลกของโซเชียลมีเดียให้กลายเป็นกระแส Live Audio รูปแบบใหม่ที่มนุษย์เราอาจจะไม่เคยพบเจอมาก่อน 

ตลอดปี 2020 และต้นปี 2021 Clubhouse เป็นสถานที่สำหรับสนทนาที่เป็นที่นิยมอย่างมาก ทั้งการอภิปรายเชิงลึก และคำแนะนำทางธุรกิจทั่วไป Clubhouse ได้รับการอธิบายว่าเป็น “เครือข่ายโซเชียล Live Audio แห่งแรก” ซึ่งทำให้ในช่วงแรกหลังการเปิดตัวมีการเติบโตและอัตราการดาวน์โหลดอย่างมาก โดยมีผู้ใช้ 10 ล้านคนดาวน์โหลดในเดือนกุมภาพันธ์เพียงเดือนเดียว แม้จะพร้อมใช้งานบน iOS อย่างเดียวเพียงเท่านั้น 

ความนิยมของผู้บริโภคทำให้เกิดโอกาสมากมายต่อแบรนด์ต่าง ๆ ที่ต้องการติดต่อกับกลุ่มลูกค้าได้ในทันทีและเป็นส่วนตัวมากขึ้น แบรนด์จากอุตสาหกรรมทุกประเภทได้จัดสร้างห้อง และ เริ่มการสนทนาในแบบตนเอง หรือร่วมมือกับผู้ดำเนินรายการเพื่อนำเสนอแบรนด์ของตนสู่ผู้ชมกลุ่มใหม่ 

แอปจึงได้พัฒนาโปรแกรมครีเอเตอร์ของตัวเองที่ถูกเรียกว่า Clubhouse Creator First ซึ่งได้จัดหาอุปกรณ์ให้กับครีเอเตอร์ที่ได้รับการคัดเลือก และให้การสนับสนุนรวมถึงโอกาสในการสนับสนุนแบรนด์ต่าง ๆ  

จุดมุ่งหมายของ Clubhouse คือการช่วยให้ครีเอเตอร์ที่ได้รับการคัดเลือกสร้างเนื้อหาคุณภาพสูงซึ่งจะทำให้ครีเอเตอร์สามารถสร้างรายได้จากการสนทนาของพวกเขาจากเนื้อหาคุณภาพสูง Clubhouse ได้แนะนำ “Tips” ซึ่งผู้ฟังสามารถให้ทิปครีเอเตอร์ที่พวกเขาชื่นชอบได้

เมื่อพิจารณาจากสภาพห้องสนทนาของ Clubhouse แบบสด ๆ และจำนวนผู้ใช้ที่เข้ามาอย่างมหาศาลในช่วงต้นปี 2021 Clubhouse จึงเป็นพื้นที่ออนไลน์ที่ยอดเยี่ยมสำหรับแบรนด์ต่างๆ ในการประกาศเรื่องต่าง ๆ ให้กับกลุ่มแฟน ๆ ของพวกเขา 

ตัวอย่างเช่น NFL ที่ได้ร่วมมือกับ Clubhouse เพื่อสร้าง Club เฉพาะสำหรับการสนทนาสดเกี่ยวกับฟุตบอลใน Draft Week แฟน ๆ สามารถเข้าร่วมคลับเพื่อติดตามประกาศสด ฟังการสนทนาพิเศษกับนักกีฬาและโค้ช และรับเชิญบนเวทีเพื่อถามคำถาม 

ความสำเร็จของ Clubhouse ทำให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่นเริ่มทำงานในเวอร์ชันของตนเองหรือพัฒนาฟีเจอร์ที่มีอยู่เพื่อแข่งขัน 

Facebook ได้สร้างบริการของตัวเองชื่อว่า Live Audio Rooms;  ซึ่ง Facebook จะผสานรวม Live Audio Rooms เข้ากับ Groups และเพิ่มฟีเจอร์ Stars เพื่อให้ครีเอเตอร์สร้างรายได้จากเนื้อหาเสียงของตนได้

Instagram ได้พัฒนาฟีเจอร์ Live อย่างหนักเพื่อแนะนำ Lives แบบกลุ่ม และเพิ่มความสามารถในการเปิดและปิดกล้องและไมโครโฟนในการสตรีมสด การพัฒนานี้ทำให้โฮสต์มีความยืดหยุ่นมากขึ้นในระหว่างการสตรีมสด และขจัดแรงกดดันที่จะต้องดูและฟังอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเปิดโอกาสให้ครีเอเตอร์มีส่วนร่วมกับผู้ติดตามได้อย่างอิสระมากขึ้น 

เพื่อให้ทันกับการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น ในที่สุด Clubhouse ได้พัฒนาเวอร์ชันสำหรับผู้ใช้ Android Clubhouse ได้ทำการทดสอบเวอร์ชัน Android ในสหรัฐอเมริกาและเปิดตัวในสหราชอาณาจักร แคนาดา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ผู้ใช้ Android ในญี่ปุ่น บราซิล และรัสเซีย ได้ใช้แอปเป็นครั้งแรกในวันที่ 18 พฤษภาคม และเปิดให้ใช้งานทั่วโลกในวันที่ 21 พฤษภาคม 

อย่างไรก็ตาม Clubhouse ทำการเปิดตัวเวอร์ชั่น Android สายเกินไปหรือไม่?

ทำไม Clubhouse ถึประสบความสำเร็จ?

1. ให้การเข้าถึงคนดัง

เหตุผลหลักประการหนึ่งที่ Clubhouse ได้รับความนิยมจากผู้ใช้คือการเข้าถึงคนดัง ซีอีโอ และผู้นำทางความคิดได้ง่าย Elon Musk ซีอีโอของ Tesla ได้เผยแพร่แอปบน Twitter และกลายเป็นหนึ่งในแอปที่ดาวน์โหลดมากที่สุดของ Apple ในชั่วข้ามคืน 

นับตั้งแต่เขาโปรโมตแอปนี้ แอปนี้ก็มีรายชื่อเซเลบ ผู้ประกอบการ และนักการเมืองที่เข้ามาร่วมแพลตฟอร์มเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีการอภิปรายในหัวข้อต่างๆ มากมาย ผู้ใช้สามารถฟัง Mark Zuckerberg, Oprah, Justin Bieber, Jared Leto, Drake, Kevin Hart และอื่น ๆ อีกมากมาย

สามารถเข้าถึงเซเลบ ผู้ประกอบการ และนักการเมืองมากมาย (CR:Twitter)
สามารถเข้าถึงเซเลบ ผู้ประกอบการ และนักการเมืองมากมาย (CR:Twitter)

Clubhouse เปิดโอกาสให้แฟนๆ ได้ฟังและโต้ตอบกับดาราคนโปรดเป็นครั้งคราว (หากพวกเขาถูกพาขึ้นไปบนเวที) นอกจากนี้ การสนทนายังได้รับเอกสิทธิ์พิเศษโดยธรรมชาติเพราะเป็นการฟังแบบสด Clubhouse จะไม่บันทึกห้องหรือการสนทนา ดังนั้นเมื่อการสนทนาจบทุกอย่างจะถูกลบออกไปทันที

2. ให้บริการที่เป็นเอกลักษณ์และเนื้อหาที่มีคุณค่า

Clubhouse เมื่อเริ่มก่อตั้งเป็นแอปที่ค่อนข้างพิเศษ จุดขายหลักที่แตกต่างจากเครือข่ายโซเชียลอื่น ๆ คือลักษณะของเสียงแบบสด Clubhouse เป็นพื้นที่ที่เหมาะสำหรับผู้คนในการพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นโดยไม่มีสิ่งรบกวน ผู้ใช้ Clubhouse ทั่วไปกล่าวว่าการอยู่ในห้องที่มีสมาชิก VIP เพียงไม่กี่คน และได้ยินเฉพาะคนสำคัญพูดเท่านั้น รู้สึกใกล้ชิดและมีส่วนร่วมมากกว่าแพลตฟอร์มโซเชียลอื่นๆ

การมี moderatorในห้องสนทนาหมายถึงการทำให้การสนทนามีความเป็นระเบียบมากยิ่งขึ้น ผู้ดำเนินรายการสามารถปิดเสียงและเปิดเสียงผู้พูดได้ และผู้เข้าร่วมต้องยกมือก่อนที่จะได้รับการอนุมัติจาก moderator ให้พูดได้ ซึ่งช่วยให้ห้องมีเนื้อหาที่ชัดเจนและสามารถครอบคลุมหัวข้อต่างๆ ได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ยังสามารถนั่งเอนหลังและเพลิดเพลินกับการสนทนาได้หากต้องการ

3. Exclusive Network

Clubhouse เป็นแอปเฉพาะผู้ได้รับเชิญเท่านั้น ซึ่งหมายความว่าผู้ที่มีสิทธิ์เข้าถึงแอปอยู่แล้วจะต้องส่งลิงก์ให้เพื่อนเพื่อเข้าร่วมด้วย ซึ่งมันได้สร้างภาพลวงตาของการผูกขาดให้กับ Clubhouse ในช่วงแรก ๆ  และการที่ Clubhouse ไม่อนุญาตให้ผู้ใช้บันทึกห้องสนทนา ผู้ใช้ใน Clubhouse จะได้รับสิทธิ์เข้าถึงประกาศ การสนทนา และคำแนะนำต่าง ๆ เฉพาะในแอปเพียงเท่านั้น

รูปแบบเฉพาะผู้ได้รับเชิญเท่านั้นยังหมายความว่าผู้ใช้มีโอกาสพบปะและพูดคุยกับผู้ที่มีความคิดเหมือนกันมากขึ้น ซึ่งคล้ายกับการเป็นส่วนหนึ่งของคลับที่สุดพิเศษ

Exclusive Network ที่ต้องผ่านการ invite เท่านั้น (CR:The Verge)
Exclusive Network ที่ต้องผ่านการ invite เท่านั้น (CR:The Verge)

ทำไมความนิยมของ Clubhouse จึงลดลง?

ในเดือนเมษายน 2021 มีการดาวน์โหลดแอป Clubhouse เพียง 900,000 ครั้ง ซึ่งลดลงอย่างมากจากการดาวน์โหลด 10 ล้านครั้งในเดือนกุมภาพันธ์ นอกจากนี้ Clubhouse ยังพบว่ามีผู้ใช้เฉลี่ยต่อเดือนลดลงเกือบ 70% แล้วทำไมมันถึงเป็นเช่นนี้?

1. มันเป็นแฟชั่นที่ขับเคลื่อนด้วยโรคระบาด

เป็นเรื่องที่น่าเสียดายสำหรับ Clubhouse  เพราะจากการสำรวจของ Business Insider พบว่า 88% ของผู้เข้าร่วม 5,000 คนไม่ได้ใช้ Clubhouse อีกต่อไปเพราะพวกเขามองมันเป็นเพียงแค่แฟชั่น 

แม้จะมีการเปิดตัวเวอร์ชั่นสำหรับผู้ใช้ Android แล้ว แต่หลายคนเชื่อว่า Clubhouse ได้รับความนิยมอย่างมากจากการระบาดใหญ่เพราะพวกเราหลายคนอยากที่จะพูดคุยกับคนอื่น เมื่อชีวิตกลับคืนสู่สภาวะปกติ ผู้คนสูญเสียเวลาว่างจากการฟังบทสนทนาของ Clubhouse ธรรมชาติที่ฟังแบบสด ๆ ของ Clubhouse ทำให้ผู้ฟังไม่สามารถฟังตามความต้องการได้เหมือนกับพอดคาสต์

ด้วยการผ่อนปรนมาตรการล็อกดาวน์ ผู้ใช้สามารถรวมตัวกับเพื่อน ๆ และสนทนาแบบตัวต่อตัว ไม่จำเป็นต้องฟังการสนทนาของผู้อื่นอีกต่อไป

2. การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากแพลตฟอร์มอื่น

ฐานผู้ใช้ของ Clubhouse จำนวนมากจะถูกแย่งชิงโดยคู่แข่งที่มีชื่อเสียง (เช่น Instagram, Facebook และ Twitter) ที่ทำบริการเลียนแบบด้วยการพัฒนาความสามารถด้านเสียงของตัวเอง แพลตฟอร์มเหล่านี้ได้ปรับแต่งตัวเองให้เป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ครบวงจร ซึ่งสามารถมอบทุกสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการได้

นอกจากนี้ แพลตฟอร์มเหล่านี้เป็นที่ยอมรับและเป็นที่ชื่นชอบของผู้ใช้โซเชียลมีเดียอยู่แล้ว ทุกคนเข้าถึงได้ซึ่งหมายความว่าทุกคนสามารถแชทกับใครก็ได้ Spaces ของ Twitter ซึ่งเปิดตัวสำหรับผู้ใช้ Android และ iOS ทำให้หลายๆ คนย้ายกลับมาที่แพลตฟอร์มเก่า ๆ มากขึ้น

3. การแจ้งเตือนมากกินไป

ใครก็ตามที่เคยใช้ Clubhouse อาจเคยประสบกับการแจ้งเตือนของ Clubhouse แม้ว่าการแจ้งเตือนจะมีความสำคัญ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากฟีเจอร์แบบสด) Clubhouse ดูเหมือนว่าจะมีการแจ้งเตือนทุกครั้งที่มีการโต้ตอบกับแอป ซึ่ง Clubhouse ส่งการแจ้งเตือนสิ่งต่าง ๆ มากมายดังนี้ : 

– ช่วงเวลาที่ใครก็ตามที่คุณเคยบันทึกไว้ในรายชื่อผู้ติดต่อของคุณเข้าร่วมแอป

– เมื่อใครก็ตามที่คุณติดตามในแอปเริ่มสร้างห้อง

– เมื่อใครก็ตามที่คุณติดตามพูดในห้อง

– เมื่อคนที่คุณติดตามกำหนดเวลาการสนทนาในอนาคต

– เมื่อมีกำหนดการสนทนาสำหรับ Club ที่คุณติดตาม

– ถ้าคนที่คุณรู้จักส่ง Ping ให้คุณเข้าร่วมห้อง

ยิ่งคุณโต้ตอบกับสมาชิก club และการสนทนามากเท่าใด คุณก็จะได้รับการแจ้งเตือนมากขึ้นเท่านั้น ผู้ใช้หลายคนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความบ้าคลั่งของการแจ้งเตือนที่สร้างความรำคาญ และแม้ว่าจะสามารถลดจำนวนการแจ้งเตือนได้ แต่มันก็ไม่มีความชัดเจนจากแพลตฟอร์ม

4. สูญเสียความพิเศษไปแล้ว

ในขณะที่ยังคงดำเนินการให้มีผู้ใช้ใหม่ตามคำเชิญเท่านั้น Clubhouse ได้เพิ่มจำนวนผู้ใช้มากเกินไปจนผู้คนสูญเสียสถานะพิเศษ ในขณะที่การสนทนายังคงเป็นแบบสดอยู่ มีครีเอเตอร์จำนวนมากที่นำเสนอข้อมูลเดียวกันในเวลาที่สะดวกกว่า เช่นทางพอดคาสต์ หรือ youtube ซึ่งทำให้ไม่มีใครกังวลว่าจะพลาดคำแนะนำดี ๆ หรือ ข้อมูลพิเศษ ๆ สุด exclusive ที่หาที่อื่นไม่ได้อีกต่อไปนั่นเองครับผม

References : https://www.vanityfair.com/news/2021/04/the-clubhouse-party-is-over
https://startuptalky.com/clubhouse-downfall/
https://sociallypowerful.com/post/the-rise-and-fall-of-clubhouse

Gulf จับมือ Binance ปะทะ SCB จับมือ Bitkub กับตาอยู่ที่ชื่อ Thai Digital Assets Exchange (TDX)

ต้องเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งตลาดที่กำลังแดงเดือดเลยทีเดียวสำหรับแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล ที่ตอนนี้ข่าวล่าสุดที่ Binance ซึ่งเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้จับมือกับบริษัท Gulf Energy Development ประเทศไทย

โดย Gulf ได้มีการเปิดเผยต่อตลาดหลักทรัพย์ว่าข้อตกลงกับ Binance นั้นเป็นการตอบสนองต่อการเติบโตอย่างรวดเร็วของโครงสร้างพื้นฐานด้านสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย ซึ่งสินทรัพย์ดิจิทัลและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กรับระบบการเงินของประเทศ

Binance กล่าวว่าจะจัดตั้งแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยน crypto และธุรกิจที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย

“เป้าหมายของเราคือการทำงานร่วมกับรัฐบาล หน่วยงานกำกับดูแล และบริษัทที่มีนวัตกรรมเพื่อพัฒนาระบบนิเวศคริปโตและบล็อคเชนในประเทศไทย” โฆษกของ Binance กล่าว

Binance กับเส้นทางในการถูกควบคุม และการบุกไปทั่วโลก

ในการให้สัมภาษณ์กับ CNBC Zhao กล่าวว่าเขาเต็มใจที่จะก้าวลงจากตำแหน่ง CEO เนื่องจากบริษัทพยายามที่จะกลายเป็นสถาบันการเงินที่มีการควบคุมมากขึ้น

ในขณะที่เขาไม่มีแผนที่จะยกเลิกบทบาทของเขาในทันที เขาเปิดเผยว่า Binance มีแผนในการสืบทอดตำแหน่งของเขาไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“เรากำลังจะเปลี่ยนเป็นสถาบันการเงินที่มีการควบคุมอย่างเต็มที่ในอนาคต” Zhao กล่าว พร้อมเสริมว่าเขาจะ “เปิดกว้างมาก” ในการหา CEO ทดแทนที่มีประสบการณ์ด้านการกำกับดูแลมากขึ้นในระหว่างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้น

การวางแผนฉุกเฉินของ CEO เริ่มต้นในวันที่ 0 เช่นเดียวกับบทบาทอื่นๆ Zhao รู้สึกว่าซีอีโอไม่ควรอยู่เกินสิบปี เราอาศัยอยู่ในโลกที่มีพลวัต เราต้องการความคิดใหม่ แม้กระทั่งตำแหน่งประธานาธิบดีก็ทำหน้าที่เพียงแค่สี่ปีเท่านั้น

“ผมไม่จำเป็นต้องเป็น CEO และผมจะไม่จากไป ผมจะหาวิธีที่จะช่วยเหลือชุมชนที่อยู่เบื้องหลังรอยสักโลโก้ที่ปลายแขนของผมเสมอ ผมภูมิใจที่ได้เป็นสมาชิกของระบบนิเวศ #binance ให้มันเติบโตต่อไป– Zhao Changpeng ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Binance กล่าวในกระทู้ผ่านทาง Twitter

สำหรับตอนนี้ Binance ตั้งเป้าที่จะตั้งสำนักงานใหญ่ระดับภูมิภาคหลายแห่งทั่วโลก และจะขอใบอนุญาตทุกที่ที่มี

ล่าสุด Binance ยังได้ประกาศว่าพวกเขากำลังเริ่มว่าจ้างเพื่อเพิ่มทีมการปฏิบัติตามกฎระเบียบเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับบริษัท 1,600 ถึง 1,700 ตำแหน่ง Zhao เน้นว่าความสำคัญสูงสุดของเขาคือการจ้างผู้ที่มีประสบการณ์ด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบและข้อบังคับ

Binance ยังเพิ่มการจ้างงานในสิงคโปร์ด้วยตำแหน่งงานว่างมากกว่า 50 ตำแหน่ง ตั้งแต่การพัฒนาธุรกิจ การเงิน และการดำเนินงาน

“เรามีเงินสดเพียงพอ ดังนั้นเราจึงสามารถเติบโตได้ด้วยตัวเอง เราไม่จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมากเรามีผลกำไรและเรามีการเจริญเติบโตที่ดีเพียงพอ” Zhao กล่าว

Gulf จับมือ Binance ปะทะ SCB จับมือ Bitkub

ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากนะครับ สำหรับบริษัทยักษ์ใหญ่ในประเทศไทยทั้ง Gulf เอง หรือ SCB ที่เข้ามาลุยในตลาดนี้แบบเต็มตัว แต่การจับมือกับ Binance ของ Gulf นั้นต้องบอกว่ามีความได้เปรียบอย่างมากในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานทางด้านเทคโนโลยี

Binance เองนั้นแทบจะเป็นเบอร์หนึ่งของโลกแล้วสำหรับแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล มีการให้บริการไปทั่วโลก และผ่านการทดสอบมามาก ด้วยจำนวนผู้ใช้งานมหาศาลจากทั่วโลก ซึ่งถ้าเทียบในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีหลังบ้าน Binance ก็ยังได้เปรียบอยู่มากหากจะเข้ามาเจาะตลาดไทยจริง ๆ

แต่แน่นอนว่าแพลตฟอร์มของไทยทั้ง Bitkub หรือแม้กระทั่ง Zipmex ที่ตอนนี้เรียกได้ว่า ขับรถไปถนนเส้นไหนในกรุงเทพฯ เราก็จะเห็นป้ายโฆษณาแพลตฟอร์มเหล่านี้แทบจะทุกพื้นที่ไปเสียแล้ว มันเป็นการสร้าง brand awareness อย่างต่อเนื่องของแพลตฟอร์มของไทย

แต่การจับมือกับ Gulf ของ Binance นั้นหากรุกตลาดแบบจริง ๆ จัง ๆ เงินทุนในการทำ marketing คงไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับพวกเขา ซึ่งแน่นอนว่าจะทำให้การต่อสู้กันเพื่อแย่งฐานลูกค้าสนุกมากขึ้นอย่างแน่อน ไม่ถูกผูกขาดเหมือนในปัจจุบัน

ตาอยู่ที่ชื่อ Thai Digital Assets Exchange (TDX)

เมื่อคนรุ่นใหม่มุ่งหน้าสู่สินทรัพย์ดิจิทัลมากยิ่งขึ้น ซึ่งอาจจะเมินสินทรัพย์เดิม ๆ อย่างตลาดหุ้นไปเลยด้วยซ้ำ แถม ยักษ์ใหญ่ของแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนก็มีความชัดเจนว่าจะยอมรับในการถูกควบคุมมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะสามารถเข้าสู่ตลาดขนาดใหญ่มาก ๆ จากคน Generation อื่นๆ ที่เริ่มหันมาสนใจสินทรัพย์ดิจิทัลมากยิ่งขึ้น และแน่นอนว่าเงินทุนก็ต้องถูกถ่ายเทมาจากตลาดเดิมอย่างตลาดหุ้นนั่นเอง

ซึ่งทำให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ออกประกาศบนเว็บไซต์ SET ว่ากำลังเตรียมพัฒนา ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลไทย (Thai Digital Assets Exchange: TDX) เพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ เชื่อมต่อการซื้อขายจากสินทรัพย์ในปัจจุบันไปสู่สินทรัพย์ดิจิทัล โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการภายในไตรมาส 3 ที่กำลังจะถึง

ดูเหมือนว่าหุ้นมันจะไม่ cool สำหรับคนรุ่นใหม่อีกต่อไป ซึ่ง อาจส่งผลต่อรายได้ของตลาดหลักทรัพย์ในอนาคตอย่างแน่นอนหากไม่ทำอะไรเลย ซึ่งการสร้างแพลตฟอร์มขึ้นมาสู้ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับคนไทย และทำให้การแข่งขันสนุกขึ้นอย่างแน่นอน

บทสรุป

ตลาดแพลตฟอร์มการแลกเปลี่ยนเข้าสู่ตลาดแดงเดือด ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีต่อผู้บริโภคอย่างคนไทยแน่นอน เพราะมีทางเลือกเพิ่มขึ้น และการแข่งขันก็จะสูงขึ้น จะเกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นอีกมากมาย เหมือนที่เกิดขึ้นในตลาดที่แข่งขันสูงในตลาดอื่นๆ ตัวอย่างที่ชัดเจนเช่นใน วงการ ecommerce

เราคงไม่เห็นภาพการผูกขาดจำนวนผู้ใช้ระดับ 90% ++ เหมือนเดิมอีกต่อไปอย่างแน่นอน เมื่อทุกแพลตฟอร์มต้องแข่งขันกันมากขึ้น เม็ดเงินที่เข้าสู่วงการนี้ก็จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ และคนที่ได้ประโยชน์ที่แท้จริงก็คือผู้บริโภคอย่างพวกเรานั่นเองครับผม

References : https://www.bloomberg.com/news/articles/2022-01-17/binance-ties-up-with-bangkok-billionaire-on-thai-crypto-exchange
https://www.reuters.com/technology/gulf-energy-binance-announce-thailand-crypto-partnership-2022-01-17/
https://www.forbes.com/sites/jonathanburgos/2021/09/06/crypto-billionaire-changpeng-zhao-to-cease-some-binance-services-in-singapore-amid-regulatory-scrutiny/
https://infomediang.com/changpeng-zhao-binance-founder/
https://en.wikipedia.org/wiki/Changpeng_Zhao
https://vulcanpost.com/757584/zhao-changpeng-binance-ceo-22nd-richest-man-singapore/
https://coinmarketcap.com/currencies/binance-coin/
https://www.forbes.com/sites/pamelaambler/2018/02/07/changpeng-zhao-binance-exchange-crypto-cryptocurrency/

Ryvval กับ Crypto Startup ที่ทำให้คุณสามารถระดมทุนในการต่อสู้คดีของผู้อื่น

บริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีรายใหม่วางแผนที่จะวางตัวเป็น “ตลาดหุ้นของการจัดหาเงินทุนเพื่อการดำเนินคดี” โดยอนุญาตให้ชาวอเมริกันเดิมพันคดีแพ่งผ่านการซื้อโทเค็น ซึ่งบริษัทหวังที่จะให้เงินทุนแก่บุคคลที่ไม่สามารถเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้

สตาร์ทอัพที่มีชื่อว่า Ryvval กำลังสร้างโลกแห่งการระดมทุนในการดำเนินคดีเพื่อต่อกรกับระบบศาลของสหรัฐฯ ในลักษณะที่จะเป็นประโยชน์ต่อลูกความและนักลงทุน

กระบวนการระดมทุนในการดำเนินคดีเป็นวิธีสำหรับคนที่มีเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ไม่มีเงินทุนในการฟ้องร้อง และในทางกลับกัน พวกเขาจะได้รับส่วนแบ่งจากการชนะคดีที่อาจเกิดขึ้น

อุตสาหกรรม cypto ที่เฟื่องฟู ได้สร้างการระดมทุนรูปแบบใหม่ในการดำเนินคดีโดยมีการเสนอคดีฟ้องร้องเบื้องต้น (Initial Litigation Offerings – ILO) ซึ่งใช้แนวคิด crypto โดยอนุญาตให้นักลงทุนรายย่อยค้นหาและให้ทุนกับเคสที่เกิดขึ้นต่าง ๆ บนบล็อคเชนได้

โดยมีการเปิดตัวในปลายปี 2020 บนบล็อคเชน Avalanche ซึ่ง ILO แรกอนุญาตให้ นักลงทุนซื้อ “โทเค็นการดำเนินคดี” ในเคสของ Apothio, LLC ซึ่งเป็นบริษัทผู้ปลูกกัญชาในแคลิฟอร์เนียที่ฟ้องมณฑลของตนที่ทำลายพืชผล 500 เอเคอร์ คดีนี้หยุดชะงักไปตั้งแต่ต้นปี 2021 แต่นั่นไม่ได้หยุดนักลงทุนจากการทุ่มเงินมากกว่า 330,000 ดอลลาร์ในคดีซึ่งสูงกว่าเป้าหมายการระดมทุน 250,000 ดอลลาร์

Ryvval ซึ่งก่อตั้งโดยทนายความ Kyle Roche ได้สร้างแนวคิดของ ILO ซึ่ง Roche ได้ทำการสร้างแพลตฟอร์มที่ช่วยให้บุคคลต่างๆ สามารถลงทุนในคดีในศาลของ ILO ได้

ในขณะที่ Roche กล่าวว่า “เป้าหมายของ Ryval คือการเข้าถึงความยุติธรรมในราคาที่ถูกกว่า” และเขาต้องการ “ทำให้ระบบศาลของรัฐบาลกลางสามารถเข้าถึงได้มากขึ้นสำหรับทุกคน” 

ซึ่งข้อมูลจากเว็บไซต์ของ Ryvval อ้างว่านักลงทุนจะสามารถเข้าถึงระดับการลงทุนมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เปิดให้สาธารณชนเข้ามาลงทุน

Roche กล่าวว่า ” นักลงทุนที่ได้รับการรับรองเท่านั้น (เช่น คนรวย นักธุรกิจ และหน่วยงานอื่นๆ บริษัทหลักทรัพย์ ที่ถือว่ามีสิทธิ์ได้รับการยกเว้นด้านกฎระเบียบ) จะสามารถซื้อขายได้ทันที ในขณะที่คนกลุ่มอื่น ๆ ที่อยากจะลงทุนต้องรอไปอย่างน้อยอีก 1 ปี

น่าสังเกตว่าแพลตฟอร์ม Ryval นั้นยังไม่พร้อมใช้งานจริง แต่ผู้ร่วมก่อตั้งหวังว่าจะสามารถใช้งานได้ภายในสิ้นไตรมาสแรก จนถึงตอนนี้ ปรากฏว่า Apothio , LLC เป็น ILO เพียงเคสเดียวที่มีการซื้อขายต่อสาธารณะ แต่ Roche หวังว่าจะมีอีกห้าถึงสิบแห่งเมื่อถึงเวลาที่แพลตฟอร์มพร้อมและมีการเปิดแบบเต็มตัว

ต้องบอกว่า แนวคิดของ Ryval นั้นน่าสนใจ โอกาสที่นักลงทุนใจดีจะช่วยเหลือผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงเงินทุนที่ใช้ในการฟ้องบริษัทหรือรัฐบาลนั้นเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น แนวคิดในการสร้างสิ่งจูงใจให้สอดคล้องกันระหว่างคนจนกับคนรวยนั้นก็ถือว่าส่งผลดีต่อทั้งสองฝ่าย

บทสรุป

อ่านข่าวนี้แล้วต้องบอกว่า เป็นอีกหนึ่งสตาร์ทอัพ crypto ที่น่าสนใจมาก ๆ เลยทีเดียว ต้องบอกว่าปัญหาใหญ่ในการสร้างความยุติธรรมให้กับทุก ๆ คน ก็คือเงินทุน ยิ่งการต้องต่อสู้กับอำนาจรัฐ หรือ กลุ่มนายทุนใหญ่ ที่ต้องอาศัยเงินจำนวนมหาศาลในการทำคดีให้ชนะ

มันมีบทเรียนมากมายที่เกิดขึ้น จากความไม่เป็นธรรมเหล่านี้ แม้กระทั่งในประเทศสหรัฐอเมริกาเอง ในสารคดีของ Netflix ก็มีการฉายภาพเรื่องราวเหล่านี้ ว่าเงินทุนมันสำคัญขนาดไหนในการต่อสู้คดี มันสามารถชี้ถูกเป็นผิด หรือ ผิดเป็นถูกได้เลย

การเกิดขึ้นของนวัตกรรมแบบนี้ถือว่าน่าสนใจนะครับ แต่อาจจะเกิดกับพวกคดีแพ่งที่สามารถเรียกร้องส่วนแบ่งได้ก่อน ซึ่งก็ถือเป็นการเปิดโอกาสให้กับผู้ขัดสนอีกหลาย ๆ คน ที่จะกล้าลุกขึ้นมาทวงความยุติธรรมให้กับตนเองมากยิ่งขึ้นนั่นเองครับผม

References : https://www.unilad.co.uk/technology/tech-startup-wants-to-enable-people-to-bet-on-court-cases-with-crypto/
https://www.vice.com/en/article/v7d7x3/tech-startup-wants-to-gamify-the-us-court-system-using-crypto-tokens
https://futurism.com/crypto-startup-fund-lawsuits

บทเรียนสตาร์ทอัพ ที่ใหญ่ที่สุดจาก Elizabeth Holmes กับ Theranos

Elizabeth Holmes ไม่ได้เป็นนักธุรกิจคนแรกที่มีความทะเยอทะยาน และมีความพยายามที่จะหลีกหนีจากความเป็นจริง ซึ่งส่งผลให้เกิดธุรกิจลวงโลก และเธอจะไม่ใช่คนสุดท้าย แล้วอะไรคือบทเรียนจากการทำสตาร์ทอัพที่ทำให้ผู้ก่อตั้ง Theranos เติบโตและตกต่ำอย่างน่าเหลือเชื่อ?

ข้อสรุปที่ชัดเจนจากคำตัดสินของศาลของรัฐบาลกลางในซานโฮเซในวันที่ 3 มกราคม กรณี Theranos ที่จะเปลี่ยนเรื่องราวของเทคโนโลยีชีวภาพไปตลอดกาล ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเกิดจากการที่ Theranos ได้รับวัฒนธรรมมาจาก Silicon Valley มากจนเกินไป หรือว่าเป็นตัวของ Holmes บริษัทของเธอและกลุ่มนักลงทุนของเธอที่ไม่มีประสบการณ์ด้านธุรกิจในด้านการดูแลสุขภาพ

นอกเหนือจากคำถามเกี่ยวกับผลกระทบระยะยาวจากการทดลองของ Theranos แล้ว สิ่งที่น่าสนใจคือ ตัว Holmes เองที่แสวงหาเส้นทางแห่งความทะเยอทะยานมากจนเกินไป

วัฒนธรรมของสตาร์ทอัพ ที่ยกยอปอปั้นผู้ก่อตั้งที่มุ่งแต่จะคิดและขายวิสัยทัศน์ ดังนั้นคำแนะนำในการเริ่มต้นทำสตาร์ทอัพจำนวนมาก จึงเน้นที่ขั้นตอนสำคัญแรกนั่นก็คือ การระดมทุน หากไม่มีวิสัยทัศน์ คุณจะไม่มีทีม ไม่มีการสนับสนุนทางการเงิน ไม่มีหุ้นส่วน และอาจไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะพากเพียรพยายามสร้างบางสิ่งจากความว่างเปล่า

ดังนั้นจึงต้องมีการจุดประกายที่มาจากการคาดหวังว่าคุณจะเป็นคนพิเศษที่จะประสบความสำเร็จในสิ่งที่คนอื่น ๆ ทำไม่สำเร็จ คุณจะเป็นผู้ที่จะปฏิวัติอุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพด้วยเลือดเพียงไม่กี่หยด และนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ Holmes

ดังนั้นด้วยความเชื่อที่ไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงตัวเองจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง  และทำให้ตัว Holmes เองแทบจะไม่สนใจคำวิจารณ์ต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามา  ดังที่ Holmes กล่าวในการสัมภาษณ์ปี 2015 เพื่อพยายามตอบโต้ผู้คลางแคลงใจเกี่ยวกับ Theranos: “ก่อนอื่นพวกเขาคิดว่าคุณบ้า แล้วพวกเขาก็ต่อสู้กับคุณ แล้วทันใดนั้นคุณก็เปลี่ยนโลก”

Adam de la Zerda ที่เป็นนักวิทยาศาสตร์มาก่อนแล้วค่อยเป็นผู้ประกอบการ เขาเป็นผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Visby ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพที่มีบทบาทสำคัญในการรับมือโรคระบาด โดยการสร้างเครื่อง PCR แบบพกพาเครื่องแรกของโลกที่สามารถตรวจหาเชื้อโควิดได้ภายใน 30 นาที 

Adam de la Zerda ซีอีโอของ Visby (CR:med.stanford.edu)
Adam de la Zerda ซีอีโอของ Visby (CR:med.stanford.edu)

ในขณะที่การทดสอบเฉพาะสำหรับโควิด-19 ออกสู่ตลาดในเวลาประมาณหกเดือน De la Zerda ได้ทำงานเกี่ยวกับแนวคิดนี้มาหลายปีจนนำไปสู่การอนุมัติให้ใช้ในกรณีฉุกเฉินของ FDA ในเดือนกันยายน 2020

เมื่อ De la Zerda ไตร่ตรองถึงสิ่งที่ Holmes บอกว่าเธอพยายามจะทำที่ Theranos ตัว De la Zerda เองซึ่งอยู่ในคณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และเขาก็สอนในวิชาชีววิทยาโครงสร้างและวิศวกรรมไฟฟ้า

“มีบางอย่างที่เตือนเราถึงสิ่งที่เรารับรู้มาตลอดว่าอะไรเป็นพื้นฐานสำหรับนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดคือความจริงและข้อมูล” เขากล่าว 

ที่สแตนฟอร์ด เขากล่าวว่าคณาจารย์ใช้เวลาจำนวนมหาศาลในการฝึกอบรมนักศึกษาเพื่อขจัดอคติที่มี นักวิทยาศาสตร์ที่ดีได้เรียนรู้เทคนิคดีๆ ในการถามคำถาม

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกเขาได้ผลลัพธ์ตามที่หวังไว้ พวกเขาอาจมีอิทธิพลต่อผลลัพธ์อย่างไร ในทางวิทยาศาสตร์ โครงสร้างภายนอกเช่นการทดลองทางคลินิกมีไว้เพื่อขจัดความลำเอียงและความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่มีอยู่ในกระบวนการ ( ต้องสังเกตว่า Theranos ไม่ได้อยู่ภายใต้การวิจัยที่บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพส่วนใหญ่ทำ)

ซึ่งกล่าวอีกนัยหนึ่งคือการที่ต้องมีความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง แม้จะมีข้อสงสัยเพียงน้อยนิดก็ตาม แต่มันเป็นสิ่งสำคัญต่อกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเพื่อพิสูจน์ความถูกต้อง

De la Zerda กล่าวว่า”ในทางวิทยาศาสตร์ ความสงสัยไม่ได้ทำให้เราเลิกล้มความตั้งใจที่จะดำเนินโครงการที่มีความเสี่ยงสูงและให้ผลตอบแทนสูง” 

ประเด็นของ De la Zerda นั้นเป็นตัวอย่างง่าย ๆ สำหรับเหล่าผู้ก่อตั้งบริษัทสตาร์ทอัพที่ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่เชื่อว่าการสงสัยในตนเองมากเกินไปนั้นตรงกันข้ามกับความสำเร็จของผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ 

สิ่งที่ de la Zerda กำลังพูดถึงคือความสำคัญของการรักษากรอบความคิดในการเรียนรู้ ความอ่อนน้อมถ่อมตนที่ควรจะรู้ว่าสิ่งใดที่คุณไม่รู้ ตั้งคำถามกับสมมติฐานของคุณ และเปลี่ยนความเชื่อของคุณเมื่อเผชิญกับหลักฐานที่น่าเชื่อถือ 

กล่าวโดยสรุป คือ นั่นเป็นทุกสิ่งที่ Holmes ไม่เต็มใจจะทำ ผู้นำธุรกิจจำนวนมากยังดำเนินการด้วยความคิดที่คล้ายคลึงกัน หากไม่ถึงขั้นที่พวกเขากระทำการฉ้อโกง พวกเขาก็ไม่อยากจำกัดการเติบโตของตนเอง เพราะพวกเขามั่นใจในความคิดของตนเองมากเกินไปและทำให้ไม่สามารถที่จะปรับตัวได้ในท้ายที่สุด

Cheryl Cheng นักลงทุนด้านเทคโนโลยีด้านสุขภาพและผู้ก่อตั้งบริษัทการลงทุน Vive Collective กล่าวเสริมว่า: “ผู้ก่อตั้งต้องระวังให้มากกับการอ้างสิทธิ์ในสิ่งที่พวกเขาทำ สิ่งที่คุณสามารถทำได้ในวันนี้แตกต่างจากแรงบันดาลใจในสิ่งที่คุณคิดจะทำ” เธอกล่าว “ถ้าระหว่างทางคุณมีข้อสงสัยว่าบางอย่างว่ามันจะได้ผลหรือไม่ คุณก็ต้องมีความกล้าที่จะแบ่งปันสิ่งนั้นออกมาด้วยเช่นกัน”

References :
https://www.inc.com/rebecca-deczynski/visby-medical-portable-pcr-test-covid-19-adam-de-la-zerda.html
https://www.washingtonpost.com/technology/2022/01/04/biggest-fraud-trials-holmes/
https://www.inc.com/lindsay-blakely/elizabeth-holmes-theranos-doubt-entrepreneur.html
https://www.forbes.com/sites/edwardsegal/2022/01/05/the-guilty-verdicts-in-elizabeth-holmes-trial-are-a-wake-up-call-for-all-business-executives/