เรื่องตลกที่ Xi ไม่ขำ เมื่อเป้าหมายต่อไปของรัฐบาลจีนคืออุตสาหกรรมด้านความบันเทิง

ในปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา บัญชีทางการของบริษัท NetEase ของเกม “Diablo Immortal” บน Weibo บริการที่คล้าย Twitter ของจีน โพสต์คำถามที่มีการโต้เถียงกันในโลกออนไลน์อย่างร้อนแรงว่า “ทำไมหมียังไม่ก้าวลงมา”

ข้อความที่คลุมเครือนี้ถูกตีความอย่างกว้างขวางว่าเป็นการอ้างถึงประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน ซึ่งมักถูกเปรียบเทียบทางออนไลน์กับตัวการ์ตูนหมีอย่างวินนี่เดอะพูห์ และไม่นานหลังจากนั้นบัญชี Weibo ดังกล่าวได้ถูกแบนออกจากสารบบทันที

NetEase ผู้พัฒนาเกมชาวจีนคุ้นเคยกับความหมายที่ต้องการสื่อในเกมเหล่านี้มากพอ ตัวอย่างเช่น วลี “Chong ta” ที่อธิบายการบุกโจมตีปราสาท ที่เป็นแก่นของ “Diablo Immortal” ซึ่งเป็นเกมเล่นตามบทบาท (Role Playing Game) ที่ได้รับความนิยมอย่างมหาศาลในยุค 90 

บริษัทมีกำหนดจะเปิดตัวเกมเวอร์ชั่นภาษาจีน ซึ่งพัฒนาร่วมกับ Activision Blizzard บริษัทเกมยักษ์ใหญ่สัญชาติอเมริกาในวันที่ 23 มิถุนายน 

แต่ในวันที่ 19 มิถุนายน การเปิดตัวล่าช้าออกไป ซึ่งคาดว่าจะมีการปรับเวอร์ชั่นใหม่ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ส่งผลให้ราคาหุ้นร่วงลง 10% ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วว่าการตีความครั้งที่สองของวลี Chong ta คือสาเหตุหลักที่มันยังไม่ผ่านการเซ็นเซอร์

ต้องบอกว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เนื้อหาออนไลน์ที่มีความอ่อนไหวทำให้บริษัทเทคโนโลยีของจีนต้องเสียค่าใช้จ่ายอย่างสูง

ในปีที่แล้ว Wang Xing ผู้ก่อตั้ง Meituan แอปเดลิเวอรี่ ได้โพสต์บทกวี “The Book Burning Pit” ซึ่งเขียนโดยกวีชาวจีน Zhang Jie เมื่อ 1,100 ปีก่อนเพื่อเสียดสี Qin Shi Huang ผู้ซึ่งประกาศตัวเองว่าเป็น “จักรพรรดิ” คนแรกของจีนที่รวมเป็นหนึ่งเดียวใน 221 ปีก่อนคริสตกาล

Wang Xing ผู้ก่อตั้ง Meituan  โพสต์บทกวีจนกลายเป็นประเด็นร้อน (CR: daydaynews.cc)
Wang Xing ผู้ก่อตั้ง Meituan โพสต์บทกวีจนกลายเป็นประเด็นร้อน (CR: daydaynews.cc)

ซึ่งกลายเป็นที่ถกเถียงบนโลกออนไลน์ว่าเป็นการดูหมิ่น สี จิ้นผิง และแน่นนอนมันได้กลายเป็นบทเรียนที่เจ็บปวดอีกครั้ง เมื่อราคาหุ้นของบริษัท Meituan ลดลง 14% ในช่วงเวลาแค่ 2 วัน มูลค่าตลาดหายไปประมาณ 26 พันล้านดอลลาร์

เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ไลฟ์สตรีมของ Li Jiaqi ผู้ทรงอิทธิพลออนไลน์ที่แฟน ๆ หลายล้านคนรู้จักเขาในฐานะ Lipstick King ถูกตัดการเชื่อมต่อทันทีหลังจากที่เขาได้รักเค้กชิ้นหนึ่งที่มีรูปร่างเหมือนรถถัง

Li แทบไม่ได้ปรากฎตัวอีกเลยนับตั้งแต่นั้น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อแพลตฟอร์มชื่อดังอย่าง Taobao ที่ Li ใช้ในการไลฟ์สตรีม

การหายตัวไปของ Li นั้น ชาวเน็ตคาดการณ์ว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์วันครบรอบการประท้วงที่จตุรัสเทียนอันเหมิน ซึ่งมีภาพรถถังเข้ามาปราบปรามประชานพร้อมกับการนองเลือด

Li Jiaqi ฉายา Lipstick King ที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย (CR:indiatimes)
Li Jiaqi ฉายา Lipstick King ที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย (CR:indiatimes)

ภาพลักษณ์ของยานพาหนะ ในรูปแบบคล้ายเหตุการณ์ดังกล่าวในช่วงวันครบรอบพอดิบพอดี ได้ถูกลบให้เลือนหายไปจากสารบบอินเทอร์เน็ตของจีน เพื่อไม่ให้เตือนใครถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 1989

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ทางการจีนได้สงสัญญาณว่าการจะมีการยกระดับการปราบปรามอุตสาหกรรมด้านความบันเทิง ทั้งเกม ภาพยนตร์ ดารา เซเลบริตี้ Influencers ต่าง ๆ รวมถึงสิ่งที่อยู่บนโลกออนไลน์ครั้งใหญ่

ก่อนหน้านี้ทางการจีนได้เข้ามาปราบปรามอุตสาหกรรมเทคโนโลยีจนราบคาบ ทำให้มูลค่าของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีนมูลค่าลดลงไปราว 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ

แน่นอนว่า ไม่มีใครทราบอย่างแน่ชัดว่า หมูพูห์ ของ NetEase บทกวีของ Wang Xing หรือ เค้กรูปรถถังของ Li มันคือความตั้งใจท้าทายอำนาจสูงสุดของประเทศจีนหรือไม่

แต่แน่นอนว่าการปิดปากประชาชนในการแสดงความคิดเห็นในยุคของ สี จิ้นผิงนั้น มีความทะเยอทะยานมากกว่าสิ่งที่ผู้นำรุ่นก่อน ๆ เขาของพยายามทำเป็นอย่างมาก

มาถึงตอนนี้มันสะท้อนให้เห็นแนวคิดใหม่ในเรื่องของการเซ็นเซอร์ในประเทศจีนได้อย่างชัดเจน มันส่งผลต่อธุรกิจอย่างมหาศาล ซึ่งหากใครต้องการที่จะทำธุรกิจในจีนแบบไม่สะดุดและไม่อยากสูญเสียเงินเฉกเช่นพวกเขาเหล่านี้ มันคือบทเรียนว่าจงโค้งคำนับให้กับ การเซ็นเซอร์ครั้งใหญ่ของ สี จิ้นผิง นั่นเองครับผม

References :
https://www.economist.com/finance-and-economics/2022/04/16/xi-jinpings-bold-plan-for-chinas-next-phase-of-innovation
https://www.boredpanda.com/how-xi-jinping-is-turning-china-into-a-new-form-of-dictatorship
https://edition.cnn.com/2021/05/12/tech/meituan-wang-xing-poem-intl-hnk/index.html
https://www.economist.com/business/2022/06/23/chinas-crackdown-on-the-fun-industry-continues
https://www.economist.com/china/2022/06/02/xi-jinping-bans-grumbling-inside-the-communist-party

โศกนาฏกรรมอาหาร เมื่อสงครามยูเครนรัสเซียกำลังพลิกโลกที่เปราะบางไปสู่ความหิวโหย

ในการรุกรานยูเครนของ วลาดิเมียร์ ปูติน มันไม่ได้เพียงแค่เกิดความสูญเสียในด้านการทหารเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ตอนนี้ ผู้คนมากมายหลายล้านคนทั่วโลกที่อยู่ห่างไกลสนามรบ กำลังเจอกับโศกนาฎกรรม โดยเฉพาะด้านอาหาร

สงครามได้ส่งพลานุภาพทำลายล้างระบบซัพพลายเชนของการผลิตอาหารทั่วโลกที่อ่อนแอลงจากทั้งจาก COVID-19 การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภุมิอากาศ และเรื่องของพลังงาน

การส่งออกธัญพืชและเมล็ดพันธุ์พืชของยูเคนส่วนใหญ่หยุดชะงักลง หรือแม้กระทั่งในรัสเซียเองก็ตาม ทั้งสองประเทศเป็นประเทศที่ผลิตแคลอรี่หลักให้กับโลกของเรา ในสัดส่วนถึง 12% ราคาข้าวสาลีที่เพิ่มขึ้น 53% ตั้งแต่ต้นปี และพุ่งขึ้นอีก 16% ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทำให้ทั้งโลกช็อก

António Guterres เลขาธิการสหประชาชติ เตือนเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคมที่ผ่านมาว่า อีกไม่กี่เดือนข้างหน้า “จะเกิดปรากฏการณ์การขาดแคลนอาหารทั่วโลก” ที่อาจคงอยู่ไปอีกนานหลายปี 

António Guterres เลขาธิการสหประชาชติ ที่ได้ออกมาเตือนเป็นวาระแห่งมวลมนุษยชาติ (CR:Bangkok Post)
António Guterres เลขาธิการสหประชาชติ ที่ได้ออกมาเตือนเป็นวาระแห่งมวลมนุษยชาติ (CR:Bangkok Post)

อาหารหลักของมนุษย์เราที่มีการปรับราคาสูงขึ้นได้เพิ่มจำนวนคนที่อดอยากทั่วโลกอีกกว่า 440 ล้านคน กลายเป็น 1.6 พันล้านคน หากสงครามยืดเยื้อและเสบียงจากรัสเซียและยูเครนมีจำกัด ผู้คนอีกหลายร้อยล้านคนอาจตกอยู่ในความยากจน ความไม่สงบทางการเมืองจะแพร่กระจาย เด็ก ๆ จะมีลักษณะแคระแกรน และผู้คนจะอดอยากและหิวโหย

รัสเซียและยูเครนเป็นแหล่งส่งออกข้าวสาลี 28% , ข้าวบาร์เลย์ 15% , ข้าวโพด 15% และ น้ำมันดอกทานตะวัน 75% ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงเอามาก ๆ

รัสเซียและยูเครนเป็นผู้ผลิตหลักในอาหารประจำวันอย่างซีเรียล โดยผลิตประมาณครึ่งหนึ่งให้กับประเทศอย่างเลบานอนและตูนิเซีย และเป็นสัดส่วน 2 ใน 3 ของประเทศลิเบียและอียิปต์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชากร 400 ล้านคน

ประเทศจีนผู้ผลิตข้าวสาลีรายใหญ่ที่สุดก็เจอกับปัญหาฝนที่ตกล่าช้าในการเพาะปลูกเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งทำให้ผลผลิตอาจจะแย่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ปัญหาเรื่องของน้ำฝนยังคุกคามต่อการผลิตข้าวสาลีของอเมริกาไปจนถึงภูมิภาค Beauce ของฝรั่งเศส ในแอฟริกาก็กำลังถูกทำลายโดยภัยแล้งที่เลวร้ายที่สุดในรอบสี่ทศวรรษ

รัสเซียและยูเครนเป็นแหล่งส่งออกวัตถุดิบทางการเกษตรอันดับต้น ๆ ของโลก (CR:CNBC)
รัสเซียและยูเครนเป็นแหล่งส่งออกวัตถุดิบทางการเกษตรอันดับต้น ๆ ของโลก (CR:CNBC)

ซึ่งทั้งหมดนี้จะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อคนยากจน ซึ่งโดยเฉลี่ยนแต่ละครัวเรือนในประเทศเศรษฐกิจใหม่จะใช้จ่ายประมาณ 25% ไปกับค่าอาหาร ส่วนในประเทศแถบแอฟริกาตอนใต้ของทะเลทรายซาฮารา มีค่าใช้จ่ายสูงถึง 40% เลยทีเดียวสำหรับค่าอาหาร

ในหลายประเทศที่เป็นผู้นำเข้าเนื่องจากไม่สามารถผลิตได้เพียงพอต่อความต้องการของประชากรในประเทศ ไม่สามารถจ่ายเงินอุดหนุนเพื่อเพิ่มความช่วยเหลือแก่คนยากจน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในตอนนี้พวกเขากำลังถูกซ้ำเติมจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นตลาดที่กำลังวุ่นวายเช่นเดียวกัน

วิกฤติจากสงครามได้เพิ่มความเลวร้าย การที่พื้นที่ทางการเกษตรส่วนใหญ่ ไม่สามารถเก็บเกี่ยวได้เนื่องจากภาวะสงคราม ซึ่งเมื่อผ่านช่วงปลายเดือนมิถุนายน พืชเหล่านี้อาจเน่าเปื่อยได้ และที่สำคัญเกษตรกรยังขาดเชื้อเพลิงและแรงงานในการทำการเพาะปลูก รวมถึงรัสเซียเองที่อาจขาดเมล็ดพันธุ์และยาฆ่าแมลงบางส่วนที่มักซื้อจากสหภาพยุโรป

แม้ตะวันตกจะประณามปูตินสำหรับการรุกรานของเขา และรัสเซียก็ประณามการคว่ำบาตรจากตะวันตก ซึ่งมันเป็นปัญหาที่พัวพันยุ่งเหยิงส่งผลกระทบเป็นวงกว้างไปทั่วโลก

ดูเหมือนว่าสถานการณ์มาถึงตอนนี้ รัสเซียที่กำลังดิ้นรนในสนามรบ กำลังพยายามบีบยูเครนในทุก ๆ ทาง แต่มันกำลังส่งผลกระทบต่อปากท้องของคนทั่วทั้งโลก และดูเหมือนว่ายูเครนจะไม่ยอมจำนนง่าย ๆ

เมื่อสถานการณ์เป็นแบบนี้ดูเหมือนจะต้องมีการคุ้มกันแบบติดอาวุธที่รับรองโดยกลุ่มพันธมิตรนานาชาติในวงกว้าง เพื่อภารกิจที่สำคัญในการส่งต่อพืชผลทางการเกษตรที่ทั้งสองประเทศทั้งยูเครนและรัสเซียซึ่งได้กลายเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของประชากรทั่วทั้งโลกอยู่ในตอนนี้นั่นเองครับผม

References :
https://www.theguardian.com/world/2022/may/19/ukraine-war-has-stoked-global-food-crisis-that-could-last-years-says-un
https://www.wionews.com/world/russia-ukraine-war-could-cause-mass-hunger-and-famine-due-to-food-insecurity-un-warns-480297
https://www.wfpusa.org/articles/role-of-hunger-in-politics-and-war/
https://www.economist.com/leaders/2022/05/19/the-coming-food-catastrophe

Sheryl Sandberg x Facebook กับบริษัทที่เธอมีส่วนสร้างมา สู่การจากลาที่แสนเจ็บปวด

ต้องบอกว่าการจากลาของ Sheryl Sandberg ของ Facebook นั้น สร้างความประหลาดใจให้กับผู้คนจำนวนมาก แต่ก็ต้องบอกว่ามันได้เริ่มมีกระบวนการในการลดบทบาทของเธอมาหลายปีแล้ว

สิ่งแรกที่น่าสนใจก็คือ ในงาน World Economic Forum ล่าสุดในเมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นปีแรกที่ Sandberg นั้นไม่ได้อยู่ท่ามกลางกลุ่มผู้นำธุรกิจระดับโลก ที่เธอมักจะมีบทบาทในฐานะหญิงแกร่งแห่งวงการธุรกิจเสมอในเวทีนี้

แต่ปีนี้กลายเป็น Chris Cox หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Meta และหัวหน้าฝ่ายกิจการระดับโลกอย่าง Nick Clegg ซึ่งได้รับเลื่อนตำแหน่งเป็นประธานในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้ทำหน้าที่แทนเธอ

Sandberg ในวัย 52 ปี อยู่ในสหรัฐอเมริกาเพื่อร่วมงานค้างคาวมิตซ์วาห์ของลูกสาวเธอ ซึ่งเธอได้กล่าวกับคนใกล้ตัวเธอว่า เธอรู้สึกโล่งใจที่ไม่ต้องไปดาวอส ซึ่งเป็นงานไฮไลท์ของปฏิทินประจำปีของเธอมาหลายปีแล้ว

ตั้งแต่ Facebook ได้เบนเข็มไปโฟกัสในธุรกิจ Metaverse แบบเต็มตัวดูเหมือนว่าบทบาทของ Sandberg จะลดลงไป

วิสัยทัศน์สุดบ้าคลั่งดังกล่าวของ Mark Zuckerberg นั้นเดิมพันด้วยเงินทุนจำนวนมหาศาลของบริษัท และมีโอกาสสูงที่จะใช้เวลาไม่ต่ำกว่าทศวรรษในการทำให้มันเป็นจริง Sandberg เองก็ไม่ได้เข้าร่วมประชุมกับกลุ่มผู้นำที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ของบริษัทใหม่ในหลายๆ ครั้ง

 Mark Zuckerberg นั้นเดิมพันด้วยเงินทุนจำนวนมหาศาลกับ Metaverse (CR:Techgist Africa)
Mark Zuckerberg นั้นเดิมพันด้วยเงินทุนจำนวนมหาศาลกับ Metaverse (CR:Techgist Africa)

ความสัมพันธ์ของเธอกับสมาชิกคณะกรรมการบางคน รวมถึง Zuckerberg เองก็เริ่มมีความตึงเครียดในบางครั้ง ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เธอตัดสินใจลาออก

ต้องเรียกได้ว่า Facebook คงไม่มีวันเดินมาถึงวันนี้ ในการสร้างเครื่องจักรทำเงินจากโฆษณา ซึ่ง Sandberg เป็นหัวเรือหลักในการผลักดันธุรกิจของ Facebook มาถึงจุดนี้

ในปีที่แล้วรายได้จากธุรกิจโฆษณามีสัดส่วนประมาณ 98% ของบริษัทที่มีตอนนี้มีมูลค่ากว่า 118 พันล้านดอลลาร์

Sandberg ได้กล่าวถึง การมีส่วนร่วมในการสร้าง Meta ให้เป็นบริษัทที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกถือเป็นความภาคภูมิใจของเธอ

แต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยีนั้น เธอไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องมากนัก และความฝันใหม่ของ Meta ในการสร้างประสบการณ์เสมือนจริงในโลก Metaverse นั้นยังเพิ่งเริ่มตั้งไข่

แม้ Sandberg เองจะพยายามสนับสนุนแนวคิดดังกล่าวเต็มที่ก็ตาม แต่ก็ไม่มีความชัดเจนว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวพร้อมสำหรับการสร้างรายได้ให้กับ Meta มากน้อยขนาดไหน

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของ Sandberg คงเป็นหลังการเลือกตั้งในปี 2016 ที่บริษัทติดหล่มในข้อกล่าวหาว่าไม่สามารถป้องกันการแทรกแซงการเลือกตั้งของรัสเซียได้ จน Donald Trump สามารถเอาชนะการเลือกตั้งไปได้ในท้ายที่สุด

ซึ่งการโต้เถียงเกี่ยวกับการเลือกตั้งเริ่มขึ้นในเดือนมีนาคมปี 2018 เมื่อ สำนักข่าวใหญ่อย่าง The Guardian และ The New York Times รายงานว่าบริษัทที่ปรึกษาทางการเมืองอย่าง Cambridge Analytica ได้เข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้ Facebook 50 ล้านคนอย่างไม่ถูกต้อง

ข้อมูลดังกล่าวถูกนำไปใช้เพื่อกำหนดเป้าหมายผู้มีสิทธิเลือกตั้งบน Facebook เพื่อให้พวกเขาสนับสนุน Donald Trump

ผลกระทบจาก Cambridge Analytica

หลังจากากรล่มสลายของ Cambridge Analytica ดูเหมือน Mark Zuckerberg จะโทษไปที่ Sandberg ที่ปล่อยให้เรื่องราวดังกล่าวเกิดขึ้น

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่แตกร้าวระหว่าง Mark และ Sandberg และทำให้เธอรู้สึกสั่นคลอนกับสถานะของเธอที่ Facebook

เรื่องอื้อฉาวดังกล่าวส่งผลให้ Sandberg ถูกวอชิงตันเรียกตัวไปเป็นพยานเกี่ยวกับอิทธิพลของต่างชาติในเครือข่ายสังคมออนไลน์ของอเมริกา

Mark Zuckerberg ให้การเป็นพยานในวุฒิสภาในปี 2018 (CR:Zuma Press)
Mark Zuckerberg ให้การเป็นพยานในวุฒิสภาในปี 2018 (CR:Zuma Press)

ซึ่ง Sandberg เองได้ถูกโจมตีเพิ่มเติมโดยรายงานของ The New York Times ในปี 2018 ที่กล่าวหาว่าเธอดูแลแคมเปญวิ่งเต้นเชิงรุกเพื่อต่อสู้กับผู้ที่มาวิจารณ์ Facebook

Sandberg เองรู้สึกไม่พอใจที่เธอถูกตำหนิสำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นในส่วนของธุรกิจที่เธอเองไม่ได้ควบคุมแบบเต็มตัว

หลังจากนั้น อิทธิพลโดยรวมของเธอในบริษัทก็ลดลง ส่วนหนึ่งเนื่องจาก Mark Zuckerberg เองได้ทำการควบรวมอำนาจการดำเนินงานของบริษัทในทุกด้านอย่างเข้มงวดมากยิ่งขึ้น

รวมถึงผลกระทบครั้งใหญ่จากการเปลี่ยนแปลงนโยบายของ Apple เกี่ยวกับการเก็บรวบรวมและการใช้ข้อมูลเพื่อกำหนดเป้าหมายในการโฆษณา

ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา Meta ได้ประกาศการเติบโตของรายได้ที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เปิดตัวสู่สาธารณะเมื่อทศวรรษที่แล้ว

ตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ มูลค่าของ Meta ลดลง 341 พันล้านดอลลาร์ จากจุดสูงสุดเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2021

ก้าวต่อไปของ Sandberg

Sandberg กล่าวว่า เธอตั้งตารอที่จะใช้เวลามากขึ้นในการทำงานกับมูลนิธิของเธอและจะมุ่งเน้นไปที่ประเด็นการกุศลและบทบาทของผู้หญิงต่อไป เธอบอกว่าเธอไม่แน่ใจว่าชีวิตของเธอหลังจากออกจาก Facebook จะเป็นอย่างไร

ข้อมูลจาก Wall Street Journal ได้กล่าว หลังจากที่เธอประกาศลาออกจาก Facebook มีบริษัทยักษ์ใหญ่ติดต่อเธอ เพื่อประเมินความสนใจของเธอในตำแหน่งคณะกรรมการและบทบาทซีอีโอ

ส่วนงานด้านการเมืองนั้น แม้เธอจะเคยเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ของ Larry Summeres รัฐมนตรีกระทรวงการคลังในสมัยประธานาธิบดีคลินตันในช่วงปี 1999 ถึง 2001

Sandberg เองก็เคยได้รรับการพิจารณาเป็นแคนดิเดตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หากฮิลลารี คลินตัน สามารถเอาชนะการเลือกตั้งในปี 2016 ได้สำเร็จ แต่สุดท้าย Donald Trump เป็นฝ่ายได้รับชัยชนะไป

Sandberg เคยได้รรับการพิจารณาเป็นแคนดิเดตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของคลินตัน (CR:CNBC)
Sandberg เคยได้รรับการพิจารณาเป็นแคนดิเดตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของคลินตัน (CR:CNBC)

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก Business Insider ได้วิเคราะห์ไว้ว่า ในตอนนี้ได้ผ่านพ้นเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการเริ่มต้นอาชีพทางการเมืองของเธอไปแล้ว และที่สำคัญเธอก็มีแผลจากเรื่อง Cambridge Analytica ที่เป็นเรื่องยากที่จะได้รับการยอมรับจากแวดวงการเมืองของอเมริกานั่นเองครับผม

References :
https://www.businessinsider.com/sheryl-sandberg-steps-down-coo-meta-facebook-future-in-politics-2022-6
https://www.theguardian.com/books/2019/oct/04/shoshana-zuboff-surveillance-capitalism-assault-human-automomy-digital-privacy
https://www.wsj.com/articles/why-sheryl-sandberg-quit-facebook-meta-11654215712

เศษเหรียญที่ไร้ค่า สู่การปรับราคาสินค้าที่สูงเกินจริง

วันนี้ผมจะชวนมาคุยกันเรื่องค่าครองชีพ ที่ตอนนี้เรียกได้ว่าโดนผลกระทบกันไปเต็ม ๆ ทั้งจากปัญหาสงคราม น้ำมัน รวมถึงเรื่องต่าง ๆ อีกมากมาย ที่กำลังถาโถมเข้ามา

มันมีความน่าสนใจอย่างนึงนะครับ ว่าเมื่อเกิดปัญหาเหล่านี้ทุกครั้ง เราจะเห็นสินค้าข้าวของปรับราคาขึ้นมาเกินจริงทุกครั้ง โดยเฉพาะ ในเรื่องอาหาร ทั้ง ข้าวตามสั่ง ข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยว กาแฟรถเข็น ชานมไข่มุก ฯลฯ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นกับพวก Street food ซะเป็นส่วนใหญ่เสียด้วย

ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอื่น ๆ ที่เป็นวัตถุดิบ ที่ขายกันในร้านสะดวกซื้อหรือในห้างสรรพสินค้า ส่วนใหญ่ก็จะขึ้นราคากันตาม % ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจริงเสียส่วนใหญ่ โดยใช้หน่วยย่อยหลักที่ใช้กันเยอะที่สุดของสกุลเงินไทยคือ หลักหน่วยบาท

แต่ทุกครั้งปัญหาที่เกิดผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อการค่าครองชีพก็คือ การปัดขึ้นของร้านค้า ร้านอาหารทั่วไปนี่แหละ ที่ชอบเพิ่มขึ้น ทีละหลัก 5 บาท หรือ 10 บาทเลยด้วยซ้ำ จากราคาเดิมในหน่วยหลักสิบ เช่น 15 เพิ่มเป็น 20 , 20 เพิ่มเป็น 25 , 25 เพิ่มเป็น 30

มันเป็นแบบนี้ทุกครั้ง เพราะเราแทบไม่เคยจะเห็นการเพิ่มขึ้น ในหน่วยหลักบาท เหมือนสินค้าในร้านสะดวกซื้อหรือ ห้างสรรพสินค้า ทำให้เปอร์เซ็นต์ในการขึ้นราคาแต่ละครั้งนั้นสูงเอามาก ๆ และทำให้ค่าครองชีพของเราอยู่ดี ๆ ก็พุ่งทะยายแบบฉุดไม่อยู่

ตัวอย่างง่าย ๆ ร้านกาแฟ โบราณ แถวบ้านผมเอง ซื้อทานอยู่ประจำ ปรับราคาจาก 25 บาท เป็น 30 บาท มันเป็นการปรับราคาเพิ่มขึ้นสูงถึง 20% เลยทีเดียว ซึ่งแน่นอนว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของวัตถุดิบเอง มันไม่ได้ขึ้นมาขนาดนั้นอย่างแน่นอน

แล้วมันเป็นแบบนี้ในทุก ๆ อาหาร โดยเฉพาะ street food นั่นทำให้ประชาชนแบกรับภาระค่าครองชีพที่สูงเกินจริงทุกครั้ง เมื่อมีการปรับราคาสินค้า มันส่งผลกระทบอย่างมหาศาล แม้จะขึ้นค่าแรงขั้นต่ำยังไง มันก็ไม่มีทางตามทัน ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

หรือ แม้กระทั่ง พนักงานเอกชน ข้าราชการ ที่มีรายได้มั่นคง มันเป็นเรื่องยากในการปรับฐานเงินเดือนปีละ 20% ซึ่งเป็นการเพิ่มที่สูงมาก ๆ

ส่วนตัวก็ไม่ค่อยเข้าใจว่า ทำไมมันถึงได้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ทุกครั้ง แล้วเศษเหรียญบาท มันไร้ค่า หรืออย่างไร ทำไม ไม่ขึ้นตามอัตราต้นทุนที่เพิ่มมาอย่างแท้จริง เพราะตอนนี้ คนส่วนใหญ่ก็นิยมใช้การสแกนเพื่อจ่ายเงินกันเยอะแล้ว มันคงไม่ได้เป็นปัญหาเรื่องการหาเศษเหรียญเพื่อมาทอนเงิน เหมือนเมื่อก่อน

แล้วทำไมหน่วยงานรัฐถึงปล่อยให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นซ้ำ ๆ ตลอด ไม่มีการควบคุมสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะการปรับราคาโดยเฉพาะอาหารเว่อร์เกินจริงแบบนี้ มันส่งผลกระทบต่อทุกหย่อมหญ้าจริง ๆ แต่เหมือนจะไม่มีใครสนใจเหลียวแล กับสิ่งที่เกิดขึ้นเลย

แล้วคุณล่ะ คิดเห็นยังไงกับเรื่องนี้ อย่าลืมมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะครับผม

Credit Image : http://nus168.lnwshop.com/product/590/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%8D-1-%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%97-%E0%B8%9B%E0%B8%B52549%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88-%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89-%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81

สำเร็จ vs ล้มเหลว เมื่อพ่อค้าแม่ค้าโดนขูดรีดภาษีจากโครงการคนละครึ่ง

เป็นคำถามที่น่าสนใจนะครับ ว่าโครงการของรัฐบาล ช่วงโควิดที่ออกมาอย่างโครงการคนละครึ่ง ถือว่าเป็นนโยบายที่ประสบความสำเร็จหรือไม่?

ส่วนตัวผมมองว่าคนละครึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายที่สร้างผลกระทบหลาย ๆ เรื่อง โดยเฉพาะการปรับให้เราเข้าสู่สังคม cashless society อย่างรวดเร็วของคนไทย ซึ่งแน่นอนว่ามันจะส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจในเรื่องอื่น ๆ อีกมากมาย

COVID-19 และโครงการคนละครึ่ง ยิ่งทำให้เรากลายเป็นสังคม Cashless แบบภาคบังคับได้รวดเร็วยิ่งขึ้น กลายเป็นความเคยชินไปแล้วตอนนี้ที่หลายคนแทบจะเลิกพกเงินสด ส่วนตัวผมเองก็แทบจะเลิกใช้เงินสดไปพักใหญ่แล้ว

มันเป็นนโยบายที่ออกมากระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงโควิด ซึ่งก็ถือว่าเป็นนโยบายที่น่าสนใจ ที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อนในประเทศไทย ที่ส่งผลกระทบทั้งการอัดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ และสร้างกิจกรรมเศรษฐกิจรากหญ้าให้มีความคึกคักขึ้น หลังจากเกิดภาวะซบเซาในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19

จากเฟสใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งดูเหมือนเงินที่จะมาอัดฉีดคงใกล้หมดเต็มที เมื่อข่าวล่าสุดออกมาว่า จะเปลี่ยนเป็น รัฐออกให้ 25% เท่านั้น ซึ่งผมเองก็มองว่ามันก็ถึงเวลาที่เหมาะสม ที่ควรงดนโยบายเหล่านี้ได้แล้วในตอนนี้

และในเฟสหลัง ๆ พ่อค้าแม่ค้า เริ่มที่จะไม่เข้าร่วมโครงการ เพราะโดนขูดรีดภาษี (บุคคลธรรมดา) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าแม่ค้ารายย่อย ที่เคยได้รับรายได้มาแบบเต็ม ๆ มาตลอดแทบไม่เคยต้องเสียภาษี พอเห็นตัวเลขภาษีแล้วอาจจะตกใจ ทั้งที่มันเป็นเรื่องปรกติที่คนไทยทุกคนต้องเสียภาษีอยู่แล้ว

อาชีพ ที่โดนหักตลอดทุกเดือน อาจจะมองเป็นเรื่องปรกติ ไม่ว่าจะเป็น ข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือพนักงานบริษัทเอกชนต่าง ๆ มันเป็นหน้าที่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เหล่าพ่อค้าแม่ค้า ซึ่งบางคนน่าจะมีรายได้มากโข เนื่องจากเห็นยอดภาษีที่เป็นข่าวแล้วต้องตกใจ แสดงว่า แทบจะไม่เสียมาก่อนหน้านี้เลย

ส่วนตัวผมมองว่า โครงการนี้ประสบความเร็จอย่างยิ่ง นี่คือแผนที่ทางรัฐตั้งใจไว้อยู่แล้ว เป็นการขุดคุ้ยรายได้จากคนที่หนีภาษีมานานแสนนาน ให้เข้าสู่ระบบ เรียกได้ว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว และเป็นการเอาคืนกับกลุ่มคนที่หลีกเลี่ยงหน้าที่ที่สำคัญของคนไทย ที่เราทุกคนใช้ facility ต่าง ๆ ร่วมกันทั้งหมด ซึ่งส่วนตัวก็มองว่า เราคนไทยทุกคนก็ต้องเสียภาษีหากมีรายได้ตามกฏหมายกำหนด และต้องไม่มีข้อยกเว้นถึงจะเป็นเรื่องที่ยุติธรรมที่สุดสำหรับทุกฝ่ายนั่นเองครับผม

Credit Image : https://www.sentangsedtee.com/today-news/article_167740