สัญญาณการล่มสลาย OpenAI? เมื่อ Nvidia “เท” ดีลแสนล้าน หรือนี่คือจุดจบยุคทอง ChatGPT

รู้สึกกันบ้างไหมครับว่า ช่วงนี้ข้าวของเครื่องใช้ไฟฟ้า สมาร์ทโฟน หรือแม้แต่อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่เราใช้ทำงาน มีราคาแพงขึ้นอย่างไม่สมเหตุสมผล

เราอาจจะโทษภาวะเงินเฟ้อ โทษเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว หรือโทษห่วงโซ่อุปทานที่ยังไม่ฟื้นตัวดี

แต่เคยสงสัยกันมั้ยว่า ต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดนี้ อาจจะมาจากบริษัทเพียงบริษัทเดียว

บริษัทที่เราเคยยกย่องว่าเป็นผู้นำแห่งโลกอนาคต เป็นความหวังของมนุษยชาติที่จะนำพาเราไปสู่ยุค AI

บริษัทนั้นชื่อว่า “OpenAI”

ในวันนี้ OpenAI อาจกำลังกลายเป็นจำเลยของสังคม ในฐานะผู้จุดชนวนภาวะของแพงที่เรากำลังเผชิญอยู่

เรื่องมันเริ่มจากการตัดสินใจทางธุรกิจที่ดุดันและเสี่ยงระห่ำ เมื่อ OpenAI ตัดสินใจกว้านซื้อหน่วยความจำประเภท DRAM ในตลาดไปจนเกือบหมด

การกระทำนี้ไม่ได้ส่งผลแค่ให้ของขาดตลาด แต่มันสร้างสิ่งที่เรียกว่า Mass Panic หรือความตื่นตระหนกครั้งใหญ่ให้กับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก…

เมื่อผู้ผลิตรายอื่นเห็นว่าทรัพยากรสำคัญกำลังจะหมดไป พวกเขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องกระโดดลงมาร่วมวงแย่งชิง กว้านซื้อ DRAM ที่เหลืออยู่น้อยนิดมาตุนไว้

ผลที่ตามมาคือปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ทำให้ต้นทุนการผลิตพุ่งสูงขึ้น และสุดท้าย ภาระทั้งหมดก็ตกมาอยู่ที่ผู้บริโภคอย่างเรา

แต่ในขณะที่พวกเขาสร้างความปั่นป่วนให้กับโลกภายนอก สิ่งที่เกิดขึ้นภายในองค์กรของ OpenAI เอง กลับน่ากลัวยิ่งกว่า

แม้ฉากหน้าจะดูสวยหรู เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานที่จะสร้าง AI ที่ฉลาดล้ำโลก

แต่ความเป็นจริงทางบัญชีกลับสวนทาง พวกเขากำลังเผาผลาญเงินสดไปในอัตราที่รวดเร็วเสียจนน่าใจหาย รายรับที่เข้ามา ไม่เคยไล่ตามรายจ่ายได้ทัน

สถานการณ์นี้ทำให้ OpenAI ตกอยู่ในที่นั่งลำบาก จนต้องพึ่งพาทุกดีล ทุกการระดมทุน เพื่อต่อลมหายใจให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้

และความหวังครั้งใหญ่ที่สุดของพวกเขา ก็เกิดขึ้นในช่วงเดือน กันยายามปี 2025 ที่ผ่านมา

เมื่อยักษ์ใหญ่แห่งวงการชิปอย่าง Nvidia ประกาศแผนที่จะลงทุนใน OpenAI ด้วยเม็ดเงินมหาศาลถึง 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ…

ดีลนี้ถูกมองว่าเป็นดีลแห่งศตวรรษ Nvidia กำลังเบนเข็มจากตลาดผู้บริโภคทั่วไป มุ่งหน้าสู่ตลาด AI ที่ทำกำไรได้งดงามกว่า

รูปแบบของดีลถูกออกแบบมาให้ดูเหมือนจะ วิน-วิน ทั้งสองฝ่าย

Nvidia จะลงทุนซื้อหุ้นที่ไม่มีสิทธิออกเสียงใน OpenAI และเมื่อดีลจบลง OpenAI ก็จะนำเงินสดก้อนนั้น กลับมาซื้อชิปของ Nvidia

เป้าหมายคือการที่ Nvidia จะส่งมอบระบบและชิปที่มีกำลังประมวลผลรวมกันระดับ 10 GW

เพื่อให้เห็นภาพว่า 10 GW นั้นมากมายขนาดไหน

มันคือปริมาณไฟฟ้าที่เพียงพอสำหรับบ้านเรือนในสหรัฐฯ กว่า 8 ล้านหลังคาเรือน หรือเทียบเท่ากับการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของมหานครอย่าง New York City

ในตอนนั้น ทุกอย่างดูเหมือนจะดำเนินไปตามแผน มีการคาดการณ์ว่าดีลนี้จะสรุปผลได้ภายในไม่กี่สัปดาห์

แต่แล้ว เรื่องราวกลับเงียบหายไป…

จากสัปดาห์ กลายเป็นเดือน จากเดือน กันยายนปี 2025 ล่วงเลยมาจนถึงต้นปี 2026

ความเงียบเริ่มถูกแทนที่ด้วยข่าวลือ และในที่สุด ความจริงก็เริ่มปรากฏ

วันที่ 30 มกราคม ที่ผ่านมา สื่อใหญ่อย่าง Wall Street Journal รายงานว่า แผนการลงทุน 1 แสนล้านดอลลาร์ของ Nvidia อาจจะล่ม

ทำไมดีลระดับโลกที่ประกาศออกมาอย่างยิ่งใหญ่ ถึงส่อแววว่าจะไปไม่ถึงฝั่งฝัน

ข้อมูลวงในระบุว่า Nvidia เริ่มเกิดความลังเล

จากที่เคยแสดงความมั่นใจเต็มร้อย ตอนนี้พวกเขากลับมีข้อกังขาในตัว OpenAI อย่างหนัก

Jensen Huang ซีอีโอของ Nvidia ได้วิพากษ์วิจารณ์เป็นการส่วนตัวถึงสิ่งที่เขาเรียกว่า “การขาดวินัย” ในแนวทางการทำธุรกิจของ OpenAI

เขากังวลว่า OpenAI กำลังเผชิญกับการแข่งขันที่ดุเดือดจากคู่แข่งอย่าง Google และ Anthropic จนอาจจะเพลี่ยงพล้ำได้

แม้แต่ผู้สนับสนุนรายใหญ่ที่สุด พอได้เห็นไส้ในของแผนธุรกิจ และตัวเลขทางบัญชีจริงๆ ก็ยังต้องถอยมาตั้งหลัก

เงิน 1 แสนล้านดอลลาร์ ไม่ใช่เงินจำนวนน้อยๆ ที่จะเอามาเสี่ยงกับบริษัทที่ยังมองไม่เห็นหนทางทำกำไรที่ชัดเจน…

แน่นอนว่า ในหน้าสื่อสาธารณะ Jensen Huang ยังคงต้องรักษาภาพลักษณ์ความเป็นพันธมิตร

เขาออกมาให้สัมภาษณ์กับนักข่าว ปฏิเสธข่าวลือเรื่องความขัดแย้ง โดยยืนยันว่าเขายังเชื่อมั่นใน OpenAI และงานที่พวกเขาทำนั้นยอดเยี่ยม

แต่จุดที่น่าสังเกตที่สุด คือเมื่อถูกถามถึงตัวเลขการลงทุน

เมื่อนักข่าวถามย้ำว่า การลงทุนครั้งนี้จะยังคงเป็นเงิน 1 แสนล้านดอลลาร์ ตามที่เคยประกาศไว้หรือไม่

Jensen Huang ตอบกลับมาสั้นๆ ว่า “No, no, nothing like that.”

จากความมั่นใจในวันนั้น สู่วันที่ต้องออกมาปฏิเสธตัวเลขเดิม นี่คือสัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุดที่บอกเราว่า เบื้องหลังประตูห้องประชุม สถานะทางการเงินของ OpenAI น่าเป็นห่วงกว่าที่เราคิด

แล้วมันแย่แค่ไหน เราลองมาดูตัวเลขที่น่าตกใจกัน

มีบทวิเคราะห์จาก Will Lockett นักข่าวอิสระที่ระบุว่า คนทั่วไปไม่มีทางจินตนาการออกหรอกว่า OpenAI กำลังวิกฤตขนาดไหน

เดิมทีมีการคาดการณ์กันว่า ในปี 2026 OpenAI อาจจะขาดทุนประมาณ 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์

แต่ความเป็นจริงโหดร้ายกว่านั้นมาก

เพราะเพียงแค่ครึ่งปีแรกของปี 2025 OpenAI ทำรายได้ไปเพียง 4.3 พันล้านดอลลาร์ แต่กลับมีผลขาดทุนสุทธิสูงถึง 1.35 หมื่นล้านดอลลาร์

ตัวเลขขาดทุนในครึ่งปี เกือบจะเท่ากับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้สำหรับทั้งปีถัดไป

นั่นหมายความว่า เมื่อการดำเนินงานขยายสเกลขึ้นในปี 2026 ตัวเลขการขาดทุนจริง จะต้องพุ่งทะลุเพดานไปไกลกว่าที่ใครจะคาดคิด

คอลัมนิสต์จาก New York Times ถึงกับพาดหัวบทความว่า นี่คือสิ่งที่ทำให้เชื่อว่า OpenAI จะเงินหมด

โดยทำนายว่า ด้วยอัตราการเผาผลาญเงินระดับนี้ บริษัทจะมีเงินสดหมุนเวียนเหลือให้ใช้ได้อีกเพียงแค่ประมาณ 18 เดือนเท่านั้น…

แต่ปัญหาไม่ได้จบแค่เรื่องเงินในบัญชี เพราะการจะสร้างอาณาจักร AI ให้ได้อย่างที่ฝัน ต้องแลกมาด้วยต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานที่มหาศาลจนน่าขนลุก

มีการประเมินว่า การสร้าง Data Center ให้รองรับความทะเยอทะยานของ OpenAI อาจต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์

และไม่ใช่แค่สร้างเสร็จแล้วจบ เพราะค่าไฟและค่าบำรุงรักษาที่จะตามมาในแต่ละปี อาจสูงถึง 5 แสนล้านดอลลาร์

Bain & Company คาดการณ์ว่า ภายในปี 2030 ความต้องการไฟฟ้าสำหรับ AI ในสหรัฐฯ จะพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล

เพื่อให้ธุรกิจนี้อยู่รอดและคุ้มทุน มีการวิเคราะห์ว่า OpenAI จำเป็นต้องสร้างรายได้ให้ได้ถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี

เพื่อให้เห็นภาพว่าตัวเลข 2 ล้านล้านดอลลาร์นั้น เป็นเป้าหมายที่บ้าคลั่งแค่ไหน

ลองดูบริษัทค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Walmart หรือเจ้าพ่ออีคอมเมิร์ซอย่าง Amazon

ทุกวันนี้ พวกเขามีรายได้ต่อปีอยู่ที่ประมาณ 6 แสนล้านดอลลาร์เท่านั้น

การที่ OpenAI ซึ่งเป็นบริษัทสตาร์ทอัป จะกระโดดไปทำรายได้ให้มากกว่า Amazon หรือ Walmart ถึง 3 เท่า เป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในทางปฏิบัติ

นอกจากเรื่องเงินและพลังงานแล้ว ปัญหาทางเทคนิคและกฎฟิสิกส์ ก็กำลังเล่นงานพวกเขาอยู่

เรากำลังเจอกับภาวะที่ Moore’s Law หรือกฎของมัวร์ เริ่มทำงานได้ช้าลง

การจะพัฒนาชิปให้เร็วขึ้นเริ่มยากขึ้น แต่โมเดล AI กลับต้องการพลังงานมากขึ้นแบบทวีคูณ

กลายเป็นว่า ยิ่งพัฒนา ยิ่งเปลือง ยิ่งขาดทุน

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ Sora โมเดลวิดีโอ AI ที่เคยสร้างความฮือฮา

รู้หรือไม่ว่า เบื้องหลังความสวยงามนั้น Sora กำลังเผาเงินค่ารันระบบวันละ 15 ล้านดอลลาร์

คิดเป็นเงินไทยก็หลายร้อยล้านบาทต่อวัน หรือตกปีละ 5 พันล้านดอลลาร์ โดยที่ยังไม่เห็นกำไรที่เป็นกอบเป็นกำ

ในขณะที่ปัญหาภายในยังแก้ไม่ตก ปัญหาภายนอกก็ดาหน้าเข้ามา

George Noble นักลงทุนชื่อดัง วิเคราะห์ไว้ว่า OpenAI กำลังพังทลายลงในแบบเรียลไทม์

คู่แข่งอย่าง Google ไม่ได้อยู่เฉยๆ พวกเขาปล่อย Gemini 3 ออกมา ซึ่งทำผลงานได้ดีกว่ามาก

จนทำให้ Sam Altman ซีอีโอของ OpenAI ถึงกับต้องส่งบันทึกภายใน ยอมรับว่าเป็นสถานการณ์ระดับ Defcon 1 หรือขั้นวิกฤตสูงสุด

สถิติไม่เคยโกหก ยอดผู้ใช้งานของ ChatGPT เริ่มลดลงต่อเนื่อง

ในขณะที่คู่แข่งอย่าง Gemini มียอดผู้ใช้งานพุ่งไปแตะ 650 ล้านคนต่อเดือน

แถมยังมีคดีความที่ Elon Musk ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายสูงถึง 1.34 แสนล้านดอลลาร์ โดยอ้างสิทธิ์ในหุ้นจากการลงทุนช่วงแรกเริ่ม

George Noble สรุปสถานการณ์ของ OpenAI ไว้อย่างสนใจว่า

OpenAI คือความโกลาหลวุ่นวาย ที่ถูกจับแต่งตัวให้ดูดีด้วยมูลค่าบริษัท 5 แสนล้านดอลลาร์

การที่ Nvidia ถอยฉากจากการลงทุน 1 แสนล้านดอลลาร์ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของบริษัทสองบริษัทคุยกันไม่ลงตัว

แต่มันคือสัญญาณเตือนภัยที่บอกว่า คนในวงการเริ่มได้กลิ่นความไม่ชอบมาพากล

จริงอยู่ที่เรายังเห็นข่าวว่า Microsoft, Amazon หรือแม้แต่ Nvidia เอง ยังคงพยายามอัดฉีดเงินเข้าไป

ล่าสุดมีข่าวว่า Amazon อาจทุ่มเงินถึง 5 หมื่นล้านดอลลาร์

แต่คำถามสำคัญคือ เงินเหล่านี้จะยื้อชีวิตไปได้นานแค่ไหน

ในเมื่อถังน้ำมันของ OpenAI มีรูรั่วขนาดใหญ่ และดูเหมือนรูนั้นจะขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ

บริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

พวกเขาลงทุนไปเยอะมาก จนถอยหลังไม่ได้ ต้องหลอกตัวเองและหลอกโลกว่า ทุกอย่างยังโอเค

เพราะถ้า OpenAI ล้ม มันจะไม่ใช่แค่บริษัทเดียวที่เจ็บ…

แต่มันอาจหมายถึงการระเบิดของ ฟองสบู่ AI ที่จะลากเอาเศรษฐกิจโลกพังครืนลงมาด้วย

บทวิเคราะห์จาก Will Lockett เตือนไว้ชัดเจนว่า บรรดานายธนาคารและนักลงทุนที่เคยปั่นกระแส AI เมื่อปีก่อน

ตอนนี้เริ่มออกมาส่งสัญญาณเตือนกันแล้วว่า เมื่อฟองสบู่ AI แตก มันจะทำให้เศรษฐกิจเราพังพินาศ

Sam Altman น่าจะเป็นคนที่แบกรับความกดดันไว้มากที่สุดในโลก

เบื้องหน้า เขาคือผู้นำเทคโนโลยีที่ดูมั่นใจ เป็นศาสดาของโลกยุคใหม่

แต่เบื้องหลัง เขาคือคนที่กำลังวิ่งวุ่นหาเงินมาอุดรูรั่วที่ไม่มีวันเต็ม โดยมีความหวังของบริษัทยักษ์ใหญ่และเศรษฐกิจโลกแขวนอยู่บนเส้นด้าย

บริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้กำลังเดิมพันด้วยเงินหมื่นล้านแสนล้าน เพียงเพราะกลัวว่าจะ “ตกรถ” ในเทคโนโลยีใหม่

แต่หารู้ไม่ว่า รถคันนี้อาจจะกำลังวิ่งด้วยความเร็วสูง แต่เป็นเส้นทางที่มุ่งหน้าไปสู่หน้าผา…

References : [wsj, nytimes, reuters, medium, tomshardware, bain]

ถอดรหัส Corning จากหน้าจอ iPhone สู่ผู้ถือไพ่ใบสุดท้ายของสงคราม AI

หากเรามองย้อนกลับไปในหน้าประวัติศาสตร์โลก บริษัทที่มีอายุยืนยาวเกินกว่าศตวรรษมักจะมีภาพลักษณ์ที่ดูเชื่องช้าและล้าสมัย

แต่เชื่อไหมครับว่าท่ามกลางพายุลูกใหญ่ของเทคโนโลยี “AI” ที่กำลังซัดกระหน่ำโลกดิจิทัลอยู่ในตอนนี้

กลับมีบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีอายุกว่า 175 ปี กำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้คุมกฎคนสำคัญอย่างแบบเงียบ ๆ

บริษัทแห่งนี้ไม่ได้สร้างชิปประมวลผลที่ฉลาดล้ำเลิศ และไม่ได้สร้างโปรแกรมตอบโต้กับมนุษย์ที่น่าทึ่ง

แต่พวกเขาสร้างสิ่งที่พื้นฐานที่สุดอย่าง “แก้ว” บริษัทที่ว่านี้มีชื่อว่า Corning

ซึ่งชื่อนี้อาจจะคุ้นหูใครหลายคนในฐานะผู้ผลิตกระจกหน้าจอโทรศัพท์ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก

แต่ในวันนี้ Corning กำลังเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นเส้นเลือดใหญ่ของโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก

พวกเขาเปลี่ยนวัสดุที่ดูแสนจะธรรมดาอย่างทรายและซิลิกาให้กลายเป็นเส้นใยขนาดจิ๋วที่นำพาข้อมูลไหลเวียนไปทั่วโลกด้วยความเร็วที่เหนือจินตนาการ

ลองจินตนาการดูว่า ในช่วงปี 1851 ซึ่งเป็นยุคที่ผู้คนยังขี่ม้าและจุดตะเกียงน้ำมัน

Corning เริ่มต้นจากการเป็นโรงงานผลิตแก้วธรรมดาๆ จนกระทั่งวันหนึ่งในปี 1879

เมื่อ Thomas Edison กำลังเผชิญทางตันในการหาแก้วที่ทนความร้อนสูงเพื่อห่อหุ้มแสงสว่างจากหลอดไฟดวงแรกของโลก

ในตอนนั้น Corning คือผู้ที่ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ และนั่นเป็นครั้งแรกที่พวกเขาพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า แก้วไม่ใช่แค่ภาชนะใส่เครื่องดื่ม

แต่มันคือวัสดุที่สามารถเปลี่ยนโฉมหน้าของยุคสมัยได้ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของนวัตกรรมที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน…

กาลเวลาเดินทางมาถึงปี 2007 เมื่อโทรศัพท์ที่ชื่อว่า iPhone กำลังจะเปลี่ยนโลกไปตลอดกาล

Steve Jobs เดินเข้ามาหา Wendell Weeks ซึ่งเป็น CEO ของ Corning เพื่อขอสิ่งที่ดูจะเป็นไปไม่ได้ในตอนนั้น นั่นคือแก้วที่บางเฉียบแต่แข็งแกร่งอย่างมหาศาล

แม้ในตอนแรกฝ่ายผลิตจะส่ายหน้าและบอกว่าทำไม่ได้

แต่สุดท้ายความเชื่อของ Steve Jobs ก็ส่งต่อให้คนของ Corning กลายเป็นฮีโร่ผู้สร้าง Gorilla Glass ที่เราสัมผัสกันอยู่ทุกวัน และนี่คือตัวอย่างของการปรับตัวที่อยู่ในสายเลือดของบริษัทนี้มาโดยตลอด

แต่คำถามที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ในยุคที่ทุกคนกำลังพูดถึงแต่เรื่องซอฟต์แวร์และอัลกอริทึม

ทำไมบริษัทผลิตแก้วถึงกลายเป็นหนึ่งในผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสงคราม AI ครั้งนี้ได้?

คำตอบนั้นซ่อนอยู่ในสายเคเบิลที่ทอดยาวอยู่ในศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ทั่วโลก

ในขณะที่โลกตื่นเต้นกับความฉลาดของ ChatGPT หรือความสามารถของชิปจาก Nvidia

แต่เบื้องหลังที่ไม่มีใครพูดถึงคือข้อมูลมหาศาลที่ต้องวิ่งไปมาระหว่างชิปเหล่านั้น ข้อมูลเหล่านั้นไม่ได้วิ่งผ่านสายไฟฟ้าธรรมดาๆ อีกต่อไปแล้ว

การใช้สายทองแดงแบบเดิมเพื่อส่งข้อมูลในยุค Generative AI เริ่มเข้าสู่ขีดจำกัด

เพราะเมื่อข้อมูลไหลผ่านมากขึ้นเท่าไหร่ ความร้อนก็จะพุ่งสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว แถมยังต้องเสียพลังงานมหาศาลไปกับการระบายความร้อนเหล่านั้น…

นี่คือจุดที่เทคโนโลยี “Optical Fiber” หรือเส้นใยนำแสงเข้ามามีบทบาทสำคัญ

มันคือเส้นแก้วที่บริสุทธิ์ยิ่งกว่าน้ำในมหาสมุทร ซึ่งถูกรีดจนบางยิ่งกว่าเส้นผมมนุษย์

ข้อมูลจะถูกเปลี่ยนเป็นลำแสงเลเซอร์แล้วพุ่งผ่านเส้นแก้วเหล่านี้ไปด้วยความเร็วแสง

สิ่งที่น่าทึ่งคือการส่งข้อมูลผ่านแสงนั้นใช้พลังงานน้อยกว่าการส่งผ่านไฟฟ้าถึง 20 เท่า

นี่จึงเป็นคำตอบว่าทำไมยักษ์ใหญ่คลาวด์อย่าง AWS หรือ Google ถึงต้องการใยแก้วนำแสงจาก Corning ในปริมาณที่มากเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด

เมื่อไม่นานมานี้ Meta เพิ่งจะประกาศทำข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์มูลค่ากว่า 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสั่งซื้อเส้นใยนำแสงจาก Corning ยาวหลายล้านไมล์ไปติดตั้งในศูนย์ข้อมูลของตัวเอง

เพราะพวกเขารู้ดีว่าหากไม่มีเส้นเลือดเหล่านี้ สมองกลที่พวกเขาสร้างขึ้นมาก็ไม่ต่างอะไรกับอัมพาต…

ลองคิดดูว่าในศูนย์ข้อมูลแห่งเดียวของ Meta ในอนาคต อาจจะต้องใช้เส้นใยนำแสงยาวถึง 8 ล้านไมล์

ซึ่งนั่นยาวพอที่จะพันรอบโลกได้มากกว่า 300 รอบเลยทีเดียว

และความต้องการที่พุ่งสูงขึ้นนี้เองที่ทำให้โรงงานใน North Carolina ต้องเดินเครื่องเต็มกำลังเพื่อขยายการผลิตให้ทัน

เพื่อตอบโจทย์นี้ Corning จึงได้คิดค้นนวัตกรรมใหม่ที่ชื่อว่า Contour ซึ่งเป็นสายเคเบิลที่ออกแบบมาเพื่อโลกของ AI โดยเฉพาะ

มันสามารถบรรจุเส้นใยแก้วได้นับพันเส้นในพื้นที่เพียงนิดเดียว แถมยังยืดหยุ่นจนสามารถเลี้ยวลดคดเคี้ยวไปตามเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่อัดแน่นได้

ความมหัศจรรย์ของมันคือการเพิ่มขีดความสามารถในการส่งข้อมูลได้เป็นเท่าตัวในพื้นที่เท่าเดิม

ซึ่งเป็นสิ่งที่ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ต้องการมากที่สุด เพราะในโลกของดิจิทัล พื้นที่และความร้อนคือต้นทุนที่แพงหูฉี่…

อย่างไรก็ตาม เส้นทางของ Corning ก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป

พวกเขาเคยผ่านบทเรียนอันแสนเจ็บปวดในยุคฟองสบู่ดอทคอมเมื่อปี 2000

ตอนนั้นหุ้นของบริษัทร่วงลงอย่างหนักเพราะการคาดการณ์ที่ผิดพลาดเกี่ยวกับความต้องการใช้อินเทอร์เน็ต

แต่ Wendell Weeks ยืนกรานที่จะรักษาธุรกิจใยแก้วนำแสงนี้ไว้ด้วยชีวิต แม้นักลงทุนจะกดดันให้ขายทิ้งเพียงใดก็ตาม

เขาเชื่อมั่นว่าวันหนึ่งความเร็วแสงจะกลายเป็นสิ่งที่โลกขาดไม่ได้ และความอดทนในวันนั้นก็ได้กลายมาเป็นผลตอบแทนอันมหาศาลในวันนี้

ถึงตรงนี้เราอาจจะเริ่มมองเห็นภาพแล้วว่า Corning ไม่ได้เป็นแค่บริษัทผลิตแก้ว แต่พวกเขาคือนักพยากรณ์เทคโนโลยีที่มองไปข้างหน้าก่อนใครเสมอ

พวกเขาไม่ได้หยุดแค่การเชื่อมต่อระหว่างอาคาร แต่กำลังมองลึกลงไปถึงการเชื่อมต่อภายในเครื่องคอมพิวเตอร์เลยทีเดียว

ในปัจจุบันชิปประมวลผลยังคงเชื่อมต่อกันด้วยสายทองแดงสั้นๆ ภายในเครื่อง

แต่ Corning เชื่อว่าในไม่ช้า “Photon” หรืออนุภาคแสงจะเข้าไปแทนที่ “Electron” แม้กระทั่งในแผงวงจรขนาดเล็กที่อยู่ตรงหน้าเรา

หากสิ่งนี้เกิดขึ้นจริง ความต้องการใช้เส้นใยแก้วจะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว

และเมื่อถึงวันนั้น Corning ก็จะกลายเป็นเจ้าของสิทธิบัตรและเทคโนโลยีที่เป็นรากฐานของคอมพิวเตอร์ยุคใหม่ทั้งหมดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้…

นอกเหนือจากเรื่องของแสงและการสื่อสารแล้ว บริษัทยักษ์ใหญ่รายนี้ยังแผ่กิ่งก้านสาขาไปสู่อุตสาหกรรมพลังงานสะอาดอย่างโซลาร์เซลล์

โดยการนำความเชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์มาสร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาจากภายนอก

การขยายธุรกิจที่หลากหลายนี้เองที่เป็นเกราะป้องกันชั้นดี หากวันหนึ่งกระแสของ AI เริ่มลดความร้อนแรงลง Corning ก็ยังมีธุรกิจอื่นๆ ทั้งหน้าจอโทรศัพท์ เครื่องครัว และอุปกรณ์การแพทย์ที่คอยประคับประคองให้บริษัทเดินต่อไปได้อย่างมั่นคง

บทเรียนที่สำคัญที่สุดจากเรื่องราวของ Corning คือการไม่หยุดที่จะ “Reinvent” หรือปฏิวัติตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า

จากหลอดไฟ สู่โทรทัศน์ สู่สมาร์ทโฟน และมาถึงปัญญาประดิษฐ์ พวกเขาเลือกที่จะอยู่ในจุดที่เทคโนโลยีต้องการมากที่สุดเสมอ

ใครจะไปคิดว่าบริษัทที่เริ่มต้นจากยุคตื่นทอง จะกลายมาเป็นผู้ขุดทองในยุคดิจิทัลด้วยผลิตภัณฑ์ที่ดูเรียบง่ายที่สุดอย่างแก้ว

นี่คือเครื่องพิสูจน์ว่านวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่จำเป็นต้องซับซ้อน แต่ต้องเป็นสิ่งที่โลกขาดไม่ได้จริงๆ

เมื่อมองไปข้างหน้า อนาคตของ Corning ดูเหมือนจะสดใสราวกับแสงที่พุ่งผ่านเส้นใยแก้วของพวกเขาเอง

เพราะไม่ว่าใครจะสร้างซอฟต์แวร์ที่เก่งแค่ไหน สุดท้ายแล้วทุกคนก็ยังต้องพึ่งพาถนนสายแสงสว่างที่บริษัทผลิตแก้วอายุ 175 ปีแห่งนี้สร้างขึ้นมาอยู่ดี

หากเราสงสัยว่าก้าวต่อไปของโลกเทคโนโลยีจะเป็นอย่างไร บางทีคำตอบอาจไม่ได้อยู่ในห้องแล็บของบริษัทซอฟต์แวร์

แต่อาจซ่อนอยู่ในโรงงานหลอมแก้วอันร้อนระอุที่กำลังถักทอเส้นด้ายแห่งแสงเพื่อเชื่อมต่ออนาคตของพวกเราทุกคนเอาไว้ด้วยกัน…

References : [CNBC, Corning, Meta, Bloomberg, Reuters]

ทำไมจีนถึงกล้า “เท” Nvidia? เกมการเมืองหรือความมั่นคง เกิดอะไรขึ้นกับดีล Nvidia H200

หากย้อนกลับไปเมื่อร้อยปีก่อน ทรัพยากรที่มีค่าที่สุดที่มหาอำนาจทั่วโลกต่างแย่งชิงกันครอบครองคือ “น้ำมัน”

ใครมีน้ำมันมากที่สุด คนนั้นคือผู้กำหนดทิศทางเศรษฐกิจและสงครามของโลก…

แต่ในศตวรรษที่ 21 คำนิยามของทรัพยากรล้ำค่าได้เปลี่ยนไปแล้ว

มันไม่ใช่ของเหลวสีดำที่สูบขึ้นมาจากใต้ดิน แต่มันคือแผ่นซิลิคอนชิ้นเล็กๆ ที่มีความกว้างเพียงไม่กี่นิ้ว

เรากำลังพูดถึง “AI Chip”

และในบรรดาผู้ผลิตชิปทั้งหมด ไม่มีใครที่จะทรงอิทธิพลไปกว่า Nvidia ภายใต้การนำของ Jensen Huang

ตลอดช่วงเวลาสองสามปีที่ผ่านมา เรื่องราวของสงครามเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน เป็นเหมือนซีรีส์เรื่องยาวที่พวกเราติดตามกันอย่างใกล้ชิด

บทบาทที่เราคุ้นเคยคือ สหรัฐอเมริกา พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อสกัดกั้นไม่ให้จีนเข้าถึงเทคโนโลยีระดับสูง

ทำเนียบขาวออกกฎระเบียบมากมายเพื่อ “แบน” การส่งออกชิปตัวท็อปๆ ไปยังปักกิ่ง

เพราะความกังวลว่าจีนจะนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ในทางการทหาร หรือพัฒนาขีดความสามารถทางไซเบอร์จนแซงหน้าโลกตะวันตก…

ภาพจำของเราคือ บริษัทเทคโนโลยีจีนพยายามดิ้นรนทุกทางเพื่อหาช่องว่างนำเข้าชิปเหล่านี้

ส่วน Nvidia ก็พยายามปรับสเปกชิปเพื่อหลบเลี่ยงข้อจำกัด ให้ยังสามารถขายของได้

มันคือเกมแมวไล่จับหนูที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง

แต่แล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กลับเกิดเหตุการณ์ที่เหมือนกับการหักมุมในตอนจบของภาพยนตร์

เมื่อจู่ๆ ฝ่ายที่สั่ง “ปิดประตู” ไม่ให้ชิปตัวแรงที่สุดเข้าประเทศ กลับไม่ใช่สหรัฐอเมริกา

แต่เป็นรัฐบาลจีนเอง…

เรื่องราวมันเริ่มต้นขึ้นจากรายงานข่าว Exclusive ของสำนักข่าว Reuters ที่สั่นสะเทือนวงการเทคโนโลยีทั่วโลก

แหล่งข่าววงในระบุว่า เจ้าหน้าที่ศุลกากรของจีนได้รับคำสั่งด่วนชนิดสายฟ้าแลบ

คำสั่งนั้นระบุชัดเจนว่า ชิป H200 ของ Nvidia “ไม่ได้รับอนุญาต” ให้นำเข้าสู่ประเทศจีน

นี่คือเรื่องที่น่าสนใจมาก ๆ เพราะ H200 คือชิป AI ที่ทรงพลังที่สุดเป็นอันดับสองของ Nvidia ในเวลานี้ และเป็นสิ่งที่บริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกต่างแย่งกันซื้อ

ปกติแล้ว เรามักจะได้ยินข่าวว่าบริษัทจีนยอมจ่ายเงินแพงกว่าราคาตลาดมหาศาล เพื่อให้ได้ครอบครองชิปตระกูล H100 หรือ H200 ผ่านตลาดมืด

แต่ครั้งนี้ ทางการจีนกลับเป็นคนเดินไปที่หน้าประตู แล้วล็อคกลอนขังตัวเองจากข้างใน

แหล่งข่าวยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่รัฐบาลจีนได้เรียกประชุมบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำในประเทศเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

ในห้องประชุมนั้น บรรยากาศเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด

เจ้าหน้าที่ได้ยื่นคำขาดที่ชัดเจนว่า ห้ามซื้อชิป H200 เว้นแต่จะมีความจำเป็นจริงๆ

หนึ่งในผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ถึงกับเปรยว่า ถ้อยคำที่เจ้าหน้าที่ใช้นั้นมีความรุนแรงมาก จนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นคำสั่ง “แบน” โดยสมบูรณ์ในทางปฏิบัติ

แม้ว่าจะมีการทิ้งท้ายว่า สถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต หากมีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องก็ตาม…

ความซับซ้อนของเรื่องนี้มันอยู่ที่จังหวะเวลา

เพราะในขณะที่จีนสั่งห้ามนำเข้า ทางฝั่งสหรัฐอเมริกา โดยรัฐบาลของ Trump กลับเพิ่งจะอนุมัติให้ส่งออกชิปรุ่นนี้ไปยังจีนได้ในสัปดาห์เดียวกัน

แม้จะเป็นการอนุมัติแบบมีเงื่อนไข แต่ก็ถือเป็นการเปิดช่องทางตามกฎหมาย

สิ่งนี้สร้างความมึนงงให้กับนักวิเคราะห์จำนวนมาก

เพราะปกติแล้ว กลุ่มเหยี่ยว หรือกลุ่มที่มีแนวคิดต่อต้านจีนในสหรัฐฯ จะเป็นฝ่ายที่ออกมาโวยวายด้วยความกังวลว่า ชิปเหล่านี้จะไปเสริมเขี้ยวเล็บให้กองทัพจีน

แต่กลายเป็นว่า รัฐบาลปักกิ่งกลับเป็นฝ่ายปฏิเสธของขวัญชิ้นนี้เสียเอง

คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นในใจของทุกคนคือ “ทำไม”

ทำไมจีนถึงเลือกที่จะปฏิเสธเทคโนโลยีที่ตัวเองกำลังต้องการมากที่สุด เพื่อใช้ในการแข่งขันพัฒนาโมเดล AI กับสหรัฐฯ

สมมติฐานแรกที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด คือเรื่องของ “ยุทธศาสตร์การพึ่งพาตนเอง”

จีนรู้ดีว่า ตราบใดที่ลมหายใจของวงการเทคโนโลยีในประเทศ ยังต้องพึ่งพาจมูกของคนอื่น วันหนึ่งหากถูกบีบจมูกขึ้นมาจริงๆ พวกเขาอาจจะไม่รอด

ที่ผ่านมา การที่ชิปของ Nvidia ครองตลาดอย่างเบ็ดเสร็จ ทำให้บริษัทเทคโนโลยีจีนอย่าง Alibaba Tencent หรือ ByteDance ไม่มีความจำเป็นต้องหันไปมองชิปที่ผลิตในประเทศ

แม้ว่าจีนจะมีบริษัทอย่าง Huawei ที่พยายามพัฒนาชิป AI ของตัวเองขึ้นมาแข่ง

แต่ในแง่ของประสิทธิภาพและระบบนิเวศซอฟต์แวร์ ก็ยังตามหลัง Nvidia อยู่หลายก้าว

การสั่งแบน H200 จึงอาจเป็นเหมือนยาขมที่รัฐบาลจีนป้อนให้กับบริษัทในประเทศ

เป็นการบังคับกลายๆ ว่า “เลิกหวังพึ่งของนอก แล้วหันมาใช้ของที่ผลิตเองได้แล้ว”

แม้ว่าในช่วงแรก ประสิทธิภาพการทำงานอาจจะลดลง การประมวลผลอาจจะช้ากว่า

แต่มันคือความเจ็บปวดที่จำเป็น เพื่อให้ผู้ผลิตชิปในประเทศมีตลาด มีรายได้ และมีข้อมูลกลับไปพัฒนาสินค้าให้ดียิ่งขึ้นในอนาคต…

สมมติฐานที่สอง คือเรื่องของ “เกมการต่อรอง”

ในโลกของการเมืองระหว่างประเทศ เศรษฐกิจคืออาวุธชนิดหนึ่ง

การที่จีนแสดงท่าทีแข็งกร้าว ปฏิเสธสินค้ามูลค่ามหาศาลจากบริษัทสหรัฐฯ อาจเป็นการส่งสัญญาณไปยังรัฐบาลวอชิงตัน

ว่าจีนไม่ได้เป็นฝ่ายที่ต้องง้อสหรัฐฯ เสมอไป

มีรายงานจาก The Information ที่สอดคล้องกันว่า รัฐบาลจีนแจ้งกับบริษัทเทคฯ บางแห่งว่า จะอนุมัติการซื้อ H200 ได้เฉพาะกรณีพิเศษ เช่น การใช้เพื่อการวิจัยและพัฒนาในมหาวิทยาลัยเท่านั้น

นี่อาจเป็นเทคนิคการดึงเกม เพื่อใช้เรื่องนี้เป็นเครื่องมือต่อรองบนโต๊ะเจรจาการค้าในอนาคต

หรืออาจจะเป็นการตอบโต้มาตรการอื่นๆ ของสหรัฐฯ ที่เราอาจยังไม่เห็นภาพชัดเจนในตอนนี้

ไม่ว่าเหตุผลที่แท้จริงจะเป็นข้อไหน สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ผลกระทบที่กำลังเกิดขึ้น

สำหรับ Nvidia นี่คือความท้าทายครั้งใหญ่

แม้ Jensen Huang จะเคยกล่าวด้วยความมั่นใจว่า ความต้องการชิป AI ทั่วโลกนั้นมีมหาศาล จนแทบผลิตไม่ทัน

แต่ตลาดจีนก็ยังคงเป็นเค้กชิ้นใหญ่ที่ Nvidia ไม่อยากสูญเสียไป

การที่ลูกค้ากระเป๋าหนักในจีนถูกสั่งห้ามซื้อ ย่อมส่งผลกระทบต่อรายได้และความเชื่อมั่นของนักลงทุนไม่มากก็น้อย

ยิ่งไปกว่านั้น ทางการจีนไม่ได้ให้เหตุผลใดๆ อย่างเป็นทางการสำหรับคำสั่งนี้

หน่วยงานอย่าง General Administration of Customs หรือ Ministry of Industry and Information Technology ของจีน ต่างปิดปากเงียบเมื่อถูกถามถึงเรื่องนี้

ทาง Nvidia เองก็ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นใดๆ

ความเงียบนี้ ยิ่งทำให้สถานการณ์ดูน่ากังวลและคาดเดาได้ยากยิ่งขึ้น

เรากำลังเห็นภาพของโลกเทคโนโลยีที่กำลังจะถูกแบ่งแยกอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

จากเดิมที่เราเคยเชื่อในเรื่องของ “โลกาภิวัตน์” ที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมจะไหลเวียนไปทั่วโลกอย่างไร้พรมแดน

แต่วันนี้ เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ “Splinternet” ในเวอร์ชันฮาร์ดแวร์

โลกฝั่งหนึ่ง ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีของตะวันตก ใช้ชิปจาก Nvidia AMD และ Intel

โลกอีกฝั่งหนึ่ง นำโดยจีน ที่พยายามสร้างระบบนิเวศของตัวเอง ตัดขาดจากการพึ่งพาภายนอก

กำแพงที่กั้นระหว่างสองโลกนี้ ไม่ได้ถูกสร้างด้วยอิฐหรือปูน

แต่ถูกสร้างด้วยนโยบาย กฎระเบียบ และความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน…

สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปคือ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับพัฒนาการของ AI ในจีน

การขาดแคลนชิปตัวท็อปอย่าง H200 จะทำให้การเทรนโมเดลภาษาขนาดใหญ่ของจีนช้าลงหรือไม่

เมื่อเทียบกับ OpenAI Google หรือ Anthropic ที่มีทรัพยากรฮาร์ดแวร์พร้อมสรรพ

จีนจะสามารถเร่งสปีดการพัฒนาชิปในประเทศขึ้นมาทดแทนได้ทันเวลาหรือเปล่า

นี่คือการเดิมพันที่มีความเสี่ยงสูงมากของรัฐบาลปักกิ่ง

หากทำสำเร็จ จีนจะหลุดพ้นจากพันธนาการทางเทคโนโลยีของสหรัฐฯ และยืนหยัดได้ด้วยขาของตัวเองอย่างภาคภูมิ

แต่หากล้มเหลว มันอาจหมายถึงการตามหลังโลกตะวันตกไปอีกหลายปี ในยุคที่ AI กำลังจะเป็นตัวตัดสินความเป็นมหาอำนาจของโลก

เรื่องราวของ H200 ในวันนี้ อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของมาตรการตอบโต้ที่เข้มข้นขึ้น

เราอาจได้เห็นการ “แบน” สินค้าเทคโนโลยีอื่นๆ ตามมาอีกในอนาคต

ไม่ว่าจะเป็นซอฟต์แวร์ ระบบปฏิบัติการ หรือแม้แต่วัตถุดิบในการผลิต

สุดท้ายแล้ว สงครามชิปครั้งนี้ บอกเราว่า

ในโลกยุคใหม่ เทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมืออำนวยความสะดวก

แต่มันคือ “ยุทธภัณฑ์” ที่ใช้ในการต่อสู้เพื่อชิงความเป็นหนึ่ง

และในสนามรบนี้ ไม่มีใครยอมใคร แม้จะต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจก็ตาม…

References : [reuters, theinformation, bloomberg, cnbc, techcrunch]

ปิดตำนานอารยธรรม Sony? หมดยุค Japan Brand เมื่อราชันย์ทีวีต้องก้มหัวให้ทุนจีน

หากย้อนกลับไปสัก 30 ปีก่อน ในยุคที่โลกยังหมุนด้วยระบบ Analog

ภาพจำของความสำเร็จและสถานะทางสังคมของชนชั้นกลางขึ้นไป มักจะมีสัญลักษณ์บางอย่างตั้งตระหง่านอยู่กลางห้องรับแขก

สิ่งนั้นคือกล่องสี่เหลี่ยมหนาหนักที่มีหน้าจอนูนโค้ง และที่สำคัญที่สุดคือต้องมีโลโก้ 4 ตัวอักษรสีเงินแปะอยู่มุมเครื่อง

Sony…

ในเวลานั้น การได้เป็นเจ้าของทีวี Sony โดยเฉพาะตระกูล Trinitron ไม่ใช่แค่การซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่มันคือการประกาศให้โลกรู้ว่าเราเลือกสิ่งที่ดีที่สุด

ญี่ปุ่นในยุคนั้นคือจักรพรรดิแห่งโลกเทคโนโลยี และ Sony ก็เปรียบเสมือนแม่ทัพใหญ่ที่ไร้คู่ต่อกร

ด้วยเทคโนโลยีหลอดภาพลิขสิทธิ์เฉพาะและความทนทานชนิดที่ว่าเปิดกันข้ามวันข้ามคืนภาพก็ยังไม่ล้ม ทำให้แบรนด์นี้ครองใจคนทั้งโลก

แต่สัจธรรมของโลกธุรกิจนั้นโหดร้ายและตรงไปตรงมาเสมอ

ไม่มีบัลลังก์ใดที่ยั่งยืนตลอดไป และไม่มีแบรนด์ใดที่จะยิ่งใหญ่ค้ำฟ้าหากขาดการปรับตัว

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ได้เกิดแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ในวงการอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าโลก

เมื่อ Sony Group ประกาศข่าวที่ทำให้แฟนคลับอารยธรรมอึ้งไปตามๆ กัน

นั่นคือการตัดสินใจแยกธุรกิจทีวี ซึ่งเป็นหนึ่งในรากฐานที่สร้างชื่อเสียงให้บริษัทมายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ ออกไปตั้งเป็นบริษัทใหม่

แต่สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าไม่ใช่การแยกบริษัท

แต่มันคือการที่ Sony ตัดสินใจจับมือกับพันธมิตรจากประเทศจีนอย่าง TCL Electronics Holdings ในรูปแบบ Joint Venture

และภายใต้ข้อตกลงนี้ TCL จะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วน 51%

ในขณะที่ Sony ผู้เป็นเจ้าของตำนาน จะถอยฉากลงมาถือหุ้นเพียง 49% เท่านั้น…

ตัวเลข 51 ต่อ 49 นี้มีความหมายทางธุรกิจที่ลึกซึ้งเป็นอย่างมาก

มันหมายความว่าอำนาจในการบริหารจัดการ การผลิต และทิศทางของบริษัทใหม่ จะอยู่ภายใต้การควบคุมของฝั่งจีนเป็นหลัก

คำถามที่น่าสนใจคือ เกิดอะไรขึ้นกับราชาแห่งโลกทีวี?

ทำไมแบรนด์ที่เคยแข็งแกร่งที่สุดในโลก และเป็นผู้กำหนดมาตรฐานการรับชมของมนุษยชาติ ถึงต้องยอมถอยมาเป็นผู้ถือหุ้นส่วนน้อยในธุรกิจที่ตัวเองเป็นคนบุกเบิก

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาขาดทุนกำไรธรรมดา แต่มันคือภาพสะท้อนของการเปลี่ยนผ่านยุคสมัยที่น่าศึกษาอย่างยิ่ง

ก่อนอื่น เราก็ต้องย้อนกลับไปดูจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้บัลลังก์ของญี่ปุ่นสั่นคลอน

นั่นคือการเปลี่ยนผ่านจากยุคจอแก้ว CRT มาสู่ยุคจอแบน หรือ Flat Panel

ในยุคจอแก้ว หัวใจสำคัญคือเทคนิคการเรียงลำแสงและการเคลือบสารเรืองแสง ซึ่งเป็นงานฝีมือที่ต้องใช้วิศวกรรมขั้นสูงแบบญี่ปุ่น

ใครมีสูตรลับที่ดีกว่า “คนนั้นชนะ”

แต่เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคจอแบน กติกาของเกมได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

หัวใจของทีวีจอแบนคือชิ้นส่วนที่เรียกว่า Panel

และ Panel นี้เองที่กลายสภาพเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ หรือ Commodity

หมายความว่า ใครที่มีเงินทุนสร้างโรงงานขนาดใหญ่ ใครที่ผลิตได้เยอะกว่า ย่อมได้ต้นทุนต่อหน่วยที่ถูกกว่า

จากเดิมที่แข่งขันกันด้วย “นวัตกรรมเฉพาะตัว”

กลายมาเป็นการแข่งขันกันด้วย “Economy of Scale” หรือการประหยัดต่อขนาด

นี่คือจุดที่แบรนด์ญี่ปุ่นเริ่มเสียเปรียบ

ในช่วงแรก คู่แข่งอย่าง Samsung และ LG จากเกาหลีใต้ ทุ่มเงินมหาศาลสร้างโรงงานผลิต Panel จนสามารถตีตลาดด้วยราคาที่เข้าถึงง่าย

Sony ในช่วงต้นยุค 2000 เริ่มประสบปัญหาขาดทุนสะสมในธุรกิจทีวียาวนานนับทศวรรษ

เพราะพวกเขาตัดสินใจพลาดที่ไม่ลงทุนสร้างโรงงานผลิต Panel ของตัวเองอย่างจริงจังตั้งแต่ต้น ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงกว่าคู่แข่งเสมอ

แต่ศัตรูที่แท้จริงที่ทำให้ญี่ปุ่นต้องยอมแพ้ ไม่ใช่เกาหลีใต้

แต่คือคลื่นลูกใหม่จากจีนแผ่นดินใหญ่

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลจีนมีนโยบายผลักดันอุตสาหกรรมหน้าจออย่างดุดัน

บริษัทอย่าง TCL ไม่ได้เป็นแค่คนประกอบทีวีขาย

แต่พวกเขามีบริษัทลูกชื่อ CSOT หรือ China Star Optoelectronics Technology ซึ่งเป็นผู้ผลิต Panel รายใหญ่ระดับต้นๆ ของโลก

TCL จึงมีห่วงโซ่อุปทานที่ครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ

ขุดแร่เอง ผลิตจอเอง ประกอบเครื่องเอง และส่งขายเอง

ในขณะที่ Sony ต้องไปเจรจาขอซื้อจอจากคนอื่นมาประกอบ ต้นทุนของ Sony จึงไม่มีทางสู้ TCL ได้เลย

นอกจากนี้ ตลาดภายในประเทศจีนที่ใหญ่โตมหาศาล ยังเป็นฐานที่มั่นคงให้แบรนด์จีนใช้ทดลองตลาดและสร้างกระแสเงินสด

เมื่อได้เปรียบทั้งต้นทุนและขนาดการผลิต แบรนด์จีนอย่าง TCL, Hisense และ Xiaomi จึงรุกคืบเข้าชิงส่วนแบ่งตลาดโลกอย่างบ้าคลั่ง

สงครามราคาที่เกิดขึ้น ทำให้กำไรของธุรกิจทีวีบางเฉียบ

จากธุรกิจที่เคยทำกำไรเป็นกอบเป็นกำ กลายเป็นธุรกิจที่ต้องเฉือนเนื้อตัวเองเพื่อรักษายอดขาย

เพื่อนร่วมชาติของ Sony ทยอยล้มหายตายจากไปทีละราย

Sharp ผู้บุกเบิกจอ LCD ต้องขายกิจการให้ Foxconn จากไต้หวัน

Toshiba ขายธุรกิจทีวีให้ Hisense ของจีน

Hitachi และ Panasonic ทยอยถอนตัวจากการผลิตทีวีในหลายภูมิภาค

เหลือเพียง Sony เป็น “ซามูไรคนสุดท้าย” ที่ยังกัดฟันสู้ในตลาดระดับพรีเมียม

แต่ตัวเลขทางบัญชีไม่เคยโกหกใคร

รายได้จากธุรกิจจอภาพของ Sony ลดลงอย่างต่อเนื่อง กำไรจากการดำเนินงานถูกบีบจนแทบไม่เหลือ

ผู้บริหาร Sony จึงต้องเผชิญกับทางเลือกที่ยากลำบากที่สุด

จะดันทุรังแบกศักดิ์ศรีต่อไปในสมรภูมิที่ตัวเองไม่มีวันชนะ

หรือจะยอม “ตัดอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต”

การเลือกจับมือกับ TCL ในครั้งนี้ คือคำตอบที่ชัดเจนที่สุด

ภายใต้โครงสร้างใหม่ บริษัทร่วมทุนนี้จะใช้โรงงานและระบบการผลิตของ TCL เป็นหลัก

Sony จะเลิกทำหน้าที่เป็น “กรรมกร” แบกหามภาระในการผลิต

แต่จะผันตัวไปเป็น “สถาปนิก” ที่คอยออกแบบและควบคุมคุณภาพ

ทีวีรุ่นใหม่จะยังคงแปะยี่ห้อ Sony และ Bravia

โดย Sony จะใส่เทคโนโลยีการประมวลผลภาพ การจูนสี และระบบเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองเข้าไป

แต่ไส้ในและกระบวนการประกอบ จะใช้ทรัพยากรของ TCL

นี่คือกลยุทธ์ที่เรียกว่า Asset Light

คือการลดการถือครองสินทรัพย์หนักๆ อย่างโรงงานและเครื่องจักร เพื่อให้บริษัทมีความคล่องตัว

หลายคนอาจมองว่านี่คือความพ่ายแพ้

แต่หากมองในมุมของนักลงทุนและนักกลยุทธ์ นี่อาจเป็นการเดินหมากที่ชาญฉลาดที่สุด

เพราะ Sony ในวันนี้ ไม่ใช่บริษัทขายเครื่องใช้ไฟฟ้าอีกต่อไปแล้ว

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา Sony ได้ทำการปฏิรูปองค์กรครั้งมโหฬาร

จาก Electronics Manufacturer สู่การเป็น Global Entertainment and Content Powerhouse

ลองสังเกตดูว่ารายได้หลักของ Sony มาจากไหนในปัจจุบัน

มันไม่ได้มาจากทีวี หรือกล้องถ่ายรูป

แต่มันมาจาก PlayStation ที่ครองตลาดเกมคอนโซล

มาจาก Sony Music ที่ถือลิขสิทธิ์เพลงของศิลปินระดับโลก

มาจาก Sony Pictures ที่เป็นเจ้าของจักรวาล Spider-Man

และมาจากธุรกิจ Anime ที่เป็นเจ้าของดาบพิฆาตอสูร และแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งอย่าง Crunchyroll

Sony ย้ายสมรภูมิจากการขาย “ฮาร์ดแวร์” มาขาย “คอนเทนต์”

ในสมการใหม่นี้ ทีวีลดสถานะลงจาก “พระเอก” กลายมาเป็นแค่ “หน้าต่าง”

หน้าต่างที่เอาไว้ให้ผู้บริโภคเปิดดูคอนเทนต์ที่ Sony เป็นเจ้าของ

การผลิตทีวีเองมีความเสี่ยงสูงและกำไรต่ำ

สู้เอาเงินทุนและสมองไปทุ่มกับการสร้างเกมดีๆ หนังดังๆ แล้วปล่อยให้หน้าที่ผลิตทีวีเป็นของคนที่เชี่ยวชาญเรื่องต้นทุนอย่าง TCL จัดการไปจะดีกว่า

Sony เพียงแค่รอรับส่วนแบ่งกำไร และรักษาแบรนด์เอาไว้ให้แฟนคลับยังคงเข้าถึงได้

ส่วน TCL เองก็ได้ประโยชน์มหาศาลจากดีลนี้

เพราะแม้พวกเขาจะผลิตจอเก่งแค่ไหน แต่ภาพลักษณ์แบรนด์ก็ยังเป็นรองญี่ปุ่น

การได้เทคโนโลยีปรับแต่งภาพและชื่อชั้นของ Sony มาร่วมทุน จะช่วยยกระดับมาตรฐานของ TCL ให้ดูพรีเมียมขึ้นในสายตาชาวโลก

มันคือการแลกเปลี่ยนที่สมประโยชน์ทั้งสองฝ่ายแบบ Win-Win

Sony ได้ลดต้นทุนและรักษาแบรนด์

TCL ได้โนว์ฮาวและภาพลักษณ์

ข้อตกลงนี้คาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในเดือนมีนาคม และบริษัทใหม่จะเริ่มเดินเครื่องในเดือนเมษายน ปี 2027

ถึงวันนั้น เราอาจจะได้เห็นทีวี Sony ที่ราคาจับต้องได้ง่ายขึ้น

หรือเราอาจจะได้เห็นเทคโนโลยีล้ำๆ ของ Sony ไปปรากฏอยู่ในทีวี TCL รุ่นท็อป

เรื่องราวดีลประวัติศาสตร์นี้บอกเราอีกครั้งว่า การยึดติดกับความสำเร็จในอดีต คือยาพิษที่ร้ายแรงที่สุด

ถ้า Sony ยังคงดื้อดึงที่จะทำทุกอย่างเองเหมือนสมัยยุค 90

ป่านนี้พวกเขาอาจจะมีจุดจบไม่ต่างจากแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในตำนานอื่นๆ ที่เหลือเพียงแค่ชื่อ

แต่วันนี้ Sony เลือกที่จะปรับตัว ยอมลดบทบาทในบางเรื่อง เพื่อรักษาอาณาจักรโดยรวมเอาไว้

ปรากฏการณ์นี้บอกเราว่า ในโลกธุรกิจยุคใหม่

ไม่มีคำว่าศัตรูถาวร และไม่มีคำว่าเพื่อนแท้

มีเพียง “ผลประโยชน์” และ “ความอยู่รอด” เท่านั้นที่เป็นของจริง

สำหรับผู้บริโภคอย่างเรา คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า

ทีวี Sony ที่มีหัวใจเป็นญี่ปุ่น แต่มีร่างกายเป็นจีน จะยังคงมนต์ขลังและความน่าหลงใหลเหมือนวันวานหรือไม่

หรือนี่จะเป็นเพียงฉากสุดท้าย ก่อนที่ชื่อของ Sony ในวงการทีวี จะค่อยๆ เลือนหายไปตามกาลเวลา

เหมือนกับเทคโนโลยี Trinitron ที่เคยตั้งอยู่ในห้องนั่งเล่นของเรา…

References : [reuters, asia .nikkei, sony, tcl, bloomberg]

จุดจบ Asus Phone! ทำไมเจ้าพ่อ PC ถึง “ตกม้าตาย” ในสนามสมาร์ตโฟน?

หากย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 10 ปีก่อน ในยุคที่ตลาดสมาร์ตโฟนกำลังเริ่มเดือดพล่านถึงขีดสุด

ช่วงเวลานั้นเป็นเหมือนสนามรบที่เปิดกว้างสำหรับผู้กล้าหน้าใหม่…

มีแบรนด์หนึ่งที่ก้าวเข้ามาด้วยความมั่นใจ พร้อมชื่อเสียงที่สั่งสมมาจากวงการคอมพิวเตอร์ระดับโลก

พวกเขาคือ Asus ยักษ์ใหญ่จากไต้หวันที่ใครต่างก็รู้จักดีในฐานะผู้ผลิตเมนบอร์ดและโน้ตบุ๊กคุณภาพสูง

การกระโดดลงมาเล่นในสนามสมาร์ตโฟนของ Asus ในตอนนั้น ไม่ได้มาเล่นๆ

แต่มาพร้อมกับความเชื่อมั่นว่า ในเมื่อพวกเขาสามารถครองโลก PC ได้ การจะยึดพื้นที่ในกระเป๋ากางเกงของผู้คนก็คงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้…

ช่วงเริ่มต้นในปี 2014 ถือเป็นยุคบุกเบิกที่น่าตื่นเต้น Asus เปิดตัว Zenfone รุ่นแรกๆ

โดยจับมือกับพันธมิตรเก่าแก่อย่าง Intel นำชิปประมวลผลที่เคยอยู่ในโลกคอมพิวเตอร์มาย่อส่วนใส่ลงในมือถือ

กลยุทธ์ในตอนนั้นชัดเจนมาก คือการนำเสนอความคุ้มค่าที่หาตัวจับยาก ดีไซน์ที่ดูดีเกินราคา และชื่อชั้นของแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ

ทำให้ Asus กลายเป็นตัวเลือกแรกๆ ของคนที่เบื่อแบรนด์เจ้าตลาดเดิมๆ…

แต่สิ่งที่ทำให้โลกต้องหันมามอง Asus แบบตาไม่กะพริบ คือการเปิดตัว Zenfone 2

ในเวลาต่อมา รุ่นนี้ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยการเป็นสมาร์ตโฟนรุ่นแรกของโลกที่อัด RAM มาให้ถึง 4GB

ในยุคที่มือถือเรือธงราคาแพงระยับยังให้ RAM มาแค่ 2GB หรือ 3GB

การที่ Asus กล้าให้มากกว่าในราคาที่ถูกกว่าครึ่งหนึ่ง เป็นเรื่องที่สั่นสะเทือนวงการและสร้างฐานแฟนคลับได้อย่างมหาศาล…

กราฟความสำเร็จของ Asus พุ่งทะยานขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงจุดพีคที่สุดในปี 2018 กับรุ่นในตำนานอย่าง Zenfone Max Pro M1

รุ่นนี้ถูกยกย่องว่าเป็น “Xiaomi Killer” อย่างแท้จริง เพราะมันออกมาเพื่อท้าชนกับ Redmi Note Series ที่ครองตลาดอินเดียและตลาดระดับกลางทั่วโลกอยู่ในขณะนั้น…

ด้วยสเปกที่จัดเต็ม แบตเตอรี่อึดระดับ 5,000 mAh และระบบปฏิบัติการแบบ Pure Android ที่ลื่นไหล

ทำให้มันกลายเป็นมือถือที่คุ้มค่าที่สุดรุ่นหนึ่งในประวัติศาสตร์

ณ เวลานั้น ใครๆ ก็คิดว่า Asus เจอทางที่ใช่แล้ว พวกเขาคือผู้ท้าชิงที่สมน้ำสมเนื้อที่สุดที่จะต่อกรกับกองทัพมือถือจากจีน…

แต่ในโลกธุรกิจ ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน โดยเฉพาะในตลาดเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วที่สุดในโลก

หลังจากผ่านพ้นปี 2019 ไป กราฟที่เคยพุ่งสูงกลับเริ่มดิ่งลงอย่างน่าใจหาย

ความเคลื่อนไหวของ Asus ในตลาดสมาร์ตโฟนเริ่มแผ่วลง รุ่นใหม่ๆ เริ่มออกช้าลง และกระแสตอบรับก็ไม่เปรี้ยงปร้างเหมือนเคย…

เกิดอะไรขึ้นกับแบรนด์ที่เคยเป็นความหวังของผู้บริโภค? ทำไมจากผู้ฆ่ายักษ์ ถึงกลายเป็นฝ่ายที่ต้องถอยร่นจนต้องปิดตัวไปเสียเอง?

ก่อนอื่นต้องบอกว่าตลาดสมาร์ตโฟนในอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือสมรภูมิเลือดที่มีการแข่งขันดุเดือดที่สุดในโลก

แบรนด์จีนอย่าง Xiaomi, OPPO, Vivo และ Realme ต่างงัดกลยุทธ์ด้านราคามาสู้กันแบบยิบตา…

ข้อได้เปรียบมหาศาลของแบรนด์จีน คือ “Supply Chain” ที่แข็งแกร่งและการผลิตในปริมาณมหาศาล

ซึ่งทำให้ต้นทุนต่อหน่วยต่ำมาก จนสามารถขายของดีในราคาที่ถูกจนเหลือเชื่อได้

แม้ Asus จะเป็นบริษัทใหญ่ แต่ในขาของธุรกิจมือถือ สเกลการผลิตของพวกเขายังเป็นรองคู่แข่งจากจีนอยู่มาก

เมื่อต้องกระโดดลงไปเล่นในเกมตัดราคา กำไรที่ได้จึงบางเฉียบจนแทบไม่คุ้มค่าเหนื่อย…

ยิ่งไปกว่านั้น Asus ยังต้องเจอกับมรสุมทางกฎหมายที่คาดไม่ถึง

ในปี 2019 พวกเขาถูกฟ้องร้องเรื่องเครื่องหมายการค้าในอินเดีย โดยบริษัทท้องถิ่นอ้างสิทธิ์ในชื่อคำว่า “Zen”

ผลลัพธ์คือ Asus ไม่สามารถใช้ชื่อ Zenfone ในการทำตลาดที่อินเดียได้ชั่วคราว

ทำให้โมเมนตัมทางการตลาดสะดุดลงอย่างจัง ผู้บริโภคเกิดความสับสน และแบรนด์ก็เริ่มสูญเสียพื้นที่สื่อไป…

เมื่อสู้ในสงครามราคาไม่ไหว และเจอปัญหาอุปสรรคถาโถม Asus จึงตัดสินใจปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ครั้งใหญ่

พวกเขาเลือกที่จะถอยออกจากตลาด “Mass” ที่เน้นขายปริมาณมากแต่กำไรน้อย เพื่อหันไปโฟกัสที่ตลาด “Niche” หรือตลาดเฉพาะกลุ่มที่เน้นคุณภาพและนวัตกรรมแทน…

นี่คือจุดกำเนิดของการผลักดัน ROG Phone ขึ้นมาเป็นเรือธงหลัก

โดยหวังว่าจะใช้จุดแข็งของแบรนด์ ROG ที่เป็นเบอร์หนึ่งในโลกอุปกรณ์เกมมิ่ง มาเจาะตลาดคนเล่นเกมบนมือถือ

แนวคิดนี้ดูเหมือนจะดี เพราะตลาดเกมมือถือกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด

เกมอย่าง PUBG Mobile หรือ Genshin Impact กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่…

Asus ทุ่มเททรัพยากรไปกับการสร้างสุดยอดมือถือเกมมิ่ง ที่มีทั้งหน้าจอ Refresh Rate สูง ระบบระบายความร้อนที่ซับซ้อน และดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวโดนใจเกมเมอร์

แต่สิ่งที่ Asus อาจจะมองข้ามไป คือพฤติกรรมที่แท้จริงของผู้บริโภคในตลาดส่วนใหญ่…

ความจริงที่เจ็บปวดคือ คนที่เล่นเกมมือถือส่วนใหญ่ ไม่ใช่คนที่มีงบประมาณสูง

พวกเขาคือกลุ่มคนที่มองหามือถือราคาคุ้มค่าในช่วง 8,000 ถึง 15,000 บาท ที่พอจะเล่นเกมได้ลื่นระดับหนึ่ง

ในขณะที่ ROG Phone ถูกวางตำแหน่งเป็นสินค้าระดับพรีเมียม ราคาเปิดตัวสูงถึง 30,000 ถึง 40,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงเกินกว่ากลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่จะเอื้อมถึง…

สำหรับคนที่มีงบประมาณระดับนั้น เมื่อต้องจ่ายเงินก้อนโต พวกเขามักจะคาดหวังความสมบูรณ์แบบในทุกด้าน ไม่ใช่แค่เรื่องเกม

พวกเขาต้องการกล้องระดับเทพ ดีไซน์ที่ดูหรูหราพกพาไปทำงานได้ และศูนย์บริการที่ครอบคลุม

ซึ่งเป็นสิ่งที่ ROG Phone อาจจะยังตอบโจทย์ได้ไม่ครบถ้วนเท่ากับคู่แข่งอย่าง Samsung หรือ iPhone…

กลายเป็นว่า Asus พาตัวเองหนีจากทะเลเลือด มาติดอยู่ในเกาะร้างที่สวยงามแต่ไร้ผู้คน

ตลาด Gaming Phone ระดับพรีเมียม กลายเป็นตลาดที่เล็กมาก จนยอดขายไม่สามารถชดเชยต้นทุนการวิจัยและพัฒนาอันมหาศาลได้…

นอกจาก ROG Phone แล้ว Asus ยังพยายามเจาะตลาดเฉพาะกลุ่มอีกด้าน

ด้วยการทำ Zenfone รุ่นหลังๆ ให้เป็นมือถือ “Compact Flagship” หรือมือถือจอเล็กสเปกแรง

แต่ก็อีกนั่นแหละ ความต้องการมือถือจอเล็กในตลาดโลกมีอยู่จริง แต่มันก็เป็นเพียงส่วนน้อยนิด เมื่อเทียบกับกระแสหลักที่คนนิยมมือถือจอใหญ่เพื่อเสพคอนเทนต์วิดีโอ…

ปัญหาเรื้อรังอีกอย่างที่ Asus แก้ไม่ตก คือเรื่องของ “Software” และ “Service”

การลดขนาดธุรกิจมือถือลง ทำให้ทีมพัฒนาซอฟต์แวร์เล็กลงตามไปด้วย ส่งผลให้การอัปเดต Android ล่าช้ากว่าคู่แข่ง และมีบั๊กจุกจิกกวนใจผู้ใช้

บวกกับจำนวนศูนย์บริการที่น้อยลง และการพึ่งพาพาร์ตเนอร์ภายนอกในการซ่อมบำรุง ทำให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ…

เมื่อสินค้าดี แตบริการไม่ตอบโจทย์ และราคาก็ไม่ได้จูงใจเหมือนเก่า ลูกค้าเก่าที่เคยภักดีจึงเริ่มปันใจไปหาแบรนด์อื่นที่ให้ประสบการณ์ที่ครบวงจรกว่า

ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน ข่าวเรื่องการประกาศยุติการผลิตมือถือรุ่นใหม่ของ Asus ไม่ใช่เรื่องน่าเซอร์ไพรส์แต่อย่างใด…

ตัวเลขรายได้ในงบการเงินก็ฟ้องชัดเจนว่า ธุรกิจสมาร์ตโฟนกลายเป็นส่วนเล็กๆ ที่แทบไม่มีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับอาณาจักร PC และธุรกิจใหม่ที่กำลังทำเงินมหาศาลอย่าง AI Server

Asus ในวันนี้ อาจจะไม่ใช่ Asus ที่กระหายชัยชนะในตลาดมือถืออีกต่อไปแล้ว

พวกเขาเริ่มมองเห็นความจริงว่า การฝืนแข่งในเกมที่ตัวเองเสียเปรียบ ไม่ใช่หนทางของการทำธุรกิจที่ฉลาด…

การถอยไม่ได้แปลว่าพ่ายแพ้เสมอไป แต่มันอาจหมายถึงการ “เลือก” ที่จะไปชนะในสมรภูมิอื่น

เราได้เห็น Asus เปิดตัว ROG Ally เครื่องเล่นเกมพกพาที่รันระบบ Windows ซึ่งได้รับเสียงตอบรับถล่มทลาย

นี่คือสินค้าที่ดึงเอา DNA ความเป็นเจ้าแห่งฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ของ Asus ออกมาใช้อย่างเต็มที่ และไม่มีคู่แข่งในตลาดมือถือมาคอยกวนใจ…

มันเป็นการตอกย้ำว่า แท้จริงแล้วลูกค้าของ Asus อาจจะไม่ใช่คนที่มองหาโทรศัพท์เพื่อโทรเข้าโทรออก

แต่เป็นคนที่มองหาประสิทธิภาพในการเล่นเกมและการใช้งานคอมพิวเตอร์ในรูปแบบพกพา

เรื่องราวของ Asus บอกเราว่า การมีสินค้าที่ดีที่สุด ไม่ได้การันตีความสำเร็จเสมอไป

การเข้าใจ “จังหวะเวลา” และ “กลุ่มเป้าหมาย” ที่แท้จริง สำคัญยิ่งกว่าสเปกบนหน้ากระดาษ…

Zenfone อาจจะกลายเป็นเพียงตำนานหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์สมาร์ตโฟน เป็นความทรงจำดีๆ ของใครหลายคนที่เคยสัมผัสความแรงในราคาที่จับต้องได้

แต่สำหรับ Asus แล้ว นี่คือการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดและเติบโตในยุคสมัยใหม่

ยุคที่ AI และ Cloud Computing มีบทบาทมากกว่าแค่แอปพลิเคชันบนหน้าจอมือถือ

การยอมตัดใจทิ้งธุรกิจที่รัก แต่ไม่ทำเงิน อาจจะเป็นการตัดสินใจที่เจ็บปวดที่สุด แต่ก็จำเป็นที่สุดสำหรับผู้นำองค์กร…

ในอนาคต เราอาจจะไม่เห็นโลโก้ Asus บนสมาร์ตโฟนอีกแล้ว

แต่เชื่อเถอะว่า เราจะยังเห็นนวัตกรรมจากพวกเขาในรูปแบบอื่น ที่อาจจะเปลี่ยนโลกได้ยิ่งกว่ามือถือเครื่องหนึ่งเสียอีก

และนั่นอาจจะเป็นชัยชนะที่แท้จริง ที่ Asus มองเห็นมาตั้งแต่ต้น…

References : [gsmarena, androidauthority, economictimes, techcrunch, xda-developers]