เมื่อฮาร์ดแวร์ถึงทางตัน กับกลยุทธ์ในการสร้างเครื่องจักรทำเงินใหม่ของ Apple ผ่านธุรกิจการเงิน

การปล่อยมือถือรุ่นเรือธงล่าสุดอย่าง iPhone 14 ที่ออกมานั้น เรียกได้ว่า อาจจะสร้างความผิดหวังไม่ใช่น้อยให้กับเหล่าสาวก Apple ที่มือถือรุ่นใหม่ที่ออกมาล่าสุด ไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนมากมายอย่างที่หลาย ๆ คนคิด

แน่นอนว่ายังไงชื่อของ iPhone มันก็ยังขายได้ จากยอดจองถล่มทลาย คนต่อคิวกันเป็นว่าเล่นในช่วงเปิดตัว ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าเซอร์ไพรส์แต่อย่างใด

แต่ถ้ามองแบบโฟกัสในเรื่องฟีเจอร์ โดยเฉพาะความสามารถของฮาร์ดแวร์นั้น ก็ต้องบอกว่า Apple ทำได้อย่างดีเยี่ยมมาตั้งหลายปีแล้ว และมันแทบจะสุดทางของอุปกรณ์อย่างมือถือ ที่จะได้เห็นอะไรว้าว ๆ เหมือนในรุ่นก่อน ๆ หน้ามันเริ่มยากเต็มที

สอดรับกับข่าวหลังจากการจากลาของ Jony Ive ที่ชัดเจนว่าค่อนข้างมีปัญหากับแนวนโยบายของ Apple ยุคใหม่ที่เริ่มเปลี่ยนไป เพราะ Tim Cook เริ่มหันมาหาหนทางสร้างรายได้ใหม่กับธุรกิจบริการมากยิ่งขึ้น

และหนึ่งในนั้นก็มีการประกาศออกมาล่าสุดอย่างที่เป็นข่าวใหญ่ว่า Apple กำลังเปิดตัวบัญชีออมทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงโดยไม่เสียค่าธรรมเนียมโดยร่วมมือกับ Goldman Sachs สำหรับลูกค้า Apple Card

Ecosystem สุด Exclusive ของ Apple นั้นยากที่คู่แข่งจะไล่ตามทัน การใช้ระบบแบบปิดตั้งแต่แรก มันทำให้ทุกอย่างมันสามารถ control ง่ายกว่า และสามารถเสกสรรค์บริการใหม่ ๆ ให้แก่ผู้ใช้งานที่อยู่ใน Ecosystem ของพวกเขาได้ง่าย

Tim Cook เริ่มหันมาหาหนทางสร้างรายได้ใหม่กับธุรกิจบริการมากยิ่งขึ้น (CR:CNBC)
Tim Cook เริ่มหันมาหาหนทางสร้างรายได้ใหม่กับธุรกิจบริการมากยิ่งขึ้น (CR:CNBC)

มันคือกลยุทธ์ธุรกิจที่สุดยอดมาก ๆ ตั้งแต่ Steve Jobs ได้ออกแบบมันไว้แต่แรก แม้ในรอบแรกศึกคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลนั้นจะพ่ายแพ้ไปให้กับ Microsoft อย่างราบคาบก็ตาม แต่ในยุคสมาร์ทโฟน พวกเขามีบทเรียนและไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นแบบเดียวกับในศึกคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล

มันได้แสดงให้เห็นถึงความทะเยอทะยานที่เพิ่มขึ้นของ Apple ในด้านการเงิน เนื่องจากพยายามนำบริการเข้าสู่กระเป๋าเงินดิจิทัลโดยตรง

กลุ่มลูกค้าที่มากมายมหาศาลใน Ecosystem ของ Apple นั้น แน่นอนว่าก่อนหน้านี้พวกเขาอาจจะเป็นเพียงแค่กระเป๋าเงินให้กับผู้บริโภค แต่ก้าวใหม่ในครั้งนี้ Apple ต้องการมอบประสบการณ์ใหม่ซึ่งอาจจะกลายเป็นธนาคารขนาดย่อมบนมือถือในอนาคต

สำหรับ Apple Card นั้นเปิดตัวในเดือนสิงหาคม 2019 และให้บริการในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น ซึ่งทาง Apple Card นั้นเสนอ cashback 1% ในขณะที่ Apple Pay ซึ่งเป็นระบบการชำระเงินแบบไม่ต้องสัมผัสเสนอให้ 2%

ซึ่ง Apple Pay นั้นถือเป็นหนึ่งของแผนกบริการของ Apple ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนไปสู่โมเดลธุรกิจใหม่อย่างธุรกิจบริการซึ่งมีอัตรากำไรที่สูง และสร้างเครื่องจักรทำเงินใหม่ให้กับ Apple ในช่วงเวลาที่การเติบโตของ iPhone เริ่มจำกัด

ที่น่าสนใจก็คือ ในไตรมาสที่ผ่านมา รายได้จากธุรกิจบริการซึ่งรวมถึง App Store และบริการ Subscription ทั้งหลายของ Apple เพิ่มขึ้น 12% เป็น 19.6 พันล้านดอลลาร์ โดยมีผู้ใช้ 860 ล้านคนทั่วโลกใช้บริการ subscription แบบประจำอย่างน้อยหนึ่งครั้ง

ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า Ecosystem หรือแพลตฟอร์ม Super App ขนาดใหญ่ ๆ ทั่วโลก กำลังมุ่งหน้าเข้าสู่โมเดลเดียวกันนั่นก็คือธุรกิจทางด้านการเงิน อย่างที่เราได้เห็นในแพลตฟอร์มอย่าง shopee , grab หรือ Wechat ในประเทศจีน ซึ่งล้วนแล้วมีจุดหมายปลายทางเดียวกันนั่นคือธุรกิจการเงิน

การเดินเกมใหม่ของ Apple นั้นน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่า พวกเขาจะ balance ในเรื่องข้อมูล พฤติกรรมต่างๆ ของผู้บริโภคได้อย่างไร กับนโยบายปกป้องความเป็นส่วนตัวของพวกเขา เพราะสุดท้ายหากจะมาลุยธุรกิจทางด้านการเงินแบบเต็มตัว อย่างไรเสียก็ต้องแลกกับการลุกล้ำข้อมูลส่วนตัวของกลุ่มสาวก Apple ในท้ายที่สุดนั่นเองครับผม

References :
https://www.ft.com/content/f956de93-e505-4c84-a1ab-2bd23c041004
https://www.apple.com/newsroom/2022/10/apple-card-will-let-users-grow-daily-cash-rewards-while-saving-for-the-future/
https://www.cnbc.com/2022/10/13/apple-goldman-sachs-introduce-interest-bearing-savings-accounts.html

ประสบการณ์ Feed แบบใหม่ กับ profile เพจ ที่ไร้ซึ่งเรื่องราวของเพื่อนและโฆษณาแสนรกตา

เรียกได้ว่าหลังจากการปรับรูปแบบ profile ใหม่ ที่แยกระหว่าง feed ของส่วนตัวและเพจของ facebook นั้น ได้สร้างประสบการณ์ใหม่ในการติดตาม feed ที่น่าสนใจเลยทีเดียวนะครับ

ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจเหรือเรื่องบังเอิญ เพราะ pain point นี้มันน่าจะมีมานานแล้ว ที่คนที่อยากข้อมูลจากเพจที่เราสนใจจริง ๆ ไม่ต้องมีเรื่องอื่นๆ เช่น เรื่องชาวบ้านชาวช่อง หรือเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับเพื่อน ๆ เรา ซึ่งยุคหลังมานี่กลายเป็นสังคม toxic ไปเสียแล้ว โดยเฉพาะเรื่องประเด็นความขัดแย้งด้านการเมือง

นั่นเองที่ตอนนี้ (ย้ำว่าตอนนี้เพราะไม่รู้อนาคตพี่มาร์คจะปรับอะไรอีก) เราสามารถที่จะได้ข้อมูลจากเพจที่เราติดตามจริง ๆ แบบเต็ม ๆ ด้วย feed รูปแบบใหม่นี้

ซึ่งจากการเปิดใช้งานมาร่วม 2 สัปดาห์ หลังจากที่มีการเปิดใช้งานฟีเจอร์นี้นั้น ส่วนตัวเองผมพบว่า เออ มันตอบโจทย์มาก ๆ กับการใช้ profile เพจไปติดตามสิ่งที่เราต้องการจริง ๆ

และสิ่งที่มีแนะนำมาให้เรานั้นส่วนใหญ่ก็อ้างอิงจากเพจที่เราติดตาม เช่น ส่วนตัวผม ติดตามเกี่ยวกับ ธุรกิจ เทคโนโลยี หรือ การตลาด ก็จะมีเพจแนวนี้แนะนำมาให้เรา follow แบบต่อเนื่อง

และอีกสิ่งหนึ่งที่เหลือเชื่อมาก ๆ ก็คือ หลังจากทดลองมาสองสัปดาห์ ผมไม่เห็นโพสต์แบบ sponsor โพสต์ แม้แต่อันเดียวเรียกได้ว่า หน้าจอสะอาดตามาก ๆ มีแต่ข้อมูล และสิ่งที่เราสนใจจริง ๆ

สำหรับใครที่เบื่อประสบการ์ณ feed แบบเดิม ๆ ของ facebook ผมให้ลองแนะนำเปิดเพจแล้วสร้าง profile ใหม่แบบเพจ แล้วลองทดสอบดูได้ คุณอาจจะไม่อยากกลับไป feed เดิม ๆ ใน profile ส่วนตัวของคุณเลยก็เป็นได้ครับผม

ปล. ข้อมูลนี้อัพเดทวันที่ 9/10/2022 เพียงเท่านั้น เพราะอย่างที่เรารู้กัน facebook มีการปรับเปลี่ยนแพลตฟอร์มอยู่ตลอดเวลา

TikTok x TalkShopLive กับพันธมิตรใหม่ในการบุกตลาดการช้อปปิ้งแบบไลฟ์สดในสหรัฐอเมริกา

เรียกได้ว่า TikTok ได้กลายเป็นเครือข่ายโซเชียลมีเดียน้องใหม่ไฟแรง ที่บุกทะลวงไปได้ในทุกตลาดแม้กระทั่งในตลาดใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา ที่ทำให้เจ้าพ่อโซเชียลอย่าง Facebook ถึงกับหนาว ๆ ร้อน ๆ เลยทีเดียว

เมื่อสามารถสร้างความแข็งแกร่งในโซเชียลมีเดียวรูปแบบวีดีโอสั้น ที่กำลังมาแรงได้สำเร็จ จากฐานผู้ใช้งานโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ซึ่งถือเป็นไข่ในหินของโซเชียลมีเดียทุกแพลตฟอร์ม

ก็ถึงเวลาที่พวกเขาต้องหาโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ อย่างเช่น Ecommerce ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในแถบเอเชีย โดยเฉพาะเรื่องการไลฟ์สด ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากในยุคนี้

แต่ความท้าทายคือตลาดของตะวันตกทั้งยุโรป หรืออเมริกา เพราะก่อนหน้านี้ TikTok เคยได้ชิมลางผ่าน TikTok Shop และดูเหมือนจะไม่ประสบความสำเร็จในตลาดแถบยุโรปมาก่อนหน้านี้แล้ว

แต่ดูเหมือนว่า TikTok จะไม่ยอมแพ้ในตลาดการชอปปิ้งแบบไลฟ์สดในสหรัฐฯ เมื่อพวกเขากำลังมองหาพันธมิตรอย่าง TalkShopLive เพื่อเปิดตัวฟีเจอร์การช็อปปิ้งไลฟ์สดในอเมริกาเหนือ

TalkShopLive เป็นแพลตฟอร์มการช็อปปิ้งไลฟ์สดที่ตั้งอยู่ในลอสแองเจลิส แพลตฟอร์มดังกล่าาวถูกใช้โดยบริษัทต่างๆ เช่น Walmart และ MSN ของ Microsoft เพื่อจัดการสตรีมสดสำหรับการช็อปปิ้ง 

TalkShopLive ที่หลายแบรนด์ยักษ์ใหญ่เลือกใช้ในตลาด USA (CR:Techcrunch)
TalkShopLive ที่หลายแบรนด์ยักษ์ใหญ่เลือกใช้ในตลาด USA (CR:Techcrunch)

ซึ่งจากการเป็นพันธมิตรใหม่ TikTok สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีของ TalkShopLive เพื่อให้ผู้ใช้สามารถสร้างโฮสต์สำหรับการช็อปปิ้งแบบไลฟ์สดบน TikTok ในขณะเดียวกันก็ให้ตัวเลือกแก่แบรนด์ในการออกอากาศสตรีมไปยังเว็บไซต์ของตนเองพร้อมกันได้อีกด้วย

ย้อนกลับไปในเดือนกรกฎาคม TikTok กำลังปรับเปลี่ยนกลยุทธ์สำหรับการช็อปปิ้งแบบไลฟ์สดในสหรัฐอเมริกาและยุโรปหลังจากเห็นผลที่ไม่ค่อยดีนักจากการทดลองในสหราชอาณาจักร 

แต่หาก TikTok ประสบความสำเร็จในการจับมือเป็นพันธมิตรกับ TalkShopLive จะทำให้ฟีเจอร์การช็อปปิ้งแบบไลฟ์สดเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในเดือนหน้ากับแบรนด์ใหญ่ ๆ ซึ่งจะทันช่วงเทศกาลวันหยุดซึ่งถือเป็นเทศกาลชอปปิ้งออนไลน์ครั้งใหญ่ของอเมริกา

ซึ่งเทรนด์ใหม่ของการชอปปิ้งนั้นการไลฟ์สดกำลังกลายเป็นที่นิยม ทำให้บริษัทอย่าง TikTok, YouTube , Pinterest และ Amazon กำลังทดสอบฟีเจอร์นี้กันอยู่เช่นเดียวกันในภูมิภาคต่าง ๆ  

แม้แต่ Facebook ก็ยังทดลองฟีเจอร์ชอปปิ้งแบบไลฟ์สด แต่บริษัทได้ประกาศเมื่อเดือนสิงหาคมว่ากำลังจะปิดฟีเจอร์นี้เพื่อมุ่งเน้นไปที่ Reels (แม้ว่าการช้อปปิ้งแบบไลฟ์สดยังคงมีอยู่ใน Instagram)

จะเห็นได้ว่า TikTok กำลังสำรวจทางเลือกใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง สำหรับวิธีที่พวกเขาจะสามารถให้บริการชุมชน ทั้งผู้สร้างคอนเทนต์ และผู้ค้าของพวกเขาในตลาดทั่วโลก ซึ่งแน่นนอนว่า Ecommerce คือหนึ่งในพื้นที่ขนาดใหญ่ที่หลาย ๆ แพลตฟอร์มต่างหมายปอง

พวกเขามีเป้าหมายเดียวกันคือเพื่อสร้างประสบการณ์ Ecommerce ที่ราบรื่นยิ่งขึ้นสำหรับผู้ค้าทั่วโลกที่เป็นฐานลูกค้าในแพลตฟอร์มของพวกเขา และในท้ายที่สุดมันจะกลายเป็นแหล่งรายได้ขนาดใหญ่ในอนาคตนั่นเองครับผม

References :
https://www.ft.com/content/479cd8da-c416-456d-a2a2-533af8a5b7bb
https://newsroom.tiktok.com/en-gb/introducing-on-trend-the-internets-most-entertaining-shopping-experience-from-tiktok
https://www.theverge.com/2022/10/1/23381828/tiktok-live-shopping-planning-talkshoplive-us-north-america
https://www.caixinglobal.com/2020-12-18/walmart-and-tiktok-to-import-chinese-style-livestreaming-e-commerce-stateside-101640904.html

สายลับจีน x GE Secret เมื่อกระทรวงยุติธรรมสหรัฐกล่าวหาปักกิ่งใช้หน่วยสืบราชการลับเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมของตน

คณะลูกขุนของรัฐบาลกลางสหรัฐ ตัดสินลงโทษเจ้าหน้าที่ข่าวกรองระดับสูงของจีน ฐานพยายามขโมยความลับจากบริษัท General Electric ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เจ้าหน้าที่กระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปยังสหรัฐฯ เพื่อพิจารณาคดี

กระทรวงยุติธรรมกล่าวว่าคณะลูกขุนของรัฐบาลกลางในรัฐโอไฮโอพบว่า Xu Yanjun เจ้าหน้าที่ MSS อาวุโสจากมณฑลเจียงซูมีความผิดใน 5 กระทง รวมถึงอีก 2 กระทงที่พยายามกระทำการจารกรรมทางเศรษฐกิจ

Xu ถูกจับในเบลเยียมในปี 2018 เขาถูกเจ้าหน้าที่สหรัฐวางแผนจับที่นั่น ซึ่งมีการติดตามความพยายามของเขาในการขโมยเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการบิน โดยเฉพาะพัดลมเครื่องยนต์อากาศยานที่ผลิตขึ้นโดย GE Aviation

โดยเฉพาะ“สำหรับผู้ที่สงสัยเป้าหมายที่แท้จริงของสาธารณรัฐประชาชนจีน นี่ควรเป็นการปลุกให้ตื่นขึ้น” Alan Kohler ผู้ช่วยผู้อำนวยการแผนกต่อต้านข่าวกรองของเอฟบีไอ กล่าว 

“พวกเขากำลังขโมยเทคโนโลยีของอเมริกาเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการทหาร” 

Matthew Olsen หัวหน้าแผนกความมั่นคงแห่งชาติของกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า มันแสดงให้เห็นว่าจีนใช้การจารกรรมเพื่อทำให้อุตสาหกรรมของตนทันสมัยได้อย่างไร“

ด้วยการสนับสนุนจากพันธมิตรของเรา เราจะดำเนินการสอบสวน ดำเนินคดี และจัดการผู้ที่พยายามเอาผลงานการสร้างสรรค์ของอเมริกาอย่างผิดกฎหมายต่อไป”

เขากล่าวว่า การตัดสินลงโทษถือเป็นชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ของสหรัฐฯ ซึ่งพยายามอย่างหนักที่จะนำเจ้าหน้าที่ข่าวกรองของจีนขึ้นศาล 

มันเกิดขึ้นในขณะที่หน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ เพิ่มคำเตือนให้กับบริษัทต่างๆ เกี่ยวกับความพยายามของจีนในการขโมยเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมไฮเทคที่สำคัญ เช่น AI และ เทคโนโลยีอย่าง quantum computer

Xu ถูกกล่าวหาว่าได้ทำการเชิญพนักงานของบริษัทการบินชั้นนำและพาพวกเขาไปจีนเพื่อนำเสนอผลงานที่มหาวิทยาลัยต่างๆ เขาถามพนักงานของ GE Aviation ที่เดินทางไปจีนเพื่อช่วยให้เขาได้รับข้อมูลที่เป็น กรรมสิทธิ์ของ GE

แต่เขาถูกจับกุมในวันที่เขามาถึงยุโรปในการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือกับทางการเบลเยี่ยมในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

การจับกุมของเขาถือเป็นครั้งแรกที่เจ้าหน้าที่ MSS ถูกไล่ออกจากจีนและส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปยังสหรัฐฯ และมันเป็นมากกว่าชัยชนะเชิงสัญลักษณ์

การจับกุม Xu ถือเป็นครั้งแรกที่เจ้าหน้าที่ MSS ถูกไล่ออกจากจีนและส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปยังสหรัฐฯ (CR:Twitter)
การจับกุม Xu ถือเป็นครั้งแรกที่เจ้าหน้าที่ MSS ถูกไล่ออกจากจีนและส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปยังสหรัฐฯ (CR:Twitter)

มีหลักฐานมากมายที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ ทั้งเอกสารข่าวกรองอย่างเป็นทางการของจีน แม้แต่บันทึกส่วนตัว เมื่อ Xu ถูกจับ เขามี iPhone อยู่กับเขาซึ่งมีเนื้อหาที่เขาสำรองข้อมูลไว้บนคลาวด์ นั่นทำให้เจ้าหน้าที่สอบสวนของ FBI สามารถกู้คืนข้อมูลทั้งหมดจาก Apple ได้

ซึ่งมีเนื้อหาในอีเมล ทั้ง สไลด์ PowerPoint ที่มีข้อมูลทางเทคนิค รวมถึงอัลกอริธึมและข้อมูลการออกแบบที่ละเอียดอ่อนอื่นๆ สำหรับเครื่องบินที่ทางฝั่งอเมริกาผลิตขึ้น

เมื่อถามถึงกรณีนี้ กระทรวงการต่างประเทศของจีนตอบกลับว่า “ข้อกล่าวหาของสหรัฐฯ ถูกสร้างขึ้นอย่างสมบูรณ์ เราเรียกร้องให้สหรัฐฯ จัดการเรื่องนี้อย่างยุติธรรมและรับรองสิทธิที่ถูกต้องตามกฎหมายของพลเมืองจีน”

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐและเอฟบีไอได้ยกระดับปฏิบัติการปราบปรามการจารกรรมของจีน ท่ามกลางความกังวลว่าจีนกำลังจัดหาเทคโนโลยีที่สำคัญสำหรับบริษัททางการทหารและรัฐวิสาหกิจของจีน

ในการกล่าวสุนทรพจน์ที่ Economic Club of New York เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว Chris Wray ผู้อำนวยการ FBI ที่มักจะออกมาพูดเกี่ยวกับการสอดแนมของจีน ได้กระตุ้นให้บริษัทในสหรัฐฯ ระมัดระวังมากขึ้นเกี่ยวกับการจารกรรมทางไซเบอร์จากประเทศจีน

“โดยส่วนใหญ่ ภัยคุกคามนั้นมาจากรัฐบาลจีนหรือบริษัทต่างๆ ที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของพวกเขา” เขากล่าว “และพวกเขามักอ้างว่าจะขโมยไปทำไมในเมื่อพวกเขามีทรัพยากรมนุษย์ที่ดีอยู่แล้วในการพัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้” 

References :
https://www.ft.com/content/9181a2d2-ae0e-43f7-8ee4-a162f4b701c1
https://www.bloomberg.com/news/features/2022-09-15/china-wanted-ge-s-secrets-but-then-their-spy-got-caught
https://www.economist.com/china/2022/06/01/chinas-spies-are-not-always-as-good-as-advertised

5 สิ่งที่ iPhone 14 ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Android

หลังจาก Apple ได้เปิดตัว iPhone 14 มือถือเรือธงรุ่นใหม่อย่างเป็นทางการ ซึ่งดูเหมือนว่าบางสิ่งที่ iPhone 14 ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในรุ่น iPhone 14 Pro และ Pro Max นั้นจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากโทรศัพท์ Android รุ่นก่อน ๆ

เอาจริง ๆ มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกนักนะครับ สำหรับทั้งมือถือฝั่ง Android และ Apple ที่มักจะได้รับแรงบันดาลใจซึ่งกันและกันมาตลอด หากนวัตกรรมมันไม่ได้ซับซ้อนอะไรมาก ส่วนใหญ่ก็จะถูกเลียนแบบจากอีกฝั่งอยู่เสมอ

การเปิดตัวของ iPhone 14 เรือธงรุ่นใหม่ ก็มีฟีเจอร์ที่น่าสนใจหลายอย่าง ที่ฝั่ง Android เคยทำมาก่อนแล้ว และนี่คือ 5 ฟีเจอร์เด็ดที่ดูเหมือนว่า iPhone จะได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Android แบบเต็ม ๆ

Dynamic Island – LG V10

มีการเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่อย่าง Dynamic Island สำหรับ iPhone 14 Pro และ Pro Max ในที่สุด Apple ก็ทำในสิ่งที่ทุกคนเรียกร้องตั้งแต่เปิดตัว iPhone X ในการเลิกใช้รอยบาก 

แต่มันยังคงมีรอยบากในรุ่น iPhone 14 และ iPhone 14 Plus ซึ่งจากมุมมองของ Apple ที่ต้องการนำเสนอคุณสมบัติที่แตกต่างระหว่างรุ่นที่ไม่ใช่รุ่น Pro และ Pro

Dynamic Island อาจดูเหมือนเป็นคุณลักษณะใหม่ที่ปฏิวัติวงการ แต่ความจริงก็คือ LG มาถึงจุดนั้นก่อนด้วย LG V10 ในความพยายามที่จะให้ผู้ใช้มีวิธีการโต้ตอบกับการแจ้งเตือนที่แตกต่างกัน

LG ได้แนะนำ “Second Screen” ด้วยหน้าจอที่สอง ผู้ใช้สามารถตั้งค่าทางลัดสำหรับผู้ติดต่อ ดูการแจ้งเตือนที่เข้ามา และควบคุมเพลงที่กำลังเล่น ทั้งหมดนี้ทำได้โดยไม่ต้องใช้จอแสดงผลหลัก

Second Screen จาก LG V10 (CR:Android Central)
Second Screen จาก LG V10 (CR:Android Central)

เป็นหนึ่งในสิ่งที่ LG พยายามทำสิ่งที่แตกต่างออกไป แต่การใช้งานโดยรวมและการขาดการสนับสนุนทำให้ Second Screen ไม่ได้รับความนิยมอย่างที่คาดคิด

ในรุ่น LG V20 มีการเก็บฟีเจอร์ Second Screen ไว้ โดยให้การใช้งานแบบเดียวกัน แต่ก็ยังพบกับผลลัพธ์ที่หลากหลาย เจ้าของ V20 บางคนพบว่าสิ่งนี้ทำให้ผู้ใช้สะดวกมาก ในขณะที่อีกหลายๆ คนพบว่า “มันไม่ได้เพิ่มประสบการณ์อะไรมากมายนัก”

แต่ก็ต้องบอกว่าการใช้งาน Dynamic Island ของ Apple กลับทำงานได้แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง เมื่อคุณเริ่มเล่นเพลงและออกจากแอป “Island” จะแสดงข้อมูล “Dynamic” เช่น ปกอัลบั้มของเพลง นอกจากนี้ยังเปลี่ยนการแจ้งเตือนพื้นฐาน เช่น เมื่อจำเป็นต้องใช้ FaceID ให้เป็นกราฟิกแบบเลื่อนลงที่ติดอยู่ตรงแถบแสดงผลแทนที่จะแสดงเต็มหน้าจอ

Dynamic Island ไม่ใช่การลอกเลียนแบบจาก Second Screen ของ LG แต่ก็ค่อนข้างชัดเจนว่ามีแรงบันดาลใจอยู่บ้าง

Hole-punch selfie camera

เมื่อพูดถึงรอยบาก ทุกคนรู้ว่า Apple จะไม่ยึดติดกับมันตลอดไป มันเป็นเพียงเรื่องของเวลาก่อนที่บริษัทจะตัดสินใจทำอะไรบางอย่างที่ “ปฏิวัติ” และตัดสินใจที่จะใช้กล้องเซลฟี่แบบ Hole-punch

Hole-punch จะเป็นช่องตัดเลนส์ขนาดเล็กบนหน้าจอแสดงผลเพื่อให้พอดีกับกล้องด้านหน้าและเซ็นเซอร์ ในขณะที่พื้นที่หน้าจอที่เหลือใช้สำหรับการแสดงผลที่รับชมได้

เนื่องจากเซ็นเซอร์ต่างๆ ที่ฝังอยู่ในรอยบาก Apple ไม่เพียงแต่ต้องออกแบบโมดูลใหม่ที่ใช้เท่านั้น แต่ยังมีช่องถึงสองช่องในทางเทคนิคอีกด้วย หนึ่งสำหรับกล้องเซลฟี่และอีกหนึ่งสำหรับพร็อกซิมิตี้เซนเซอร์ รวมถึงสิ่งต่าง ๆ ที่ Apple ต้องใช้สำหรับ Face ID

Huawei เป็นบริษัทแรกที่ใช้กล้องเซลฟี่แบบ Hole-punch ตั้งแต่รุ่น Huawei Nova 4 ซึ่งนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมามันก็มาในมือถือ Android รุ่นเรือธงทุกรุ่น ซึ่งรวมถึงโทรศัพท์ Android ที่ดีที่สุด หลายรุ่น เช่น Galaxy S22 series, Pixel 6 , ASUS ZenFone 9 และอื่นๆ

ในตอนนี้ได้เริ่มเห็นผู้ผลิตโทรศัพท์สองสามรายแนะนำเทคโนโลยีใหม่อย่างกล้องเซลฟี่ใต้จอแสดงผล (under-display selfie camera) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรุ่น Galaxy Z Fold 4 และ ZTE Axon 40 Ultra เป็นสองรุ่นล่าสุดที่มีกล้องเซลฟี่ใต้จอแสดงผล แต่คงไม่น่าแปลกใจที่จะเห็นโทรศัพท์รุ่นอื่น ๆ ที่จะมีการนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ในอนาคตอันใกล้นี้

Always-On Display

ต้องบอกว่าฟีเจอร์อย่าง Always-On Display (AOD) มีให้ใช้งานบนโทรศัพท์ Android มาอย่างยาวนาน ช่วยให้ผู้ใช้สามารถดูเวลาและการแจ้งเตือนที่รอดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย 

Apple เริ่มเผยไต๋ออกมาใน iOS 16 Developer Beta เนื่องจากผู้ใช้บางคนพบว่าหน้าจอล็อก iPhone ของพวกเขาแสดงอินเทอร์เฟซที่ไม่เคยเห็นมาก่อน 

ซึ่งอย่างที่เราได้เห็นในการเปิดตัว Apple ใช้ซอฟต์แวร์ที่จำเป็นบางอย่างเพื่อรองรับ Always-On Display และตามแบบฉบับของ Apple ฟีเจอร์นี้ไม่มีใน iPhone 14 ทุกรุ่น เนื่องจาก Always-On Display สงวนไว้สำหรับ iPhone 14 Pro และ Pro Max เท่านั้น และที่สำคัญ Apple ได้ออกแบบมันมาได้อย่างงดงามเสียด้วย

Always-On Display ของ Apple ออกแบบมาได้อย่างสวยงามมาก ๆ (CR:Apple)
Always-On Display ของ Apple ออกแบบมาได้อย่างสวยงามมาก ๆ (CR:Apple)

Dynamic Refresh Rate

เป็นเวลานานมากแล้วที่ผู้ใช้ Android มีฟีเจอร์นี้ ซึ่งเป็นที่น่าแปลกใจอย่างมากที่ Apple ใช้เวลานานมากกว่าจะปล่อยฟีเจอร์นี้ออกมา 

Apple จะใช้คำศัพท์ทางการตลาดที่แปลกใหม่เพื่อใช้แทน “dynamic refresh rates” และคำว่า ProMotion ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกกับ iPhone 13 Pro และ Pro Max ของปีที่แล้ว แต่จะมีอัตราการรีเฟรชหน้าจออยู่ในระหว่าง 24Hz ถึง 120Hz เท่านั้น

ด้วยการเปิดตัว iPhone 14 Pro และ Pro Max ควบคู่ไปกับ Always-On Display Apple คิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ให้ดียิ่งขึ้นไปอีก แทนที่ต่ำสุดจะเป็น 24Hz กลุ่มผลิตภัณฑ์ iPhone 14 Pro พร้อมจอแสดงผล ProMotion สามารถรีเฟรชหน้าจอแบบไดนามิกได้จนถึง 1Hz 

เหตุผลที่ชัดเจนคือเพื่อช่วยไม่ให้แบตเตอรี่ของ iPhone หมดทุกครั้งที่มีการแสดง Always-On Display เนื่องจากเนื้อหาที่ไม่มีการอัพเดทก็ไม่จำเป็นต้องรีเฟรชบ่อยๆ

OnePlus 9 Pro และ Oppo Find X3 Pro เป็นโทรศัพท์สองเครื่องแรกที่มีอัตราการรีเฟรชแบบไดนามิกระหว่าง 1Hz ถึง 120Hz ด้วยหน้าจอ LTPO  ซึ่งฟีเจอร์ดังกล่าวนี้ได้เข้าสู่อุปกรณ์ต่างๆ มากขึ้น รวมถึง Galaxy S22 Ultra และตอนนี้คือ iPhone 14 Pro Series

Car Crash Detection

ต้องบอกว่ามีฟีเจอร์ใหม่อย่างหนึ่งที่ทุกคนควรขอบคุณ Google จริงๆ ที่นำไปใช้กับ Pixel ในปี 2020 ฟีเจอร์ Car Crash Detection ถูกเพิ่มเข้ามาใน Android เป็นครั้งแรก สำหรับการเปิดตัวรุ่น Pixel 2, 3 และ 4 ใน เดือนมีนาคม 2020

การทำงานโดยใช้เซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหวและเสียงรอบข้างที่มีอยู่ในโทรศัพท์ Pixel เมื่อโทรศัพท์ของคุณตรวจพบการชน จะส่งเสียงเตือน จากนั้นจะแจ้งให้คุณทราบว่าคุณต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมหรือไม่ หากไม่ได้รับการตอบกลับ ระบบจะโทรไปที่บริการฉุกเฉิน และ Pixel จะระบุตำแหน่งตำแหน่งของคุณ

Car Crash Detection ถูกเพิ่มเข้ามาใน Android เป็นครั้งแรก สำหรับการเปิดตัวรุ่น Pixel 2, 3 และ 4 ใน เดือนมีนาคม 2020 (CR:AndroidCentral)
Car Crash Detection ถูกเพิ่มเข้ามาใน Android เป็นครั้งแรก สำหรับการเปิดตัวรุ่น Pixel 2, 3 และ 4 ใน เดือนมีนาคม 2020 (CR:AndroidCentral)

Apple ไม่เพียงแต่นำสิ่งนี้มาสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์ iPhone 14 ทั้งหมด แต่ยังรวมถึง Apple Watch Series 8 เป็นสมาร์ตวอทช์เครื่องแรกที่มีฟังก์ชั่นนี้อีกด้วย 

มันเกิดขึ้นได้ด้วยการนำไจโรสโคปแบบสามแกนที่อัปเกรดแล้วของ Apple มาใช้ควบคู่กับ “high g-force accelerometer” ที่สามารถวัดแรงได้ถึง 256 กรัม 

จากนั้น iPhone หรือ Apple Watch จะใช้อัลกอริธึมในการพิจารณาว่าเกิดปัญหากับผู้ใช้หรือไม่ ก่อนที่จะแจ้งผู้ติดต่อและบริการฉุกเฉินหากไม่ได้รับการตอบกลับภายใน 10 วินาที

ในเดือนมิถุนายน 2022 พบว่าฟีเจอร์ Car Crash Detection ไม่ได้มีเพียงเฉพาะในโทรศัพท์ Pixel อีกต่อไป Google ได้แสดงให้เห็นว่าฟังก์ชันนี้สามารถนำไปใช้กับโทรศัพท์ Android เครื่องอื่นๆที่จะได้รับการอัปเดตในอนาคตได้ แต่ในขณะนี้ ดูเหมือนว่า Google และ Apple จะเป็นผู้ผลิตโทรศัพท์เพียงสองรายที่มีฟีเจอร์นี้

บทสรุป

เรียกได้ว่าไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่แต่อย่างใดระหว่างสองแพลตฟอร์มทั้งฝั่ง Android และ Apple ที่มักจะมีการได้รับแรงบันดาลใจซึ่งกันและกันตลอดเวลา และเป็นมานานมากแล้ว

แต่บางฟีเจอร์หรือคุณสมบัติบางอย่างก็ไม่ควรเลียนแบบเป็นอย่างยิ่ง เช่น การตัดอุปกรณ์เสริม หรือ ตัดพอร์ตพ่วงต่อต่าง ๆ ที่ไม่รู้ว่าจะเลียนแบบกันไปทำไมเหมือนกัน

แต่สุดท้ายการแข่งขันระหว่างสองแพลตฟอร์มนี้ ยังคงเป็นคู่แข่งไปอีกนาน และคงไม่มีแพลตฟอร์มที่สามที่จะสามารถแจ้งเกิดเข้ามาได้อย่างแน่นอน เนื่องจากการพัฒนาของทั้งคู่ที่มีมานานมากแล้วและ ecosystem ของทั้งคู่ก็มีความแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก

น่าสนใจนะครับ Dynamic Island อาจจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของหน้าจอของมือถือ Android ในอนาคตอันใกล้นี้ก็ได้ ซึ่งหากใครจำได้ช่วงมีรอยบากใหม่ ๆ นั้น มือถือ Android ก็พยายามเลียนแบบของ Apple มาเหมือนกัน

Hacker ฝั่ง Android เลียนแบบ Dynamic Island ของ Apple แทบจะทันที
Hacker ฝั่ง Android เลียนแบบ Dynamic Island ของ Apple แทบจะทันที

ผมก็ได้ลองไปหาข้อมูลดูพบว่ามีคนทำแล้วจริง ๆ เพียงแค่ค้นหาใน google ว่า Dynamic Island for android คุณก็จะเจอเหล่า hacker ที่เริ่มพัฒนาฟีเจอร์นี้เพื่อมาเลียนแบบแล้วทันที

แต่สุดท้ายประโยชน์ก็ตกอยู่กับผู้บริโภคทั้งสองฝั่งสำหรับการได้ฟีเจอร์ดี ๆ จากทั้งสองแพลตฟอร์ม ซึ่งหากไม่ได้เป็นนวัตกรรมที่ล้ำเลิศอะไร ทั้งสองฝั่งก็พร้อมที่จะพัฒนามาให้ลูกค้าของตนเองอยู่แล้วนั่นเองครับผม

References :
https://www.androidcentral.com/phones/iphone-14-features-stolen-from-android
https://www.youtube.com/watch?v=Zt3dXhU8KCc
https://www.androidcentral.com/how-adjust-always-display-your-samsung-galaxy-s-or-note-phone
https://www.express.co.uk/life-style/science-technology/1668302/iPhone-14-Dynamic-Island-feature-copied-Android