จุดจบ Sam Altman? โดน Apple ฟ้องหนักแถม Elon Musk กระทืบซ้ำ

บทความนี้จะพาทุกท่านไปเจาะลึกศึกความขัดแย้งรอบใหม่ระหว่าง Elon Musk ผู้ก่อตั้ง xAI และ Sam Altman ผู้กุมบังเหียนของ OpenAI

ความขัดแย้งในรอบนี้ไม่ได้มีเพียงแค่สองคนนี้อีกต่อไป

เพราะมีตัวละครระดับมหาอำนาจอย่าง Apple ก้าวเข้ามาร่วมวงด้วยคดีฟ้องร้องที่สั่นสะเทือนไปทั้งวงการเทคโนโลยี

ซึ่งหากเรามองย้อนกลับไปในอดีต จุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดไม่ได้เกิดจากความบาดหมาง

ตรงกันข้าม มันเริ่มต้นขึ้นจากความหวังดีและอุดมการณ์ที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก

ในปี 2015 Elon Musk และ Sam Altman ได้จับมือกันก่อตั้ง OpenAI ขึ้นมา

ในเวลานั้นพวกเขาตั้งใจจดทะเบียนในรูปแบบขององค์กรไม่แสวงหากำไร

เป้าหมายสูงสุดคือการพัฒนาเทคโนโลยี AI ให้เป็นสมบัติของมนุษยชาติ เพื่อป้องกันไม่ให้บริษัทยักษ์ใหญ่รายใดรายหนึ่งผูกขาดอนาคตไว้เพียงผู้เดียว

แต่ความฝันอันสวยหรูนี้ก็อยู่ได้ไม่นาน…

เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2018 ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนก็เดินมาถึงจุดแตกหัก

Elon Musk ตัดสินใจลาออกจากบอร์ดบริหารหลังจากมีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันอย่างรุนแรงเรื่องทิศทางการดำเนินงานขององค์กร

เหตุการณ์หลังจากนั้นคือสิ่งที่ทำให้โลกของเทคโนโลยีเปลี่ยนไปตลอดกาล

OpenAI ได้ทำการปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรของตัวเองใหม่ทั้งหมด

พวกเขาเปลี่ยนสถานะกลายมาเป็นบริษัทที่โฟกัสการแสวงหากำไรอย่างเต็มตัว

พร้อมกับรับเงินทุนสนับสนุนมหาศาลจากนักลงทุนรายใหญ่จนสามารถเติบโตขึ้นเป็นบริษัทที่น่าเกรงขามที่สุดในโลก

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทำให้ Elon Musk รู้สึกเหมือนถูกหักหลังอุดมการณ์…

นั่นกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้เขามักจะหาโอกาสโจมตี Sam Altman อยู่เสมอเมื่อมีโอกาส

จนกระทั่งมาถึงเหตุการณ์ความขัดแย้งรอบล่าสุดที่บานปลายกลายเป็นคดีความระดับโลก

เรื่องราวทั้งหมดถูกจุดชนวนขึ้นเมื่อ Apple ตัดสินใจยื่นเอกสารฟ้องร้องต่อศาล

เป้าหมายของการฟ้องร้องในครั้งนี้มุ่งเป้าไปที่อดีตพนักงานของ Apple เองที่ปัจจุบันได้ย้ายไปทำงานให้กับ OpenAI

ข้อกล่าวหาที่รุนแรงที่สุดคือการที่พนักงานกลุ่มนี้ได้ทำการขโมย “ความลับทางการค้า” ของบริษัทไปแบบหน้าด้านๆ

เรื่องนี้มีรายละเอียดที่ซับซ้อนและดูคล้ายกับบทภาพยนตร์สายลับที่แฝงตัวอยู่ในองค์กรข้ามชาติ…

บุคคลที่เป็นตัวละครหลักในคดีนี้คืออดีตวิศวกรระบบระดับสูงที่ทำงานคลุกคลีกับการพัฒนา iPhone มายาวนานถึง 8 ปี

ในช่วงเดือน January 2026 วิศวกรคนนี้ได้ตัดสินใจยื่นใบลาออกเพื่อเตรียมตัวย้ายไปทำงานที่บ้านหลังใหม่อย่าง OpenAI

ตามมาตรฐานความปลอดภัยของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เมื่อพนักงานลาออก บริษัทจะต้องเรียกคืนอุปกรณ์และตัดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลทั้งหมดทันที

แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลับเต็มไปด้วยความหละหลวมอย่างไม่น่าเชื่อ

อดีตพนักงานคนนี้เพิกเฉยต่อการทวงคืนเครื่องคอมพิวเตอร์พกพาของบริษัท

เขาถึงกับส่งข้อความไปโอ้อวดกับเพื่อนสนิทที่ยังทำงานอยู่ใน Apple ว่าเขายังมีคอมพิวเตอร์อีกเครื่องที่ใช้งานได้

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการค้นพบช่องโหว่ครั้งใหญ่ในระบบรักษาความปลอดภัย…

วิศวกรคนนี้พบว่าระบบคลังข้อมูลคลาวด์ของ Apple ที่ใช้เก็บไฟล์งานวิศวกรรมระดับความลับสุดยอดมีข้อผิดพลาด

ระบบการตรวจสอบสิทธิ์การเข้าใช้งานยังมีช่องโหว่ที่ทำให้เขาสามารถล็อกอินเข้าไปได้ตามปกติ

เมื่อรู้ว่าตัวเองยังเข้าถึงเครือข่ายได้ เขาจึงส่งข้อความไปหาเพื่อนด้วยความขบขันว่าระบบของบริษัทยังปล่อยให้เขาเข้าไปได้

เพื่อนของเขาก็ตอบรับอย่างรู้ใจว่าตัวเองก็พร้อมที่จะดำเนินการเช่นกัน

หลังจากนั้นการดึงข้อมูลที่เป็นความลับขั้นสูงสุดขององค์กรก็เริ่มต้นขึ้น…

เขาทำการดาวน์โหลดไฟล์เอกสารทางวิศวกรรมที่สำคัญไปหลายสิบไฟล์

ข้อมูลเหล่านั้นรวมถึงเอกสารเทคนิคที่มีความยาวกว่าพันหน้า ซึ่งมีรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับการออกแบบและทดสอบแผงวงจรหลักของ iPhone รุ่นใหม่ๆ

การกระทำของเขายังไม่จบเพียงแค่นั้น เขายังผันตัวมาเป็นโค้ชส่วนตัวให้กับเพื่อนที่ยังทำงานอยู่

เขาส่งลิงก์เข้าถึงโฟลเดอร์ข้อมูลลับของบริษัทให้เพื่อนอย่างต่อเนื่อง

พร้อมทั้งคอยสอนวิธีการคัดลอกไฟล์อย่างไรเพื่อไม่ให้ระบบรักษาความปลอดภัยของ Apple ตรวจจับได้

เขาคอยชี้เป้าว่าเพื่อนควรจะเข้าไปอ่านเอกสารความลับชิ้นไหนเพื่อเตรียมตัวสำหรับการสัมภาษณ์งานกับ OpenAI

เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาดเหมือนที่อดีตพนักงานคนอื่นเคยตกสัมภาษณ์เพราะตอบคำถามเกี่ยวกับโครงการลับไม่ได้

แถมเขายังเตือนให้เพื่อนเปลี่ยนไปใช้แอปพลิเคชันสนทนาอย่าง Line เพื่อไม่ให้ทิ้งหลักฐานไว้ในระบบบริษัท…

แต่ความผิดพลาดครั้งใหญ่ของพวกเขาคือการทิ้งร่องรอยข้อความสนทนาทั้งหมดไว้ในคอมพิวเตอร์ที่บริษัทออกให้

หลักฐานที่มัดตัวแน่นหนานี้นำไปสู่การฟ้องร้องครั้งใหญ่ในเดือน กรกฎาคม 2026

Apple ยื่นฟ้องอดีตพนักงานหลายราย โดยมีการใส่ชื่อของ OpenAI เข้าไปเป็นหนึ่งในจำเลยด้วย

ทันทีที่ข่าวคดีฟ้องร้องนี้ถูกเผยแพร่ออกสู่สาธารณะ โอกาสทองของ Elon Musk ก็มาถึง

เขาไม่รอช้าที่จะนำเรื่องนี้มาขยายความเพื่อเหยียบย่ำศัตรูทางธุรกิจของเขาอย่างเต็มที่

เขาโพสต์ข้อความโจมตีบนแพลตฟอร์ม X อย่างรุนแรงและเย้ยหยัน…

เขาใช้คำศัพท์ที่รุนแรงและตั้งฉายาใหม่ให้กับคู่ปรับของเขาว่า “Scam Altman” ซึ่งมีความหมายสื่อถึงจอมลวงโลก

แน่นอนว่าเมื่อโดนโจมตีหนักขนาดนี้ Sam Altman ก็ไม่ยอมอยู่เงียบๆ

เขาออกมาตอบโต้ข้อกล่าวหาด้วยการเรียกอีกฝ่ายว่าเพื่อนยากแบบประชดประชัน

เขาตอกกลับว่าแท้จริงแล้ว Elon Musk ต่างหากที่เป็นคนหลอกขายความฝันให้กับนักลงทุนในตลาดหุ้น

โดยหยิบยกประเด็นเรื่องแผนการสร้างศูนย์ข้อมูลประมวลผลในอวกาศระยะสั้นขึ้นมาโจมตีกลับ

ประเด็นเรื่องศูนย์ข้อมูลในอวกาศนี้เป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจและเป็นที่ถกเถียงอย่างกว้างขวางในวงการเทคโนโลยี…

คนทั่วไปอาจจะมองว่าในเมื่ออวกาศมีความหนาวเย็นติดลบ การนำเครื่องเซิร์ฟเวอร์ไปติดตั้งบนนั้นก็น่าจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องความร้อนได้ดีเยี่ยม

แต่ในความเป็นจริงตามหลักการทางฟิสิกส์แล้ว อวกาศเป็นสภาวะสุญญากาศที่ไม่มีมวลอากาศคอยช่วยนำพาความร้อน

ดังนั้นการจะระบายความร้อนออกจากเครื่องเซิร์ฟเวอร์ในอวกาศจึงเป็นเรื่องที่ยากลำบากอย่างมหาศาล

หากต้องการทำเช่นนั้นจริงๆ จำเป็นต้องพึ่งพาแผงระบายความร้อนที่มีขนาดใหญ่โตมโหฬารจนเกินจินตนาการ

ซึ่งด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะสร้างศูนย์ข้อมูลในอวกาศให้มีกำลังการประมวลผลสูงเท่ากับศูนย์ข้อมูลบนโลก

เมื่อโดนโจมตีเรื่องเทคโนโลยีที่เป็นไปไม่ได้ Elon Musk ก็รีบสวนกลับอย่างรวดเร็ว…

เขาท้าทายว่าโครงการนี้จะเริ่มส่งอุปกรณ์ขึ้นไปทดสอบในปีหน้า และเย้ยหยันให้อีกฝ่ายมาดูงานถ้าเจ้าหน้าที่คุมประพฤติยอมปล่อยตัว

เขาขุดคุ้ยเรื่องที่อดีตเพื่อนร่วมงานขโมยองค์กรการกุศลไปทำกำไรส่วนตัว

และยังพ่วงด้วยประเด็นที่ไปขโมยเทคโนโลยีการออกแบบโทรศัพท์จาก Apple มาเป็นอาวุธในการโจมตีซ้ำ

การโต้เถียงที่ดุเดือดนี้ยังดึงดูดบุคคลที่มีชื่อเสียงจากวงการอื่นเข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นด้วย

บรรยากาศของความขัดแย้งสะท้อนให้เห็นถึงวุฒิภาวะของผู้บริหารบริษัทระดับโลกที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง

ท่ามกลางการวิพากษ์วิจารณ์ Sam Altman เลือกที่จะแสดงท่าทีอ่อนน้อมต่อ Apple…

เขาโพสต์ข้อความยกย่องว่า Apple เป็นบริษัทที่ยอดเยี่ยมที่สุดในระดับสูงสุด เพื่อพยายามรักษาความสัมพันธ์

พร้อมกันนั้นเขาก็ใช้พื้นที่นี้ในการโปรโมตความสำเร็จของโมเดลรุ่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัว

เขาโอ้อวดว่าผลการทดสอบจากหลายสำนักยืนยันว่านี่คือเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในโลก

แต่เขาก็ไม่วายที่จะเหน็บแนมทิ้งท้ายว่า เครื่องพิสูจน์ความสำเร็จที่แท้จริงคือการที่คู่ปรับเก่าของเขาอย่าง Elon Musk กลับมาหมกมุ่นกับเขาอีกครั้งต่างหาก

เรื่องราวทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความบันเทิงบนหน้าสื่อโซเชียลมีเดีย

แต่มันซ่อนนัยยะสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความกดดันมหาศาลที่ก่อตัวขึ้นในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี…

การแย่งชิงตัวบุคลากรที่มีความสามารถและการลักลอบนำข้อมูลความลับทางการค้าไปใช้ กลายเป็นกลยุทธ์ที่หลายบริษัทแอบทำเพื่อความอยู่รอด

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือการเปลี่ยนท่าทีของกลุ่มผู้นำอุตสาหกรรมต่อเรื่องผลกระทบด้านแรงงาน

ในช่วงแรกที่มีการเปิดตัวเทคโนโลยีนี้ ผู้นำหลายคนเคยเดินสายเตือนผู้คนทั่วโลกเกี่ยวกับการถูกแย่งงาน

พวกเขาเคยสร้างความหวาดกลัวว่ามนุษย์กำลังจะถูกแทนที่ในการทำงานแทบทุกด้าน

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผลลัพธ์จากการข่มขวัญนั้นกลับทำให้ผู้คนเริ่มต่อต้านและเกิดความรู้สึกแง่ลบต่อบริษัท

สิ่งนี้บังคับให้พวกเขาต้องรีบเปลี่ยนคำพูดและพยายามสร้างวาทกรรมใหม่เพื่อกู้ภาพลักษณ์…

พวกเขาเริ่มออกมาอ้างว่าเทคโนโลยีเหล่านี้แท้จริงแล้วคือเครื่องมือที่จะช่วยสร้างงานใหม่ๆ ขึ้นมาทดแทน

และยังเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมศักยภาพให้มนุษย์สามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

แต่ความกังวลที่แท้จริงคือ เทคโนโลยีในปัจจุบันอาจจะยังไม่ได้ก้าวหน้าถึงขั้นที่จะสามารถแทนที่ได้เต็มรูปแบบอย่างที่พวกเขาเคยกล่าวอ้างไว้

ผู้นำบริษัทเหล่านี้ยังคงมักจะพูดถึงแนวคิดการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานขนาดมหึมา

บางครั้งพวกเขาถึงกับหยิบยกทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการสร้างโครงสร้างล้อมรอบดาวฤกษ์เพื่อดูดซับพลังงานมาพูดถึง

ทั้งที่ในความเป็นจริงทุกคนต่างรู้ดีว่าการจะสร้างสิ่งเหล่านั้นต้องใช้ทรัพยากรและเวลาอีกหลายพันปี…

พวกเขาเพียงแค่นำคำศัพท์ทางเทคโนโลยีล้ำยุคมาใช้เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของความเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล

หากเราย้อนกลับไปมองในคดีก่อนหน้านี้ที่ Elon Musk เคยยื่นฟ้อง OpenAI และ Sam Altman

แม้ว่าคดีนั้นจะถูกศาลสั่งยกฟ้องไปเนื่องจากปัญหาด้านข้อจำกัดของระยะเวลาในการดำเนินคดี

แต่ในระหว่างการไต่สวนก็มีข้อมูลและเอกสารการสื่อสารภายในจำนวนมากหลุดออกสู่สาธารณะ

ข้อมูลเหล่านั้นเผยให้เห็นถึงบรรยากาศการทำงานที่เต็มไปด้วยการใช้อารมณ์ การชิงดีชิงเด่น และการตอบโต้กันไปมา

มันเป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก ๆ นะครับ เมื่อคนกลุ่มนี้คือผู้ที่กำลังควบคุมทิศทางของเงินลงทุนมูลค่ามหาศาล

และสำหรับคดีความรอบล่าสุดที่ Apple เป็นผู้ยื่นฟ้อง สื่อต่างประเทศวิเคราะห์ว่ามันมีนัยยะที่ลึกซึ้งกว่าเรื่องการขโมยข้อมูล…

Apple กำลังพยายามชี้ให้เห็นว่าธุรกิจในอนาคตของ OpenAI อาจจะถูกสร้างขึ้นมาจากการนำเอาความลับทางการค้าของบริษัทอื่นไปใช้พัฒนาฮาร์ดแวร์

แน่นอนว่าทาง OpenAI ก็ได้ออกแถลงการณ์ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดอย่างเด็ดขาด

พวกเขายืนยันว่าบริษัทไม่มีนโยบายที่จะนำความลับของใครมาใช้ และโฟกัสเพียงการพัฒนานวัตกรรมของตัวเองเท่านั้น

แต่ไม่ว่าความจริงของคดีนี้จะจบลงอย่างไร สิ่งที่เราเห็นได้ชัดเจนที่สุดคือการใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือทางการเมืองในโลกธุรกิจ

ผู้บริหารระดับสูงต่างใช้พื้นที่นี้ในการสาดโคลนและโจมตีกันอย่างเสรีโดยไม่ต้องสนใจความถูกต้องของข้อมูล

ในขณะที่ผู้บริหารมัวแต่ทำสงครามประสาทใส่กัน ผลกระทบที่แท้จริงกลับกำลังเกิดขึ้นกับคนธรรมดา…

เราต้องเผชิญกับปัญหาต้นทุนของอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ปัญหาเรื่องความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้นจนอาจส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพโดยรวม

รวมถึงความไม่แน่นอนในตลาดแรงงานที่ทำให้คนทำงานทั่วโลกต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยความหวาดระแวง

สิ่งเหล่านี้คือผลกระทบในวงกว้างที่เกิดจากการต่อสู้เพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

มันเป็นภาพสะท้อนที่น่าเศร้าเมื่อได้เห็นกลุ่มคนที่โลกยกย่องว่าฉลาดและมีวิสัยทัศน์ที่สุด

กลับมาเสียเวลาไปกับการทะเลาะและการโจมตีคู่แข่งเพื่อตอบสนองความต้องการเอาชนะของตัวเอง…

สงครามสามเส้าระหว่างอดีตเพื่อนรักและบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีในครั้งนี้ ใครจะเป็นผู้กุมชัยชนะในตอนท้าย

คงไม่มีใครสามารถคาดเดาตอนจบของเรื่องราวที่ซับซ้อนนี้ได้อย่างแม่นยำ

แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ ในอีกหลายปีนับจากนี้ OpenAI จะต้องเผชิญกับความท้าทายทางกฎหมายอย่างแสนสาหัส

สายตาของสื่อมวลชนและหน่วยงานกำกับดูแลจะคอยจับจ้องทุกความเคลื่อนไหวของพวกเขาอย่างใกล้ชิด

และบางที สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในวันนี้ อาจเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงหน้าประวัติศาสตร์ในโลกของเทคโนโลยีเท่านั้น…

References : [bloomberg,reuters,cnbc,techcrunch,theverge]

เมกะโปรเจกต์เปลี่ยนประเทศ! เจาะลึกรถไฟความเร็วสูงเวียดนาม 6.7 หมื่นล้านเหรียญ

ให้ลองจินตนาการดูนะครับว่าหากมีประเทศใดประเทศนึงตัดสินใจนำเงินถึง 17% ของ GDP ทั้งประเทศไปทุ่มให้กับโครงการก่อสร้างเพียงโครงการเดียว…

มันจะต้องเป็นโครงการที่ทะเยอทะยานและต้องใช้ความกล้าหาญในการตัดสินใจระดับชาติที่ยิ่งใหญ่ขนาดไหน

เรื่องนี้ฟังดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ที่จะมีผู้นำประเทศไหนกล้าทำเรื่องที่เสี่ยงมหาศาลขนาดนี้ แต่เรื่องนี้กำลังจะเกิดขึ้นจริงที่ประเทศเวียดนาม

ในเวลานี้เวียดนามกำลังอยู่ในจุดที่ยอดเยี่ยมที่สุดจุดหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ยุคใหม่

พวกเขาคือหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจรวดเร็วที่สุดในภูมิภาคเอเชีย

ภาพที่เราเห็นได้ชัดเจนคือยุคตื่นการก่อสร้างที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ ทั้งสนามบินแห่งใหม่ สนามกีฬาแห่งใหม่ และการตัดถนนสายใหม่…

สถาบันการเงินระดับโลกอย่าง World Bank เองก็ยังคงคาดการณ์ว่าการเติบโตระดับนี้จะยังคงพุ่งทะยานต่อไปเรื่อยๆ อย่างแข็งแกร่ง

แต่การพลิกโฉมประเทศที่ดูน่าทึ่งนี้อาจจะมีความเปราะบางซ่อนอยู่เบื้องหลังมากกว่าที่นักวิเคราะห์หลายคนประเมินเอาไว้

ความมั่งคั่งทั้งหมดนี้กำลังจะถูกเดิมพันด้วยโครงการ North South Railway ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 67 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

นี่คือเส้นทาง “รถไฟความเร็วสูง” ขนาดมหึมาที่จะทอดยาวพาดผ่านแนวกระดูกสันหลังของประเทศตั้งแต่เหนือจรดใต้…

เส้นทางนี้จะเริ่มต้นตั้งแต่เมืองหลวงอย่าง Hanoi ทางตอนเหนือ ลากยาวลงมาจนสุดที่ขั้วอำนาจเศรษฐกิจอย่าง Ho Chi Min City ทางตอนใต้

นี่ไม่ใช่งานก่อสร้างธรรมดา แต่มันคืออภิมหาโครงการที่จะเป็นตัวชี้ชะตาว่าเวียดนามจะก้าวขึ้นเป็นมังกรแห่งเอเชีย หรือจะสะดุดขาตัวเองจนล้มลง

เพื่อให้เห็นภาพว่าตัวเลข 17% ของ GDP นั้นมีสัดส่วนที่มหาศาลเพียงใด ลองนำไปเปรียบเทียบกับโครงการระดับโลกอื่นๆ ดู…

โครงการ HS2 ของสหราชอาณาจักรซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการรถไฟความเร็วสูงที่แพงที่สุดในโลก มีต้นทุนก่อสร้างเพียงประมาณ 2.3 ถึง 3% ของ GDP สหราชอาณาจักรเท่านั้น

หรือถ้าไปดูอภิมหาโครงการอย่าง Three Gorges Dam ของจีนที่ใหญ่โตจนมีรายงานว่าทำให้แกนโลกหมุนช้าลง ก็ใช้เงินไปเพียงประมาณ 0.5% ของ GDP จีน

ขยับมาดูเพื่อนบ้านอย่างโครงการรถไฟความเร็วสูงสายแรกของอินโดนีเซียจากเมือง Jakarta ถึง Bandung ก็ใช้เงินไปประมาณ 0.55% ของ GDP ประเทศ…

เมื่อเห็นสัดส่วนตัวเลขเหล่านี้ คงพอจะนึกภาพออกว่าการที่เวียดนามทุ่มงบมหาศาลระดับนี้ ถือเป็นโครงการที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติอย่างไม่ต้องสงสัย

แต่คำถามที่น่าสนใจมันไม่ได้อยู่ที่ว่าเวียดนามมีเงินมากพอที่จะจ่ายสำหรับโครงการนี้หรือไม่

คำถามที่แท้จริงคือพวกเขารับผลกระทบไหวหรือไม่หากตัดสินใจปล่อยผ่านและไม่สร้างโครงสร้างพื้นฐานระดับนี้ขึ้นมา

เวียดนามกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ การไม่มีระบบรางที่มีประสิทธิภาพคอยรองรับกำลังกลายเป็นเพดานที่กดทับการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเอาไว้…

ทางออกเดียวที่รัฐบาลมองเห็นคือการล้างไพ่ระบบเดิมทั้งหมด แล้วสร้างทางรถไฟสายใหม่เอี่ยมความยาว 1,541 กิโลเมตรขึ้นมาทดแทน

เพื่อให้เข้าใจความท้าทายนี้ เราต้องไปดูขนาดที่แท้จริงของประเทศเวียดนามกันก่อน

คนส่วนใหญ่มักจะนึกภาพขนาดของเวียดนามคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงเนื่องจากมุมมองบนแผนที่โลก

ถ้าเรานำแผนที่ประเทศเวียดนามไปวางทาบลงบนพื้นที่ของสหรัฐอเมริกา ความยาวของมันจะครอบคลุมตั้งแต่เมือง New York ไปจนถึง Miami…

ด้วยเหตุที่เวียดนามเป็นประเทศที่มีรูปร่างเรียวยาวมาก การสร้างทางรถไฟขึ้นและลงตลอดแนวประเทศจึงเป็นงานที่ท้าทายขีดจำกัดทางวิศวกรรมสุดๆ

ลองย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์สมัยที่ชาวฝรั่งเศสเข้ามาปกครองดินแดนแถบนี้

พวกเขาต้องใช้เวลาถึง 50 ปีในการสร้างทางรถไฟระยะทางกว่า 2,600 กิโลเมตร

สิ่งปลูกสร้างเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นในช่วงปลายยุค 1800s โดยมีเป้าหมายเพื่อขนส่งทรัพยากรธรรมชาติออกจากดินแดนอาณานิคมให้เร็วที่สุด…

สิ่งที่น่าตกใจคือทุกวันนี้เวียดนามก็ยังคงใช้ระบบรางพื้นฐานเดิมที่ตกทอดมาจากยุคล่าอาณานิคมนั้น

แม้จะมีการอัปเกรดจากหัวรถจักรไอน้ำมาเป็นเครื่องยนต์ดีเซลแล้ว แต่ความกว้างของรางยังคงเป็นรูปแบบ 1 เมตรที่ถือว่าล้าสมัยไปแล้วสำหรับปัจจุบัน

ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วใช้ระบบรางเป็นกระดูกสันหลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ที่เวียดนามมีการขนส่งสินค้าเพียง 6% เท่านั้นที่พึ่งพาระบบราง

เหตุผลนั้นเรียบง่ายมาก นั่นคือระบบที่ใช้อยู่มันทำงานได้ช้าอืดอาดเกินไปจนตามโลกธุรกิจไม่ทัน…

การเดินทางด้วยรถไฟจาก Ho Chi Min City ขึ้นไปยัง Hanoi ในปัจจุบันต้องใช้เวลายาวนานมากกว่า 30 ชั่วโมง

รถไฟเวียดนามจึงกลายเป็นเพียงพาหนะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการชมวิวทิวทัศน์ มากกว่าจะเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจที่ใช้ขนส่งสินค้า

ทางรถไฟที่เก่าแก่นี้กลายเป็นคอขวดที่บีบรัดประเทศเอาไว้ ในหลายพื้นที่ยังคงเป็นทางรถไฟรางเดี่ยวที่ขบวนรถต้องจอดสลับกันวิ่ง

สภาพรางที่ผ่านการใช้งานมาอย่างยาวนานนับร้อยปีเรียกร้องการซ่อมบำรุงอยู่ตลอดเวลาเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ…

ยิ่งบวกกับสภาพภูมิประเทศที่สลับซับซ้อน การขนส่งอุปกรณ์ซ่อมบำรุงเข้าไปแก้ปัญหาให้ทันเวลาก็มักจะเป็นฝันร้ายของทีมวิศวกรเสมอ

รัฐบาลเวียดนามจึงฝากความหวังทั้งหมดไว้กับเส้นทาง “รถไฟความเร็วสูง” สายใหม่นี้ที่จะเข้ามาพลิกโฉมประเทศ

มันจะทำหน้าที่วิ่งเชื่อมต่อสองขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของเวียดนามเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ

ประชากร 10 ล้านคนจากทั้งหมด 100 ล้านคนอาศัยอยู่ใน Ho Chi Min City ซึ่งเป็นขุมพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักของประเทศ…

การคาดการณ์ทางประชากรศาสตร์ระบุว่าอาจจะมีประชากรย้ายเข้ามาตั้งรกรากที่เมืองนี้เพิ่มอีกถึง 4 ล้านคนในอนาคตอันใกล้

ส่วนเมืองหลวงที่เปี่ยมไปด้วยประวัติศาสตร์อย่าง Hanoi ก็ตามมาเป็นอันดับสองด้วยจำนวนประชากรมากกว่า 8 ล้านคน

เส้นทางใหม่นี้จะย่นระยะเวลาเดินทางระหว่างสองเมืองยักษ์ใหญ่จาก 30 ชั่วโมงให้เหลือเพียงแค่ 6 ชั่วโมงเท่านั้น

นอกจากนี้มันยังจะช่วยเชื่อมต่อชุมชนชนบทที่อยู่รายทางเข้ากับความเจริญของเมืองใหญ่…

สิ่งนี้จะสร้างการแลกเปลี่ยนทางการค้า การถ่ายทอดนวัตกรรม และการเคลื่อนย้ายผู้คนในสเกลที่ยิ่งใหญ่อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

เพื่อจะเข้าใจว่าระบบรางที่ล้ำสมัยสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้มหาศาลขนาดไหน เราต้องย้อนกลับไปดูหน้าประวัติศาสตร์ของประเทศอื่น

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในช่วงต้นยุค 1960s ที่ประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นต้นแบบของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

ตอนนั้นญี่ปุ่นกำลังอยู่ในช่วงมุ่งมั่นฟื้นฟูประเทศจากความบอบช้ำหลังความพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สอง…

เศรษฐกิจของพวกเขากำลังเติบโตด้วยความเร็วที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่โครงสร้างพื้นฐานดั้งเดิมกำลังจะรับความเจริญนี้ไม่ไหว

เมืองอุตสาหกรรมต่างๆ ต้องแบกรับแรงกดดันจากเส้นทางรถไฟที่แออัดยัดเยียดจนแทบจะรองรับการเติบโตต่อไปไม่ได้

ญี่ปุ่นจึงตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ในการสร้างทางรถไฟสายใหม่เอี่ยมตั้งแต่นับหนึ่งเพื่อแก้ปัญหาระยะยาว

ผลลัพธ์ที่ได้คือ Shinkansen ซึ่งเปิดให้บริการในปี 1964 ทันเวลาสำหรับการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬา Tokyo Olympics…

ความสำเร็จครั้งนั้นช่วยร่นระยะเวลาการเดินทางระหว่างเมืองศูนย์กลางอย่าง Tokyo และ Osaka ลงได้เกือบครึ่งหนึ่ง

ในวันเริ่มต้นนั้นมันคือความเสี่ยงทางการเงินที่มหาศาล โครงการถูกต่อต้านและถูกตั้งคำถามมากมายจากนักวิเคราะห์ถึงความคุ้มทุน

แต่กาลเวลาได้พิสูจน์แล้วว่าทุกคนคิดผิด Shinkansen ได้เข้ามาพลิกโฉมหน้าของประเทศญี่ปุ่นไปตลอดกาล

ความลับของความเร็วคือการแยกขบวนรถไฟบรรทุกสินค้าที่เชื่องช้าออกจากขบวนรถไฟโดยสารอย่างเด็ดขาด…

เส้นทางถูกออกแบบทางวิศวกรรมให้เป็นเส้นตรงมากที่สุดเพื่อลดแรงเหวี่ยง และเปลี่ยนมาใช้รางที่กว้างขึ้นเพื่อเพิ่มความเสถียร

ในเวลาเพียง 7 ปี เส้นทางประวัติศาสตร์สายนี้ก็สามารถคืนทุนค่าก่อสร้างได้อย่างงดงามจากจำนวนผู้โดยสารที่ล้นหลาม

ระเบียงเศรษฐกิจตั้งแต่ Tokyo ถึง Osaka ได้กลายเป็นพื้นที่ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในโลก โดยคิดเป็น 40% ของ GDP ประเทศ

หลังจากนั้นประเทศมหาอำนาจอย่างจีนก็นำแนวคิดเรื่องนี้ไปต่อยอดด้วยการขยายขนาดการก่อสร้างแบบก้าวกระโดด…

ในเวลาไม่ถึงหนึ่งทศวรรษ จีนทุ่มเทสร้างเครือข่ายรถไฟความเร็วสูงที่ยาวกว่าทุกประเทศบนโลกรวมกันเสียอีก

มันช่วยอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายแรงงานจำนวนมหาศาลเข้าสู่หัวเมืองใหญ่ และกระตุ้นการท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อเห็นความสำเร็จที่จับต้องได้เหล่านี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่เวียดนามจะอยากมีโครงสร้างพื้นฐานระดับนี้บ้าง

แต่การจะเนรมิตมันขึ้นมาบนแผ่นดินเวียดนามนั้น เต็มไปด้วยอุปสรรคทางธรรมชาติที่ยากจะจินตนาการ…

กฎเหล็กของระบบรางความเร็วสูงคือเส้นทางจะต้องมีความตรงและราบเรียบที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ตลอดเส้นทาง

เมื่อรถไฟวิ่งด้วยความเร็วหลายร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง โค้งแคบๆ เพียงนิดเดียวจะสร้างแรงเหวี่ยงมหาศาลที่ก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิต

ทันทีที่เส้นทางหลุดพ้นจากเขตเมืองใหญ่และมุ่งหน้าเข้าสู่ภูมิภาคภาคกลาง ภูมิประเทศรอบด้านจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

เทือกเขา Annamite ทอดยาวขนานไปกับชายฝั่งและเปรียบเสมือนกำแพงธรรมชาติขนาดมหึมาที่ขวางกั้นความเจริญ…

ทีมวิศวกรจะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องสั่งเดินเครื่องเจาะทะลุภูเขาที่สลับซับซ้อนเหล่านี้เพื่อรักษาความตรงของเส้นทาง

ด้วยหินปูนและโครงสร้างทางธรณีวิทยาที่เปราะบาง ทำให้การขุดอุโมงค์มีความเสี่ยงเรื่องการพังทลายของชั้นหินอยู่ตลอดเวลา

ความจริงที่โหดร้ายคือพื้นที่ราบของเวียดนามมีเพียงประมาณ 20% ของประเทศเท่านั้น ส่วนที่เหลือคือภูเขา หุบเขา และแม่น้ำ

มีแม่น้ำขนาดเล็กและใหญ่มากกว่า 2,000 สายที่รถไฟขบวนประวัติศาสตร์นี้จะต้องสร้างสะพานวิ่งข้ามไป…

เมื่อเส้นทางมุ่งหน้าลงไปทางตอนใต้ จะต้องตัดผ่านพื้นที่ราบน้ำท่วมถึงอันกว้างใหญ่ที่ทุกคนรู้จักในชื่อ Mekong Delta

ดินบริเวณพื้นที่นี้เป็นดินอ่อนอุ้มน้ำที่มีสภาพคล้ายโคลนเหลว การวางโครงสร้างจึงต้องมีการปรับปรุงคุณภาพดินชั้นล่างอย่างขนานใหญ่

ความท้าทายทางวิศวกรรมนี้ทำให้ 10% ของเส้นทางทั้งหมดถูกบังคับให้ต้องสร้างอยู่ในอุโมงค์ใต้ภูเขา

และอีก 60% ของเส้นทางจะต้องถูกยกยกระดับขึ้นไปบนสะพานลอยฟ้าเพื่อหนีจากปัญหาน้ำท่วมและดินถล่มประจำปี…

สัดส่วนโครงสร้างพิเศษที่สูงกว่ามาตรฐานเส้นทางรถไฟทั่วไปนี้ คือเหตุผลหลักที่ทำให้ต้นทุนโครงการพุ่งสูงทะลุเพดาน

อีกประเด็นที่ต้องลงทุนมหาศาลคือการเปลี่ยนจากหัวรถจักรดีเซลมาใช้ระบบไฟฟ้าตลอดสาย ซึ่งหมายถึงการสร้างสายส่งและสถานีไฟฟ้าใหม่ทั้งหมด

แต่ก่อนที่วิศวกรจะได้เริ่มลงมือตอกเสาเข็มต้นแรก รัฐบาลต้องเผชิญกับโจทย์ที่อาจจะละเอียดอ่อนและยากที่สุดนั่นคือเรื่องของที่ดิน

โครงการนี้ถูกกำหนดให้ต้องเวนคืนที่ดินครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของเวียดนาม…

เส้นทางจำเป็นต้องตัดผ่านพื้นที่เมืองที่มีประชากรอยู่อาศัยอย่างหนาแน่น ซึ่งเต็มไปด้วยชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานดั้งเดิม

แม้ในทางทฤษฎีกฎหมายที่ดินทั้งหมดจะเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐ แต่ในทางปฏิบัติรัฐบาลยังคงต้องเผชิญกับแรงเสียดทานมหาศาลในการประเมินค่าชดเชย

อุปสรรคยังไม่หมดเพียงแค่นั้น เวียดนามไม่เคยมีประสบการณ์สร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ยิ่งใหญ่และซับซ้อนขนาดนี้มาก่อน

รัฐบาลเวียดนามจะต้องพึ่งพาความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ และเทคโนโลยีจากต่างชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในทุกขั้นตอน…

พวกเขาต้องสร้างวัฒนธรรมเรื่องความปลอดภัยในการปฏิบัติงานขึ้นมาใหม่จากศูนย์ และต้องเลือกพันธมิตรที่จะยอมถ่ายทอดเทคโนโลยีให้อย่างแท้จริง

เป้าหมายสูงสุดของเวียดนามไม่ใช่แค่การเป็นผู้ยอมจ่ายเงินซื้อ แต่พวกเขาต้องการก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตและสามารถซ่อมบำรุงรถไฟได้เองในอนาคต

การเทหน้าตักลงทุนด้วยเงินมหาศาลระดับ 17% ของ GDP ขนาดนี้ อาจดึงเม็ดเงินงบประมาณจากด้านการศึกษาและสาธารณสุขส่วนอื่นไป

นอกจากนี้ยังมีความท้าทายทางธุรกิจรออยู่ เพราะเส้นทางบินระหว่าง Hanoi กับ Ho Chi Min City มีเที่ยวบินราคาถูกให้บริการมากมาย…

เส้นทางบินยอดฮิตนี้มีผู้โดยสารเดินทางไปมาถึง 11 ล้านคนต่อปี ซึ่งระบบรางจะต้องเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดนี้ให้ได้เพื่อความอยู่รอด

เพื่อแก้เกมนี้ รัฐบาลได้ประกาศเป้าหมายว่าจะตรึงราคาค่าโดยสารสูงสุดไว้ที่ไม่เกิน 75% ของราคาตั๋วเครื่องบินเพื่อดึงดูดใจผู้บริโภค

โครงการระดับชาตินี้ถูกนำมาวางบนโต๊ะและถกเถียงกันมานานถึง 15 ปี แต่ในนาทีนี้อาจจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมและสุกงอมที่สุด

เวียดนามกำลังอยู่ในรอบของการเติบโตขาขึ้น พวกเขามีไพ่เศรษฐกิจที่สวยงามอยู่ในมือและกำลังเล่นเกมนี้อย่างชาญฉลาดบนเวทีโลก…

การเดิมพันที่ยิ่งใหญ่ด้วยเดิมพันระดับประเทศ ย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยงที่ใหญ่ยิ่งและไม่อาจคาดเดาผลลัพธ์ได้เสมอ

อภิมหาโครงการนี้จะเป็นสปริงบอร์ดชั้นดีที่ส่งให้เศรษฐกิจเวียดนามทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุด หรือจะเป็นก้อนหินถ่วงแข้งถ่วงขาที่ทำให้ประเทศต้องหยุดชะงัก

ท้ายที่สุดแล้ว คงมีเพียงกาลเวลาและวิสัยทัศน์ของผู้นำเท่านั้นที่จะเป็นผู้ให้คำตอบของความท้าทายครั้งประวัติศาสตร์นี้ได้อย่างชัดเจนที่สุด

References : [reuters,bloomberg,worldbank,nikkei,vnexpress]

ทำไม Gen Z ถึงแอนตี้ AI? การปฏิวัติอุตสาหกรรมที่เด็กรุ่นใหม่ต้องเป็นคนรับกรรม

ตามปกติแล้วเวลาที่โลกของเรามีเทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้น กลุ่มคนที่จะกระโจนเข้าหามันเป็นกลุ่มแรกคือคนหนุ่มสาวเสมอ…

ลองย้อนกลับไปในยุคที่อินเทอร์เน็ตเพิ่งเริ่มต้น หรือยุคที่ iPhone เครื่องแรกเปิดตัว

ผู้ใหญ่อาจจะยังตั้งคำถาม แต่กลุ่มวัยรุ่นกลับเรียนรู้และใช้งานมันได้อย่างรวดเร็ว

ข้อมูลจาก Pew Research ยืนยันเรื่องนี้ชัดเจน ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 35 ปี มีสัดส่วนการใช้อินเทอร์เน็ตและสมาร์ตโฟนสูงกว่าคนวัย 50 ปีขึ้นไปมาโดยตลอด

แต่กฎเกณฑ์และพฤติกรรมนี้กำลังถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง เมื่อโลกของเราก้าวเข้าสู่ยุคของ AI

เรื่องนี้กลายเป็นปรากฏการณ์ที่แปลกประหลาดที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

เมื่อกลุ่มคนที่ควรจะตื่นเต้นกับเทคโนโลยีใหม่มากที่สุด กลับกลายเป็นกลุ่มคนที่ต่อต้านมันอย่างรุนแรงที่สุด…

ในพิธีจบการศึกษาของมหาวิทยาลัยหลายแห่งในสหรัฐอเมริกา ผู้กล่าวสุนทรพจน์ที่พยายามยกย่องความยิ่งใหญ่ของ AI กลับถูกนักศึกษาโห่ไล่อย่างหนัก

มหาวิทยาลัยบางแห่งที่พยายามใช้ระบบ AI มาอ่านชื่อบัณฑิตที่เข้ารับปริญญา ก็จบลงด้วยความล้มเหลวและเสียงวิพากษ์วิจารณ์

จนสื่อใหญ่อย่าง NPR ต้องออกมาเตือนว่า หากใครจะไปพูดให้โอวาทนักศึกษาจบใหม่ กฎข้อแรกคือห้ามพูดถึงความยอดเยี่ยมของ AI

ตัวเลขสถิติจาก Gallup เปิดเผยความจริงที่น่าตกใจ ความตื่นเต้นที่ Gen Z มีต่อ AI ลดลงอย่างรวดเร็ว

ในขณะที่กลุ่มผู้บริโภค Gen Z กว่า 57 เปอร์เซ็นต์ที่ยังไม่ได้ใช้ AI ประกาศชัดเจนว่าพวกเขาไม่คิดจะเปิดรับเทคโนโลยีนี้

เรื่องนี้สวนทางกับกลุ่มผู้สูงอายุที่กลับมีอัตราการใช้งาน AI เพิ่มสูงขึ้นเกือบเท่าตัว

คำถามที่น่าสนใจคือเกิดอะไรขึ้นกับคนรุ่นใหม่ ทำไมพวกเขาถึงเกลียดชังเทคโนโลยีที่ถูกขนานนามว่าเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งต่อไป…

เหตุผลข้อแรกและเป็นเหตุผลที่กระทบกับปากท้องโดยตรง คือ AI กำลังเข้ามาทำลายอนาคตที่พวกเขาลงทุนลงแรงสร้างมาทั้งชีวิต

ลองจินตนาการถึงเด็กมัธยมปลายคนหนึ่งที่กำลังจะต้องตัดสินใจเลือกคณะในมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่จะกำหนดทิศทางชีวิตไปอีกยาวนาน

ในอดีตการเลือกเรียนในสาขาที่เป็นที่ต้องการของตลาด เช่น Computer Science หรือ Business Analytics อาจรับประกันความสำเร็จในระดับหนึ่งได้

แต่วันนี้สิ่งที่พวกเขาเรียนมาอย่างยากลำบาก กำลังถูกทำให้กลายเป็นระบบอัตโนมัติที่ไร้ซึ่งจิตใจ

ทักษะการเขียนโค้ดพื้นฐานหรือทักษะการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ ซึ่งเคยเป็นใบเบิกทางสำหรับงานในระดับ “Entry-level” กำลังถูกแย่งชิงไปโดยเครื่องจักร

นักศึกษาหลายคนต้องเปลี่ยนวิชาเอกกลางคัน หันไปเรียนสาขาที่เน้นการใช้ความเป็นมนุษย์ เช่น Marketing หรือ Communication…

พวกเขาทำไปด้วยความหวังริบหรี่ว่า AI จะเข้ามาแทนที่ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์และการสื่อสารของมนุษย์ได้ยากกว่า

แต่เมื่อพวกเขาเรียนจบออกมา ความเป็นจริงในตลาดแรงงานก็โหดร้ายกว่าที่คิด

ในปี 2025 ประกาศรับสมัครงานระดับเริ่มต้นลดลงถึง 15 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่จำนวนคนสมัครงานต่อหนึ่งตำแหน่งพุ่งสูงขึ้น 26 เปอร์เซ็นต์

บัณฑิตจบใหม่บางคนยื่นใบสมัครไปกว่า 200 แห่งแต่ก็ยังตกงาน อัตราการว่างงานของเด็กจบใหม่ในสหรัฐฯ พุ่งทะลุค่าเฉลี่ยระดับชาติไปเรียบร้อยแล้ว

สถาบัน Burning Glass Institute ถึงกับต้องออกมายอมรับว่า นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ที่ใบปริญญาตรีไม่ใช่หลักประกันที่เชื่อถือได้สำหรับอาชีพการงานอีกต่อไป…

ในขณะที่โอกาสในการหางานลดลง แต่ต้นทุนในการได้มาซึ่งปริญญากลับพุ่งทะยานไม่หยุด

ค่าเทอมในมหาวิทยาลัยเอกชนพุ่งสูงแตะระดับหลายหมื่นดอลลาร์ต่อปี ความเชื่อมั่นต่อระบบการศึกษาในระดับอุดมศึกษาจึงพังทลายลง

คนรุ่นใหม่จำนวนมากเริ่มตระหนักว่า การเดินตามกฎกติกาเดิมเพื่อยกระดับฐานะทางสังคม กำลังกลายเป็นการลงทุนที่ขาดทุนย่อยยับ

เมื่อระบบเดิมพึ่งพาไม่ได้ คนหนุ่มสาวกลุ่มใหญ่จึงตัดสินใจหันหลังให้กับใบปริญญา แล้วมุ่งหน้าสู่สายอาชีพช่างฝีมือ หรือ Trade jobs…

พวกเขาเลือกที่จะเป็นช่างไฟฟ้า ช่างประปา หรือช่างระบบ HVAC เพราะพวกเขาเชื่อว่า AI ไม่สามารถเดินสายไฟหรือซ่อมท่อประปาในบ้านได้

ความตื่นตัวนี้ทำให้ยอดผู้สมัครเข้าเรียนในโรงเรียนสายอาชีพพุ่งสูงสุดในรอบสามทศวรรษ แต่นั่นก็สร้างปัญหาใหม่ที่ไม่มีใครคาดคิด

เมื่อทุกคนแห่กันไปในทิศทางเดียวกัน ตลาดแรงงานสายช่างก็เกิดภาวะล้นตลาด อัตราการว่างงานในสายอาชีพนี้เริ่มขยับสูงขึ้น

เส้นทางที่เคยดูเหมือนจะเป็นทางรอด กลับไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่คิดเอาไว้ พร้อมกับโอกาสเติบโตที่ถูกจำกัดลง

แต่ความโกรธเกรี้ยวของวัยรุ่นไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องของหน้าที่การงานเพียงอย่างเดียว

สิ่งที่ทำให้พวกเขารู้สึกต่อต้านมากที่สุด คือการที่ AI ถูกยัดเยียดเข้ามาในชีวิตประจำวันในพื้นที่ที่ไม่มีใครร้องขอ…

ไม่ว่าจะเป็นงานรับปริญญาที่ควรจะเป็นช่วงเวลาแห่งความภาคภูมิใจ แต่ผู้บริหารกลับเลือกใช้ AI อ่านชื่อบัณฑิตเพื่อลดต้นทุน

ระบบดันออกเสียงชื่อผิดพลาดจนกลายเป็นเรื่องตลกร้าย และทำลายความขลังของพิธีที่ทุกคนตั้งตารอคอย

หรือกรณีของร้านกาแฟระดับโลกอย่าง Starbucks ที่พยายามใช้ระบบแท็บเล็ตและ AI ในการนับสต็อกสินค้า

แทนที่จะช่วยให้พนักงานทำงานง่ายขึ้น ระบบกลับสับสนระหว่างนมคนละประเภท และมองไม่เห็นขวดน้ำเชื่อมที่วางอยู่ตรงหน้า…

สุดท้ายพนักงานที่เหน็ดเหนื่อยจากการชงกาแฟอยู่แล้ว กลับต้องมาเสียเวลาแก้ปัญหาให้กับระบบที่ไม่ได้เรื่องนี้ จนบริษัทต้องพับโครงการทิ้งไป

หรือแม้แต่ในอุปกรณ์ที่ใกล้ตัวที่สุดอย่างสมาร์ตโฟน บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง Apple ก็พยายามใส่ฟีเจอร์สรุปข่าวด้วย AI เข้ามา

ผลลัพธ์ที่ได้คือระบบนำข่าวหลายข่าวมาปะติดปะต่อกันจนเกิดเป็นข่าวปลอมที่สร้างความสับสน เช่น การรายงานว่าบุคคลสำคัญถูกจับกุม ทั้งที่ไม่มีมูลความจริง

คำถามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดท่ามกลางความล้มเหลวเหล่านี้คือ ทำไมบริษัทต่างๆ ถึงยังคงดันทุรังผลักดันเทคโนโลยีนี้อย่างบ้าคลั่ง…

ทำไมถึงต้องรีบเข็นผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคไม่ได้ต้องการ และระบบก็ยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์ออกมาสู่ตลาด

คำตอบของเรื่องนี้ซ่อนอยู่ในสถานที่ที่ขับเคลื่อนความโลภของโลกใบนี้ นั่นคือตลาดหุ้น Wall Street

บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็น Google Meta Microsoft และ Amazon วางแผนที่จะทุ่มเงินมหาศาลกว่า 6.5 แสนล้านดอลลาร์ไปกับ AI ภายในปี 2026

ตัวเลขมหาศาลนี้ไม่ได้เกิดจากความต้องการของลูกค้า แต่เกิดจากแรงกดดันของนักลงทุนในตลาดทุน…

ในโลกของการลงทุนยุคปัจจุบัน ทันทีที่บริษัทไหนประกาศว่าจะปลดพนักงานและนำ AI เข้ามาแทนที่ ตลาดหุ้นจะมอบรางวัลให้ทันที

ราคาหุ้นจะพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว นักลงทุนมองเห็นแต่ภาพของการลดต้นทุนและประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น

โดยไม่มีใครสนใจว่าคนงานระดับเริ่มต้นที่ต้องสูญเสียรายได้และหน้าที่การงานจะเป็นอย่างไรต่อไป

อาการ “FOMO” หรือความกลัวตกขบวน กลายเป็นโรคติดต่อร้ายแรงในหมู่วิสัยทัศน์ของผู้บริหารระดับสูง

ซีอีโอจำนวนมากยอมรับว่าพวกเขาต้องอัดฉีดเงินลงทุนไปกับ AI ทั้งที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเอามาทำอะไรให้เกิดรายได้จริง

ขอเพียงแค่มีคำว่า AI อยู่ในแผนธุรกิจ หรือเพียงแค่เอ่ยถึงมันในการแถลงผลประกอบการ ราคาหุ้นก็จะพุ่งทะยาน…

กรณีที่สะท้อนความบ้าคลั่งนี้ได้ดีที่สุดคือแบรนด์รองเท้า Allbirds ซึ่งเคยเป็นแบรนด์รองเท้าชื่อดังที่มีมูลค่าสูงถึง 4 พันล้านดอลลาร์

แต่เมื่อความนิยมถดถอย บริษัทก็ขาดทุนอย่างหนักจนต้องปิดสาขาและขายสินทรัพย์ทิ้งในราคาถูก

แต่แล้วปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น เมื่อพวกเขาประกาศละทิ้งธุรกิจรองเท้า และเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Newbird AI

พร้อมระบุตัวตนใหม่ว่าเป็นบริษัทโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ทั้งที่ไม่มีความเชี่ยวชาญในด้านนี้เลย…

เชื่อมั๊ยครับว่า บริษัทที่ไม่มีผลิตภัณฑ์ AI ไม่มีลูกค้า และไม่มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมนี้ กลับได้รับรางวัลจากตลาดหุ้นอย่างมหาศาล

ราคาหุ้นของพวกเขาพุ่งทะยานขึ้นกว่า 600 เปอร์เซ็นต์ภายในวันเดียว เพียงแค่เปลี่ยนชื่อให้ดูเหมือนบริษัทเทคโนโลยี

เหตุการณ์นี้แทบไม่ต่างอะไรกับยุคฟองสบู่คริปโต ที่บริษัทเครื่องดื่มเปลี่ยนชื่อตัวเองให้มีคำว่า Blockchain แล้วราคาหุ้นก็พุ่งขึ้นอย่างไร้เหตุผล

ในขณะที่เม็ดเงินในตลาดหุ้นกำลังไหลเข้ากระเป๋าของมหาเศรษฐีชั้นนำ โลกใบนี้กลับต้องแบกรับต้นทุนแอบแฝงที่ไม่มีใครอยากพูดถึง…

วัยรุ่นยุคนี้ให้ความสำคัญกับเรื่องของสภาพภูมิอากาศเป็นอันดับต้นๆ และพวกเขารู้ดีว่าเบื้องหลังความฉลาดของแชตบอตต้องแลกมาด้วยอะไร

เบื้องหลังนั้นคือ Data Center ขนาดมหึมาที่สูบกินพลังงานอย่างตะกละตะกลามตลอดเวลา

การพิมพ์คำถามหา AI หนึ่งครั้ง ใช้พลังงานไฟฟ้ามากกว่าการค้นหาผ่านเสิร์ชเอนจินแบบเดิมถึงเกือบ 10 เท่า

ศูนย์ข้อมูลเหล่านี้ใช้พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิล จนปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่าเมืองใหญ่ทั้งเมือง…

นอกจากนี้มันยังต้องการน้ำสะอาดปริมาณมหาศาล เพื่อนำมาระบายความร้อนให้กับเซิร์ฟเวอร์ที่ทำงานหนักตลอดทั้งวัน

บริษัทยักษ์ใหญ่ที่เคยออกมาประกาศว่าจะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม วันนี้กลับต้องปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

ชุมชนท้องถิ่นหลายแห่งต้องเผชิญกับปัญหาแรงดันน้ำตก บิลค่าไฟพุ่งสูง และมลภาวะทางเสียงที่ดังกระหึ่มอยู่ตลอดเวลา

ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อเรามองภาพรวมของ ecosystem ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจาก AI เราจะเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น…

เราจะเห็นภาพของการถ่ายเทความมั่งคั่งที่น่ากลัวที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่

ภายในไตรมาสเดียวของปี 2025 ประชากรที่ร่ำรวยที่สุด 10 เปอร์เซ็นต์แรกของอเมริกา มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นถึง 5 ล้านล้านดอลลาร์

มหาเศรษฐีเจ้าของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นระดับแสนล้านดอลลาร์ภายในเวลาเพียงปีเดียว

ความมั่งคั่งเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นจากความคาดหวังในตลาดหุ้น โดยมีพื้นฐานอยู่บนความเชื่อที่ว่าเทคโนโลยีจะแทนที่มนุษย์ได้…

มีคนเคยเปรียบเปรยว่า AI คือการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งต่อไป ซึ่งเป็นคำพูดที่ถูกต้องอย่างยิ่ง หากเราเข้าใจประวัติศาสตร์ที่แท้จริง

การปฏิวัติอุตสาหกรรมในช่วงศตวรรษที่ 18 ถึง 19 ไม่ได้เริ่มต้นด้วยการสร้างชนชั้นกลางที่อยู่ดีกินดีอย่างที่หลายคนเข้าใจ

ในช่วงหลายสิบปีแรก การเปลี่ยนแปลงครั้งนั้นเต็มไปด้วยความโหดร้าย แรงงานถูกต้อนเข้าสู่โรงงานและต้องทำงานหนัก

พวกเขาต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่อันตราย ได้รับค่าแรงเพียงน้อยนิด และผู้ที่กอบโกยผลประโยชน์ในยุคแรกมีเพียงแค่กลุ่มนายทุนเท่านั้น…

สภาพความเป็นอยู่ของแรงงานไม่ได้รับการยกระดับขึ้นโดยอัตโนมัติจากความเมตตาของเทคโนโลยีหรือเจ้าของโรงงาน

แต่มันเกิดขึ้นจากการที่คนงานลุกขึ้นมารวมตัวกัน จัดตั้งสหภาพแรงงาน และต่อสู้เรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างยาวนาน

ในวันนี้ ประวัติศาสตร์กำลังซ้ำรอย เทคโนโลยีใหม่กำลังถูกนำมาใช้เพื่อรวมศูนย์ความมั่งคั่งไว้ที่ยอดปิรามิด

กลุ่มคนที่ต้องจ่ายราคาแพงที่สุดคือคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงาน ซึ่งมักจะไม่มีอำนาจต่อรอง…

พวกเขาถูกบีบคั้นทางเศรษฐกิจ และต้องเผชิญกับนายทุนที่อ้างว่าความเจ็บปวดเหล่านี้เป็นเพียงกระบวนการเปลี่ยนผ่านไปสู่อนาคตที่ดีกว่า

ความโกรธของคนรุ่นใหม่ที่มีต่อ AI จึงไม่ใช่เรื่องของคนตาบอดที่ต่อต้านเทคโนโลยี

แต่มันคือปฏิกิริยาตอบสนองของคนที่มองทะลุคำโฆษณาชวนเชื่อ และเห็นว่าระบบเศรษฐกิจในปัจจุบันกำลังเอาเปรียบพวกเขา

ผู้มีอำนาจอาจจะมองว่าสิ่งนี้คืออนาคตที่สดใส แต่สำหรับคนที่กำลังจะถูกแย่งงาน มันคือการทำลายล้างรูปแบบหนึ่ง

และทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่อธิบายได้อย่างชัดเจนว่า ทำไมคนรุ่นใหม่ถึงเกลียดชังสิ่งที่โลกเรียกว่า AI มากที่สุด…

References : [pewresearch,gallup,npr,nbcnews,goldmansachs]

แผ่นเกมกำลังจะสูญพันธุ์! ซื้อเกมดิจิทัล = เช่าอากาศ เหตุผลที่ PlayStation มุ่งสู่ยุคดิจิทัล 100%

เคยสงสัยกันมั๊ยครับว่าของที่เราจ่ายเงินซื้อมา เราเป็นเจ้าของมันจริงๆ หรือเปล่า

ลองนึกภาพตามว่าเราเดินเข้าไปในร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือร้านเกม

เราสอดส่องสายตามองหากล่องเกมที่รอคอยมานาน หยิบกล่องพลาสติกขึ้นมา จ่ายเงิน แล้วนำกลับบ้าน

ความรู้สึกตอนแกะซีลพลาสติก กลิ่นกระดาษคู่มือที่อยู่ด้านใน และการได้ใส่แผ่นแวววาวลงในเครื่องเล่น

มันคือความคลาสสิกที่คนยุคก่อนหน้านี้หลงรักและผูกพัน…

แต่รู้หรือไม่ว่าสิ่งเหล่านี้กำลังจะกลายเป็นเพียงเรื่องเล่าในหน้าประวัติศาสตร์

อุตสาหกรรมวิดีโอเกมระดับโลกกำลังเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่สุด

จุดเปลี่ยนที่สื่อรูปแบบ Physical หรือสิ่งที่เราจับต้องได้เป็นชิ้นเป็นอัน

กำลังจะสูญพันธุ์และหายไปจากตลาดตลอดกาล

ย้อนกลับไปในอดีต แผ่นเกมหรือตลับเกมเป็นมากกว่าแค่สื่อบันเทิง

มันคือสัญลักษณ์ของการเป็น “เจ้าของ” อย่างแท้จริง

เมื่อเราจ่ายเงินซื้อเกมมาหนึ่งกล่อง เรามั่นใจได้เลยว่าข้อมูลทุกอย่างอยู่ข้างในนั้น

เราเพียงแค่ใส่แผ่นลงในเครื่องเล่น ติดตั้ง แล้วก็สนุกกับมันได้ทันที

เราไม่ต้องสนใจเลยว่าบริษัทผู้ผลิตจะยังสนับสนุนเครื่องเล่นรุ่นนี้อยู่ไหม ไม่ต้องกังวลว่าเซิร์ฟเวอร์เกมจะปิดตัวลงเมื่อไหร่

และไม่ต้องแคร์ว่าร้านค้าออนไลน์ของแพลตฟอร์มนั้นจะยังมีตัวตนอยู่หรือไม่

ตราบใดที่เรามีเครื่องเล่นและแผ่นเกมอยู่ในมือ เราก็สามารถเปิดเล่นมันได้เสมอ…

ที่สำคัญมากไปกว่านั้น แผ่นเกมยังทำหน้าที่เหมือนไทม์แคปซูล

มันช่วยเก็บรักษาสภาพดั้งเดิมของเกมในวันแรกที่เพิ่งวางจำหน่ายเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์

ลองดูตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนอย่างเกม Monster Hunter World

ใครที่เป็นแฟนซีรีส์นี้จะรู้ดีว่าประสบการณ์ในเวอร์ชันดั้งเดิมนั้นคลาสสิกและลงตัวมาก

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผู้พัฒนาได้ปล่อยภาคเสริมที่ชื่อว่า Iceborne ออกมา

ระบบนิเวศในเกมและพฤติกรรมของมอนสเตอร์ก็ถูกเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มีการปรับแต่งทุกอย่างเพื่อรองรับระบบใหม่ที่เพิ่มเข้ามา

ถ้าเราเล่นเกมนี้ผ่านระบบดิจิทัล ตัวเกมจะถูกบังคับให้อัปเดตเป็นเวอร์ชันล่าสุดทันที

แต่ถ้าเรามีแผ่นเกมดั้งเดิม เราสามารถเลือกที่จะไม่ต่ออินเทอร์เน็ต

และย้อนกลับไปสัมผัสประสบการณ์ออริจินัลที่ไม่มีให้เล่นอีกแล้วในโลกออนไลน์ได้…

นี่คือมนต์เสน่ห์ของการเก็บรักษาประวัติศาสตร์ที่สื่อดิจิทัลไม่สามารถให้ได้

แต่แล้วจุดเริ่มต้นของการล่มสลายก็ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาอย่างเงียบๆ

ซึ่งแน่นอนว่าหากเรามองในมุมมองของการทำธุรกิจและการแสวงหากำไร

ต้นทุนในการผลิตแผ่นเกมหนึ่งแผ่นนั้นมีมูลค่าที่ซ่อนอยู่มากมาย

มันไม่ได้มีแค่ค่าแผ่นพลาสติกเปล่าๆ อย่างที่หลายคนเข้าใจ

แต่มันรวมถึงค่าออกแบบและผลิตบรรจุภัณฑ์ ค่าขนส่งทางเรือและทางอากาศ ค่าเช่าพื้นที่โกดังจัดเก็บสินค้า และการบริหารจัดการสต็อก

แถมบริษัทยังต้องหักส่วนแบ่งกำไรให้กับร้านค้าปลีกอีกหลายสิบเปอร์เซ็นต์

นอกจากนี้ยังมีปัญหาใหญ่ที่ค่ายเกมเกลียด นั่นคือตลาดเกมมือสอง…

ผู้เล่นหลายคนเลือกที่จะซื้อแผ่นเกมมา เล่นจนจบ แล้วนำไปขายต่อให้คนอื่น

เงินหมุนเวียนในตลาดมือสองนี้มีมูลค่ามหาศาล แต่ค่ายเกมผู้พัฒนาไม่ได้ส่วนแบ่งจากตลาดนี้เลยแม้แต่นิดเดียว

เมื่อโครงสร้างพื้นฐานด้านอินเทอร์เน็ตของโลกพัฒนาขึ้น

ความเร็วของบรอดแบนด์สูงพอที่จะดาวน์โหลดไฟล์ขนาดใหญ่ได้ในเวลาไม่นาน

บริษัทเกมจึงเริ่มเห็นช่องทางสว่างในการตัดลดต้นทุนมหาศาลเหล่านี้ทิ้งไป

นั่นคือการผลักดันผู้เล่นทุกคนเข้าสู่ระบบดิจิทัลอย่างเต็มตัว…

เราเริ่มเห็นสัญญาณอันตรายนี้ชัดเจนขึ้นในเกมยุคหลังๆ

เกมใหม่ๆ ที่วางขายในรูปแบบกล่อง ไม่ได้บรรจุข้อมูลเกมมาให้ครบถ้วนอีกต่อไป

แผ่นเกมถูกลดคุณค่ากลายสภาพเป็นเพียงแค่ตัวติดตั้งเริ่มต้น

เมื่อเราใส่แผ่นเข้าไปในเครื่อง เรายังคงถูกบังคับให้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอยู่ดี เพื่อดาวน์โหลดข้อมูลส่วนที่เหลืออีกหลายสิบกิกะไบต์

ลองคิดดูว่าถ้าในอนาคตอีกสิบปีข้างหน้า เซิร์ฟเวอร์เหล่านี้ถูกปิดตัวลงไป

แผ่นเกมที่เราถืออยู่ในมือก็จะมีค่าไม่ต่างอะไรกับแผ่นพลาสติกรองแก้วน้ำ เพราะมันไม่สามารถนำมาเปิดเล่นด้วยตัวเองได้อีกต่อไป…

ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่งเท่านั้น แต่มันลุกลามไปทั่วทั้งอุตสาหกรรม

ไม่ว่าจะเป็นค่ายใหญ่อย่าง PlayStation หรือ Xbox หรือแม้กระทั่ง Nintendo Switch

สิ่งนี้ทำให้ผู้เล่นจำนวนมากเริ่มรู้สึกท้อแท้และถูกเอาเปรียบ

เกมเมอร์บางคนถึงขั้นตัดสินใจย้ายแพลตฟอร์มหลักของตัวเองไปเล่นบน PC แทน

เพราะบน PC อย่างน้อยผู้เล่นก็ไม่ต้องจ่ายเงินค่าบริการออนไลน์รายเดือน

ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มเพื่อสิทธิ์ในการเล่นมัลติเพลเยอร์หรือใช้ระบบเซฟเกมผ่านคลาวด์…

ความน่ากังวลเริ่มเดินทางมาถึงจุดสูงสุดในช่วงเวลาที่ผ่านมา

เมื่อมีข่าวสารระบุว่า PlayStation เตรียมเดินหน้าเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ

มีการระบุอย่างชัดเจนว่าเพื่อตอบสนองต่อเทรนด์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

เกมใหม่ๆ ในอนาคตจะวางจำหน่ายในรูปแบบดิจิทัลเท่านั้น

แม้กระทั่งการวางจำหน่ายตามร้านค้าปลีกในอนาคต ก็อาจจะเป็นเพียงการขายกล่องเปล่าที่ไม่มีช่องร่องวงกลมสำหรับใส่แผ่นดิสก์อีกต่อไป

แต่จะถูกแทนที่ด้วยร่องสี่เหลี่ยมสำหรับใส่การ์ดแข็ง ซึ่งเป็นการ์ดที่มีแถบฟอยล์ให้เราขูดเพื่อนำรหัสดาวน์โหลดไปกรอกในระบบแทน…

ข้ออ้างคลาสสิกของบริษัทยักษ์ใหญ่คือ นี่คือสิ่งที่ผู้บริโภคยุคใหม่ต้องการ

พวกเขาอ้างว่ายอดขายเกมในปัจจุบันมาจากฝั่งดิจิทัลมากกว่าแผ่นดิสก์อย่างเทียบไม่ติด

แต่คำถามที่น่าสนใจคือ ผู้บริโภคต้องการสิ่งนี้จริงๆ หรือเราเพียงแค่จำใจต้องยอมรับสภาพแวดล้อมที่ถูกบีบบังคับกันแน่

เหตุการณ์ที่อาจเป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ผู้บริหารมั่นใจในทิศทางนี้

คือปรากฏการณ์ของเกมฟอร์มยักษ์อย่าง GTA 6

เมื่อเริ่มมีกระแสข่าวและรายละเอียดการสั่งซื้อล่วงหน้าหลุดออกมา

มีข้อมูลระบุว่า GTA 6 เวอร์ชันกล่องที่วางจำหน่ายตามร้านค้า จะมีเพียงรหัสดาวน์โหลดอยู่ภายในกล่องเท่านั้น…

หลายคนอาจจะคาดเดาว่าเกมเมอร์จะต้องโกรธแค้นและประท้วงด้วยการไม่ซื้อ

แต่ความจริงที่เกิดขึ้นในโลกทุนนิยมกลับตรงกันข้าม

มีข่าวลือในวงการว่ายอดการสั่งซื้อล่วงหน้าของ GTA 6 นั้นพุ่งสูงทะลุเพดานไปไกลมาก

ตัวเลขมหาศาลนี้สะท้อนให้เห็นถึงขนาดของตลาดเกมที่เติบโตขึ้นอย่างน่ากลัว

ยิ่งเมื่อรวมกับฐานผู้ใช้งานเครื่อง PlayStation ที่มีมากกว่าคู่แข่ง

หมายความว่าพวกเขามีข้อมูลหลังบ้านที่ชัดเจน

มีผู้เล่นจำนวนนับไม่ถ้วนที่ยอมควักเงินซื้อเกมระดับโลกผ่านระบบดิจิทัลโดยไม่สนใจแผ่นเกม…

ผู้บริหารระดับสูงอาจจะมองตัวเลขบนหน้าจอแล้วประเมินไปเองว่า

ผู้เล่นทั่วโลกพร้อมแล้วสำหรับการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ดิจิทัลอย่างสมบูรณ์แบบ

โดยลืมคิดทบทวนไปว่า ที่ผู้คนยอมจ่ายเงินซื้อเกมแบบไม่มีแผ่นในครั้งนี้ เป็นเพราะเกมนั้นคือ GTA 6 ที่คนทั้งโลกรอคอยมานานกว่าสิบปี

พวกเขายอมทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เข้าไปเดินในโลกของเกมตั้งแต่วินาทีแรก

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะยอมทำแบบเดียวกันกับเกมทั่วไปในตลาด…

ทีนี้ลองมาพิจารณาถึงความน่ากลัวของการถือครองสื่อดิจิทัลกันบ้าง

การที่เรามีแผ่นเกม เราคือเจ้าของทรัพย์สินชิ้นนั้นแบบเบ็ดเสร็จ

แต่การกดซื้อเกมแบบดิจิทัล เราไม่ได้เป็นเจ้าของเกมแม้แต่นิดเดียว

เราเพียงแค่ซื้อสิทธิ์ในการเข้าถึง หรือที่เรียกว่า “License” เท่านั้น

และสิทธิ์นั้นสามารถถูกบริษัทแม่ยึดคืนเมื่อไหร่ก็ได้ตามที่พวกเขาต้องการ

ตัวอย่างที่เพิ่งเกิดขึ้นจริงและสร้างความสั่นสะเทือนไม่น้อย คือการที่ PlayStation ตัดสินใจถอดภาพยนตร์กว่าหลายร้อยเรื่องออกจากระบบ…

ในอดีตแพลตฟอร์มคอนโซลพยายามทำตัวเป็นศูนย์กลางความบันเทิงในบ้าน

เราสามารถกดซื้อภาพยนตร์มาเก็บไว้ในบัญชีส่วนตัวได้ หลายคนจ่ายเงินเต็มจำนวนเพื่อซื้อภาพยนตร์เรื่องโปรดเก็บไว้

แต่เมื่อสัญญาลิขสิทธิ์ระหว่างบริษัทหมดลง ภาพยนตร์เหล่านั้นกลับถูกลบออกจากระบบ

ผู้เล่นที่เคยจ่ายเงินซื้อไปกลับไม่สามารถกดเข้าไปดูได้อีกต่อไป

ไม่มีระบบคืนเงิน ไม่มีข้อเสนอชดเชยใดๆ ให้กับผู้บริโภค

ทรัพย์สินดิจิทัลที่เคยคิดว่าเป็นของตัวเอง มลายหายไปในอากาศเพียงชั่วข้ามคืน…

นี่คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนและโหดร้ายที่สุดว่า คำว่าซื้อในโลกดิจิทัล ไม่ได้แปลว่าครอบครอง

ไม่เพียงแค่นั้น การประกาศเตรียมปิดตัวของสโตร์ออนไลน์บนเครื่องรุ่นเก่า

ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงวงจรชีวิตที่แสนสั้นและเปราะบางของระบบดิจิทัล

แม้ทางค่ายจะใจดีประกาศว่าผู้ที่เคยซื้อเกมไปแล้วจะยังสามารถดาวน์โหลดกลับมาเล่นได้

แต่ทุกคนก็ทราบความจริงดีว่าคำว่าอนาคตอันใกล้นั้นมีวันหมดอายุ

เมื่อเซิร์ฟเวอร์ถูกระงับการให้บริการอย่างถาวร เกมดิจิทัลเหล่านั้นก็จะสูญหายไปตลอดกาล…

ลองจินตนาการถึงเด็กที่เกิดในอีกหลายสิบปีข้างหน้า

พวกเขาจะสามารถกลับมาเล่นเกมคลาสสิกของยุคนี้ได้ยังไง ในเมื่อจะไม่มีแผ่นเกมมือสองวางขายตามร้านอีกแล้ว และเซิร์ฟเวอร์ดิจิทัลก็ถูกปิดตัวลงไปตามกาลเวลา

การอนุรักษ์ประวัติศาสตร์วิดีโอเกมกำลังเผชิญกับวิกฤตที่น่าเป็นห่วงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

ความตลกร้ายของวิกฤตครั้งนี้คือ หากเราย้อนเวลากลับไปในงาน E3 2013 ซึ่งเป็นงานจัดแสดงวิดีโอเกมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกในยุคนั้น…

ช่วงเวลานั้นค่ายเกมคู่แข่งอย่าง Xbox ได้พยายามนำเสนอเครื่องเล่นคอนเซปต์ใหม่

เป็นเครื่องเล่นที่บังคับให้ผู้เล่นต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตลอดเวลา

และมีกฎระเบียบที่เข้มงวดวุ่นวายมากเกี่ยวกับการยืมหรือแชร์แผ่นเกมให้เพื่อน

แนวคิดนี้ทำให้เกิดกระแสต่อต้านและเสียงก่นด่าจากฝั่งเกมเมอร์อย่างหนักหน่วง

จนกระทั่งในงานเวทีการนำเสนอของฝั่ง PlayStation

ผู้บริหารชื่อดังอย่าง Shuhei Yoshida ได้ปล่อยวิดีโอสั้นๆ เพื่อแซะคู่แข่งโดยตรง…

ในวิดีโอนั้นเขาเพียงแค่ยื่นกล่องแผ่นเกมพลาสติกให้กับเพื่อนร่วมงาน พร้อมกับรอยยิ้มมุมปาก แล้วพูดสั้นๆ ว่านี่คือวิธีแชร์เกม

วิดีโอนั้นกลายเป็นไวรัล เรียกเสียงฮือฮาและเสียงปรบมือดังสนั่นลั่นฮอลล์

มันคือการประกาศชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของสื่อแบบแพคเกจจิงที่เรียบง่ายและเป็นมิตรกับผู้บริโภค

แต่ใครจะเชื่อว่าเมื่อเวลาผ่านไปเพียงสิบกว่าปี บริษัทที่เคยสร้างตำนานแซะระบบที่ยุ่งยากและเคยยืนหยัดเคียงข้างคนเล่นแผ่น

กลับกำลังเดินหน้าเข้าสู่วิถีทางเดียวกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้…

ความอึดอัดของผู้บริโภคทั่วโลกนำไปสู่แคมเปญระดับอินเตอร์ที่ชื่อว่า Stop Killing Games

แคมเปญนี้คือการรวมตัวกันของเกมเมอร์และนักเคลื่อนไหว ที่พยายามผลักดันข้อกฎหมายเพื่อบีบบังคับให้บริษัทผู้พัฒนาต้องรับผิดชอบต่อสินค้า

เมื่อบริษัทตัดสินใจที่จะหยุดการสนับสนุนหรือปิดเซิร์ฟเวอร์หลัก บริษัทจะต้องถูกบังคับให้ปล่อยซอฟต์แวร์ออกมา

ซอฟต์แวร์ที่อนุญาตให้ผู้เล่นสามารถนำไปตั้งเซิร์ฟเวอร์ส่วนตัวดูแลกันเองได้

เพื่อไม่ให้เกมที่ทุกคนรักกลายเป็นเศษขยะดิจิทัลที่ไร้ค่า…

แต่เส้นทางของการเรียกร้องก็ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด

เมื่อหน่วยงานระดับใหญ่อย่าง ESA ซึ่งเป็นกลุ่มตัวแทนของผู้จัดจำหน่ายเกม

ได้ออกมาแสดงจุดยืนแข็งกร้าวว่าการตั้งเซิร์ฟเวอร์ชุมชนแบบส่วนตัวถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย

พวกเขาอ้างว่ามันคือการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของผู้พัฒนา

และบริษัทเกมมีสิทธิ์อย่างเต็มที่ที่จะดำเนินการฟ้องร้องเอาผิด

ข้ออ้างนี้สร้างความขบขันและย้อนแย้งอย่างรุนแรงในสายตาคนวงใน…

เพราะแม้แต่ผู้บริหารของบริษัทเกมยักษ์ใหญ่อย่าง Tim Sweeney

ก็ยังเคยออกมายืนยันผ่านสื่อว่าข้อตกลงการใช้งานของเกมพวกเขานั้น

สนับสนุนและอนุญาตให้ผู้เล่นตั้งเซิร์ฟเวอร์ส่วนตัวได้อย่างอิสระมาโดยตลอด

การออกมาขัดขวางขององค์กรกลางจึงถูกมองว่าเป็นเพียงความพยายามรวบอำนาจ และต้องการผูกขาดการเข้าถึงของเกมเมอร์อย่างเบ็ดเสร็จนั่นเอง

เรื่องราวการเปลี่ยนผ่านจากยุคทองของแผ่นเกมสู่ความเวิ้งว้างของโลกดิจิทัล

คือตัวอย่างที่ชัดเจนของการปะทะกันระหว่างความสะดวกสบายและสิทธิขาดที่แท้จริง…

ในมุมหนึ่ง การที่เราไม่ต้องลุกจากโซฟาเพื่อเดินไปเปลี่ยนแผ่นเกม หรือการที่เราสามารถกดซื้อเกมใหม่ได้ทันทีในเวลาเที่ยงคืนของวันวางจำหน่าย

คือความสะดวกสบายขั้นสุดที่เทคโนโลยีดิจิทัลมอบให้

บริษัทเกมก็โกยผลกำไรได้อย่างมหาศาลจากการลดต้นทุนสายพานการผลิตทั้งหมด

แต่ในอีกมุมหนึ่ง ผู้บริโภคกำลังถูกริบสิทธิ์ความเป็นเจ้าของไปอย่างแนบเนียน

เราถูกระบบทุนนิยมทำให้คุ้นชินกับการต้องจ่ายเงินในราคาเต็ม

เพียงเพื่อเช่าซื้ออากาศที่พร้อมจะสลายหายไปเมื่อไหร่ก็ได้ตามใจบริษัทแม่…

การพังทลายของอุตสาหกรรมแผ่นเกม จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การสูญเสียกล่องพลาสติก

แต่มันคือการสูญเสียหลักประกันในชีวิต

หลักประกันว่าสินทรัพย์ที่เราหาเงินมาซื้อด้วยน้ำพักน้ำแรง จะคงอยู่กับเราไปตลอด

ในฐานะผู้บริโภคตัวเล็กๆ แม้เราอาจจะไม่มีพลังมากพอที่จะไปปรับเปลี่ยนอุตสาหกรรมนี้ให้กลับหลังหัน

แต่สิ่งที่เราทำได้คือการตระหนักรู้ถึงเงื่อนไขต่างๆ ในโลกยุคใหม่

การช่วยกันสนับสนุนแคมเปญที่ปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้บริโภค

และการไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนทุกครั้งก่อนที่จะกดปุ่มยืนยันการซื้อในสโตร์ออนไลน์

เพราะในยุคที่ทุกอย่างถูกเก็บลอยไว้บนระบบคลาวด์

บางทีสิ่งเดียวที่เราสามารถเป็นเจ้าของได้อย่างแท้จริงและไม่มีใครแย่งชิงไปได้

อาจมีเพียงแค่ความทรงจำดีๆ ที่เราเคยมีร่วมกับเกมเหล่านั้นเท่านั้นเอง…

References : [playstation,rockstargames,stopkillinggames,gamesindustry,ign]

Apple ยอมคุกเข่า? เบื้องหลังดีลลับล็อบบี้รัฐบาลสหรัฐฯ ขอใช้ชิปจีน CXMT

หากพูดถึงบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ชื่อแรกที่ทุกคนนึกถึงย่อมหนีไม่พ้น Apple

ด้วยสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งและอำนาจการต่อรองมหาศาล บริษัทแห่งนี้มักจะเป็นผู้กำหนดทิศทางของตลาดอยู่เสมอ

ใน supply chain ระดับโลก ซัพพลายเออร์ต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายเข้าหาและพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ผลิตชิ้นส่วนให้กับพวกเขา

แต่รายงานล่าสุดจากสำนักข่าว Reuters กลับชี้ให้เห็นถึงสถานการณ์ที่พลิกผันอย่างสิ้นเชิง…

เมื่อมหาอำนาจทางเทคโนโลยีแห่งนี้ กำลังเผชิญกับวิกฤตที่ทำให้พวกเขาต้องกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

เรื่องราวกลับกลายเป็นว่า Apple ต้องเป็นฝ่ายพยายามล็อบบี้รัฐบาลสหรัฐอเมริกา เพื่อขออนุมัติซื้อชิ้นส่วนจากบริษัทที่อยู่ในบัญชีดำ

คำถามที่น่าสนใจคือ เกิดอะไรขึ้นที่ทำให้บริษัทที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ ต้องกลับมาอยู่ในจุดที่ต้องร้องขอเพื่อทำธุรกิจ

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วนธรรมดา แต่มันสะท้อนให้เห็นรอยร้าวขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

รอยร้าวนี้เกิดจากการปะทะกันระหว่างกระแส “AI bubble” ในสหรัฐอเมริกา และนโยบายความมั่นคงที่เข้มงวดของรัฐบาล…

ย้อนกลับไปในช่วงเริ่มต้นของการบูมเรื่อง AI หลายคนมองว่านี่คืออนาคตที่จะเข้ามาพลิกโฉมโลกใบนี้

บริษัทเทคโนโลยีทุกแห่งต่างทุ่มเม็ดเงินมหาศาล เพื่อเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและแย่งชิงความเป็นผู้นำ

เบื้องหลังของความฉลาดล้ำหน้าเหล่านี้ จำเป็นต้องพึ่งพาพลังการประมวลผลจากศูนย์ข้อมูลขนาดมหึมา

และอุปกรณ์ชิ้นสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับการประมวลผลข้อมูลปริมาณมหาศาลก็คือ RAM

การแห่กันสร้างศูนย์ข้อมูลทั่วโลก ทำให้ความต้องการ RAM ในตลาดพุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน…

หากเราย้อนกลับไปมองอดีต เหตุการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งในหน้าประวัติศาสตร์เทคโนโลยี

ในช่วงปลายยุค 90s โลกเคยเผชิญกับภาวะ Dot-com bubble ที่เงินทุนหลั่งไหลเข้าสู่บริษัทอินเทอร์เน็ตที่ไม่มีแม้แต่กำไร

หรือในช่วงที่ Bitcoin รุ่งเรืองสุดขีด โลกก็เคยเผชิญกับวิกฤตการขาดแคลน GPU อย่างหนัก

ตอนนั้นสายการผลิตการ์ดจอถูกกว้านซื้อไปทำเหมืองขุดเหรียญคริปโต จนเกมเมอร์ทั่วไปแทบหาซื้ออุปกรณ์ไม่ได้

แต่วิกฤตความคลั่งไคล้ AI ในครั้งนี้ แตกต่างออกไปและมีสเกลที่ใหญ่กว่ามาก…

เพราะมันไม่ได้ดึงทรัพยากรแค่ในโลกดิจิทัล แต่มันกำลังดูดกลืนทรัพยากรในโลกความเป็นจริงอย่างมหาศาล

ศูนย์ข้อมูลเหล่านี้ต้องการทั้งกระแสไฟฟ้ามหาศาล น้ำสะอาดจำนวนมากเพื่อระบายความร้อน พื้นที่ดินกว้างใหญ่ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

ผลกระทบที่ตามมาจากการแย่งชิงทรัพยากรไม่ได้ตกอยู่กับบริษัทยักษ์ใหญ่ในทันที แต่มันเริ่มกัดกินผู้ผลิตรายย่อยก่อน

มีตัวอย่างของบริษัทผลิตเร้าเตอร์อัจฉริยะแห่งหนึ่ง ซึ่งสะท้อนความโหดร้ายของตลาดในตอนนี้ได้เป็นอย่างดี

ในช่วงแรกที่เริ่มสายการผลิต ต้นทุนของหน่วยความจำสำหรับอุปกรณ์ของพวกเขาอยู่ที่เพียง 30 ดอลลาร์ต่อเครื่อง

ตัวเลขนี้เป็นต้นทุนที่สมเหตุสมผลและทำให้ธุรกิจขนาดเล็กสามารถเดินหน้าต่อไปได้…

แต่เพียงแค่หนึ่งปีให้หลัง ราคาของหน่วยความจำตัวเดียวกันนี้กลับพุ่งทะยานขึ้นไปถึง 300 ดอลลาร์ต่อเครื่อง

การพุ่งขึ้นสิบเท่าตัวนี้ ไม่ใช่ราคาของชิปประมวลผลทั้งระบบ แต่เป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเฉพาะส่วนของ RAM อย่างเดียวเท่านั้น

การเพิ่มขึ้นของต้นทุนระดับนี้ ทำให้บริษัทขนาดเล็กหลายแห่งต้องล้มหายตายจากไปเพราะไม่สามารถแบกรับได้

หลายคนอาจเชื่อว่าวิกฤตนี้คงทำอะไรบริษัทระดับล้านล้านดอลลาร์อย่าง Apple ไม่ได้…

เพราะพวกเขาซื้อฮาร์ดแวร์จำนวนมหาศาลในแต่ละปี ย่อมมีอำนาจต่อรองและสายป่านที่ยาวพอจะรับมือได้

แต่ความเชื่อนั้นก็ถูกทำลายลง เมื่อ Apple ต้องออกมาประกาศปรับราคาสินค้าของตนเอง

สินค้ารุ่นเริ่มต้นถูกปรับราคาขึ้นตั้งแต่ 100 ถึง 300 ดอลลาร์ ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับตลาดพอสมควร

สาเหตุหลักเป็นเพราะพวกเขาไม่สามารถจัดหา RAM และพื้นที่จัดเก็บข้อมูลในต้นทุนเดิมได้อีกต่อไป

ยิ่งถ้าเป็นผู้ใช้งานที่ต้องการอัปเกรดสเปกให้สูงขึ้น เช่น การซื้อ MacBook Pro ที่ต้องการหน่วยความจำมหาศาล

ราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่ายเพิ่มเพื่ออัปเกรด อาจพุ่งสูงถึง 800 ดอลลาร์เลยทีเดียว…

นี่คือหลักฐานที่ชัดเจนว่า แม้แต่บริษัทที่มีเงินสดในมือมากที่สุด ก็ไม่สามารถหนีพ้นวิกฤตการขาดแคลนครั้งนี้ได้

เมื่อผู้ผลิตรายเดิมอย่าง Micron ไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้ทั้งในแง่ของราคาและปริมาณ

Apple จึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องมองหาแหล่งพึ่งพาใหม่เพื่อรักษาอัตรากำไรและสายการผลิต

และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่ความขัดแย้งที่น่าสนใจที่สุด เพราะทางออกนั้นกลับไปอยู่ที่ประเทศจีน

บริษัทความหวังใหม่แห่งนี้มีชื่อว่า CXMT ซึ่งเป็นผู้ผลิตหน่วยความจำสัญชาติจีน

จีนอ่านเกมสงครามเทคโนโลยีนี้ออกตั้งแต่ปี 2016 พวกเขาตระหนักดีถึงความเสี่ยงในอนาคต

พวกเขารู้ว่าวันหนึ่งอาจถูกจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงจากชาติตะวันตก จึงได้ก่อตั้ง CXMT ขึ้นมาเตรียมพร้อม…

บริษัทแห่งนี้ซุ่มพัฒนาและผลิตหน่วยความจำของตนเองเงียบๆ และพวกเขาก็ทำได้ดีอย่างน่าเหลือเชื่อ

จนถึงจุดที่ผลิตภัณฑ์ของ CXMT มีคุณภาพและปริมาณเพียงพอที่จะดึงดูดความสนใจจากบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Apple ได้

แต่ปัญหาใหญ่คือ ในสายตาของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา บริษัทแห่งนี้คือภัยคุกคามด้านความมั่นคง

ภายใต้การนำของกระทรวงกลาโหม หรือ Pentagon ตั้งแต่ยุคของประธานาธิบดี Biden บริษัท CXMT ได้ถูกขึ้นบัญชีดำ

พวกเขาถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มบริษัทที่เกี่ยวข้องกับกองทัพจีน และถูกนำไปใส่ไว้ใน “Entity list”

รายชื่อนี้คือประกาศิตที่ห้ามไม่ให้บริษัทในสหรัฐอเมริกาทำธุรกิจด้วย หากไม่ได้รับใบอนุญาตพิเศษ…

ซึ่งในความเป็นจริง การขอใบอนุญาตเพื่อทำการค้ากับบริษัทในรายชื่อเหล่านี้ มักจะถูกปฏิเสธแทบทุกครั้ง

เรื่องนี้กลายเป็นความย้อนแย้งที่น่าตลกร้ายในนโยบายการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา

สหรัฐอเมริกาสามารถนำเข้าสินค้าจากจีน ได้สารพัดอย่าง ตั้งแต่แร่หายากไปจนถึงสารเคมีตั้งต้น

แต่เมื่อเป็นเรื่องของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์พื้นฐานอย่าง RAM มันกลับกลายเป็นเรื่องความมั่นคงระดับชาติที่ยอมรับไม่ได้

ทำให้ตอนนี้ผู้บริหารระดับสูงอย่าง Tim Cook ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากอย่างยิ่ง

พวกเขาต้องเข้าพบฝ่ายบริหารในทำเนียบขาวเพื่อพยายามเจรจาหาทางออก

Apple ต้องอ้อนวอนขออนุมัติเป็นกรณีพิเศษในการซื้อชิปจาก CXMT เพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้…

การกระทำเช่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดของนโยบายกีดกันทางการค้า ที่กำลังย้อนกลับมาทำร้ายอุตสาหกรรมในประเทศสหรัฐฯเสียเอง

หากเรามองในภาพกว้าง สิ่งที่เกิดขึ้นนี้กำลังบอกใบ้ถึงจุดจบของสงครามเทคโนโลยี

ฝั่งหนึ่ง สหรัฐอเมริกากำลังมุ่งหน้าสร้าง “AI bubble” ที่ดูดกลืนทรัพยากรทุกอย่างอย่างบ้าคลั่ง

ในขณะที่อีกฝั่งหนึ่ง แทนที่จีนจะโต้ตอบด้วยการสาดโคลนผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่าง Truth Social

พวกเขากลับเลือกที่จะก้มหน้าก้มตาสร้างโรงงาน พัฒนาทักษะ และยกระดับเทคโนโลยีของตนเองอย่างเงียบๆ

พวกเขาไม่เสียเวลาตอบโต้ด้วยคำพูด แต่ลงมือทำและปล่อยให้ผลงานเป็นตัวพิสูจน์…

การที่แบรนด์ระดับพรีเมียมอย่าง Apple ต้องพยายามขออนุญาตนำชิ้นส่วนจากจีนมาใช้ ถือเป็นบทพิสูจน์ที่ทรงพลัง

มันคือการยืนยันว่าเทคโนโลยีของจีนไม่ได้เป็นเพียงแค่ทางเลือกเกรดรองอีกต่อไป

แต่มันมีคุณภาพสูงพอที่จะเข้าไปอยู่ในอุปกรณ์ล้ำสมัย ที่มีราคาแพงถึงเครื่องละหลายพันดอลลาร์ได้

นี่คือการทำตลาดและสร้างความน่าเชื่อถือที่ดีที่สุด ที่ CXMT เคยได้รับมาในประวัติศาสตร์

โดยที่บริษัทไม่ต้องเสียเงินค่าโฆษณา หรือจ้างทีมการตลาดเลยแม้แต่เหรียญเดียว…

เมื่อกระแสความตื่นตัวเรื่อง AI ค่อยๆ สงบลง หรือหากฟองสบู่ลูกนี้เกิดแตกขึ้นมาในอนาคต

คำถามที่น่าคิดคือ สหรัฐอเมริกาจะเหลืออะไร นอกจากศูนย์ข้อมูลที่ว่างเปล่าขนาดมหึมา

โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้อาจเสื่อมมูลค่าลงอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นเพียงซากอารยธรรมดิจิทัล

ในขณะที่จีนอาจจะก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าแห่งฐานการผลิตเทคโนโลยีระดับสูงของโลกอย่างเต็มตัวและแข็งแกร่ง

นโยบายต่อต้านและคว่ำบาตรที่เข้มงวด แทนที่จะหยุดยั้งการเติบโต กลับกลายเป็นแรงผลักดันชั้นดี…

มันบีบบังคับให้จีนต้องพึ่งพาตัวเองให้ได้ และเก่งขึ้นในทุกๆ วันเพื่อความอยู่รอด

ผนวกกับการลงทุนที่เกินพอดีในอุตสาหกรรม AI ที่กำลังแย่งชิงทรัพยากรจากอุตสาหกรรมอื่นๆ จนปั่นป่วนไปหมด

สมการเหล่านี้ดูเหมือนจะไม่ใช่เส้นทางที่นำไปสู่ชัยชนะในระยะยาวของชาติตะวันตกเลย

ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดระหว่างสองมหาอำนาจที่มีโลกเป็นเดิมพัน

บางทีการกระทำที่เงียบแต่มุ่งมั่น อาจสร้างผลลัพธ์ที่ดังกึกก้องกว่าการประกาศชัยชนะผ่านตัวอักษร…

ในสมรภูมินี้ ผู้ที่ควบคุมทรัพยากรและการผลิตที่แท้จริง อาจเป็นผู้เขียนหน้าประวัติศาสตร์บทต่อไป

References : [reuters, bloomberg, ft, wsj, scmp]