Billion Dollar Loser ตอนที่ 14 : Spectacular Fall

WeWork เข้าสู่สุดสัปดาห์ที่สองของเดือนกันยายนอย่างชอกช้ำ แต่ก็ยังพอมีความหวัง Road Show ของบริษัท มีกำหนดจะเริ่มขึ้นในวันจันทร์ถัดไปเมื่อ Adam และ นายธนาคารจะออกทัวร์เพื่อแสวงหานักลงทุนที่พวกเขาคาดหวัง

WeWork ได้บรรลุข้อตกลงเบื้องต้นกับ Softbank เพื่อซื้อหุ้น WeWork อีก 1 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหุ้นที่จะทำ IPO นอกจากนี้ WeWork ยังใกล้ที่จะสรุปข้อตกลงกับ Zoom เพื่อซื้อหุ้น WeWork มูลค่า 25 ล้านดอลลาร์

ในวันอาทิตย์ถัดไป นายธนาคารจาก JPMorgan และ Goldman Sachs ได้พบกันที่สำนักงานใหญ่ของ WeWork เพื่อกำหนดราคาสุดท้าย

หากการเสนอขายหุ้นของ WeWork ประสบความสำเร็จในการระดมทุน 3 พันล้านดอลลาร์ จะทำให้บริษัทสามารถเข้าถึงวงเงินสินเชื่อที่จัดเตรียมโดย JPMorgan มูลค่า 6 พันล้านดอลลาร์ นั่นจะทำให้ WeWork มีเงินทุน 11,000 ล้านดอลลาร์ สำหรับการขยายธุรกิจ

Son ได้เดินทางมายังแคลิฟอร์เนีย อยู่ในโรงแรมแห่งหนึ่งใน Pasadena ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาบริษัทในกองทุน Vision Fund ของเขา ซึ่ง Adam ควรจะมาเข้าร่วมงานนี้ แต่เขายังอยู่ที่นิวยอร์ก

Son ใช้เวลาส่วนใหญ่พูดคุยกับนักลงทุนและ CEO ของบริษัทที่ Vision Fund ได้เข้าไปลงทุนคนอื่น ๆ เกี่ยวกับ Adam ซึ่งส่วนใหญ่นั้นมีความเห็นว่าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการกำจัด Adam ออกไปให้พ้นทาง

Son ไม่ได้กล่าวถึง WeWork ในสุนทรพจน์ของเขาในการประชุมเลยแม้แต่น้อย แต่เขาเตือนบริษัทต่าง ๆ เกี่ยวกับความสำคัญของผลกำไร และการกำกับดูแลกิจการ การทำตัวบ้า ๆ มันไม่พออีกต่อไป

สถานการณ์ของ WeWork เปลี่ยนไป Adam พบว่าตัวเองกำลังต่อสู้เพื่อรักษาอำนาจในการควบคุมบริษัทที่เขาก่อตั้งขึ้นมากับมือ : การรัฐประหารกำลังก่อขึ้นในคณะกรรมการของ WeWork

ความพยายามดังกล่าวนำโดย Softbank ซึ่งมีสองใน 7 ที่นั่งของ WeWork เจ้าหน้าที่ของ Softbank นั้นรู้สึกผิดหวังกับเจ้านายอย่าง Son ที่ให้ความเอ็นดู Adam มากเกินไปมานานแล้ว

ในตอนนั้น Adam ใช้เวลาส่วนใหญ่ใน Hamptons และเขาเริ่มรู้ตัวแล้วว่าเขากำลังจะสูญเสียอำนาจในการควบคุมบริษัท แม้ในตอนนั้นเขาจะยังคงมีอำนาจและสามารถไล่คณะกรรมการ หากพวกเขาพยายามขับไล่ Adam ออกจากบริษัทก็ตามที

แต่ในจุดนั้น มันไม่คุ้มที่เขาจะทำอีกต่อไป เพราะจะทำให้บริษัทเสียหายหนัก และมันอาจจะทำให้มูลค่าของ WeWork ลดลง และส่งผลต่อสถานะทางการเงินของเขาได้อีกด้วย

มาถึงตอนนี้ Adam ได้ดึงวงเงินเครดิต 500 ล้าน ที่ใช้หุ้นของ WeWork ในการค้ำประกัน มาใช้ไปแล้วกว่า 380 ล้านดอลลาร์ เพื่อมาสนองตัณหาส่วนตัวของเขา ซึ่งแน่นอนว่าหาก WeWork ล่มสลาย จะทำให้เขาหมดตัวได้ทันที มันเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่ Adam จะต้องละทิ้งอัตตาและมุ่งเน้นไปที่อนาคตทางการเงินของครอบครัวของเขา

ต้องบอกว่าทั้ง JPMorgan , Softbank และนักลงทุนรายอื่น ๆ ของ WeWork นั้นสนับสนุน Adam มาโดยตลอด แต่เมื่อพฤติกรรมที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ของเขากำลังคุกคามชื่อเสียงของเขาเอง และมันกำลังจะส่งผลโดยตรงมายัง WeWork ความสัมพันธ์กับเหล่านักลงทุนก็ต้องถึงคราวที่จะต้องขาดสะบั้นลงไป

และแล้วมันก็ถึงวาระสุดท้ายของ Adam จริง ๆ เสียที เมื่อ Bruce Dunlevie , Michael Eisenberg ที่บินตรงมาจากอิสราเอล และ Steven Langman นักลงทุนที่ให้การสนับสนุน WeWork มาตั้งแต่ปี 2012 ได้นัด Adam มาทานมื้อค่ำในห้องส่วนตัวที่ร้านอาหารย่านมิดทาวน์

คนกลุ่มนี้เป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่มแรก ๆ ที่คอยช่วยเหลือและสนับสนุน Adam มาโดยตลอดไม่ว่าเขาจะทำตัวอย่างไร คนกลุ่มนี้ก็พร้อมที่จะยืนอยู่ข้าง Adam เสมอมา

แต่มื้อค่ำมื้อนี้ บรรยากาศมันเปลี่ยนไป มันเต็มไปด้วยความตึงเครียด แต่จริงใจ พวกเขาได้บอกกับ Adam ว่า มันถึงเวลาแล้วจริง ๆ ที่ Adam ควรก้าวลงจากตำแหน่ง CEO ของ WeWork เสียที

และเมื่อคณะกรรมการของ WeWork พบกันในเช้าวันถัดไป ชะตากรรมของ Adam กับ WeWork ก็ถูกปิดฉากไปในท้ายที่สุดนั่นเองครับผม

แล้วเราได้อะไรจากการเรื่องราวของ Adam Neumann และ WeWork จาก Blog Series ชุดนี้

ต้องบอกว่าว่าเรื่องราวของ Adam Neumann และ WeWork นั้น ได้ให้แง่คิดที่น่าสนใจ ผมว่ามีสองประเด็นที่น่าสนใจ ก็คือ ส่วนของคนที่ทำธุรกิจ Startup กับ ส่วนของการหาแหล่งเงินทุน

จากเรื่องราวของ WeWork หากเรามองวิเคราะห์ธุรกิจจริง ๆ ของเขานั้น แทบจะไม่มีอะไรใหม่ และมันไม่ใช่ธุรกิจที่เป็นเทคโนโลยีหรือเป็นแพล็ตฟอร์มด้วยซ้ำ ที่จะสามารถ Scale ได้ และ สร้าง Network Effect ให้เกิดขึ้นได้

เมื่อเทียบกับธุรกิจที่มีอยู่แล้วอย่าง IWG ที่ทำแบบเดียวกับที่ WeWork ทำนั้น มันก็แทบจะบอกได้ว่า มูลค่าของ WeWork นั้นมันสูงเกินจริงไปอย่างมาก

แต่แน่นอนว่าสิ่งที่น่าสนใจมันอยู่ที่ตัว Adam เอง ผู้ก่อตั้งที่มีบุคลิก ลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่เรียกได้ว่าแตกต่างจาก ผู้ก่อตั้งบริษัท Startup เทคโนโลยีอื่น ๆ

นั่นเองที่ทำให้เสน่ห์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะจากคำพูด หรือบุคลิกลักษณะของเขานั้น กลายเป็นว่าสามารถที่จะหลอกล่อนักลงทุนระดับยักษ์ใหญ่ได้ ซึ่งคนเหล่านี้ต้องบอกว่าไม่ธรรมดา แม้กระทั่ง Masayoshi Son เองก็ตาม

เพราะฉะนั้น ในโลกธุรกิจ Startup เราจะเห็นได้ว่า มันไม่ใช่เพียงแค่มีโปรดักที่ดีเพียงอย่างเดียว หรือ มีผู้ก่อตั้งที่มี Skill ระดับเทพเหมือน Mark Zuckerberg เหมือน Jeff Bezos หรือ Elon Musk ที่สามารถที่จะดึงดูดเงินจากนักลงทุนได้

แต่การมีเอกลักษณ์พิเศษ แบบที่ Adam มี นั้น มันก็สามารถที่จะเข้าถึงแหล่งเงินทุนมหาศาลได้อย่างง่าย ๆ เช่นเดียวกัน แม้ตัวธุรกิจ ยังมีหลายคนสงสัยว่า WeWork กำลังทำอะไรกันแน่ แต่สุดท้ายพวกเขาก็ได้เงินมา และเงินจำนวนไม่ใช่น้อย ๆ ในการระดมทุนแต่ละครั้งในระดับพันล้านดอลลาร์ ที่จะมาขยายธุรกิจได้อย่างรวดเร็วแบบที่ WeWork ทำ

มันคือจังหวะ เวลา และ โอกาส ที่ Adam นั้นสามารถเข้าไปอยู่ในที่ถูกที่และถูกเวลาเสมอ และเมื่อเข้าถึง Connection ในระดับเงินทุนมหาศาลอย่างกองทุน Vision Fund ของ Softbank นั้น

เราจะเห็นได้ว่า Son เองพร้อมที่จะเทเงินให้อยู่แล้ว และมันเป็นการตัดสินใจแบบรวดเร็วทุก ๆ ครั้ง เหมือนที่เขาทำ ซึ่งหลังจากผมได้อ่านหนังสือที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนของ Son มาหลายเล่ม ส่วนตัวผมมีความเชื่อว่า Son นั้นอาจจะดูแค่โหงวเฮ้ง จริง ๆ ก็ได้

ถ้าพูดจาถูกคอถูกใจ เขาพร้อมจะทุ่มเงินให้ทันที เหมือนที่ Adam ร่ายมนต์เสน่ห์ให้เขาลงทุนได้สำเร็จทั้งที่ธุรกิจแทบจะไม่มีอะไรเป็นนวัตกรรมใหม่เลย และดูจะไม่มีเหตุผลอะไรที่บริษัทระดับ Softbank ต้องมาลงทุนกับธุรกิจแบบ WeWork เลยด้วยซ้ำ

และสุดท้าย เมื่อธุรกิจมันไม่สามารถไปต่อได้จริง ๆ แม้จะพยายามปรับธุรกิจให้กลายเป็นเทคโนโลยีอย่างไรก็ตาม เมื่อพื้นฐานทางธุรกิจมันไม่ใช่ สุดท้ายมันก็ไม่ใช่ และจุดจบมันก็เป็นอย่างที่เราได้เห็นในเรื่องราวจาก Blog Series ชุดนี้นั่นเองครับผม

ย้อนไปอ่านตั้งแต่ตอนแรก & Credit แหล่งข้อมูลบทความ

รวม Blog Series ที่มีผู้อ่านมากที่สุด

อย่าลืมติดตามผลงานเรื่องต่อ ๆ ไปของผมก่อนใครได้ที่ blockdit นะครับ โหลดได้เลย

อย่าลืม ค้นหา “ด.ดล Blog” แล้ว กด follow กันด้วยนะครับผม

Billion Dollar Loser ตอนที่ 13 : Coup d’etat

หลังจากความล้มเหลวในความพยายามในการแสวงหาการลงทุนจากพันธมิตรที่มีศักยภาพในซิลิกอน วัลเลย์ แต่มาถึงตอนนี้มันดูเหมือนเริ่มจะเป็นไปไม่ได้ในการบรรลุเป้าหมายของ WeWork ในการระดมทุน 3 พันล้านดอลลาร์ เพื่อให้บริษัทสามารถเดินหน้าต่อไปได้

นั่นเองที่ทำให้ Adam ต้องเรียกเหล่านักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินต่าง ๆ มาที่ office หลักของ WeWork ในนิวยอร์ก

เมื่อเหล่านักวิเคราะห์มาถึง office ของ Adam เขาได้บอกกับเหล่านักวิเคราะห์จากสถานบันการลงทุนต่าง ๆ ว่า ให้สนุกกับการอ่านเอกสาร Wingspan เขากล่าวว่า WeWork ได้พยายามทำให้ S-1 อ่านสนุกมากขึ้นกว่าเอกสารปรกติจากบริษัทอื่น ๆ

เขายังคงเทียบ WeWork กับ Amazon และโต้แย้งเหล่านักวิเคราะห์ว่า ไม่มีใครที่สามรถทำให้อสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์นั้นสามารถหยุดชะงักได้อย่างที่ WeWork กำลังทำ

แต่คำถามหลักของนักวิเคราะห์คือคำถามง่าย ๆ นั่นคือ คุณกำลังทำอะไรกันแน่? Adam ยังคงพยายามที่จะพูดให้ชัดเจนว่าอะไรที่ทำให้ธุรกิจของ WeWork แตกต่างจาก IWG ซึ่งในตอนนั้นมีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ด้วยมูลค่าตลาดประมาณ 4 พันล้านดอลลาร์

ในขณะที่ Adam ได้ออกทัวร์พบปะนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง เขาพบว่าการเสนอขายแบบนี้นั้นยากกว่าการทำแบบเดิม ๆ ที่เขาเคยทำมา ในการขายฝัน ลม ๆ แล้ง ๆ ให้กับเหล่านักลงทุนก่อนหน้านี้เป็นอย่างมาก

ในเดือนสิงหาคมเขาได้ไปที่ซานฟรานซิสโก เพื่อนำเสนอผลงานหลายชิ้นรวมถึงพบปะกับกับ Tiger Global Management ซึ่งเป็นบริษัทการลงทุนขนาดใหญ่ที่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีได้รับฟังเรื่องราวของ WeWork

Tiger Global Management ซึ่งเป็นบริษัทการลงทุนขนาดใหญ่ที่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี (CR:Crunchbase)
Tiger Global Management ซึ่งเป็นบริษัทการลงทุนขนาดใหญ่ที่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี (CR:Crunchbase)

ในระหว่างการนำเสนอ Adam ได้พูดในสิ่งที่เขาชื่นชอบเรื่องหนึ่ง : “เราไม่เคยปิดอาคารใด ๆ เลย” นักวิเคราะห์คนหนึ่งกล่าวเพิ่มเติมว่าแม้ว่าสิ่งนี้จะฟังดูเป็นความสำเร็จ แต่มูลค่าที่ประเมินมาสูงขนาดนี้ ก็ไม่สมเหตุสมผลอยู่ดี

ในระหว่างการนำเสนออีกครั้ง Adam ได้สร้างสไลด์ที่แสดงตัวเลขกำไรและขาดทุนสำหรับสถานที่ตั้ง WeWork ซึ่งสไลด์ดังกล่าวนั้นมีการรวมเงินเดือนของพนักงานที่บริหารอาคารเพื่อแสดงให้เห็นว่า WeWork สามารถดำเนินการพื้นที่เหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด

ผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังฟังการนำเสนอยกมือขึ้น “เงินเดือนเหล่านี้แทบจะใช้ชีวิตอยู่ในเมืองที่ค่าครองชีพสูงอย่างซานฟรานซิสโกไม่ได้เลย”

ในทางปฏิบัติ WeWork จะรักษาฐานเงินเดือนที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินเหล่านี้ไปตลอดได้อย่างในอนาคต เมื่อไม่มีตัวเลือกหุ้นที่มีคุณค่าให้กับพนักงานในอนาคตอีกต่อไป ซึ่งในการนำเสนอครั้งต่อมา Adam ได้ลบตัวเลขเงินเดือนเหล่านี้ออกจากสไลด์ทันที

Wingspan เป็นเหมือนสิ่งแปลกปลอมสำหรับ Adam จนดูเหมือนว่าเขากำลังแสดงละครเพื่อหลอกล่อเหล่านักลงทุนให้มาติดกับดักเขาอยู่ แต่มันไม่ง่ายเหมือนกับที่เขาทำกับ Son หรือนักลงทุนก่อนหน้า

การมี Adam อยู่ในการประชุมเหล่านี้ มันไม่ได้ทำให้ภาพของ WeWork ดีขึ้นเลยเมื่อเหล่านักลงทุนต้องการตัวเลขจริง ๆ และต้องการคำตอบจริง ๆ ว่าตอนนี้ WeWork กำลังทำอะไรอยู่กันแน่

“การประชุมทุก ๆ ครั้งที่มี Adam เข้าร่วม” นายธนาคารคนหนึ่งบอกกับ Artie Minson ว่า “WeWork กำลังเสียมูลค่าไปเป็นพันล้านดอลลาร์”

Son ทนความอัปยศของ Adam ไม่ไหวอีกต่อไป ได้เรียก Adam มาที่โตเกียว สำหรับนักลงทุนรายแรก ๆ ของ WeWork ต้องบอกว่าการตอบสนองต่อ Wingspan นั้นน่าอับอายเป็นอย่างมาก

Softbank ได้ลงทุนมากกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ใน WeWork และยังดูทีท่าว่าแทบจะไม่ได้ผลตอบแทนใด ๆ เลย Vision Fund มูลค่าลดลงเกือบ 2 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสล่าสุดซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่หุ้นของ Uber ลดลง รวมถึง หุ้น Softbank ลดลง 10% นับตั้งแต่การเปิดตัว Wingspan

ทั้งผู้บริหารของ WeWork และ Softbank ต่างเริ่มตระหนักว่าการเสนอขายหุ้น IPO อาจมีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่ประเมินไว้ 47,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งหากการประเมินมูลค่าต่ำกว่าที่ Softbank จ่ายให้กับหุ้น หมายความว่าการลงทุนครั้งนี้ของ Son จะขาดทุนทันทีเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นกับ Uber

และสิ่งที่ทำให้ปัญหามันอาจจะยิ่งแย่ไปอีก เมื่อ Son เปิดตัว Vision Fund 2 อย่างเป็นทางการในเดือนกรกฏาคม เขาได้ประกาศคำมั่นสัญญาที่ไม่ผูกมัดจากพันธมิตรที่มีอยู่อย่างจำกัดของกองทุนเดิมหลายราย

รวมถึงการได้นักลงทุนหน้าใหม่ เช่น Koch Industries และ National Bank of Kazakhstan แต่ความคาดหวังของการเดิมพันครั้งใหญ่ที่สุดสองครั้งกับ Uber และ WeWork ใน Vision Fund รอบแรก ที่ดูเหมือนกำลังจะล้มเหลว อาจจะมีปัญหาต่อ Son ในการระดมทุนของ Vision Fund 2

ทั้ง Son และ Adam นั้นชอบที่จะพบกันแบบตัวต่อตัวเมื่อทำได้ พกวเขาทั้งคู่รู้สึกดีที่สุดเมื่อพวกเขาทำงานในห้อง แต่ต้องบอกว่ามันไม่ใช่สัญญาณที่ดีนักสำหรับ Adam ที่โดนเรียกตัวด่วนข้ามมหาสมุทรแปซิกมายังโตเกียวในครั้งนี้

Adam ได้บินไปโตเกียวพร้อมกับ Michael Gross และ Noah Wintroub จาก JPMorgan ลงจอดที่สนามบินนาริตะในช่วงบ่าย โดยมีแผนที่จะบินกลับในคืนนั้นเลยทันที

ทั้งกลุ่มได้เข้าไปพบกับ Son ที่คฤหาสน์ในโตเกียวของเขา ซึ่งได้ร่วมกับ Dan Dees ผู้บริหารจาก Goldman Sachs ซึ่งต้องบอกว่ามันเป็นการประชุมที่น่าอึดอัดใจอย่างมาก

Son คิดว่า WeWork ควรชะลอการเสนอขายหุ้น IPO เนื่องจากปฏิกิริยาต่อ Wingspan นั้นแทบจะโดนถล่มยับ จากเหล่านักลงทุนสถาบันที่ WeWork ได้ไปทำการ Road Show มาก่อนหน้านี้

 Son ตั้งใจจะเชือด Adam ที่คฤหาสน์ในโตเกียวของเขา (CR:BusinessInsider.com)
Son ตั้งใจจะเชือด Adam ที่คฤหาสน์ในโตเกียวของเขา (CR:BusinessInsider.com)

ส่วนปัญหาของ Adam นั้นเรียกได้ว่า Son แทบจะฉุนขาดกับสิ่งที่เขาทำ แม้ก่อนหน้านี้ Son จะรู้สึกเหมือนว่า Adam เปรียบเหมือนเครือญาติที่ใกล้ชิดที่สุดของเขาคนหนึ่งและฝากความหวังไว้กับ Adam สูงมาก ๆ ก็ตามที

ความผิดพลาดครั้งก่อนหน้า Son เคยให้อภัยไปแล้วหนึ่งครั้ง แต่ครั้งนี้มันทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ถึงจุดแตกหัก แต่ Adam กลับตอบสนอง Son ด้วยการโต้เถียงกลับไปว่ามันสายเกินไปแล้วที่จะให้เขาออกจาก WeWork ในตอนนี้

Adam กล่าวว่า สถานการร์ในตอนนี้เป็นเวลาที่ต้องเดินหน้า นั่นเองที่ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ขาดสะบั้นลงทันที Son จึงส่ง Adam กลับไปยังอเมริกา พร้อมกับคำเตือนว่า เส้นทางที่ Adam กำลังจะเลือกทำ เป็นเส้นทางที่ไม่ฉลาด ทั้งสำหรับบริษัท และ สำหรับตัว Adam เอง

และเมื่อเขากลับไปที่นิวยอร์ก IPO ของ WeWork ก็ตกอยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายอย่างร้ายแรง JPMorgan และ Goldman Sachs บอกกับ WeWork ว่า บริษัทอาจจะต้องพิจารณาตัวเลขการประเมินมูลค่าบริษัทเพียงแค่ 2 หมื่นล้านดอลลาร์หรือน้อยกว่านั้น

ซึ่งในระหว่างการประชุมของคณะอนุกรรมการทางด้านการเงินของสภาผู้แทนของสหรัฐอเมริกา ส.ส. Alexandria Ocasio-Cortez ได้กล่าวถึงการประเมินมูลค่าของ WeWork ว่า เป็นตัวอย่างของการที่ตลาดเอกชนที่กำลังลอยตัวอยู่เหนือนักลงทุนสาธารณะ

พวกเขาได้เพิ่มมูลค่าจากการประเมินก่อนหน้านี้ที่ 47,000 ล้านดอลลาร์ และตอนนี้พวกเขาเพิ่งตัดสินใจในช่วงข้ามคืนว่า “ล้อเล่นเรามีมูลค่าแค่ 2 หมื่นล้านดอลลาร์เท่านั้น” Ocasia-Cortez กล่าว

Adam เริ่มหงุดหงิดกับทีมสื่อสารของ WeWork มากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งจู่ ๆ ก็ไม่สามารถที่จะควบคุมวงจรข่าวสารได้ มีข้อมูลรั่วไหลออกไป Softbank กำลังพยายามหนีการทำ IPO หรือไม่? หรือ Benchmark หวังที่จะก่อรัฐประหารเขา?

ต้องบอกว่าในเอกสารของ Wingspan นั้น ส่วนใหญ่วิจารณ์มุ่งเน้นไปที่ตัว Adam โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการที่บริษัทได้จ่ายค่าเช่าไปมากกว่า 20 ล้านดอลลาร์สำหรับอาคารสี่หลังที่ Adam เป็นเจ้าของ

หรือการเข้ามามีบทบาทที่มากเกินไปของเหล่าคนใกล้ชิดของ Adam ทั้งพี่สาว พี่เขย รวมถึง Rebekah เองที่ถูกมองว่าจะเป็นตัวแทนของ Adam ในอนาคตในการสืบทอดต่อตำแหน่งของเขาที่ WeWork

Adam และ Rebekah นั้นต้องตกตะลึงกับปฏิกิริยาของสาธารณะชน โดยพวกเขาคาดหวังจะได้รับคำชมเชย แต่ทั้งคู่กับถูกวิจารณ์ยับ แบบเละเทะ ในเรื่องจริยธรรม ที่มีปัญหากับบริษัทตัวเอง

รวมถึงเรื่องปัญหาในเรื่องการบริหารงานที่ Adam ดูเหมือนจะไม่ใช่มืออาชีพ เหมือนเป็นเด็กน้อยที่เพิ่งได้มีโอกาสจับเงินจำนวนมหาศาล และมีการใช้เงินอย่างบ้าคลั่ง The Wall Street Journal มีการรายงานว่า Frances Frei ทำงานเป็นที่ปรึกษาของ WeWork อยู่แล้ว และยังเรียกเก็บเงินจากบริษัทอีก 5 ล้านดอลลาร์

ในวันที่ 12 กันยายน Adam ได้ไปพบกับนายธนาคารจาก JPMorgan และ Goldman Sachs ที่สำนักงานใหญ่ของ WeWork พร้อมด้วยทนายของ WeWork เพื่อหารือเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจทำให้การทำ IPO นั้นเป็นที่ถูกใจนักลงทุนมากยิ่งขึ้น

แต่เหล่านายธนาคาร มาในครั้งนี้ เป้าหมายก็เพื่อการทำรัฐประหาร Adam โดยตรง พวกเขาต้องการให้กำจัดหุ้นที่มีอำนาจของทั้ง Adam และ Rebekah ทิ้งไปซะ และทิ้งคำขู่ว่า หากพวกเขาไม่ทำอะไรบางอย่าง การเสนอขายหุ้น IPO ของ WeWork อาจจะตกอยู่ในอันตราย

เรื่องราวกำลังจะมาถึงตอนจบ ในตอนหน้าจะเป็นตอนสุดท้าย ที่จะสรุปเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับ WeWork และ Adam กันแล้วนะครับ อย่าลืมติดตามกันด้วยนะคร้าบ

–> อ่านตอนที่ 14 : Spectacular Fall (ตอนจบ)

ย้อนไปอ่านตั้งแต่ตอนแรก & Credit แหล่งข้อมูลบทความ

Billion Dollar Loser ตอนที่ 12 : Road to IPO

หลังจากที่โปรเจค Fortitude นั้นดูเหมือนจะล้มเหลว แบบไม่เป็นท่า ทางเลือกสุดท้ายของ WeWork ในการหาเงินทุน เพื่อให้สถานะของบริษัทยังเดินหน้าต่อไปได้ มีอยู่ทางเดียว นั่นก็คือการนำเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะชน หรือ การทำ IPO

ต้องบอกว่าการทำ IPO หรือการนำเสนอหุ้นขายต่อสาธารณะชนนั้น เป็นเพียงวิธีหนึ่งสำหรับ บริษัทในการหาเงินเมื่อการที่จะทำการระดมทุนแบบส่วนตัวเหมือนเดิมนั้นมันเป็นไปไม่ได้อีกต่อไป

WeWork หวังที่จะระดมทุน 3 พันล้านดอลลาร์จากนักลงทุนเพื่อให้เงินทุนเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่แน่นอนว่า มันไม่เหมือนการระดมทุนแบบ Startup ที่ WeWork เคยทำมาก่อนทั้งกับ Benchmark หรือ Softbank

เหล่าผู้จัดการกองทุนบำเหน็จบำนาญหรือกองทุนรวมจะไม่เสี่ยงกับงานของพวกเขาอย่างแน่นอน สิ่งที่พวกเขาต้องการคือ “ตัวเลข”

และต้องบอกว่าตัวเลขที่สำคัญที่สุดในการแยกแยะคือปัจจัยพื้นฐาน : WeWork มีมูลค่าเท่าใดกันแน่?

ซึ่งความลับที่สกปรกโสโครกของการเติบโตอย่างรวดเร็วคือความจริงที่ว่า การประเมินมูลค่าส่วนตัวจากการระดมทุนก่อนหน้านี้ของ WeWork นั้นแทบจะไร้ความหมาย มันอยู่ที่มูลค่าจริง ที่บริษัทสร้างขึ้นหรือมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สร้างขึ้นจริง ไม่ใช่เพียงแค่ฝันลม ๆ แล้ง ๆ ของ Adam อีกต่อไป

แน่นอนว่าการมาถึงของ Son และ Softbank นั้น ทำให้การประเมินมูลค่า WeWork กลายเป็นสิ่งที่เกินจริงมากยิ่งขึ้น ไม่มีใครสามารถแข่งกับ Softbank เพื่อลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์ใน WeWork ได้

ซึ่งมันหมายความว่ามูลค่า 47,000 ล้านดอลลาร์ จากการประเมินมูลค่าหลังจากที่ Softbank ได้ลงทุนไปนั้น มันสูงเป็นสามเท่าของที่ Hony Captial และรายอื่น ๆ ได้ลงทุนไปในปี 2016 และมันเป็นข้อตกลงระหว่าง Son และ Adam เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

เมื่อสรุปเงื่อนไขของข้อตกลงแล้ว เหล่าผู้บริหารของ WeWork บางคนคิดว่าควรระมันระวังในการเผยแพร่ตัวเลขที่ต่ำกว่านี้ออกไปสู่สาธารณะชน

แม้แต่ผู้สนับสนุนของ WeWork รายแรก ๆ ของบริษัทก็ยังไม่เชื่อว่า มูลค่าของบริษัทจะสูงถึงเพียงนี้ ในเดือนเมษายน Fidelity ได้ทำการประเมินมูลค่าของ WeWork ไว้เพียงแค่ 18,000 ล้านดอลลาร์ อย่างเงียบ ๆ

แต่ทั้ง Son และ Adam คงไม่สามารถยอมรับตัวเลขน้อย ๆ ได้อย่างแน่นอน พวกเขากำลังขึ้นหลังเสือ และที่สำคัญ Son กำลังหาเงินเพิ่มสำหรับ Vision Fund ที่สองของเขา

Son กำลังหาเงินเพิ่มสำหรับ Vision Fund ที่สองของเขา (CR:DealStreetAsia.com)
Son กำลังหาเงินเพิ่มสำหรับ Vision Fund ที่สองของเขา (CR:DealStreetAsia.com)

การประเมินมูลค่าที่เหนือกว่าสำหรับหนึ่งในการลงทุนครั้งสำคัญของ Vision Fund อย่าง WeWork นั้น เป็นสิ่งที่มีค่าสำหรับเขา มันสามารถทำให้ Softbank อวดผลลัพธ์ที่น่าประทับใจอย่างน้อยก็บนกระดาษได้

ในขณะเดียวกัน Adam ก็มีความภาคภูมิใจเป็นพิเศษ ในความจริงที่ว่าการประเมินมูลค่าใหม่และการเสนอขายหุ้นของ Uber ทำให้ WeWork กลายเป็น Startup ที่มีมูลค่ามากที่สุดในอเมริกา

เขาได้กดดันทีมสื่อสารของ WeWork เพื่อผลักดันตัวเลข 47,000 ล้านดอลลาร์ และ Minson ได้บอกกับคนอื่น ๆ ว่า WeWork จะทำ IPO ที่มีมูลค่าสูงกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์

สำหรับสถาบันการเงินที่เข้ามาแข่งขันในการทำ IPO ของ WeWork นั้นมีสามรายคือ JPMorgan , Goldman Sachs และ Morgan Stanley

JPMorgan เป็นผู้สมัครลำดับต้น ๆ เนื่องจากมีประวัติอันยาวนานกับ WeWork นอกเหนือจากการลงทุนในปี 2014 JPMorgan ยังให้ความช่วยเหลือ WeWork ในด้านเงินกู้ต่าง ๆ

และที่สำคัญยังให้เงินกู้กับ Adam จำนวน 97 ล้านดอลลาร์ ในการจำนองดอกเบี้ยต่ำสำหรับบ้านหลายหลังที่ Adm กำลังซื้อและยังช่วยอำนวยความสะดวกในสินเชื่อส่วนบุคคลกว่า 500 ล้านดอลลาร์ให้กับ Adam อีกด้วย

โดยทาง JPMorgan ได้แนะนำว่า WeWork สามารถทำ IPO ได้ด้วยการประเมินมูลค่ามากกว่า 46,000 ล้านดอลลาร์ และ อาจจะสูงถึง 63,000 ล้านดอลลาร์เลยทีเดียว

สำหรับ ฝั่ง Morgan Stanley นั้นนำโดย Michael Grimes ผู้ซึ่งเคยช่วยบริษัทในการเสนอขายหุ้นทางเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในทศวรรษ

ซึ่งหนึ่งปีก่อนหน้านี้ทีมงานจาก Morgan Stanley ได้ให้คำแนะนำ WeWork เกี่ยวกับการระดมทุนในโปรเจค Fortitude และประเมินว่ามูลค่าจะอยู่ระหว่าง 18,000 – 52,000 ล้านดอลลาร์ ขึ้นอยู่กับว่า WeWork จะสามารถอธิบายเส้นทางในการทำกำไรให้กับเหล่านักลงทุนที่สงสัยได้ดีเพียงใด

ในสัปดาห์ที่สองของเดือนพฤษภาคม ไม่กี่วันก่อนที่ Uber จะทำการทำ IPO ด้วยมูลค่าสูงกว่า 70,000 ล้านดอลลาร์ Goldman Sachs ได้นำเสนอกับ WeWork ด้วยการประเมินมูลค่าสูงสุดไว้ถึง 96,000 ล้านดอลลาร์

เอกสารที่เป็นหัวใจของการเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะคือ S-1 ซึ่งเป็นรายงานทางการเงินที่จะต้องยื่นต่อสำนักงาน ก.ล.ต. WeWork ส่งร่าง S-1 ในช่วงปลายปี 2018 หลังจากโปรเจค Fortitude ต้องล่มไป

ชื่อรหัสของ S-1 คือ Wingspan หรือ นกที่กำลังบินและทิ้งฝูงไว้ข้างหลัง ตอนนี้ทุกอย่างใน WeWork ดูเหมือนจะมี code name เต็มไปหมด รวมถึงเคมเปญการตลาดที่เรียกว่า Stark ซึ่งตั้งชื่อตาม Tony Stark ในภาพยนตร์ Iron Man

WeWork ได้ดัดแปลงพื้นที่ห้องสมุดที่เงียบสงบใกล้กับสำนักงานของ Adam บนชั้นหกของสำนักงานใหญ่ของบริษัทให้เป็น War Room สำหรับทีมที่รับผิดชอบในการเขียนส่วนต่าง ๆ ของ Wingspan

Adam ได้หันไปหากลุ่มคนที่เขาไว้ใจที่สุดซึ่งนั่นก็คือ Rebekah ให้มาช่วยเหลือในการดูแลโปรเจค Wingspan

Rebekah พุ่งโฟกัสไปที่การสร้างภาพ สร้างแบรนด์ โดยสิ่งสำคัญที่สุดอย่างนึงที่เธอจะโฟกัสในการทำเอกสารครั้งนี้ก็คือส่วนของภาพถ่ายที่จะปรากฏขึ้นในช่วงกลางของเอกสาร S-1

แม้จะมีภาพถ่ายมากมายจากชุมชน WeWork แต่ Rebekah คิดว่าควรคิดใหญ่ขึ้น เธอมองว่าภาพที่มีอยู่ใน stock ของบริษัทนั้นยังไม่น่าดึงดูดใจเพียงพอ

นั่นเองที่ทำต้องการภาพถ่ายใหม่และจ้างตากล้องมืออาชีพ ไมว่าจะเป็น Steven Klein ที่ถ่ายให้กับนิตยสารชื่อดังอย่าง Vogue รวมถึงอดีตผู้กำกับภาพจาก Vanity Fair เพื่อส่งช่างภาพไปถ่ายภาพสถานที่ต่าง ๆ ของบริษัทที่มีอยู่ทั่วโลก

Steven Klein ช่างภาพชื่อดังที่ถ่ายให้นิตยสาร Vogue (CR:Zimbio.com)
Steven Klein ช่างภาพชื่อดังที่ถ่ายให้นิตยสาร Vogue (CR:Zimbio.com)

นั่นเองที่ทำให้ค่าใช้จ่ายของการถ่ายภาพเหล่านี้สูงมาก WeWork ได้ใช้เงินหลายแสนดอลลาร์ไปกับงานศิลปะเพียงอย่างเดียว “Rebekah ทำอย่างกับจะสร้างนิตยสาร Vogue ฉบับเดือนกันยายน” ผู้บริหาร WeWork คนหนึ่งกล่าว

ต้องบอกว่าการเตรียมการในโปรเจค Wingspan นั้นมีแต่เรื่องวุ่นวาย แต่ละสัปดาห์มีเหตุฉุกเฉินใหม่ ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา ที่ต้องมีการแก้ปัญหา บางครั้งทีมผู้บริหารของ WeWork ก็พยายามกดดันให้ Adam มุ่งเน้นไปที่ความซับซ้อนของเรื่องทางการเงิน หรือ รายละเอียดปลีกย่อยต่าง ๆ ของเอกสารมากกว่าเรื่องรูปถ่าย หรือ งานศิลปะที่ Rebekah กำลังทำอยู่

แต่ดูเหมือน Adam จะไม่สนใจ Rebekah ใช้เวลาส่วนใหญ่ในช่วงฤดูร้อนในการจัดการกับความสวยงามของเอกสารในโปรเจค Wingspan

Rebekah ใช้เวลาหลายวันในการนำไปสู่การเปิดตัว Wingspan ด้วยคำอธิบายภาพที่น่าสนใจ ซึ่งจะปรากฏในหน้าแรกของหนังสือชี้ชวน ซึ่งต้องบอกว่านี่เป็นงานที่ไม่จำเป็นอย่างยิ่ง

เหล่านักวิเคราะห์จะมองไปที่ตัวเลขและแบบจำลองและการเปิดเผยข้อมูลที่จำเป็นเพื่อแยกแยะว่า บริษัท มีมูลค่าเท่าใดกันแน่

งานมีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับ WeWork ทีมสื่อสารของบริษัทพยายามอย่างมากในปี 2019 เพื่อเขียนเรื่องเล่าเกี่ยวกับบริษัท แบบหน้าเดียวที่มีความเรียบง่าย

เมื่อ Rebekah เสนอร่างฉบับสุดท้ายของเธอ นายธนาคาร ทนายความ และ ผู้บริหารหลายคนที่ทำงานกับโปรเจค Wingspan ถึงกับต้องอึ้งกันไปตามกัน

มันดูเหมือนไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดในการทำเอกสารทางการเงินที่มีความยาว และเนื้อหาที่ซับซ้อน แต่เมื่อ Wingspan ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะหลังจาก 7.00 น. ของวันที่ 14 สิงหาคม 2019 นักลงทุนที่มีศักยภาพจะได้รับการต้อนรับด้วยหน้าสีขาวที่ว่างเปล่า ซึ่งมีข้อความต่อไปนี้อยู่ตรงกลาง :

WE DEDICATE THIS
TO THE ENERGY OF WE—
GREATER THAN ANY ONE OF US
BUT INSIDE EACH OF US.

ถึงตอนนี้ใกล้จะถึงบทสรุปของเรื่องราวต่าง ๆ ของ WeWork กันแล้วนะครับ จะเกิดอะไรขึ้นกับ การ IPO ครั้งประวัติศาสตร์นี้ Adam จะสามารถหาเงินทุนมาเพื่อทำให้ธุรกิจของเขาเดินหน้าต่อไปได้หรือไม่ โปรดอย่าพลาดติดตามต่อในตอนหน้านะครับผม

–> อ่านตอนที่ 13 : Coup d’etat

ย้อนไปอ่านตั้งแต่ตอนแรก & Credit แหล่งข้อมูลบทความ

Billion Dollar Loser ตอนที่ 11 : Code Name Fortitude

ในเดือนสิงหาคม ปี 2018 Masayoshi Son ได้บอกกับผู้ถือหุ้นของ Softbank ว่า บริษัทหลายสิบแห่งที่เขาลงทุนผ่าน Vision Fund จะ “เข้าร่วมกับเราในฐานะครอบครัวของเรา” Son ดูเหมือนจะมีลูกที่เขาชอบเป็นพิเศษ เขากล่าว “WeWork จะเป็น Alibaba รายถัดไป”

Son ได้กล่าวกับผู้ถือหุ้นว่า WeWork กำลังปฏิวัติสิ่งใหม่ทั้งหมด โดยใช้เทคโนโลยี และ ระบบฐานข้อมูล เพื่อสร้างและเชื่อมต่อชุมชนในแบบที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน

เขากำลังคิดที่จะย้ายสำนักงานใหญ่ของ Softbank ไปอยู่ที่สำนักงาน WeWork ในญี่ปุ่น และ บอกให้เหล่าผู้ถือหุ้น เลิกกังวลเรื่องคณิตศาสตร์ตัวเลขต่าง ๆ มากนัก เขากล่าวว่า “คุณต้องรู้สึกถึงแรงผลักดันของ Adam”

แต่ตัวเลขยังคงเป็นปัญหา WeWork กำลังสูญเสียเงินไปเกือบ 2 พันล้านดอลลาร์ในปี 2018 และมีเงินสดเหลือเพียงน้อยนิด แม้ว่าจะได้รับเงินจากนักลงทุนมากกว่า 5 พันล้านดอลลาร์แล้วก็ตามที

ในเดือนเมษายนปี 2018 WeWork ได้จัดหาเงินกู้เพิ่มอีก 702 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นจำนวนเฉพาะที่แปลกประหลาด ซึ่งท้ายที่สุดมันถูกเฉลยด้วยการเป็นตัวเลขฉลองวันเกิดครบปีที่ 39 ของ Adam ซึ่งเมื่อนำอายุมาคูณด้วย 18 ซึ่งเป็นเลขนำโชคในศาสนายิว ก็จะกลายเป็นจำนวนเงินดังกล่าว

การกู้เงินเพิ่มด้วยการขายพันธบัตรทำให้ WeWork ต้องเปิดเผยงบการเงินรายไตรมาส ซึ่งบริษัทได้ใช้เมตริกบางอย่างที่จะนำเสนอภาพทางการเงินในแง่ดีขึ้น ด้วยการลบต้นทุนบางอย่าง เช่น ค่าใช้จ่ายในการออกแบบทางการตลาด และการบริหาร ซึ่ง บริษัทได้โต้แย้งว่ามันเป็นต้นทุนที่ทยอยจ่ายไปตามกาลเวลา

นั่นทำให้งบการเงินออกมาดูสวยน่าสนใจขึ้น ซึ่งได้เปลี่ยนตัวเลขการขาดทุน 993 ล้านดอลลาร์ของ WeWork ในปี 2017 ให้เป็นกำไร 233 ล้านดอลลาร์

ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม Adam ดูเหมือนจะไม่ได้รับความสนใจจากการขาดทุนที่เพิ่มขึ้นของ WeWork เพราะรายได้ของบริษัทยังคงเติบโตเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าทุกปี และเขาได้ย้ำเตือน Son อย่างต่อเนื่องในการลงทุนเพิ่มเติมเพื่อให้ WeWork ก้าวไปข้างหน้าได้เร็วขึ้น

Adam บอกกับผู้บริหารของ WeWork ว่า Son เชื่อว่า WeWork อาจจะมีมูลค่าสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ หากบริษัทดำเนินการตามเป้าหมายที่วางไว้ได้สำเร็จ

แต่ต้องบอกว่าที่ Softbank อาจจะมีแค่ Son เพียงคนเดียว ที่หลงใหลไปกับคารมของ Adam เพราะตัวแทนคนอื่นๆ ที่ดูแลเรื่องการเงินของ Softbank ต่างพยายามกดดัน WeWork ให้กำหนดเส้นตายที่ชัดเจนว่า จะทำการ IPO เปิดตัวสู่สาธารณะเมื่อใด

แต่ Son และ Adam ได้คิดที่จะลงทุนใน WeWork เพิ่ม มีความพยายามให้ Softbank และ Vision Fund ซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นเดิมของ WeWork เป็นจำนวนมาก

ซึ่งแผนการดังกล่าวนั้นมีการเรียกร้องให้เติมเงินถึง 2 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งมันจะทำให้มูลค่าของ WeWork พุ่งขึ้นสูงกว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่ง Adam ยังสามารถควบคุมบริษัทของเขาได้ ในขณะที่มูลค่าหุ้นของเขาจะสูงกว่า 13,000 ล้านดอลลาร์ และจะทำให้เขาเป็นหนึ่งในคนที่ร่ำรวยที่สุดในโลกทันที

Code Name สำหรับแผนนี้ถูกเรียกว่า Fortitude ทีมจาก Softbank และ WeWork ต้องบินไปมาระหว่าง นิวยอร์ก โตเกียว บอสตัน เพื่อจัดการกับปัญหาเรื่องข้อกฏหมาย และเรื่องการลงทุนในโปรเจคดังกล่าว

ต้องบอกว่า Softbank เป็นบริษัทที่ชอบสร้างนิสัยในการกระตุ้นสงครามราคา ด้วยการลงทุนอย่างมากในหลายบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกัน เช่น DoorDash และ Uber Eats แต่สำหรับ WeWork นั้น Softbank ไม่ได้ให้เงินลงทุนในคู่แข่งของพวกเขาแต่อย่างใด

ในทางกลับกัน Softbank บังคับให้ Adam สัญญาว่าจะไม่ลาออกไปไหน และ ห้ามไม่ให้มาเปิดบริษัทแข่งด้วย ซึ่งหากรายได้ของ WeWork เพิ่มขึ้นเป็น 5 หมื่นล้านดอลลาร์ในอีก 5 ปีข้างหน้า นั่นจะทำให้แผนการ Fortitude ของ ทั้ง Adam และ Son สัมฤทธิ์ผล

สำหรับ WeWork และ ตัว Adam แผนการ Fortitude มีเป้าหมายเพื่อแซงหน้า JPMorgan ในฐานะผู้ให้เช่าสำนักงานรายใหญ่ที่สุดของนิวยอร์ก ซึ่งนั่นเป็นฝันของ Adam ตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท ที่เขาอยากจะทำมันให้สำเร็จให้จงได้

ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีเดียวกัน Adam มีความคิดที่จะเข้าซื้อกิจการของ Cushman & Wakefield ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ด้านอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์มูลค่า 4 พันล้านดอลลลาร์

Adam ทำการประมูลซื้อ Sweetgreen ผู้ผลิตสลัด ชื่อของบริษัทอย่าง WeWork ดูเหมือนมันจะถูกจำกัดแคบเกินไปที่จะครอบคลุมความทะเยอทะยานทั้งหมดของ Adam อีกต่อไปแล้ว

บริษัทเริ่มคิดเปลี่ยนชื่อแบรนด์ เหมือนกับที่ Google จัดการในการเปลี่ยนชื่อตัวเองเป็น Alpabet ด้วยการที่มีกลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก 3 กลุ่ม ได้แก่ WeWork , WeLive และ WeGrow และอีกมากมายในอนาคต WeWork จะกลายเป็น We Company

แต่ต้องบอกว่า ภายใน Softbank เองนั้น ก็ไม่ได้หลงใหลไปตามคารมของ Adam มากนักดูเหมือนมี แค่ Son เท่านั้นที่ดูจะเอาอกเอาใจ Adam เป็นพิเศษ ถึงกับเคยกล่าวกับ Adam อย่างภาคภูมิใจว่า “คนสุดท้ายที่ผมรู้สึกเช่นนี้คือ Jack Ma” ผู้ก่อตั้ง Alibaba

แต่สถานะของ Adam ในฐานะลูกชายคนโปรดของ Son อาจจะถูกพรากไปในไม่ช้า ในฤดูใบไม้ร่วงปีนั้น Vision Fund ได้ลงทุนเพิ่มอีก 1 พันล้านดอลลาร์ใน Oyo ซึ่งเป็นบริษัท Startup ด้านการโรงแรมของอินเดียที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

Oyo Startup ด้านการโรงแรมจากอินเดียว ลูกรักคนใหม่ของ Masayoshi Son (CR:Skift.com)
Oyo Startup ด้านการโรงแรมจากอินเดียว ลูกรักคนใหม่ของ Masayoshi Son (CR:Skift.com)

Oyo นำโดยผู้ก่อตั้งที่อายุน้อยกว่า Adam ถึง 15 ปี “น้องชายของคุณทำได้ดีกว่าคุณมาก” Son บอกกับ Adam ในการประชุมที่ Son แสดงให้เห็นแผนการเติบโตที่ทะเยอทะยานของ Oyo

โปรเจคในฝันอย่าง Fortitude นั้น ก็ได้เริ่มได้รับแรงกดดันจากเหล่าผู้บริหารใน Softbank เอง Rejeev Misra ผู้บริหารกองทุน Vision Fund กล่าวว่า Adam กำลังผลักดัน WeWork เข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่มีความเชี่ยวชาญหรือความได้เปรียบ หุ้นของพวกเขาลดลง 5% เมื่อมีรายงานรายละเอียดของโปรเจค Fortitude ครั้งแรกในสื่อ

ในเดือนพฤศจิกายน ทั้งสองฝ่ายได้ทำข้อตกลงเบื้องต้นให้ Softbank ลงทุนเพิ่มเติมอีก 3 พันล้านดอลลาร์ใน WeWork ในขณะที่สองฝ่ายจะร่วมมือกันผ่านโปรเจค Fortitude

ในขณะที่การเจรจาดำเนินต่อไป Berrent และ Minson ซึ่งเป็นผู้นำทีมของ WeWork ก็ยอมรับว่าหาก Softbank ใช้กลยุทธ์การอัดเงินแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ในไม่ช้า WeWork ก็จะหมดเงินอีกครั้ง และผู้บริหารของบริษัทก็เริ่มกังวลว่า Softbank อาจจะเริ่มหมดความอดทน และบังคับให้ WeWork อยู่ในเงื่อนไขที่ไม่ค่อยดีนัก

พวกเขาเริ่มพิจารณาแผนสำรอง ในการนำ WeWork ทำ IPO ขายหุ้นออกสู่สาธารณะ ในปี 2018 WeWork เริ่มได้รับการเสนอขายจากธนาคารเพื่อการลงทุนโดยสรุปว่าการเสนอขายหุ้น IPO ในอนาคตอันใกล้นี้จะเป็นอย่างไร

บริษัทเริ่มทำเอกสาร S-1 ซึ่งเป็นเอกสารที่นำเสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งจะเป็นก้าวแรกสู่การเสนอขายต่อประชาชนทั่วไป

แม้ Adam จะพยายามสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับฝั่งกองทุนจากตะวันออกกลาง เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในปี 2018 ในการวางแผนการขยายธุรกิจในตะวันออกกลางในซาอุดิอาระเบียและอาบูดาบีซึ่งเป็นผู้สนับสนุนใหญ่ทั้งสองของ Vision Fund

เขามีแผนการที่จะนำเอา Flatiron School มาสู่อาณาจักรซาอุดิอาระเบียเพื่อช่วยให้ผู้หญิงเรียนรู้วิธีการเขียนโค้ด

Adam กล่าวว่า เขากำลังพูดคุยกับรัฐบาลซาอุดิอาระเบียเกี่ยวกับการรวม WeWork เข้ากับ Neom ซึ่งเป็นเมืองแห่งอนาคตที่สร้างขึ้นจากพื้นดินทางตะวันตกเฉียงเหนือของซาอุดิอาระเบียใกล้กับ อิสราเอล

Neom เมืองแห่งอนาคตของ ซาอุดิอาระเบีย (CR:DailyExpress)
Neom เมืองแห่งอนาคตของ ซาอุดิอาระเบีย (CR:DailyExpress)

Neom นั้นจะกลายเป็นเมืองที่คาดว่าจะมีหุ่นยนต์แม่บ้าน เมฆฝนเทียม และชายหาดที่มีหาดทรายเรืองแสงในความมืด Adam คิดว่า บทบาทของ WeWork ในโครงการนี้อาจมีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์

แต่ดูเหมือนสถานการณ์หลังจากนั้นจะไม่สู้ดีนัก เมื่อโปรเจค Fortitude นั้นกำลังถูกเบรคอย่างเงียบ ๆ โดย ซาอุดิอาระเบียและอาบูดาบีปฏิเสธที่จะอนุญาตให้ Vision Fund ลงทุนเงินเพิ่มเติมใน WeWork

ในวันที่ 18 ธันวาคมปี 2018 ธุรกิจของ Softbank ในส่วนของมือถือ ได้ทำการ IPO ในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นการนำเสนอขายหุ้น IPO ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันสองรองจาก Alibaba ซึ่ง Son คาดว่าการนำเสนอขายหุ้นครั้งนี้จะนำรายได้บางส่วนไปสานฝันต่อในโปรเจค Fortitude

แต่ทุกอย่างกลับพลิกผัน เมื่อหุ้นลดลง โดยมีการสูญเสียเงินกว่า 3 พันล้านดอลลาร์ในวันแรกของการซื้อขาย ซึ่งเป็นหนึ่งในการเปิดตัวที่เลวร้ายที่สุในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

สถานการณ์ในตอนนั้น ตลาดทั่วโลกกำลังได้รับความผันผวนเนื่องจากสงครามการค้าของอเมริกากับจีน ที่ยังคงดำเนินต่อไป และหุ้นก็ลดลงในอัตราที่ไม่เห็นมานับตั้งแต่ปี 2008

ในช่วงปลายเดือนธันวาคม หุ้นของ Softbank ลดลงมากกว่าหนึ่งในสาม ต้องบอกว่า Fortitude นั้น ได้กลายเป็นเพียงวิสัยทัศน์เพ้อฝัน ความฝันลม ๆ แล้ง ๆ ในหัวของ Son และ Adam ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อดูจากสถานการณ์ทางด้านการเงินของบริษัทในขณะนั้น

มาถึงตอนนี้ ต้องบอกว่า สถานการณ์ด้านการเงินของ Softbank เริ่มจะสั่นคลอน มันทำให้ Son เองก็เริ่มที่จะถูกบีบจากเหล่านักลงทุน โดยเฉพาะจากฝั่งตะวันออกกลาง ที่ดูจะไม่เห็นดีเห็นงามด้วยกับโปรเจค Fortitude นี้เลย

เมื่อความขัดแย้งเหล่านี้เริ่มก่อตัวขึ้น จะเกิดอะไรขึ้นกับ WeWork เมื่อเริ่มมีความกดดันจากรอบด้าน ทั้งเรื่องเงินทุน เรื่องแม้กระทั่งการที่จะทำ IPO ก็ดูเหมือนตัวเลขในบัญชีของพวกเขาจะมีปัญหาอยู่มาก

ความฝันของ Adam จะสามารถทำได้สำเร็จหรือไม่ในการล้ม JPMorgan ขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งในนิวยอร์ก ที่เขาตั้งเป้าไว้ตั้งแต่การก่อตั้งบริษัทในช่วงเริ่มต้น WeWork จะเดินไปทางไหนต่อ โปรดอย่าพลาดติดตามต่อในตอนหน้านะครับผม

–> อ่านตอนที่ 12 : Road to IPO

ย้อนไปอ่านตั้งแต่ตอนแรก & Credit แหล่งข้อมูลบทความ

Billion Dollar Loser ตอนที่ 10 : Game of Thrones

ในปี 2017 บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง IBM จำเป็นต้องหาสำนักงานในนิวยอร์กอย่างรวดเร็วเพื่อรองรับพนักงาน 600 จากแผนกการตลาด ซึ่งหลังจากพิจารณาตัวเลือกต่าง ๆ แล้ว จึงตัดสินใจเช่าพื้นที่ในอาคาร 11 ชั้น ที่ University Place ใน Greenwich Village ซึ่งอาคารแห่งนี้ดำเนินการโดย WeWork

WeWork ได้พยายามโน้มน้าวให้บริษัทใหญ่ ๆ ใช้ข้อเสนอแบบ Space as a service แต่มันก็พบกับจุดจบอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องสัญญาณ Wi-Fi ที่ขาด ๆ หาย ๆ ลิฟต์ของอาคารก็มีปัญหาอยู่บ่อยครั้ง ทำให้พนักงาน IBM ต้องใช้บันไดอยู่หลายเดือน

ในอาคารส่วนใหญ่ที่ WeWork เช่าช่วงมาต่อนั้น เจ้าของอสังหาริมทรัพย์จะเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องต่าง ๆ เช่น การบำรุงรักษาลิฟต์ แต่เงื่อนไขของสัญญาเช่ากับ อาคารหลังนี้มีความผิดปรกติ และโยนให้ WeWork รับหน้าที่ในการซ่อมแซมแทน

มันเป็นผลจากการที่ Adam นั้นเป็นเจ้าของอาคารแห่งนี้เสียเอง เขาซื้อมันด้วยเงิน 70 ล้านเหรียญจาก Elie Tahari นักออกแบบแฟชั่นที่เขารู้จักจาก Kabbalah Center

โดยก่อนที่จะให้ WeWork เข้ามาเช่าพื้นที่นั้น Adam ไม่ได้เปิดเผยสัดส่วนการถือหุ้นของเขาในอาคาร ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสงสัยทางจริยธรรม ซึ่งดูเหมือนเขากำลังหารายได้โดยเก็บค่าเช่าจากบริษัทของตัวเอง

University Place กับอาคารเจ้าปัญหาที่ Adam เป็นเจ้าของเสียเอง (CR:TheRealDeal.com)
University Place กับอาคารเจ้าปัญหาที่ Adam เป็นเจ้าของเสียเอง (CR:TheRealDeal.com)

ต้องบอกว่าก่อนหน้านี้ Adam และผู้บริหาร WeWork กลุ่มเล็ก ๆ ที่ไม่เป็นที่รู้จัก ได้กระทำการในลักษณะนี้มาก่อนแล้ว โดยการหารายได้เข้ากระเป๋าจากการเก็บค่าเช่าจาก WeWork เสียเอง

Adam , Mark Lapidus และ Ariel Tiger เป็นเจ้าของส่วนหนึ่งของอาคารใน Varick Street ของ WeWork ซึ่งเป็นอาคารสำนักงานให้เช่าแห่งที่ 4 ในนิวยอร์กของบริษัท

ในปี 2013 คณะกรรมการของ WeWork ได้คัดค้านความพยายามของ Adam ที่จะซื้อส่วนหนึ่งของอาคารในชิคาโกที่ WeWork วางแผนที่จะเช่า มันเป็นเรื่องขัดแย้งทางผลประโยชน์ของบริษัทอย่างชัดเจน

ซึ่งการคัดค้านดังกล่าวได้กลายเป็นประเด็นใหญ่ แต่เมื่อ Adam เข้ามาควบคุมคณะกรรมการได้แบบเบ็ดเสร็จ เขาก็สนองตัณหาส่วนตัวได้สำเร็จ โดยในฤดูใบไม้ผลิของปี 2018 WeWork ได้จ่ายค่าเช่าให้ Adam มากกว่า 12 ล้านเหรียญสหรัฐ

Adam นั้นยืนยันมานานแล้วว่า WeWork ไม่ได้ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการเป็นเจ้าของอาคาร “เราไม่ซื้ออสังหาริมทรัพย์อย่างแน่นอน” เขากล่าวในปี 2015

แต่เมื่อถึงช่วงปลายปี 2017 WeWork ได้เปิดตัวบริษัทชื่อ WeWork Property Advisors ซึ่ง WeWork จ่ายเงินประมาณ 850 ล้านดอลลาร์เพื่อซื้อพื้นที่ของ Lord & Taylor ในแถบมิดทาวน์

มันเป็นสิ่งที่ Adam จินตนาการไว้สำหรับอาคารของตัวเองที่พร้อมด้วย โรงยิม โรงเรียน และ คลินิคทันตกรรม สำหรับพนักงานของห้างสรรพสินค้า

แผนสำหรับ WeWork Property Advisors เรียกร้องให้ระดมเงินจากนักลงทุนเพื่อช่วย WeWork ซื้ออาคาร ทีมจัดตั้งกองทุนหวังว่าจะระดมทุนได้ 1 พันล้านดอลลาร์

แต่ Adam มีความคิดที่ดีกว่า : ทำไมไม่ระดมทุนให้ได้ แสนล้านดอลลาร์ไปเลยล่ะ ? ซึ่งมันจะเป็นกองทุนวิสัยทัศน์สำหรับสิ่งปลูกสร้างและเป็นกองเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลกทันที

แน่นอนว่า หาก Adam ระดมทุนได้ แสนล้านดอลลาร์ มันก็จะตอบแทนให้กับเขาได้สูงถึง 1 พันล้านดอลลาร์นั่นเอง มันเป็นความคิดที่บัดซบมาก ๆ ที่ผู้ก่อตั้งบริษัท กลับมาคิดหากำไรจากบริษัทของตัวเองอย่างที่ Adam ทำ

เรื่องจัดการคนก็เป็นปัญหาใหญ่สำหรับ Adam เช่นกัน ในปี 2017 Adam ได้มือดีอย่าง Rich Gomel ที่เข้ามาร่วมงานกับ WeWork ในตำแหน่งประธานของบริษัท ซึ่ง Gomel เองมีประสบการณ์กว่าทศวรรษที่ Starwood Hotels และอีก 5 ปีในบริษัทการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ของ JPMorgan

Gomel ถูกดึงตัวมา และได้รับการดูแลอย่างดีเพื่อเป็นซีอีโอคนต่อไปของ WeWork ซึ่ง Adam จะก้าวลงจากตำแหน่ง หลังจากนำบริษัทผ่านช่วงการสเกลแบบสายฟ้าแลบ และจะขึ้นไปเป็นประธานคณะกรรมการของบริษัท WeWork ซึ่งเขาสามารถผลักดันวิสัยทัศน์ของเขาต่อไปได้ในขณะที่ Gomel จะนำ WeWork เข้าสู่ยุคใหม่ในฐานะบริษัทมหาชน

Gomel นั้นได้รับตำแหน่งแทน Artie Minson ซึ่งได้ถูกวางตำแหน่งให้เป็นผู้สืบต่อตำแหน่งซีอีโอของ Adam ในช่วงก่อนหน้านี้

การก้าวเข้ามาของ Gomel มีสาเหตุเนื่องมาจาก Minson เองนั้นไม่เชื่อในในเรื่องการผลักดันให้ WeWork กลายเป็นบริษัทเทคโนโลยีอย่างที่ Adam ฝันใฝ่ รวมถึงการที่ไปแสดงความสงสัยเกี่ยวกับเงินหลายร้อยล้านดอลลาร์ที่ Adam ใช้จ่ายในการซื้อกิจการ นั่นเป็นเหตุให้เส้นทางอนาคตของ Minson ดับมอดลงไป

มีการทะเลาะวิวาทระหว่างผู้บริหาร ซึ่งมีการถูกสับเปลี่ยนเข้าออกจากผู้บริหารระดับสูงที่มีความใกล้ชิดกับ Adam อยู่ตลอดเวลา

“เขาทำให้พวกเราทุกคนทะเลาะกัน” ผู้บริหารคนหนึ่งกล่าว เขาเปรียบชีวิตตัวเองที่อยู่ใน WeWork ว่าเหมือนกำลังอยู่ในบทละครของ Series ชื่อดังอย่าง “Game of Thrones”

Adam มักจะใช้ตารางงานที่ล้นเกินไปของเขาเป็นเครื่องมือในการควบคุมบังคับให้ผู้บริหารประชุมกันทุกชั่วโมงทั้งคืน ที่บ้านคนใดคนหนึ่ง หรือต้องนั่งเครื่องบินเจ็ทส่วนตัวข้ามประเทศร่วมประชุมแบบทันทีหาก Adam ต้องการ

ในช่วงฤดูร้อนของปี 2017 Adam ก็ทำการสับเปลี่ยนทีมผู้บริหารอีกครั้ง โดยปรับให้ Minson จากซีโอโอของบริษัทให้กลายมาเป็นซีเอฟโอแทน และ ผลักดันคนใหม่อย่าง Jennifer Berrent ให้เข้ามาแทนที่ในตำแหน่งซีโอโอ

Berrent มีภาพลักษณ์ต่อหน้าสาธารณะชนในแง่มุมที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และตำแหน่งของเธอในฐานะผู้บริหารหญิงระดับสูงของบริษัท เป็นที่มาของแรงบันดาลใจสำหรับพนักงาน WeWork หลายคน

แต่เธอกลายเป็นที่รู้จักในหมู่คนที่ทำงานใกล้ชิดกับเธอในฐานะ ลูกสมุนของ Adam ซึ่งไม่เพียงแค่งานด้านกฏหมายเท่านั้น เธอยังได้รับโอกาสจาก Adam เข้ามาดูแลด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลของบริษัทอีกด้วย

Jennifer Berrent ผู้บริหารหญิงคนใหม่ที่ถูกใจ Adam เป็นอย่างมาก (CR:law.com)
Jennifer Berrent ผู้บริหารหญิงคนใหม่ที่ถูกใจ Adam เป็นอย่างมาก (CR:law.com)

เธอมักจะสะท้อนเป้าหมายที่ Adam ตั้งไว้สำหรับบริษัท คือการปลดพนักงาน 20% ของ WeWork ในทุก ๆ ปี ซึ่งเป็นแนวความคิดที่เลียนแบบมาจาก Jack Welch ในเวอร์ชั่นแบบสายฟ้าแลบที่ว่าคนงาน 10% ที่มีผลงานต่ำที่สุดของบริษัทควรถูกคัดออกอย่างสม่ำเสมอ

Adam ดูเหมือนจะให้ความสำคัญกับ Berrent ไม่เพียงแต่เรื่องความสามารถทางด้านกฏหมายเพียงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความภักดีของเธอซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ Adam แสวงหามานานในเหล่าผู้บริหารของเขา

ส่วนบทบาทของ Miguel นั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ในช่วงต้นของบริษัท Miguel เป็นคนกำหนดความสวยงามของ WeWork แต่เมื่อ Adam ต้องสเกลบริษัทเพื่อให้รองรับความต้องการของนักลงทุน บทบาทของ Miguel ก็จางหายไปตามกาลเวลา

เมื่อ WeWork กลายเป็นบริษัทที่มีพนักงานหลายพันคน Miguel ได้ปล่อยให้ใบอนุญาตทางสถาปัตยกรรมของเขาหมดอายุลง และบทบาทของเขาในกระบวนการออกแบบก็ลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ

การจัดการกับสถาปนิกกลุ่มใหม่ ๆ ที่เข้ามาทำงานที่เติบโตขึ้นจนมีคนมากกว่า 100 คน ก็ไม่ใช่ความเชี่ยวชาญของเขา ที่สำคัญ Miguel ยังคงเป็นนักออกแบบที่ขี้อายที่สุดที่สวมหูฟังและคอยสเก็ตช์แบบที่อยู่ตรงหน้าเขา

นอกจากนี้เขายังไม่เคยรู้สึกสบายใจเลยกับบทบาทในที่สาธารณะที่ Adam หวังให้ Miguel มีมากขึ้น เขาชอบยืนอยู่นอกเวทีในขณะที่ Adam กำลังร่ายมนต์ให้กับคนฟังกลุ่มใหญ่ในห้องประชุม Miguel แทบจะไม่กระตือรือร้นกับคำพูดที่สร้างแรงบันดาลใจใด ๆ ของ Adam เลย

แม้ Adam จะมอบอำนาจให้กับ Miguel หรือ Minson หรือใครก็ตาม แต่ดูเหมือน WeWork ยังคงเป็นบริษัทของ Adam เสมอ ทุกสิ่งที่ WeWork หมุนรอบตัวเขา และเสน่ห์ที่เขาปรับใช้กับการแสวงหานักลงทุนก็ส่งผลเช่นเดียวกันกับพนักงานของเขา

นั่นเองที่ทำให้เหล่าพนักงานเริ่มรู้จักวงจรชีวิตที่แท้จริงใน WeWork พนักงานใหม่จะเข้ามาด้วยความตื่นเต้นเป็นเวลา 6-9 เดือน

เมื่อทำงานไปจนถึง 18 เดือนพวกเขาจะพบกับความเหนื่อยล้าและท้อแท้ ซึ่งมันก็ถึงเวลาที่พวกเขาต้องถูกแทนที่ หรือต้องลาจากบริษัทไปเอง

ในช่วงท้ายของปี 2018 WeWork มีพนักงานมากกว่า 1 หมื่นคนอย่างรวดเร็ว ครึ่งหนึ่งของพวกเขาอยู่กับบริษัทน้อยกว่า 6 เดือน พนักงานหลายคนเริ่มมองว่า WeWork มีความเป็นบริษัทน้อยกว่าความเป็นลัทธิสนองตัณหาของ Adam ไปเสียแล้วจริง ๆ

ดูเหมือนเรื่องร้ายแรงอย่างปัญหาเรื่องจริยธรรมที่ Adam หาผลประโยชน์จากบริษัทเข้ากระเป๋าตัวเองนั้น เป็นสิ่งที่คณะกรรมการหลายคนคงรับไม่ได้ แถมเรื่องการจัดการคน ก็ดูเหมือนว่า Adam จะไม่มีทักษะทางด้านนี้เลย เขาเป็นแค่คนที่มีสเน่ห์และคอยร่ายมนต์ให้กับเหล่านักลงทุนหลงใหลคล้อยตามความฝันของเขาได้เท่านั้น

สถานการณ์ในตอนนี้ดูเหมือนจะมาใกล้ถึงจุดสิ้นสุดเต็มทีแล้ว แล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อกับ Adam และ WeWork โปรดอย่าพลาดติดตามต่อในตอนหน้านะครับผม

–> อ่านตอนที่ 11 : Code Name Fortitude

ย้อนไปอ่านตั้งแต่ตอนแรก & Credit แหล่งข้อมูลบทความ