Trivago กับบริการเปรียบเทียบราคาโรงแรมที่มีกลยุทธ์ทางการตลาดสุดแหวกแนว

บริการ Online Travel Agency (OTA) ถือเป็นส่วนสำคัญอย่างมากในการพัฒนาของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ประเทศที่มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจไม่ว่าจะเป็น อินเดีย ไทย ญี่ปุ่น ล้วนสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาตินับล้านคนในทุก ๆ ปี 

และ Trivago ก็เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่ทำให้การค้นหาโรงแรมดีขึ้น โดย Trivago ก่อตั้งขึ้นในเดือนมกราคม 2005 เป็นเครื่องมือค้นหาโรงแรมที่ให้บริการกว่าห้าสิบประเทศทั่วโลก ผู้ใช้สามารถค้นหาโรงแรมตามความสะดวกและจองผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ของ Trivago ได้อย่างง่ายดาย

โดยผู้ก่อตั้ง Trivago ประกอบด้วย Rolf Schroemgens, Stephan Stubner, Peter Vinnemeier และ Malte Siewert Schroemgens ซึ่งเป็น CEO ของ บริษัท คนปัจจุบัน บริษัท โดย Trivago มีพนักงานประมาณ 1300 คนมี office อยู่ในทุกมุมทั่วโลก

Rolf Schroemgens สำเร็จการศึกษาที่ HHL-Leipzig Graduate School ในปี 2000 และเริ่มได้เริ่มทำงานใน Ciao.com เขาทำงานเป็นรองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์และกลยุทธ์ ก่อนที่จะลาออกจากบริษัทในปี 2001 และหลังจากหยุดพักสามปีเขาก็ได้มาเริ่มพัฒนา Trivago อย่างเต็มตัว

ส่วน Stubner สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมปลายจากมิวนิคและไปเรียนมหาวิทยาลัยที่ Paderborn เพื่อศึกษาทางด้านธุรกิจ หลังจากจบการศึกษา ตั้งแต่ปี 1999 เขาได้เริ่มเปิดตัว บริษัทที่ให้บริการทางด้านออนไลน์จำนวนมาก ซึ่งรวมถึงการก่อตั้ง Trivago ซึ่งเขาผู้ร่วมก่อตั้ง ที่ค่อนข้างมีประสบการณ์ในการเป็นผู้ประกอบการมากที่สุดเพราะศึกษามาทางด้านธุรกิจโดยตรง

ส่วน Vinnemeier สำเร็จการศึกษาที่ HHL-Leipzig Graduate School ก่อนที่จะไปศึกษาต่อที่ University of Illinois, Chicago หลังจากนั้น เขามาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและ CTO ของ Ciao.com และลาออกจากบริษัทมาพร้อมกับ Schroemgens เพื่อมาก่อตั้ง Trivago ด้วยกันนั่นเอง

Trivago NV ก่อตั้งขึ้นในประเทศเยอรมนี และถือว่าเป็นเว็บไซต์แรกของประเทศในการค้นหาโรงแรม บริษัท ก่อตั้งขึ้นในเดือนมกราคมปี 2005 ในช่วงก่อตั้งนั้น Stubner ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้จัดการเป็นคนแรก แต่เขาได้ออกจากตำแหน่งหลังจากก่อตั้งได้เพียงไม่นานเท่านั้น  

เว๊บไซต์การเปรียบเทียบราคาโรงแรมแห่งแรก ๆ ในเยอรมัน
เว๊บไซต์การเปรียบเทียบราคาโรงแรมแห่งแรก ๆ ในเยอรมัน

ในช่วงต้นนั้นนักลงทุนหลักของ Trivago คือ Samwer, Florian Heinemann และ Christian Vollmann โดยในปี 2008 มีนักลงทุนเข้ามาเพิ่มจำนวนเงินทุนภายใน บริษัท โดย Trivago สามารถระดมทุนได้ 1.14 ล้านดอลลาร์จากการระดมทุน Series B นำโดย HOWZAT Media LLC ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นของยุคใหม่ของ Trivago อย่างแท้จริงหลังจากได้เงินทุนมาอัดฉีดก่อนแรก

ความน่าสนใจของ Trivago คือพวกเขาไม่ได้พึ่งพา Google ในการเพิ่มปริมาณการใช้งานแต่อย่างใด ซึ่งแตกต่างจากเว็บไซต์ส่วนใหญ่ที่ทำบริการในลักษณะเดียวกัน ทีมตัดสินใจลงทุนในเรื่องการโฆษณา ดังนั้นจึงใช้รูปแบบการเปิดตัวโฆษณาทางทีวี ซึ่งไม่ได้ใช้กลยุทธ์การตลาดดิจิทัล เหมือนบริการออนไลน์อื่น ๆ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก ๆ  ในการให้สัมภาษณ์ Schroemgens กล่าวว่า ในช่วงแรก ๆ ของการก่อตั้ง Trivago นั้นมีการแข่งขันในตลาดไม่มาก ดังนั้นพวกเขาจึงพึ่งพาทีวีเพื่อขยายกลุ่มผู้ใช้งานและเป็นกลยุทธ์ที่ทำได้ค่อนข้างดีเสียด้วย

เมื่อพวกเขาเริ่มทำกำไรได้ดีพวกเขาเริ่มขยายกิจการไปยังประเทศอื่น ๆ โดยขายหุ้น 25% ให้กับกองทุนรวมของสหรัฐในเดือนธันวาคม 2010 เพื่อนำเงินทุนมาขยายกิจการ และในท้ายที่สุด บริษัท Expedia Group ได้ทำการซื้อหุ้นใหญ่ใน Trivago ซึ่ง Deal เสร็จสมบูรณ์อย่างเป็นทางการในปี 2013 ด้วยเงิน 632 ล้านดอลลาร์

ในปี 2015 Trivago ประกาศว่าสามารถทำรายได้สูงถึง 573.4 ล้านดอลลาร์ และรายได้ทั้งหมดมาจากโมเดลธุรกิจของ Trivago โดยพวกเขาใช้รูปแบบของการหารายได้ คล้าย ๆ Google Adwords คือ คิดราคาต่อคลิก เนื่องจาก Trivago เป็นเว็บไซต์ที่ผู้ใช้สามารถเปรียบเทียบราคาโรงแรม ทุกครั้งที่มีการแสดงผลการเปรียบเทียบนั่นก็หมายถึงรายได้ที่เข้าสู่กระเป๋าของ Trivago นั่นเอง

แม้ ทุก ๆ บริษัทจะมีการลงทุนในโฆษณา แต่ไม่มีใครสามารถเอาชนะความสำเร็จของโฆษณาของ Trivago ได้ พวกเขาได้สร้าง ‘Trivago guy’ และ ‘Trivago girl’ ที่มีชื่อเสียง รูปแบบการสร้าง Character เป็นคนที่แต่งตัวประหลาด ‘Trivago’ มีชื่อเสียงอย่างมากในอินเดีย ซึ่งถูกแสดงโดย Abhinav Kumar

Abhinav Kumar นักแสดงในโฆษณา Trivago ของ อินเดีย
Abhinav Kumar นักแสดงในโฆษณา Trivago ของ อินเดีย

ต้องบอกว่าถือเป็นเรื่องน่าสนใจมากกับกลยุทธ์ในการสร้างฐานลูกค้าของ Trivago ที่เน้นการโฆษณาในทีวี ซึ่งถือเป็นสื่อยุคเก่า แต่พวกเขากลับสามารถทำมันได้อย่างยอดเยี่ยม

และในที่สุด Trivago ก็กลายเป็นเว็บไซต์เครื่องมือค้นหาโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดทั่วโลก มันเปรียบเทียบอัตราค่าบริการของโรงแรมมากกว่า 1 ล้านแห่ง และมีเว๊บไซต์ที่ใช้งานในเครือข่ายกว่า 250 แห่ง และ Schroemgens กล่าวว่า บริษัท ก็จะยังคงลงทุนในโฆษณาทางทีวีต่อไปเหมือนเดิม เพราะเป็นกลยุทธ์หลักที่พวกเขาใช้มาและได้ผลมาตลอดนั่นเอง

References : https://skift.com/2016/12/07/inside-story-of-how-trivago-built-a-brand-one-country-at-a-time/ https://en.wikipedia.org/wiki/Trivago https://company.trivago.com/our-story/ https://blog.directpay.online/everything-you-need-to-know-about-trivago/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Ashley Qualls กับการทำธุรกิจเว๊บไซต์สร้างเงินล้านได้ในวัย 17 ปี

ในปัจจุบันมีผู้คนมากมายรอบตัวเรามีความฝันที่จะเป็นผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จในชีวิต แต่ไม่บ่อยครั้งนักที่เราจะได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กสาววัยรุ่นอายุเพียงแค่ 14 ปีที่สร้างประวัติศาสตร์ในโลกธุรกิจได้สำเร็จ

Ashley Qualls ผู้ประกอบการชาวอเมริกันจากดีทรอยต์ มิชิแกน เริ่มต้นเว็บไซต์ของเธอเมื่ออายุ 14 ปีเพื่อจัดทำแบบฝึกหัดในเรื่องของการออกแบบเว็บ ในปี 2004 Qualls เปิดตัว whateverlife.com โดยให้บทเรียนแบบ HTML และเค้าโครงของเว๊บไซต์ social media ชื่อดังอย่าง MySpace ฟรี เธอเปิดเว็บไซต์นี้เป็นงานอดิเรกเพื่อช่วยเหลือวัยรุ่นโดยเฉพาะ ซึ่งเธอจะช่วยเหลือเหล่าวัยรุ่นในการเรียนรู้การออกแบบกราฟิกและการเขียนโค้ดเบื้องต้น

Qualls ไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะดีแต่อย่างใด และไม่ได้มีนักลงทุนที่ร่ำรวยอยู่เคียงข้างเธอในขณะที่เธอสร้างเว็บไซต์ โดย Qualls เป็นลูกสาวคนโตในครอบครัวของเธอและพยายามอย่างหนักเพื่อหาเงินมาช่วยเหลือครอบครัว

ในตอนแรก Ashley Qualls อายุ 14 ปีต้องการสร้างเว็บไซต์ที่น่าสนใจสำหรับทุกคนโดยทำมันเป็นงานอดิเรกเพียงเท่านั้น ในตอนแรกนั้นเธอวางแผนที่จะเผยแพร่ผลงานของตัวเองโดยมีกราฟิกและรูปภาพที่สร้างขึ้นเอง จากการใช้ความรู้ด้านการออกแบบเว็บในโครงการในที่สุดเธอก็ได้เปิดตัวเว็บไซต์ในปี 2004 ภายใต้ชื่อโดเมน Anythinglife.com มันเป็นก้าวแรกที่ทำให้เธอได้สร้างคลิปตลก ๆ และน่าดึงดูดสำหรับผู้คนโดยเฉพาะวัยรุ่น

หลังจากไม่กี่เดือนของการเปิดตัวเว็บไซต์ Qualls เธอก็ได้เริ่มอัปโหลดแบบฝึกหัดต่าง ๆ ในเว็บไซต์ของเธอเกี่ยวกับการออกแบบเว็บและการเขียนโปรแกรมเพิ่มเข้าไปมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็ว

และเมื่อจำนวนผู้ชมเริ่มเพิ่มขึ้น แบบฝึกหัดจำนวนมากถูกสร้างขึ้นอยู่ใน whateverlife.com ผู้ใช้ทุกคนที่สร้างบัญชีบนเว็บไซต์ได้รับอนุญาตให้อัปโหลดโครงการของตัวเองเข้าไปยังเว๊บไซต์ได้ ซึ่งเธอได้สร้าง whateverlife.com ให้เปรียบสเหมือน community ที่จะช่วยให้ผู้ที่มาใช้งานสามารถรับผลตอบแทนเป็นคะแนน ซึ่งคะแนนสะสมเหล่านี้จะนำไปใช้เพื่อซื้อสินค้าดิจิทัลออนไลน์ได้นั่นเอง

Whatlife.com สร้างเป็น community สำหรับวัยรุ่น
Whateverlife.com สร้างเป็น community สำหรับวัยรุ่น

ซึ่งกลยุทธ์นี้ได้เพิ่มความนิยมในเว๊บไซต์ของ Qualls อย่างรวดเร็ว โดยภายในหนึ่งปีก็มีผู้เข้าชมจากทั่วโลก และมันได้กลายเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นทุกคนทั่วโลกโดยมีผู้ใช้ถึง 300,000 คนในแต่ละวัน

ก่อนที่เมื่อบริษัทมีอายุครบสามขวบ Whateverlife.com ก็มีผู้ชมแตะระดับ 3-4 ล้านเพจวิวโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับบทเรียนของ HTML และ CSS เว็บไซต์ของ Qualls ได้รับความนิยมจนเริ่มมีคู่แข่งเข้ามาแย่งชิงตลาดเดียวกันนี้ เช่น cbsnews.com และ oprah.com

ในปี 2006 ได้มีนักลงทุนที่ไม่มีการเปิดเผยชื่อเสนอซื้อเว๊บไซต์ของ Qualls ในราคา 1,500,000 ดอลลาร์ ซึ่ง Qualls ได้ปฏิเสธไป ซึ่งการปฏิเสธครั้งนี้ ทำให้ แบรด กรีนสแปนผู้ร่วมก่อตั้ง MySpace รู้สึกสนใจเว๊บไซต์ของ Qualls มากและได้เสนอเงินจำนวนมหาศาลให้เธออีกถึงสองครั้งเพื่อแลกกับเว็บไซต์ของเธอ 

แต่ Qualls มีความคลั่งไคล้ในเว๊บไซต์ของเธอ และมีความปรารถนาที่จะขับเคลื่อนธุรกิจของเธอให้ไปไกลได้กว่าการขายธุรกิจให้กับบุคคลอื่น ดังนั้นเธอจึงปฏิเสธข้อเสนอจากกรีนสแปนทั้งสองครั้งโดยไม่คำนึงถึงเงินที่เขายินดีจ่าย แม้จะมากมายมหาศาลก็ตาม

แบรด กรีนสแปน ผู้ก่อตั้ง myspace เคยขอซื้อถึง 2 ครั้งแต่โดนปฏิเสธ
แบรด กรีนสแปน ผู้ก่อตั้ง myspace เคยขอซื้อถึง 2 ครั้งแต่โดนปฏิเสธ

ซึ่งมันเป็นเรื่องยากมากที่ผู้ประกอบการรุ่นเยาว์อย่างเธอ ในการปฏิเสธเงินจำนวนมากเช่นนี้ และเธอยังซื้อบ้านในปี 2006 เพื่อกลับมาอยู่ร่วมกับแม่และน้องสาวของเธอ ในไม่ช้าจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ของเธอก็เพิ่มขึ้นเป็น 7 ล้านคน และเมื่อ Ashley Qualls มีอายุ 17 ปีเธอก็กลายเป็นเศรษฐีเงินล้านได้ในที่สุด

แต่โชคชะตาก็เหมือนเล่นตลกกับเธอ จากความสำเร็จสูงสุดของเธอที่เพิ่งได้รับ แต่เธอกลับต้องโชคร้าย เมื่อ Qualls ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคภูมิแพ้ตัวเองเนื่องจากเธอประสบปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร และมันได้กลายเป็นความวุ่นวายในชีวิตของเธอทันทีกับโรคร้ายดังกล่าว

เพราะปัญหาจากโรคนี้ทำให้เธอต้องสูญเสียทั้งธุรกิจของเธอ บ้านของเธอ ตามมาด้วยความล้มเหลวของเธอแทบจะทุกอย่างในชีวิตที่เธอได้สร้างขึ้นมา แต่เธอไม่เคยคิดที่จะยอมแพ้ กับโชคชะตาที่เธอต้องพบเจอแต่อย่างใด

หลังจากตระหนักถึงความเชื่อมั่นที่รุนแรงว่าโรคนี้จะหลอกหลอนเธอไปตลอดกาลและมีผู้หญิงหลายพันคนที่ทุกข์ทรมานจากเรื่องเดียวกันจากโรคนี้

Qualls จึงตัดสินใจเปิดบล็อก SickNotDead เธอยอมรับความจริงกับโรคดังกล่าว และเริ่มเขียนบล็อกเพื่อให้คำแนะนำและสนับสนุนให้กับทุกคนที่ประสบพบเจอกับโรคนี้เช่นเดียวกับเธอพบกับทางออก 

และจากงานเขียนที่สร้างแรงบันดาลใจของเธอ ทำให้ท้ายที่สุดเธอก็สามารถสร้างความแตกต่างในชีวิตของผู้คนที่เจอโรคร้ายที่รักษาไม่หายนี้ได้สำเร็จ ให้กลับมาใช้ชีวิตปรกติเหมือนเธอได้ในที่สุด

References : https://en.wikipedia.org/wiki/Ashley_Qualls https://www.forbes.com/2008/02/09/teen-millionaires-startups-ent-success-cx-ml_0211qualls.html https://businessideaslab.com/how-a-14-years-old-girl-created-a-million-dollars-website/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

David Baszucki ผู้ก่อตั้ง Roblox แพลตฟอร์มสร้างวีดีโอเกมที่ใหญ่ที่สุดในโลก

วีดีโอเกมเป็นหนึ่งในสิ่งที่คู่กับวัยเด็กของทุก ๆ คน แต่การสร้างเกมนั้นดูเหมือนจะเป็นวิธีการที่มีความซับซ้อน ซึ่งคงเป็นเรื่องดีถ้ามีแพลตฟอร์มที่ช่วยสร้างเกมด้วยวิธีง่าย ๆ ซึ่งนั่นเป็นจุดกำเนิดของ Roblox ที่ก่อตั้งโดย David Baszucki นักธุรกิจอินเทอร์เน็ตชาวอเมริกันในปี 2006

Baszucki เกิดเมื่อวันที่ 20 มกราคม ปี 1963 ในประเทศแคนาดา เขาจบการศึกษาระดับชั้นมัธยมปลายจากโรงเรียน อีเด็นแพรี ในรัฐ มินนิโซตา และได้เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ในสาขา Computer Science และศึกษาต่อในปริญญาโทในด้านวิศวกรรมไฟฟ้า จนจบในปี 1985

เขาได้เริ่มต้นธุรกิจของตัวเองครั้งแรก หลังจากเรียนจบมา 4 ปี โดยในปี 1989 เขากับพี่ชายได้ร่วมกันก่อตั้งบริษัทที่มีชื่อว่า ‘Knowledge Revolution’ โดยได้ออกผลิตภัณฑ์ตัวแรกก็คือ Interactive Physics เป็นแอปพลิเคชั่นที่ช่วยให้ผู้ใช้เรียนรู้ฟิสิกส์

ถัดจากนั้นอีก 1 ปี ได้เปิดตัว ‘Working Model’ ซึ่งเป็นแอปพลิเคชั่น อีกตัวที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ ฟิสิกส์เชิงกล ได้ และได้เริ่มสร้างแอปการศึกษาที่มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น จนในที่สุดก็ถูกซื้อกิจการโดยบริษัท MSC Software ในปี 1998

โดยหลังจากที่ถูกซื้อกิจการ Baszucki ได้เข้าร่วมกับ MSC Software ในฐานะรองประธานของบริษัท และอยู่ต่อที่ MSC อีกสองปี จนถึง ปี 2000 เขาก็ได้ออกมาเพื่อเริ่มต้นธุรกิจใหม่อีกครั้ง

โดยเขาได้ตั้งบริษัทด้านการลงทุนที่มีชื่อว่า Baszucki & Associates และเขายังได้ไปจัดรายการวิทยุที่มีชื่อว่า KSCO Radio Santa Cruz ในช่วงตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ถึง กรกฏาคมปี 2003 อีกด้วย

Baszucki ได้รับแรงบันดาลใจจากความสำเร็จของการปฏิวัติในด้านความรู้และเรื่องของฟิสิกส์ที่เป็นที่นิยมเมื่อครั้งที่ประสบความสำเร็จกับ Knowledge Revolution ซึ่งนั่นเองทำให้เขาเริ่มโปรเจคใหม่ในปี 2004 โดย Baszucki ได้ทำการก่อตั้งบริษัท DynaBlocks ร่วมกับ Erik Cassel

Interactive Physics ต้นกำเนิดของ Roblox
Interactive Physics ต้นกำเนิดของ Roblox

ต่อมาในปี 2005 บริษัทได้เปลี่ยนโฉมให้กลายเป็น Roblox และได้ทำการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ และได้ผลิตเครื่องมือสร้างเกมที่มีชื่อว่า Roblox Studio ที่อนุญาตให้คนทั่วไปสามารถสร้างเกมและสร้างประสบการณ์การเล่นเกมบนแพลตฟอร์มได้ ผู้ใช้ยังสามารถเล่นเกมที่สร้างโดยนักพัฒนาคนอื่น ๆ บนแพลตฟอร์ม ในปี 2007 บริษัท ได้เปิดตัวสมาชิกระดับพรีเมียมคือ Builders Club ซึ่งมีการเสนอคุณสมบัติพิเศษให้กับสมาชิกเหล่านี้

แพลตฟอร์มดังกล่าวกลายเป็นสถานที่สำหรับเรียนรู้และสร้างประสบการณ์ในการเล่นเกมใหม่ ๆ สำหรับวัยรุ่นและเด็กส่วนใหญ่ที่มาใช้งานแพลตฟอร์มนั้นมีอายุต่ำกว่า 13 ปี โดยในปี 2009 บริษัท ได้ระดมทุนจำนวน 2.2 ล้านเหรียญในการระดมทุนรูปแบบคราวด์ฟันดิ้ง ในปี 2011 บริษัท ได้เป็นเจ้าภาพ Hack Week ซึ่งเป็นกิจกรรมสำหรับนักพัฒนาที่นักพัฒนาเหล่านี้สามารถนำเสนอความคิดนอกกรอบบนแพลตฟอร์มของ Roblox ได้

บริษัท ได้เปิดตัวสกุลเงินเสมือนจริงของตัวเองชื่อว่า Robux ซึ่งจะทำให้ผู้เล่นสามารถที่จะใช้เพื่อซื้อเกมบนแพลตฟอร์มของ Roblox ได้

ในเดือนธันวาคม 2012 Roblox เปิดตัวแพลตฟอร์มเวอร์ชัน iOS รวมถึงมีแนวคิดในการพัฒนาแพลตฟอร์มการแลกเปลี่ยนสกุลเงินระบบ Developer Exchange ซึ่งผู้พัฒนาสามารถแลกเปลี่ยนสกุลเงินเสมือน Robux ได้แบบเรียลไทม์

ในปี 2015 Roblox ได้เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่และปรับปรุงรูปแบบการเล่มใหม่ ๆ สำหรับการพัฒนาเกม ‘Smooth Terrain’ หลังจากนั้นในปี 2016 บริษัทได้เปิดตัว Roblox VR สำหรับ Oculus Rift ที่สามารถใช้เล่นเกม 3D มากกว่าสิบล้านเกมบนแพลตฟอร์ม Roblox ได้

Roblox VR กับการนำเทคโนโลยี VR มาใช้กับเกม
Roblox VR กับการนำเทคโนโลยี VR มาใช้กับเกม

บริษัท ยังระดมทุนได้ถึง 92 ล้านดอลลาร์ในรอบการระดมทุนอีกครั้งนำโดย Meritech Capital Partners และ Index Ventures ในเดือนมีนาคม 2017

ในปี 2017 มีเหล่านักพัฒนาในแพลตฟอร์ม Roblox ทั้งหมด 2 ล้านคนและมีผู้เล่นมากกว่า 56 ล้านคนต่อเดือน สามารถทำรายได้ 30 ล้านเหรียญสหรัฐ แพลตฟอร์มดังกล่าวช่วยให้วัยรุ่นหลายคนสามารถหารายได้มาช่วยเหลือค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในครอบครัวได้

ซึ่งมีนักพัฒนจำนวนมากที่ได้จ่ายค่าเล่าเรียนด้วยเงินที่หามาจากแพลตฟอร์มนี้ และนักพัฒนายังมีโอกาสที่จะทำเงินได้สูงถึงกว่า 50,000 ดอลลาร์ต่อเดือนผ่านทางแพลตฟอร์ม Roblox เรียกได้ว่าเป็นทั้งแหล่งเรียนรู้และสร้างรายได้ไปในตัวเลยทีเดียวสำหรับแพลตฟอร์ม Roblox

ในปี 2016 และ 2017 Roblox ถูกจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในบริษัทที่เติบโตเร็วที่สุดของอเมริกาจากการจัดอันดับของ Inc. 5000 นอกจากนี้ยังได้รับรางวัลจาก ‘สมาคมพัฒนาเศรษฐกิจ (SAMCEDA) Award of Excellence’ ในปี 2017 อีกด้วย

Baszucki ยังได้รับรางวัลจำนวนมากจากผลงานการประดิษฐ์ของเขารวมถึง ‘San Mateo Visionary Hero Award’ สำหรับการมีส่วนร่วมของ Roblox ในเรื่องการศึกษาและการส่งเสริมให้เด็ก ๆ ได้พัฒนาเรื่องการเขียนโปรแกรม และที่สำคัญเขายังได้รับการเสนอชื่อให้เป็นหนึ่งใน ‘100 ผู้ประกอบการที่น่าสนใจที่สุด’ โดย Goldman Sachs (2017-18) อีกด้วย ซึ่งต้องบอกว่าเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจมาก ๆ ของ David Baszucki ผู้ก่อตั้ง Roblox นั่นเองครับ

References : https://roblox.fandom.com/wiki/History_of_Roblox https://en.wikipedia.org/wiki/Roblox https://en.wikipedia.org/wiki/David_Baszucki https://venturebeat.com/2018/09/05/david-baszucki-interview-how-roblox-plans-to-outpace-the-growth-of-minecraft/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

HostGator กับ Web Hosting ระดับโลกที่ก่อกำเนิดขึ้นในหอพักมหาวิทยาลัย

ต้องบอกว่าธุรกิจ Web Hosting ถือเป็นธุรกิจที่มาแรงธุรกิจนึงในโลกอินเตอร์เน็ตเพราะการก่อเกิดของเว๊บไซต์ที่มีขึ้นมากมายอย่างที่เราได้เห็นในปัจจุบัน และอินเตอร์เน็ตกำลังเข้าถึงผู้ใช้งานทั่วโลก แต่การสร้างบริการ web hosting ที่มีคุณภาพก็ถือว่าไม่เป็นเรื่องง่ายเลย เหมือนอย่างที่ HostGator ทำได้สำเร็จ

สำหรับไอเดียของ HostGator นั้นเกิดขึ้นจาก Brent Oxley ในขณะที่เขาเรียนมหาวิทยาลัย Florida Atlantic University ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวนั้นเป็นช่วงเวลาที่ Brent มีเวลาว่างในรอบหลาย ๆ ปี เขาจึงคิดที่จะสร้างธุรกิจอะไรซักอย่างขึ้นมา และด้วยทุนทรัพย์ที่มีอยู่อย่างจำกัดเพียง 1,000 ดอลลาร์เท่านั้น ทำให้เขาเลือกที่จะสร้างบริการ web hosting ขึ้นมา

เพราะมันสามารถใช้อินเตอร์เน็ตมาขยายกิจการของเขาได้และที่สำคัญ มันก็ไม่ได้ใช้ทุนมากมายนักในการเริ่มสร้าง web hosting เพื่อเปิดให้บริการให้กับลูกค้าจริง ๆ

และปัญหาแรกที่เขาต้องเจอก็คือการตั้งชื่อนั่นเอง ซึ่งเหมือนที่ทุก ๆ คนเจอในยุคหลัง ที่ชื่อบริการต่าง ๆ ที่มีชื่อเจ๋ง ๆ นั้นได้ถูกจับจองไปแทบจะหมดแล้ว เขาได้คัดกรองจนเหลือ 2 ชื่อสุดท้าย คือ hostlion.com และ hostgator.com และสุดท้ายเขาก็เลือก hostgator.com และจดทะเบียนโดเมนดังกล่าวในปี 2002

ซึ่งเมื่อเขาคิดที่จะจริงจังกับธุรกิจใหม่นี้แล้วนั้น ตอนแรกเขาได้ใช้หอพักของเขาทำหน้าที่เป็นสำนักงานใหญ่ของ HostGator ช่วงแรกเขาก็เรียนไปด้วย และทำงานสร้างธุรกิจของเขาไปด้วย โดย พยายามทำการบ้านจากใน class ที่เขาเรียน ให้เสร็จในห้องเรียนทั้งหมด แล้วกลับห้องมาตอนเย็นเพื่อโฟกัสกับธุรกิจ HostGator

ซึ่งช่วงแรก ๆ นั้นต้องบอกว่า เขามักจะทะเลาะกับเจ้าหน้าที่ด้าน IT ของมหาลัยอยู่เสมอเพราะ การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตที่มีปัญหา ซึ่งส่งผลกับธุรกิจเขาตรง ๆ แต่ตอนนั้นก็ไม่ได้มีทางเลือกมากนัก ด้วยเงินทุนที่จำกัด เพียงแค่ 1,000 ดอลลาร์เท่านั้น ทำให้อะไรที่ประหยัดได้เขาก็ต้องประหยัดให้มากที่สุดก่อน

แต่ Brent ก็ได้พยายามประคองสถานการณ์ ทั้งการเรียนและธุรกิจของเขาให้ดีที่สุด แต่ต้องบอกว่า ตอนนั้น HostGator ของเขากำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และที่สำคัญเงินลงทุนก้อนแรกของเขาก็เริ่มใกล้จะหมดเต็มที

Brent Oxley ผู้เลือกลาออกจากการเรียนมาลุยกับธุรกิจ Hostgator

เมื่อเข้าถึงช่วงฤดูร้อน ทำให้ Brent มีสองตัวเลือก คือ เลิกเรียน หรือ ปิดกิจการของเขา แต่ตัว Brent ดูเหมือนจะมั่นใจว่าธุรกิจของเขาจะไปรอด แม้จะได้รับเสียงทักท้วงจากครอบครัวและเพื่อนฝูงของเขาอย่างหนักก็ตามที

สุดท้ายเขาก็ได้เลือกการลาออกจากการเรียน และมุ่งหน้าสู่ธุรกิจของเขาแบบเต็มตัว ซึ่งในปี 2003 นั้นกิจการของ Brent มีลูกค้าที่ใช้งานอยู่ 112 ราย และอีกเพียงแค่ปีถัดมาจำนวนก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนมีลูกค้า 1,031 ราย

หลังจากมาโฟกัสอย่างเต็มตัว เขาได้เริ่มเปิดให้มีตัวแทนจำหน่ายแบบออนไลน์ แม้ในช่วงแรกนั้น Brent จะเกลียดการให้บริการแบบมีตัวแทนจำหน่ายเพราะเขายังต้อง support อยู่ตลอดเวลา

แต่หลังจากได้ทำการเริ่มโฆษณาเพิ่มมากขึ้น เขาก็ได้พบขุมทรัพย์ทางการเงินใหม่ โดย HostGator ได้เริ่มทำแคมเปญโฆษณาในเว๊บไซต์ชื่อดังอย่าง Yahoo ซึ่งทำให้บริการของเขาได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในที่สุด

ช่วง 2 ปีแรกของการเปิดบริษัทนั้น Brent แทบจะไม่ได้พัก เพราะเขาต้องคอยรับโทรศัพท์อยู่ตลอดเวลา่เพื่อให้การ support รวมถึงการขาย หลังจากนั้นอีกสามปีต่อมา บริษัทก็เริ่มตั้งตัวได้ และมีทีมงานคอยช่วยเหลือเขาในการดูแลลูกค้าเพิ่มมากขึ้น และลูกค้าก็เติบโตขึ้นเป็นเงาตามตัว

และเขาก็ได้เริ่ม Focus ไปที่การบริหารงานบริษัทมากขึ้น โดนเน้นไปที่ความพึ่งพอใจของลูกค้าเป็นหลัก รวมถึงการบริหารทรัพยากรบุคคลของบริษัท ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยจ้างมืออาชีพเข้ามาดูแลในส่วนนี้ เพื่อรองรับการขยายตัวของบริษัท

Hostgator ที่เน้นความพึงพอใจของลูกค้าเป็นหลัก
Hostgator ที่เน้นความพึงพอใจของลูกค้าเป็นหลัก

ในปี 2006 HostGator ได้ขยายไปยังต่างประเทศครั้งแรกด้วยการตั้งสำนักงานที่เมืองออนแทรีโอ ในประเทศแคนาดา และขยายพื้นที่สำนักงานกว่า 2,000 ตร.ฟุตในเมืองโบคาเรตัน และย้าย Head Quater ไปยังอาคารขนาด 25,000 ฟุตที่ใหญ่ขึ้นในรัฐเท็กซัส

ในปี 2007 บริษัทได้เปิดตัวบล็อกของตัวเองอย่างเป็นทางการ ซึ่งเรียกว่า Gator Crossing ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เนื่องจากจะเป็นการโพสต์เกี่ยวกับข้องกับการใช้งาน HostGator รวมถึงเรื่องความปลอดภัยของ Hosting ที่คอยให้ข้อมูลความรู้กับลูกค้า และในปีเดียวกันนั้นได้เปิดสำนักงานในอเมริกาใต้ ที่เมือง ซานตาการีนา ประเทศบราซิล

ในปี 2009 จำนวนลูกค้าก็เพิ่มมากขึ้นถึง 200,000 คน บริษัทยังคงอัตราการเติบโตในอัตราที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และในปี 2010 มีการขยายสำนักงานในเมืองฮูสตัน ซึ่งย้ายไปอยู่สำนักงานใหญ่ที่มีขนาดถึง 100,000 ตร.ฟุต

ในปี 2011 จำนวนพนักงานเพิ่มขึ้นเป็น 500 คน และเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง ในปีเดียวกันพวก HostGator ได้สร้างสถิติการใช้งาน LiveChat เป็นครั้งที่ 5,000,000 โดยมีอัตราการเติบโตของธุรกิจที่รวดเร็ว และ สร้างรายได้อย่างน่าประทับ

จนสุดท้ายนำไปสู่การซื้อกิจการโดย Endurance Internation Group (EIG) ในปี 2012 ด้วยมูลค่า 225 ล้านเหรียญ และได้เริ่มขยายตลาดไปยังเมืองจีน และรัสเซีย

ซึ่งแน่นอนเรื่องราวของ HostGator นั้นแสดงให้เห็นถึงการตัดสินใจครั้งสำคัญของ Brent ผู้ก่อตั้งบริษัท ที่ยอมรับความเสี่ยง ซึ่งเรื่องราวคงจะไม่เป็นแบบนี้หาก Brent เลือกที่จะเรียนต่อในมหาวิทยาลัย และทิ้งโอกาสที่สำคัญครั้งนี้

ซึ่งแน่นอนเมื่อเขาเลือกที่จะเดินตามความฝันในการสร้างธุรกิจของเขาอย่างที่เห็น เขาก็ทำมันอย่างเต็มที่และได้สร้าง HostGator ขึ้นมาจนกลายเป็นมาตรฐานของอุตสาหกรรม Web Hosting ซึ่งสุดท้ายนั่นก็คือผลตอบแทนในความพยายามและการทำงานหนักของ Brent นั่นเองครับ

References : https://www.shoutmeloud.com/hostgator-sold-endurance-endurance-group.html https://en.wikipedia.org/wiki/HostGator https://www.hostreview.com/interview/interview-brent-oxley-hostgator

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Zilingo กับแรงบันดาลใจจากตลาดนัดจตุจักรสู่บริษัทพันล้านเหรียญ

Ankiti Bose สาวน้อยอายุ 27 ปี ที่หลงรักเรื่องราวของแฟชั่นชาวอินเดีย ได้กลายเป็นผู้หญิงคนแรกของอินเดียที่ร่วมก่อตั้้งบริษัท Zilingo ที่กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงถึง หนึ่งพันล้านเหรียญ ได้สำเร็จ

ต้องบอกว่าเป็นการเดินทางที่รวดเร็วมาก ๆ ของเธอ เพราะบริษัทของเธอมีอายุได้เพียงแค่ 4 ปีเพียงเท่านั้น ซึ่งเธอได้พัฒนาเว๊บไซต์ทางด้าน Ecommerce ขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขึ้นมาในชื่อว่า Zilingo

ซึ่งปัจจุบันแพลตฟอร์ม Zilingo นั้นได้กลายเป็นแพลตฟอร์มระดับโลกที่มีผู้ใช้งานกว่า 7 ล้านคน และมีการขยา่ยตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งในรอบการลงทุนครั้งล่าสุดของบริษัทนั้น ทำให้มูลค่าธุรกิจของเธอสูงขึ้นถึง 970 ล้านเหรียญสหรัฐ

และเรื่องราวเริ่มต้นของ Zilingo นั้นเกิดขึ้นที่ตลาดนัดที่ดังที่สุดแห่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวต่างต้องมาสัมผัสกัน เมื่อยามต้องมาเยือนกรุงเทพ นั่นก็คือ ตลาดนัดจตุจักรนั่นเอง

มันเกิดขึ้นในปี 2014 ที่ Ankiti Bose ได้เดินทางมาเที่ยวที่ประเทศไทย และได้เดินทางมาที่ตลาดนัดจตุจักร ซึ่งเธอมองว่าเป็นตลาดที่โดดเด่นมาก ๆ มีร้านค้ามากกว่า 15,000 ร้าน และ มีพ่อค้ากว่า 11,500 ราย ซึ่งถือเป็นตลาดนัดวันหยุดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกตลาดนึงเลยก็ว่าได้

และตัว Bose เองก็ได้เห็นโอกาสจากที่นี่นั่นเอง เธอคิดว่า ควรที่จะนำสินค้าเหล่านี้ ที่แสนพิเศษที่อยู่ในตลาดนัดจตุจักร ขึ้นไปอยู่บนโลกออนไลน์ ซึ่งแน่นอน ว่าอาจจะมีหลายคนคิดแนวคิดเดียวกันนี้ แต่ที่ต่างกันก็คือ เธอเริ่มลงมือทำมันทันที

กับแรงบันดาลใจจากการเดินตลาดนัดจตุจักรในประเทศไทย
กับแรงบันดาลใจจากการเดินตลาดนัดจตุจักรในประเทศไทย

หลังจากกลับมาจากประเทศไทย เธอก็คิดที่จะก่อตั้งอาณาจักรทางด้านสินค้าแฟนชั่นออนไลน์ขึ้นมาทันที โดยตัว Bose นั้นอาศัยอยู่ในศูนย์กลางของเทคโนโลยีของประเทศอินเดีย นั่นก็คือเมือง บังกาลอร์

เธอได้จับตามองรูปแบบธุรกิจของ Ecommerce ยักษ์ใหญ่อย่างใกล้ชิดไม่ว่าจะเป็น Amazon ของอเมริกา Alibaba ของจีน หรือ ยักษ์ใหญ่ทางด้าน Ecommerce ของประเทศบ้านเกิดของเธอเองอย่าง Flipkart ซึ่งแน่นอนว่าตอนนั้นเธอยังเห็นโอกาสในตลาดของประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ยังเปิดอยู่เป็นอย่างมาก

ต้องบอกว่าตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น ถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่เนื่องจากปัญหาเรื่อง Economy of Scale ที่ทำให้เหล่าผู้ผลิตไม่สามารถที่จะขายโดยตรงให้กับผู้บริโภคได้ จึงมักจะมีรูปแบบของพ่อค้าคนกลางซึ่งมักจะส่งผลให้กำไรที่ได้น้อยลง รวมถึง สภาพการทำงานที่ดูเหมือนจะแย่ลงเรื่อย ๆ

เธอจึงได้ตัดสินใจทำบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับมัน และทำการสร้างตลาดออนไลน์เพื่อรวมผู้ค้าปลีกอิสระในภูมิภาคและช่วยพวกเขาให้นำสินค้ามาขายบนออนไลน์

มันเป็นความคิดง่าย ๆ Zilingo นั้นก็ทำงานเหมือนกับตลาด Ecommerce อื่น ๆ โดยอนุญาติให้ร้านค้าลงทะเบียน รวมถึงลงรายการสินค้าด้วยตัวเอง แต่อย่างไรก็ตามผู้ขายแต่ละรายจะถูกตรวจสอบโดย Zilingo เพื่อความถูกต้องของการกำหนดราคา รวมถึงบริการพิเศษอื่น ๆ ที่ Zilingo จะมีให้ เช่น การสนับสนุนด้านเทคนิครวมถึงการจัดหาเงินทุน

โมเดลธุรกิจ คือ Zilingo จะทำการเรียกเก็บค่าคอมมิชชั่นจากร้าน ซึ่งอยู่ในช่วงระหว่าง 10-30% สำหรับการขายแต่ละครั้ง

แม้ตัว Bose เองนั้นจะเรียนมาทางด้านเศรษฐศาสตร์ และตัวเธอนั้นก็ไม่ได้มีพื้นฐานที่ดีนักในเรื่องเทคโนโลยี และเหมือนโชคชะตาฟ้าลิขิตที่ทำให้เธอได้มาเจอกับ Dhruv Kapoor วิศวกรซอฟต์แวร์อายุ 24 ปี ที่อาศัยอยู่ที่เมืองบังกาลอร์เช่นเดียวกัน ซึ่ง Kapoor กลายมาเป็นคนที่มีบทบาทสำคัญมาก ๆ กับ Zilingo ในเรื่องของเทคโนโลยีเบื้องหลังทั้งหมดของแพลตฟอร์ม

โดยภายใน 6 เดือน ทั้งสองได้รวบรวมเงินออมของพวกเขาได้ราว ๆ คนละ 30,000 ดอลลาร์ และได้ลาออกจากงานประจำของพวกเขา และมาสร้างฝันทางธุรกิจให้กลายเป็นจริงแบบเต็มตัว

แม้เราจะเห็นได้ว่าคนส่วนใหญ่ที่เริ่มต้นบริษัทด้วยกันนั้น มักจะมีความรู้จักคุ้นเคยกันมานานหลายปีเป็นส่วนใหญ่ แต่ ทั้ง Bose และ Kapoor นั่นต้องบอกว่าเพิ่งมีโอกาสได้คุยกัน แต่แนวความคิดของพวกเขาทั้งสองคนนั้นเหมือนกัน ทำให้สามารถกลายมาเป็นพาร์ทเนอร์กันได้ในที่สุด

สองผู้ก่อตั้งที่เคมีตรงกัน และเริ่มลุยทันที
สองผู้ก่อตั้งที่เคมีตรงกัน และเริ่มลุยทันที

เริ่มแรกนั้น ทั้งสองได้เริ่มต้นด้วยการรับซื้อสินค้าจากพ่อค้าโดยตรง Bose จึงเดินทางไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อทำการโน้มน้าวเหล่าผู้ค้าปลีกว่า Zilingo สามารถช่วยขยายธุรกิจของพวกเขาได้

และฝั่งเทคโนโลยีนั้น Kapoor ตั้งเป้าที่จะสร้างขีดความสามารถด้านเทคโนโลยี ในบังกาลอร์ ด้วยความตั้งใจที่จะทำมันให้ใช้ง่ายเหมือน Facebook แพลตฟอร์ม Social Network ยักษ์ใหญ่ของโลก

และในปีถัดมาหลังจากก่อตั้ง Zilingo ได้ให้บริการกับพ่อค้าแม่ค้า นับร้อยทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และได้จัดตั้งสำนักงานขึ้นในประเทศสิงคโปร์ และบังกาลอร์ และได้ระดมทุนจากเหล่านักลงทุนได้หลายล้านดอลลาร์ รวมถึง Sequoia Capital ในประเทศอินเดีย

และ Zilingo ก็เติบโตอย่างรวดเร็ว ภายในระยะเวลาเพียง 4 ปี มีร้านค้าเข้าร่วมกว่า 27,000 ร้าน ในทุก ๆ ภูมิภาคทั่วโลก มีพนักงานมากกว่า 500 คน ใน 8 ประเทศ ซึ่งรวมทั้งสหรัฐอเมริกา , ออสเตรเลีย และ ฮ่องกง จนถึงขณะนี้ได้รับเงินทุน 308 ล้านดอลลาร์ จากนักลงทุน ซึ่งรวมถึง คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจของสิงค์โปร์ (EDBI) รวมถึงกองทุนชื่อดังจากสิงค์โปร์อย่างเทมาเส็ก

ซึ่งจากรอบการระดมทุนครั้งล่าสุดของ Zilingo นี่เอง ที่ทำให้บริษัท มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นถึง 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยรายได้ของบริษัทเติบโตขึ้นถึง 4 เท่า แม้จะไม่ได้เปิดเผยตัวเลขที่แน่ชัด

และนั่นทำให้ Ankiti Bose ได้กลายเป็นผู้หญิงคนแรกในอินเดีย ที่สร้างบริษัท Unicorn ได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในนักธุรกิจหญิงยุคใหม่ที่น่าจับตามองที่สุดในขณะนี้เลยก็ว่าได้ของประเทศอินเดีย

แน่นอนว่า ความสำเร็จของ Bose นั้นถือว่าเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญสำหรับผู้ประกอบการที่เป็นสตรี โดยเฉพาะในเอเชีย ซึ่งถือว่ามีน้อยมาก ๆ ซึ่งความสำเร็จดังกล่าวทำให้เธอกลายเป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญให้กับผู้หญิงชาวเอเชียคนอื่น ๆ ได้เห็นว่า ผู้หญิงก็สามารถประสบความสำเร็จได้ แม้ในอุตสาหกรรมอย่างเทคโนโลยี ที่เน้นเรื่องนวัตกรรมใหม่ ๆ ซึ่งส่วนใหญ่นั้นเราจะเห็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จด้านนี้เป็นผู้ชายเสียส่วนใหญ่นั่นเอง

References : https://thepeakmagazine.com.sg/interviews/ankiti-bose-zilingo-fashion-company/ https://fortune.com/2019/02/12/zilingo-ankiti-bose/ https://en.wikipedia.org/wiki/Zilingo

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol