ทำไมยักษ์ใหญ่จาก Silicon Valley ถึงได้ล้มเหลวในดินแดนมังกร

ในฐานะบริการชั้นนำจากอเมริกา หรือ ทั่วโลก บริการอย่าง eBay, Google , Uber , Airbnb , Amazon ทุกบริษัทล้วนแล้วแต่มีความพยายามในการเอาชนะตลาดในประเทศจีน

แม้นักวิเคราะห์หลาย ๆ รายได้พยายามสรุปความล้มเหลวของบริการจาก Silicon Vallley เหล่านี้ว่ามาจากการควบคุมของรัฐบาลจีน

แต่ ไค ฟู ลี อดีตผู้บริหารระดับสูงของทั้ง Microsoft และ Google ทั้งในอเมริกาและประเทศจีนกลับมองต่างออกไป

เขามองว่าการที่บริษัทจากอเมริกันนั้น พยายามทำทุกอย่างในประเทศจีน เหมือนตลาดอื่น ๆ ที่พวกเขาครอบครองได้ทั่วโลก นั่นคือข้อผิดพลาดที่สำคัญที่สุด

การที่บริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้ ไม่ลงทุนในทรัพยากร หรือให้ความยืดหยุ่นกับทีมงานในประเทศจีน ที่จำเป็นอย่างมากในการแข่งขันกับบริการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศจีนเอง เพื่อปรับบริการต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับวัฒนธรรมชาวจีนนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่บริการเหล่านี้ ไม่สามารถสู้กับบริการท้องถิ่นในประเทศจีนได้

ไค ฟู ลี ได้กล่าวว่า ในบางบริการนั้น อาจจะต้องเริ่มต้นกันใหม่ตั้งแต่ต้น เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดจีน การทำเพียงแค่ แปลเป็นภาษาจีน แล้วใช้ทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนกับในอเมริกานั้น ทำให้ทีมงานที่อยู่ในพื้นที่รู้สึกถึงความไม่ใส่ใจที่แท้จริง

ความแตกต่างที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ บริษัทยักษ์ใหญ่จาก Silicon Valley ได้สูญเสียทรัพยากรบุคคลที่เก่งกาจในประเทศจีนไปเป็นจำนวนมากเนื่องจากปัญหาข้างต้น เหล่าบริษัท สตาร์ทอัพของจีน รวมถึงคนหนุ่มสาวที่มีความทะเยอทะยานที่สุดส่วนใหญ่นั้นมักเลือกที่จะเข้าร่วมกับบริษัทในท้องถิ่น

เพราะพวกเขารู้ดีว่า หากเข้าร่วมกับบริษัทอเมริกัน ผู้บริหารของบริษัทนั้น จะมองพวกเขาเป็นเพียงแค่ แรงงานในพื้นที่ ตลอดไป พวกเขาจะไม่ได้รับโอกาสในการไต่เต้าขึ้นสู่การเป็นผู้บริหารระดับสูงที่แท้จริง ซึ่งสูงสุดเป็นได้เพียงแค่ ผู้จัดการประจำประเทศของบริการนั้น ๆ เพียงเท่านั้น

เพราะฉะนั้น คนหนุ่มสาวเหล่านี้ ที่มีความทะเยอทะยานสูง เลือกที่จะก่อตั้งบริษัทสตาร์ทอัพของตัวเอง หรือเข้าร่วมกับบริษัทในประเทศจีน เพื่อเอาชนะบริการยักษ์ใหญ่เหล่านี้ที่มาจาก Silicon Valley นั่นเอง

เพราะฉะนั้นทรัพยากร แรงงานส่วนใหญ่ที่ บริษัทจาก Silicon Valley ได้ไปนั้น มักจะเป็นกลุ่มคนที่ หวังเพียงแค่เงินเดือน หรือ หุ้น มากกว่ากลุ่มคนที่มีความทะเยอทะยานเพื่อเอาชนะในตลาดจีนอย่างแท้จริง

ในขณะที่นักวิเคราะห์จากต่างชาติยังคงสงสัยในคำถามที่ว่า ทำไม บริษัทยักษ์ใหญ่จาก Silicon Valley ไม่สามารถเอาชนะในจีนได้ แต่ บริษัทของจีน กำลังยุ่งอยู่กับการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้น

Weibo ซึ่งเป็นแพลตฟอร์ม ไมโครบล็อกที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Twitter ขยายตัวอย่างรวดเร็ว มีการเพิ่ม Features ต่างๆ มากมาย และทำให้ตอนนี้มีมูลค่ามากกว่า Twitter ที่พวกเขาไป copy มาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

หรือบริการอย่าง Didi ที่เลียนแบบมากจาก Uber ได้ขยายบริการและผลิตภัณฑ์อย่างมาก และให้บริการรถโดยสารในประเทศจีนในแต่ละวัน มากกว่าที่ Uber ทำได้ทั่วโลกเสียอีก หรือ Toutiao ซึ่งเป็นแพล็ตฟอร์มข่าวของจีน ที่ถูกเปรียบเทียบกับ BuzzFeed ใช้ อัลกอริธึม Machine Learning ขั้นสูง เพื่อปรับแต่งเนื้อหาให้เหมาะสมกับผู้ใช้แต่ละคน

ซึ่งต้องบอกว่า การเติบโตของ Ecosystem ผู้ประกอบการของจีนนั้น เป็นมากกว่าการคิดเพียงแค่แข่งขันกับบริการจาก Silicon Valley หลังจากที่บริษัทต่าง ๆ เช่น Alibaba , Baidu หรือ Tencent นั้นได้พิสูจน์แล้วว่า ตลาดอินเทอร์เน็ตของจีนนั้นสามารถสร้างกำไรได้มากเพียงใด

มันทำให้คลื่นลูกใหม่ของบริษัทด้านการลงทุน ก็เริ่มหลั่งไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยีของประเทศจีน และตลาดก็กำลังร้อนแรงเป็นอย่างมาก จำนวน สตาร์ทอัพในประเทศจีนก็เติบโตขึ้นอย่างทวีคูณ

แม้การต่อสู้กับยักษ์ใหญ่จาก Silicon Valley นั้นจะทำให้เหล่าบริการของจีนยิ่งแข็งแกร่ง แต่การแข่งขันภายในประเทศ กับคู่ต่อสู้ภายประเทศของเขาเองต่างหาก ที่เป็นบทพิสูจน์ที่แท้จริงของบริษัทเทคโนโลยีในประเทศจีน ว่าพวกเขาเจ๋งจริง นั่นเองครับ

References : https://www.vox.com/recode/2019/5/1/18511540/silicon-valley-foreign-money-china-saudi-arabia-cfius-firrma-geopolitics-venture-capital
https://lareviewofbooks.org/article/a-chinese-silicon-valley-not-so-fast/
https://www.businessinsider.com/google-isnt-the-only-silicon-valley-company-struggling-in-china-2010-1
http://parisinnovationreview.cn/en/2016/07/14/why-american-internet-companies-fail-in-china-a-cultural-perspective/
https://startupsventurecapital.com/why-shanghai-china-might-be-the-next-silicon-valley-and-why-we-should-care-811672cb12dd

Geek Monday EP48 : Ecommerce Disruption เมื่อ Facebook Shop กำลังจะเข้ามาท้าทาย Amazon

ก่อนหน้านี้ facebook ได้ทำลายธุรกิจ สื่อหนังสือพิมพ์ หรือ นิตยสาร ที่ต่างปิดตัวกันถ้วนหน้าหากไม่มีการปรับตัวเข้าสู่ยุค digital รวมถึงการเข้าสู่ตลาดที่ใหญ่มาก ๆ คือตลาด live TV และ VDO

ซึ่งการเข้าสู่ Ecommerce เต็มตัวในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวใหญ่ที่สำคัญก้าวหนึ่งเลยก็ว่าได้ และกำลังเข้าไปกินเค้กเม็ดเงินที่ใหญ่มาก ๆ ในตลาด Ecommerce รวมถึงในด้านการเงิน Libra Coin ที่ facebook ที่กำลังจะเปิดตัวนั้น แสดงให้เห็นว่า Facebook พร้อมที่จะรุกไปในทุกธุรกิจ ผ่านข้อมูลที่เขามีอยู่อย่างมากมาย

การขับเคลื่อนธุรกิจของ facebook ในด้านต่าง ๆ  ถือว่าสำคัญต่ออนาคตของ facebook เป็นอย่างมาก และเราอาจจะได้เห็น facebook ล้มยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon ได้ในเร็ว ๆ วันนี้ก็อาจเป็นไปได้ครับ

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

ฟังผ่าน Podbean : https://bit.ly/2LWMEDe

ฟังผ่าน Apple Podcast : https://apple.co/2lEqPPg

ฟังผ่าน Google Podcast : https://bit.ly/2Zz0Zhc

ฟังผ่าน Spotify : https://spoti.fi/3bWFhpF

ฟังผ่าน Youtube https://youtu.be/_qQOCe9jlHk

Facebook Shops กับก้าวใหม่ครั้งสำคัญในการ Disrupt วงการ Ecommerce ของ facebook

Facebook หวังว่าผู้ใช้ 2.6 พันล้านคนจะเริ่มช็อปปิ้งบนแพลตฟอร์มของตน จากที่มีการเปิดตัวบริการที่แข่งขันโดยตรงกับ Amazon และ eBay

“ ร้านค้าใน Facebook” จะอนุญาตให้ผู้ขายสร้างหน้าร้านดิจิทัลบน Facebook หรือ Instagram บริษัท กล่าว เมื่อวันอังคาร ว่ามันจะได้รับประโยชน์กับผู้ใช้งาน โดยการรวบรวมข้อมูลในสิ่งที่ผู้ซื้อต้องการมากที่สุด

ผู้ใช้จะสามารถเรียกดูผลิตภัณฑ์ธุรกิจ ส่งข้อความเพื่อการซื้อสินค้า และในบางกรณีสามารถซื้อได้โดยตรงผ่านคุณสมบัติการชำระเงินออนไลน์ที่เพิ่งเปิดตัว

Mark Zuckerberg หัวหน้าผู้บริหารของ Facebook กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ FT ว่าเขาได้เร่งแผนสำหรับร้านค้าเพื่อใช้ประโยชน์จากความนิยมในการช็อปปิ้งออนไลน์ในช่วงวิกฤต coronavirus

เขาเสริมว่ายักษ์โซเชียลมีเดียจะสามารถใช้ข้อมูลเพื่อปรับปรุงบริการโฆษณาและสร้างรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น “ หากคุณเรียกดูร้านค้าภายในแอพของเราหรือซื้ออะไรเราจะเห็นว่าและเราจะสามารถใช้มันเพื่อแสดงคำแนะนำที่ดีกว่าสำหรับสิ่งอื่น ๆ ที่คุณสนใจในอนาคต” เขากล่าวเสริม

ร้านค้า Facebook จะอนุญาตให้ผู้ขายสร้างหน้าร้านดิจิทัลบน Facebook หรือ Instagram
ร้านค้า Facebook จะอนุญาตให้ผู้ขายสร้างหน้าร้านดิจิทัลบน Facebook หรือ Instagram

ร้านค้าจะช่วยให้ธุรกิจ“ ดำเนินการแปลงความสนให้กลายเป็นการขายได้บ่อยขึ้น” เขากล่าวเสริม ในทางกลับกันสิ่งนี้จะกลายเป็นการเสนอราคาที่สูงขึ้นสำหรับการโฆษณาของร้านค้านั่นเอง

ในสหรัฐอเมริกาที่ Facebook ได้เปิดตัวบริการชำระเงินจาก Instagram บริษัท จะเก็บค่าธรรมเนียมเล็กน้อยเพื่อครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการประมวลผลบัตรเครดิตและการตรวจสอบการฉ้อโกงเพียงเท่านั้น

การเข้าสู่วงการ Ecommerce ครั้งสำคัญของ Facebook แสดงให้เห็นถึงความท้าทายต่อ Amazon เพราะมีผู้ใช้จำนวนมากที่ Facebook สามารถเข้าถึงช่องทางจัดเก็บหน้าร้านได้

ในที่สุดมันก็อาจนำเสนอความท้าทายต่อแพลตฟอร์มการส่งมอบอาหารเช่น Grubhub Mr Zuckerberg แนะนำว่าในระยะยาวมันจะ“ ดี” สำหรับการเป็น Platform ในการสั่งอาหารและภัตตาคาร

อย่างไรก็ตามผู้ก่อตั้ง Facebook กล่าวว่าเขาไม่ได้พยายามเลียนแบบประสบการณ์แบบ end-to-end ของ Amazon และจะทำงานร่วมกับบริการอีคอมเมิร์ซที่มีอยู่เช่น Shopify ซึ่งช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กสร้างร้านค้าออนไลน์และดูแลการวิเคราะห์และการชำระเงิน Mr Zuckerberg กล่าวเพิ่มเติมว่า Facebook จะรวมเข้ากับบริการจัดส่งและโลจิสติกส์

Rich Greenfield หุ้นส่วนที่ปรึกษา LightShed Partners กล่าวเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

“ ผู้คนไม่ต้องการไปที่เว็บไซต์บุคคลที่สามหรือไปชำระเงินพวกเขาต้องการซื้อแบบคลิกเดียว พวกเขาต้องการให้เรียบง่ายง่าย” เขากล่าว

ในขณะที่การเคลื่อนไหวในครั้งนี้ส่งสัญญาณครั้งสำคัญของ Facebook สำหรับการครอบงำในตลาดนอกเหนือจากเครือข่ายสังคมออนไลน์ Debra Aho Williamson นักวิเคราะห์จาก eMarketer กล่าว

“ มันจะเป็นการเชื่อมต่อที่เกิดขึ้นระหว่างผู้บริโภคและธุรกิจในแง่สังคม ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่ทำใน Amazon หรือ Google Shopping” เธอกล่าว

ร้านค้า Facebook จะใช้ประโยชน์จากความสามารถในการส่งข้อความของ Facebook: ผู้ใช้จะสามารถติดต่อธุรกิจผ่าน WhatsApp, Messenger หรือ Instagram Direct เพื่อถามคำถามหรือติดตามการส่งสินค้า นอกจากนี้ยังจะมีเครื่องมือสำหรับการสร้างและติดตามโปรแกรม Royalty

Facebook จะทำงานร่วมกับบริการอีคอมเมิร์ซที่มีอยู่เช่น Shopify © Bloomberg
Facebook จะทำงานร่วมกับบริการอีคอมเมิร์ซที่มีอยู่เช่น Shopify © Bloomberg

Mr Zuckerberg กล่าวว่า Facebook จะมุ่งเน้นการเปิดตัวในภูมิภาคที่พัฒนาแล้วเช่นสหรัฐอเมริกาและยุโรปตะวันตกซึ่ง บริษัท มีทรัพยากรในการดำเนินการธุรกิจ Ecommerce พร้อมอยู่แล้ว

“ ในประเทศที่ไม่มีโครงสร้างพื้นฐานมากนัก นั่นเป็นหนึ่งในความท้าทายของการเปิดตัวสิ่งนี้อย่างเต็มที่” เขากล่าว ในระยะยาวเขากล่าวว่าเขามองเห็นระบบที่ผู้ขายจะมีคะแนน และการจัดอันดับ Rating ของผู้ขาย

นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า Facebook มีความทะเยอทะยานในระยะยาวในการเลียนแบบที่เรียกว่า “Super App” เช่น WeChat ที่อนุญาตให้ผู้ใช้ส่งข้อความซื้อผลิตภัณฑ์และส่งเงินบนแพลตฟอร์มเดียวแบบครบวงจรนั่นเอง

ต้องบอกว่าเป็นอีกหนึ่งก้าวที่สำคัญของ Facebook ที่กำลังมาลุยตลาด Ecommerce แบบเต็มตัว ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าในประเทศไทยนั้น ก็มีการใช้งานมาบ้างแล้วในส่วนนึง ก่อนที่จะมีการประกาศอย่างเป็นทางการ

ความได้เปรียบของ Facebook ที่สำคัญเหนือธุรกิจอื่น ๆ แม้กระทั่งยักษ์ใหญ่ที่สุดอย่าง Amazon นั่นก็คือ ข้อมูลของผู้บริโภค ที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการดำเนินธุรกิจในยุคนี้ เรียกได้ว่า Facebook นั้นพร้อมที่จะรุกไปในทุกธุรกิจผ่านข้อมูล Big Data ของเขา

ก่อนหน้านี้ facebook ได้ทำลายธุรกิจ สื่อหนังสือพิมพ์ หรือ นิตยสาร ที่ต่างปิดตัวกันถ้วนหน้าหากไม่มีการปรับตัวเข้าสู่ยุค digital รวมถึงการเข้าสู่ตลาดที่ใหญ่มาก ๆ คือตลาด live TV และ VDO

ซึ่งการเข้าสู่ Ecommerce เต็มตัวในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวใหญ่ที่สำคัญก้าวหนึ่งเลยก็ว่าได้ และกำลังเข้าไปกินเค้กเม็ดเงินที่ใหญ่มาก ๆ ในตลาด Ecommerce รวมถึงในด้านการเงิน Libra Coin ที่ facebook ที่กำลังจะเปิดตัวนั้น แสดงให้เห็นว่า Facebook พร้อมที่จะรุกไปในทุกธุรกิจ ผ่านข้อมูลที่เขามีอยู่อย่างมากมาย

การขับเคลื่อนธุรกิจของ facebook ในด้านต่าง ๆ  ถือว่าสำคัญต่ออนาคตของ facebook เป็นอย่างมาก และเราอาจจะได้เห็น facebook ล้มยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon ได้ในเร็ว ๆ วันนี้ก็อาจเป็นไปได้ครับ

References : https://www.ft.com/content/690ee286-99b6-4fa8-b02d-cfd50448a53d

PayPal Wars ตอนที่ 11 : Sell Out

JULY–OCTOBER 2002

ข่าวลือต่าง ๆ ได้หลุดออกไปอย่างรวดเร็วในเรื่องการควบรวมกิจการระหว่าง ebay และ PayPal มันเป็นการเจรจาที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก ๆ ระหว่างบริษัททั้งสองที่ไม่คิดจะสู้กันอีกต่อไป การควบรวมกิจการนั้นดูเหมือนจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดของทั้งสองฝ่าย

‘ebay ทุ่มซื้อ PayPal มูลค่า 1.5 พันล้านเหรียญ’ กลายเป็นข่าวใหญ่ของสื่อในช่วงเวลานั้น โดยเนื้อหานั้นกล่าวถึงการที่ ebay จะเปิดบริการ Billpoint ลง และให้ PayPal กลายเป็นบริการหลักของ ebay แทน

และเป็น Thiel ที่แอบไปเจรจา จน Deal นี้สำเร็จเสียที เป็นการต่อสู้ที่ยาวนาน เป็นการแข่งขันในเกมธุรกิจที่เรียกได้ว่าสนุกที่สุดครั้งในประวัติศาสตร์ของบริษัทในอเมริกา แต่ถึงบัดนี้ ทั้งสองก็ได้จูบปากกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

Thiel ได้ทำการนัดพนักงานเข้ามาเพื่อชี้แจ้งเรื่องดังกล่าว โดยกล่าวในรายละเอียดที่เกิดขึ้น ที่ได้สรุปข้อตกลงขายบริษัท PayPal ให้กับ ebay โดยจะเป็นการแลกเปลี่ยนหุ้นทั้งหมด ในสัดส่วน 0.39 หุ้นของ ebay สำหรับ PayPal ในทุก ๆ หุ้น

ซึ่งแน่นอนว่า อาจจะต้องใช้เวลาหกเดือน กว่าที่รายละเอียดของ Deal ทั้งหมดจะเสร็จสิ้น และในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ทั้งสองบริษัทจะแยกทำงานกัน โดยหลังจากทำการซื้อขายเสร็จสมบูรณ์ PayPal จะยังคงเป็นหน่วยงานอิสระ ภายใน ebay และทีมผู้บริหารปัจจุบันก็จะยังคงอยู่ทำงานต่อไป

เหล่าพนักงาน PayPal ฉลองชัย ที่สงครามสิ้นสุด เสียที
เหล่าพนักงาน PayPal ฉลองชัย ที่สงครามสิ้นสุด เสียที

และคำพูดสุดท้าย ที่ทำให้เหล่าพนักงานต่างส่งเสียงปรบมือกันเกรียวกราว ก็คือ “เมื่อการซื้อขายเสร็จสมบูรณ์ Billpoint จะถูกปิดตัวลง และ PayPal จะถูกรวมเข้ากับเว๊บไซต์ ebay” ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการยุติสงครามที่มีความยืดเยื้อมาอย่างยาวนานนั่นเอง

และสิ่งสำคัญในการควบรวมครั้งนี้ก็คือ Thiel ต้องการประกาศให้เหล่าพนักงานของเขาได้รับรู้ว่า PayPal จะกลายเป็นสกุลเงินสำหรับอินเทอร์เน็ต ตามความฝันที่เค้าได้ตั้งใจไว้ตั้งแต่ตอนเริ่มสร้าง PayPal ใหม่ ๆ และด้วยจำนวนผู้ใช้งานในระบบ ebay ในขณะนั้นกว่า 46 ล้านคน มันกลายเป็นพื้นที่ ที่เหลือเฟือสำหรับการเติบโตในอนาคตของ PayPal

และที่สำคัญการต่อสู้ในครั้งนี้ของ PayPal มันยังได้แสดงให้เห็นอีกอย่างนึงว่า PayPal บริษัท startup เล็ก ๆ ที่แจ้งเกิดได้เพียงไม่เกิน 3 ปีนั้น แต่พวกเขาสามารถเอาชนะยักษ์ใหญ่อย่าง ebay และกลายเป็นผู้ชนะตัวจริงในศึกปฏิวัติวงการชำระเงินออนไลน์ของโลกในครั้งนี้นั่นเองครับ

แล้วเราได้อะไรจากการเรื่องราวของ PayPal Wars จาก Blog Series ชุดนี้

ก็ต้องบอกว่าการเกิดขึ้นของ PayPal นั้นเป็นอีกหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุด ของวงการเทคโนโลยีโดยเฉพาะเหล่า Startup ใน อเมริกาเลยก็ว่าได้ เพราะผลผลิตจากกลุ่ม PayPal ที่ถูกกล่าวขานกันว่า PayPal Mafia นั้นได้กลายเป็นกลุ่มบุคคลที่คอยขับเคลื่อน Silicon Valley ในยุคต่อมาอย่างที่เราได้เห็นในปัจจุบัน

บริการอย่าง Facebook ก็ได้รับเงินทุนตั้งต้นครั้งแรกจาก Peter Thiel ที่เป็นอดีต CEO ผู้พา PayPal เอาชนะ Billpoint ของ ebay ได้สำเร็จนั่นเอง และหลาย ๆ คนของเหล่าพนักงานหัวกะทิของ PayPal ก็ได้กลายมาเป็นนักลงทุนทางด้านเทคโนโลยี หรือแม้กระทั่งการสร้างบริการใหม่ ๆ ขึ้นมาเอง ตัวอย่างเช่น Linkedin ของ Reid Hoffman หรือ Youtube , Yelp หรือ นวัตกรรมสุดล้ำต่าง ๆ ที่ Elon Musk กำลังสรรค์สร้างขึ้นมาอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน

มันได้ส่งผลทำให้เกิด Startup ในยุคหลัง ๆ ของ Silicon Valley หลาย ๆ บริการที่กลายมาเป็นบริการโด่งดังในปัจจุบัน ซึ่งก็ล้วนแต่ผ่านมือพวกเขาเหล่านี้ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่งมาแล้วแทบจะทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น Uber , Instragram , Youtube , Kiva.org , AirBnb หรืออีกหลายธุรกิจที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต

บริษัทชื่อดังมากมายที่ล้วนเป็นผลผลิตมาจากเหล่าพนักงาน PayPal
บริษัทชื่อดังมากมายที่ล้วนเป็นผลผลิตมาจากเหล่าพนักงาน PayPal

ต้องบอกว่า จากเนื้อเรื่องใน Blog Series ชุดนี้ มันคือการหล่อหลอมให้เหล่าพนักงานของ PayPal ยุคบุกเบิกนั้น ได้กลายมาเป็นนักลงทุนทางเทคโนโลยีที่มีวิสัยทัศน์อย่างที่เราเห็น มันเกิดจากการสู้ของพวกเขาแทบจะทั้งสิ้น พวกเขาได้เจอประสบการณ์ต่าง ๆ มากมายในการนำพา บริษัทเล็ก ๆ ที่เพิ่งเกิดใหม่ อย่าง PayPal ให้ต่อกรกับ ebay ที่ถือเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการเทคโนโลยีในขณะนั้นได้ถือว่าเป็น case study ที่น่าสนใจครั้งนึงในการต่อสู้ทางธุรกิจของประเทศอเมริกา

จะเห็นได้ว่าเรื่องนี้ได้ให้แนวคิดอย่างนึงก็คือ ด้วยทรัพยากรต่าง ๆ ที่จำกัด และด้อยกว่าคู่แข่งอย่าง ebay แบบเห็นได้ชัด แต่พวกเขากลุ่มนี้ เหล่าพนักงานหัวกะทิของ PayPal ได้รีดศักยภาพของตัวเองให้ออกมาได้มากที่สุด สร้างไอเดียที่สร้างสรรค์ คิดค้นกลยุทธ์ใหม่ ๆ พวกเขาต้องคอยคิดอยู่ตลอดเวลา และที่สำคัญมันต้องทำงานแข่งกับเวลาที่เงินทุนของพวกเขากำลังร่อยหรอลงเรื่อย ๆ เพื่อที่จะให้สามารถต่อสู้กับ ebay ได้ แม้จะเป็นรองแค่ไหน พวกเขาก็ไม่เคยยอมแพ้ ซึ่งสุดท้ายพวกเขาก็สามารถเอาชนะอุปสรรคต่าง ๆ ได้สำเร็จ และได้กลายเป็นผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ในวงการชำระเงินออนไลน์ อย่างที่เราได้เห็นใน Blog Series ชุดนี้นั่นเองครับ

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :The New Recruit *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

รวม Blog Series ที่มีผู้อ่านมากที่สุดรวม Blog Series ที่มีผู้อ่านมากที่สุด

อย่าลืมติดตามผลงานเรื่องต่อ ๆ ไปของผมก่อนใครได้ที่ blockdit นะครับ โหลดได้เลย

อย่าลืม ค้นหา “ด.ดล Blog” แล้ว กด follow กันด้วยนะครับผม

PayPal Wars ตอนที่ 10 : To The Brink

FEBRUARY—JUNE 2002

สืบเนื่องจากคามเจ็บช้ำที่ถูก PayPal ปฏิเสธการเข้าซื้อไปแบบไร้เยื่อไย ทาง Meg Whitman CEO ของ ebay ก็ได้จ่ายเงิน 43.5 ล้านเหรียญ เพื่อเข้าซื้อหุ้น 35% จาก Wells Fargo ใน Billpoint ทันที เรียกได้ว่าเป็นการพลิกเกมอย่างรวดเร็วของฝั่ง ebay เพื่อมาทุ่มกับ Billpoint แบบสุดตัว หรืออีกนัยหนึ่งนั่นคือการบีบ PayPal ให้ยอมขายกลาย ๆ นั่นเอง

แน่นอนว่ามันเป็นการส่งสัญญาณไปยัง PayPal อย่างชัดเจน ว่าตอนนี้ ebay เป็นเจ้าของ Billpoint อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว และยังสามารถกำหนดกลยุทธ์หลักของบริษัทได้แต่เพียงผู้เดียว ไม่ต้องปรึกษากับ Wells Fargo เหมือนในอดีตอีกต่อไปนั่นเอง

และประเด็นข้อถกเถียงเรื่องสำคัญ ในเรื่องการกำหนดว่าบริการอย่าง PayPal หรือ Billpoint นั้นเป็นธนาคารพาณิชย์ หรือไม่ ก็ยังไม่มีการตัดสินให้เด็ดขาด รัฐหลุยเซียน่าตีความบริการดังกล่าวเป็นธนาคารพาณิชย์ ซึ่งรวมถึงรัฐใหญ่ ๆ ที่จะลงนามในข้อเรียกร้องแบบเดียวกัน ที่ PayPal ต้องมีการกำกับดูแล ซึ่งจะส่งให้ให้บริการอย่าง PayPal ต้องเสียค่าปรับจำนวนมหาศาล

Wells Fargo ถอนตัวจาก Billpoint
Wells Fargo ถอนตัวจาก Billpoint

แต่การกระทำของ รัฐหลุยเซียน่า ครั้งนี้นั้น ชี้ให้เห็นว่าข้อกังวลดังกล่าว ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความหวาดระแวง ซึ่งไม่ได้คำนึงถึงผู้อยู่อาศัยในรัฐ หลุยเซียน่าหลายพันคนที่กำลังพึ่งพาบริการ PayPal เพื่อซื้อและขายสินค้าออนไลน์อยู่ และพวกเขาต้องการหยุด PayPal จากการทำธุรกิจโดยที่ไม่ได้อ้างว่าปกป้องประชาชนของพวกเขาจากสิ่งใด

ในขณะเดียวกัน ผู้บริหารระดับสูงของอีกหลาย ๆ รัฐ ก็กำลังจ้องมองไปที่ Billpoint เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในรัฐ โอเรกอน แคลิฟอร์เนีย และ อิลลินอยส์ ซึ่งมองว่า Billpoint ก็จำเป็นต้องได้รับใบอนุญาตเช่นเดียวกัน

มีการถกเถียงในวงกว้าง American Bankers Association (ABA) ได้กล่าวว่าบริการอย่าง PayPal หรือ Billpoint นั้น ควรจัดอยู่ในประเภทธนาคารพาณิชย์ ลูกค้าควรที่จะได้รับความคุ้มครอง ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขามาจากกลุ่มธนาคารพาณิชย์เก่า และเริ่มเห็นภัยคุมคามจากบริการเหล่านี้ นั่นเอง

แต่สุดท้ายความเห็นจาก Federal Insurance Insurance Commission (FDIC) กลับยอมรับว่า บริการอย่าง PayPal นั้นไม่ได้มีส่วนร่วมในธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ภายใต้กฏหมายของรัฐบาลกลางสหรัฐ ซึ่งพวกเขาสรุปว่า PayPal นั้นไม่รับเงินฝาก แต่ส่งผ่านเฉพาะเงินทุนไปยังธนาคารหรือผู้ใช้อื่น ๆ เพียงเท่านั้น จะไม่มีผลผูกพันกับการตัดสินใจของหน่วยงานกำกับดูแลของรัฐนั่นเอง ซึ่ง FDIC มองว่าเป็นแบบอย่างที่มีประโยชน์สำหรับแต่ละรัฐ

ซึ่งหลังจากยึด Billpoint มาได้แบบเต็ม 100% ebay ก็รุกหนักทันที Billpoint ได้เปิดตัวนโยบายการคุ้มครองผู้ขายเลียนแบบ PayPal ซึ่งทำให้ข้อได้เปรียบที่สำคัญอย่างนึงของ PayPal ไร้ผลทันที

ebay ยังคงกดดัน PayPal อย่างต่อเนื่องโดยการใส่ปุ่มชำระเงินใน email รุ่นใหม่ที่เร็วกว่าเมื่อการประมูลสิ้นสุด ซึ่งเมื่อก่อนนั้น email การแจ้งเตือนของ PayPal มักจะมาถึงก่อนเสมอ ซึ่งการปรับปรุงครั้งนี้ของ Billpoint นั้น เป็นการเร่งกระบวนการการชำระเงิน และรับปุ่มชำระเงินของ Billpoint ให้เร็วขึ้น และรวดเร็วกว่าที่ PayPal ทำได้

ท่าทีที่แข็งกร้าวขึ้นอย่างชัดเจนของ ebay นั้นเป็นผลมาจากการที่ไม่ต้องรอการตัดสินใจของ Wells Fargo ที่เป็นบริษัทแนวอนุรักษ์นิยมอีกต่อไป ทำให้พวกเขาสามารถตัดสินใจในเรื่องบริการต่างๆ รวมถึงกลยุทธ์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ในขณะเดียวกันนั้น ทั้ง Thiel และ Roelof Botha รวมถึงทีมผู้บริหารของ PayPal ก็เริ่มเบื่อหน่ายกับปริมาณการประมูลของ PayPal ที่เริ่มชะลอตัวลงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของบริษัท PayPal เริ่มที่จะไม่เติบโต แถมยังลดลงอีกด้วย

แน่นอนว่าส่วนนึงมาจากท่าทีที่แข็งกร้าวของ ebay หลังจากควบรวมกับ Billpoint ทำให้ลูกค้าเริ่มทยอยเปลี่ยนมาใช้บริการของ Billpoint มากขึ้น รวมถึง ebay เองก็ต้องเจอกับภาวะตกต่ำของยอดประมูลตามฤดูกาล ซึ่งทั้งหมดได้ส่งผลให้ตัวเลขของ PayPal นั้นแย่ลงเป็นครั้งแรกในตลาดประมูล และมีผลทำให้มูลค่าหุ้นของ PayPal ตกลง

เรียกได้ว่าสถานการณ์ของ PayPal นั้นอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงอีกครั้ง Thiel เริ่มตระหนักว่าสถานการณ์การแข่งขันที่ไม่แน่นอนของบริษัท รวมถึงไปถึงเรื่องทางกฏหมายที่ยังไม่เคลียร์อย่างชัดเจนว่าจะกำหนดบริการของพวกเขาให้ใครกำกับดูแล รวมถึงราคาหุ้นที่ตกลงต่อเนื่อง ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อ PayPal อย่างชัดเจน

สถานการณ์ของ PayPal เริ่มเสี่ยง มูลค่าหุ้นก็ตกลงต่อเนื่อง
สถานการณ์ของ PayPal เริ่มเสี่ยง มูลค่าหุ้นก็ตกลงต่อเนื่อง

แม้ทีมงานของ PayPal จะแข็งแกร่งเพียงใด พวกเขาก็สู้กับ ebay มาได้ในทุก ๆ กลยุทธ์ ทีงานของพวกเขาพร้อมเสมอที่จะรบกับ ebay แต่ดูเหมือนว่าการสร้างกลยุทธ์เพื่อโจมตี ebay กลับในช่วงนี้ที่ปัญหาหลาย ๆ อย่างมันยังดูไม่เคลียร์นั้น ดูจะเป็นการไม่คุ้มกับแรงกายแรงใจที่ต้องทุ่มเทไปเสียแล้ว

การเจรจาน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับบริษัททั้งสอง แนวคิดเรื่องการควบรวมกิจการนั้นกลับมาในหัวของ Thiel และทีมผู้บริหารอีกครั้ง ดูเหมือนว่าหากยังสู้รบกันต่อไป ก็ไม่มีฝ่ายไหนชนะได้เด็ดขาดเสียที มันอาจจะถึงเวลาแล้วจริง ๆ ที่ PayPal ที่เป็นบริการที่ผู้ใช้ใน ebay นั้นหลงรักที่สุด ควรจะอยู่ในอ้อมกอดของ ebay จริง ๆ จัง ๆ เสียที การควบรวมกิจการคงจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด และส่งผลดีต่อธุรกิจในระยะยาวจริง ๆ

และที่สำคัญการเปลี่ยน PayPal ให้เป็นระบบชำระเงินหลักของ ebay แบบเป็นทางการนั้น จะช่วยลดความเสี่ยงที่สำคัญในเรื่องทางกฏหมาย เกี่ยวกับรูปแบบธุรกิจที่สถานการณ์ในขณะนั้น มีความท้าทายทางกฏหมายและกฏระเบียบกำลังคุกคามบริษัท ซึ่งอำนาจของ ebay ที่มีเครื่องมือในการสร้างการล๊อบบี้อาจจะช่วย PayPal จัดการกับปัญหาเหล่านี้ได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

ในตอนหน้าจะเป็นบทสรุปสุดท้ายของการต่อสู้ระหว่างบริษัททั้งสอง ซึ่งดูเหมือนสงครามครั้งนี้ใกล้จะถึงวันสิ้นสุดเสียที แล้วสงครามครั้งนี้จะจบลงตรงไหน และใครจะเป็นผู้ได้ประโยชน์สูงสุด และให้แง่คิดอะไรในการทำธุรกิจโดยเฉพาะธุรกิจเล็ก ๆ ที่พร้อมจะล้มยักษ์ เหมือนที่ PayPal ทำ โปรดอย่าพลาดติดตามตอนต่อไปครับผม

–> อ่านตอนที่ 11 : Sell Out (ตอนจบ)

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :The New Recruit *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol