ถ้า TikTok กลายมาเป็นของอเมริกา คุณคิดว่าใครควรจะเป็นเจ้าของ?

แน่นอนว่า เรื่องราวของ TikTok นั้นถือเป็นวิบากกรรมของบริษัท ที่พยายามสร้างบริการแบบ Global แต่ต้องมาถูกเตะตัดขาจากพี่ใหญ่แห่งอเมริกา ที่มองว่า เป็นภัยต่อความมั่นคงหากให้บริการเหล่านี้มาเฉิดฉายในประเทศอเมริกา

การแพร่กระจายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ COVID-19 ที่เกิดขึ้น ทำให้บริการอย่าง TikTok นั้นยิ่งแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วทั่วโลก และสามารถเจาะขุมทรัพย์ตลาดที่สำคัญที่สุดได้นั่นก็คือ วัยรุ่นชาวอเมริกัน

ซึ่งเป็นตลาดที่เจาะได้ยากที่สุดและ หากเจาะตลาดนี้ได้แล้วนั้น บริการพร้อมที่จะทะยานขึ้นไปสู่กลุ่มคนอื่น ๆ ได้ง่าย เหมือนอย่างที่ facebook ทำสำเร็จมาแล้วกับบริการของพวกเขาในช่วงแรกที่เจาะกลุ่มเริ่มต้นที่นักศึกษามหาวิทยาลัยทั่วโลก ก่อนจะแพร่ระบาดอย่างไรวัส มีผู้ใช้งานกว่าพันล้านคนทั่วโลกอย่างที่เราได้เห็นในปัจจุบัน

เช่นเดียวกับ อีกหลากหลายบริการที่มักเจาะไปที่กลุ่มวัยรุ่นก่อน ก่อนที่จะทะยานขึ้นบริการที่สำคัญทั่วโลกได้ และ TikTok สามารถที่จะทำมันได้สำเร็จ

ปัญหาใหญ่ของพวกเขาตอนนี้ คือ กำลังจะถูกแบน หรือ ถูกบีบบังคับให้ขายให้กับบริษัทจากอเมริกา ซึ่งจากข่าวที่ออกมานั้น ดูเหมือน Microsoft จะกลายเป็นตัวเต็งในการซื้อกิจการนี้

ซึ่งแน่นอนว่า Microsoft นั้นต้องการตลาดนี้มานาน ต้องการส่วนแบ่งตลาดการโฆษณาในโลกออนไลน์ที่มีมหาศาล ที่ Microsoft ยังไม่สามารถเข้าไปกอบโกยได้ แม้จะมี บริการ Search Enginge อย่าง Bing แต่ก็ดูเหมือนจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ให้กับ Google อย่างย่อยยับ

Bing ที่ดูเหมือนจะไม่สามารถสู้ Google ได้เลย
Bing ที่ดูเหมือนจะไม่สามารถสู้ Google ได้เลย

แต่ถ้าถามว่าใครอยากได้ TikTok มากที่สุด คงหนีไม่พ้น Facebook อย่างแน่นอน ที่ตอนนี้ กำลังถูกแย่งชิงฐานผู้ใช้งานไปอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องของเวลาที่อยู่ใน Platform นั้นดูเหมือน ว่า TikTok จะสามารถดึงดูดวัยรุ่นให้อยู่ใน Platform ของพวกเขาได้มากกว่า

มันคือภัยคุกคามอย่างชัดเจนต่อธุรกิจ ของ Facebook แม้จะพยายามสร้างบริการเลียนแบบอย่าง Lasso หรือ สร้างบริการขึ้นมาในผลิตภัณฑ์ตัวเองอย่าง Instagram Reels ก็ตาม แต่ดูเหมือนยังไม่สามารถที่จะการันตีได้ว่าจะเอาชนะ TikTok ที่กำลังฮิตติดลมบนได้

แต่ดูจากประวัติศาตร์แล้วนั้น ต้องบอกว่า Microsoft กับ Facebook ถือเป็นพันธมิตรที่ดีต่อกันมานานแสนนาน ตั้งแต่ตั้งใจซื้อหุ้นสร้างมูลค่าให้กับ Facebook ในยุคแรกเริ่มเพื่อกันท่า Google ไม่ให้มาครอบครอง Facebook แล้วนั้น ดูเหมือนว่าหลังจากนั้นทั้งสองบริษัทจะกลายเป็นพันธมิตรกันอย่างเหนียวแน่น

ยามใดที่ Facebook ต้องออกศึกกับ Google ก็ดูเหมือนพี่ใหญ่อย่าง Microsoft ก็มักจะมาช่วยเหลืออยู่เสมอ ตัวอย่างเช่น ในตอนที่สู้กันเมื่อ Google Plus ของ Google ได้ออกมาพร้อม Features มากมายพร้อมฟังก์ชั่นเด็ดอย่าง Hangout ทางฝั่ง Microsoft ก็ส่ง Skype เข้ามาช่วยเหลือ Facebook ได้อย่างทันท่วงที ไม่ให้พลาดท่าแก่ Google ในศึกครั้งนั้น

ซึ่งด้วยความที่เป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่น ถึงขนาดว่า faceboook ยอมใช้ map ของ microsoft ไม่ได้ใช้ map ของ Google ใน platform ของตัวเอง ต้องบอกว่า หาก Microsoft ได้ TikTok มาครอบครอง โลกของ Social นั้นก็จะถูกยึดโดยทีมพันธมิตร Microsoft-Facebook ได้อย่างแน่นอน

แต่อีกฝั่งที่ผมเชียร์ ก็คือ Google ที่มองว่ายังขาด Product ที่เป็น Social Platform ที่แม้จะพยายามปลุกปั้น (Google Plus) หรือ เข้าซื้อกิจการมาก็แล้ว (Orkut) ก็ดูเหมือนว่ายังคงปั้นไม่ขึ้น กับบริการในด้าน Social

Orkut ที่ Google เคยซื้อกิจการมา
Orkut ที่ Google เคยซื้อกิจการมา

ซึ่ง TikTok เอง ก็ถือว่า เข้ามารุกรานธุรกิจหลักของ Google เช่นกัน เพราะมันก็ถือว่าเป็น Platform วีดีโอ ที่แม้จะเป็น วีดีโอ แบบสั้น ๆ แต่ก็ถือว่าแย่งฐานผู้ใช้งานหลักที่เป็นวัยรุ่นไปจาก Youtube เช่นเดียวกัน

ส่วนตัวก็ยังคิดว่า ควรจะ Balance โลก Social ให้เกิดการแข่งขันกันมากกว่านี้ ซึ่ง หาก TikTok ได้มาเป็นเจ้าของโดย Google น่าจะเป็นการดีกว่า ซึ่งจะคอย Balance โลก Social ให้แข่งขันกันสนุกขึ้น และ ข้อมูล พฤติกรรม ของพวกเราใน social จะไม่ตกอยู่ในฝั่งใดฝั่งหนึ่งมากเกินไปนั่นเอง

แล้วถ้า TikTok ต้องถูกครอบครองโดยบริษัท อเมริกันจริง ๆ คุณคิดว่าใครควรจะเป็นเจ้าของ Platform น้องใหม่ที่มาแรงสุด ๆ อย่าง TikTok กันแน่ครับ?

References : https://findyoursounds.com/2020/08/01/microsoft-in-talks-to-acquire-tiktok-say-reports/

5 เหตุผลที่ว่าทำไม Yandex จึงเป็นผู้นำในตลาดการค้นหาเหนือ Google ในประเทศรัสเซีย

Yandex ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ด้านการค้นหาของรัสเซียที่จดทะเบียนในตลาด NASDAQ และเป็นคู่แข่งสำคัญของ Google ในตลาดรัสเซีย แล้วทำไมมันจึงเป็นที่นิยมในหมู่ชาวรัสเซีย?

ต้องบอกว่า Yandex นั้นเป็นมากกว่าแค่บริษัท มันเป็นเรื่องของความภาคภูมิใจของชาติ แม้ชาวรัสเซียชอบที่จะสวมใส่เสื้อผ้าโดยแบรนด์จากต่างประเทศและอเมริกามากมายแค่ไหนก็ตาม แต่เมื่อมาถึงบริการออนไลน์พวกเขากลับบูชาบริการในท้องถิ่นของพวกเขาเอง

ในปี 1997 ก่อนที่ Larry Page และ Sergey Brin จะสร้าง Google นั้น Ilya Segalovich และ Arkady Volozh ได้ก่อตั้ง Yandex มาก่อนหน้าแล้ว โดยบริษัทยังคงเป็นผู้นำตลาดของรัสเซีย แต่ดูเหมือนว่าการแข่งขันจะรุนแรงขึ้นในทุก ๆ ปี

Google มีเป้าหมายอย่างชัดเจนในตลาดอินเทอร์เน็ตของรัสเซียซึ่งการรุกทั้งหมดยังคง  อยู่ที่ประมาณ 70%เท่านั้นและยังคงอยู่เบื้องหลังการเจาะตลาด 80-90% ในประเทศยุโรปส่วนใหญ่ นอกจากนี้รัสเซียซึ่งมีประชากร 144 ล้านคนมีอัตราการเติบโตอินเทอร์เน็ตสองหลักในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ต่อไปนี้เป็น 5 เหตุผลว่าทำไม Yandex จึงเป็นผู้นำในตลาดอินเทอร์เน็ตของรัสเซีย

  • วิธีการที่แตกต่างในการค้นหา ในขณะที่ Google ให้ความสำคัญกับการคำนวณอันดับของหน้าเว็บไซต์มากขึ้นอัลกอริทึมการจัดอันดับของ Yandex จะคำนึงถึงระยะห่างระหว่างคำและความเกี่ยวข้องของเอกสารกับการสืบค้น ในปี 2017 บริษัท ได้เปิดตัวอัลกอริทึม Neural network ใหม่ที่มีชื่อว่า  Korolev  ซึ่งทำให้การค้นหามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
  • บริการสื่อแบบบูรณาการ Yandex เป็น บริษัทสื่อที่ใหญ่ที่สุดในรัสเซียและให้บริการemail แผนที่ เพลง วิดีโอ ที่เก็บรูปภาพ แอป และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ อีกมากมายแม้ว่า Google จะให้บริการฟรี  แต่บริการระหว่างประเทศของรัสเซียเหล่านี้มีคุณภาพเทียบเท่าและปรับตัวได้ดีสำหรับผู้ใช้ในท้องถิ่นและบางครั้งก็ทำมันได้ดีกว่า
  • มันเป็นมากกว่าอินเทอร์เน็ต คุณเคยรู้จัก Google แท็กซี่หรือไม่ ไม่แน่นอนเพราะมันไม่มีอยู่จริง ในรัสเซีย Yandex มีบริการรถแท็กซี่ที่ได้รับความนิยมมากกว่า Uber ที่จริงแล้ว  ทั้งสอง บริษัทได้ประกาศแผนการที่จะรวม  ความพยายามของพวกเขาสร้างหนึ่งในบริการรถแท็กซี่ที่แข็งแกร่งที่สุดในรัสเซีย Yandex ยังแทนที่บริการชั้นนำอื่น ๆ เช่น PayPal ด้วยบริการ Yandex.Money
  • พยากรณ์อากาศที่แม่นมาก ๆ  คุณอาจคิดว่ามันไม่สำคัญ แต่หากไม่มีการพยากรณ์อากาศเราแทบไม่มีอะไรจะพูดถึง Yandex ได้พัฒนาการพยากรณ์ที่แม่นยำที่สุดในโลกด้วยอัลกอริทึมที่ทันสมัย มันมีแผนที่ลมด้วย เริ่มแรกผู้พัฒนาวางแผนที่จะยุติการบริการนี้ แต่พวกเขาเปลี่ยนใจหลังจากได้รับการร้องขอจากชาวประมงรัสเซีย
  • มันดีกว่าสำหรับภาษารัสเซีย  Yandex ดีกว่าสำหรับการค้นหาภาษารัสเซียและถูกสร้างขึ้นเป็นพิเศษสำหรับตลาดรัสเซียและสามารถเอาชนะอุปสรรคทางภาษาได้มากมาย นอกจากนี้ยังเป็นการดีกว่าที่จะเข้าใจ CrazyFont ซึ่งเป็นการเขียนคำภาษารัสเซียโดยใช้อักษรละตินแทน Cyrillic CrazyFont เป็นที่นิยมในหมู่ชาวรัสเซียที่อาศัยอยู่ต่างประเทศ

และที่สำคัญที่สุด Yandex นั้นมีอายุมากกว่าบริการออนไลน์จากต่างประเทศชื่อดัง และเป็นที่ยอมรับมากขึ้น ซึ่งในปี 2004 เมื่อ Google บุกไปที่รัสเซียมันก็สายเกินไปแล้ว เครื่องมือค้นหาอเมริกันถูกจู่โจมอย่างรุนแรง วันนี้ Yandex ยังเป็นเสิร์ชเอ็นจิ้นที่ได้รับความนิยมสูงสุดของรัสเซียและเป็น บริษัท อินเทอร์เน็ตอันดับ 1ของประเทศ

อย่างไรก็ตามในปี 2014 สถานะของ Google เริ่มดีขึ้นเนื่องจากมีชาวรัสเซียใช้บริการอินเทอร์เน็ตบนอุปกรณ์มือถือมากขึ้น จากข้อมูลของ Mail.Ru Group ระบุว่า 75% ของชาวรัสเซียใช้แพลตฟอร์ม Android บนสมาร์ทโฟนทำให้ Google เป็นเครื่องมือค้นหาอันดับ 1 บนมือถือ

แต่ Yandex กำลังต่อสู้กลับ และในปี 2016 บริษัท ได้ทำการยื่นฟ้องระบบปฏิบัติการ Android ของ Google โดยอ้างว่า Google กำลังละเมิดกฎระเบียบต่อต้านการผูกขาดของรัสเซีย

ในเดือนสิงหาคม 2017 ผู้ใช้ Android ในรัสเซียได้รับหน้าจอตัวเลือกในเบราว์เซอร์ Chrome Mobile ทำให้พวกเขาสามารถที่จะเลือกเครื่องมือค้นหาที่ต้องการได้ “นี่เป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่สำหรับผู้ใช้ภาษารัสเซียและสิ่งที่เราได้รับ หลังจากการทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานานเพื่อต่อสู้ในเรื่องการผูกขาดของ Google” บริษัทกล่าวในแถลงการณ์

ต้องบอกว่าถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่น่าสนใจกับบริการท้องถิ่นในประเทศรัสเซียอย่าง Yandex ที่สามารถเอาชนะ Google ได้แบบเดียวกับที่ Naver เอาชนะ Google ในประเทศรัสเซียได้

มันคือการแข่งขันที่สมบูรณ์ คงไปเทียบกับในจีนไม่ได้เพราะเป็นการกีดกันจาก The Great Firewall ของประเทศ แต่ในรัสเซีย และ เกาหลีใต้นั้น พวกเขาแข่งขันกันโดยตรง และสามารถเอาชนะ ด้วยความสามารถในการเอาชนะใจผู้ใช้ท้องถิ่นได้

และสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนจากเรื่องราวของทั้งสองบริษัททั้ง Yandex และ Naver นั้นก็คือ พวกเขาเตรียมสู้ตั้งแต่เริ่ม ก่อนที่ Google จะเข้ามาบุกทำให้พวกเขาเป็นฝ่ายได้เปรียบโดยเฉพาะเรื่องของภาษา ซึ่งก็น่าเสียใจที่ไทยเราไม่มีบริการแบบนี้ ที่เข้าใจคนไทยมาแข่งขันได้ เพราะภาษาไทยก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งภาษาที่หินมาก ๆ ในการพัฒนาโปรแกรมเพื่อให้เข้าใจเช่นเดียวกัน แต่สุดท้าย google ก็สามารถพัฒนาจนเอาชนะใจคนไทยได้สำเร็จ และสามารถดึงเงิน และ ข้อมูล กลับประเทศไปได้มากมายอย่างที่เราได้เห็นกันในตอนนี้นั่นเองครับ

References : https://www.ksdk.com/article/entertainment/television/show-me-st-louis/602-8388409/
https://www.digitaltrends.com/android/is-russias-yandex-beating-google-at-its-own-gam/
https://www.kgw.com/video/syndication/veuer/yandex-is-beating-google-in-russia/602-8388409
https://russiabusinesstoday.com/featured/yandex-beating-google-in-russia-analysts-say/

Google vs Naver : ทำไม Google ถึงครองตลาดการค้นหาของเกาหลีใต้ไม่สำเร็จ

แม้ว่าปัจจุบัน Google ถือครองตลาดการค้นหาทั่วโลกถึง 83% แต่ก็มีหลายประเทศที่หลุดมือจากพวกเขา หนึ่งในนั้นก็คือเกาหลีเกาหลีใต้ ซึ่งแน่นอนถ้าถามคนเกาหลีว่าใช้เครื่องมือค้นหาอะไรและน่าจะเป็นคำตอบคือ Naver

Naver ปัจจุบันเป็นเครื่องมือค้นหาอันดับหนึ่งของเกาหลีและคิดเป็นกว่า 70% ของตลาดการค้นหาที่นั่น เสิร์ชเอนจิ้น ที่เปิดตัวในปี 1999 โดยกลุ่มอดีตพนักงานของซัมซุงและได้ครองวงการการค้นหาของเกาหลีนับตั้งแต่นั้นมา

หากคุณยังไม่เคยไปที่หน้าแรกของ Naver สิ่งที่น่าจะทำให้คุณรู้สึกได้ทันทีคือความคล้ายคลึงกับ Yahoo หน้าแรกของ Naver และหน้าผลการค้นหาของมันยุ่งกว่าของ Google มากด้วยรูปภาพจำนวนมาก แบนเนอร์ และแฟลช ฯลฯ

หน้าจอที่แตกต่างระหว่าง Google และ Naver
หน้าจอที่แตกต่างระหว่าง Google และ Naver

นั่นเป็นเพราะผู้ดูแลเว็บเกาหลีจำนวนมากบล็อก Google และเครื่องมือค้นหาทั่วโลกอื่น ๆ ไม่ให้เข้าถึงเว็บไซต์ของพวกเขาด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย แล้วทำไมเว็บไซต์ส่วนใหญ่ของเกาหลี จึงไม่จำเป็นต้องเป็นส่วนหนึ่งของ Google

ประการแรกเมื่อพูดถึงนวัตกรรม Naver มักเป็นผู้นำ Google:

  • ในปี 2002 Naver ได้เปิดตัว Knowledge In ซึ่งเป็นระบบนำทางของ Yahoo! Answer ซึ่งฐานข้อมูลความรู้ในการถาม & ตอบยังคงเป็นที่นิยมอย่างมากกับผู้ใช้
  • Naver เริ่มนำเสนอผลการค้นหาประเภทต่างๆก่อนที่การค้นหาทั่วไปของ Google จะปรากฏ
  • Naver เป็นเครื่องมือค้นหาโซเชียลมากขึ้นตั้งแต่เริ่มต้นในขณะที่ Google ยังเป็นเพียงการค้นหาผ่านเว๊บไซต์เพียงเท่านั้น
  • me.naver.com ของ Naver นั้นมีมานานก่อนที่ Google จะมาพร้อมกับ Search Plus My World (SPYW)

Naver นั้นกำลังรวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับหัวข้อยอดนิยมซึ่งมักสร้างโดยผู้ใช้เอง (บล็อกและการค้นหาคำถามและคำตอบ) และการนำเสนอข้อมูลดังกล่าวในลักษณะที่เป็นมิตรกับมนุษย์มาก ซึ่งมีความต่างจาก Google ไม่ต้องพึ่งพาประสิทธิภาพการทำงานของ Search Algorith ซึ่งดูเหมือนหุ่นยนต์มากกว่า “

ดังนั้นโดยพื้นฐานแล้ว Naver คือ Yahoo! Answer , Blogger, YouTube และการค้นหาของ Google Paid Search รวมกัน ผู้ค้นหามองหาข้อมูลที่จำเป็นโดยการสืบค้นผลการค้นหาของ Naver ประเภทต่างๆ เช่น ฐานข้อมูล ถาม & ตอบ การค้นหาข่าว การค้นหาบล็อก เป็นต้น

Naver สามารถทำอะไรได้บ้างซึ่ง Google ไม่สามารถทำได้

สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงคือ Algorithm การค้นหาของ Naver ถูกสร้างขึ้นผ่านภาษาเกาหลีซึ่งช่วยให้ Naver แสดงผลลัพธ์ที่เกี่ยวข้องมากกว่า Google ในหลาย ๆ ครั้ง เนื่องจากไวยากรณ์ภาษาเกาหลีนั้นแตกต่างจากภาษาอังกฤษค่อนข้างมาก

ตัวอย่างเช่นลองค้นหา 이브닝가운 ( ชุดราตรี ) ใน Naver.com และ Google.co.kr เราจะเห็นได้ว่า Naver ให้ผลการค้นหาที่เป็น สารานุกรมความรู้ 3 รายการ, ผลลัพธ์ 5 ข่าว, 5 ข้อมูลผลลัพธ์ระดับมืออาชีพ (เอกสาร PDF), 3 ผลลัพธ์วิดีโอ และ 5 รูปภาพผลลัพธ์ในหน้าแรก

ความแตกต่างที่ Google ไม่สามารถเลียนแบบได้
ความแตกต่างที่ Google ไม่สามารถเลียนแบบได้

หากเราไปที่ Google.co.kr ตรงข้ามกับหน้าผลลัพธ์ที่ฟุ่มเฟือยของ Naver เราเห็นเฉพาะผลลัพธ์รูปภาพ 5 รายการและผลลัพธ์ 1 ข่าว ผลลัพธ์ที่เหลือจะคล้ายกันมากใน Search Engine ทั้งสอง (และส่วนใหญ่มาจากบล็อก):

ซึ่งอาจพูดได้ว่าเป็นเพราะ Google ไม่ได้รับอนุญาตให้จัดทำดัชนีเว็บไซต์เหล่านั้นจำนวนมาก แต่ก็มีแนวโน้มมากกว่าที่มองได้ว่า Naver นั้นคุ้นเคยกับข้อมูลเฉพาะของเว็บเกาหลีและภาษาเกาหลีมากกว่า Google ดังนั้นทำให้ Naver ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า สำหรับผลการค้นหาส่วนใหญ่

เหตุผลที่ทำให้ Google โกรธมากๆ ในตลาดการค้นหาในประเทศเกาหลีใต้ ก็คือ เหล่าเว็บมาสเตอร์ชาวเกาหลีจำนวนมากไม่กังวลเกี่ยวกับปัญหาความเป็นส่วนตัวกับ Naver เนื่องจากพวกเขารู้ว่า Naver จะไม่สร้างดัชนีข้อมูลบางอย่าง เหมือนที่ Google ทำ ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงการละเมิดความปลอดภัย พวกเขาก็เพียงแค่บล็อก Google bot จากการรวบรวมข้อมูลเว็บไซต์ของพวกเขา

แต่หากมีการนับจำนวนไซต์ที่มีการจัดทำดัชนีใน Naver มันจะมีขนาดเล็กกว่าจำนวนไซต์ที่จัดทำดัชนีใน Google อย่างแน่นอน แต่คุณภาพของเว็บไซต์เหล่านั้นที่ผ่านการเก็บข้อมูลของ Naver อาจจะทำได้ดีกว่า ซึ่งทาง Naver ชอบที่จะทำให้มีเนื้อหาน้อยลงในการเก็บดัชนีเว๊บไซต์ต่าง ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งนั้นเป็นของจริงและตรงตามความต้องการของผู้ใช้งานมากที่สุดนั่นเอง

สิ่งที่ Google พยายามทำทั้งหมด คือการวางเนื้อหาที่เป็นภาษาเกาหลีให้ได้มากที่สุด เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้จะต้องโน้มน้าวให้ผู้ดูแลเว็บเกาหลี และนักธุรกิจที่พวกเขาต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการค้นหาสำหรับ Google นั่นเอง เพราะหากสิ่งนี้ไม่เกิดขึ้น Google จะไม่สามารถให้ผลลัพธ์การค้นหาที่ดีกว่า Naver นำเสนอได้

และปัญหาสำหรับ Google ก็คือผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในเกาหลีส่วนใหญ่ดูเหมือนจะค่อนข้างมีความสบายใจกับการใช้งาน Naver แน่นอนว่าผลการค้นหาของเนื้อหาจากเกาหลีนั้นจะปรากฏบนเว็บ แต่มันสามารถมองเห็นผ่าน Naver ในรูปแบบสไตล์การแสดงผลที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ Google ไม่สามารถเลียนแบบได้ 

สถานะของ SEO กับ Search Engine ในประเทศเกาหลี

แล้วการทำ SEO ของเกาหลีใต้นั้น มีอยู่จริงหรือไม่? ต้องบอกว่ามันไม่มีอยู่ในรูปแบบที่ปรากฏในสหรัฐอเมริกา ซึ่งแต่ละส่วนของการค้นหาใน Naver นั้น (การค้นหาด้านความรู้ การค้นหาบล็อก การค้นหาข่าว ฯลฯ ) ต่างมีอัลกอริทึมเป็นของตัวเอง ดังนั้นจึงไม่มีสูตรการเพิ่มประสิทธิภาพที่เหมาะกับการทำ SEO ให้กับเว๊บไซต์ในแต่ละรูปแบบ เหมือนที่ เหล่านักการตลาดออนไลน์ทำสำเร็จกับ Google

ในประเทศเกาหลีนั้น มันค่อนข้างเป็นการผสมผสานระหว่างการโฆษณาแบบจ่ายต่อคลิก และการจ่ายต่อเวลาควบคู่ไปกับการโปรโมตใน Knowledge In ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของบล็อก ข่าว รูปภาพ วิดีโอและผลลัพธ์ประเภทอื่น ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่แตกต่างจากการทำ SEO ในแบบของ Google ในที่อื่น ๆ ทั่วโลก

บทสรุป

ต้องบอกว่าอุตสาหกรรมการค้นหาของเกาหลีนั้น เป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก ๆ ที่ Google ไม่สามารถที่จะครองตลาดแบบเบ็ดเสร็จเหมือนที่อื่น ๆ ในโลกได้ มันมาจากรากฐานทางวัฒนธรรม ความเป็นชาตินิยม และอีกหลาย ๆ อย่างที่เราได้เห็นศักยภาพของบริการ หรือ ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ จากประเทศนี้ สามารถต่อสู้ในระดับโลกได้

สำหรับ ตัวผมเอง ถ้าถามว่าชาติไหนเจ๋งที่สุด ก็ต้องบอกว่า เกาหลีอยู่ในลำดับต้น ๆ เพราะพวกเค้าต้องต่อสู้มาตั้งแต่ความยากลำบาก ในระดับประเทศที่ยากจนข้นแค้น หลังจบสงคราม ก่อสร้างประเทศ สร้างผลิตภัณฑ์ และบริการต่าง ๆ ที่มีคุณภาพแข่งขันได้ในระดับโลก

ซึ่งทั้งที่ประเทศพวกเขานั้นไม่ได้มีประชากรมากมาย เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ที่สามารถสร้างผลิตภัณฑ์และใช้ Economy of scale เอาชนะคู่แข่งได้ง่ายกว่า แต่เกาหลีเป็นประเทศเล็ก ๆ และคิดใหญ่ ทำใหญ่ และทำมันออกมาได้ดีมาก ๆ ในหลากหลายสินค้าและบริการ และตัวอย่างหนึ่งก็คือสิ่งที่ Naver ทำได้สำเร็จกับตลาด Search Engine ที่สามารถเอาชนะยักษ์ใหญ่อย่าง Google ได้นั่นเองครับ

–> อ่าน Blog Series : Rise of South Korea

References : https://www.theegg.com/sem/korea/paid-search-in-korea-naver-ads-vs-google-ads/
https://www.minttwist.com/blog/google-vs-naver-googles-struggles-south-korea-focus/
https://www.twinword.com/blog/4-reasons-why-seo-in-korea-is-difficult/

สงครามการเมือง กับเบื้องหลังความพ่ายแพ้ครั้งสำคัญของ Google Plus ที่มีต่อ Facebook

Google+ ได้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ถูกปิดตัวลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  หลังจากที่ บริษัท ใช้เงินไปหลายร้อยล้านดอลลาร์กับโปรเจ็คดังกล่าว Google Plus ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะต่อสู้กับ Facebook ได้เลย 

มันเป็นความล้มเหลวครั้งสำคัญของ Google ในโลกออนไลน์ที่พวกเขาถนัด ซึ่งหลังจากอดีตนักออกแบบของ Google Plus ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมที่ทำงานกับผลิตภัณฑ์ กล่าวว่าสาเหตุหลัก ๆ คือ เรื่องของการเมืองภายในองค์กร และการขาดวิสัยทัศน์ที่ยิ่งใหญ่

หนึ่งวันหลังจากที่ Google ประกาศเกี่ยวกับบริการที่ไม่มีใครสนใจ Google ยอมรับว่า 90% ของผู้ใช้ นั้นอยู่ในบริการของ Google+ น้อยกว่าห้าวินาที อดีตพนักงานของ Google ชื่อ Morgan Knutson ได้กล่าวย้อนอดีตถึง ผลงานภายในของ Google Plus

Knutson ทำงานเป็นนักออกแบบกับ Google+ ระหว่าง 2011 และ 2012 เขาได้ทวีตมากกว่า 200 ครั้ง เพื่ออธิบายรายละเอียดการดำรงตำแหน่งระยะสั้นของเขาที่ Google+ ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อมีเป้าหมายในการเอาชนะ Facebook

สิ่งที่ Knutson กล่าวในทวีต อธิบาย เรื่องราวของความหลงใหล การทรยศ การจัดการที่ผิดและ การเมืองในสำนักงานของ Google เอง จากนั้นเขาก็อธิบายว่าทำไมเขาถึงได้เข้ามาทำงานในโครงการใหม่ของ Google ที่ชื่อว่า Google+

หนึ่งในปัญหามากมายของ Google+ ตามที่พนักงาน Google เคยอธิบายไว้ คือ การขาดวิสัยทัศน์ Knutson กล่าวว่า การมองผลิตภัณฑ์ของ Google ใน Google+ นั้น เป็นการขึ้นอยู่กับความกลัวที่จะสูญเสียการแข่งขันที่มีต่อ Facebook แทนที่จะสร้างสิ่งที่แปลกใหม่อย่างแท้จริงตามวิถีทางแบบเก่า ๆ ของ Google

“วิสัยทัศน์ผลิตภัณฑ์ของ Vic เต็มไปด้วยความกลัว” Knutson เขียนอ้างถึง “Vic” Gundotra ผู้บริหาร Google ผู้ซึ่งเป็นหัวหน้าโครงการ Google+ ก่อนที่เขาจะออกจาก บริษัท ในปี 2014 ท่ามกลางข้อกล่าวหาเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศ 

Vic Gundotra อดีตหัวเรือใหญ่ของ Google+
Vic Gundotra อดีตหัวเรือใหญ่ของ Google+

“Google ได้สร้างกราฟขององค์ความรู้และ Facebook ได้สร้างกราฟของเครือข่ายสังคมออนไลน์ ซึ่งหากเราไม่ได้เป็นเจ้าของกราฟเครือข่ายสังคมออนไลน์ เราก็ไม่สามารถอ้างสิทธิ์ที่จะจัดทำดัชนีข้อมูลในโลกนี้ได้ทั้งหมด” เขาเขียนไว้ในทวีตหนึ่งไว้อย่างน่าสนใจ

อย่างไรก็ตามการมองผลิตภัณฑ์ ไม่ได้เป็นปัญหาเดียวกับโครงการที่ทะเยอทะยานของ Google 

Knutson กล่าวในรายละเอียด และอธิบายว่า ทีมต่าง ๆ ที่ทำงานในโครงการไม่ได้ทำงานพร้อมเพรียงกัน ทีมทั้งหมดทำงานในโมดูลแยกต่างหาก โดยไม่มีความรู้ในสิ่งที่เขาอธิบายว่าเป็น “วิสัยทัศน์ที่ยิ่งใหญ่” “ทุกสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นล้วนไม่มีความต่อเนื่อง มันเป็นการสร้างและคัดลอก มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อเอาชนะ Facebook”

โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิสัยทัศน์เหล่านี้ ไม่ได้จำกัดเฉพาะแพลตฟอร์มของ Google+ เท่านั้น แต่รวมถึงระบบนิเวศของ Google โดยรวมทั้งหมด เห็นได้ชัดว่าเมื่อ Knutson ออกแบบอินเทอร์เฟซผู้ใช้ทั้งหมดของ Google+ ใหม่ ซึ่งยังอยู่ในช่วงการพัฒนาในเวลานั้นเพื่อรวมแอพอื่น ๆ ของ Google เข้ากับการนำทางในแถบด้านข้าง

แต่เขากลับถูกล้มแนวคิดดังกล่าว โดยผู้บริหารอาวุโส เนื่องจากถูกมองว่ามันไปคล้ายกับส่วนขยายของ Chrome ซึ่ง Google วางแผนที่จะเปิดตัวที่ Google I / O

อีกปัญหาหนึ่งของ Google+ คือข้อเท็จจริงที่ว่า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมันไม่ได้ถูกพิจารณาโดยระบบนิเวศทั้งหมดของ Google

Knutson อธิบายสิ่งนี้ว่าเป็นความไม่มีความเสมอภาคในการออกแบบในเรื่องประสบการณ์ของลูกค้า “ไม่มีสิ่งใด ที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยคำนึงถึงผลิตภัณฑ์ทั้งหมดในระบบนิเวศของ Google นักออกแบบ UX นั้นไม่ได้สนใจประสบการณ์ของลูกค้าอย่างแท้จริง” เขาเขียน

Google Plus ที่ออกแบบมาโดยไม่คำนึงถึงประสบการณ์ของผู้ใช้
Google Plus ที่ออกแบบมาโดยไม่คำนึงถึงประสบการณ์ของผู้ใช้

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Google ได้ปรับปรุงระบบนิเวศทั้งหมดในภายหลัง ซึ่งประกอบไปด้วย Gmail, Google Drive และ G-Suite ในหกปีต่อมา โดยนำความสอดคล้องการออกแบบและเพิ่มคุณสมบัติใหม่ ๆ ให้กับพวกมัน และประสบความสำเร็จอย่างสูง

นอกเหนือจากความไม่เสมอภาคในการออกแบบและวิสัยทัศน์ สิ่งที่ฆ่า Google+ คือการเมืองภายในบริษัท เมื่อคนทำงานเป็นทีม และมีความพยายามในการเล่นการเมืองระหว่างแต่ละทีม ซึ่งมักจะส่งผลเสียต่อโปรเจ็ค ซึ่งเห็นได้ชัดว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นกับ Google+ เช่นกัน

Knutson พบกับการเมืองในสำนักงานระหว่างที่เขาดำรงตำแหน่งใน Google ในที่สุดเมื่อเขาได้รับการอนุมัติให้นำทีมสำหรับการออกแบบส่วนต่อประสานผู้ใช้ เขาต้องเผชิญกับการต่อต้านจากนักออกแบบคนอื่น

“Jim” ผู้ซึ่งอยู่ในทีม Google+ ตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง เมื่อ Knutson พยายามแก้ไขปัญหากับ Jim โดยการสนทนาแบบตัวต่อตัว แต่เขาก็ไม่เคยมาปรากฏตัว เมื่อเขาไปหาหัวหน้าของ Jim คือ Greg แต่ดูเหมือนปัญหามันก็ถูกซ่อนไว้ใต้พรมตามเดิมที่ไม่ได้รับการแก้ไข

แต่ Greg กลับให้ท้าย Jim โดยบอกกับ Knutson ว่าจะให้ Jim เป็นผู้จัดการของเขาหลังจากที่ Project เปิดตัว ” เขายังจำบทสนทนาดังกล่าวได้อย่างดี

สองสามเดือนต่อมา Knutson ก็ได้ออกจาก Google เพื่อเข้าร่วมงานกับ Dropbox

Google อาจจะตัดสินใจยุติโครงการ Google+ ไปแล้ว แต่ชัดเจนว่าข้อบกพร่องด้านความปลอดภัยเป็นเพียงข้ออ้างที่ Google พยายามแถลงต่อสาธารณะเพื่อไม่ให้พวกเขาเสียหน้าเท่านั้น

Google+ ไม่สามารถบรรลุสิ่งที่ บริษัทคาดหวัง ความนิยมที่เพิ่มขึ้นของ Facebook และตัวเลขผู้ใช้งาน Google+ ที่ลดน้อยลงต่างหาก ที่เป็นสิ่งบังคับให้ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีตัดสินใจยุติโครงการดังกล่าวในท้ายที่สุด

จะเห็นได้ว่า แม้ Google+ ตอนเปิดตัวนั้น จะมีการเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมด้วย Features ต่าง ๆ มากมาย แต่เราจะได้เห็นถึงความพ่ายแพ้ครั้งสำคัญครั้งแรกของ Google ไม่ว่าจะมาจากปัญหาการเมืองภายในองค์กร รวมถึงวิสัยทัศน์ที่คิดเพียงแค่จะล้ม Facebook ให้ได้เพียงเท่านั้น

ซึ่งมันเป็นการผิดวิสัยของบริษัทอย่าง Google ที่มักจะสร้างนวัตกรรมต่าง ๆ ออกมาให้เป็นที่ยอมรับ ก็ต้องให้เครดิตกับ Mark Zuckerberg ที่สามารถทำให้ Facebook เอาชนะในศึกครั้งนั้นมาได้ ซึ่งดูเหมือนว่า ในเรื่องของเครือข่ายสังคมออนไลน์นั้น คงไม่มีใครจะเข้าใจมันได้ดีไปกว่า Mark Zuckerberg ที่ทำให้ตอนนี้แพลตฟอร์มของเขาครองใจผู้ใช้งานส่วนใหญ่ทั่วโลกมาจวบจนถึงปัจจุบันได้นั่นเองครับ

References : https://www.the-vital-edge.com/fall-of-google-plus/
https://mashable.com/2015/08/02/google-plus-history/
https://www.indiatoday.in/technology/features/story/former-google-designer-explains-why-google-s-social-media-play-failed-1370662-2018-10-18
http://dansator.blogspot.com/2019/02/rip-google-plus.html