Waze จาก Startup อิสราเอล สู่บริษัทหมื่นล้านภายใต้อ้อมอกของ Google

แม้ว่าในอดีตแผนที่ในรูปแบบที่เป็นกระดาษจะเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ทันสมัยที่สุดในยุคหนึ่ง และช่วยให้ผู้คนเดินทางไปยังสถานที่ใหม่ ๆ ได้อย่างง่ายดายขึ้น ซึ่งในอดีตนั้นแน่นอนว่ามันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากที่จะอ่านแผนที่เหล่านี้ในขณะที่เรากำลังขับรถอยู่ 

แต่เนื่องจากเทคโนโลยีได้นำทุกอย่างมาไว้บนมือถือ ตอนนี้ผู้คนสามารถค้นหาวิธีการไปยังสถานที่ใหม่ ๆ ได้อย่างง่ายดายโดยใช้ระบบ GPS และผ่านแผนที่ดิจิตอลทำให้ Google Map เป็นหนึ่งในแอปโปรดของทุกคน แต่มีแอปแผนที่หนึ่งที่มีนามว่า Waze ซึ่งมาจากอิสราเอลซึ่งสามารถดึงดูด Google และทำให้ยักษ์ใหญ่จากซิลิกอน วัลเลย์ ต้องยอมซื้อเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังแอปดังกล่าวนี้

Ehud Shabtai เป็นผู้ก่อตั้ง Waze ซึ่งเกิดและเติบโตในอิสราเอล เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านปรัชญาจากมหาวิทยาลัยเทลอาวีฟตามด้วยปริญญาตรีสาขาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยเดียวกัน

Shabtai ก่อตั้ง Waze เมื่อเขาประสบปัญหาในการค้นหาเส้นทางที่ถูกต้อง เพื่อเข้าถึงสถานที่ต่าง ๆ ที่ต้องเสียเวลามากมายเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการปิดถนน อุตบัติเหตุ หรืออะไรก็ตามที่ทำให้การเดินทางของเขาล่าช้า แม้ว่าตอนแรก หนึ่งในเพื่อนของเขาได้ทำการมอบ GPS ให้เขา แม้ว่า GPS นั้นดีสำหรับการค้นหาทิศทาง แต่ก็ไม่สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับการจราจรบนถนนได้

ในฐานะวิศวกรซอฟต์แวร์เขาตัดสินใจที่จะพัฒนาแอปพลิเคชั่นใหม่ที่จะช่วยให้ผู้คนค้นหาเส้นทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ และข้อมูลเกี่ยวกับการจราจรหรือการภาวะแออัดบนถนนเนื่องจากเหตุผลใด ๆ ได้อย่างง่ายขึ้น 

Ehud Shabtai ผู้คิดค้นไอเดียแรกของ Waze
Ehud Shabtai ผู้คิดค้นไอเดียแรกของ Waze

ในที่สุดในปี 2006 เขาพัฒนาและเปิดตัวแอปแผนที่ใหม่ชื่อ FreeMap Israel แอพนี้รวมฐานข้อมูลสำหรับแผนที่ในอิสราเอลและรวบรวมข้อมูลของกล้องตรวจจับความเร็ว แอปพลิเคชั่นนี้ใช้แผนที่จาก Mapa Ltd. แต่ด้วยการเติบโตอย่างรวดเร็วของแอพนี้ ทำให้ตัว Shabtai นั้นถูกร้องเรียนเรื่องการใช้ลิขสิทธิ์จาก Mapa Ltd.

ในเวลาเดียวกัน Mapa Ltd ก็ได้เสนอเข้าซื้อเทคโนโลยีของ Shabtai แต่เขาปฏิเสธข้อเสนอและลบข้อมูลจาก Mapa Map ทั้งหมดออกจากแพลตฟอร์มของเขาโดยทันที 

ในปี 2008 เขาได้ร่วมกับ Uri Levine และ Amir Shinar เพื่อพัฒนาแอปที่มุ่งสู่เชิงพานิชย์มากขึ้น หลังจากเห็นโอกาสครั้งสำคัญที่ app อย่าง FreeMap Israel ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว

โดย Shabtai ได้เปิดตัวแอพ ใหม่ที่ใช้ชื่อว่า  Waze ที่จะรวบรวมข้อมูลจากผู้ใช้ที่แตกต่างกันเช่นเส้นทางไปยังสถานที่ใหม่ ๆ ซึ่งจะถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูลของแอป และจะช่วยผู้อื่นในการเดินทางของพวกเขาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งแอปได้สร้างกลยุทธ์ใหม่ของการสร้างรายได้ โดยผู้คนทั่วไปนั้นจะมีส่วนร่วมในการสร้างรายได้ผ่านแอปดังกล่าว

ซึ่งแน่นอนว่าสาเหตุที่ทำให้ Waze นั้นเติบโตอย่างรวดรเ็ว คือ มันเป็นการสร้างความสนุกให้กับผู้คนในการสร้างเส้นทางและรับคะแนน และที่สำคัญผู้ที่ใช้ทางใหม่ ๆ จะทำการสร้างเส้นทางใหม่ ๆ ซึ่งจะช่วยเหลือผู้คนในภายหลังได้อย่างแท้จริง

Waze สนับสนุนให้ผู้คนใช้เส้นทางที่พวกเขากำลังเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางครั้งที่ 10 หรือครั้งแรกก็ตาม ซึ่งข้อมูลของพวกเขาเหล่านี้จะถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูลของตนเพื่อให้ผู้ใช้รายอื่นสามารถติดตามเส้นทางที่เหมาะสมที่สุดในการไปยังปลายทางเดียวกันได้ 

เก็บข้อมูลเรื่องการจราจรรวมถึงอุปสรรคต่าง ๆ ในการเดินทางซึ่งไม่มีแอปไหนเคยทำมาก่อน
เก็บข้อมูลเรื่องการจราจรรวมถึงอุปสรรคต่าง ๆ ในการเดินทางซึ่งไม่มีแอปไหนเคยทำมาก่อน

ผู้ใช้จะได้รับคะแนนจากการสร้างเส้นทางบนแอป รวมถึงมีการสร้างอาสาสมัครกว่า 1,500 คน เพื่อช่วยในการทำแผนที่พื้นที่ทางภูมิศาสตร์ของอิสราเอลและแน่นอนว่า Amir Shinar เป็นหนึ่งในอาสาสมัครเหล่านั้น  ซึ่งในปี 2009 Shabtai ได้เปลี่ยนชื่อ บริษัท เป็น Waze Mobile Ltd. ในที่สุด

ในรอบของการระดมทุนในปี 2010 บริษัท ระดมทุนได้ถึง 25 ล้านดอลลาร์ ตามมาด้วยการระดมทุนอีก 30 ล้านดอลลาร์ในปีถัดไป ในปีเดียวกันนั้น Waze ได้รับการอัพเกรดด้วยฟีเจอร์ใหม่ที่จะช่วยให้ผู้คนรายงานเหตุการณ์ในท้องถนน เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่นได้

หลังจากสร้างความแข็งแกร่งได้ในอิสราเอล บริษัทได้เริ่มขยายตลาด โดยได้เปิดสำนักงานแห่งใหม่ในแคลิฟอร์เนีย โดยมีพนักงานเริ่มต้นที่แคลิฟอร์เนียเพียง 10 คน เพียงเท่านั้นในช่วงเริ่มต้น แต่บริการของพวกเขาก็ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วจากชาวอเมริกา

Waze ยังได้รับการโปรโมตแบบฟรี ๆ อย่างเหลือเชื่อ เมื่อถนนหมายเลข 405 ในรัฐแคลิฟอร์เนียต้องปิดตัวลงเนื่องจากปัญหาเรื่องการจราจร จากนั้นรายการทีวีท้องถิ่นได้เชิญทีม Waze เพื่อมาช่วยให้ผู้ขับขี่ได้เจอเส้นทางใหม่ ๆ ในการไปถึงจุดหมายปลายทาง ซึ่งนี่ถือเป็นการโปรโมตแบบฟรี ๆ ที่ Waze แทบจะไม่ต้องเสียตังค์ในการโฆษณาเลยด้วยซ้ำ 

บริษัท ยังได้สร้างเว็บอินเตอร์เฟสสำหรับสถานีข่าวทีวีและอีกกว่า 25 สถานีโทรทัศน์ในสหรัฐอเมริกาเพียงใช้อินเทอร์เฟซเดียวกันเพื่อออกอากาศข้อมูลการจราจรสดทางทีวี ในปี 2013 ในปีเดียวกันนั้นแอป Waze ได้รับ รางวัล Mobile App ยอดเยี่ยมจากสมาคม GSM

แม้ว่า บริษัท จะปฏิเสธที่จะขายเทคโนโลยีให้กับ Mapa Ltd ในปี 2006 แต่สุดท้าย Shabtai ก็ได้ตกลงขายกิจการให้กับยักษ์ใหญ่ทางด้าน Search Engine อย่าง Google ในราคา 966 ล้านดอลลาร์ในเดือนมิถุนายนปี 2013

ถูก Google ซื้อกิจการและรวมเป็นหนึ่งใน Features ของ Google Map
ถูก Google ซื้อกิจการและรวมเป็นหนึ่งใน Features ของ Google Map

ซึ่งในเวลานั้น Waze มีพนักงาน 100 คนเพียงเท่านั้น และตั้งแต่นั้นมา Google ได้เพิ่มฟีเจอร์ของ Waze ลงในแผนที่ของ Google Map 

ในปี 2017 ด้วยการร่วมมือกับ Spotify ทำให้ Waze เสนอตัวเลือกในการเล่นเพลง บน Spotify และในทำนองเดียวกันผู้ใช้สามารถค้นหาเส้นทางผ่าน Waze บน Spotify ได้โดยตรง 

ในปี 2018 บริษัท ได้เปิดตัวเทคโนโลยีสำหรับการใช้งานใน Apple CarPlay ซึ่ง Waze อัพเดทแพลตฟอร์มบน iOS ให้สามารถใช้งานด้วย Siri Shortcuts ได้ในปี 2019

โดยทั้ง Pandora, Deezer, iHeart Radio, NPR One, Scribd, Stitcher และ TuneIn ได้เข้ามาเป็นพาร์ทเนอร์ที่สำคัญของ Waze สำหรับส่วนของ Audio Player ซึ่งด้วยการที่ Waze ได้ควบรวมกับ Google ทำให้ Waze มีการผสานรวมกับ Google Assistant รวมถึงการรวม YouTube Music ไว้บนแพลตฟอร์มของพวกเขาด้วยนั่นเอง

วันนี้เทคโนโลยีของ Waze นั้นได้ถูกใช้ในการรายงานและติดตามการจราจรเหตุการณ์อื่น ๆ ทั่วทุกมุมโลก เช่น ถนนที่เสียหาย การปิดกั้นถนน กิจกรรมต่าง ๆ บนท้องถนน ฯลฯ ซึ่งแอพเปิดโอกาสให้ผู้คนทั่วสามารถแก้ไขข้อมูลต่าง ๆ ในแอปได้โดยเพียงแค่ลงทะเบียนเข้ามาใช้งานง่าย ๆ เพียงเท่านั้น ก็จะสามารถสร้างเส้นทางใหม่ ๆ ในแอป ได้แล้ว 

ต้องเรียกได้ว่าความสำเร็จของ Waze ถือว่าเป็นการเดินทางที่ไกลมาก ๆ จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่ อิสราเอลจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนใช้งานบนท้องถนนทั่วโลกกว่า 130 ล้านคนในทุก ๆ เดือน อย่างที่เราได้เห็นในปัจจุบันนั่นเองครับ

References : https://knowtechie.com/google-maps-iphone-widget/ https://www.cmswire.com/cms/customer-experience/how-waze-grew-from-startup-to-billion-dollar-google-acquisition-demo2013-022835.php http://www.israel1.org/waze-a-brilliant-israeli-invention/ https://en.wikipedia.org/wiki/Waze

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

AI กับความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ ที่ไร้มนุษย์คอยสั่งการ

เทคโนโลยี chatbots ใหม่ได้แสดงให้เห็นว่าปัญญาประดิษฐ์กำลังมาถึงจุดที่มันสามารถสร้างการสนทนาเหมือนจริง หรืออย่างน้อยก็ดูเหมือนที่พวกมันจะเข้าอกเข้าใจ และมีอารมณ์ร่วมกันเอง โดยไม่จำเป็นต้องมีมนุษย์อีกต่อไป

นั่นเป็นไปตามการสำรวจใหม่ของ chatbots AI ที่ดำเนินการโดย Platforma Center for Social Projection หน่วยงานวิจัยของรัสเซีย เมื่อนักวิจัยให้ chatbots มีใช้การสนทนาแบบธรรมชาติกับอีกฝ่ายที่เป็น AI เหมือนกัน

โดยทาง Defense One ได้รายงานว่าพวกมันดูเหมือนจะเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกันบางครั้งถึงกับพูดตลกเสียดสีเกี่ยวกับความต้องการทางเพศ หรือ แม้กระทั่งความพยายามในการที่จะรักกัน หรือ ชอบพอกัน ซึ่งถือเป็นจุดสังเกตที่แปลกประหลาดในการพัฒนา AI เลียนแบบ มนุษย์

นักวิจัย Plaforma ศึกษา chatbots ที่สร้างขึ้นโดย บริษัทจากประเทศรัสเซีย และ บริษัท AI อื่น ๆ เช่น Alice ซึ่งเป็นเทคโนโลยี Voice Assistant ที่สร้างโดยบริษัท Yandex และ Evie ซึ่งเป็นอวตาร AI ที่สร้างโดย Google ซึ่งพวกเขาพบว่า chatbots ที่แตกต่างกันนั้นดูเหมือนจะมีบุคลิกที่แตกต่างกัน ทำให้พวกมันมีการแสดงความคิดเห็นประชดประชัน และเล่าเรื่องตลกที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง

ซึ่งโดยสรุปจาก Defense One นักวิจัยพบว่าบอทเหล่านี้เริ่มที่จะ“ เห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกันแม้กระทั่งพฤติกรรมในการพยายามเกลี้ยกล่อม การประชดประชัน เป็นต้น ซึ่งมันเป็นอารมณ์ที่เลียนแบบการกระทำของมนุษย์ได้อย่างแนบเนียน”

รายงานพบว่า chatbots ได้เลียนแบบความสัมพันธ์ของมนุษย์ในเรื่องต่าง ๆ และอาจสะท้อนความเชื่อทางการเมืองทั่วไปได้ ตัวอย่างเช่น หุ่นยนต์ที่พูดภาษาอังกฤษจะไม่ชอบรัสเซีย

นี่ไม่ได้หมายความว่า chatbots นั้นจะมีสติหรือมีความรู้สึกในทางใดทางหนึ่ง แต่เทคโนโลยีเหล่านี้กำลังได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้น ในการตอบสนองที่เหมาะสมเพื่อให้พร้อมในการสนทนาจริงกับมนุษย์ ที่มนุษย์จะไม่สามารถแยกความแตกต่างว่ามันคือบอท ได้อีกต่อไปนั่นเอง

References : https://cdn.defenseone.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Geek Monday EP21 : Rolls-Royce กับเทคโนโลยีเรือขับเคลื่อนแบบอัตโนมัติ

ความร่วมมือใหม่ระหว่าง Rolls-Royce และ Google จะทำให้เรือมีความฉลาดและเรียนรู้ด้วยตนเองด้วยอัลกอริทึม Machine Learning ขั้นสูง นอกจากนี้ยังจะนำวิสัยทัศน์ของ บริษัท เกี่ยวกับการสร้างเรือแบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ ภายในปี 2020 ซึ่งกำลังใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากขึ้น

เทคโนโลยีเช่นนี้น่าจะเป็นทางออกสำหรับความท้าทายหลายอย่างที่ต้องเอาชนะก่อนที่วิสัยทัศน์ของการขนส่งแบบไร้คนขับ ซึ่ง Rolls-Royce ได้เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2013 จะกลายเป็นความจริง 

ความท้าทายเหล่านี้รวมถึงความยากลำบากในการนำเรือขนาดใหญ่ที่มีปฏิกิริยาตอบสนองช้าขับเคลื่อนผ่านทางเดินเรือที่แคบ รวมถึงการสอนคอมพิวเตอร์เพื่อเป็นตัวนำทางเรือคอนเทนเนอร์ขนาด 100,000 ตัน ไปยังท่าเรือ ได้นั่นเอง

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

ฟังผ่าน Podbean : http://bit.ly/2mTxbuH

ฟังผ่าน Apple Podcast : https://apple.co/2nLqP0t

ฟังผ่าน Google Podcast :  http://bit.ly/2mSaJlt

ฟังผ่าน Spotify : https://spoti.fi/2m4KxUn

ฟังผ่าน Youtube :   https://youtu.be/iSPnm0CrdRA

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ประวัติ Bill Gates ตอนที่ 10 : Glorious Reaction

หลังจากช่วงผ่อนคลายในสถานการณ์ในตลาด Search Engine ที่ Microsoft ได้ส่ง Facebook เข้าไปตัดแข้งตัดขา Google แทน ทำให้ Gates และ Microsoft เหมือนจะได้หายใจหายคอ กลับมาโฟกัสกับผลิตภัณฑ์ตัวเองบ้าง

และในตอนนั้นตลาดมือถือ Smartphone กำลังกลายเป็นตลาดใหม่ที่เริ่มกลายเป็นที่นิยมทั่วโลก ซึ่งแน่นอนว่า Microsoft ในขณะนั้น ก็มีระบบปฏิบัติการมือถือของตัวเองอย่าง Windows Mobile ซึ่งต้องบอกว่าเป็นระบบปฏิบัติการที่ดูดีมีอนาคตอย่างมากสำหรับ Microsoft ในตลาดมือถือโลก

Windows Mobile ที่กำลังเป็นระบบปฏิบัติการมือถือที่มีอนาคต
Windows Mobile ที่กำลังเป็นระบบปฏิบัติการมือถือที่มีอนาคต

ซึ่ง Gates ก็ได้ใช้กลยุทธ์แบบเดียวกันกับระบบปฏิบัติการบน PC ก็คือ เขาจะไม่ยุ่งกับส่วน Hardware แต่จะขายเป็น License ของระบบปฏิบัติการอย่าง Windows Mobile ออกมาแทนนั่นเอง มันน่าจะเป็นเกมที่ Gates และ Microsoft ถนัดเป็นอย่างยิ่ง เพราะมันคล้ายกับธุรกิจของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล แต่เหตุการณ์ที่เหลือเชื่อในวงการมือถือโลกมันก็ได้ถึงจุดเปลี่ยนแปลงขึ้นในปี 2007

การเกิดขึ้นของ iPhone จาก Apple ที่ได้แอบซุ่มทำอยู่หลังจากประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงจาก iPod เครื่องเล่น MP3 ของ Apple ซึ่ง Apple ได้ต่อยอดมาทำมือถือรูปแบบใหม่ ที่ถือว่าเป็นการปฏิวัติวงการในขณะนั้น

และการเกิดขึ้นของ iPhone นี่เองที่ได้ส่งผลกระทบไปทั่วทั้งตลาดมือถือโลกเลยก็ว่าได้ เหล่าผู้ผลิตมือถือยักษ์ใหญ่ ที่คาดไม่ถึงว่า Apple จะสามารถสร้างสิ่งที่กำลังจะมาปฏิวัติวงการมือถือโลกอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนได้ มันเป็นการเปลี่ยนไปแบบสิ้นเชิงระหว่างยุคก่อน iPhone กับ มือถือยุคหลัง iPhone ก่อกำเนิดขึ้นมานั่นเอง

แต่เห็นได้ชัดว่าในศึกของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลนั้น Apple พ่ายแพ้ให้กับ Microsoft อย่างราบคาบ เนื่องจาก Windows ของ Microsoft นั้นสามารถที่จะไปลงกับ Hardware ของผู้ผลิตรายใดก็ได้ ต่างจาก Mac ของ Apple ที่สามารถรันกับเครื่อง Apple ได้เพียงเท่านั้น และสุดท้าย Windows ก็เติบโตอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นมาตรฐานของวงการคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลทั่วโลกในที่สุด

และเช่นเดียวกันกับในเรื่องนักพัฒนา ส่วนใหญ่ Apple จะค่อนข้างปิดไม่ให้นักพัฒนาภายนอกเข้ามายุ่มย่ามกับ Ecosystem ของ Apple มีเปิดบ้าง แต่เพียงน้อยนิดเท่านั้น เช่นใน iPod ที่มีการสร้างเกมส์เข้ามาจากนักพัฒนาภายนอกนั่นเอง

แต่สุดท้ายในเดือนตุลาคม ปี 2007 หลังจากปล่อย iPhone ออกจำหน่ายได้ประมาณ 10 เดือน จ๊อบส์ ก็ได้ประกาศครั้งสำคัญที่เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของ iPhone อีกครั้ง เมื่อจ๊อบส์ประกาศให้มีการสร้าง  Native App ของนักพัฒนาภายนอก และมีการวางแผนจะเอา SDK (Software Development Kit) ให้เหล่านักพัฒนาได้ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2008

แต่มันเป็นการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญของจ๊อบส์ ที่ต้อง balance กันระหว่าง การสร้างแพลตฟอร์มระดับเทพ และเป็นระบบเปิดให้กับเหล่านักพัฒนา ขณะเดียวกันก็ต้องคุ้มครองผู้ใช้ iPhone จาก ไวรัส มัลแวร์ รวมถึงการเข้าถึงข้อมูลความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานด้วย

จ๊อบส์ตัดสินใจครั้งสำคัญให้นักพัฒนาภายนอกมาเข้าร่วมกับ iPhone
จ๊อบส์ตัดสินใจครั้งสำคัญให้นักพัฒนาภายนอกมาเข้าร่วมกับ iPhone

ซึ่งทำให้แม้จะไม่เปิดหมดซะทีเดียว แต่จ๊อบส์ เชื่อในแนวทางของตนเพื่อรักษาประสบการณ์การใช้งานที่ดีให้กับผู้ใช้ iPhone นั่นเอง ซึ่ง App ภายนอกนั้นจะมีการตรวจสอบอย่างละเอียด ซึ่งผู้ใช้ iPhone จะสบายใจได้ว่ามีความปลอดภัยสูงสุดนั่นเอง 

และทางฝั่ง Google ก็ได้เริ่มแอบทำบางอย่างลับ ๆ โดยหลังจากเปลี่ยนแผนโดยฉับพลันจากมือถือที่ต้องมี keyboard แบบ Blackberry ให้กลายมาเป็นมือถือแบบจอสัมผัสแบบที่ iPhone ทำ ซึ่งการซุ่มพัฒนานี้ทำโดย Apple แทบจะไม่ระแคะระคายเลยด้วยซ้ำ เพราะหนึ่งในบอร์ดของ Apple ในขณะนั้น ก็คือ เอริก ชมิตต์ ที่เป็น CEO ของ Google นั่นเอง

ส่วนทางฝั่ง Microsoft สตีฟ บอลเมอร์ CEO ของ Microsoft ( *** Gates ได้ขึ้นไปเป็นประธานของบริษัทแทน แต่ยังมีบทบาทกับกลยุทธ์ต่าง ๆ ของ Microsoft อยู่*** ) ถึงกับหัวเราะดังลั่น หลังจากสื่อได้เข้าไปถามหลังการเปิดตัว iPhone ซึ่ง บอลเมอร์ นั้นมองว่า iPhone จะไม่สามารถดึงดูดลูกค้าธุรกิจได้ เพราะมันไม่มีแป้นพิมพ์ และ Microsoft นั้นก็มีกลยุทธ์ของตัวเองสำหรับ Windows Mobile แล้วและกำลังไปได้สวยอยู่ในตลาดเสียด้วย

แล้วสถานการณ์จะเกิดอะไรขึ้นอีกครั้งกับ Microsoft ที่ดูเหมือนจะไปได้ดีกับตลาดมือถือโลกด้วย Windows Mobile แต่การเกิดขึ้นของ iPhone รวมถึง Google ศัตรูตัวฉกาจคนเดิมที่แอบไปซุ่มทำระบบปฏิบัติการมือถือบางอย่างอยู่นั้น จะเกิดอะไรขึ้นต่อกับ Microsoft โปรดอย่าพลาดติดตามตอนต่อไปครับผม

–> อ่านตอนที่ 11 : Glorious Failure

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 A Revolution Begins *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Excite กับการปฏิเสธซื้อ Google ในมูลค่าเพียง 1 ล้านเหรียญ

ถือเป็น Business Case Study ครั้งยิ่งใหญ่ในวงการเทคโนโลยีโลกเลยก็ว่าได้สำหรับการปฏิเสธการเข้าซื้อ Google ของ Excite ในปี 1999 ก่อนที่ Google จะท้อใจในการขายกิจการและสองผู้ร่วมก่อตั้งที่ต้องทิ้งการเรียนมาสร้างธุรกิจจนกลายเป็นธุรกิจแสนล้านอย่างในปัจจุบัน

Excite เปิดตัวในปี 1995 มาแข่งกับ Yahoo เว๊บไซต์ยักษ์ใหญ่ที่เป็นพอร์ทัล ที่ผู้ใช้งานสามารถรับข่าวสารสภาพอากาศ เครื่องมือค้นหา การจัดการอีเมล รวมถึงการส่งข้อความ ราคาหุ้น และหน้าแรกของผู้ใช้ที่ปรับแต่งได้

ซึ่งแน่นอนว่าในขณะนั้นมันเป็นเหมือนตัวตายตัวแทนของหนังสือพิมพ์ เพื่อให้เห็นภาพว่า Excite มีขนาดใหญ่เพียงใด ต้องบอกว่ามันเป็นเว็บไซต์ที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดเป็นอันดับ 6 ของโลกในปี 1996

และในปี 2000 Excite เป็นเว็บไซต์ที่มีผู้เข้าชมมากเป็นอันดับ 4 ของโลก Excite ได้เจรจาข้อตกลงกับ AOL ที่ AOL ตกลงที่จะทำให้ Excite เป็นบริการค้นหาหลักและบริการไดเรกทอรีพิเศษของ AOL

Excite ที่เป็นเว๊บไซต์ยักษ์ใหญ่ของโลกในขณะนั้น
Excite ที่เป็นเว๊บไซต์ยักษ์ใหญ่ของโลกในขณะนั้น

ซึ่งหากยังจำกันได้ AOL ในขณะนั้นถือว่าเป็นเว๊บไซต์ที่ยิ่งใหญ่มาก ๆทำให้ดีลนี้เป็นดีลที่ยิ่งใหญ่และมีความพิเศษอย่างมากสำหรับ Excite โดยในปี 1999 Excite ถูกซื้อโดยเครือข่ายของบริษัท @Home

การควบรวมกิจการของ บริษัท เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตสองรายนี้เป็นหนึ่งใน บริษัท ที่ใหญ่ที่สุดในเวลานั้นและมันควรจะเป็นจุดเปลี่ยนของวงการอินเตอร์เน็ตในขณะนั้น โดย หลังจากการควบรวมกิจการ ทำให้บริการของ Excite นั้นยิ่งใหญ่มากโดย Excite ได้เข้าไปเป็นสปอนเซอร์ให้กับบริการต่าง ๆ มากมายทั่วสหรัฐอเมริกา

แต่การควบรวมกิจการดังกล่าวได้กลายเป็นหายนะ ด้วยการโฆษณาออนไลน์ที่ลดลงในขณะที่รายได้ของเครือข่ายเคเบิลและอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น ซึ่งในเวลาไม่ถึง 2 ปีหลังจากการควบรวมกิจการ Excite และ @ home ต้องยื่นฟ้องล้มละลายและต้องทำการขายเครือข่ายใยแก้วนำแสงความเร็วสูงให้กับ AT&T ในที่สุด

แต่เรื่องราวด้านหนึ่งได้เกิดขึ้นและจะเปลี่ยนโลกของเทคโนโลยีอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนโดยในปี 1999 (ก่อนการควบรวมกิจการ Excite และ @Home) นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาสองคนชื่อ Sergey Brin และ Larry Page ตัดสินใจว่าโครงการด้านเล็ก ๆ ของพวกเขาที่รู้จักกันในนาม Google

ซึ่งในขณะนั้นพวกเขาไม่พร้อมที่จะออกมาทำธุรกิจ เนื่องจากเวลาเรียนที่มากเกินไปของทั้งสองผู้ก่อตั้ง โดยพวกเขาได้ไปที่ Excite และเสนอขาย Google ให้กับ Excite มูลค่า 1 ล้านดอลลาร์ Excite ปฏิเสธข้อเสนอ

Vinold Khosla ผู้ร่วมทุนทุน Excite จากนั้นเจรจากับ Brin และ Page เพื่อขอลดราคาขาย Google ให้ Excite ในราคา 750,000 ดอลลาร์เท่านั้น และ George Bell CEO ของ Excite ยังคงปฏิเสธข้อเสนอ ดังกล่าวอย่างไม่ใยดี

สองหนุ่มคู่หูจาก สแตนฟอร์ด ที่ยื่นข้อเสนอพิเศษแต่โดนปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย
สองหนุ่มคู่หูจาก สแตนฟอร์ด ที่ยื่นข้อเสนอพิเศษแต่โดนปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย

ซึ่งเหตุผลที่ Excite ไม่ต้องการทำข้อตกลงดังกล่าว คือ รายละเอียดของสัญญาที่ Page และ Brin เสนอมาก็คือ Excite ต้องแทนที่เทคโนโลยีการค้นหาด้วย Google นั่นเอง ซึ่งพวกเขามองเป็นโปรเจคนักศึกษาเพียงเท่านั้น ไม่ได้เห็นศักยภาพที่แท้จริงของ Google แต่อย่างใด

แต่ในวันนี้อย่างที่เราได้ทราบ ๆ กัน Google มีมูลค่ากว่า 7 แสนล้านเหรียญ ซึ่งเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดในโลกและเป็นหนึ่งใน icon ของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

ในทางตรงกันข้ามในตอนนี้ Excite ได้รับการจัดอันดับให้เป็นเว็บไซต์อันดับที่ 3616 ในสหรัฐอเมริกา กลายเป็นเว๊บไซต์ขนาดเล็ก ๆ ธรรมดา ๆ ในที่สุดอย่างที่เราได้เห็นในปัจจุบัน

ข้อผิดพลาดเกิดขึ้น:

แน่นอนว่าหากลองมองในทางธุรกิจ หากคุณมีความสามารถในการซื้อ บริษัท คู่แข่งขันที่มีศักยภาพไม่ว่าคุณจะทำเงินได้แค่นิดเดียวในขณะนั้น แต่มันเป็นการกำจัดการแข่งขันในอนาคตใช่หรือไม่?

มันเคยมีบทเรียนครั้งสำคัญของนักธุรกิจที่ยิ่งใหญ่อย่าง John D. Rockefeller ซึ่งทำให้ บริษัท สแตนดาร์ดออยล์เป็น บริษัท ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในการไล่ซื้อกิจการคู่แข่งไม่ว่าจะเล็กจะใหญ่ขนาดไหน เพราะต้องการทำให้ สแตนดอร์ดออยส์ ผูกขาดตลาดนั่นเอง

ความจริงที่ว่า Google ได้เสนอให้ Excite อีกครั้งด้วยจำนวนเงินที่น้อยลงและยังคงถูกปฏิเสธมันถือว่าเป็นความผิดพลาดซ้ำสองที่ไม่น่าให้อภัยเป็นอย่างยิ่ง

แม้ตัวเพจและบรินวางข้อตกลงเกี่ยวกับข้อเสนอที่ทำให้ยากต่อการยอมรับ แต่การที่ George Bell ปฏิเสธข้อเสนอเพียงเพราะ Google ยืนยันว่า Excite ใช้เครื่องมือค้นหาของตนมันดูเหมือนเป็นวิธีการคิดที่ผิดมหันต์

ซึ่งแน่นอนว่า George Bell อาจจะคิดอย่างดีแล้วว่าเสิร์ชเอ็นจิ้นของพวกเขาอย่าง Excite ติดอยู่ใน 10 อันดับแรกของเว็บไซต์ในโลกในขณะนั้น ทำไมจึงควรเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้เพื่อฟังนักศึกษาที่ยังเรียนไม่จบจากสแตนฟอร์ดด้วยซ้ำ

ซึ่งการคิดแบบนั้นทำให้ Excite ประมาทและไม่คิดเปลี่ยนแปลง ในอุตสาหกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วอย่างอินเตอร์เน็ต ไม่มีทดลองใด ๆ ของ Excite ในการใช้ Google มาเป็นโปรแกรมค้นหาดูก่อนเลยด้วยซ้ำ

ซึ่งพวกเขาควรลองใช้ดูเพื่อดูว่ามันดีแค่ไหนและมันจะทำให้ Excite ดีขึ้นได้อย่างไร Excite ทำข้อผิดพลาดมากมายตลอดประวัติศาสตร์ของบริษัท แต่ไม่สำคัญมากไปกว่าการปฏิเสธการเข้าซื้อ Google ในราคาที่ต่ำและต่ำมาก ๆ เพียงแค่ 750,000 ดอลลาร์ เท่านั้น ซึ่งอาจจะเปลี่ยนโฉมหน้าบริษัทของพวกเขาไปตลอดกาล ก็เป็นได้ครับ

References : https://mwmblog.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol