Rise of Square กับการเติบโตจากบริษัท hardware เล็ก ๆ สู่ผู้นำด้านการชำระเงินในเวลาเพียงทศวรรษได้อย่างไร

ทุกอย่างเริ่มต้นด้วยเครื่องอ่านการ์ดสี่เหลี่ยมเล็กๆ Jack Dorsey (อดีต CEO ของ Twitter) และ Jim McKelvey ออกเดินทางเพื่อค้นหาวิธีที่ตรงไปตรงมาสำหรับศิลปินและผู้ขายในการรับบัตรเครดิต วิธีแก้ปัญหามาในรูปของดองเกิลพลาสติกขนาดเท่าแสตมป์ที่สามารถเสียบเข้ากับแจ็คของ iPhone ได้

เรื่องราวของ Square มันเริ่มต้นตอนที่ Jack Dorsey ที่หลังจากพ่ายแพ้ในศึกแย่งชิง Twitter ในครั้งแรก เขาได้กลับบ้านไปที่เมือง เซนต์หลุยส์ เขาได้ไปพบกับเพื่อนเก่าอย่าง Jim McKelvey และเริ่มแลกเปลี่ยนไอเดียธุรกิจใหม่ที่พวกเขาอาจจะเริ่มต้นด้วยกัน

McKelvey มีอาชีพ เป่าแก้ว และงานที่เกี่ยวกับแก้ว เขาขายให้ร้านต่าง ๆ และนักสะสม เขาบอกกับ Dorsey ว่า เขาพลาดการขายประติมากรรมแก้วขนาดใหญ่ เพราะลูกค้าเขาไม่มีเงินสดมากพอ

และทำมันทำให้ Dorsey ปิ๊งไอเดียขึ้นมา พวกเขาเริ่มพูดคุยกันเรื่องผลิตภัณฑ์ที่ทำให้คนซื้อได้โดยใช้โทรศัพท์ มือถือ และบัตรเครดิต มันจึงเป็นที่มาของการตั้งบริการชำระเงินผ่านมือถือในชื่อ Square

และตัว Square นี่เองที่ Dorsey กลับมาเป็นที่สนใจในวงกว้างได้อีกครั้งไอเดียของเขาในเรื่องการสร้างอุปกรณ์รูดบัตรเครดิต โดยเสียบไว้ที่ช่องหูฟังของ มือถือ นั้น ถือว่าเป็นการปฏิวัติการเงินโลกอีกครั้งหนึ่ง

อุปกรณ์รูดบัตรเครดิตที่ dorsey คิดค้นเมื่อปี 2009 (CR:ITPS.com)
อุปกรณ์รูดบัตรเครดิตที่ dorsey คิดค้นเมื่อปี 2009 (CR:ITPS.com)

ทั้งสองคนเปิดตัวธุรกิจใหม่ในปี 2009 และได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจากสมาร์ทโฟนและการชำระเงินออนไลน์ ในช่วงสิบสามปีที่ผ่านมา Square ซึ่งปัจจุบันคือ Block ได้เติบโตขึ้นเป็นบริษัททางการเงินมูลค่ากว่า 54 พันล้านดอลลาร์

″เราบังเอิญตระหนักถึงปัญหา: ในสหรัฐฯ ผู้คนจำนวนมากจ่ายเงินด้วยบัตรเครดิตซึ่งเหมาะสำหรับบุคคลทั่วไปเพราะสะดวก แต่ปัญหาคือผู้ขายจำนวนมากไม่สามารถรับบัตรได้” Dorsey กล่าวในการสัมภาษณ์เมื่อเร็ว ๆ นี้ กับ CEO ของ MicroStrategy ″เราไม่รู้ว่านั่นเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของภูเขาน้ำแข็งขนาดใหญ่มหึมา”

ดองเกิล iPhone รุ่นแรกๆ ได้พัฒนาอย่างรวดเร็วกลายมาเป็นแอป iPad ซึ่งทาง Square ได้ตกลงกับ Apple ในการขายฮาร์ดแวร์ในร้านค้า และต่อมากับ Starbucks ซึ่งแพลตฟอร์มของพวกเขากลายเป็นตัวประมวลผลการ์ดของเชนร้านกาแฟชื่อดังอย่างเป็นทางการ 

ปัจจุบัน Block ดำเนินการกับธนาคารที่ได้รับการคุ้มครองโดย FDIC ซึ่งได้สร้างบริการอย่าง Cash App บริการจ่ายเงินผ่านมือถือซึ่งกลายเป็นแพลตฟอร์มการชำระเงินของผู้บริโภค การซื้อขายหุ้นและสกุลเงินดิจิทัล ซึ่ง Square ยังได้ซื้อบริการสตรีมเพลงของ Jay-Z อย่าง Tidal และ Afterpay ผู้ให้บริการที่ซื้อก่อนและจ่ายภายหลังจากออสเตรเลีย

เช่นเดียวกับบริษัท Disruptor 50 ส่วนใหญ่ การเติบโตของ Square ได้รับแรงหนุนจากเงินร่วมลงทุนจำนวนมหาศาล

การระดมทุนรอบแรกอย่างเป็นทางการในปี 2009 นำโดย Khosla Ventures ด้วยการประเมินมูลค่าประมาณ 45 ล้านดอลลาร์ ซึ่งนักลงทุนรายแรกในรอบ 10 ล้านดอลลาร์นั้น ได้แก่ Sir Richard Branson ผู้ก่อตั้ง Virgin Group, Marissa Mayer อดีต CEO ของ Yahoo, ผู้ร่วมก่อตั้ง Twitter Biz Stone และ Shawn Fanning แห่ง Napster 

ภายหลังการระดมทุนได้นำไปสู่การร่วมทุนของ Visa, Citi, Starbucks, Goldman Sachs รวมถึง Sequoia และ Kleiner Perkins ยักษ์ใหญ่ใน Silicon Valley

การเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไปครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 2015 โดย Square เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กภายใต้สัญลักษณ์ SQ โดยมี Dorsey เป็นผู้นำ บริษัทมหาชนแห่งใหม่นี้มีมูลค่าเพียง 3 พันล้านดอลลาร์ โดยมีราคาหุ้นอยู่ที่ 9 ดอลลาร์ ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นเกือบ 900% ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ธุรกิจของ Square เติบโตอย่างรวดเร็ว Cash App ตอนนี้ทำรายได้ประมาณครึ่งหนึ่งให้กับบริษัท และเป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนการเติบโตที่ใหญ่ที่สุดในช่วงการแพร่ระบาด เนื่องจากชาวอเมริกันหันไปใช้บริการธนาคารดิจิทัล

ในช่วงแรก ๆ ของ Cash App Dorsey อธิบายเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่ามีคนเพียงไม่กี่คนที่คิดว่ามันคุ้มค่าที่จะลอง

″Cash App เป็นสิ่งที่ทุกคนในบริษัท ในขณะที่เราเริ่มต้น ไม่คิดว่าเราควรจะทำ” Dorsey กล่าวในการประชุม Microstrategy ในเดือนกุมภาพันธ์ “มันเป็นการขายไอเดียที่ยากมาก… เราไม่เห็นโอกาสมากนักในตลาด และทุกวันผมสูญเสียความน่าเชื่อถือ ซึ่งผมตระหนักดีถึงการปกป้องสิ่งนี้ ในที่สุดทีมก็พบแบบจำลองและทำให้มันเกิดขึ้น”

สกุลเงินหลักของอินเทอร์เน็ต

Dorsey ได้ใช้รูปแบบการทดลองนี้ในด้านอื่นๆ ของธุรกิจของ Block โดยเฉพาะ bitcoin

Square เริ่มทดลองกับ cryptocurrency ภายใน Cash App ในปี 2014 Dorsey เปิดใช้งานร้านค้าออนไลน์เพื่อรองรับ cryptocurrency ซึ่งในช่วงแรกมีการทำธุรกรรมเพียงเล็กน้อยและแทบจะไม่มีใครสนใจเลยด้วยซ้ำ

บริษัท ดำเนินการอย่างจริงจังอีกครั้งในปีต่อมา และตอนนี้สามารถซื้อและขาย bitcoin บนแอป Cash นอกเหนือจากหุ้น ในไตรมาสแรกของปีที่แล้ว การซื้อขาย bitcoin สร้างรายได้ 3.5 พันล้านดอลลาร์

Cash App ธุรกิจใหม่ที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับ Square (CR:Techstartups)
Cash App ธุรกิจใหม่ที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับ Square (CR:Techstartups)

ปัจจุบัน Block ถือ bitcoin ในงบดุลแทนเงินสด และได้เปิดตัวโครงการ crypto แบบโอเพนซอร์สหลายโครงการภายในบริษัท รวมถึงกำลังทำงานเกี่ยวกับแพลตฟอร์มการแลกเปลี่ยน cryptocurrency แบบกระจายอำนาจและโครงการขุดเหมือง bitcoin และมีแผนกที่โฟกัสไปที่ bitcoin ของบริษัทโดยเฉพาะที่เรียกว่า TBD

Dorsey เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุน Bitcoin ที่มีชื่อเสียงมากที่สุด และมักเรียกมันว่า ”สกุลเงินหลักของอินเทอร์เน็ต”

เขาลาออกจากตำแหน่งซีอีโอของ Twitter เมื่อปลายปีที่แล้ว และกล่าวว่าเขาเชื่อว่าบริษัทพร้อมที่จะก้าวต่อไปในยุคใหม่แล้ว

นั่นทำให้ Dorsey ในวัย 45 ปีมีเวลามากขึ้นที่จะอุทิศให้กับธุรกิจที่กำลังเติบโตของ Block แต่ Dorsey ก็คาดหวังที่จะมุ่งเน้นไปที่ความสนใจหลักของเขาที่มีต่อสกุลเงินดิจิทัล

การรีแบรนด์เป็น Block เป็นแสดงถึงความทะเยอทะยานในธุรกิจ crypto ของบริษัท และถือเป็นการเปลี่ยนโฟกัสของบริษัทให้เป็นมากกว่าแค่ธุรกิจเครื่องอ่านบัตรเครดิตแบบเดิม

“เราสร้างแบรนด์ Square สำหรับธุรกิจผู้ขายของเรา” Dorsey กล่าวในแถลงการณ์ “Block เป็นชื่อใหม่ แต่จุดประสงค์ในการเสริมอำนาจทางเศรษฐกิจของเรายังคงเหมือนเดิม ไม่ว่าเราจะเติบโตหรือเปลี่ยนแปลงอย่างไร เราจะยังคงสร้างเครื่องมือเพื่อช่วยเพิ่มการเข้าถึงเศรษฐกิจ”

Block เป็นหนึ่งในผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคโรคระบาด เนื่องจากนักลงทุนเปิดใจรับหุ้นเทคโนโลยีที่มีการเติบโตสูง แต่ราคาหุ้นกลับร่วงลงสู่พื้นก่อนการเกิดโรคระบาด เนื่องจากนักลงทุนหนีจากการประเมินมูลค่าที่สูงเว่อร์ ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นซึ่งคุกคามการเติบโตในอนาคต

หุ้นร่วงลงมากกว่า 45% ในปีนี้เพียงอย่างเดียว บริษัทรายงานผลประกอบการหลังจากตลาดหุ้นปิดเมื่อวันพฤหัสบดี และนักลงทุนกำลังจับตาดูการคาดการณ์ของ Block สำหรับปี 2022 อย่างใกล้ชิด และแผนการที่จะดำเนินการในยุคถัดไปของการเติบโต

References :
https://www.cinemonic.com/the-rapid-growth-of-jack-dorseys-square-inc-the-square-fintech-story/
https://www.cnbc.com/2022/02/24/how-jack-dorsey-grew-square-from-start-up-to-payments-powerhouse.html
https://www.cnbc.com/2021/12/01/square-changes-corporate-name-to-block-.html
https://www.tharadhol.com/twitter-part8-square/
https://www.cnbc.com/2021/08/02/square-to-buy-australia-fintech-afterpay-amid-buy-now-pay-later-trend.html

Crocodile of Wall Street กับข้อหาฟอกเงิน 4.5 พันล้านดอลลาร์ใน Bitcoin ที่ถูกขโมยจาก Bitfinex

คู่สามีภรรยาในวัย 30 ปีที่รู้จักกันในชื่อ crypto “Bonnie and Clyde” ได้รับความสนใจอย่างรวดเร็วหลังจากถูกกล่าวหาว่าสมคบคิดเพื่อฟอกเงินเกือบ 120,000 bitcoin มูลค่า 4.5 พันล้านดอลลาร์จากการ แฮ็ก Bitfinex ในปี 2016

Ilya Lichtenstein ชาวรัสเซีย-อเมริกันที่มีชื่อเล่นว่า “Dutch” และภรรยาที่เกิดในสหรัฐฯ ของเขา Heather Morgan ถูกจับในแมนฮัตตันในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (Department of Justice (DOJ)) ซึ่งได้ทำการยึด bitcoin มูลค่า 3.6 พันล้านดอลลาร์

Morgan ผู้ซึ่งเรียกตัวเองว่า “Crocodile of Wall Street” แร็พบน TikTok ในชื่อ Razzlekhan และเป็นนักเขียนที่ Forbes ที่เคยเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับวิธีที่ธุรกิจสามารถป้องกันจากอาชญากรไซเบอร์ และยังทำงานเป็นนักพูดสร้างแรงบันดาลใจ ในปี 2019 Morgan เคยพูดที่นิวยอร์กในหัวข้อ “How to Social Engineer Your Way Into Anything”

บัญชี Twitter ของ Lichtenstein มีการโพสต์บ่อยครั้งเกี่ยวกับ Web3 และสกุลเงินดิจิทัล ในขณะที่ บัญชี LinkedIn ของ Lichtenstein ในวัย 34 ปีจบการศึกษาจาก Y Combinator ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพสตาร์ทอัพที่มีชื่อเสียงของ Silicon Valley

โดยมีรายงานว่าเขาได้สนับสนุนบริษัท startup ที่มีชื่อว่า MixRank ที่สร้างแอปติดตามลูกค้าของเขาในปี 2011 Morgan และ Lichtenstein ร่วมกันก่อตั้ง Endpass ซึ่งเป็น crypto wallet ที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันการฉ้อโกง

ทั้งคู่ถูกกล่าวหาว่าฟอกเงินมาจากไหน?

Bitfinex ซึ่งตั้งอยู่ในฮ่องกงกล่าวในเดือนสิงหาคม 2016 ว่าแฮ็กเกอร์ได้ขโมย 120,000 bitcoins ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 70 ล้านดอลลาร์ในขณะนั้น

ทางการ สหรัฐเชื่อว่าแฮ็กเกอร์ทำธุรกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาตมากกว่า 2,000 รายการ และส่ง Bitcoin ที่ไปยัง wallet ที่ Lichtenstein ถือครองในท้ายที่สุด โดยทางการสหรัฐไม่ได้กล่าวหาว่าทั้งคู่ทำการโจมตีโดยตรง

ทางการระบุว่ามีการโอน Bitcoin ประมาณ 25,000 เหรียญออกจากกระเป๋าเงินของ Lichtenstein บางส่วนไปยังบัญชีของเขาและภรรยาของเขา ส่วนที่เหลืออีก 94,000 ยังคงอยู่ใน wallet ที่ใช้หลังจากการแฮ็ก

การค้นพบเส้นทางที่ถูกกล่าวหา

หน่วยงานพิเศษที่มีหมายค้นสำหรับการเข้าถึงบัญชีออนไลน์ของทั้งคู่ได้ทำการดึงไฟล์จากบัญชีที่ Lichtenstein ใช้เก็บกุญแจส่วนตัว (Private Key) สำหรับ wallet ของเขา

การค้นหากุญแจเป็นขั้นตอนสำคัญ ซึ่งเป็นการเปิดเผยที่อยู่ของ wallet ของผู้รับ ซึ่งช่วยให้ผู้ตรวจสอบดำเนินแผนการฟอกเงิน ซึ่งช่วยให้พวกเขาสามารถ กู้ คืน 94,000 bitcoin ได้สำเร็จ

DOJ กล่าวว่าทั้งคู่มีส่วนร่วมในการทำธุรกรรมสกุลเงินเสมือนหลายประเภทรวมถึงการซื้อ NFT แต่ดูเหมือนว่าบัญชี OpenSea ของพวกเขาจะถูกลบไปแล้ว

ทั้งคู่ถูกกล่าวหาว่า ฟอกเงินผ่าน bitcoin อย่างไร?

Lichtenstein และ Morgan ใช้วิธีการที่ซับซ้อนหลายอย่าง โดยทั้งคู่สร้างบัญชีปลอมและใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์อัตโนมัติเพื่อทำธุรกรรมหลายรายการ โดยฝากเงินกับการแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยน crypto หลายแห่งเพื่อให้ติดตามได้ยาก พวกเขายังใช้บัญชีที่อยู่ในสหรัฐฯ เพื่อให้กิจกรรมของพวกเขาดูเหมือนถูกกฎหมาย

Lichtenstein และ Morgan ใช้วิธีการที่ซับซ้อนหลายอย่าง เพื่อให้ดูเหมือนถุูกกฏหมาย (CR:Info9jatv)
Lichtenstein และ Morgan ใช้วิธีการที่ซับซ้อนหลายอย่าง เพื่อให้ดูเหมือนถุูกกฏหมาย (CR:Info9jatv)

ในคำสั่งฟ้องล่าสุดกล่าวหาว่าทั้งคู่พยายามปกปิดบทบาทของพวกเขาในการฟอก bitcoin โดยการสร้างตัวตนขึ้นมาใหม่

Lichtenstein และ Morgan ใช้เวลาหนึ่งเดือนในยูเครนในปี 2019 อัยการกล่าว โดยที่กิจกรรมของพวกเขาบางครั้งดูเหมือนจะถอดแบบมาจากนิยายสายลับชื่อดัง ซึ่งทางการคิดว่าพวกเขากำลังเตรียมตัวสำหรับการใช้ชีวิตในรัสเซีย เนื่องจาก Morgan กำลังเรียนภาษาอยู่

การเข้าบุกค้นอพาร์ตเมนต์ในนิวยอร์กเมื่อวันที่ 5 มกราคม พบเงินสดมูลค่า 40,000 ดอลลาร์ มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากกว่า 50 ชิ้นหนังสือที่มีรอยร้าว 2 เล่ม และกระเป๋าที่มีป้ายแปลก ๆ ว่า “burner phone”

ทางการเชื่อว่าพวกเขาได้เข้าถึงบัญชีที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์ของ Lichtenstein แล้ว ไฟล์ที่เข้ารหัสนั้นมีสเปรดชีตของบัญชีต่างๆ และกระเป๋าเงินเพิ่มเติมที่ทางการไม่สามารถยึดได้ตามกฎหมาย

“ไฟล์เหล่านี้หลายไฟล์รวมถึงรูปแบบต่างๆ ของคำว่า ‘สกปรก’ ในชื่อไฟล์ เช่น ‘dirty_wallet.dat'” คำฟ้องระบุ

การค้นพบอีกอย่างหนึ่งคือไฟล์ชื่อ “passport_ideas” ซึ่งเชื่อมโยงกับบัญชีผู้ขาย darknet ต่างๆ ที่เสนอขายหนังสือเดินทางหรือบัตรประจำตัวประชาชนปลอม

Lichtenstein และ Morgan เผชิญข้อหาสมรู้ร่วมคิดในการฟอกเงินและฉ้อโกงสหรัฐฯ โดยมีโทษจำคุกรวมกัน 25 ปี พวกเขาจะถูกควบคุมตัว  จนถึงการพิจารณาคดีในวันที่ 14 กุมภาพันธ์

เมื่อการฟอกเงิน จะง่ายยิ่งขึ้นในอนาคต

ผมว่าเรื่องนี้ค่อนข้างน่าสนใจ ที่แม้จะกระทำการแฮ็กไปนานแล้ว แต่สุดท้ายทาง DOJ ก็ยังสืบสวนสอบสวนกลับมาเอาผิดได้ แสดงว่า การใช้ bitcoin เพื่อการฟอกเงินมันก็มีช่องโหว่ในตัวมันเองเช่นเดียวกัน

แต่เทรนด์ที่เราจะเห็นเกิดขึ้นแน่ ๆ ในอนาคตแม้กระทั่งประเทศไทยเราเองก็คือ การนำเอาเงินผิดกฏหมาย ไม่ว่าจะเป็นจากการโกงกินชาติ ทุจริตคอร์รัปชั่น ยาเสพติด บ่อนออนไลน์ ต่าง ๆ จะสามารถแปลงร่างกลายเป็นเงินสะอาดได้ง่ายมากขึ้นผ่านเทคโนโลยีเหล่านี้อย่างแน่นอน

ซึ่งเมื่อก่อนมันอาจจะไม่ง่ายขนาดนี้ ที่จะแปลงเงินสกปรกด้วยวิธีการฟอกเงินแบบเก่า ๆ ที่อาจจะต้องใช้เวลาและต้นทุนที่สูง แต่การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีทำให้ต้นทุนในการฟอกเงินสกปรกเหล่านี้ลดลงไปอย่างมาก และ สามารถนำเงินสกปรกมาใช้ในชีวิตจริง ๆ ได้ง่ายยิ่งขึ้นเป็นอย่างมาก

สิ่งที่รัฐต้องตามให้ทันก็คือนวัตกรรมการฟอกเงินใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งจะเริ่มติดตามข้อมูลต่าง ๆ ยากมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งหากอยู่ในระบบการเงินแบบไร้ตัวกลางเช่น bitcoin ก็ยิ่งยากขึ้นไปอีก ซึ่งหน่วยงานต่าง ๆ ในการปราบปรามเรื่องราวเหล่านี้ต้องมีการปฏิวัติระบบครั้้งใหญ่เลยก็ว่าได้ เพื่อให้ทันอาชญากรรมออนไลน์ที่เกิดขึ้น

เพราะหากทุกสิ่งทุกอย่างมันง่ายขึ้น กำแพงที่คอยกั้นไม่ให้คนไปทำผิด ทั้งเรื่องสีเทา เรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นต่าง ๆ มันก็จะพังทลายลงไป และเมื่อนั้นประเทศก็จะสูญเสียเงินจำนวนมหาศาลไปกับช่องทางเหล่านี้อีกมากมายในอนาคตนั่นเองครับผม

References : https://www.dailymail.co.uk/news/article-10493217/Self-proclaimed-Crocodile-Wall-Street-husband-granted-bail-set-3m-5m.html
https://fortune.com/2022/02/09/who-is-crocodile-of-wall-street-heather-morgan-bitcoin-hack-bitfinex/
https://markets.businessinsider.com/ilya-lichtenstein-morgan-heather-bitfinex-hack-money-laundering-tiktok-rapper-2022-2

Sequoia x Web3 กับการวางเดิมพันครั้งใหญ่ด้วยการลงทุน 450 ล้านดอลลาร์ใน Polygon blockchain

Sequoia Capital บริษัทด้านการลงทุนชื่อดังจาก Silicon Valley ซึ่งกำลังแข่งขันกับ Andreessen Horowitz คู่แข่งสำคัญในการแข่งขันเพื่อลงทุนในสิ่งที่อาจเป็นอนาคตของอินเทอร์เน็ตที่เรียกว่า Web3

บริษัทร่วมทุนใน Silicon Valley เป็นผู้นำการลงทุน 450 ล้านดอลลาร์ใน Polygon ที่ทำหน้าที่เป็นเลเยอร์สนับสนุนสำหรับ Ethereum ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่อยู่เบื้องหลังสกุลเงินดิจิทัลของ ether ซึ่งช่วยให้ประมวลผลธุรกรรมในวงกว้าง

เครือข่าย Ethereum นั้นแตกต่างจากของ bitcoin ตรงที่มันรองรับแอปพลิเคชั่นสำหรับสิ่งต่าง ๆ เช่น non-fungible tokens (NFTs) และบริการ DeFi ไม่ใช่แค่การถ่ายโอนแบบ peer-to-peer เพียเท่านั้น

Polygon blockchain ทำงานอย่างไร

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Ethereum blockchain มีความคับคั่งของทราฟฟิกเนื่องจากมีผู้ใช้มากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้เวลาในการทำธุรกรรมช้าลงและค่าธรรมเนียมการดำเนินการสูงขึ้น สิ่งนี้นำไปสู่การสร้างเครือข่ายที่เรียกว่า “Layer 2” เช่น Polygon ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อลดภาระของบล็อกเชนหลัก

Polygon จะเข้ามาช่วยให้ Ethereum ที่ปกติเป็น Blockchain ที่มีแค่ระดับเดียว กลายเป็น Blockchain ที่ทำงานได้สองระดับ โดยวิธีการทำงานคือ Polygon จะมี Blockchain ระดับล่างที่ทำงานบน ERC-20

เดิมทีถ้าหากจะซื้อขายเหรียญบน ERC-20 จะต้องเสียค่าธรรมเนียมบน Ethereum ซึ่งการทำธุรกรรมก็มีความล่าช้ามาก แต่ว่า Polygon จะทำการดึงเหรียญดังกล่าวมาเก็บไว้ที่ Blockchain ระดับล่างที่ทำงานร่วมกับ ERC-20

หลังจากนั้นจะมีการสร้างเหรียญสมมุติขึ้นมาบน Blockchain ขั้นที่สอง และให้ผู้ใช้งานทำธุรกรรมใดๆก็ตามกับเหรียญดังกล่าวไปเรื่อยๆจนกว่าจะเสร็จสิ้น

เมื่อเลิกใช้งานจะทำการเบิร์นเหรียญสมมุติดังกล่าวทิ้ง พร้อมกับส่งธุรกรรมที่จะต้องเกิดขึ้นบน ERC-20 กลับไปที่ระดับล่าง ให้ส่งข้อมูลเฉพาะที่จำเป็นไปทำงานบน ERC-20 อีกที ซึ่งจะสามารถลดค่าใช้จ่ายการทำธุรกรรมบน Ethereum และช่วยลดความหนาแน่นในการทำธุรกรรมบน Ethereum ได้

ผลลัพธ์คือเวลาการทำธุรกรรมที่เร็วขึ้นมาก ในระดับพันธุรกรรมต่อวินาที เครือข่ายของ Ethereum สามารถจัดการได้ประมาณ 15 ธุรกรรมต่อวินาที Polygon กล่าวว่าได้ทำธุรกรรมไปแล้วกว่าพันล้านรายการจนถึงปัจจุบัน และมีผู้ใช้งานประมาณ 2.7 ล้านคนต่อเดือน

Ethereum กำลังดำเนินการในการอัพเกรดที่เรียกว่าEthereum 2.0 ซึ่งจะทำให้เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น  รวมถึงมีผู้เชี่ยวชาญบางคนกลัวว่าจะเป็นภัยคุกคามต่อ Polygon เช่นเดียวกัน

Sandeep Nailwal ผู้ร่วมก่อตั้ง Polygon กล่าวว่าเขาเห็นว่าบริษัทกำลังกลายเป็นเวอร์ชันกระจายอำนาจของ Amazon Web Services ซึ่งเป็นระบบคลาวด์คอมพิวติ้งของยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซ ความทะเยอทะยานที่ยิ่งใหญ่ของ Polygon เป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวในโลก crypto ที่รู้จักกันในชื่อ “Web3”

Web3 คืออะไร?

Web3 เป็นแนวคิดที่คลุมเครือในเทคโนโลยีซึ่งหมายถึงความพยายามในการสร้างอินเทอร์เน็ตเวอร์ชันกระจายอำนาจมากขึ้นโดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน

มีการพูดคุยกันเล็กน้อยในซิลิคอนแวลลีย์ Jack Dorsey ผู้ร่วมก่อตั้ง Twitter วิจารณ์ว่ามันเป็น ”หน่วยงานรวมศูนย์” ที่ควบคุมโดยผู้ร่วมทุนในขณะที่ Elon Musk ซีอีโอของ Tesla กล่าวว่า ”เป็นคำศัพท์ทางการตลาด” มากกว่าความเป็นจริง

“Web3 สำหรับผมหมายถึงความเป็นเจ้าของ การต่อต้านการเซ็นเซอร์ และการประมวลผลที่ตรวจสอบได้” Nailwal กล่าวกับ CNBC ในขณะที่บริษัทต่างๆ เช่น Facebook หรือ Twitter ควบคุมการคำนวณของตนเอง Web3 ให้คำมั่นเรื่องความโปร่งใสเกี่ยวกับกระบวนการเหล่านั้น

Polygon ต้องการเป็นแพลตฟอร์มสำหรับแบรนด์ใหญ่ในการพัฒนากลยุทธ์ Web3 ของตนเอง มีบริษัทอย่าง Adidas และ Prada ทดลองกับ NFTs บนเครือข่ายอยู่แล้ว Nailwal กล่าวว่าบริษัทบางแห่งยังไม่ได้ขาย crypto แต่ NFTs นั้นสามารถเข้าใจได้ง่ายกว่าสำหรับพวกเขา

นักลงทุนรายใหญ่

เทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่าง Web3 ดึงดูดชื่อที่ใหญ่ที่สุดในธุรกิจร่วมทุน ซึ่งรวมถึง Andreessen Horowitz, Tiger Global และ Sequoia

จนถึงตอนนี้ Sequoia ยังคงนิ่งเงียบเกี่ยวกับความสนใจใน crypto ในขณะที่ Andreessen มีกองทุนเฉพาะสำหรับการลงทุนในภาคส่วนนี้ และ Sequoia ก็เริ่มมีความสนใจตลาดนี้มากยิ่งขึ้น

Shailesh Lakhani กรรมการผู้จัดการของ Sequoia India กล่าวว่า ”นักพัฒนาหลายพันคนในแอปพลิเคชันต่างๆ กำลังเลือก Polygon และชุดโซลูชันการ scale ที่สมบูรณ์แบบสำหรับระบบนิเวศ Ethereum ″นี่คือทีมที่มีความทะเยอทะยาน เป็นทีมที่ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมเป็นสำคัญ”

เช่นเดียวกับ Ethereum และบล็อคเชนอื่น ๆ Polygon มีโทเค็นของตัวเองที่เรียกว่า matic ซึ่งบริษัทขายหน่วยโทเค็นให้กับนักลงทุน เหล่าผู้สนับสนุนของ Polygon กำลังเดิมพันว่า matic จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเมื่อมีการใช้เครือข่ายเพิ่มขึ้น เงินทุนมาจากหน่วยงานในอินเดียของ Sequoia โดยมี SoftBank, Galaxy Digital และ Tiger Global ลงทุนด้วย

สะท้อนถึงข้อตกลงที่คล้ายกันกับ Solana Labs สตาร์ทอัพที่อยู่เบื้องหลังคู่แข่ง Ethereum อย่าง Solana ซึ่งระดมทุนได้ 314 ล้านดอลลาร์จากการขายโทเค็นส่วนตัวที่ได้รับการสนับสนุนโดย Andreessen Horowitz

Polygon วางแผนที่จะจัดสรรเงินทุน 100 ล้านดอลลาร์ให้กับ ”ecosystem fund” เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงการใหม่ ๆ บนเครือข่าย ส่วนที่เหลือจะทำหน้าที่เป็นเงินสำรองเพื่อช่วยให้ทีมงาน 240 คนของ Polygon ดำเนินการสร้างแพลตฟอร์มในปีต่อๆ ไปได้

Blockchain gaming

บริษัท ยังผลักดันในเรื่องของเกม โดยเพิ่งว่าจ้างอดีตผู้บริหาร YouTube อย่าง Ryan Wyatt ให้มาเป็นหัวหน้าสตูดิโอเกม

″คุณเห็นนักพัฒนาที่ยอดเยี่ยมจำนวนมากออกจากสตูดิโอใหญ่ๆ เพื่อสร้างเกมบนบล็อคเชน” Wyatt กล่าวกับ CNBC “เราจะเปิดประสบการณ์การเล่นเกมรูปแบบใหม่กับผู้คนที่กำลังพัฒนาเกมบนบล็อคเชน”

″ในอีกสองหรือสามปีข้างหน้า เราจะได้เห็นถึงตัวอย่างเกม Triple-A ที่มีความละเอียดสูง และทุนสร้างสูง สร้างขึ้นจาก Polygon” เขากล่าวเสริม

Polygon กล่าวว่าขณะนี้บริษัทมีมูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์ แต่กลุ่มนี้ไม่ได้ถือว่าตัวเองเป็นบริษัทในความหมายแบบดั้งเดิม การขาดความชัดเจนว่าใครเป็นผู้ควบคุมแพลตฟอร์มที่อยู่เบื้องหลังสกุลเงินดิจิทัลบางสกุลได้กลายเป็นหนึ่งในความขัดแย้งกับหน่วยงานกำกับดูแลที่คอยกลั่นกรองโลกของ crypto และ DeFi ที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว

บทสรุป

ต้องบอกว่ามันได้กลายเป็นข่าวใหญ่สำหรับ Sequoia ที่เริ่มเข้ามาสนใจในตลาดของเทคโนโลยี Web3 ซึ่งเป็นเทรนด์ใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น

มันเป็นภาพที่ชัดเจนว่าเหล่าบริษัท Venture Capital ยักษ์ใหญ่จาก Silicon Valley เหล่านี้ เป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีอิทธิพล ที่จะกำหนดเส้นทางที่จะก้าวไปข้างหน้าของเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพราะเงินทุนส่วนใหญ่ล้วนมาจากพวกเขาทั้งสิ้น

มันเหมือนในยุคอดีตที่ บริษัทอย่าง Facebook , Twitter , Google … แจ้งเกิดขึ้นมาใน Web2.0 สามารถทำกำไรให้กับเหล่า VC ได้อย่างมหาศาล ซึ่งเทรนด์ที่เห็นการลงทุนในเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ Web3 ที่เริ่มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มันก็เป็นสัญญาณที่ชัดเจนแล้วเช่นกันว่า ตอนนี้ เหล่า VC ผู้หิวโหยเหล่านี้ กำลังมองเห็นถึงอะไรในอนาคตนั่นเองครับผม

References : https://dailynewsday.com/2021/12/30/cybercriminal-steals-2-million-exploiting-vulnerability-in-polygon-cryptocurrency-blockchain/
https://www.cnbc.com/2022/02/07/sequoia-leads-450-million-investment-in-polygon-blockchain.html
https://smiledigitals.com/polygon_matic
https://www.cnbc.com/2021/05/13/why-elon-musk-is-worried-about-bitcoin-environmental-impact.html

ข้อดีและข้อเสียสำหรับเอลซัลวาดอร์ ในการเป็นประเทศแรกที่ก้าวสู่ Bitcoin Nation

เอลซัลวาดอร์ได้กลายเป็นประเทศแรกในโลกที่ยอมรับ bitcoin เป็นเงินที่ถูกต้องตามกฎหมาย การสร้างวิสัยทัศน์ของประเทศใหม่จากประธานาธิบดี Nayib Bukele ที่หวังว่า bitcoin จะช่วยชาวซัลวาดอร์ที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศด้วยค่าคอมมิชชั่นจากเงินที่พวกเขาส่งกลับบ้านที่ถูกลง

แม้จะได้รับความนิยมแต่นโยบายดังกล่าวได้รับการตอบรับด้วยความสงสัยของชาวซัลวาดอร์หลายคนที่มีความกังวลเกี่ยวกับความผันผวนของสกุลเงินดิจิทัลและรูปแบบการทำงานของมันจะเป็นอย่างไร

ต่อไปนี้เป็นข้อดีและข้อเสียบางประการที่เกิดขึ้นกับแผนการของเอลซัลวาดอร์ ในการก้าวสู่ Bitcoin Nation ซึ่งเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายน 2021

การโอนเงิน

ชาวเอลซัลวาดอร์ในปีที่แล้วส่งเงินกลับบ้านเกือบ 6 พันล้านดอลลาร์จากต่างประเทศ ส่วนใหญ่มาจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเทียบเท่ากับประมาณ 23% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของประเทศ

Bukele กล่าวว่า bitcoin จะช่วยให้ชาวเอลซัลวาดอร์สามารถประหยัดเงินค่าคอมมิชชั่นสำหรับการโอนเงินได้ 400 ล้านดอลลาร์ในแต่ละปี

แต่ผู้คนจำนวนมากที่ส่งหรือรับดอลลาร์ไปยังเอลซัลวาดอร์ ไม่ไว้วางใจ bitcoin ในขณะเดียวกัน ข้อมูลของธนาคารโลกแสดงให้เห็นว่าต้นทุนการโอนเงินในสหรัฐฯ ของประเทศในอเมริกากลางที่มีค่าเงินดอลลาร์นั้นต่ำที่สุดในโลกอยู่แล้ว

มีเพียง 30% ของชาวซัลวาดอร์ที่มีบัญชีธนาคารในปี 2017 ตามรายงานของ World Bank ซึ่งมีความหวังว่า bitcoin จะสามารถส่งเสริมบริการทางการเงินในประเทศได้ อย่างไรก็ตามผลการศึกษาในปี 2020 สรุปว่า เอลซัลวาดอร์มีอัตราการใช้อินเทอร์เน็ตต่ำเป็นอันดับสองในละตินอเมริกาและแคริบเบียน ซึ่งอาจกลายเป็นข้อจำกัดที่สำคัญในการใช้สกุลเงินดิจิทัลออนไลน์

Carbon Footprint

แผน bitcoin ของเอลซัลวาดอร์ได้ให้ความสำคัญกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของ cryptocurrencies โดยที่ธนาคารโลกระบุถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นดังกล่าวท่ามกลางข้อกังวลมากมาย

การขุดเหมือนในสกุุลเงินดิจิทัลต้องใช้พลังงานจำนวนมาก และการปล่อย CO2 ทั่วโลกของอุตสาหกรรม bitcoin เพิ่มขึ้นเป็น 60 ล้านตัน เท่ากับไอเสียจากรถยนต์ประมาณ 9 ล้านคัน

Bukele พยายามที่จะตอบโต้ข้อกังวลด้านความยั่งยืนในเรื่องพลังงานโดยกล่าวว่าในเดือนมิถุนายนเขาได้สั่งให้ LaGeo บริษัท ไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพที่เป็นของรัฐพัฒนาแผนการที่จะเสนอสิ่งอำนวยความสะดวกในการทำเหมือง bitcoin โดยใช้พลังงานหมุนเวียนจากภูเขาไฟของประเทศ

การปฏิบัติตามกฎระเบียบ

แม้ว่าจะใช้ Bitcoin ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ที่ไม่ถูกควบคุมจากรัฐบาลกลาง แต่ก็มีคำเตือนว่าอาจเพิ่มความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ การเงิน และการดำเนินงานสำหรับสถาบันการเงิน รวมถึงกฎการต่อต้านการฟอกเงินและการจัดหาเงินทุนของผู้ก่อการร้าย

ในเดือนมิถุนายน 2021 หน่วยงานจัดอันดับ Fitch Ratings กล่าวว่า “กำไรจากการลงทุนจะไม่ถูกเก็บภาษีและสามารถจ่ายภาษีเป็น bitcoin ได้ ซึ่งสามารถดึงดูดกระแสเงินให้ไหลเข้าจากต่างประเทศของ bitcoin แต่ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงที่จะเป็นเงินจากกิจกรรมที่ผิดกฎหมายที่จะผ่านระบบการเงินของซัลวาดอร์ “

กองทุนการเงินระหว่างประเทศได้อ้างถึงข้อกังวลทางกฎหมายเกี่ยวกับการยอมรับ bitcoin ท่ามกลางการเจรจากับเอลซัลวาดอร์เกี่ยวกับข้อตกลงทางการเงินเกือบ 1 พันล้านดอลลาร์ซึ่งยังคงค้างอยู่

หลังจากที่กฎหมาย bitcoin ของ Bukele ได้รับการอนุมัติ หน่วยงานจัดอันดับ Moody’s ก็ปรับลดอันดับประเทศเอลซัลวาดอร์ พันธบัตรสกุลเงินดอลลาร์ของประเทศ ก็ตกอยู่ภายใต้แรงกดดัน เช่นกัน

อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ

Bukele ได้จัดตั้งกองทุนมูลค่า 150 ล้านดอลลาร์เพื่อให้สามารถแปลงเป็นสกุลเงินดอลลาร์ได้ แต่ความสงสัยยังคงมีอยู่ว่าประเทศจะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่เชื่อมโยงกับความผันผวนอย่างรวดเร็วของสกุลเงินดิจิทัล ซึ่งมูลค่าอาจแตกต่างกันไปหลายร้อยดอลลาร์ในหนึ่งวัน

Fitch แย้งว่า bitcoin จะส่งผลต่อบริษัทประกันภัยในเอลซัลวาดอร์ที่ต้องเผชิญกับสกุลเงินอันเนื่องมาจากอัตราแลกเปลี่ยนที่สูงขึ้นและความเสี่ยงจากความผันผวนของรายได้

“บริษัทประกันที่ถือ bitcoin ในงบดุลเป็นระยะเวลานานจะต้องเผชิญกับความผันผวนของราคาอย่างรุนแรง และเพิ่มความเสี่ยงด้านสินทรัพย์” Fitch กล่าว

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ถือ bitcoin นั้น ได้มีทดลองใช้วิธีการชำระเงินแบบใหม่นี้ใน El Zonte เมืองชายทะเลที่เป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นสำหรับสกุลเงินดิจิทัลในเอลซัลวาดอร์มาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

บทสรุป

ผมว่าเรื่องนี้ค่อนข้างน่าสนใจ กับประเทศอย่างเอลซัลวาดอร์ ซึ่งเมื่อก่อนหลายคนอาจจะแทบไม่รู้ว่าอยู่ในส่วนไหนของโลก แต่การเกาะกระแสไปกับสกุลเงินดิจิทัลอย่าง Bitcoin ทำให้พวกเขากลายเป็นข่าวไปทั่วโลก เป็นการ PR ประเทศฟรี ๆ ซึ่งตอนนี้ประเทศของพวกเขาคงเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกแล้ว

ถือเป็นการเดิมพันกับประเทศครั้งสำคัญ สร้างจุดเด่นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัล และทุ่มหมดหน้าตักให้กับเทคโนโลยีแห่งอนาคตนี้ ก็ถืออว่าเป็น case study ที่น่าสนใจมาก ๆ

ซึ่งแน่นอนว่า ผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นอย่างไรเรายังไม่รู้ อาจจะพาประเทศติดดอย หรือ อาจจะพุ่ง To the Moon แต่แนวคิดของ ประธานาธิบดี Nayib Bukele ที่ถือเป็นคนรุ่นใหม่ น่าจะเป็น Case Study ในการเลือกยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศที่น่าสนใจเลยทีเดียวครับผม

References :
https://datatopics.worldbank.org/g20fidata/country/el-salvador
https://www.reuters.com/world/americas/migrant-families-wary-el-salvador-becomes-first-adopt-bitcoin-2021-09-06/
https://www.reuters.com/technology/pros-cons-el-salvador-first-bitcoin-nation-2021-09-06/
https://d1softballnews.com/el-salvador-and-bitcoin-the-non-fungible-currency-race-continues/

Geek Daily EP103 : Instagram x NFTs จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่เตรียมลุยตลาด NFTs

รายงาน จากสำนักข่าว Financial Times ระบุว่า Meta และบริษัทในเครือ Instagram กำลังสำรวจเทคโนโลยี NFT  โดยอ้างว่า Meta และ Instagram กำลังสร้างแนวคิดเกี่ยวกับตลาดสำหรับผู้ใช้ในการซื้อและขาย NFT อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีคำพูดอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี NFT จากกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติของอเมริกาที่ตั้งอยู่ใน Menlo Park

แหล่งข่าวกล่าวว่าทั้งสองบริษัทมีฟีเจอร์ NFT ที่พร้อมแล้ว แต่แนวคิดสามารถเปลี่ยนแปลงได้เมื่อเวลาผ่านไป Meta อยู่ในระดับแนวหน้าในการพยายามเป็นผู้นำในเทรนด์ metaverse และเป็นเจ้าของ Oculus ที่พัฒนาเทคโนโลยี VR อย่างไรก็ตาม Meta ไม่ได้กล่าวถึงอะไรเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี NFT ในอนาคต อย่างไรก็ตาม Instagram ได้บอกใบ้ถึงการใช้ NFTs บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://bit.ly/3nKPDBQ

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://apple.co/32lKqcd

🎧 ฟังผ่าน Google Podcast : 
https://bit.ly/3qQG9qU

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://spoti.fi/3AnKftn

🎧 ฟังผ่าน Youtube : 
https://youtu.be/FZtIQu5_EGg

ผู้สนับสนุน..

Fillgoods ผู้ช่วยมืออาชีพของธุรกิจออนไลน์ ที่จะทำให้ชีวิตง่ายและสะดวกสบายขึ้นกว่าเดิม ด้วยฟีเจอร์ทั้งหมดออกแบบมาเพื่อซัพพอร์ตการทำงานของธุรกิจออนไลน์อย่างแท้จริง

ให้ทุกธุรกิจสามารถทำกำไรและสามารถขยายธุรกิจให้เติบโตได้ตามที่ต้องการอย่างไร้กังวล ร้านค้าที่ยังประสบปัญหาที่คอยฉุดยอดขายและโอกาสเติบโตให้ดิ่งเหว

สามารถติดต่อให้ Fillgoods เข้าไปเป็นผู้ช่วยธุรกิจคุณได้ที่สมัครใช้งานและติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://fillgoods.co/  สมัครตอนนี้มีโปรโมชันพิเศษมากมาย อัปเดตกิจกรรมและข่าวสารที่ https://www.facebook.com/fillgoods.co/ หรือโทร 021146800 กด 1