ข้อดีและข้อเสียสำหรับเอลซัลวาดอร์ ในการเป็นประเทศแรกที่ก้าวสู่ Bitcoin Nation

เอลซัลวาดอร์ได้กลายเป็นประเทศแรกในโลกที่ยอมรับ bitcoin เป็นเงินที่ถูกต้องตามกฎหมาย การสร้างวิสัยทัศน์ของประเทศใหม่จากประธานาธิบดี Nayib Bukele ที่หวังว่า bitcoin จะช่วยชาวซัลวาดอร์ที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศด้วยค่าคอมมิชชั่นจากเงินที่พวกเขาส่งกลับบ้านที่ถูกลง

แม้จะได้รับความนิยมแต่นโยบายดังกล่าวได้รับการตอบรับด้วยความสงสัยของชาวซัลวาดอร์หลายคนที่มีความกังวลเกี่ยวกับความผันผวนของสกุลเงินดิจิทัลและรูปแบบการทำงานของมันจะเป็นอย่างไร

ต่อไปนี้เป็นข้อดีและข้อเสียบางประการที่เกิดขึ้นกับแผนการของเอลซัลวาดอร์ ในการก้าวสู่ Bitcoin Nation ซึ่งเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายน 2021

การโอนเงิน

ชาวเอลซัลวาดอร์ในปีที่แล้วส่งเงินกลับบ้านเกือบ 6 พันล้านดอลลาร์จากต่างประเทศ ส่วนใหญ่มาจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเทียบเท่ากับประมาณ 23% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของประเทศ

Bukele กล่าวว่า bitcoin จะช่วยให้ชาวเอลซัลวาดอร์สามารถประหยัดเงินค่าคอมมิชชั่นสำหรับการโอนเงินได้ 400 ล้านดอลลาร์ในแต่ละปี

แต่ผู้คนจำนวนมากที่ส่งหรือรับดอลลาร์ไปยังเอลซัลวาดอร์ ไม่ไว้วางใจ bitcoin ในขณะเดียวกัน ข้อมูลของธนาคารโลกแสดงให้เห็นว่าต้นทุนการโอนเงินในสหรัฐฯ ของประเทศในอเมริกากลางที่มีค่าเงินดอลลาร์นั้นต่ำที่สุดในโลกอยู่แล้ว

มีเพียง 30% ของชาวซัลวาดอร์ที่มีบัญชีธนาคารในปี 2017 ตามรายงานของ World Bank ซึ่งมีความหวังว่า bitcoin จะสามารถส่งเสริมบริการทางการเงินในประเทศได้ อย่างไรก็ตามผลการศึกษาในปี 2020 สรุปว่า เอลซัลวาดอร์มีอัตราการใช้อินเทอร์เน็ตต่ำเป็นอันดับสองในละตินอเมริกาและแคริบเบียน ซึ่งอาจกลายเป็นข้อจำกัดที่สำคัญในการใช้สกุลเงินดิจิทัลออนไลน์

Carbon Footprint

แผน bitcoin ของเอลซัลวาดอร์ได้ให้ความสำคัญกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของ cryptocurrencies โดยที่ธนาคารโลกระบุถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นดังกล่าวท่ามกลางข้อกังวลมากมาย

การขุดเหมือนในสกุุลเงินดิจิทัลต้องใช้พลังงานจำนวนมาก และการปล่อย CO2 ทั่วโลกของอุตสาหกรรม bitcoin เพิ่มขึ้นเป็น 60 ล้านตัน เท่ากับไอเสียจากรถยนต์ประมาณ 9 ล้านคัน

Bukele พยายามที่จะตอบโต้ข้อกังวลด้านความยั่งยืนในเรื่องพลังงานโดยกล่าวว่าในเดือนมิถุนายนเขาได้สั่งให้ LaGeo บริษัท ไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพที่เป็นของรัฐพัฒนาแผนการที่จะเสนอสิ่งอำนวยความสะดวกในการทำเหมือง bitcoin โดยใช้พลังงานหมุนเวียนจากภูเขาไฟของประเทศ

การปฏิบัติตามกฎระเบียบ

แม้ว่าจะใช้ Bitcoin ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ที่ไม่ถูกควบคุมจากรัฐบาลกลาง แต่ก็มีคำเตือนว่าอาจเพิ่มความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ การเงิน และการดำเนินงานสำหรับสถาบันการเงิน รวมถึงกฎการต่อต้านการฟอกเงินและการจัดหาเงินทุนของผู้ก่อการร้าย

ในเดือนมิถุนายน 2021 หน่วยงานจัดอันดับ Fitch Ratings กล่าวว่า “กำไรจากการลงทุนจะไม่ถูกเก็บภาษีและสามารถจ่ายภาษีเป็น bitcoin ได้ ซึ่งสามารถดึงดูดกระแสเงินให้ไหลเข้าจากต่างประเทศของ bitcoin แต่ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงที่จะเป็นเงินจากกิจกรรมที่ผิดกฎหมายที่จะผ่านระบบการเงินของซัลวาดอร์ “

กองทุนการเงินระหว่างประเทศได้อ้างถึงข้อกังวลทางกฎหมายเกี่ยวกับการยอมรับ bitcoin ท่ามกลางการเจรจากับเอลซัลวาดอร์เกี่ยวกับข้อตกลงทางการเงินเกือบ 1 พันล้านดอลลาร์ซึ่งยังคงค้างอยู่

หลังจากที่กฎหมาย bitcoin ของ Bukele ได้รับการอนุมัติ หน่วยงานจัดอันดับ Moody’s ก็ปรับลดอันดับประเทศเอลซัลวาดอร์ พันธบัตรสกุลเงินดอลลาร์ของประเทศ ก็ตกอยู่ภายใต้แรงกดดัน เช่นกัน

อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ

Bukele ได้จัดตั้งกองทุนมูลค่า 150 ล้านดอลลาร์เพื่อให้สามารถแปลงเป็นสกุลเงินดอลลาร์ได้ แต่ความสงสัยยังคงมีอยู่ว่าประเทศจะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่เชื่อมโยงกับความผันผวนอย่างรวดเร็วของสกุลเงินดิจิทัล ซึ่งมูลค่าอาจแตกต่างกันไปหลายร้อยดอลลาร์ในหนึ่งวัน

Fitch แย้งว่า bitcoin จะส่งผลต่อบริษัทประกันภัยในเอลซัลวาดอร์ที่ต้องเผชิญกับสกุลเงินอันเนื่องมาจากอัตราแลกเปลี่ยนที่สูงขึ้นและความเสี่ยงจากความผันผวนของรายได้

“บริษัทประกันที่ถือ bitcoin ในงบดุลเป็นระยะเวลานานจะต้องเผชิญกับความผันผวนของราคาอย่างรุนแรง และเพิ่มความเสี่ยงด้านสินทรัพย์” Fitch กล่าว

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ถือ bitcoin นั้น ได้มีทดลองใช้วิธีการชำระเงินแบบใหม่นี้ใน El Zonte เมืองชายทะเลที่เป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นสำหรับสกุลเงินดิจิทัลในเอลซัลวาดอร์มาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

บทสรุป

ผมว่าเรื่องนี้ค่อนข้างน่าสนใจ กับประเทศอย่างเอลซัลวาดอร์ ซึ่งเมื่อก่อนหลายคนอาจจะแทบไม่รู้ว่าอยู่ในส่วนไหนของโลก แต่การเกาะกระแสไปกับสกุลเงินดิจิทัลอย่าง Bitcoin ทำให้พวกเขากลายเป็นข่าวไปทั่วโลก เป็นการ PR ประเทศฟรี ๆ ซึ่งตอนนี้ประเทศของพวกเขาคงเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกแล้ว

ถือเป็นการเดิมพันกับประเทศครั้งสำคัญ สร้างจุดเด่นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัล และทุ่มหมดหน้าตักให้กับเทคโนโลยีแห่งอนาคตนี้ ก็ถืออว่าเป็น case study ที่น่าสนใจมาก ๆ

ซึ่งแน่นอนว่า ผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นอย่างไรเรายังไม่รู้ อาจจะพาประเทศติดดอย หรือ อาจจะพุ่ง To the Moon แต่แนวคิดของ ประธานาธิบดี Nayib Bukele ที่ถือเป็นคนรุ่นใหม่ น่าจะเป็น Case Study ในการเลือกยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศที่น่าสนใจเลยทีเดียวครับผม

References :
https://datatopics.worldbank.org/g20fidata/country/el-salvador
https://www.reuters.com/world/americas/migrant-families-wary-el-salvador-becomes-first-adopt-bitcoin-2021-09-06/
https://www.reuters.com/technology/pros-cons-el-salvador-first-bitcoin-nation-2021-09-06/
https://d1softballnews.com/el-salvador-and-bitcoin-the-non-fungible-currency-race-continues/

Geek Daily EP103 : Instagram x NFTs จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่เตรียมลุยตลาด NFTs

รายงาน จากสำนักข่าว Financial Times ระบุว่า Meta และบริษัทในเครือ Instagram กำลังสำรวจเทคโนโลยี NFT  โดยอ้างว่า Meta และ Instagram กำลังสร้างแนวคิดเกี่ยวกับตลาดสำหรับผู้ใช้ในการซื้อและขาย NFT อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีคำพูดอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี NFT จากกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติของอเมริกาที่ตั้งอยู่ใน Menlo Park

แหล่งข่าวกล่าวว่าทั้งสองบริษัทมีฟีเจอร์ NFT ที่พร้อมแล้ว แต่แนวคิดสามารถเปลี่ยนแปลงได้เมื่อเวลาผ่านไป Meta อยู่ในระดับแนวหน้าในการพยายามเป็นผู้นำในเทรนด์ metaverse และเป็นเจ้าของ Oculus ที่พัฒนาเทคโนโลยี VR อย่างไรก็ตาม Meta ไม่ได้กล่าวถึงอะไรเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี NFT ในอนาคต อย่างไรก็ตาม Instagram ได้บอกใบ้ถึงการใช้ NFTs บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://bit.ly/3nKPDBQ

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://apple.co/32lKqcd

🎧 ฟังผ่าน Google Podcast : 
https://bit.ly/3qQG9qU

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://spoti.fi/3AnKftn

🎧 ฟังผ่าน Youtube : 
https://youtu.be/FZtIQu5_EGg

ผู้สนับสนุน..

Fillgoods ผู้ช่วยมืออาชีพของธุรกิจออนไลน์ ที่จะทำให้ชีวิตง่ายและสะดวกสบายขึ้นกว่าเดิม ด้วยฟีเจอร์ทั้งหมดออกแบบมาเพื่อซัพพอร์ตการทำงานของธุรกิจออนไลน์อย่างแท้จริง

ให้ทุกธุรกิจสามารถทำกำไรและสามารถขยายธุรกิจให้เติบโตได้ตามที่ต้องการอย่างไร้กังวล ร้านค้าที่ยังประสบปัญหาที่คอยฉุดยอดขายและโอกาสเติบโตให้ดิ่งเหว

สามารถติดต่อให้ Fillgoods เข้าไปเป็นผู้ช่วยธุรกิจคุณได้ที่สมัครใช้งานและติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://fillgoods.co/  สมัครตอนนี้มีโปรโมชันพิเศษมากมาย อัปเดตกิจกรรมและข่าวสารที่ https://www.facebook.com/fillgoods.co/ หรือโทร 021146800 กด 1

Geek Daily EP91 : เอลซัลวาดอร์ กับ Bitcoin ถูกกฎหมาย แล้วร้านค้าและผู้ค้าจะต้องยอมรับการชำระเงินดิจิทัลหรือไม่

การที่ bitcoin ถูกกฎหมายในประเทศเอลซัลวาดอร์ หมายความว่าทุกร้านค้าและผู้ค้าในเอลซัลวาดอร์จะต้องยอมรับการชำระเงินดิจิทัลหรือไม่? หากมีประเทศอื่นๆ ที่ทำสิ่งเดียวกันนี้มากขึ้น สิ่งนี้จะมีความหมายต่อผู้บริโภคและธุรกิจทั่วโลกอย่างไร

รัฐบาลยังได้ดำเนินการอีกขั้นในการส่งเสริมการใช้สกุลเงินดิจิทัลโดยมอบ Bitcoins ฟรี 30 เหรียญสหรัฐให้กับประชาชนที่สมัครใช้งานกระเป๋าเงินดิจิทัลระดับประเทศที่เรียกว่า “Chivo”  ชาวต่างชาติที่ลงทุน สาม bitcoins ในประเทศ (ประมาณ 140,000 เหรียญ) จะได้รับถิ่นที่อยู่อาศัยทันที

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://bit.ly/2WYQofY

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://apple.co/2lEqPPg

🎧 ฟังผ่าน Google Podcast : 
http://bit.ly/2kxHtQ3

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://spoti.fi/2m0PTzR

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/tGbQP2N4Hxo

Credit Image : https://coinquora.com/el-salvador-could-make-bitcoin-a-legal-tender/

Cryptocurrency กับทางเลือกสุดท้ายของวิกฤติการเงินที่ล่มสลายของอัฟกานิสถาน

การเข้ายึดครองประเทศของกลุ่มตอลิบาน ทำให้ระบบการเงินธนาคารของอัฟกานิสถานกำลังล่มสลาย และผู้คนกว่า 39 ล้านคนทั่วประเทศกำลังขาดแคลนเงินในการจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวัน

ผู้บัญชาการของกลุ่มตอลิบานสั่งให้ธนาคารของประเทศปิดทำการเมื่อวันที่ 15 ส.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งแม้จะเป็นมาตรการชั่วคราว แต่ก็ถูกมองว่า อาจจะทำลายระบบการธนาคารที่มีความเปราะบางของประเทศได้เลย

หลังการถูกยึดครอง เงินช่วยเหลือต่าง ๆ ก็ถูกระงับ IMF ปฏิเสธที่จะปล่อยเงินจำนวนมากกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่เดิมถูกกำหนดไว้สำหรับช่วยเหลือประเทศอัฟกานิสถาน

ซึ่งแน่นอนว่า กลุ่มเงินช่วยเหลือต่าง ๆ จากต่างประเทศนั้น ต้องการรอดูท่าทีของกลุ่มตอลิบาน ว่าจะจัดตั้งรัฐบาลในรูปแบบไหนขึ้นมา เพราะการอัดเงินไปตอนนี้มันเป็นความเสี่ยงต่อการสูญเปล่า

และยังรวมถึงบริษัทเอกชนส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น Western Union และ MoneyGram ได้หยุดทำธุรกิจในอัฟกานิสถาน และจำกัดการชำระเงินในต่างประเทศ ซึ่งต้องบอกว่าเป็นแหล่งเงินสนับสนุนหลักสำหรับชาวอัฟกานิสถานจำนวนมาก

ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงความสำคัญของการหมุนเวียนเงินในระบบเศรษฐกิจที่่ด้อยพัฒนา เช่น อัฟกานิสถานแล้วนั้น ต้องบอกว่า มันเป็นผลกระทบที่สำคัญมาก ๆ ต่อผู้บริโภคและธุรกิจขนาดเล็กหลายล้านรายในประเทศ

ระบบธนาคารของอัฟกานิสถานอยู่ในภาวะล่มสลาย

ก่อนหน้านี้ อัฟกานิสถานได้พึ่งพาความช่วยเหลือจากต่างประเทศมานานหลายปี เพื่อความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ

มีรายงานจากเว็บไซต์ India TV ที่รายงานเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า “ธนาคารในอัฟกานิสถาน ไม่มีเงินสดอยู่ในตู้ ATM และธนาคารก็ไม่ได้เปิดดำเนินการ รวมถึงสำนักงานของ Western Union ก็ปิดทำการ”

หรือแม้กระทั่งมีรายงานว่า Ajmal Ahmady รักษาการผู้ว่าการธนาคารกลางของอัฟกานิสถาน ได้เผ่นหนีออกจากประเทศไปแล้ว

Ajmal Ahmady รักษาการผู้ว่าการธนาคารกลางของอัฟกานิสถาน ได้เผ่นหนีออกจากประเทศ (CR:wikipedia)
Ajmal Ahmady รักษาการผู้ว่าการธนาคารกลางของอัฟกานิสถาน ได้เผ่นหนีออกจากประเทศ (CR:wikipedia)

นั่นทำให้ระบบธนาคารของอัฟกานิสถานนั้นอยู่ในภาวะล่มสลาย และผู้คนทั่วประเทศกำลังขาดแคลนเงิน ซึ่งแน่นอนว่าเป็นผลมาจากความพยายามของประชาคมระหว่างประเทศ ในการแบนกลุ่มตอลิบาน แต่มันทำให้ผู้คนชาวอัฟกันจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงบริการที่สำคัญได้

การช่วยเหลือด้วย Cryptocurrency เป็นทางออกที่เป็นไปได้

ในขณะที่บริษัทต่าง ๆ ซึ่งรวมถึง Airbnb, Walmart , Verizon และอื่น ๆ กำลังเสนอความช่วยเหลือแก่ผู้ลี้ภัยชาวอัฟกันหลายหมื่นคน สถานการณ์ทางการเงินในประเทศก็ยังไม่มีวี่แววที่จะได้รับการแก้ไขในเร็ว ๆ นี้

การแบนด้านการเงินกับกลุ่มตอลิบาน ประชาคมระหว่างประเทศทำเพื่อป้องกันไม่ให้เงินช่วยเหลือประเทศจำนวนมาก ถูกใช้เพื่อเป็นทุนในกิจกรรมการก่อการร้าย

นั่นทำให้มันเหลือทางเลือกไม่มากนักสำหรับชาวอัฟกันในการทำการค้า การโอนเงิน การชำระสินค้า และบริการที่สำคัญ

ก่อนหน้านี้ Asef Khademi ซึ่งได้เคยทำงานเพื่อปรับปรุงระบบการเงินของประเทศให้ทันสมัย

Khademi ใช้เวลาสามปีครึ่งที่ผ่านมาทำงานให้กับโครงการที่ได้รับทุนจากนานาชาติเพื่อนำสกุลเงินดิจิทัล และการธนาคารมาสู่ชีวิตของผู้คนในอัฟกานิสถาน

โดยระบบการชำระเงินของอัฟกานิสถานหรือ APS นั้น ได้ถูกสร้างขึ้น และได้รับเงินทุนจากธนาคารโลก และกลายเป็นส่วนหนึ่งของธนาคารกลางของอัฟกานิสถานเมื่อสองปีที่ผ่านมา

แต่การบุกเข้ายึดเมืองหลวงอย่างคาบูล ทำให้ Khademi กลายเป็นอีกหนึ่งคนที่ต้องซ่อนตัวอยู่ในกรุงคาบูล และต้องการออกจากอัฟกานิสถานให้เร็วที่สุด เพราะเขาก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายที่สำคัญของกลุ่มตอลิบานเช่นเดียวกัน

Asef Khademi ผู้วางโครงสร้างพื้นฐานด้านการเงินแบบดิจิทัล ก็ต้องหนีตายเช่นเดียวกัน (CR:Linkedin)
Asef Khademi ผู้วางโครงสร้างพื้นฐานด้านการเงินแบบดิจิทัล ก็ต้องหนีตายเช่นเดียวกัน (CR:Linkedin)

“เราหวังว่าความพยายามของเราจะได้ผล” Khademi กล่าวทั้งน้ำตา “ดูเหมือนว่าสิ่งที่ทำมาตลอดสามปีจะไร้ประโยชน์ ทุกสิ่งที่เราทำ ก่อนหน้านี้มันดูเหมือนความฝัน แต่ตอนนี้มันไม่มีทางเกิดขึ้นจริงได้อีกแล้ว”

Lennix Lai ผู้อำนวยการตลาดการเงินที่แลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล OKEx ได้กล่าวว่า “ชาวอัฟกัน ต้องการ Cryptocurrency เพื่อใช้ในการทำธุรกรรม ซึ่งทำให้เราเห็นทราฟฟิกที่เกี่ยวข้องกับ Crypto ในอัฟกานิสถาน ที่คนเริ่มมองหา Bitcoin หรือ Ethereum พุ่งสูงขึ้น”

Lai ได้กล่าวว่า Crypto นั้นได้ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดมากกว่าที่เคย ซึ่งทาง Lai เองก็ได้รับคำขอร้องจากหน่วยงานบังคับใช้กฏหมายทั่วโลกตลอดเวลา รวมถึงในสหรัฐอเมริกาเองด้วย

เพราะ Crypto เองก็มีประวัติในเรื่องการถูกนำเงินไปใช้ในเรื่องผิดกฏหมาย ไมว่าจะเป็นยาเสพติด หรือ การฟอกเงินต่าง ๆ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และตอนนี้สกุลเงินดิจิทัลเหล่านี้ กำลังถูกมองว่า จะมาใช้สำหรับการก่อการร้ายในอนาคตได้นั่นเองครับผม

References : https://www.technologyreview.com/2021/08/20/1032344/afghanistan-cash-crisis-digital-money/
https://twitter.com/aahmady/status/1427883009164955649?s=20
https://www.buzzfeednews.com/article/clarissajanlim/gofundme-fundraiser-afghanistan-queer-trans
https://www.pymnts.com/news/international/2021/afghanistan-crisis-military-monetary-banks-closed-atms-empty/

Bitcoin Story ตอนพิเศษ : The Hunt for Satoshi Nakamoto

ยังคงเป็นปริศนามาจนถึงวันนี้สำหรับ Satoshi Nakamoto ผู้ให้เกิดเนิด Bitcoin ว่าเขาผู้นี้คือใครกันแน่ แล้วเค้าสร้าง Bitcoin ใน version แรกด้วยตัวเขาเองเพียงคนเดียวจริงหรือไม่?

ซึ่งใน profile ของ P2P Foundation นั้น Nakamoto อ้างว่าเขาได้พำนักอยู่ที่ประเทศ ญี่ปุ่น โดยเกิดในวันที่ 5 เมษายน 1975  ซึ่งการคาดเดาเกี่ยวกับตัวเขานั้นส่วนใหญ่จะ focus ไปที่เรื่องของ Cryptography และ เรื่องที่เกี่ยวกับ computer science มากกว่าเรื่องเชื้อชาติ ที่หลาย ๆ คนคาดว่าเขาน่าจะอาศัยจริงอยู่ใน อเมริกาและยุโรป มากกว่า

Satoshi Nakamoto นั้น ได้ทำการสร้าง Bitcoin และทำการ design ส่วนของ reference สำหรับการให้คนอื่นมา implement ต่อ  ซึ่งเค้าได้ทำการสร้าง database ตัวแรกของ blockchain รวมถึงได้ทำการแก้ปัญหาสำคัญของ digital currency คือ การแก้ปัญหาในเรื่อง double-spending 

เอกลักษณ์ของ Satoshi Nakamoto

Nakamoto นั้นไม่เคยที่จะเปิดเผยตัวตนของตัวเองสู่โลกภายนอกแม้กระทั่งในการถกเถียงในเรื่องทางเทคนิคของ bitcoin ก็ตาม เขาก็ไม่เคยเปิดเผยตัวตน

ซึ่งใน P2P Foundation นั้น Nakamoto ได้อ้างว่าตัวเองอายุ 37 ปี เป็นเพศชาย และอาศัยอยู่ในประเทศญี่ปุ่น แต่ผู้เชี่ยวชาญหลาย ๆ คนสันนิษฐานว่าเขาไม่ใช่คนญี่ปุ่น เนื่องจากภาษาอังกฤษที่เค้าใช้สื่อสารนั้นสามารถสื่อสารได้อย่างดีเยี่ยม

ซึ่งผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่าน่าจะเป็นชาวตะวันตกมากกว่า รวมถึงตัว software ของ bitcoin เองนั้น ก็ไม่ได้มีเอกสารอ้างอิงใด ๆ ที่เป็นภาษาญี่ปุ่นเลย

ซึ่งข้อบ่งชี้ที่สำคัญในเรื่องภาษาอังกฤษของเค้านั้นมาจากการใช้คำศัพท์ที่เป็น British English เช่นการใช้วลี “blood hard” ซึ่งเป็นคำที่ใช้ในเครือจักรภพ รวมถึง comment ต่าง ๆ ในตัว sourcecode หรือ forum ต่างๆ  ที่เค้าไปตอบคำถามนั้นใช้คำที่เป็น British English ซึ่งหลายๆ  คนเชื่อว่าเค้าน่าจะมีสัญชาติใดสัญชาติหนึ่งในเครือจักรภพของอังกฤษ

และ Stefan Thomas ซึ่งเป็นหนึ่งในนักพัฒนาซอฟท์แวร์ชาวสวิส ที่อยู่ใน community ของ bitcoin นั้นได้ทำการเก็บข้อมูลในเรื่องของเวลาที่ Nakamoto มา post ความคิดเห็นใน forum มากกว่า 500 ครั้ง ซึ่งผลพบว่า Nakamoto นั้นจะไม่มา post ในช่วงเวลา 5 AM ถึง 11 AM GMT 

ซึ่งเป็นที่คาดหมายว่าน่าจะเป็นช่วงเวลากลางคืนในประเทศที่ Nakamoto อาศัยอยู่ ซึ่งน่าจะเป็นช่วงเวลานอนของ Nakamoto ในช่วงเวลาดังกล่าว จึงไม่เห็นกิจกรรมใด ๆ ของ Nakamoto ในช่วงเวลานี้

เป็นที่คาดเดาว่าเขาน่าจะอาศัยอยู่ในช่วง TimeZone ที่เป็น Region UTC-05:00 หรือ UTC-06:00  ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่เขาน่าจะอยู่ในเขต อเมริกาเหนือ , อเมริกากลาง , แถวทะเลแคริบเบียน หรือ ทวีปอเมริกาใต้ก็เป็นไปได้ แต่ไม่น่าจะใช่ในญี่ปุ่นอย่างแน่นอน

บุคคลที่มีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นตัวจริงของ Satoshi Nakamoto

  1. Nick Szabo

ในปี 2013 blogger ที่ใช้นามว่า Skye Grey ได้ทำการเชื่อมโยง Nick Szabo กับ Bitcoin Whitepaper โดยใช้การวิเคราะห์แบบ stylometric ซึ่ง Szabo เป็นคนหนึ่งที่มีความกระตือรือร้นในเรื่องที่เกี่ยวกับ decentralized currency

เขาได้เผยแพร่บทความเรื่อง “bit gold”  ซึ่งทำให้เค้านั้นถือได้ว่าเป็นปูชนียบุคคลของ bitcoin เลยก็ว่าได้ และเป็นที่รู้กันในวงกว้างอีกอย่างนึงว่า เขาเป็นคนที่ชอบใช้นามแฝง เพื่อปิดบังตัวตนในการให้ความเห็น หรือเขียนบทความต่าง ๆ

Nick szabo
Nick szabo (CR:coincentral.com)

งานวิจัยของ Dominic Frisby นั้นก็มีหลักฐานเชื่อมโยงมากมายระหว่าง Szabo และ Satoshi Nakamoto แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานที่ยืนยัน 100% ได้ว่า Satoshi คือ Szabo

โดยเค้าได้ให้ความเห็นไว้ใน RT The Keiser Report  ว่า “มีเพียงชายคนเดียวในโลกนี้ที่ยังมีลมหายใจอยู่ และ มีความรู้เฉพาะเจาะจงในด้านนี้มากที่สุดซึ่งก็น่าจะเป็น Szabo”   

ในขณะที่ Szabo นั้นก็ได้ปฏิเสธ ว่า Satoshi นั้นไม่ใช่เค้าอย่างแน่นอน และเคยชินกับการที่ถูกมองว่าเป็น Satoshi ไปแล้ว รวมถึงสื่อชื่อดังอย่าง New York Times ก็ได้ออกบทความที่กล่าวไว้ว่า “หลักฐานที่น่าเชื่อถือที่สุดในการคาดเดาตัวตนของ Satoshi นั้นชี้ไปที่หนุ่มอเมริกันเชื้อสายฮังกาเรียนที่ชื่อ Nick Szabo

2. Dorian Nakamoto 

ในเดือนมีนาคมปี 2014 บทความนิตยสาร Newsweek ที่เขียนโดย Leah McGrath Goodman ได้เขียนวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ของ Dorian Nakamoto หนุ่มอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ใน California

ชายผู้ซึ่งมีชื่อในตอนแรกเกิดว่า “Satoshi Nakamoto” ไม่เพียงเฉพาะแค่ชื่อเค้าเท่านั้น แต่มีอีกหลายหลักฐานที่สามารถเชื่อมโยงไปยัง Dorian Nakamoto ว่าเขาคือผู้สร้าง Bitcoin

Dorian Nakamoto
Dorian Nakamoto (CR:coindesk.com)

โดย Dorian Nakamoto นั้นเริ่มเรียนทางด้านฟิสิกส์ที่ Cal Poly University in Pomona หลังจากนั้นเค้าก็ก้าวไปเป็น System Engineer และได้มีโอกาสทำงานด้าน Software Engineer ในบริษัทด้านเทคโนโลยีและข้อมูลทางด้านการเงิน

โดย Nakamoto นั้นได้ถูกปลดออกถึง 2 ครั้งในช่วงต้นปี 1990 ก่อนที่จะมาฝักใฝ่ด้านเสรีนิยมอย่างชัดเจน โดยเขาได้เริ่มกระตุ้นให้ลูกสาวของเค้าเริ่มทำธุรกิจของตัวเอง

และยังมีการอ้างอิงคำพูดของ Dorian Nakamoto ส่วนนึงที่เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญในการฝักใฝ่เสรีนิยมอย่างชัดเจนของเค้า คือ เค้ามีแนวคิดที่ให้ลูกสาวทำธุรกิจเพราะ “ไม่อยากให้อยู่ภายใต้เงื้อมมือของรัฐบาล”

และคำสัมภาษณ์ของ Goodman ที่ถาม Nakamoto ถึงเรื่องของ bitcoin นั้น ในระหว่างการสัมภาษณ์ส่วนตัวแบบสั้น ๆ กับ Nakamoto เขาดูเหมือนจะยืนยันตัวตนของเขาในฐานะผู้ก่อตั้ง bitcoin ด้วยการระบุว่า “ผมไม่ได้มีส่วนร่วมในเรื่องนี้อีกต่อไป และผมไม่สามารถพูดถึงเรื่องนี้ได้ ตอนนี้มันอยู่ในการดูแลของผู้อื่นแล้ว และผมก็ไม่ได้มีการติดต่อใด ๆ กับทางฝั่ง bitcoin มานานมากแล้ว” 

ซึ่งหลังจากบทความสัมภาษณ์ดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ออกไป ทำให้ได้รับความสนใจจากสื่อต่าง ๆ เป็นอย่างมาก

แต่อย่างไรก็ตามในระหว่างการสัมภาษณ์แบบเต็มรูปแบบนั้น Nakamoto ก็ได้ปฏิเสธความเชื่อมโยงของเขากับผู้ก่อตั้ง bitcoin และเขากล่าวว่าไม่เคยได้ยินเรื่องสกุลเงินดังกล่าวมาก่อน และคำสัมภาษณ์ก่อนหน้าที่หลุดออกไปนั้นเขาอ้างว่าตีความคำถามของ Goodman ผู้สัมภาษณ์ผิดไป

3. Hal Finney 

สำหรับ Hal Finney นั้น เป็นหนึ่งในผู้ที่เรียกได้ว่าเป็นผู้ริเริ่ม bitcoin คนแรก ๆ (ที่นอกเหนือจาก satoshi nakamoto) ซึ่งเขานั้นเป็นผู้ใช้งาน bitcoin และคอยช่วยในการทำ File Bug Report รวมถึงมีส่วนในการปรับปรุงพัฒนาตัว software ที่สร้าง Bitcoin มาตั้งแต่ยุคแรก ๆ  โดยมีข้อสังเกตอยู่อย่างนึงว่า เขาอาศัยอยู่ห่างจาก Dorian Nakamoto (ผู้ต้องสงสัยอีกราย) เพียงไม่กี่ block

อ้างอิงจากนักข่าว Andy Greenberg จาก Forbes ที่ได้ปรึกษาไปยังบริษัท Juola & Associates ที่เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์งานเขียน เพื่อทำการเปรียบเทียบตัวอย่างงานเขียนของ Hal Finney กับ Satoshi Nakamoto

Hal Finney
Hal Finney (CR:cryptoglobe)

ซึ่งผลพบว่ามีความใกล้เคียงกันมากอย่างเหลือเชื่อ ซึ่งทฤษฎีของ Greenberg นั้นได้วิเคราะห์ไว้ว่า Hal Finney นั้นอาจจะใช้ Satoshi Nakamoto เป็นนามแฝงในงานเขียนของเค้า

และการที่เค้ามีที่อยู่ใกล้เคียงกับ Dorian Nakamoto ก็อาจจะเป็นไปได้ว่า เขาได้นำอัตลักษณ์ของ Dorian มาบดบังตัวตันที่แท้จริงของเค้าพร้อมกันไปด้วย เพื่อให้เพิ่มความยากในการตามตัวหา Satoshi Nakamoto ตัวจริง

อย่างไรก็ตามหลังจากที่ Greenberg ได้มีโอกาสพบกับตัวจริงของ Hal Finney  และได้เห็น email ที่เขียนตอบโต้ระหว่าง Hal Finney กับ Satoshi Nakamoto

และ Hal Finney ยังได้แสดง Bitcoin Wallet ของเขารวมถึง transaction ของ bitcoin ยุคแรก ๆ ที่มีการส่งจาก Nakamoto มาให้เขาซึ่งเขายังไม่ได้ส่งกลับคืนให้ Nakamoto ด้วยซ้ำ

รวมถึงได้ฟังคำปฏิเสธของ Hal Finney ว่าเขาไม่ใช่ผู้ก่อตัง bitcoin และไม่ใช่ Satoshi Nakamoto  ก็ทำให้ Greenberg นั้นพอจะสรุปได้ว่าสิ่งที่ Hal Finney ปฏิเสธนั้นน่าจะเป็นเรื่องจริง

4. Craig Steven Wright

มีหลายหลักฐานที่เชื่อมโยงว่า Craig Steven Wright น่าจะเป็น Satoshi Nakamoto ในวันที่ 8 ธันวาคมปี 2005 นิตยสาร Wired ได้ตีพิมพ์กล่าวถึง Craig Steven Wright อดีตนักวิชาการด้านคอมพิวเตอร์ชาวออสเตรเลียว่า “Craig Steven Wright ผู้คิดค้น Bitcoin หรือ จอมหลอกลวงที่อยากให้เชื่อว่าเป็นเขา” 

และในเวลาเดียวกับ สื่อดังอย่าง Gizmodo ก็ได้ตีพิมพ์เรื่องราวที่มีหลักฐานจาก hacker ที่ทำการ hack บัญชี email ของ Craig Steven Wright โดยอ้างว่า Satoshi Nakamoto คือนามแฝงของ Craig Steven Wright

Craig Steven Wright
Craig Steven Wright (CR:truthvoice)

ซึ่งในวันที่ 9 ธันวาคมปี 2005 หลังจากการเผยแพร่ของ Wired เพียงไม่กี่ชั่วโมง บ้านของ Wright ในเมือง Gordon รัฐนิวเซาธ์เวลส์ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 10 นายบุกเข้าตรวจสอบ รวมถึงที่บริษัทของเขาในเมือง Ryde รัฐนิวเซาธ์เวลส์ก็ได้รับการตรวจค้นโดยตำรวจ

ซึ่งทางการตำรวจออสเตรเลียได้ระบุว่าพวกเขาดำเนินการตรวจค้นบ้นของ Wright เนื่องจากเป็นการร้องขอจากสำนักงานสรรพากรของประเทศออสเตรเลีย

ซึ่งเรื่องดังกล่าวไม่เกี่ยวกับรายงานข่าวของ Wired ที่เกี่ยวกับ Bitcoin ซึ่งจากรายงานของ Gizmodo นั้นพบว่ามีความเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทด้านภาษีระหว่าง Wright และ ATO (สำนักงานสรรพากรออสเตรเลีย) ซึ่งมีมาหลายปีแล้ว

ในวันที่ 2 พฤษภาคม ปี 2016 Craig Wright ได้ทำการ post บน blog ส่วนตัวของเขา โดยอ้างว่าเขาเป็น Satoshi Nakamoto  ซึ่งบทความสัมภาษณ์กับสำนักข่าวบีบีซี ในวันเดียวกันนั้น ได้ระบุว่า ทางสำนักข่าวได้เห็น ความเกี่ยวข้องของ transaction แรกในการทำธุรกรรมของ bitcoin กับ message ที่ใช้รหัส private key เดียวกันกับที่ตัว Craig Steven Wright กล่าวอ้างถึง

การกล่าวอ้างของ Wright นั้นได้รับการสนับสนุนจาก Jon Matonis อดีตผู้อำนวยการของ Bitcoin Foundation และ นักพัฒนา Bitcoin อย่าง Gevin Andresen ซึ่งทั้งสองนั้นได้พบกับ Wright และได้เห็นหลักฐานที่ใกล้เคียงกับที่สำนักข่าว BBC นั้นได้เห็น

อย่างไรก็ตาม Peter Todd นักพัฒนา Bitcoin ก็ได้กล่าวถึง blog post ของ Wright ว่า หลักฐานในเรื่องการเข้ารหัสที่ Wright กล่าวอ้างนั้น ไม่น่าจะเป็นหลักฐานที่ proof ได้ว่าเขาคือ Satoshi Nakamoto

ซึ่งทาง Bitcoin Core Project ก็ได้ออกแถลงการณ์ออกมาทาง twitter ไปในแนวทางเดียวกัน โดยกล่าวว่า “ในปัจจุบันนั้นยังไม่มีหลักฐานในเรื่องการเข้ารหัสลับที่ได้มีการเปิดเผยต่อสาธารณะและโดยเฉพาะอย่างยิ่งยังไม่มีหลักฐานใดอ้างไปได้ถึงผู้ที่สร้าง Bitcoin” 

และ Jeff Garzik นักพัฒนาอีกราย ก็ได้ให้ความเห็นไปในทางเดียวกันอีกว่าหลักฐานที่ทาง Wright อ้างถึงนั้น ไม่สามารถพิสูจน์ได้จริงว่าเขาคือ Satoshi Nakamoto รวมถึง Dan Kaminsky นักวิจัยด้านความปลอดภัยทางด้านคอมพิวเตอร์ ได้สรุปการกล่าวอ้างของ Wright ว่า “เป็นการโกหกโดยเจตนา”

ในเดือนมิถุนายมปี 2016 London Review of Books ได้เผยแพร่บทความ โดย Andrew O’Hagan เกี่ยวกับเรื่องราวในหนังสือของเขาที่ชื่อ “The Secret Life:Three True Stories”

ซึ่งทาง O’Hagan ได้ใช้ช่วงเวลาหลายสัปดาห์ในการพูดคุยกับ Wright  ซึ่งรวมถึงการได้อยู่กับ Wright ในช่วงเวลาที่ Wright ให้สัมภาษณ์กับสื่อต่าง ๆ อีกทั้ง O’Hagan นั้นยังได้มีโอกาสที่จะสัมภาษณ์บางส่วนของครวบครัวของ Wright เพื่อนร่วมงาน และคนอื่น ๆ อีกหลายคนที่เกี่ยวข้องกับการกล่าวอ้างของ Wright ว่าเขาคือ Satoshi Nakamoto

ซึ่งมีข้อสังเกตจาก O’Hagan ที่พบว่ามีบริษัทของแคนาดาที่ชื่อ nTrust ที่อยู่เบื้องหลังการกล่าวอ้างของ Wright ในเดือนพฤษภาคม ปี 2016 

นอกจากนี้ O’Hagan ยังชี้ให้เห็นว่า รหัส Private Key ที่ Wright กล่าวอ้างเป็นหลักฐานนั้น เป็นรหัสที่ไม่ถูกต้อง อันเป็นผลมากจากข้อผูกพันทางกฏหมายที่ทำการตกลงไว้กับอีกบริษัทคือ Seychelles Trust ในการ deal กันก่อนหน้านั้น

5.ความเป็นไปได้อื่น ๆ 

ในปี 2011 บทความใน The New Yorker โดย Joshua Davis ได้อ้างถึงตัวตนของ Nakamoto ที่มีโอกาสเป็นไปได้ โดยกล่าวถึง นักเศรษฐศาสตร์ชาวฟินแลนด์ Dr. Vili Lehdonvirta และ นักศึกษาปริญญาโทด้าน Cryptography ที่ชื่อ Micheal Clear ซึ่งทั้งสองก็ได้ปฏิเสธว่าไม่ใช่ Satoshi Nakamoto

ในเดือน ตุลาคม ปี 2011 นักเขียนแนวสืบสวนสอบสวน จาก Fast Company ที่ชื่อ Adam Penenberg ได้อ้างถึงพยานและหลักฐานว่า Neal King , Vladimir Oksman และ Charles Bry อาจจะเป็นตัวจริงของ Satoshi Nakamoto

ซึ่งมีหลักฐานทางด้านสิทธิบัตรของทั้งสามคนที่เกี่ยวข้องกับ Bitcoin และ domain bitcoin.org นั้นได้ทำการจดหลังจากสิทธิบัตรดังกล่าวประกาศใช้ได้เพียงสามวัน อย่างไรก็ตามทั้งสามก็ปฏิเสธการกล่าวอ้างดังกล่าว

ในเดือน พฤษภาคม ปี 2013  Ted Nelson ได้คาดการณ์ว่า Nakamoto คือนักคณิตศาสตร์ชาวญี่ปุ่นชื่อ Shinichi Mochizuki หลังจากที่บทความของ Ted ได้ตีพิมพ์ไปยังหนังสือพิมพ์ The Age ก็ได้กล่าวอ้างว่าถูกปฏิเสธโดย Mochizuki แต่ก็ไม่มีหลักฐานในการปฏิเสธดังกล่าว

ในปี 2013 บทความใน Vice Listed  ได้กล่าวอ้างถึง Gavin Andresen , Jed McCaleb และ Dustin D.Trammell นักวิจัยทางด้านความปลอดภัยทางคอมพิวเตอร์ ได้ถูกกล่าวอ้างว่าเป็น Satoshi Nakamo และทั้งหมดก็ได้ปฏิเสธการอ้างถึงดังกล่าว

Gavin Andresen
Gavin Andresen (CR:coindesk.com)

ในปี 2013 นักคณิตศาสตร์ชาว อิสราเอลสองคน คือ Dorit Ron และ Adi Shamir ได้ตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับการเชื่อมโยงระหว่าง Nakamoto และ Ross William Ulbricht ซึ่งทั้งสองได้ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับ network ของ bitcoin transaction แต่ Ross ก็ปฏิเสธการกล่าวอ้างดังกล่าว

มีอีกแนวคิดหนึ่งที่ตั้งข้อสังเกตว่า Nakamoto นั้นไม่ใช่คนเพียงคนเดียว แต่อาจจะมีเป็นทีมงานมากกว่า ซึ่ง Laszlo Hanyecz อดีตนักพัฒนา Bitcoin ผู้ซึ่งเคย email ไปหา Nakamoto มีข้อสังเกตว่า code ของ bitcoin นั้นดีเกินไปกว่าที่คนเพียงคนเดียวจะเขียนออกมาได้

Elon Musk
Elon Musk (CR:wikipedia)

สุดท้ายคือในปี 2017 บทความ จากอดีตนักศึกษาฝึกงานใน spaceX ได้กล่าวถึงความเป็นไปได้ของ SpaceX และ CEO ของ Tesla อย่าง Elon Musk เป็น Nakamoto ตัวจริง โดยอาศัยความเชี่ยวชาญทางด้านเทคนิคของ Musk และอดีตที่มีความเกี่ยวข้องกับ Paypal ซึ่งเป็นบริการทางด้านการเงินที่ musk เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง  แต่ก็ได้ Elon Musk ก็ได้ปฏิเสธการกล่าวอ้างดังกล่าว

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 : Prologue

References :  en.wikipedia.org , www.financemagnates.com , bitconnect.co , www.azquotes.com , reasonstobitcoin.com , www.economist.com , www.betcoin.ag
https://bitcoinexchangeguide.com/is-bitcoins-satoshi-nakamoto-already-one-of-the-richest-individuals-on-earth/