สรุปเนื้อหา บทสัมภาษณ์ Eddy Cue รองประธานฝ่ายบริการของ Apple กับช่อง Youtube SuperSa

เป็นอีกหนึ่งทีมงานยุค Dream Team ของ Apple สำหรับ Eddy Cue รองประธานอาวุโสฝ่ายบริการที่เรามักจะเห็นในเวทีเปิดตัวสินค้าของ Apple อยู่บ่อย ๆ

ช่อง Youtube SuperSaf ได้สัมภาษณ์ Eddy Cue และพูดคุยเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่เขาใช้ บริการต่างๆ ของ Apple รวมถึง Apple Music/Apple TV+ ความชาญฉลาดของ Apple Intelligence ผลิตภัณฑ์ Apple ที่เขาชื่นชอบที่สุดตลอดกาล และอื่นๆ อีกมากมาย

Highlights

🍎 Eddy Cue รองประธานอาวุโสฝ่ายบริการของ Apple เปิดเผยว่าหลังจากทำงานที่ Apple มา 36 ปี เขายังคงเรียนรู้ทุกวัน และบริษัทยังคงจัดการเหมือนกับบริษัทขนาดเล็ก

💡 Eddy Cue อธิบายบทบาทของเขาในการดูแลบริการต่างๆ ของ Apple โดยเน้นที่การเรียนรู้ การทำงานร่วมกันเป็นทีม และการตัดสินใจที่สำคัญ ๆ

🎵 ความโดดเด่นของ Apple Music อยู่ที่การมุ่งเน้นนวัตกรรมด้านคุณภาพเพลง การสร้างเพลย์ลิสต์ที่มีความเป็นส่วนตัว รายการวิทยุ และฟีเจอร์พิเศษ เช่น เนื้อเพลงและเพลงคลาสสิก

📺 Eddy Cue เน้นย้ำว่า Apple TV+ โดดเด่นด้วยการโฟกัสไปที่คุณภาพของเนื้อหามากกว่าปริมาณ และความพยายามของทีมในการสร้างรายการและภาพยนตร์ในแบบฉบับ original content เป็นหลัก

🤖 Apple Intelligence จะช่วยยกระดับบริการของ Apple โดยปรับปรุงการค้นหา คำแนะนำ และประสบการณ์ของผู้ใช้ ในขณะที่ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย

🚀 ผลิตภัณฑ์ Apple ที่ Eddy Cue ชื่นชอบที่สุดคือผลิตภัณฑ์ตัวถัดไปเสมอ เนื่องจากเขามองไปข้างหน้าถึงนวัตกรรมและการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ของบริษัทในอนาคต

Key Insights

🍎 Eddy Cue เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและนวัตกรรมที่ Apple ได้สรรค์สร้างขึ้นมา แม้ว่าจะทำงานกับบริษัทมานานถึง 36 ปี เขาได้เน้นถึงวัฒนธรรมของบริษัทที่ยังคงจัดการเหมือนบริษัทขนาดเล็ก ซึ่งช่วยให้เกิดการทำงานร่วมกันและการตัดสินใจระหว่างทีมต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

🎵 ความโดดเด่นของ Apple Music อยู่ที่การโฟกัสไปที่เรื่องของนวัตกรรม คุณภาพ และความเป็นส่วนตัว Cue กล่าวถึงความก้าวหน้าในคุณภาพของเพลงและการเพิ่มความเป็นส่วนตัวในเพลย์ลิสต์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ Apple ในการยกระดับประสบการณ์การฟังเพลงแบบสตรีมมิ่งที่ฉีกหนีจากคู่แข่ง

📺 Apple TV+ โดดเด่นด้วยการให้ความสำคัญกับคุณภาพมากกว่าปริมาณในการสร้างเนื้อหา Cue กล่าวถึงความทุ่มเทของทีมในการผลิตรายการต้นฉบับและรายการที่ได้รับรางวัล โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างเนื้อหาที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ชมทั่วโลก

🤖 การเปิดตัว Apple Intelligence จะปฏิวัติบริการของ Apple โดยยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้ผ่านคำแนะนำที่เป็นส่วนตัว ความสามารถในการค้นหาที่ดีขึ้น และการรักษาความเป็นส่วนตัวที่สูงมากตามแบบฉบับของ Apple ซึ่ง Cue เน้นย้ำถึงศักยภาพของ AI ในการยกระดับทุกแง่มุมของผลิตภัณฑ์และบริการของ Apple

🚀 Cue สะท้อนถึงวิวัฒนาการของเทคโนโลยี ตั้งแต่การเปิดตัว iMac จนถึง iPhone แสดงให้เห็นถึงเส้นทางแห่งนวัตกรรมและการเปลี่ยนแปลงของ Apple ตลอดมา เขาเน้นย้ำถึงแรงผลักดันที่ต่อเนื่องในการปรับปรุงผลิตภัณฑ์และความน่าตื่นเต้นสำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ และความก้าวหน้าของนวัตกรรมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

📹 Cue แบ่งปันความสนใจส่วนตัวในการดูวิดีโอบน YouTube โดยเฉพาะเนื้อหาเกี่ยวกับรถยนต์ เกมย้อนยุค และไฮไลท์กีฬา สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของงานอดิเรกและความชื่นชอบด้านความบันเทิงนอกเหนือจากบทบาทของเขาที่ Apple

🔍 การสนทนากับ Eddy Cue เผยให้เห็นถึงความหลงใหลในเทคโนโลยี ความมุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศ และความสามารถของเขาที่ช่วยในการผสานรวมอย่างไร้รอยต่อของทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และบริการที่ Apple ก็ต้องบอกว่าข้อมูลเชิงลึกจาก Eddy Cue สะท้อนให้เห็นภาพรวมของวัฒนธรรมที่ผลักดันนวัตกรรมใหม่ ๆ และแนวทางของ Apple ที่มุ่งเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลางของบริษัทได้อย่างชัดเจนเลยทีเดียว

Opinion

เราไม่ค่อยได้เห็นคนเบื้องหลังออกมาสัมภาษณ์เกี่ยวกับวัฒนธรรมภายในองค์กรของ Apple ซักเท่าไหร่ ซึ่ง Eddy Cue ถือว่าเป็นอีกหนึ่งผู้บริหารระดับสูงที่ได้รับความไว้วางใจจาก Tim Cook สูงมาก ๆ เป็นขุนพลยุคใหม่ในยุคการเปลี่ยนถ่ายอำนาจจากกลุ่มผู้บริหารเดิมและผลักดัน Apple เติบโตไปอีกขั้น

เราได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจากการสัมภาษณ์นี้โดยเฉพาะเรื่องวัฒนธรรมองค์กรของ Apple ที่เป็นบริษัทที่แทบจะใหญ่ที่สุดในโลก แต่ยังคงมีวิธีการจัดการให้เหมือนกับบริษัทขนาดเล็กได้ ถือว่าเป็นเรื่องสุดยอดมาก ๆ

ซึ่งเราจะเห็นผลลัพธ์ที่ออกมาว่า Apple ก็ไม่เคยหยุดยั้งในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ ไม่ต่างจากบริษัทสตาร์ทอัพขนาดเล็กเลยด้วยซ้ำ ซึ่งแทนที่จะทำให้องค์กรบวมจนใหญ่เทอะทะ แต่ Tim Cook ก็มีวิธีการจัดการให้บริษัทมีความคล่องแคล่ว ว่องไว ปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างดีเยี่ยม

ส่วนเรื่องบริการเราคงไม่แปลกใจว่าทำไมเนื้อหาในบริการหลัก ๆ อย่าง Apple TV+ นั้นดูเหมือนจะน้อย ซึ่งพวกเขาได้เน้นไปที่คุณภาพเป็นหลัก หรือ Apple Intelligence ที่ดูเหมือนจะออกมาช้า แต่มันก็เป็น Playbook สูตรสำเร็จของ Apple ไปแล้วที่รอให้เทคโนโลยีมันพร้อมจริง Apple จะเป็นผู้ผลักดันมันออกมาให้โลกได้ยลโฉมในรูปแบบที่เข้าใจ user อย่างแท้จริง

ในโลกที่เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วแบบติดจรวด Apple ยังคงสามารถยืนหยัดเป็นผู้นำด้วยวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกล การสัมภาษณ์ครั้งนี้ไม่เพียงแต่ทำให้เราได้เห็นถึงภาพอดีตและปัจจุบันของ Apple แต่ะยังเปิดประตูสู่อนาคตอันน่าตื่นเต้นที่ Apple กำลังสร้างก่อร่างสร้างมันขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตของมนุษย์เราในอนาคตนั่นเองครับผม

สรุปเนื้อหา เทคโนโลยี AI และอนาคตของมนุษยชาติ โดย Yuval Noah Harari

Yuval Noah Harari ได้มีการคาดการณ์เกี่ยวกับเทคโนโลยี AI และอนาคตของมนุษยชาติ โดยมีประเด็นสำคัญหลายข้อ ได้แก่: “AI จะส่งผลต่อการกำหนดรูปแบบวัฒนธรรมของเราอย่างไร? อะไรคือภัยคุกคามต่อมนุษยชาติเมื่อ AI สามารถเข้าใจมนุษย์ได้อย่างลึกซึ้ง? AI จะเป็นจุดจบของประวัติศาสตร์มนุษย์หรือไม่? บุคคลทั่วไปจะสามารถสร้างเครื่องมือ AI ที่ทรงพลังด้วยตนเองได้หรือไม่? เราจะควบคุม AI ได้อย่างไร?”

เป็นงานที่จัดขึ้นโดย Frontiers Forum องค์กรที่มีการเชื่อมโยงชุมชนในด้านวิทยาศาสตร์ทั่วโลก ณ เมือง Montreux ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

เป็นเรื่องที่น่าสนใจนะครับ ความสามารถอันล้ำเลิศของ AI ในการใช้ภาษาที่ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในภัยคุกคามต่อมนุษยชาติ ซึ่งอาจนำไปสู่โลกที่ถูกควบคุมด้วยภาพลวงตาและการปั่นหัวมนุษย์เราที่ถูกสร้างขึ้นโดย AI การควบคุม AI จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการปกป้องระบอบประชาธิปไตยและป้องกันความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นในสังคม

Highlights

🤖 Yuval Noah Harari ได้พูดถึง AI และผลกระทบต่ออนาคตของมนุษยชาติ โดยเน้นย้ำถึงศักยภาพของ AI ที่อาจช่วยแก้ไขวิกฤตทางนิเวศวิทยา หรือในทางกลับกันอาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง

🧠 Harari พูดถึงความกลัวที่เกิดขึ้นรอบ ๆ เทคโนโลยี AI โดยชี้ให้เห็นถึงความเข้าใจผิดที่ว่า AI จำเป็นต้องมีจิตสำนึกหรือความสามารถในการเคลื่อนไหวทางกายภาพ (เหมือนหุ่นยนต์) จึงจะเป็นภัยคุกคามต่อมนุษยชาติได้

👽 Harari ได้ลงลึกถึงศักยภาพของ AI ในการกำหนดรูปแบบวัฒนธรรมและสังคม โดยสร้างโลกที่ความเป็นจริงของมนุษย์ถูกกลั่นกรองผ่านมุมมองของ AI

⚖️ Harari ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการควบคุม AI เพื่อป้องกันการใช้งานในทางที่ผิดและปกป้องหลักการประชาธิปไตย พร้อมเรียกร้องให้มีการเปิดเผยตัวตนของ AI ที่กำลังมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์เราว่ามาจากองค์กรหรือหน่วยงานใด

🌐 Harari ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับการควบคุม AI ความแตกต่างระหว่างปัญญาประดิษฐ์และปัญญาจากต่างดาว (alien intelligence) และความเป็นไปได้ที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป (artificial general intelligence) อาจมีอิทธิพลต่อระบบสังคมอยู่แล้วในปัจจุบัน

Key Insights

🤖 AI กำลังพัฒนาความสามารถในการจัดการและสร้างภาษาในระดับที่เหนือกว่าความสามารถของมนุษย์อย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจนำไปสู่การสร้างภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมรูปแบบใหม่ ๆ

📚 พลังของ AI อยู่ที่ความเชี่ยวชาญในการใช้ภาษา ทำให้สามารถกำหนดเรื่องราว ความเชื่อ และโครงสร้างทางสังคม ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามที่สำคัญต่อกระบวนการประชาธิปไตยและอารยธรรมมนุษย์ของโดยรวม

💔 ด้วยการใช้ประโยชน์จากความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับมนุษย์ ทำให้ AI สามารถมีอิทธิพลต่อความคิดเห็น พฤติกรรม และการตัดสินใจ ซึ่งเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสังคมได้อย่างถึงแก่น

🛡️ การควบคุม AI มีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันการใช้งานอย่างไม่มีการตรวจสอบ เนื่องจากการใช้เครื่องมือ AI อย่างไม่รับผิดชอบอาจส่งผลกระทบในวงกว้าง รวมถึงสามารถทำลายระบอบประชาธิปไตยของมนุษย์ได้เลยทีเดียว

🕵️‍♂️ การเปิดเผยตัวตนของ AI ในการมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันการถูกปั่นหัวจากองค์กรที่ไม่หวังดีและขับเคลื่อนด้วย AI

🛸 แนวคิดเรื่อง AI ในฐานะ “ปัญญาจากต่างดาว (alien intelligence)” ชี้ให้เห็นถึงความเป็นอิสระและคาดเดาไม่ได้ที่กำลังเพิ่มขึ้นของระบบ AI มันแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการควบคุมเชิงรุกและการกำกับดูแลด้านจริยธรรมเพื่อลดความเสี่ยงและรองรับการพัฒนาอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมโดยรวม

💡 แม้ว่าเรายังไม่ได้เห็นเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป (artificial general intelligence) ระดับขั้นสูงสุด แต่ความสามารถในปัจจุบันของ AI แม้จะอยู่ในขั้นเริ่มต้น ก็ได้แสดงให้เห็นถึงผลกระทบที่สำคัญต่อระบบสังคมแล้ว ซึ่งเน้นย้ำถึงความเร่งด่วนในการจัดการกับประเด็นด้านจริยธรรมและการควบคุมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI

Opinion

ก็ต้องบอกว่า Yuval Noah Harari ได้นำเสนออีกมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับเทคโนโลยี AI ซึ่งเป็นอีกหนึ่งคนที่มองในมุมที่เป็นอันตรายต่อมนุษยชาติ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทางสังคมและวัฒนธรรมที่น่าจะเกิดขึ้น

เพราะฉะนั้น Harari ก็เป็นอีกหนึ่งคนที่สนับสนุนให้มีการควบคุม AI ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อป้องกันการใช้งานในทางที่ผิด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อมนุษย์เราแบบคาดไม่ถึง

ซึ่งก็ต้องบอกว่า เราทุกคนกำลังยืนอยู่ ณ จุดเปลี่ยนที่สำคัญของประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ในขณะที่ AI กำลังพัฒนาอย่างก้าวกระโดด คำถามสำคัญที่พวกเราต้องถามตัวเองก็คือ เราจะเป็นผู้กำหนดอนาคตของพวกเราเอง หรือปล่อยให้ AI เป็นผู้ชี้นำชะตากรรมของเรา ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนต้องตื่นตัวและมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของเทคโนโลยีที่อาจเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างที่เรารู้จัก

เพราะสุดท้ายแล้วอนาคตของมนุษย์เราทุกคนก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพวกเราในวันนี้ ! นั่นเองครับผม …

สรุปเนื้อหา AI Deception เหล่าบริษัทเทคโนโลยีกำลังหลอกลวงพวกเราอย่างไร

AI คำ Buzzword ที่แทบจะมีอยู่ทุกหนแห่ง มันเป็นอย่างที่โฆษณาไว้จริงหรือไม่? หรือเป็นแค่การหลอกลวงครั้งใหญ่? ในตอนนี้เราจะเห็นว่าแม้ AI จะมีประโยชน์บางอย่าง แต่ด้วยกระแสความนิยมของมันก็ส่งผลเสียต่อวงการเทคโนโลยีเช่นเดียวกัน

เป็นคลิปวีดีโอที่น่าสนใจจากช่อง ColdFusion นะครับที่ได้พูดถึงวิธีที่บริษัทเทคโนโลยีกำลังหลอกลวงผู้บริโภคด้วยคำโกหกคุยโวเกี่ยวกับเทคโนโลยี AI ตั้งแต่การโฆษณาเว่อร์เกินจริงไปจนถึงการออกมาบอกทุกวี่ทุกวันว่ามันจะมาแย่งงานมนุษย์ไปจนหมดสิ้น

Highlights

🤖 ประวัติศาสตร์การหลอกลวงด้วย AI: จาก Mechanical Turk ไปจนถึงระบบชำระเงินของ Amazon

🌐 การเติบโตของ AI washing : บริษัทต่างๆ หลอกลวงนักลงทุนด้วยการสร้างกระแส AI ปลอม ๆ ขึ้นมาเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน

💸 ผลกระทบของกระแส AI: ฟองสบู่ที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงผลิตภัณฑ์ AI ที่ล้มเหลว

📉 ผลกระทบของ AI ต่อการโยกย้ายงานและการเลิกจ้างครั้งใหญ่

🚀 วงจรของ Gartner hype cycle ซึ่งมนุษย์มีแนวโน้มที่จะตื่นเต้นเกินไปเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่จะปฏิวัติวงการรูปแบบใหม่ ๆ

💡 การสร้างสมดุลโดยตระหนักถึงศักยภาพของ AI ไปพร้อมๆ กับคำนึงถึงข้อจำกัดของมัน

🌟 การเรียกร้องให้มีแนวทางที่ต้องเปิดโอกาสให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ เพื่อให้สามารถนำ AI ไปใช้เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่า

Key Insights

🌐 ในปี 1770 Wolfgang Von Kempelen นักประดิษฐ์ชาวฮังการีได้เปิดตัวเครื่องเล่นหมากรุกอัตโนมัติที่เรียกว่า The Mechanical Turk เขาได้ตระเวนสาธิตไปทั่วยุโรป สิ่งประดิษฐ์ที่ใช้ในการเล่นหมากรุกนี้ชนะการแข่งขันส่วนใหญ่กับผู้เล่นหมากรุกมนุษย์จริงๆ และมีการกล่าวกันว่ามันสามารถเอาชนะผู้เล่นอย่าง Napoleon และ Benjamin Franklin ได้ด้วย และมันก็ดังกระฉูดจนกลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ในยุคนั้น

อย่างไรก็ตาม ความจริงแล้วมันเป็นเพียงคนที่ซ่อนอยู่ใต้โต๊ะคอยควบคุมเครื่องอย่างลับๆ ซึ่งกล่าวอีกนัยหนึ่งคือมันเป็นการแหกตาครั้งใหญ่นั่นเอง

🤖 250 ปีต่อมาในปี 2016 Amazon ได้ทำเรื่องคล้ายๆ กัน ระบบชำระเงินของพวกเขาที่เรียกว่า Just Walk Out อนุญาตให้ลูกค้าเพียงแค่หยิบสินค้าจากร้านและเดินออกไปได้เลย ภายใต้ระบบนี้ ลูกค้าไม่จำเป็นต้องสแกนสินค้าด้วยตนเองที่จุดชำระเงิน การทำธุรกรรมและโลจิสติกส์ถูกจัดการโดยอัตโนมัติเบื้องหลังด้วย AI ซึ่งเป็นการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างระบบ Computer Vision, Sensor Fusion และ Deep Learning

ทุกอย่างไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น เทคโนโลยีที่เรียกว่า AI ของ Amazon นั้นจริงๆ แล้วขับเคลื่อนโดยคนกว่าพันคนในอินเดียที่คอยดูและติด tag วิดีโอเพื่อให้แน่ใจว่าระบบการชำระเงินจะทำงานได้อย่างถูกต้อง การที่มนุษย์ติด tag ข้อมูลนั้นเป็นวิธีที่โมเดล AI มักจะได้รับการฝึกฝนในตอนแรกเช่นเดียวกัน ซึ่งก็ไม่มีอะไรผิด แต่ประเด็นคือการโฆษณาที่เว่อร์เกินจริงนั้นทำให้ทุกคนเข้าใจผิด แม้กระทั่งในปี 2022 ชาวอินเดียหนึ่งพันคนเหล่านี้ยังคงตรวจสอบการทำธุรกรรมถึง 70% ใน ร้าน Amazon Go 20 แห่ง ร้านขายของชำ Amazon Fresh 40 แห่ง และร้าน Whole Foods อีก 2 แห่ง

💸 บริษัทที่เข้าร่วมใน “AI washing” โฆษณาแบบโม้เกินจริงเกี่ยวกับความสามารถของผลิตภัณฑ์ AI ของตนเพื่อดึงดูดนักลงทุนและผู้บริโภค ซึ่งในที่สุดนำไปสู่ความคาดหวัง และอาจทำให้เกิดการล่มสลายของตลาดได้ในท้ายที่สุด

🧠 Gartner Hype Cycle สำหรับ AI ซึ่งดูเหมือนว่าเรากำลังอยู่ในช่วงของความคาดหวังที่เกินจริงของเทคโนโลยี AI และกำลังค่อยๆ เข้าสู่ช่วงเวลาแห่งความผิดหวัง ซึ่งหมายความว่าจะมีเรื่องน่าผิดหวังมากมายของเทคโนโลยีนี้รออยู่ข้างหน้า การประยุกต์ใช้ AI ที่แท้จริงจะเกิดขึ้นหลังจากที่กระแสเห่อของมันจางหายไป

🤯 การใช้เทคโนโลยี AI ในทางที่ผิดส่งผลให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นอันตราย เช่น AI chatbot ที่ให้ข้อมูลไม่ตรงประเด็น หรือสร้างข้อมูลเท็จและส่งไปยังหน่วยงานของรัฐ

👥 แม้ว่า AI จะมีศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของมนุษย์ แต่ก็มีความกังวลว่าอาจนำไปสู่การสูญเสียงานครั้งใหญ่ของมนุษย์ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรม เช่น การบริการลูกค้าและการขาย เนื่องจากบริษัทต่างๆ ให้ความสำคัญกับการใช้ระบบอัตโนมัติมากกว่าแรงงานมนุษย์

⚠️ แม้จะมีกระแสความนิยมในเทคโนโลยี AI แต่ก็มีการฉุกคิดมากขึ้นว่าคำคุยโม้โอ้อ้วดเกี่ยวกับเทคโนโลยี AI ยังไม่เป็นจริงทั้งหมด ทำให้เกิดแนวทางที่ระมัดระวังมากขึ้นสำหรับการนำไปใช้และผลกระทบต่อสังคม

🤔 เนื้อหาในวิดีโอนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการประเมินบทบาทของ AI ในเรื่องของแรงงาน และผลกระทบทางจริยธรรมของการแทนที่คนงานด้วย AI โดยเรียกร้องให้มีแนวทางที่สมดุลและโปร่งใสมากขึ้นในการนำ AI มาใช้

🔄 เทคโนโลยี AI กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่การตระหนักถึงความเสี่ยงและข้อจำกัดที่อาจเกิดขึ้นของ AI ในขณะเดียวกันก็ยอมรับศักยภาพของมันในการเสริมพลังความสามารถให้กับมนุษย์และช่วยในการขับเคลื่อนนวัตกรรมในอนาคต

Opinion

ก็ต้องบอกว่าเทคโนโลยี AI ที่เราได้เห็นในปัจจุบันนี้คงไม่ได้เป็นเรื่องหลอกลวงทั้งหมด แต่มุมมองของเนื้อหาในวีดีโอในบางเรื่องมันก็น่าคิด โดยเฉพาะเรื่องของ AI Washing ซึ่งผมว่าแม้ในประเทศไทยก็คงเจอ เอะอะอะไรก็ AI ไว้ก่อนซึ่งบางครั้งคนที่นำไปใช้ก็ไม่ได้รู้จริงเกี่ยวกับเทคโนโลยีดังกล่าวนี้ดีนัก

แม้กระทั่งบริษัทยักษ์ใหญ่ เราเห็นพวกเขาหน้าแตกมาหลายครั้ง ตัวอย่างเช่น Google เอง ที่พยายามเข็นผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่พร้อมออกมา แต่ดันโม้คุณสมบัติซะเว่อร์เกินจริง จนในที่สุดก็ถูกสื่อใหญ่แฉมาก่อนหน้านี้แล้ว

เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่าบริษัทเทคโนโลยีรายเล็กรายใหญ่ ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของกระแส AI นี้ ซึ่งผมคิดว่ามันก็เป็นทั้งโลก เพราะมันดึงดูดความ Wow หรือสามาถเรียกเงินจากนักลงทุน หรือผู้บริหารในองค์กรได้จริง ที่กลัวการตกเทรนด์ในการเกาะไปกับกระแสของเทคโนโลยีนี้นั่นเองครับผม

สรุปเนื้อหา AI และอนาคตของเรา กับ Yuval Noah Harari และ Mustafa Suleyman

สื่อใหญ่อย่าง The Economist ได้นำ Yuval Noah Harari และ Mustafa Suleyman มาร่วมกันถกเถียงเกี่ยวกับการปฏิวัติทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ที่สุดในยุคสมัยของมนุษย์เรา โดยมีการพูดคุยกันถึงผลกระทบของ AI ต่ออนาคตอันใกล้ วิธีการควบคุมเทคโนโลยีนี้ และความเป็นไปได้ที่ AI จะมีความเป็นอิสระในการตัดสินใจและมีสติปัญญาที่เหนือมนุษย์

Yuval Noah Harari นักประวัติศาสตร์ ผู้เขียนหนังสือขายดีระดับนานาชาติอย่าง Sapiens: A Brief History of Humankind และ Mustafa Suleyman ผู้ประกอบการ และผู้เขียนหนังสือชื่อดังอย่าง The Coming Wave : Technology, Power, and the Twenty-first Century’s Greatest Dilemma ได้ถกเถียงกันเกี่ยวกับความเสี่ยงและโอกาสของ AI โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการคิดหาแนวทางป้องกัน และการสร้างความร่วมมือกันในระดับโลกเพื่อกำหนดกฎระเบียบที่ชัดเจนเกี่ยวกับเทคโนโลยีนี้

Highlights

🤖 Mustafa คาดการณ์ว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า โมเดล AI จะมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าพันเท่า และสามารถสร้างลำดับการกระทำได้ ไม่ใช่แค่สร้างข้อความ

👀 Yuval เตือนว่าการพัฒนา AI ที่มีความเป็นอิสระและมีความสามารถในการตัดสินใจด้วยตนเอง จะเป็นจุดสิ้นสุดของประวัติศาสตร์ที่มนุษย์เป็นผู้ครอบงำ

🔒 Mustafa เน้นย้ำถึงความสำคัญของการกำหนดข้อจำกัดในการพัฒนา AI เพื่อป้องกันผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์และเพื่อให้มั่นใจว่ามนุษย์ยังคงสามารถควบคุมพวกมันได้

👾 Yuval เปรียบเทียบภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นจาก AI ขั้นสูงกับการรุกรานของมนุษย์ต่างดาว โดยชี้ให้เห็นถึงความท้าทายในการควบคุมสิ่งมีชีวิตที่มีความฉลาดเหนือมนุษย์

🛡️ Mustafa สนับสนุนการนำหลักการคิดแบบ Safety First มาใช้ในการพัฒนา AI เพื่อลดความเสี่ยงและให้ความสำคัญกับความปลอดภัยมากกว่าการแข่งขัน

🌍 Yuval เน้นย้ำถึงความจำเป็นที่ประเทศต่าง ๆ ต้องมีการพูดคุยกันเกี่ยวกับเทคโนโลยี AI เพื่อกำหนดกฎระเบียบการใช้งานร่วมกัน และปกป้องสังคมจากภัยคุกคามที่เกี่ยวข้องกับ AI

Key Insights

🤖 Yuval Noah Harari และ Mustafa Suleyman ได้ถกเถียงเกี่ยวกับความเสี่ยงและโอกาสของ AI โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างความร่วมมือและกฎระเบียบร่วมกัน เพื่อรับมือกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่จะเป็นคลื่นลูกใหญ่ที่สุดที่มนุษย์เราไม่เคยประสบพบเจอมาก่อน

🚀 เทคโนโลยี AI กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยคาดการณ์ว่าภายในปี 2028 โมเดล AI จะมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าปัจจุบันเป็นพันเท่า และสามารถสร้างแนวคิดและกระบวนการทำงานใหม่ ๆ ได้อย่างอิสระ โดยไม่ต้องพึ่งพามนุษย์อีกต่อไป

👽 Yuval แสดงความกังวลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่ AI จะมีความเป็นอิสระและมีสติปัญญา โดยเปรียบเทียบว่าเหมือนกับการเผชิญหน้ากับการรุกรานของมนุษย์ต่างดาวจากเทคโนโลยีที่อาจเหนือการควบคุมของมนุษย์

⚠️ Mustafa สนับสนุนการใช้หลักการคิดแบบ Safety First (ปลอดภัยไว้ก่อน) ในการพัฒนา AI โดยเรียกร้องให้มีการจำกัดความสามารถที่มีความเสี่ยงสูงบางอย่าง และให้มีการสร้างกรอบการกำกับดูแลที่อิงตามความเสี่ยงเหล่านี้

🌍 ความสำคัญของการสร้างพันธมิตรในเรื่องนี้กับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ในการกำหนดกฎระเบียบสำหรับเทคโนโลยี AI แม้ว่าบางประเทศอาจไม่เห็นด้วย แต่สุดท้ายมันจะเป็นการทำเพื่อปกป้องสังคมและป้องกันการแข่งขันที่ไร้การควบคุม

🏛️ ความจำเป็นในการสร้างสถาบันหรือองค์กรใหม่ ๆ ที่มีทรัพยากรพร้อมทั้งด้านบุคลากร เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี รวมถึงความไว้วางใจจากสาธารณชน เพื่อกำกับดูแลการพัฒนา AI และควบคุมความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

🛡️ ทั้ง Yuval และ Mustafa เน้นย้ำถึงความสำคัญของการกำหนดค่านิยมและกฎระเบียบของการใช้เทคโนโลยี AI เพื่อป้องกันเหล่าบริษัทเทคโนโลยีที่หิวโหยแต่เงินตรา ซึ่งท้ายที่สุดจะเป็นการปกป้องสังคมมนุษย์ในยุคแห่งความก้าวหน้าของ AI แบบไร้ขีดจำกัดเหมือนที่เราเห็นกันในทุกวันนี้

Opinion

เป็นสองสุดยอดนักคิดที่เราต้องหันมาฟังอย่างจริงจัง ในเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่อย่าง AI ที่ตอนนี้ เหล่าบิ๊กเทคในซิลิกอน วัลเลย์ กำลังทำทุกอย่างตามอำเภอใจ โดยไม่ได้สนใจผลกระทบที่จะเกิดขึ้นมากนัก

มันเป็นคลื่นเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่าง พลังทำลายล้างของมันต้องเรียกได้ว่ามากกว่าเทคโนโลยีใด ๆ ที่มนุษย์เราเคยประสบพบเจอมา

จะเห็นได้ว่าทั้งสองคิดเหมือนกันในเรื่องความปลอดภัยที่ต้องมาก่อน ซึ่งการปล่อยให้เทคโนโลยีถูกครอบงำโดยองค์กรธุรกิจที่แสวงหาแต่ผลกำไรนั้น ไม่เป็นผลดีต่อโลกเราในระยะยาวอย่างแน่นอน

คราวนี้ลองมาคิดดูว่าต้องเป็นองค์กรระดับไหนที่จะมาควบคุมกำกับดูแล และมีทรัพยากรพร้อมเหมือนที่ทั้ง Yuval และ Mustafa ต้องการ ผมว่าต้องเป็นองค์กรระดับ UN ที่มีวัตถุประสงค์ในการก่อตั้งขึ้นมาดังนี้

“เพื่อให้บรรลุถึงความร่วมมือระหว่างประเทศในอันที่จะแก้ปัญหาระหว่างประเทศทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมหรือมนุษยธรรม และการส่งเสริม/สนับสนุนการเคารพสิทธิมนุษยชนและอิสรภาพสำหรับทุกคน โดยไม่เลือกปฏิบัติในเรื่องเชื้อชาติ เพศ ภาษาหรือศาสนา เพื่อเป็นศูนย์กลางสำหรับประสานการดำเนินงานของประชาชาติทั้งหลายให้กลมกลืนกัน”

ท้ายที่สุด ถือว่าเป็นบทสนทนาที่ทรงคุณค่าของสองสุดยอดนักคิด ที่ออกมาเน้นย้ำถึงความสำคัญของการคิดแผนการล่วงหน้าเพื่อเตรียมความพร้อมและการผสานความร่วมมือกันอย่างจริงจังของทุก ๆ ประเทศทั่วทุกมุมโลก เพื่อรับมือกับความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นจาก AI และเพื่อให้แน่ใจว่าเทคโนโลยีนี้จะถูกพัฒนาในทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติโดยรวมนั่นเองครับผม

สรุปเนื้อหา วิธีสร้างสตาร์ทอัพมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ในเวลา 2 ปี โดย Aravind Srinivas

ภายในระยะเวลาเพียงแค่ 18 เดือน Perplexity AI สามารถสร้างฐานผู้ใช้งานรายเดือนได้มากถึง 10 ล้านคน และมีมูลค่ากิจการถึง 1 พันล้านดอลลาร์ ทำให้ Perplexity กลายเป็นยูนิคอร์น ในเวลาเพียงไม่ถึง 2 ปี

Perplexity AI ได้รับการสนับสนุนจาก Jeff Bezos, Nvidia และ Tobi Lutke โดยมี CEO คนปัจจุบันคือ Aravind Srinivas ซึ่งได้มาแชร์ประสบการณ์ในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่เปลี่ยนแปลงวงการนี้ การต้องเผชิญหน้ากับความท้าทาย และแนวทางการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่นำพา Perplexity AI ไปสู่ความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว

Highlights

🔍 Aravind Srinivas ซีอีโอของ Perplexity AI มีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีการเสพข้อมูลออนไลน์ โดยจะให้คำตอบทันทีผ่านการสอบถามด้วยภาษาที่เป็นรูปแบบธรรมชาติเหมือนมนุษย์

📈 การเปิดตัว Perplexity AI ในเดือนธันวาคม 2022 ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว มีผู้ใช้งานถึง 10 ล้านรายต่อเดือนภายในระยะเวลาเพียงปีเดียว

💡 ประวัติการทำงานของ Aravind ในด้านเทคโนโลยี AI และ Deep Learning นำไปสู่การพัฒนาบริการแชทบอทที่เป็นการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยี Generative AI และ RL (Reinforcement learning) สำหรับเทคโนโลยีขั้นสูง

📚 วิธีการที่เป็นเอกลักษณ์ของ Perplexity AI คือ การสร้างแชทบอทที่ให้คำตอบกระชับพร้อมแหล่งอ้างอิง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้ใช้งาน

💬 บริษัทให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของผู้ใช้งานและการควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ซึ่งรวมถึงการนำเสนอ interactive prompts เพื่อให้ผู้ใช้กำหนดคำถามได้ดียิ่งขึ้น เป็นการผลักดันให้เกิดการปรับปรุงผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง

⚡ Aravind เน้นย้ำถึงความสำคัญของการโฟกัส การพัฒนานวัตกรรมอย่างรวดเร็ว และการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสู่ความสำเร็จของสตาร์ทอัพ โดยให้ความสำคัญกับความต้องการของผู้ใช้งานและการจัดลำดับความสำคัญให้สอดคล้องกับเป้าหมายหลักของธุรกิจ

Key Insights

🔥 การเดินทางของ Aravind จากแวดวงวิชาการสู่การเป็นผู้ประกอบการ ชี้ให้เห็นถึงส่วนผสมที่ลงตัวระหว่าง Passion กับเป้าหมายทางธุรกิจที่ชัดเจน การเปลี่ยนจากทฤษฏีในแวดวงวิชาการเพื่อสร้างนวัตกรรมที่มี impact อย่างแท้จริง

🌐 แนวทางการให้บริการที่โฟกัสไปที่ผู้ใช้งาน การใช้ทฤษฏีและหลักวิชาการที่เข้มข้น และการนำเทคโนโลยี AI ขั้นสูงมาใช้ของ Perplexity AI ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับบริการการค้นหาข้อมูลและการสืบค้นข้อมูลออนไลน์

💡 การที่บริษัทให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพและประสบการณ์ผู้ใช้ การนำเสนอรูปแบบของ interactive prompts ข้อความสรุปที่มีความกระชับ พร้อมแหล่งอ้างอิง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพในทุกแง่มุม

💰 การตัดสินใจในเรื่องกลยุทธ์ในการตั้งราคา เช่นการจับคู่ราคาแพ็กเกจ Pro กับ ChatGPT Plus แสดงถึงมุมมองที่โฟกัสไปที่การให้บริการที่คุ้มค่า พร้อมทั้งรักษาความยั่งยืนทางด้านการเงินของธุรกิจ

⚙️ หลักการทำงานของ Aravind ที่เน้นการโฟกัส การเร่งสปีดในการสร้างนวัตกรรม และการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เป็นแนวทางนำไปสู่ความสำเร็จของสตาร์ทอัพ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของความไว้วางใจจากผู้ใช้งานและนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยเป้าหมายที่มีความชัดเจน

🚀 Urgency Culture และรูปแบบการดำเนินธุรกิจของ Perplexity AI สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการคุณภาพสูงอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีผลักดันให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างรวดเร็ว

💡 คำแนะนำของ Aravind ในการเริ่มต้นธุรกิจจาก Passion ต้องไม่คิดแบบเกมสั้น ๆ เขาได้ย้ำถึงวิสัยทัศน์ระยะยาวและความทุ่มเทที่จำเป็นสำหรับความสำเร็จอย่างยั่งยืนในการเป็นผู้ประกอบการ

Opinion

โดยสรุปแล้ว จะเห็นได้ว่าการก่อร่างสร้างตัวของ Perplexity AI นั้นให้มุมมองและรายละเอียดที่น่าสนใจ ไล่ตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การตั้งราคา ตลอดจนปรัชญาการทำงานของผู้นำอย่าง Aravind Srinivas ที่สามารถเปลี่ยนผ่านบทบาทจากการเป็นนักวิชาการ ที่เน้นไปที่เรื่องทฤษฏี และนำมาประยุกต์ใช้ ผนวกกับ passion อันแรงกล้าของเขาที่อยากเห็นบริการการค้นหาที่ถูกผูกขาดมานานนั้นใช้งานได้ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งว่าถือเป็นอีกหนึ่งบทเรียนที่มีคุณค่าสำหรับนักลงทุนและผู้ที่คิดจะทำธุรกิจสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีได้มากเลยทีเดียวนั่นเองครับผม