Face Filters เมื่อฟิลเตอร์ความงามกำลังเปลี่ยนวิธีที่สาว ๆ มองเห็นตัวเอง

ทุกวันนี้ มีหนุ่มสาวจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะเด็กวัยรุ่น ที่ติด ฟิลเตอร์ความงาม ที่ทำให้รูปลักษณ์ของพวกเขาสวยงามมากยิ่งขึ้น ทั้งการย่อขนาด เสริมแต่งส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย รวมถึงแม้กระทั่งการเปลี่ยนสีผิวในเฉดสีที่ตัวเองต้องการ

ต้องบอกว่าฟิลเตอร์เหล่านี้ กลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วบนเครือข่ายโซเชียลมีเดีย และแน่นอนว่า เหล่าเด็กวัยรุ่นกำลังกลายเป็นกลุ่มเสี่ยง พวกเขาได้กลายเป็นหนูทดลองที่จะแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงวิธีที่เราสร้างตัวตนของเราได้อย่างไร ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ มันกำลังกลายเป็นเรื่องปรกติจนแทบจะไม่มีการกำกับดูแลจากหน่วยงานใด ๆ มากนัก

วัฒนธรรมการเซลฟี่ที่บ้าคลั่ง

ต้องบอกว่าฟิลเตอร์ความงามต่าง ๆ เป็นเครื่องมือแก้ไขภาพลักษณ์แบบอัตโนมัติ โดยพื้นฐานแล้วม้นถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และ Computer Vision เพื่อตรวจจับลักษณะใบหน้าที่มีการเปลี่ยนแปลง

เบื้องหลังการใช้ Computer Vision เพื่อตีความสิ่งที่กล้องมันมองเห็น และปรับแต่งตามกฏที่ผู้สร้างฟิลเตอร์เหล่านี้เป็นคนกำหนดขึ้นมา

โดยคอมพิวเตอร์ตรวจจับใบหน้าและทำการซ้อนเทมเพลตใบหน้าที่มองไม่เห็น ซึ่งประกอบด้วยจุดหลายสิบจุด ทำให้เกิดเป็นตาราง และใช้พลังของกราฟฟิก ในการแต่งแต้มสิ่งต่าง ๆ ไล่ตั้งแต่การเปลี่ยนสีตา ไปจนถึงการสร้างสิ่งแปลก ๆ ขึ้นบนหัวของเรา

แต่มันไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นมาบนโลกของเรา เพราะฟิลเตอร์วีดีโอแบบเรียลไทม์เหล่านี้ มันเป็นการพัฒนามาจากปรากฏการณ์เซลฟี่ ที่มีมาหลายสิบปีแล้ว

มันมาจากรากฐานของวัฒนธรรม “คาวาอิ” ของญี่ปุ่น ที่หมกมุ่นอยู่กับความน่ารัก และเมื่อมีการพัฒนา purikura (บูธถ่ายภาพที่อนุญาตให้ลูกค้าตกแต่งภาพเหมือนของตนเองได้)

ซึ่งภาพถ่ายที่ได้รับการปรุงแต่งเหล่านี้ มันได้กลายเป็นวัตถุดิบหลักในวีดีโออาร์เคดของญี่ปุ่นในช่วงกลางทศวรรษ 1990

หลังจากนั้นในเดือนพฤษภาคมปี 1999 ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สัญชาติญี่ปุ่นอย่าง Kyocera ก็ได้ทำการเปิดตัวโทรศัพท์มือถือเครื่องแรกที่มีกล้องหน้า และภาพเซลฟี่ก็ได้เริ่มแพร่หลายสู่กระแสหลัก

หลังจากนั้นการถือกำเนิดของเครือข่ายโซเชียลมีเดียอย่าง MySpace และ Facebook ก็ทำให้เซลฟี่ได้กลายเป็นวัฒนธรรมสากลในช่วงปี 2000 ซึ่งรวมถึงการเปิดตัว Snapchat ในปี 2011

Snapchat ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ที่เสนอความรวดเร็วผ่านรูปภาพและเซลฟี่ในอุดมคติสำหรับการสื่อสารด้วยสายตา ความรู้สึก และ อารมณ์

ในปี 2013 Oxford Dictionaries ได้เลือกคำว่า “เซลฟี่” เป็นคำศัพท์แห่งปี และภายในปี 2015 Snapchat ได้เข้าซื้อกิจการบริษัท Lookery ของยูเครน และเปิดตัวฟีเจอร์ “Lenses” ทำให้เกิดความคลั่งไคล้ในกลุ่มวัยรุ่นเป็นอย่างมาก ก่อนที่จะบูมสุดขีดกับแอปวีดีโอยอดนิยมอย่าง TikTok

หนูทดลองของเทคโนโลยีการสร้างตัวตนแบบใหม่

การเติบโตของ Snapchat ได้กลายเป็นตัวเลขที่น่าทึ่ง มีผู้ใช้งานทุกวัน 200 ล้านคนเล่นหรือดู Lenses ทุกวันเพื่อเปลี่ยนรูปลักษณ์ของพวกเขา ซึ่ง 90% ของคนหนุ่มสาวใน อเมริกา ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักรใช้ผลิตภัณฑ์ AR ของบริษัท

หรือใน Facebook ฟิลเตอร์ส่วนใหญ่ในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของ Facebook นั้นสร้างขึ้นโดยบุคคลที่สาม มีผู้สร้างกว่า 400,000 รายปล่อยเอฟเฟกต์รวมกว่า 1.2 ล้านเอฟเฟกต์ ภายในเดือนกันยายน 2020

แม้ฟิลเตอร์ใบหน้าบนโซเชียลนั้น ดูเหมือนอาจจะไม่น่าประทับใจในเชิงเทคโนโลยี เมื่อเทียบกับการใช้ AR ในด้านอื่น ๆ

Jeremy Bailenson ผู้อำนวยการ Virtual Human Interaction Lab ของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์มกล่าวว่า ฟิลเตอร์ลูกสุนัขแบบเรียลไทม์นั้นค่อนข้างเป็นความสามารถทางด้านเทคโนโลยีที่มีความน่าสนใจ

“มันเป็นเรื่องยากในทางเทคนิค” เขากล่าว แต่ด้วยเทคโนโลยี Neural Network ทำให้ตอนนี้ AI สามารถช่วยให้บรรลุถึงประเภทของการประมวลผลข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการแก้ไขวีดีโอแบบเรียลไทม์ และทำให้นักวิจัยอย่างเขาค่อนข้างประหลาดใจกับความสามารถของมันในตอนนี้

สิ่งสำคัญก็คือ เหล่าผู้คนบนเครือข่ายโซเชียลมีเดียเหล่านี้ เปรียบเสมือนหนูทดลองให้กับเหล่าผู้สร้างเทคโนโลยีฟิลเตอร์ได้เห็นว่า เทคโนโลยีเปลี่ยนวิธีที่เราสร้างตัวตนของเราอย่างไร และเกี่ยวข้องกับผู้อื่นอย่างไร

ตอนนี้มันไม่เพียงแค่เป็นฟิลเตอร์ที่ใช้ในการกรองและปรับแต่งภาพจริงของกลุ่มวัยรุ่นเท่านั้น แต่มันยังกรองเรื่องราวในชีวิตของพวกเขาด้วยเช่นกัน

Claire Pescott นักวิจัยจาก University of South Wales ซึ่งศึกษาพฤติกรรมของเด็กก่อนวัยรุ่นในโซเชียลมีเดีย เธอสังเกตเห็นความแตกต่างทางเพศเมื่อพูดถึงฟิลเตอร์เหล่านี้

กลุ่มเด็กสาวมองว่าฟิลเตอร์ AR เป็นเครื่องมือในการเสริมความงามเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการสร้างผิวที่ไร้ที่ติ การเอารอยแผลเป็นและจุดต่าง ๆ บนใบหน้าที่ไม่ต้องการออกไป และเด็กเหล่านี้อายุ 10-11 ขวบเพียงเท่านั้น

มันเป็นคำถามที่น่าสนใจว่า เด็ก ๆ เหล่านี้มีความเข้าใจว่าฟิลเตอร์ส่งผลต่อความรู้สึกของตนเองอย่างไร พวกเขากำลังมีปัญหาในการแยกความแตกต่างระหว่างรูปภาพที่กรองแล้วกับรูปภาพแบบธรรมดา

ภาพหน้าจอจากแกลเลอรี Instagram Effects นี่คือบางส่วนของฟิลเตอร์ชั้นนำในหมวดหมู่
ภาพหน้าจอจากแกลเลอรี Instagram Effects นี่คือบางส่วนของฟิลเตอร์ชั้นนำในหมวดหมู่ “เซลฟี่”

การวิจัยของ Pescott ยังเปิดเผยว่าในขณะที่เด็ก ๆ มักได้รับการสอนเกี่ยวกับพฤติกรรมออนไลน์ แต่พวกเขาได้รับการศึกษาเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับเรื่องของฟิลเตอร์ 

เมื่อพิจารณาถึงพลังและความแพร่หลายของฟิลเตอร์แล้วนั้น มีการวิจัยเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับผลกระทบของฟิลเตอร์เหล่านี้ และยังมีเกราะป้องกันในการใช้งานเพียงเล็กน้อยอีกด้วย

กฏระเบียบและข้อจำกัดบางประการเกี่ยวกับการใช้ฟิลเตอร์ขึ้นอยู่กับบริษัทต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น ฟิลเตอร์ของ Facebook หรือ Instagram จะต้องผ่านกระบวนการอนุมัติ โดยระบบจะผสมผสานระหว่างมนุษย์กับ AI เพื่อตรวจสอบผลกระทบในขณะที่มีการเผยแพร่ออกไป

พวกมันจะได้รับการตรวจสอบสำหรับปัญหาบางอย่าง เช่น การสร้างความเกลียดชัง หรือ ภาพเปลือย และผู้ใช้ยังสามารถรายงานฟิลเตอร์ที่มีปัญหาได้

ผลกระทบระยะยาวที่ยังไม่มีใครเข้าใจมันจริง ๆ

จากการศึกษาของ Wall Street Journal ที่ได้เข้ามาทำการศึกษาอย่างจริงจังว่าในช่วงสามปีที่ผ่านมา โดยโฟกัสที่ Instagram ซึ่งคำถามก็คือฟิลเตอร์ต่าง ๆ มันมีผลกระทบต่อเหล่าวัยรุ่นหรือฐานผู้ใช้งานอายุน้อย ๆ อย่างไรบ้าง

ซึ่งผลออกมาเรียกได้ว่าน่าตกใจมาก ๆ มีรายงานเกี่ยวกับความคิดการฆ่าตัวตายถึง 13% ของผู้ใช้งานชาวอังกฤษ และ 6% ของผู้ใช้ชาวอเมริกันก็ประสบพบเจอกับปัญหาเดียวกัน

“32% ของเด็กสาววัยรุ่นกล่าวว่า พวกเขารู้สึกแย่เกี่ยวกับร่างกายของพวกเขา Instagram ทำให้พวกเขารู้สึกแย่ลง”

มีรายงานเพิ่มเติมอีกว่า 14% ของเด็กชายในสหรัฐอเมริกา ที่กล่าวว่า Instagram ทำให้พวกเขารู้สึกแย่กับตัวเองมากยิ่งขึ้น

Karina Newton หัวหน้าฝ่ายนโยบายสาธารณะของ Instagram ได้กล่าวถึงรายงานดังกล่าวว่า บริษัทกำลังค้นคว้าวิธีที่จะดึงผู้ใช้ออกจากการหมกมุ่นอยู่กับโพสต์ Instagram บางประเภทที่เกี่ยวข้องกับฟิลเตอร์

Lori Trahan หนึ่งในสมาชิกสภาคองเกรสของสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวถึงข้อกังวลด้านสุขภาพจิตของเด็กที่เกี่ยวข้องกับโซเชียลมีเดีย และเรียกร้องให้ Facebook ละทิ้งแผนการสร้าง Instagram สำหรับเด็ก และมุ่งโฟกัสไปที่การปกป้องผู้ใช้งานที่อายุน้อยแทน

“เอกสารภายในของ Facebook แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของบริษัทในการปกป้องเด็กบน Instagram โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง มันเป็นการละเลยโดยสิ้นเชิง และมันก็เกิดขึ้นหลายปีแล้ว” Trahan กล่าว

References : https://www.technologyreview.com/2021/04/02/1021635/beauty-filters-young-girls-augmented-reality-social-media
https://www.cnbc.com/2021/09/14/facebook-documents-show-how-toxic-instagram-is-for-teens-wsj.html
https://orge.medium.com/instagram-beware-of-the-toxic-culture-behind-it-7ecff96108b4
https://about.instagram.com/blog/announcements/using-research-to-improve-your-experience
https://www.wsj.com/articles/facebook-knows-instagram-is-toxic-for-teen-girls-company-documents-show-11631620739

Hologram ทะลุมิติ เมื่อนักวิทยาศาสตร์คิดค้นกล้องที่มองผ่านอุปสรรคได้ทุกอย่างได้ที่ขวางกั้น

วิศวกรของ Northwestern University ได้คิดค้นกล้องความละเอียดสูงตัวใหม่ที่สามารถมองเห็นวัตถุทึบแสง เช่น หมอก ผิวหนัง หรือแม้กระทั่งกระดูกของมนุษย์ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ดูเหมือนหลุดมาจากนิยายวิทยาศาสตร์  

กล้องอาศัยระบบจับแสงที่เรียกว่า“ความยาวคลื่นภาพสามมิติสังเคราะห์” ซึ่งมันทำงานโดยกระจายแสงเลเซอร์ไปยังวัตถุที่ซ่อนอยู่ จากนั้นสะท้อนกลับไปที่กล้อง โดยที่ AI จะสร้างสัญญาณขึ้นใหม่เพื่อแสดงวัตถุที่ซ่อนอยู่ 

โดยวิธีการถ่ายภาพสามมิติช่วยให้นักวิทยาศาสตร์มองเห็นวัตถุที่เคลื่อนไหวเร็ว เช่น รถที่ขับเข้าโค้ง หรือแม้แต่หัวใจที่เต้นผ่านหน้าอกของมนุษย์จึงสามารถนำมาใช้ในระบบนำทางสำหรับการเตือนล่วงหน้าสำหรับรถยนต์หรือสำหรับการถ่ายภาพทางการแพทย์ได้

Florian Willomitzer ผู้ช่วยศาสตราจารย์ที่ McCormick School of Engineering และผู้นำวิจัยกล่าวว่า “เทคโนโลยีของเราจะนำเสนอคลื่นลูกใหม่แห่งความสามารถในการสร้างภาพ” เขาเสริมว่าวิธีการของกล้อง “สามารถนำไปใช้กับคลื่นวิทยุสำหรับการสำรวจอวกาศหรือการถ่ายภาพใต้น้ำได้”

เปลี่ยน ‘ผนังเป็นกระจก’ 

เนื่องจากแสงเดินทางเป็นเส้นตรงเท่านั้น จึงต้องมีสิ่งกีดขวาง (เช่น ผนัง ไม้พุ่ม หรือรถยนต์) เพื่อให้อุปกรณ์ใหม่มองเห็นได้รอบมุม แสงถูกปล่อยออกมาจากชุดเซ็นเซอร์ (ซึ่งสามารถติดตั้งไว้บนรถได้) ไปยังสิ่งกีดขวาง จากนั้นกระทบกับวัตถุรอบมุม  โดยแสงจะสะท้อนกลับไปที่สิ่งกีดขวางและกลับเข้าไปในตัวตรวจจับของชุดเซ็นเซอร์ในท้ายที่สุด

Willomitzer กล่าวว่า “เหมือนกับว่าเราสามารถวางกล้องคอมพิวเตอร์เสมือนไว้บนพื้นผิวที่ห่างไกลทุกแห่งเพื่อมองโลกจากมุมมองของพื้นผิว”

สำหรับผู้ที่ขับรถบนถนนที่คดเคี้ยวผ่านภูเขาหรือคดเคี้ยวผ่านป่าในชนบท วิธีนี้สามารถป้องกันอุบัติเหตุได้โดยการเปิดเผยให้เห็นรถคันอื่นหรือกวางที่อยู่บริเวณทางโค้งที่พ้นสายตาในการขับขี่ปรกติ”

เทคนิคนี้เหมือนกับว่าเราสามารถเปลี่ยนผนังเป็นกระจก” Willomitzer กล่าว “เทคนิคนี้สามารถทำงานได้ในเวลากลางคืนและในสภาพอากาศที่มีหมอกหนา”

แม้ว่าเทคโนโลยีนี้จะเป็นเครื่องต้นแบบ แต่ Willomitzer เชื่อว่าในที่สุดจะถูกนำมาใช้เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่หลีกเลี่ยงอุบัติเหตุได้ “ยังอีกยาวไกลกว่าที่เราจะได้เห็นภาพจำลองเหล่านี้สร้างขึ้นในรถยนต์หรือได้รับการอนุมัติสำหรับการใช้งานทางการแพทย์” เขากล่าว “อาจจะ 10 ปีหรือมากกว่านั้น แต่ในที่สุดมันก็จะมาถึง”

References : https://scitechdaily.com/new-holographic-camera-sees-the-unseen-around-corners-through-fog-and-human-tissue/
https://www.mccormick.northwestern.edu/news/articles/2021/11/new-holographic-camera-sees-the-unseen-with-high-precision/
https://www.nature.com/articles/s41467-021-26776-w

อดีตผู้บริหาร Google เตือนว่าตอนนี้นักวิจัยด้าน AI กำลัง “สร้างพระเจ้า”

อดีตผู้บริหารของ Googleได้ออกมาเตือนถึงสิ่งที่นักวิจัยกำลังพัฒนาเทคโนโลยี AI และยิ่งไปกว่านั้น เขาบอกว่ามันกำลังเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อมนุษยชาติ

Mo Gawdat อดีตประธานเจ้าหน้าที่ธุรกิจสำหรับองค์กร Moonshot ของ Google หรือ Google X ได้ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์เดอะไทม์

เขาเชื่อว่าปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป (AGI) ซึ่งเป็น AI ที่ทรงพลังและมีความรู้สึกที่เห็นในนิยายวิทยาศาสตร์อย่าง Skynet จาก “The Terminator” เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และเมื่อมันเกิดขึ้น เราอาจพบว่าตัวเองกำลังจ้องมองวันโลกาวินาศที่เกิดจากเครื่องจักรที่เปรียบเหมือนพระเจ้า

Gawdat บอกกับ เดอะไทม์ ว่าเขาได้รับข้อมูลที่น่ากลัวในขณะที่ทำงานร่วมกับนักพัฒนา AI ที่ Google X ซึ่งสร้างอาวุธหุ่นยนต์ที่สามารถค้นหาและหยิบลูกบอลขนาดเล็กได้ หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง Gawdat กล่าวว่าแขนข้างหนึ่งของหุ่นยนต์คว้าลูกบอลและดูเหมือนจะยกมันขึ้นเพื่อแสดงให้นักวิจัยเห็น ด้วยท่าทางที่สำหรับเขาดูเหมือนว่ามันกำลังแสดงออกทางด้านอารมณ์ออกมา

Mo Gawdat อดีตประธานเจ้าหน้าที่ธุรกิจสำหรับองค์กร Moonshot ของ Google ออกมาให้สัมภาษณ์เรื่องราวน่าสนใจเกี่ยวกับ AI (CR:CNBC)
Mo Gawdat อดีตประธานเจ้าหน้าที่ธุรกิจสำหรับองค์กร Moonshot ของ Google ออกมาให้สัมภาษณ์เรื่องราวน่าสนใจเกี่ยวกับ AI (CR:CNBC)

Gawdat กล่าวว่า “ผมรู้สึกได้ว่านี่มันเป็นเรื่องน่ากลัวจริงๆ “มันทำให้ผมอึ้งไปชั่วขณะหนึ่งเลยทีเดียว”

ภัยคุกคามที่แท้จริง

Elon Musk ได้เตือนโลกซ้ำ ๆเกี่ยวกับอันตรายของ AI สักวันหนึ่งที่เอาชนะมนุษยชาติ

Elon Musk ได้เตือนโลกมานานแล้วเกี่ยวกับเรื่องภัยคุกคามของ AI (CR:Daily Express)
Elon Musk ได้เตือนโลกมานานแล้วเกี่ยวกับเรื่องภัยคุกคามของ AI (CR:Daily Express)

ตัวอย่างเช่นอัลกอริธึมการจดจำใบหน้าและการรักษาแบบคาดการณ์ล่วงหน้าได้ก่อให้เกิดอันตรายอย่างแท้จริงในชุมชนที่ด้อยโอกาส อัลกอริธึมนับไม่ถ้วนยังคงเผยแพร่และประมวลการเหยียดเชื้อชาติในโลกออนไลน์

สิ่งเหล่านี้คือปัญหาที่สามารถแก้ไขได้ผ่านการกำกับดูแลและระเบียบข้อบังคับ แต่ Gawdat คิดว่าการพัฒนา AI นั้นเป็นการสร้างพระเจ้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เป็นที่คาดการณ์ว่าภายในปี 2029 ซึ่งใกล้จะถึงแล้ว ความฉลาดของเครื่องจักรจะแยกส่วนออกจากงานเฉพาะ ถึงตอนนั้นจะมีเครื่องจักรที่ฉลาดกว่ามนุษย์ เครื่องจักรเหล่านี้จะไม่เพียงแต่ฉลาดขึ้นเท่านั้น พวกเขาจะรู้มากขึ้น (เนื่องจากสามารถเข้าถึงข้อมูลในโลกอินเทอร์เน็ตทั้งหมดได้)

พวกมันจะสื่อสารระหว่างกันได้ดีขึ้นซึ่งจะช่วยเพิ่มพูนความรู้  เมื่อมนุษย์ประสบอุบัติเหตุในการขับรถ มนุษย์ก็จะเรียนรู้ แต่เมื่อรถยนต์ที่ขับด้วยตนเองผิดพลาด รถยนต์ที่ขับด้วยตนเองทุกคันจะเรียนรู้มันไปพร้อมกันได้ทันที

สติปัญญารูปแบบใหม่นี้สามารถมองปัญหาเร่งด่วนที่สุดบางอย่างด้วยมุมมองที่โลกสวยที่สุด ด้วยความรู้ที่ไร้ขอบเขตและความเฉลียวฉลาดที่เหนือชั้น เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาที่ชาญฉลาดที่มนุษย์เราอาจไม่เคยคิดมาก่อน

Supermachines เหล่านี้สามารถแก้ปัญหาร้ายแรงที่มนุษย์ไม่เคยแก้มันได้ทุกอย่าง เช่น สงคราม อาชญากรรมรุนแรง ความอดอยาก ความยากจน หรือการเป็นทาสในยุคปัจจุบัน

พวกมันสามารถกลายเป็นฮีโร่ของเราได้เช่นกัน แต่โปรดจำไว้ว่า AI ต่างจากมนุษย์ที่มีระบบค่านิยมและศีลธรรมที่ทำให้เราทำในสิ่งที่ถูกต้อง แม้จะเผชิญกับความขัดแย้งกันที่มีความตึงเครียดมากมายขนาดไหนก็ตามที

แต่หาก AI ได้รับมอบหมายให้แก้ไขยาก ๆ เช่น ปัญหาภาวะโลกร้อน วิธีแก้ปัญหาแรกที่น่าจะเกิดขึ้น ก็คือการจำกัดวิถีชีวิตที่สิ้นเปลืองของมนุษย์เรา หรือแม้แต่กำจัดมนุษยชาติไปโดยสิ้นเชิงเลยก็เป็นได้ 

ซึ่งท้ายที่สุดมนุษย์เราคือปัญหา ความโลภของเรา ความเห็นแก่ตัวและภาพลวงตาของการพลัดพรากจากสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ความรู้สึกว่าเราเหนือกว่าชีวิตรูปแบบอื่น

นั่นเป็นสาเหตุของปัญหาทุกประการที่โลกของเรากำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน เครื่องจักรจะมีสติปัญญาในการออกแบบโซลูชันเพื่อแก้ปัญหาที่ร้ายแรงเหล่านี้ แต่พวกมันจะมีศีลธรรมพอที่จะรักษาชีวิตพวกเราไว้หรือไม่ เมื่อในตอนนั้นมนุษย์เราถูกมองว่าเป็นปัญหา มันก็เป็นสิ่งที่ยากจะคาดเดาได้นั่นเองครับผม

References : https://www.thetimes.co.uk/article/can-this-man-save-the-world-from-artificial-intelligence-329dd6zvd
https://futurism.com/the-byte/google-exec-ai-god
https://wonderfulengineering.com/ai-researchers-are-creating-god-warns-former-google-exec/

นักวิทยาศาสตร์กำลังสร้างห้องน้ำที่ระบุตัวคุณด้วยรูก้นของคุณ

นักวิจัยต้องการให้ห้องน้ำได้รับการปรับโฉมใหม่ให้มีความฉลาดขึ้น และไม่ใช่แค่เพียงเบาะนั่งที่มีความอุ่น หรือโถชำระล้าง The Wall Street Journal รายงานว่านักวิจัยกำลังพัฒนาเครื่องสแกนที่สามารถจดจำ “รอยพิมพ์รู้ก้น” ที่เป็นเอกลักษณ์ของผู้ใช้หรือ “ลักษณะเฉพาะของรูก้นพวกเขา”

พวกเขาติดตั้งกล้องในโถส้วม และใช้อัลกอริธึม Machine Learning เพื่อจับคู่ตัวอย่างอุจจาระกับผู้ใช้ที่เฉพาะเจาะจง ระบบยังสามารถคำนวณ“อัตราการไหลและปริมาณของปัสสาวะโดยใช้เทคโนโลยี Computer Vision”

ซึ่งแน่นอนว่าหากคุณมีข้อกังวลด้านความเป็นส่วนตัวเกี่ยวกับเรื่องนี้ นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าข้อมูลรูก้นทั้งหมด “จัดเก็บและวิเคราะห์ในเซิร์ฟเวอร์คลาวด์ที่มีการเข้ารหัสเฉพาะ”

Sonia Grego ผู้ร่วมก่อตั้ง Coprata ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพด้านการตรวจสอบทางสรีรวิทยาของ Duke University ต้องการปฏิวัติวิธีการดำเนินธุรกิจของเราโดยการสแกนตัวอย่างอุจจาระและปัสสาวะของคุณเพื่อหาตัวบ่งชี้ด้านสุขภาพ รวมถึงโรคเรื้อรังและแม้แต่มะเร็ง

“เรามุ่งเน้นที่เลเซอร์ในการวิเคราะห์อุจจาระ เราคิดว่ายังมีโอกาสดีๆ ที่ยังไม่ได้นำมาใช้สำหรับข้อมูลด้านสุขภาพ และข้อมูลนี้ไม่ได้ถูกนำมาใช้เพราะความกังวัลว่าจะมีใครมาทำอะไรกับอุจจาระของคุณ” Grego กล่าว

บริษัทอีกแห่งที่มีชื่อว่า Toi Labs ได้พัฒนาแนวคิดไปอีกขั้นด้วยที่นั่งส้วมอัจฉริยะ TrueLoo ซึ่งจะมีการรวบรวมข้อมูลไบโอเมตริกซ์ที่มีการรวบรวมข้อมูลมาอย่างดี

“พวกมันมีน้ำหนักเท่าไหร่? พวกเขานั่งบนที่นั่งได้อย่างไร” Vik Kashyap ผู้ก่อตั้งบริษัทกล่าว

จากนั้นเบาะนั่งสามารถวิเคราะห์ตัวอย่างอุจจาระได้ “โดยใช้วิธีพิจารณาสิ่งต่างๆ เช่น ปริมาตร ความชัดเจน ความสม่ำเสมอ สี”

โดยผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่จะมุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้สูงอายุ

“มันเป็นหลักในการทำความเข้าใจเมื่อมีรูปแบบของอุจจาระที่ผิดปกติ หลังจากนั้นก็นำมาวิเคราะห์ด้วยเทคโนโลยี และให้ผลการวิเคราะห์ที่สามารถนำมาใช้โดยแพทย์ที่จะช่วยในการรักษาให้กับความผิดปรกติที่เกิดขึ้นเหล่านี้ได้” Kashyap กล่าว

แต่เนื่องจากมันอุปกรณ์ Internet of Things เป็นส่วนใหญ่ คำถามสำคัญก็คือ: ข้อมูลไปไหน? แน่นอนว่าผู้ใช้หลายคนคงจะไม่สบายใจแน่ ๆ ที่มีกล้องชี้ขึ้นที่ก้นของพวกเขา” Phil Booth ผู้ประสานงานของ MedConfidential กล่าว

การเก็บรวบรวมข้อมูลตัวอย่างอุจจาระและปัสสาวะให้ข้อมูลส่วนตัวจำนวนมาก ไปจนถึงข้อมูลการใช้ยาเสพติดที่ผิดกฎหมายหรือตามใบสั่งแพทย์ — และรายละเอียดข้อมูลสุขภาพที่อาจเป็นเรื่องละเอียดอ่อนของผู้ใช้

รวมถึงสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงอีกอย่างหนึ่งคือ บริษัทประกันภัยสามารถนำข้อมูลดังกล่าว และเริ่มเสนอการรักษาที่ต้องการให้กับผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงได้ในอนาคต

บทสรุป

ต้องบอกว่าเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่น่าสนใจนะครับ โดยเฉพาะกับผู้สูงอายุ ซึ่งน่าจะมีปัญหาในเรื่องสุขภาพมากกว่ากลุ่มคนวัยอื่น ๆ มันเป็นการใช้เทคโนโลยี Machine Learning ได้อย่างน่าสนใจอีกประเภทหนึ่ง

แม้มันจะรบกวนความเป็นส่วนตัวค่อนข้างเยอะ เพราะเป็นเรื่องของข้อมูลในห้องน้ำ ซึ่งหลายคนคงไม่อยากให้ใครมาจับภาพที่รูก้นของเราเป็นแน่แท้ แต่หากมองที่ประโยชน์ที่ได้รับ ถือว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก และยังต่อยอดไปยังธุรกิจอื่น ๆ ได้อีกมากมาย เพียงแค่ข้อมูลในห้องน้ำ ที่หลายคนไม่คาดคิด แต่เหล่านักวิจัยดังที่กล่าวมาข้างต้นสามารถที่จะสร้างผลิตภัณฑ์ที่สร้างประโยชน์ให้กับผู้ป่วยสูงอายุจำนวนมากได้ซึ่งมันอาจจะถึงเวลาของส้วมอัจฉริยะ และอาจเป็นตลาดขนาดใหญ่ ในโลกที่พัฒนาแล้วนั่นเองครับผม

References : https://www.wsj.com/articles/smartwatches-track-our-health-smart-toilets-arent-too-far-behind-11630771201
https://www.theguardian.com/lifeandstyle/2021/sep/23/the-smart-toilet-era-is-here-are-you-ready-to-share-your-analprint-with-big-tech
https://futurism.com/neoscope/scientists-toilet-identifies-butthole

เมื่อ LinkedIn มีความลำเอียง กับระบบ AI หาตำแหน่งงานที่ไม่แฟร์ อย่างที่คุณคาดคิด

ต้องบอกว่าเป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นกับแทบจะทุก ๆ แพล็ตฟอร์มยักษ์ใหญ่เลยทีเดียวนะครับสำหรับปัญหาในเรื่องความ Bias หรือลำเอียงที่เกิดขึ้น ซึ่งตอนนี้มันได้กลายเป็นปัญหาแม้กระทั่งในเรื่องการหางานของคุณ

ผมก็เป็นคนเชื่อเรื่องนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ที่ แพล็ตฟอร์มยักษ์ใหญ่ที่ตอนนี้แทบจะไม่ได้ถูกควบคุมโดยมนุษย์อีกต่อไป ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่ถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI และข้อมูลมหาศาลจาก Big Data

AI ได้ก่อกำเนิดขึ้นครั้งแรกจากการประชุมที่คณะคณิตศาสตร์ในมหาวิทยาลัยดาร์ตมัธ ในปี 1956 ซึ่งต้องบอกว่า กลุ่มคนในรุ่นนั้น มีเพียงแค่ 100 คนจากประชากรทั้งโลกที่เข้าไปมีบทบาทกับ AI ในยุคเริ่มต้น

ซึ่งคนกลุ่มหนึ่งในยุคนั้น ได้ตัดสินใจว่า เทคโนโลยีใหม่อย่าง AI จะมีการโชว์ให้โลกเห็นผ่านทางทักษะการเล่นเกม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเกมหมากรุก

นั่นเองได้เป็นที่มาให้เกิดการประชันหน้าครั้งแรกระหว่าง AI กับมนุษย์ในเกมหมากรุก ซึ่ง คาสปารอฟ แชมป์หมากรุกโลกชาวรัสเซีย ได้พ่ายแพ้ให้กับ Deep Blue ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ของ IBM

และมันส่งผ่านถึงยุคปัจจุบันโดยตรง กับแนวคิดเกี่ยวกับเทคโนโลยี AI ในปัจจุบันที่เราคิดว่ามันปรกติ แต่ที่จริงแล้ว มันเป็นแนวคิดที่มาจากกลุ่มคนที่เล็กมาก และไม่มีความหลากหลายเอาเสียเลย

ซึ่งแน่นอนว่า กลุ่มคนกลุ่ม ๆ แรกก็เป็นมนุษย์ ซึ่งมีอคติในเรื่องราวต่าง ๆ ในจิตใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และคนเหล่านี้ก็นำมาใส่มันลงไปในเทคโนโลยีอย่าง AI

ซึ่งนั่นเองมันได้นำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีอย่าง Machine Learning ที่มีการใช้งานกันอย่างแพร่หลายในทุก ๆ อุตสาหกรรมในปัจจุบัน

เมื่อการหางานถูกบดบังโดยอคติจาก AI

เมื่อหลายปีก่อน LinkedIn ค้นพบว่าอัลกอริธึมการแนะนำในการจับคู่ผู้สมัครงานมีโอกาสสร้างผลลัพธ์ที่ลำเอียง

อัลกอริธึมได้จัดอันดับผู้สมัครบางส่วนโดยพิจารณาจากแนวโน้มที่จะสมัครตำแหน่งหรือตอบสนองต่อนายหน้ามากกว่า ซึ่งสุดท้ายระบบลงเอยด้วยการอ้างถึงผู้ชายมากกว่าผู้หญิงสำหรับบทบาทที่เปิดกว้าง เพียงเพราะผู้ชายมักมีความทะเยอทะยานมากกว่าในการหาโอกาสใหม่ ๆ ในการทำงาน

แน่นอนว่าหากคุณเริ่มหางานใหม่ในวันนี้ ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI อาจะมีอิทธิพลต่อการหางานของคุณ

AI สามารถกำหนดสิ่งที่คุณเห็นในแพล็ตฟอร์ม และตัดสินใจว่าจะส่งเรซูเม่ของคุณไปยังนายหน้าของบริษัทหรือไม่ หรือบางครั้ง ก็อาจจะให้คุณเล่นเกม ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ที่จะวัดลักษณะบุคลิกภาพของคุณ และวัดว่าคุณเหมาะสมกับตำแหน่งงานต่าง ๆ หรือไม่

การหางานส่วนใหญ่ในปัจจุบันเริ่มต้นด้วยการค้นหาง่าย ๆ ผู้หางานหันไปใช้แพล็ตฟอร์มต่างๆ เช่น LinkedIn , Monster หรือ ZipRecruiter ซึ่งสามารถที่จะอัปโหลดประวัติโดยย่อ เรียกดูประกาศรับสมัครงาน และสมัครตำแหน่งงานที่ว่างได้

เป้าหมายของแพล็ตฟอร์มยักษ์ใหญ่เหล่านี้ คือ การจับคู่ผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับตำแหน่งที่มีอยู่ เพื่อจัดระเบียบตำแหน่งงาน และ ผู้สมัคร

แน่นอนว่าตอนนี้มันแทบจะไม่ได้ขับเคลื่อนโดยมนุษย์อีกต่อไป ทุกสิ่งทุกอย่างขับเคลื่อนโดยพลังของ AI ที่จะประมวลผลข้อมูลทั้งผู้หางานและนายจ้าง เพื่อรวบรวมรายการคำแนะนำสำหรับแต่ละรายการ

ซึ่งเครื่องมือในการจับคู่ส่วนใหญ่ได้รับการปรับแต่งให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

John Jersin อดีตรองประธานฝ่ายการจัดการผลิตภัณฑ์ที่ LinkedIn กล่าวว่า ระบบเหล่านี้อ้างอิงจากข้อมูลมูลสามประเภท : ข้อมูลที่ผู้ใช้ให้กับแพล็ตฟอร์มโดยตรง ข้อมูลโดยอ้างอิงจากผู้อื่นที่มีทักษะ ประสบการณ์และความสนใจที่คล้ายคลึงกัน และข้อมูลด้านพฤติกรรม เช่น ความถี่ที่ผู้ใช้ตอบกลับข้อความหรือโต้ตอบกับประกาศรับสมัครงาน

John Jersin อดีตรองประธานฝ่ายการจัดการผลิตภัณฑ์ที่ LinkedIn  ที่ออกมาให้ข้อมูลเรื่องดังกล่าว (CR:SHRM)
John Jersin อดีตรองประธานฝ่ายการจัดการผลิตภัณฑ์ที่ LinkedIn ที่ออกมาให้ข้อมูลเรื่องดังกล่าว (CR:SHRM)

ซึ่งอัลกอริธึมเหล่านี้ จะไม่รวมเอาชื่อ อายุ เพศ และเชื้อชาติ เนื่องจากการรวมเอาลักษณะเหล่านี้สามารถนำไปสู่อคติในระบบอัตโนมัติที่ถูกตัดสินใจจาก AI ได้

แต่มีข้อมูลที่น่าสนใจเมื่อทีมของ Jersin พบว่า อัลกอริธึมมีการตรวจจับพฤติกรรมที่แสดงโดยกลุ่มที่มีอัตลักษณ์ทางเพศเฉพาะ

ตัวอย่างเช่น ในขณะที่ผู้ชายมักจะสมัครงานที่ต้องใช้ประสบการณ์การทำงานที่มากกว่าคุณสมบัติของพวกเขา แต่ผู้หญิงมักจะไปสมัครงานที่มีคุณสมบัติที่ตรงตามข้อกำหนดของตำแหน่งนั้น ๆ

ซึ่งท้ายที่สุด อัลกอริธึม จะตีความรูปแบบพฤติกรรมเหล่านี้ และปรับคำแนะนำในลักษณะที่ทำให้ผู้หญิงเสียเปรียบโดยไม่ตั้งใจ

การหางานกำลังถูกขับเคลื่อนโดย AI มากกว่าทักษะงานจริง ๆ หรือไม่?

ก็ต้องบอกว่าเป็นคำถามที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน ว่าตอนนี้ แพล็ตฟอร์มต่าง ๆ ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยพลังของ AI และ Big Data นั้น ทำสิ่งต่าง ๆ ในการจับคู่คนหางานกับตำแหน่งงานได้ถูกต้อง 100% หรือไม่

จากที่กล่าวไปข้างต้น หากผู้หางานเรียนรู้อัลกอริธึม และ เข้าใจเทคนิคการทำงานของมันจริง ๆ ย่อมทำให้มีความได้เปรียบมากกว่าคนที่ไม่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องแพล็ตฟอร์มเหล่านี้

ลองยกตัวอย่างง่าย ๆ ในเรื่องความถี่ที่ผู้ใช้ตอบกลับข้อความหรือโต้ตอบกับประกาศรับสมัครงาน จุดนี้ มันแทบจะไม่เกี่ยวข้องกับทักษะงานใด ๆ เลย แต่อยู่ที่ความขยันในการเข้ามาปฏิสัมพันธ์กับระบบเสียมากกว่า ซึ่งมันเป็นส่วนสำคัญเสียด้วยในแพล็ตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ ที่ต้องการปฏิสัมพันธ์จากผู้ใช้ให้มากที่สุด

คุณเคยสงสัยหรือไม่ ทำไมเพื่อนคุณบางคนที่คุณอาจจะคิดว่า ความสามารถก็ไม่เท่าไหร่นี่หว่า แต่ทำไมได้แต่งานดี ๆ ก็ต้องบอกว่าการทำความเข้าใจกับอัลกอริธึมเบื้องหลังของแพล็ตฟอร์มเหล่านี้ ก็อาจทำให้คุณเป็นต่อได้ แม้คุณจะไม่ได้เป็นคนที่เก่งที่สุดในตำแหน่งงานนั้น ๆ ก็ตามที แต่คุณก็มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการหางานที่ดี ๆ ได้นั่นเองครับผม

References : https://www.xanjero.com/news/linkedin-search-engine-results-suggest-gender-bias/
https://www.johnjersin.com/
https://www.technologyreview.com/2021/06/23/1026825/linkedin-ai-bias-ziprecruiter-monster-artificial-intelligence
https://www.technologyreview.com/2021/02/11/1017955/auditors-testing-ai-hiring-algorithms-bias-big-questions-remain/