AI สามารถวัดความเสี่ยงของการเสียชีวิตจากโรคหัวใจ

ความสามารถของ AI ในการทำนายภัยคุกคามต่อสุขภาพของคุณในไม่ช้าอาจรวมถึงภาวะหัวใจวาย นักวิจัยของ CSAIL จาก MIT ได้พัฒนาระบบ Machine Learning ที่ชื่อว่า RiskCardio ที่สามารถประเมินความเสี่ยงของการเสียชีวิตเนื่องจากปัญหาหัวใจและหลอดเลือดที่ปิดกั้นหรือลดการไหลเวียนของเลือดได้

ข้อมูลอินพุตที่ RiskCadio ต้องการคือ การอ่านคลื่นไฟฟ้าหัวใจประมาณ 15 นาที – จากนั้นระบบจะวัดอันตรายจากข้อมูลของจังหวะต่อเนื่องของการเต้นของหัวใจ ซึ่งเมื่อข้อมูลถูกบันทึกได้ภายใน 15 นาที RiskCardio ก็สามารถทำนายได้ว่าจะมีใครเป็นผู้โชคร้าย ต้องตายภายใน 30 วันหรือไม่เกินหนึ่งปีหลังจากนั้น

โดยวิธีการของ RiskCardio จะขึ้นอยู่กับความคิดที่ว่าความแปรปรวนที่มีค่ามากขึ้นระหว่างการเต้นของหัวใจสะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้นนั่นเอง โดยนักวิทยาศาสตร์ได้ทำการ Training ระบบ Machine Learning โดยใช้ข้อมูลย้อนหลังเพื่อผลลัพธ์ที่แม่นยำต่อผู้ป่วย 

ซึ่งหากทำนายว่าผู้ป่วยมีแนวโน้มที่จะรอดชีวิตแสดงว่าการเต้นของหัวใจของพวกเขาถือเป็นปกติ หากระบบทำนายว่าผู้ป่วยจะเสียชีวิตแสดงว่าลักษณะการเต้นของหัวใจของพวกเขาถือว่ามีความเสี่ยงนั่นเอง 

ซึ่งคะแนนความเสี่ยงขั้นสุดท้ายมาจากค่าเฉลี่ยการทำนายจากการเต้นของหัวใจแต่ละชุดที่มีความต่อเนื่องกัน

แต่นักวิจัยยังมีงานที่ต้องทำอีกมากมาย ซึ่งรวมถึงการปรับปรุงข้อมูลการฝึกอบรมเพื่อเพิ่มในส่วนของ อายุ คุณลักษณะของชาติพันธุ์ รวมถึงเพศ ชัดเจนว่าระบบดังกล่าวต้องมีความแม่นยำสูง เพราะเมื่อเกิดความผิดพลาดอาจมีผลกระทบที่เป็นอันตรายต่อผู้ป่วยได้ 

ซึ่งงานวิจัยของ RiskCardio นั้นสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีความสำคัญต่อการดูแลสุขภาพของผู้ป่วย โดยแพทย์สามารถประเมินสุขภาพของผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็วและตัดสินใจในระดับการรักษาที่เหมาะสมนั่นเอง

References : https://www.engadget.com https://cdn.bdc-tv.com/2019/05/Artificial-Intelligence-960×585.jpghttps://cdn.bdc-tv.com/2019/05/Artificial-Intelligence-960×585.jpg

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

เมื่อเหล่าโจรใช้เทคโนโลยี AI Deepfakes ช่วยในการโจรกรรม

ดูเหมือนว่าในทุกวันนี้จะมีตัวอย่างของซอฟต์แวร์ฟรีที่ใช้งานง่าย ๆ ที่สามารถสร้างวิดีโอหรือเสียงที่น่าเชื่อถือซึ่งออกแบบมาเพื่อหลอกคนให้เชื่อได้  แต่จากรายงานของ The Wall Street Journal ณ ปัจจุบัน เราอาจจะได้เห็นการนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ทางด้านการเงินและทางกฎหมายอย่างจริงจังด้วยเทคโนโลยีอย่าง Deepfake

รายงานเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าผู้บริหารระดับสูงของ บริษัท พลังงานของสหราชอาณาจักรถูกหลอกให้โอนเงิน 200,000 ยูโร (หรือประมาณ 220,000 ดอลลาร์สหรัฐ) ไปยังซัพพลายเออร์ชาวฮังการีเพราะเขาโดนหลอกให้เชื่อว่าเจ้านายของเขากำลังสั่งให้เขาทำเช่นนั้น 

แต่ บริษัท ประกันภัยของบริษัทพลังงานอย่าง Euler Hermes Group SA บอกกับ WSJ ว่า โจรร้ายได้ทำการติดตั้งอุปกรณ์ AI และใช้ซอฟต์แวร์ Deepfake เพื่อเลียนแบบเสียงของผู้บริหารและทำการหลอกให้จ่ายเงินให้เขา

“ซอฟแวร์สามารถที่จะเลียนแบบเสียงและไม่เพียงแต่เสียงเท่านั้น: โทนในการพูดแบบสำเนียงเยอรมันอีกด้วย,” โฆษกของ ออยเลอร์ Hermes บอกกับวอชิงตันโพสต์ โดยโทรศัพท์ถูกจับคู่กับอีเมลเพื่อยืนยันตัวตนว่าเป็นตัวจริง และตอนนี้เงินที่โอนได้หายไปหลังจากถูกย้ายบัญชีไปในฮังการีและเม็กซิโกและกระจายไปทั่วโลก จากรายงานของ วอชิงตันโพสต์

นี่อาจไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์นี้ ตามที่ วอชิงตันโพสต์ รายงาน , บริษัท ไซเบอร์ไซแมนเทคกล่าวว่าได้เจออย่างน้อยสามกรณี ที่เกี่ยวกับการปลอมแปลงเสียงโดยใช้เทคโนโลยี deepfake ในการหลอกลวงให้บริษัทส่งเงินไปยังบัญชีที่หลอกลวง ไซแมนเทคบอกกับ วอชิงตันโพสต์ ว่ามีอย่างน้อยหนึ่งกรณีที่ดูจะคล้ายกับกรณีดังกล่าวและส่งผลให้เกิดการสูญเสียเงินหลายล้านดอลลาร์

ซึ่งการโจรกรรมดังกล่าวเน้นให้เห็นถึงภัยอันตรายจากงานวิจัยของ AI โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการประดิษฐ์วิดีโอและเสียง ที่กำลังพัฒนาไปอย่างมากในปัจจุบัน

บริการดูเพล็กซ์ของ Googleใช้ AI เพื่อเลียนแบบเสียงของมนุษย์จริงเพื่อให้สามารถโทรออกแทนผู้ใช้จริงได้ มีบริษัทสตาร์ทอัพขนาดเล็กจำนวนมากซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศจีนเสนอบริการที่คล้ายกันฟรีบนสมาร์ทโฟน ซึ่งบางครั้งก็อยู่ภายใต้เงื่อนไขความเป็นส่วนตัว

ขณะเดียวกันนักวิจัยในบริษัทที่มีเทคโนโลยีและในสถาบันการศึกษากำลังมีความพยายามที่จะพัฒนา deepfake ตรวจจับซอฟต์แวร์ที่เป็นของปลอม ซึ่งกล่าวอีกนัยหนึ่งว่านักวิจัยต้องการเครื่องมือที่ดีกว่าเพื่อคัดแยกของจริงออกจากของปลอมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดนั่นเอง

References : https://www.theverge.com
https://www.conservativedailynews.com/wp-content/uploads/2019/06/Hacker-3-1280×720.jpg

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

จีนเริ่มควบคุมการใช้เทคโนโลยี Facial Recognition ในโรงเรียน

รัฐบาลจีนกล่าวว่ามีแผนที่จะควบคุมการใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้าและแอพอื่น ๆ ภายในโรงเรียน โดยเป็นการส่งสัญญาณมาจาก Lei Chaozi ผู้อำนวยการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของกระทรวงศึกษาธิการของจีน

ซึ่งตามรายงานของมหาวิทยาลัยในประเทศจีนกำลังทดลองเทคโนโลยีเพื่อติดตามการเข้าร่วมและพฤติกรรมของนักเรียนในชั้นเรียน

โครงการนำร่องได้พบกับคำวิจารณ์ออนไลน์อย่างมากมายในเรื่องความเป็นส่วนตัว ซึ่งตัวอย่างการใช้งานในมหาวิทยาลัย China Pharmaceutical (CPU) ในหนานจิงมณฑลเจียงซูโดยใช้เทคโนโลยีที่ประตูโรงเรียนและหอพักของนักศึกษาเพื่อติดตามพฤติกรรมของนักศึกษา

ซึ่งเมื่อปีที่แล้วมีเครือข่ายของอุปกรณ์ที่คอยสอดส่องนักเรียน ซึ่งสามารถแจ้งเตือนพฤติกรรมนักเรียนได้แบบเรียลไทม์เกี่ยวกับพฤติกรรมของนักเรียน ซึ่งได้มีการติดตั้งที่โรงเรียนมัธยมในเมืองหางโจว

Mr Lei บอกกับเว็บไซต์ thepaper.cn ว่าการใช้เทคโนโลยีการจดจำใบหน้าในมหาวิทยาลัยทำให้เกิดความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว

“เราต้องระวังให้มากเมื่อพูดถึงข้อมูลส่วนบุคคลของนักเรียน” Lei กล่าว (ภาษาจีน) “อย่าเก็บข้อมูลเหล่านี้ถ้ามันไม่จำเป็นและพยายามเก็บข้อมูลของนักเรียนนักศึกษาให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้”

กระทรวงศึกษาธิการออกแถลงการณ์ใหม่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาเกี่ยวกับการใช้แอปทุกประเภทที่ผู้ให้บริการด้านการศึกษาใช้ในการติดตามนักเรียน

โดยมีการแนะนำหน่วยงานด้านการศึกษาและโรงเรียนให้สอบถามความคิดเห็นของผู้ปกครองนักเรียนและครูก่อนจะนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้งานจริง

โดยแอปที่ใช้งานทั้งหมดจะต้องลงทะเบียนภายในสิ้นปีนี้ เพื่อสร้างฐานข้อมูลเพื่อการควบคุมที่ดีขึ้นรายงานกล่าว

เทคโนโลยีที่มีการถกเถียงกันอยู่ในตอนนี้นั้นรวมถึง”เครื่องแบบอัจฉริยะ” เพื่อตรวจสอบพิกัดของนักเรียนในโรงเรียนซึ่งตอนนี้มีการใช้งานอยู่ในโรงเรียนหลายแห่งในประเทศจีน รายงานจาก The Global Times

ประเทศจีนได้กลายเป็นผู้บุกเบิกในการใช้การจดจำใบหน้าและเทคโนโลยีการเฝ้าระวังอื่น ๆ ในโรงเรียน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างมากว่า จะช่วยยกระดับการศึกษาของจีนได้จริงหรือไม่ เมื่อเทียบกับการต้องสูญเสียความเป็นส่วนตัวของนักเรียนที่กำลังเป็นที่ถกเถียงกันอย่างมากในโลกออนไลน์ในขณะนี้นั่นเอง

References : https://www.bbc.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Jack Ma vs Elon Musk คำพูดด้าน AI ใครมีน้ำหนักกว่ากัน?

หลังจากที่สองนักธุรกิจด้านเทคโนโลยีรายใหญ่อย่าง Jack Ma จากประเทศจีน และ Elon Musk จากอเมริกา ที่มีโอกาสได้มาเจอกันบนเวที The WAIC 2019 (World Artificial Intelligence Conference) ณ มหานครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน กับหัวข้อการพูดคุยด้าน AI – การไปดาวอังคาร – การศึกษา แล้วถ้าถามว่าคำพูดของใครมีน้ำหนักมากกว่ากันล่ะ?

สำหรับเรื่องราวของ Jack Ma อดีตครูสอนภาษาอังกฤษธรรมดา ๆ คนหนึ่งในเมืองหางโจว ที่ได้เริ่มต้นสร้างธุรกิจอย่าง Alibaba ให้สามารถกลายเป็น อาณาจักร E-Commerce ขนาดใหญ่ที่สุด แห่งหนึ่งของโลกในปัจจุบัน

อาณาจักรที่สร้างสถิติการเปิดขายหุ้น IPO ในตลาด New York Stock Exchange ด้วยเงินระดมทุน ที่มีมูลค่าสูงสุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งมีผลทำให้ Alibaba กลายมาเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงกว่า สามแสนล้านเหรียญสหรัฐ เขาทำในสิ่งที่เหลือเชื่อเช่นนี้ได้ ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาเป็นอย่างยิ่ง

แต่แน่นอนว่า หากใครได้อ่านประวัติของ Jack Ma อย่างละเอียดแล้วนั้น จะพบว่า Jack Ma นั้นไม่ใช่นักเทคโนโลยีโดยกำเนิด คือไม่ได้เกิดมาแบบวิศวกร Jack Ma เป็นตัวแทนของพ่อค้าที่มี idea เลิศล้ำ และสามารถผลักดัน idea นั้นให้กลายเป็นจริงได้ ด้วยทีมงานระดับเทพของเขานั่นเอง

ส่วน Elon Musk นักธุรกิจและนักลงทุนผู้มีชื่อเสียงโด่งดังจากอเมริกา และเขายังเป็นวิศวกรและนักประดิษฐ์หลาย ๆ สิ่งที่เป็นนวัตกรรมอีกด้วย เขาเป็นผู้ก่อตั้งและผู้บริหารของบริษัท SpaceX และยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง ผู้บริหารและสถาปนิกผลิตภัณฑ์ของบริษัท Tesla Motor และเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและประธานบริษัทของ Paypal ตลอดจนบริษัทอื่นๆอีกมากมายที่เขาลงทุนเพื่ออนาคตที่ดีขึ้นของโลกเราแทบจะทั้งสิ้น

แล้วคำพูดของใครมีน้ำหนักมากกว่ากันในเรื่องของ AI ?

ก็ต้องยอมรับกันตามตรงว่าเป็นสุดยอดนักธุรกิจกันทั่งคู่ ทั้ง Jack Ma และ Elon Musk ไม่งั้นคงไม่พาบริษัทตัวเองมาถึงจุดที่เราเห็นในปัจจุบัน แน่นอนว่าทั้งคู่มีความอัจฉริยะ แต่ก็มีความแตกต่างระหว่างทัั้งสองอยู่ที่น่าสนใจ

เพราะตัว Jack Ma เองนั้น ดูเหมือนเป็น นักคิดค้น idea ต่าง ๆ เพื่อมาบริหารธุรกิจ เพื่อต่อสู้กับธุรกิจที่ดุเดือดอย่าง Ecommerce ในประเทศจีน ฝากผลงานไว้มากมาย ตัวอย่างที่น่าสนใจคือ การล้ม Ebay ยักษ์ใหญ่ ecommerce จากอเมริกาที่เคยไปบุกจีนได้สำเร็จ

แต่มันเป็นการเข้าใจวัฒนธรรมความเป็นจีนมากกว่าของ Jack Ma ที่สามารถล้ม Ebay ได้ และที่สำคัญการทำธุรกิจในประเทศจีน มันไม่เหมือนกับทำในประเทศไหนในโลก ด้วยเรื่องของความสัมพันธ์กับรัฐบาลจีน รวมถึงประเพณีธรรมเนียมต่าง ๆ ซึ่ง คนแบบ Jack Ma นั้นมีเยอะมากในประเทศเสรีนิยม อย่างอเมริกา และต้องต่อสู้อย่างหนักกว่าจะขึ้นมายืนอยู่แถวหน้าได้ ซึ่งก็น่าสนใจเหมือนกันว่า หาก Jack Ma นั้นเกิดในอเมริกา จะสามารถสร้างธุรกิจให้ยิ่งใหญ่ได้แบบที่เราเห็นในประเทศจีนหรือไม่?

ส่วน Elon Musk นั้นแน่นอนว่าภาพลักษณ์เป็นนักธุรกิจ ที่คลุกวงในแบบสุด ๆ เพราะมีพื้นฐานทางด้านวิศวกรรมที่แข็งแกร่ง มองเห็นภาพอนาคตของโลกได้อย่างชัดเจน จากบริษัทที่เขาเข้าไปลงทุน เขาไม่ลงทุนในธุรกิจที่จะเติบโตในระยะสั้น แต่เขามองในระยะยาว และยาวมาก ๆ ที่เป็นอนาคตของโลกที่กำลังเดินไป

ไม่ว่าจะเป็น Tesla , SpaceX , Neuralink นั้นล้วนเป็นธุรกิจที่มีอนาคตที่สดใสแทบจะทั้งสิ้น มันเป็นการมองภาพของอนาคตที่ชัดเจนของ Musk ซึ่งแน่นอนว่า หลายคนอาจจะเห็นว่าเค้าบ้า อย่างการเดินทางไปดาวอังคาร ไปใช้ชีวิตบนดาวอังคาร แน่นอนว่ามันเป็นสิ่งที่เหลือเชื่อ

แต่ Musk นั้นเห็นภาพทุกอย่างของอนาคตโลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพลังงาน เรื่องภาวะสภาพภูมิอากาศโลกที่กำลังถูกทำลายลง จนอนาคตนั้น เราอาจจะอยู่ในโลกนี้กันได้ลำบาก ซึ่งเป็นเรื่องในอนาคตที่เกิดขึ้นจริง ๆ แน่นอน แต่ใครจะยอมรับความคิดเหล่านี้ในตอนนี้ที่เรายังใช้ชีวิตกันอย่างสุขสบายเช่นนี้

ซึ่งสำหรับส่วนตัวนั้นหากเทียบกันจริง ๆ ถ้าพูดถึงเทคโนโลยีในอนาคตอย่าง AI นั้นคำพูดของ Elon Musk ควรจะเป็นคำพูดที่มีน้ำหนักกว่าคนอย่าง Jack Ma อย่างแน่นอน เพราะ Musk เป็นวิศวกรตัวจริง ที่เข้าไปคลุกคลีกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ จริง ๆ และลงมือทำเองจริง ๆ เพราะฉะนั้นเค้าจะเห็นภาพที่กว้างกว่า Jack Ma อย่างแน่นอน

และที่สำคัญ Jack Ma ได้วางมือจากธุรกิจไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สิ่งที่เค้าทำมาตอนนี้ได้กลายเป็นตำนานเรื่องเล่าให้คนรุ่นหลัง แต่ Elon Musk นั้นยังเดินหน้าสรรค์สร้างสิ่งใหม่ ๆ อยู่ต่อเนื่องแม้จะยังไม่เห็นผลงานของเขาชัดเจนในตอนนี้ แต่ผมมั่นใจว่าในอนาคตนั้น เราอาจจะได้จารึกชื่อของ Elon Musk เป็นนักประดิษฐ์คิดค้นผู้ยิ่งใหญ่ไม่ต่างจากที่เรานับถือคนอย่าง โทมัส อัลวา เอดิสัน , อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้อย่างแน่นอนครับ

สำหรับคนที่สนใจประวัติทั้งสองเพิ่มเติม ก็สามารถอ่านได้จาก Blog Series ที่ผมเคยเขียนไปแล้วได้เลยนะครับผม

Blog Series : Jack Ma Rise of the Dragon

Blog Series : Jack Ma Rise of the Dragon

–> อ่านตอนที่ 1 :Internet

Blog Series : Elon Musk The Real Life Iron Man

Blog Series : Elon Musk The Real Life Iron Man
Blog Series : Elon Musk The Real Life Iron Man

–> อ่านตอนที่ 1 :Sand Hill Road

References : https://www.teslarati.com/wp-content/uploads/2019/08/elon-musk-jack-ma.jpg

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

นักวิจัยเตือน : เทคโนโลยีได้ก้าวไปถึงจุดที่ใช้และควบคุมมนุษย์เราได้แล้ว

ในปัจจุบันนั้นเราถูกล้อมรอบไปด้วยอัลกอริทึมในเกือบทุกอย่างที่เราทำ ตั้งแต่การท่องเว็บจนไปถึงการตัดสินใจทางการเงิน แต่เราในฐานะมนุษย์เองก็ยังมีคำพูดในแบบที่อัลกอริธึมเหล่านี้กำลังหล่อหลอมทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเรา ให้เราคิดคล้ายมัน?

“การสำรวจของเรานำไปสู่ข้อสรุปที่ว่าเมื่อเวลาผ่านไปบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศและมนุษย์เริ่มที่จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง” อาจารย์ที่ศูนย์สำหรับระบบการศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮัลล์ใน Yorkshire อังกฤษ Dionysios Demetis กล่าวในบทความใหม่ “ ในอดีตมนุษย์เราใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ ตอนนี้เทคโนโลยีได้ก้าวไปถึงจุดที่ใช้และควบคุมเราได้สำเร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว”

ในบทความ ที่ Demetis ตีพิมพ์ในปีที่ผ่านมากับ อัลเลนลี , อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย ในวารสารของสมาคมที่เกี่ยวข้องกับระบบสารสนเทศนั้น

แทนที่อัลกอริธึมที่ช่วยในการตัดสินใจจะไม่ส่งผลกระทบต่อเราในทางใดทางหนึ่ง แต่ภาวะทางสมองของมนุษย์เรานั้นได้เปลี่ยนไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว “เรากำลังได้รับผลกระทบจากเทคโนโลยีใหม่ ๆ เหล่านี้ อย่างล้ำลึกในรูปแบบที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้”

โดย Demetis ชี้ให้เห็นตัวอย่างจากทนายความที่ถูกแทนที่ด้วยปัญญาประดิษฐ์ ตัวแทนนายหน้าที่ใช้เครื่องมือด้านปัญญาประดิษฐ์ในการคัดแยกผู้สมัครที่ไม่ดี และความจริงที่ว่าการซื้อขายส่วนใหญ่ในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศนั้นตอนี้มันไม่ใช่การแข่งขันกับมนุษย์ด้วยกันเองอีกต่อไปแล้ว เรากำลังต่อสู้กับอัลกอรึทึมที่มีความลึกลับซับซ้อน และมีความอัจฉริยะเป็นอย่างมาก

การพึ่งพาอัลกอริทึมมากเกินไปตามที่ Demetis กล่าว อาจทำให้ตลาดเหล่านี้ล่มสลายได้  ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ได้เกิดจาก “ข้อผิดพลาดในการเขียนโปรแกรม” แต่มันได้เรียนรู้พฤติกรรมที่มาจากการเชื่อมโยงกันของการตัดสินใจเชิงอัลกอริทึมนับล้านรูปแบบ ที่เล่นกันอย่างคาดเดาไม่ได้นั่นเอง ”

ในความเป็นจริงตอนนี้มนุษย์ได้กลายเป็นอุปสรรค “ เราจะเห็นเหล่าผู้คนที่ใช้ระบบการซื้อขายแบบอัตโนมัติเหล่านี้ มองการตัดสินใจของมนุษย์เป็นอุปสรรคต่อการตลาดอย่างมีนัยสำคัญ” Demetis กล่าว

ในที่สุดการที่มนุษย์เลือกที่จะยอมแพ้การตัดสินใจซื้อจากระบบอัตโนมัติเหล่านี้ อาจทำให้เรามีอนาคตที่น่ากลัวมากยิ่งขึ้น ซึ่งสถานการณ์กรณีที่เลวร้ายที่สุด คือ การที่เราถูกครอบงำจากเทคโนโลยีโดยที่เราแทบจะไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ” Demetis กล่าว

References :
https://theconversation.com
https://static1.i4u.com/sites/default/files/imagecache/main_image_large/images/2019/01/forextradingrobot650x370.jpg

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol