The Social Dilemma กับอำนาจอันเหลือล้นของบริษัทเทคโนโลยีที่ส่งผลกระทบต่ออนาคตของมนุษยชาติ

ต้องบอกว่าเป็นสารคดีชุดใหม่ของ Netflix ที่ทุกคนไม่ควรพลาดทั้งปวงกับ The Social Dilemma ที่ว่าด้วยเรื่องราวของ บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ในทุกวันนี้ ที่กำลังมีอำนาจควบคุมสิ่งต่าง ๆ ที่ส่งผลโดยตรงต่ออนาคตของมนุษยชาติทั้งปวง

เป็นการถ่ายทอดผ่านอดีตพนักงาน ทั้งวิศวกร นักออกแบบ ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของ Silicon Valley ไม่ว่าจะเป็น Facebook , Google , Instragram , Pinterest , Youtube , Twitter ฯลฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของโลกเราแทบจะทั้งสิ้น

ถือเป็นสารคดีที่ถ่ายทอดเรื่องใหญ่ ๆ ที่ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อความเป็นไปในสังคมโลกแทบจะทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข่าวปลอม ที่กำลังแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วในหมู่เครือข่าย Social Network

การเมืองระดับโลกที่ Social Network กำลังมีบทบาทที่สำคัญต่อการกำหนดความเป็นไปของสถานการณ์ต่าง ๆ ในโลกเรา ไมว่าจะเรื่องสงครามก่อการร้าย การเลือกตั้งในแทบจะทุกประเทศ แม้กระทั่งการให้ข้อมูลผิด ๆ ในเรื่องสำคัญของโลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาวะโลกร้อน การเหยียดผิวแบบสุดโต่ง โรคระบาดอย่าง COVID-19 ข่าวปลอมเรื่องทางการเมือง การใส่ร้ายป้ายสีคู่แข่งทางการเมือง ที่มีอยู่ในทุก ๆ แห่งทั่วโลก

มีการดำเนินเรื่องที่เป็นจุดหลักก็คือ อดีตพนักงานฝ่าย Design Ethicist ของ Google อย่าง ทริสทัน แฮร์ริส ที่เห็นปัญหาเรื่องนี้เป็นปัญหาที่ใหญ่มาก ๆ และเห็นว่าโลกของเราในปัจจุบันนั้นมันผิดเพี้ยนไปหมดแล้ว แล้วอดตั้งคำถามกับตัวเองไม่ได้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับโลกเทคโนโลยีในตอนนี้มันปรกติจริงหรือ?

และเขาก็ได้พยายามส่งสัญญาณถึงบริษัท Google แล้วเมื่อครั้งที่เขายังคงเป็นพนักงานอยู่ แต่ดูเหมือนระดับผู้บริหาร รวมถึงผู้ก่อตั้งจะไม่สนใจปัญหาที่เขายกขึ้นมาเลยเสียด้วยซ้ำ

สิ่งแรกที่สารคดีเรื่องนี้กล่าวถึงได้อย่างน่าสนใจก็คือ ในยุคปัจจุบัน เราไม่ได้เป็นผู้จ่ายเงินสำหรับผลิตภัณฑ์ออนไลน์ที่เราใช้อีกต่อไปแล้ว แต่กลายเป็นเหล่าผู้ลงโฆษณาต่างหากที่จ่ายแทนเรา

ซึ่งหมายความว่า หากเราไม่ได้เป็นจ่ายเงินเพื่อซื้อบริการเหล่านี้ในโลกออนไลน์ นั่นมันทำให้เรากลายเป็นสินค้าแทนนั่นเอง ข้อมูลทุกอย่างของตัวเรา ไม่ว่าจะเป็น พฤติกรรมการซื้อของ สิ่งที่เราชอบ คลิปวีดีโอที่เราดู สถานที่ที่เราเดินทางไปแต่ละแห่ง ทุกสิ่งเหล่านี้มันได้กลายเป็นสินค้าให้กับเหล่าบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เหล่านี้แทนนั่นเอง

แน่นอนว่า บริษัทเหล่านี้กำลังแข่งกันดึงดูดความสนใจของเราให้อยู่กับแพล็ตฟอร์มของพวกเขาให้นานที่สุด โมเดลธุรกิจของพวกเขา ก็คือ การดึงให้ผู้คนติดอยู่กับหน้าจอตลอดเวลาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และความพยายามชักจูงเรา ความคิดของเรา และ สิ่งที่เราเป็น โดยการปรับพฤติกรรมเราทีละเล็กละน้อยแบบค่อยเป็นค่อยไป ในพฤติกรรมและการรับรู้ของเราทุกคน นั่นแหละ คือ สิ่งที่เรียกว่า สินค้าชั้นยอดเลยทีเดียว

มันคือตลาดรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อนของมนุษยชาติเราตั้งแต่การกำเนิดขึ้นของโลกเรามานับล้าน ๆ ปี เป็นตลาดที่ขายอนาคตของมนุษย์เรา ซึ่งตลาดนี้ นี่เองที่ทำเงินให้บริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้ได้นับล้านล้านดอลลาร์ ส่งผลให้บริษัทอินเทอร์เน็ตทั้งหลาย กลายเป็นบริษัทที่ร่ำรวยที่สุด

ต้องบอกว่า ในยุคปัจจุบันนั้น สิ่งต่าง ๆ ที่เรากระทำบนโลกออนไลน์ ล้วนถูกจับจ้อง ถูกตามรอย ถูกประเมิน ทุก ๆ การกระทำที่เราได้ทำไป ล้วนถูกจับตาดูด้วยความระมัดระวัง และบันทึกไว้

ไม่ว่าจะเป็นภาพใดบ้าง ที่เราหยุดมอง และมองมันนานแค่ไหน ข้อมูลเหล่านี้ทำให้บริษัทเทคยักษ์ใหญ่รู้ถึงขนาดที่ว่า ตอนไหนที่ใครเหงา พวกเขาสามารถรู้ได้ว่าตอนไหนที่ใครซึมเศร้า เป็นคนชอบเก็บตัว หรือ เข้าสังคม มีอาการทางประสาทชนิดใด ซึ่งพวกเขามีข้อมูลเกี่ยวกับเรามากยิ่งกว่า ที่ใครจะเคยคาดคิดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

และที่สำคัญข้อมูลเหล่านี้นั้น ได้ถูกนำไปวิเคราะห์อยู่แทบจะตลอดเวลา โดยจะถูกนำป้อนเข้าสู่ระบบ ซึ่งแทบจะไม่มีมนุษย์คอยควบคุมมันอยู่เลยด้วยซ้ำ ซึ่งพลังของเทคโนโลยี AI Machine Learning ที่อยู่เบื้องหลังระบบเหล่านี้ ทำให้มันคาดการณ์ได้แม่นยำมาขึ้นเรื่อย ๆ ว่าเราจะทำอะไร และ เราเป็นใคร

พลังของเทคโนโลยี AI Machine Learning ที่ทำให้มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น
พลังของเทคโนโลยี AI Machine Learning ที่ทำให้มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้นในการคาดการณ์

พวกเขาได้สร้างโมเดล ที่คาดเดาการกระทำของเรา ตัวอย่างเช่น เรามักจะเห็นว่า ระบบเหล่านี้สามารถที่จะทำนายได้ว่า วีดีโอแบบไหนที่จะทำให้เราต้องดูต่อไป และถูกผูกติดกับแพล็ตฟอร์มของพวกเขาไปเรื่อย ๆ แม้กระทั่งเรื่องของอารมณ์ ที่ระบบพวกนี้สามารถทำนายได้ว่า อารมณ์แบบไหนที่สามารถกระตุ้นเราได้

ต้องบอกว่าบริษัทเทคโนโลยีพวกนี้ นั้น พวกเขามีเป้าหมายหลักอยู่ 3 ประการ ก็คือ หนึ่งคือ เป้าหมายด้านการมีส่วนร่วม เพื่อเพิ่มการใช้งาน และเพื่อให้เรานั้นเลื่อนหน้าจอต่อไป สองคือ เป้าหมายด้านการเติบโต เพื่อคอยดึงเรากลับมา และทำให้เราต้องชวนเพื่อนของเรามาให้ได้มากที่สุด และสุดท้ายก็คือ เป้าหมายด้านการโฆษณา เพื่อให้แน่ใจว่า ขณะที่สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นนั้น พวกเขาสามารถทำเงินได้มากขึ้นจากการโฆษณานั่นเอง

และพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในการจะบรรลุเป้าหมาย 3 ประการข้างต้นได้นั่นคือ เหล่าบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้ได้ลงทุนเงินมหาศาล ในการสร้างเทคโนโลยีให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในการชักจูงคนได้มากยิ่งขึ้น

ซึ่งเทคโนโลยีการชักจูงนั้น มีการสร้างเป็นหลักสูตรสอนอย่างเป็นจริงเป็นจัง แม้กระทั่งในมหาวิทยาลัยอย่างสแตนฟอร์ดเองที่ มีเหล่าพนักงานของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เหล่านี้เข้ามาเรียน เพื่อจะสร้างวิธีการออกแบบยังไงที่จะสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมคนให้เป็นไปในอย่างที่พวกเขาต้องการได้มากที่สุด

ตัวอย่างนึงที่น่าสนใจก็คือ Facebook ได้ทำสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “การทดลองการแพร่ระบาดระดับใหญ่” ในการทำให้คนไปลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งกลางเทอมมากขึ้นได้อย่างไร

และสิ่งที่น่าสนใจก็คือ พวกเขาพบว่า พวกเขาสามารถทำแบบนั้นได้ ซึ่งทำให้พวกเขาได้ข้อสรุปที่สำคัญก็คือ ระบบของพวกเขานั้นสามารถสร้างผลกระทบ ต่อพฤติกรรมในโลกแห่งความเป็นจริง และความรู้สึกจริงของมนุษย์ได้ โดยที่ผู้ใช้งานแทบจะไม่รู้ตัวเลยเสียด้วยซ้ำ

พวกเขามีทีมวิศวกรยอดอัจฉริยะ ที่มีหน้าที่ในการ Hack จิตวิทยาของมนุษย์ โดยใช้วิธีการที่จะเจาะลึกลงไปในก้านสมองของเรา และทำการปรับเปลี่ยนนิสัยบางอย่างในตัวเราจากข้างใน และสุดท้ายก็สามารถป้อนคำสั่งเราได้ ในระดับที่ลึกลงไป โดยที่เราแทบจะไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ และนั่นคือการที่พวกเขากำลังใช้ประโยชน์จากจุดอ่อนของจิตใจมนุษย์นั่นเอง

แต่ที่น่าสนใจคือ สำหรับวัยเด็กแล้วนั้น การกระทำเหล่านี้ไม่ได้เพียงแค่ ดึงความสนใจของเขาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ Social Media ได้เริ่มเจาะลึกเข้าไปเรื่อย ๆ ในก้านสมองของพวกเขา และทำการเข้ายึดอัตลักษณ์ กับความรู้สึกว่าตัวเองมีค่าของเด็ก ๆ

และนี่เองที่ทำให้เกิดปัญหาสังคมต่าง ๆ ตามมา จากงานวิจัยพบว่าวัยรุ่นอเมริกัน มีปัญหาเรื่องโรคซึมเศร้า และความหวาดวิตกเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2011 และ 2013

จากจำนวนเด็กสาววัยรุ่นจาก 100,000 คนของประเทศ ที่ต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลทุก ๆ ปี เนื่องจากการกรีดข้อมือตัวเอง หรือไม่ก็ทำร้ายตัวเอง ซึ่งต้องบอกว่าก่อนหน้านี้เรื่องราวเหล่านี้มันเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างคงที่

จนกระทั่งถึงช่วงปี 2010 และ 2011 ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ที่ทำให้ยอดพุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน มีตัวเลขที่น่าสนใจว่า สำหรับเด็กผู้หญิงที่มีวัยที่โตกว่า (อายุ 15-19 ปี) นั้น ยอดสูงขึ้น 62% แต่ เด็กวัยรุ่นก่อนวัยสาว (อายุ 10-14 ปี) มันได้สูงขึ้นกว่า 189%

และที่น่ากลัวยิ่งกว่า คือ ได้เกิดขึ้นของรูปแบบการฆ่าตัวตาย สำหรับเด็กผู้หญิงที่มีวัยที่โตกว่า (อายุ 15-19 ปี) ที่มีตัวเลขเพิ่มขึ้น 70% และที่น่าสนใจก็คือสำหรับเด็กที่เป็นวัยรุ่นก่อนวัยสาว (อายุ 10-14 ปี) ที่ก่อนหน้านี้ปัญหาเรื่องการฆ่าตัวตายแทบจะไม่มีเลยด้วยซ้ำ กลับมีตัวเลขที่สูงขึ้นถึง 151%

และรูปแบบ pattern ที่เกิดขึ้นดังกล่าวนั้น มันชี้ชัดมาที่การเกิดขึ้นของ Social Media ที่เริ่มใช้งานบนมือถือได้ในปี 2009 นั่นเอง นั่นเป็นสาเหตุให้เด็กยุค Gen Z ที่เกิดหลังปี 1996 เป็นต้นมา เป็นเด็กยุคแรกในประวัติศาสตร์ของมนุษย์เราที่ได้ใช้ Social Media ตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมต้น

ซึ่งอย่างที่เราได้รู้กันว่าเด็กยุค Gen Z นั้น ใช้เวลาว่างส่วนใหญ่เมื่อพวกเขากลับจากโรงเรียน พอถึงบ้านก็จับอุปกรณ์มือถือเหล่านี้ และเสพติดกับการอยู่บนโลกออนไลน์ ซึ่งแน่นอนว่า มันทำให้เด็กรุ่นนี้ วิตกกังวลมากกว่า เปราะบางกว่า และ ซึมเศร้ามากกว่า พวกเขาพร้อมรับความเสี่ยงจากเรื่องต่าง ๆ ในชีวิตน้อยลงไปมากเมื่อเทียบกับคนยุคอื่น

เด็กยุคใหม่กับปัญหาสังคมที่เพิ่มสูงขึ้น
เด็กยุคใหม่กับปัญหาสังคมที่เพิ่มสูงขึ้น

และเรื่องใหญ่ที่สุดอย่างนึกที่กำลังเป็นที่วิตกกังวลกับคนทั่วโลกนั่นก็คือ เรื่องของข่าวปลอม ซึ่งล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นมาจากผลประโยชน์เชิงพาณิชย์แทบจะทั้งสิ้น บริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้ทำการสร้างระบบที่โน้มเอียงเข้าหาข้อมูลปลอมเพิ่มมากขึ้น

มีงานวิจัยของ MIT ที่บอกว่าข่าวปลอมใน Twitter แพร่กระจายเร็วกว่าข่าวจริงถึง 6 เท่า ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าสนใจมาก ๆ ลองจินตนาการถึงโลกที่มีข่าวปลอมกระจายไปไวกว่าข่าวจริง 6 เท่า โลกของเราจะมีหน้าตาอย่างไร

และมีการยกตัวอย่างที่น่าสนใจก็คือ หากเราเข้า Google และค้นหาคำว่า “ภาวะโลกร้อน” เราจะได้เห็นผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับบริเวณที่เราอาศัยอยู่ ในบางเมืองนั้นอาจจะมีการแนะนำคำค้นหาว่า “ภาวะโลกร้อนคือเรื่องลวงโลก” แต่ในบางสถานที่ เราจะได้เห็นการแนะนำคำค้นหาว่า “ภาวะโลกร้อนทำให้ธรรมชาติพังทลาย”

ซึ่งจุดสำคัญก็คือ เมื่อเทคโนโลยีอยู่บนพื้นฐานของเรื่องการสร้างรายได้ เพราะฉะนั้นกลไกเบื้องหลังของอัลกอริธึมเหล่านี้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความจริงในเรื่องภาวะโลกร้อนแต่อย่างใด มันอยู่ที่ เรื่องต่าง ๆ ที่ Google รู้เกี่ยวกับความสนใจของเราต่างหาก

ซึ่งบริษัทเทคโนโลยีทุก ๆ แห่งก็ทำในสิ่งเดียวกัน พวกเขาไม่ได้สนใจในเรื่องความจริง พวกเขาสนใจแค่ว่าเนื้อหาใด ๆ นั้นเหมาะกับใครมากที่สุด และทำเงินให้พวกเขามากที่สุดนั่นเอง

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคงจะเป็น Feed ในหน้า Social Network อย่าง Facebook ที่แต่ละคนนั้นจะได้เห็น Feed ข้อมูลที่ต่างกันคนละโลก แม้จะเป็นเพื่อนสนิทกันและมีกลุ่มเพื่อนเดียวกันก็ตามที แต่โลกที่เราเห็นในหน้าจอนั้นมันแตกต่างกันสิ้นเชิง

ซึ่งแน่นอนเมื่อเวลาผ่านไป เราก็จะอาจจะเข้าใจผิดว่า ทุกคนเห็นตรงกันกับเราแทบจะทั้งหมดผ่าน Feed หน้าจอที่เราได้รับจากความสนใจของเรา และเมื่อเราอยู่ในภาวะนั้น เราจะถูกชักจูงได้ง่ายมาก ๆ

ซึ่งตัวอย่างเรื่องการเมืองในประเทศเราน่าจะเป็น Case Study ที่แสดงให้เห็นถึงหลักการนี้ได้อย่างชัดเจนมาก ๆ เมื่อเราฝังตัวอยู่ในกลุ่มการเมืองฝั่งนึง ก็จะทำให้เราได้อยู่ในอีกโลกนึงที่แทบไม่ได้รับข้อมูลจากอีกฝั่งเลย และจะเริ่มคิดว่า ทำไมคนกลุ่มตรงกันข้ามนั้นโง่จัง ซึ่งความจริงแล้ว ทั้งสองฝั่งนั้นคิดในแบบเดียวกันเลยว่าทำไมฝั่งตรงข้ามนั่นโง่จัง เพราะทั้งสองฝั่งนั้นไม่ได้เห็นชุดข้อมูลเดียวกันนั่นเอง

Fake News กับอีกหนึ่งปัญหาที่สร้างความแตกแยกในสังคม
Fake News กับอีกหนึ่งปัญหาที่สร้างความแตกแยกในสังคม

และนั่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับทุกประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะที่มีการใช้งานแพล็ตฟอร์ม Facebook กันอย่างแพร่หลาย เพราะ Facebook เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุด โดยเฉพาะในการหาเสียงเลือกตั้ง มีตัวอย่างในประเทศ บราซิล ที่ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีนั้นใช้ Facebook เป็นสื่อหลักในการหาเสียงเลือกตั้ง

ต้องบอกว่าบริษัทเทคยักษ์ใหญ่เหล่านี้ได้สร้างเครื่องมือ ที่ทำลายเสถียรภาพ และกัดกร่อนสายใยในสังคม ในทุกที่ทุกประเทศอย่างพร้อมเพรียงกัน ไม่ว่าจะเป็น ที่เยอรมัน สเปน ฝรั่งเศส บราซิล ออสเตรเลีย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นประเทศที่มีความเจริญแล้วแทบจะทั้งสิ้น

หรือแม้กระทั่งข่าวใหญ่อย่างการแทรกแซงการเลือกตั้งในปี 2016 จากรัสเซีย (ที่ประเทศพวกเขาไม่ได้เล่น Facebook เป็นแพล็ตฟอร์มหลัก) ต้องบอกว่าการชักจูงของบุคคลที่สามนั้นไม่ใช่การแฮก รัสเซียไม่เคย hack facebook

แต่สิ่งที่พวกเขาทำคือการใช้เครื่องมือที่ Facebook สร้างขึ้นสำหรับผู้ลงโฆษณาที่ถูกกฏหมาย และผู้ใช้งานที่ถูกกฏหมายทุกอย่าง และพวกเขาก็ประยุกต์มันเพื่อจุดมุ่งหมายในด้านการเมืองนั่นเอง และมันทำให้ประเทศหนึ่งสามารถชักจูงประเทศหนึ่งได้โดยแทบจะไม่ต้องรุกรานพรมแดนกันเหมือนในอดีตอีกต่อไป

แม้ต้องบอกว่าโลกเราผ่านการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ มานับไม่ถ้วน สื่อต่าง ๆ ที่เปลี่ยนไป ตั้งแต่ วิทยุ โทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ การเข้ามาถึงของอินเทอร์เน็ต รวมถึงโลกของ Social Media

ซึ่งก็มักจะมีคำพูดว่า มนุษย์เราจะสามารถที่จะปรับตัวเข้ากับมันได้ในท้ายที่สุด และจะเรียนรู้วิธีใช้ชีวิตกับเทคโนโลยีเหล่านี้ได้ในท้ายที่สุด เหมือนที่เราได้เคยเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตกับอย่างอื่นที่เคยผ่านมาในแต่ละยุคสมัย

แต่สิ่งที่เราไม่ได้คาดคิดถึงก็คือ เมื่อก่อนเทคโนโลยีบางอย่างมันไม่ได้ล้ำหน้าเหมือนในทุกวันนี้ ต้องบอกว่าเรื่องอันตรายที่สุด ก็คือความจริงที่ว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้นั้นมันได้ถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าไปกว่าเมื่อก่อนเป็นอย่างมาก

และสิ่งที่สำคัญที่สุดของเทคโนโลยีในยุคนี้นั่นก็คือ ความสามารถในการประมวลผล ซึ่ง ถ้าเทียบกับยุคแรกของการเกิดขึ้นของคอมพิวเตอร์นั้น ต้องบอกว่าตอนนี้ ความสามารถของมันได้เพิ่มขึ้นเป็น ล้านล้านเท่า ซึ่งไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ที่มนุษย์เราสามารถพัฒนาได้ใกล้เคียงกับระดับดังกล่าว

ตัวอย่างเช่น รถในยุคแรก ๆ กับรถยนต์ในยุคนี้ ความเร็วก็สามารถทำเพิ่มขึ้นได้เพียงแค่ 2 เท่า และอีกสิ่งนึงที่สำคัญเลยก็คือ มนุษย์เรา จิตใจของเรา สมองของเรานั้น ไม่ได้พัฒนาไปสักนิดเลย ซึ่งไม่มีทางเปลี่ยนแปลงได้แบบสุดขั้วอย่างที่เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนแปลงไป

และปัจจัยอีกอย่างหนึ่งนั่นก็คือการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดในเทคโนโลยีด้าน AI ซึ่งสิ่งที่เรามองไม่เห็นนั่นก็คือ โลกทุกวันนี้มันได้ถูกขับเคลื่อนด้วยพลังของ AI ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Google หรือ Facebook มี Super computer คอยขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลังด้วยพลังการประมวลผล AI ที่จะสั่งให้โปรแกรมต่าง ๆ และผลิตภัณฑ์หลาย ๆ ตัวของพวกเขานั้นทำงานด้วยเครื่องจักรเหล่านี้

แน่นอนว่าเป้าหมายหลักของบริษัทเทคโนโลยีนั่นก็คือการสร้างผลกำไร ซึ่งเมื่อทำการป้อนเป้าหมายให้คอมพิวเตอร์ว่าต้องการผลลัพธ์ดังกล่าว คอมพิวเตอร์ก็จะเรียนรู้วิธีการที่จะทำแบบนั้น ซึ่งนั่นก็คือรูปแบบของเทคโนโลยีอย่าง Machine Learning นั่นเอง

ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ เมื่อปล่อยให้คอมพิวเตอร์มันเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยี AI ที่มีความซับซ้อนสูงขึ้น นั่นทำให้น้อยคนนัก แม้กระทั่งวิศวกรระดับอัจฉริยะของบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้เองก็ตามที่จะเข้าใจได้ว่า คอมพิวเตอร์เหล่านี้มันกำลังจะทำอะไร

ซึ่งเทคโนโลยีด้าน AI เหล่านี้ มีความคิดเป็นของตนเอง ถึงแม้ว่าจะมีมนุษย์เป็นผู้เขียน Code ให้กับมันก็ตามที ดังนั้นมันคือจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ตอนนี้เราอาจจะอยู่ในโลกที่ มนุษย์เราเองนั้น ไม่สามารถที่จะไปควบคุมระบบเหล่านี้ได้อีกต่อไปแล้ว เพราะเป็นฝ่าย AI ต่างหากที่ควบคุมข้อมูลของพวกเราอยู่

แล้วคำถามที่ว่า AI จะมาทำงานแทนเรา และจะฉลาดกว่ามนุษย์ได้เมื่อไหร่? แต่ก่อนจะถึงจุดนั้น ต้องบอกว่าในตอนนี้เทคโนโลยีได้ก้าวข้ามและพิชิตจุดอ่อนของมนุษย์ไปได้แล้ว

ไม่ว่าจะเป็นการทำให้มนุษย์เราเสพติดกับโลก Social Media ต่าง ๆ การแบ่งขั้วทางการเมืองที่ดูเหมือนจะรุนแรงมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ การสร้างแนวคิดสุดโต่ง การสร้างความรุนแรง และทั้งหมดนั้นคือ ธรรมชาติที่มนุษย์เราไม่อาจจะต้านทานมันได้อีกต่อไป และนั่นคือการที่มนุษย์เราได้ถูกรุกฆาตด้วยเทคโนโลยีไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่นเองครับผม

สิ่งที่อยากฝากส่งท้าย

แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านี้นั้น ถือเป็นเรื่องน่าสนใจอย่างยิ่งที่ถ่ายทอดผ่านสารคดีที่สร้างโดยบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เช่นเดียวกันอย่าง Netflix

ซึ่งจากที่เราได้รับรู้จากสารคดีชุดนี้ นั่นก็คือในยุคปัจจุบันนั้นเป็นสงครามที่บริษัทเทคยักษ์ใหญ่ กำลังพยายามแย่งความสนใจจากเราให้ไปอยู่ในแพล็ตฟอร์มของเขามากที่สุด ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งนี้ Netflix ก็เป็นคนทำเช่นเดียวกันกับแพล็ตฟอร์มของพวกเขา

เพราะฉะนั้น เราก็ต้องมาพินิจพิเคราะห์สิ่งที่ สารคดี นี้ถ่ายทอดออกมาให้ถี่ถ้วน เพราะโลกของ เทคโนโลยีหรือ Social Media ต่าง ๆที่เกิดขึ้นนั้น มันไม่ได้มีแต่สิ่งเลวร้ายเพียงด้านเดียว แต่มันมีสิ่งที่ทำให้โลกเราก้าวหน้าและพัฒนาขึ้นไปอย่างมาก

ในยุคปฏิวัติข้อมูลข่าวสารอย่างที่เราได้เห็นกันในทุกวันนี้ ทุกคนทั่วโลกเชื่อมต่อกัน และความรู้ต่าง ๆ ได้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วแบบที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน

เพราะฉะนั้น เราก็ไม่อาจมองข้ามจุดประสงค์ที่ชัดเจนของแพล็ตฟอร์ม Netflix เองด้วยว่า กำลังต้องการ discredit โลกเทคโนโลยีจากบริษัทอื่น ๆ หรือเปล่า เพราะแทบจะไม่มีเรื่องราวที่เกี่ยวกับบริษัทตัวเองเลย ทั้ง ๆ ที่ Netflix เองก็ใช้เทคโนโลยีเบื้องหลังแทบจะไม่ต่างจากบริษัทเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ได้กล่าวถึงในสารคดีชุดนี้ในการทำให้เราเสพติด Netflix เหมือนยาเสพติดเช่นเดียวกัน

ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าคิดต่อไปนะครับว่า พวกเราอาจจะเป็นเหยื่อของสงครามที่เหล่าบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้กำลังแย่งชิงความสนใจจากเราอยู่ผ่านสารคดีชุดนี้อยู่หรือเปล่านั่นเองครับผม

References : The Social Dilemma (Netflix)

AI Betting กับวิธีที่เจ้ามือรับพนันออนไลน์ใช้เพื่อให้นักพนันติดมันเหมือนยาเสพติด

อุตสาหกรรมการพนันใช้ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI มากขึ้นในการทำนายนิสัยของผู้เล่น และปรับแต่งโปรโมชั่นเพื่อให้นักพนันติดมันเหมือนยาเสพติด และไม่มีทางที่จะเอาชนะเว๊บพนันออนไลน์ในท้ายที่สุดได้

พนักงานในอุตสาหกรรมการพนันในปัจจุบันและในอดีตได้อธิบายว่าพฤติกรรมการเดิมพันของผู้คนได้รับการกลั่นกรองและสร้างแบบจำลองเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในอนาคตของพวกเขาอย่างไร

“ อุตสาหกรรมนี้ใช้ AI เพื่อสร้างโปรไฟล์ลูกค้าและทำนายพฤติกรรมของพวกเขาในรูปแบบใหม่ที่น่ากลัว” Asif นักการตลาดดิจิทัลที่เคยทำงานให้กับ บริษัท การพนันกล่าว “ ทุกคลิกจะถูกกลั่นกรองเพื่อเพิ่มผลกำไรไม่ใช่เพื่อเพิ่มประสบการณ์ของผู้ใช้”

“ เรามักจะได้ยินผู้คนสงสัยว่าพวกเขากำหนดเป้าหมายได้แม่นยำขนาดนี้ได้อย่างไรและไม่น่าแปลกใจเพราะทั้งหมดนี้ซ่อนอยู่ในพลังของ Data และเทคโนโลยี AI”

ในที่สาธารณะผู้บริหารการพนันอวดอ้างโฆษณาที่มีความซับซ้อนมากขึ้นซึ่งทำให้ผู้คนเดิมพันในขณะที่บางคนยอมรับว่ามีความอ่อนไหวต่อการติดการพนันมากขึ้นเมื่อถูกโจมตีด้วยโฆษณาและสิ่งจูงใจประเภทนี้

ทุกการคลิกการดูหน้าเว็บและธุรกรรมของนักพนันจะได้รับการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์เพื่อให้โฆษณามีแนวโน้มที่จะทำงานได้มากขึ้นในทางสถิติ ซึ่งสามารถโปรโมตผ่านทาง Google, Facebook และแพลตฟอร์มอื่น ๆ

“ พวกเขาจะรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับนักพนัน” Nick ที่ปรึกษาในอุตสาหกรรมการพนันกล่าว

ผู้ใช้ยินยอมโดยไม่เจตนาให้ใช้ข้อมูลของตนในรูปแบบที่พวกเขาไม่ทราบเนื่องจากข้อกำหนดและเงื่อนไขที่มีความยาวทำให้สามารถใช้ข้อมูลของตนได้อย่างถูกกฎหมายในลักษณะนี้

“ เมื่อมีคนลงชื่อเข้าใช้แพลตฟอร์มการพนันแล้วจะสามารถทำอะไรก็ได้ที่ต้องการกับพวกเขา” Brian นักการตลาดดิจิทัลสำหรับอุตสาหกรรมการพนันกล่าว “ มันเหมือนกับวิทยาศาสตร์ไม่ใช่แค่ข้อความโฆษณาแบบสุ่ม แต่ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลส่วนบุคคลและโปรไฟล์ลูกค้าที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลนั้นสร้างขึ้นจากพฤติกรรมของนักพนัน”

มีการเปิดเผยว่าอุตสาหกรรมการพนันใช้ บริษัท บุคคลที่สามในการเก็บเกี่ยวข้อมูลของผู้คนช่วยให้เจ้ามือรับแทงและคาสิโนออนไลน์กำหนดเป้าหมายไปที่ผู้คนที่มีรายได้น้อยและผู้ที่เลิกเล่นการพนัน

“ คุณสามารถซื้อรายชื่ออีเมลที่มีอีเมลและหมายเลขโทรศัพท์ของผู้คนมากกว่า 100,000 คนจากคลังข้อมูลที่ขายข้อมูลเป็นประจำเพื่อช่วยในการส่งเสริมการขายการพนันออนไลน์” Brian กล่าว “ พวกเขาบอกว่าทุกคนเลือกใช้ แต่ผู้คนไม่ได้เลือกใช้เลย”

ด้วยวิธีนี้ บริษัท การพนันและผู้โฆษณาจะสร้างโปรไฟล์ลูกค้าโดยละเอียดรวมถึงข้อมูลจำนวนมากเกี่ยวกับความสนใจ รายได้ รายละเอียดส่วนตัว และประวัติเรื่องเครดิตทางการเงิน

อุตสาหกรรมนี้มุ่งหวังที่จะให้ผู้คนเสพติดสิ่งที่จะก่อให้เกิดอันตรายอย่างใหญ่หลวงไม่ใช่เฉพาะกับสังคม แต่ต่อตัวบุคคลและครอบครัวของพวกเขา พวกมันเปรียบเหมือนเป็นปลิง ปรสิต คงจะไม่กล่าวเกินไปนัก

เมื่อเทคโนโลยีแซงหน้ากฎหมาย

ข้อมูลการหลุดอื้อฉาวของ Facebook เป็นไฮไลต์ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการถ่ายโอนข้อมูลของผู้คนต่อบุคคลที่สาม แต่ยังคงมีการควบคุมน้อย หรือไม่มีความโปร่งใส ซึ่งเมื่อมันมาถึงการเก็บรวบรวมข้อมูลและการใช้งานของผู้ใช้

“การออกกฎหมายเกี่ยวกับข้อมูลเป็นแนวทางที่ล้าหลังเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีที่กำลังก้าวหน้าขึ้นเรื่อย ๆ ” Asif กล่าว “ เราถูกตรวจสอบบ่อยครั้งและมีกฎระเบียบที่เข้มงวดเกี่ยวกับการโฆษณา แต่ก็ไม่เคยมีการกำกับดูแลข้อมูลใด ๆ

“ ไม่มีวิธีป้องกันใดที่จะหยุดผู้โฆษณาที่วางรายชื่ออีเมลที่มีข้อมูลของผู้คนนับแสนใน USB และนำติดตัวไปด้วยเมื่อพวกเขาทำสัญญาเสร็จสิ้น”

สำนักงานคณะกรรมการข้อมูลชี้ให้เห็นถึงพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลของประเทศอังกฤษอย่าง 1998 และ GDPR ซึ่งทั้งสองกำหนดข้อกำหนดเกี่ยวกับองค์กรเพื่อแจ้งให้บุคคลทราบเกี่ยวกับวิธีการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของตน

“ GDPR เสริมสร้างสิทธิในการรับแจ้งข้อมูลนี้โดยกำหนดให้องค์กรต่างๆ ต้องให้ข้อมูลเพิ่มเติมแก่ผู้ใช้งาน รวมถึงข้อมูลพื้นฐานที่ชอบด้วยกฎหมายสำหรับการประมวล รวมถึงผลระยะเวลาที่ข้อมูลจะถูกจัดเก็บและรายละเอียดของบุคคลที่สามที่จะได้รับข้อมูล” โฆษก ICO กล่าว.

ขณะที่เทคโนโลยีในตอนนี้มีแผนที่จะระบุตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของลูกค้าเพื่อระบุเวลาที่พวกเขามาถึงสนามกีฬาเพื่อที่พวกเขาจะได้รับแจ้งผ่านข้อความเพื่อเดิมพันเกมที่พวกเขากำลังจะดูได้แบบทันที

อุตสาหกรรมการพนันในประเทศอังกฤษมีรายได้ 14 พันล้านปอนด์ในปี 2016 ซึ่งเป็นเงิน 4.5 พันล้านปอนด์จากการเดิมพันออนไลน์ และมันกำลังสูบเงินบางส่วนไปสู่การทำให้ผลิตภัณฑ์มีความซับซ้อนมากขึ้นและมีผลทำให้ผู้คนเสพติดกับมันมากขึ้น

“ ไม่แปลกใจเลยที่ บริษัท เหล่านี้ลงทุนมากพอ ๆ กับที่พวกเขาใช้อัลกอริธึมประเภทนี้เพื่อตรวจจับคนที่อาจเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาการพนันเพราะเทคโนโลยีเดียวกันทำให้พวกเขาทำการตลาดกับผู้คนได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก” Nick กล่าว .

“แม้มันไม่ใช่การเคลื่อนไหวที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยในส่วนของผู้ประกอบการ แต่ก็มีผลประโยชน์ทางการค้ามหาศาลจากการลงทุนประเภทนี้”

โดยโฆษกของแคมเปญเพื่อการพนันที่เป็นธรรมกล่าวว่า “ข้อมูลขนาดใหญ่กำลังถูกใช้ประโยชน์จากอุตสาหกรรมการพนันอย่างมากเพื่อกำหนดเป้าหมายผู้บริโภคที่เปราะบาง ดังนั้นความไว้วางใจของคณะกรรมการการพนันในผู้ประกอบการ ในการใช้ข้อมูลของลูกค้าเพื่อจุดประสงค์ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมจึงเป็นสิ่งที่ไร้เดียงสาที่สุด”

Mark Etches หัวหน้าผู้บริหารของ GambleAware องค์กรการกุศลที่เกี่ยวข้องกับการพนันกล่าวว่า “การโฆษณาการพนันสามารถทำได้ทุกที่ตั้งแต่หน้าจอทีวีไปจนถึงโซเชียลมีเดียไปจนถึงแอปโทรศัพท์มือถือและอาจเป็นเรื่องยากสำหรับผู้ที่เสี่ยงต่อการเกิดปัญหาการพนัน เพื่อหลีกหนีข้อความโฆษณาเหล่านี้ที่มีมากเกินไป

จะเห็นได้ว่า จากบทความที่กล่าวมานั้น เป็นส่วนของการโฆษณาชวนเชื่อ ที่พลังของเทคโนโลยีอย่าง Big Data และ AI ที่อยู่เบื้องหลังคอยขับเคลื่อน เพื่อทำการโฆษณาไปยังกลุ่มเป้าหมาย อย่างที่เราได้เห็นกัน แม้กระทั่งในประเทศไทยเองก็ตามที

และเมื่อเหล่านักพนักที่หลงเข้าไปในโลกของการพนัน โดยเฉพาะยิ่งการพนันออนไลน์ บริษัทพนันเหล่านี้ก็จะใช้ประโยชน์ต่าง ๆ ของข้อมูล ทุกย่างก้าวของเหล่านักพนัน ที่ทำให้พวกเขาเสพติดมัน แทบไม่ต่างอะไรกับยาเสพติด ที่ยังไงเหล่าบริษัทพนันเหล่านี้ก็จะเป็นฝ่ายเอาชนะได้ในท้ายที่สุดนั่นเองครับผม

References : https://www.cardpay.com/blog/gaming-smarter:-how-big-data-and-ai-can-boost-your-online-betting-business
https://www.aibet.eu/
https://www.theguardian.com/technology/2018/apr/30/bookies-using-ai-to-keep-gamblers-hooked-insiders-say

AI World Order กับระเบียบโลกใหม่หลังยุคปัญญาประดิษฐ์

ต้องบอกว่าจีน และ สหรัฐอเมริกาได้ก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำอย่างแข็งแกร่งในด้านปัญญาประดิษฐ์ เมื่อเทียบกับประเทศส่วนอื่น ๆ ของโลก ซึ่งเป็นเวทีสำหรับระเบียบโลกสองขั้วในรูปแบบใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น

ประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ อีกหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็น อังกฤษ ฝรั่งเศส แคนาดา หรือ ญี่ปุ่น แม้พวกเขาจะมีห้องปฏิบัติการวิจัย AI ที่แข็งแกร่ง และมีบุคลากรที่มีความสามารถสูง แต่สิ่งที่พวกเขาขาดไปก็คือข้อมูล

แน่นอนว่า เมื่อเทียบเคียงกับ อเมริกา หรือ จีน นั้น ประเทศทั้งสองมี Ecosystem และ เรื่องของการสะสมข้อมูล ที่ดูเหมือนจะเป็นจุดสำคัญที่สุดในการพัฒนาเทคโนโลยีทางด้าน AI การปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพของ AI ด้วยข้อมูลจำนวนมหาศาลของทั้งจีนและอเมริกานั้น ทั้งสองประเทศกำลังบ่มเพาะบริษัทยักษ์ใหญ่ด้าน AI ที่จะมาครองตลาดโลก และทำการดึงดูดความมั่งคั่งจากผู้บริโภคทั่วโลก

แน่นอนว่า ระบบอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วยพลังของ AI ในโรงงานการผลิตทั่วโลก จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการตัดทอนข้อได้เปรียบทางเศรษฐกิจในประเทศที่กำลังพัฒนา ที่มักถูกย้ายฐานการผลิตเข้ามาเพียงชั่วคราว เพราะค่าแรงที่ถูก

แต่ในอนาคตนั้น ดูเหมือนว่า โรงงานที่ใช้หุ่นยนต์แบบอัตโนมัติ มีแนวโน้มที่จะย้ายฐานการผลิตเพื่อให้ได้ใกล้ชิดกับลูกค้ามากขึ้น ในตลาดที่มีขนาดใหญ่ ทำให้บางประเทศที่มีข้อได้เปรียบในจุดนี้ เช่น จีน เกาหลีใต้ หรือ สิงคโปร์นั้น สามารถที่จะไต่ระดับขึ้นไปสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูง

และพลังของระบบอัตโนมัติ หรือ AI นี่เองที่จะทำให้ เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนมัน และทำให้ช่องว่างระหว่าง สิ่งที่มี และ ไม่มี ในระดับโลกอาจจะขยายวงกว้างขึ้น

ซึ่งจะทำให้ระเบียบโลกใหม่หลังยุค AI นั้น จะผลักดันให้เกิดยุทธศาสตร์แบบ Winner-Take-all ซึ่งจะสร้างความมั่งคั่ง ให้กับบริษัทไม่กี่แห่งในจีนและอเมริกาในอนาคต

มันถือว่าเป็นภัยคุกคามที่แท้จริง ที่เกิดจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ที่ช่องว่างระหว่างประเทศที่ร่ำรวย กับ ประเทศที่ยากจน นั้นจะทิ้งห่างกันมากยิ่งขึ้น และมันจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรง ต่อ ทั้งเรื่องของสังคม การเมือง ปัญหาการว่างงาน ซึ่งจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ต่อเนื่องกันไปหมด หากชาติไหนไม่คิดจะสร้างเทคโนโลยีดังกล่าวมาสู้

ต้องบอกว่า ความปั่นป่วนในตลาดแรงงาน นั้น จะส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างรุนแรง เป็นเวลา หลายศตวรรษ ที่มนุษย์ ได้เติมเต็มชีวิตแต่ละวันของเราด้วยการทำงาน แลกหยาดเหงื่อ แรงกาย เพื่อสร้างรายได้ หาที่พักพิง และอาหาร

มันเป็นคุณค่าที่สำคัญ และเป็นวัฒนธรรมที่ฝังรากลึก มานานแสนนาน จากการทำงานเพื่อแลกเปลี่ยนเพื่อสิ่งเหล่านี้ มันเป็นเรื่องของ Value ที่ทำให้รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าจากการทำงาน และการเพิ่มขึ้นของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ กำลังจะท้าทายค่านิยมเหล่านี้ ที่เรายึดถือกันมานานแสนนาน มากยิ่งขึ้น

ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก ๆ นะครับ กับภัยคุกคามจากเทคโนโลยีเหล่านี้ ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างมาก ๆ และดูเหมือนโรงงานอุตสาหกรรมหลาย ๆ แห่งแม้ในประเทศไทยเอง ที่เป็นการลงทุนจากต่างชาติที่มาอาศัยแรงงานราคาถูกนั้น ดูจะเป็น model ที่ไม่ยั่งยืนสำหรับทุก ๆ ประเทศที่เป็นฐานการลงทุนเหล่านี้

ซึ่งก็น่าคิดนะครับว่า ประเทศไทยของเรานั้นจะอยู่ในจุดไหน และเตรียมความพร้อมมากน้อยเพียงใด หลังการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของระเบียบโลก AI ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้นั่นเองครับ

References : https://www.thegeniusworks.com/2020/03/chinas-new-world-order-ai-and-the-trust-economy-synthetic-life-and-authenticity-how-to-explore-the-tech-trends/
https://www.trtworld.com/video/bigger-than-five/the-big-idea-artificial-intelligence-and-the-new-world-order-bigger-than-five/5c88fee49202fc243c75000a
https://www.cfr.org/event/artificial-intelligence-race-and-new-world-order

Elon Musk กับการอัพเดทความก้าวหน้าครั้งสำคัญของ Neural Link

ถือเป็นการอวดผลงานครั้งสำคัญของสุดยอดนักประดิษฐ์ และ นักเทคโนโลยีอย่าง Elon Musk ที่มีการเปิดเผยถึงความคืบหน้าของโครงการ Neural Link อินเทอร์เฟซระหว่างสมองและเครื่องจักรกล ที่จะปฏิวัติวงการ และเป็นก้าวที่สำคัญ ที่จะทำให้มนุษย์เราสามารถต่อสู้กับความสามารถของ AI ที่นับวันยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

โดย Elon Musk ได้ขึ้นเวทีที่สำนักงานใหญ่ของ Neural Link เพื่อเปิดเผยต้นแบบ V2 ของเครื่องต้นแบบที่มีการเปิดตัวเมื่อปีที่แล้ว โดยรุ่น V2 นี้จะบรรจุอิเล็กโทรดมากถึง 1,024 ตัว และจะแตะเพียงแค่ผิวเปลือนอกของสมองมนุษย์เพียงเท่านั้น

โดยอิเล็กโทรดเหล่านี้จะเชื่อต่อกับชิป “Link 0.9” ของ Neural Link ซึ่งเป็นชิปขนาด 23 มม. * 8 มม. ซึ่งจะเสียบเข้ากับรูเล็ก ๆ ที่เจาะเข้าไปในกะโหลดศรีษะของผู้ป่วย และเป็นตัวที่ใช้ในการรวบรวมสัญญาณ

โดยจะสามารถรับส่งข้อมูลในความเร็วระดับ เมกะบิต ต่อ วินาที และด้วยแบตเตอรี่เทคโนโลยีใหม่ มีรายงานว่าสามารถใช้งานแบตเตอรี่ได้เต็มวัน และช่วยให้ผู้ใช้สามารถชาร์จไฟได้ในขณะนอนหลับ

และการเปิดเผยครั้งสำคัญในครั้งนี้ เรียกได้ว่า ปฏิวัติวงการแพทย์ เมื่อชิป ดับกล่าวจะสามารถ วัดอุณหภูมิ ความดัน และ การเคลื่อนไหวของผู้ป่วย ซึ่งอาจให้คำเตือบล่วงหน้าเกี่ยวกับ อาการหัวใจวาย หรือ โรคหลอดเลือดสมอง ที่เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่คร่าชีวิตของมนุษย์ในลำดับต้น ๆ

โดยในระหว่างการสาธิตนั้น Musk ได้เปิดเผยการทดลองกับ หมู 3 ตัว ได้แก่ Joyce , Gertrude และ Dorothy โดย Joyce นั้นไม่ได้รับการปลูกถ่าย ส่วน Dorothy นั้นได้รับการปลูกถ่าย และได้ถอดออกในภายหลัง ส่วน Gertrude นั้นได้รับการปลูกถ่าย และอุปกรณ์ Link ก็ยังฝังอยู่ในตัวของมัน

เพื่อทำการทดสอบเปรียบเทียบผลกระทับทั้งสามตัวอย่าง และเก็บข้อมูลเพื่อมาวิเคราะห์ หลังจากก่อนหน้านี้ได้ทำการทดลองในหนู และได้ผลลัพธ์ที่ค่อนข้างดีเยี่ยม ที่ Musk เคยออกมากล่าวว่า “Link สามารถที่จะควบคุมคอมพิวเตอร์ด้วยสมองได้”

การปลูกถ่ายไปยังสมองมนุษย์ | cr : cnet.com
การปลูกถ่ายไปยังสมองมนุษย์ | cr : cnet.com

ต้องบอกว่า ถือเป็นการยกระดับเทคโนโลยี โดยเฉพาะในเรื่องของอุปกรณ์ Device ต่าง ๆ ที่เชื่อมต่อกับมนุษย์เราที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบัน ซึ่ง ใน V2 ที่ Musk ได้ออกมากล่าวนั้น ต้องบอกว่ามันเหมือนกับอุปกรณ์อย่าง Fitbit ในกะโหลกศีรษะของมนุษย์เรา

แน่นอนว่าเป้าหมายแรกของ Elon Musk ก็คงเป็นการช่วยเหลือผู้ป่วย หรือ การทำการ Monitor สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับผู้ป่วย เพื่อแจ้งเตือนล่วงหน้า จะดีแค่ไหน เมื่อ อุปกรณ์อย่าง Link สามารถแจ้งเตือนอาการ อย่าง โรคหัวใจวาย หรือ หลอดเลือดสมองตีน ให้เราเหมือนมีระบบ Notification บนมือถือ ที่ต้องบอกว่าโรคดังกล่าวนั้นได้คร่าชีวิต ผู้คนที่คุณรักแบบไม่ทันได้ตั้งตัวมาอย่างมากมาย

รวมถึงการช่วยเหลือ ผู้ป่วยพิการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสายตา หรือ การได้ยิน ที่อุปกรณ์ดังกล่าวสามารถที่จะมาช่วยเหลือได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ Musk ก็ยังหวังว่า สุดท้ายแล้วจุสามารถยกระดับอุปกรณ์ดังกล่าว ให้สามารถอ่านจิตใต้สำนึกของมนุษย์ และทำให้เราสามารถสื่อสารกับเครื่องจักร หรือ AI ได้ โดยใช้เพียงแค่ความคิด หรือ ถึงขนาดที่ว่าในอนาคตเราสามารถที่จะบันทึก หรือ เล่นซ้ำ ความทรงจำเก่า ๆ เหมือนที่เราทำกับสื่อดิจิตอล ได้นั่นเอง

ต้องบอกว่า Elon Musk นั้นมองปัญหาใหญ่ ๆ ของโลกเราเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพลังงานทดแทน หรือ การเดินทางในอวกาศ ซึ่งล้วนแล้วต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลในการสร้างฝันของเขาให้สำเร็จขึ้นมาได้

และที่สำคัญ การหลอมรวมกันอย่างกลมกลืนของซอฟต์แวร์ อิเล็กทรอนิกส์ วัสดุล้ำสมัย และประสิทธิภาพของคอมพิวเตอร์ มันคือพรสวรรค์ที่ยิ่งใหญ่ของ Elon Musk ที่ยากจะหาใครเทียบได้ในยุคปัจจุบัน 

ทั้ง SpaceX , Tesla , SolarCity หรือ โครงการล่าสุดอย่าง Neural Link นั้น เป็นบริษัทที่ล้วนอยู่ในอุตสาหกรรมที่มี Impact ต่อโลกเราอย่างมหาศาล ทุกสิ่งที่เขาทำนั้นมีหลายคนเคยปรามาสว่าเป็นเรื่องที่เพ้อฝัน และไม่มีทางเป็นไปได้ แต่ Musk ก็ได้พิสูจน์ครั้งแล้วครั้งเล่าว่าแม้จะเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ หรือ ยากเย็นเพียงใด เขาก็สามารถทำมันให้เห็นผลเป็นประจักษ์ได้สำเร็จได้นั่นเองครับ และผมก็เชื่อเช่นนั้นครับ..

References : https://www.newscientist.com/article/2253274-elon-musk-demonstrated-a-neuralink-brain-implant-in-a-live-pig
https://www.engadget.com/elon-musk-unveils-v-2-of-the-neuralink-brainmachine-interface-surgery-bot-231559145.html
https://www.cnet.com/news/elon-musks-neuralink-its-like-a-fitbit-in-your-skull/

Elon Musk กล่าว “คนที่ไม่คิดว่า AI จะฉลาดกว่าพวกเขา เป็นคนโง่กว่าที่คิด”

Elon Musk CEO ของ Tesla กล่าวย้ำถึงข้อกังวลของเขาเกี่ยวกับอนาคตของปัญญาประดิษฐ์ในวันพุธที่ผ่านมา โดยกล่าวว่า ผู้ที่ไม่เชื่อว่าคอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้เกินขีดความสามารถทางปัญญาของพวกเราได้ เป็นคนโง่กว่าที่คิด

Musk กล่าว “เราควรกังวลว่า AI กำลังจะก้าวไปถึงจุดไหน และคนที่คิดผิดมากที่สุดเกี่ยวกับ AI คือคนที่ฉลาดมาก ๆ เพราะพวกเขาไม่สามารถจินตนาการได้ว่าคอมพิวเตอร์จะฉลาดกว่าพวกเขา เป็นตรรกะที่โง่กว่าที่คิด

ก่อนหน้านี้ Musk ได้กล่าวว่าเขาเชื่อว่า AI ก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อมนุษยชาติมากกว่าอาวุธนิวเคลียร์และเรียกร้องให้มีกฎระเบียบในการตรวจสอบในการพัฒนาเทคโนโลยี AI

“อันตรายของ AI นั้นใหญ่กว่าอันตรายจากหัวรบนิวเคลียร์เป็นอย่างมาก” Musk กล่าวในปี 2018 “ไม่มีใครในโลกนี้อยากให้โลกสร้างหัวรบนิวเคลียร์ขึ้นมาเพิ่มอีก : แต่ AI จะอันตรายยิ่งกว่านิวเคลียร์ “

Mark Zuckerberg CEO ของ Facebook ไม่เห็นด้วยกับ Musk และกล่าวว่า AI มีประโยชน์มากมาย ทั้งการปรับปรุงการดูแลสุขภาพ และสามารถลดอุบัติเหตุทางรถยนต์ ขณะที่เห็นว่า Musk นั้นมอง AI ในแง่ร้ายมากเกินไปเกี่ยวกับ AI

สำหรับโดยส่วนตัวนั้น ก็ถือว่า ติดตามเทคโนโลยีด้าน AI มาอยู่ตลอดเป็นเวลาหลายปี และใช้เทคโนโลยีดังกล่าวในการทำงานด้วย ต้องบอกว่าความเห็นส่วนตัวนั้น ค่อนข้างที่จะเห็นด้วยกับ Elon Musk

จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่ผมมองเห็นน่าจะเป็นการสร้าง Alpha Go ที่เอาชนะแชมป์โกะโลกได้ ต้องบอกว่า ก่อนหน้านี้ ที่ IBM เคยเอาชนะแชมป์หมากรุกโลกได้นั้น ถือเป็นเรื่องเล็ก ๆ ไปเลย เมื่อเทียบกับเกมส์โกะ เพราะเกมส์โกะ เป็นเกมส์ที่มีความน่าจะเป็นในกระดานสูงมาก และต้องคิดแบบหลายชั้น

ซึ่งการที่ AI สามารถเอาชนะขีดจำกัดในข้อนี้ของมนุษย์ได้นั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดา เราต้องลองจินตนาการว่า หาก Alpha Go สามารถเอาชนะแชมป์โลกโกะ ได้ แล้วต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น เมื่อ AI สามารถเรียนรู้การทำงานของมนุษย์ และรู้ถึงจุดอ่อนของมนุษย์เราได้

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ คือการเกิดขึ้นของ Alpha Go
จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ คือการเกิดขึ้นของ Alpha Go

ต่อจากนี้เราก็อาจจะได้เห็น Alpha Go ในทุก Domain เลยก็ว่าได้ลองจินตนาการว่า  หมอที่เก่งที่สุดในโลกในด้านที่ AI สามารถจำลองการทำงานได้ เช่น รังสีแพทย์ ที่ใช้ในการวิเคราะห์ผลจากการถ่าย X-RAY ไม่ว่าจะเป็น Ultrasound , MRI , CT-Scan เพื่อใช้ในการวิเคราะห์โรคร้ายต่าง ๆ ซึ่งหมอเล่านี้นั้น ต้องใช้การเรียนรู้ + ประสบการณ์ในการ วิเคราะห์ภาพที่ได้จากเครื่อง X-RAY ชนิดต่าง ๆ ซึ่ง ไม่ยากเลยสำหรับ AI ที่จะเรียนรู้แบบหมอได้

และเทคโนโลยีปัจจุบันนั้น คิดว่า สมมติว่ามีการแข่งขัน ให้หมอที่เทพที่สุดด้านนี้ มาแข่งกับ AI ผลน่าจะไม่ต่างจากเกมส์โกะ ที่สามารถเอาชนะแชมป์โลกไปได้อย่างไม่ยากเย็น แต่ก็อยู่ที่ว่ามนุษย์เรานั้นจะสามารถยอมรับได้หรือไม่ หากต่อไป นั้น เราจะถูกวินิจฉัยโดย AI ซึ่งไม่ใช่หมอ

เช่นเดียวกับ ในอนาคตอันใกล้นี้ เราจะยอมรับได้มั๊ยว่า รถแบบขับเคลื่อนอัตโนมัตินั้น จะเป็นรถปรกติที่วิ่งบนถนนเดียวกับเรา ซึ่ง ยังไงอัตรการเกิดอุบติเหตุจาก AI เหล่านี้ ก็น่าจะน้อยกว่ามนุษย์อยู่แล้ว เพราะความแม่นยำที่สามารถตรวจสอบได้ และขีดจำกัดหลาย ๆ อย่างของมนุษย์นั้น จะไม่สามารถทำงานได้เทียบเท่า AI อีกต่อไป

แล้วคุณล่ะ คิดอย่างไรกับเรื่องนี้ ???

References : https://www.businessinsider.com/elon-musk-smart-people-doubt-ai-dumber-than-they-think-2020-7