เมื่อนักเขียน freelance กล่าวว่า ChatGPT สามารถเขียนบทความมูลค่า 20,000 บาทในเวลาเพียงแค่ 30 วินาที

นักเขียน freelance คนหนึ่งกล่าวว่าความสนุกของเขากับ ChatGPT ของ Open AI ได้กลายมาเป็นความน่ากลัว หลังจากที่ AI ได้รวบรวมบทความทางการตลาดที่เกือบจะเสร็จสมบูรณ์แล้วในเวลาเพียงแค่ 30 วินาทีเท่านั้น

Henry Williams กล่าวกับ The Guardian ว่าบทความของ AI ต้องการการแก้ไขเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่เมื่อแก้ไขเสร็จแล้ว สามารถสร้างมูลค่าได้ถึง 500 ปอนด์ ( ประมาณ 20,000 บาท )

Williams กล่าวว่าบทความของ AI มีโครงสร้างที่เรียบง่ายและเขียนด้วยโทนที่ไร้ซึ่งความรู้สึก แต่ประเด็นสำคัญของเนื้อหาและรูปแบบไวยากรณ์ล้วนแล้วแต่เป็นจุดที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

เขาเสริมว่า: “ฉันค่อนข้างมั่นใจว่าปัญญาประดิษฐ์จะมาแย่งงานฉัน”

ChatGPT ซึ่งดึงดูดผู้ใช้มากกว่า 1 ล้านคนหลังจากเปิดตัวไม่นาน เป็นรูปแบบภาษาขนาดใหญ่ที่ได้รับการยกย่องในด้านความสามารถในการสร้างข้อความสนทนาที่เหมือนมนุษย์ ที่เพิ่งเปิดให้สาธารณชนเข้าใช้งานตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน แต่เติบโตอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นไวรัลฮิตไปทั่วโลก ซึ่งจุดประกายความสนใจจากผู้บริหารระดับสูงจากหลากหลายองค์กร

แม้ว่าความสามารถของ AI นั้นจะยังอยู่ระหว่างการทดสอบ แต่เทคโนโลยีได้แสดงให้เห็นถึงความหวังในการเขียนโค้ดและเรียงความที่ซับซ้อนและยังสามารถผ่านการสอบของ Wharton Business School ได้อีกด้วย

Williams แนะนำในความคิดเห็นของเขาผ่าน The Guardian ว่านักเขียนและบรรณาธิการนั้นยังคงต้องการอยู่ โดยมนุษย์จะกระตุ้นให้ AI สร้างแบบร่างของบทความจำนวนมหาศาล และจะเข้ามาแทรกแซงเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง แก้ไข และอนุมัติเพียงเท่านั้น”

อย่างไรก็ตาม ChatGPT แสดงให้เห็นแนวโน้มที่จะนำเสนอข้อมูลเท็จและมั่นใจว่ามันคือความจริง ทำให้เกิดความกังวลว่าข้อมูลดังกล่าวอาจนำไปสู่การเผยแพร่ข้อมูลที่ผิดไปทั่วอินเทอร์เน็ต

References :
https://www.businessinsider.com/chatgpt-wrote-600-dollar-article-30-seconds-freelance-writer-ai-2023-1
https://www.unilad.com/technology/writer-uses-ai-chatgpt-article-copywriting-911331-20230125

เมื่อ OpenAI จ้างคนงานชาวเคนยาน้อยกว่า 2 ดอลาร์ต่อชั่วโมงเพื่อทำให้ ChatGPT มีความ Toxic น้อยลง

ChatGPT ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่น่าประทับใจที่สุดในปี 2022 เปิดตัวเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว Chatbot ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อันทรงพลังสามารถสร้างข้อความในเกือบทุกหัวข้อ ตั้งแต่โคลงร่างของเชกสเปียร์ที่คิดขึ้นมาใหม่ ไปจนถึงทฤษฎีทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนซึ่งอธิบายเป็นภาษาที่เด็กอายุ 5 ขวบสามารถเข้าใจได้ ซึ่งภายในหนึ่งสัปดาห์มีผู้ใช้มากกว่าล้านคน

แต่เรื่องราวความสำเร็จนั้นไม่ใช่มาจากแค่เฉพาะกลุ่มมนุษย์อัจฉริยะของ Silicon Valley เพียงอย่างเดียว ในการพยายามทำให้ ChatGPT มีเนื้อหาที่ Toxic น้อยลง OpenAI ใช้แรงงานชาวเคนยาซึ่งมีรายได้น้อยกว่า 2 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง

งานนี้มีความสำคัญสำหรับ OpenAI GPT-3 ซึ่งเป็นต้นแบบของ ChatGPT ได้แสดงความสามารถที่น่าประทับใจในการร้อยเรียงประโยคเข้าด้วยกัน

เนื่องจากแอปนี้มีแนวโน้มที่จะสร้างชุดคำพูดที่รุนแรง เหยียดเพศ และเหยียดเชื้อชาติ นี่เป็นเพราะ AI ได้รับการฝึกเกี่ยวกับคำศัพท์หลายแสนล้านคำที่คัดมาจากอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นคลังเก็บภาษามนุษย์จำนวนมหาศาล 

ซึ่งชุดข้อมูลการฝึกอบรมขนาดใหญ่นั้นเป็นสาเหตุของความสามารถทางภาษาที่น่าประทับใจของ GPT-3 แต่ก็อาจเป็นคำสาปที่ใหญ่ที่สุดได้เช่นเดียวกัน 

เนื่องจากบางส่วนของอินเทอร์เน็ตเต็มไปด้วยความ Toxic และความลำเอียง จึงไม่มีวิธีง่ายๆ ในการล้างข้อมูลการฝึกอบรมส่วนเหล่านั้น แม้แต่ทีมงานที่มีมนุษย์หลายร้อยคนก็ยังต้องใช้เวลาหลายสิบปีในการค้นหาชุดข้อมูลขนาดมหึมาด้วยตนเอง มีเพียงการสร้างกลไกความปลอดภัยที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพิ่มเติมเท่านั้นที่ OpenAI จะสามารถควบคุมอันตรายนั้นได้

ในการสร้างระบบความปลอดภัยนั้น OpenAI ได้ดึงเอาส่วนหนึ่งของวิธีที่บริษัทโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook ที่ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าสามารถสร้าง AI ที่สามารถตรวจจับภาษาที่ Toxic ได้ เช่น คำพูดแสดงความเกลียดชัง เพื่อช่วยลบมันออกจากแพลตฟอร์มของพวกเขา 

หลักการนั้นเรียบง่าย เพียงแค่ป้อน AI ด้วยตัวอย่างความรุนแรง คำพูดแสดงความเกลียดชัง และการล่วงละเมิดทางเพศ และให้เครื่องมือนั้นสามารถเรียนรู้ที่จะตรวจจับรูปแบบความเป็นพิษเหล่านั้น 

ตัวตรวจจับนั้นจะถูกสร้างขึ้นใน ChatGPT เพื่อตรวจสอบว่ามันสะท้อนความ Toxic ของข้อมูลการฝึกอบรมหรือไม่ และกรองออกก่อนที่จะส่งถึงผู้ใช้ นอกจากนี้ยังสามารถช่วยขัดเกลาข้อความที่เป็นพิษออกจากชุดข้อมูลการฝึกอบรมของโมเดล AI ในอนาคต

หุ้นส่วนเอาท์ซอร์สของ OpenAI ในเคนยาคือ Sama บริษัทในซานฟรานซิสโกที่จ้างคนงานในเคนยา ยูกันดา และอินเดียเพื่อติด Tag ข้อมูลสำหรับลูกค้าใน Silicon Valley เช่น Google, Meta และ Microsoft ซึ่ง Sama ทำตลาดตัวเองว่าเป็นบริษัท “AI ที่มีจริยธรรม” และอ้างว่าได้ช่วยยกระดับผู้คนกว่า 50,000 คนให้พ้นจากความยากจน

ผู้ติด Tag ข้อมูลที่จ้างโดย Sama ในนามของ OpenAI ได้รับค่าจ้างประมาณ 1.32 ถึง 2 ดอลลาร์ ต่อชั่วโมง ขึ้นอยู่กับความอาวุโสและประสิทธิภาพการทำงานของพวกเขา 

พนักงานของ Sama คนหนึ่งซึ่งได้รับมอบหมายให้อ่านและติด Tag ข้อความสำหรับ OpenAI กล่าวว่า เขาต้องทนทุกข์ทรมานจากการมองเห็นเรื่องเลวร้ายซ้ำๆ ตัวอย่างเช่น หลังจากอ่านคำอธิบายกราฟิกของชายคนหนึ่งที่มีเพศสัมพันธ์กับสุนัขต่อหน้าเด็กเล็ก “นั่นเป็นการทรมาน” เขากล่าว 

“คุณจะอ่านข้อความทำนองนั้นตลอดทั้งสัปดาห์ และเมื่อถึงวันศุกร์คุณจะถูกรบกวนจากการคิดถึงภาพเหล่านั้น” ลักษณะที่กระทบกระเทือนจิตใจของงานทำให้ Sama ยกเลิกงานทั้งหมดสำหรับ OpenAI ในเดือนกุมภาพันธ์ 2022

พนักงานของ Sama ถูกคาดหวังให้อ่านและติด Tag ข้อความระหว่าง 150 ถึง 250 ข้อความต่อกะเก้าชั่วโมง ซึ่งตัวอย่างเหล่านี้อาจมีตั้งแต่ประมาณ 100 คำไปจนถึงมากกว่า 1,000 คำ 

ทำให้เหล่าพนักงานของ Sama มีแผลเป็นทางจิตใจจากการทำงาน แม้ว่าพวกเขาจะมีสิทธิ์เข้าร่วมเซสชันกับที่ปรึกษาด้านสุขภาพจิต แต่เซสชันเหล่านี้ก็ไม่มีประโยชน์และต้องจองคิวนานมาก ๆ เนื่องจากมีความต้องการสูง

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 ความสัมพันธ์ของ Sama และ OpenAI ต้องหยุดลง ในเดือนนั้น Sama เริ่มงานนำร่องสำหรับโครงการแยกต่างหากสำหรับ OpenAI การรวบรวมภาพทางเพศและความรุนแรง ซึ่งบางภาพผิดกฎหมายภายใต้กฎหมายของสหรัฐฯ เพื่อส่งไปยัง OpenAI งานติด Tag กำกับภาพดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกับ ChatGPT อีกต่อไป

การตัดสินใจของ Sama ที่จะยุติการทำงานกับ OpenAI หมายความว่าพนักงานของ Sama ไม่ต้องจัดการกับข้อความและภาพที่น่ารำคาญอีกต่อไป แต่มันมีผลกระทบอย่างมากต่อการดำรงชีวิตของพวกเขาด้วย 

พนักงานของ Sama กล่าวว่าในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2022 พวกเขาถูกเรียกเข้าร่วมการประชุมกับสมาชิกในทีมทรัพยากรบุคคลของบริษัท ซึ่งพวกเขาได้รับแจ้งข่าวดังกล่าว “เราได้รับแจ้งว่าพวกเขา (Sama) ไม่ต้องการให้พนักงานของตนสัมผัสกับเนื้อหาที่อันตรายเช่นนี้อีก”

แต่ก็ต้องบอกว่าความต้องการของมนุษย์ในการติด Tag ข้อมูลสำหรับระบบ AI ยังคงมีอยู่ อย่างน้อยก็ในตอนนี้ 

“พวกมันมีความสามารถที่น่าประทับใจ แต่ ChatGPT และโมเดลอื่นๆ ไม่ได้มีเวทมนต์ พวกมันต่างพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานขนาดใหญ่ของแรงงานมนุษย์และข้อมูลที่คัดลอกมา ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้ระบุแหล่งที่มาและใช้โดยไม่ได้รับความยินยอม” Andrew Strait นักจริยธรรมด้าน AI กล่าวเมื่อเร็วๆ นี้ผ่านทางทวิตเตอร์. “สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาพื้นฐานที่ร้ายแรงซึ่งผมไม่เคยเห็น OpenAI กล่าวถึงมันเลยด้วยซ้ำ”

References :
https://www.sama.com/blog/we-are-a-b-corp/
https://time.com/collection/best-inventions-2022/6225486/dall-e-2/
https://time.com/6247678/openai-chatgpt-kenya-workers/
https://thisisafrica.me/africans-rising/samasource-digital-africa-unemployed-youth/

อย่าแบน ChatGPT ในโรงเรียน จงใช้มันเป็นเครื่องมือในการเพิ่มประสิทธิภาพทางการศึกษา

เรียกได้ว่าตอนนี้ ChatGPT เองได้เป็นกระแสไปทั่วโลก กับความสามารถอันพิเศษของมัน ความรู้สึกส่วนตัวผมเองที่เคยรู้สึกเดียวกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ แบบนี้ก็คือตอนที่ Google ได้เริ่มเปิดให้ใช้งานทั่วโลกใหม่ ๆ

ในตอนนั้นเดิมทีที่ข้อมูลต่าง ๆ ที่เราต้องการค้นหา อาจจะมีทางเว็บไซต์บ้าง แต่ก็ยากที่จะค้นหามัน ส่วนใหญ่ก็ต้องไปค้นคว้ากันที่ห้องสมุด เมื่อ Google เปิดตัวทุกสิ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไปทันที เมื่อเราสามารถค้นหาข้อมูลต่าง ๆ แทบทุกอย่างในโลกผ่านปลายนิ้ว

และเฉกเช่นเดียวกันกับสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นกับ ChatGPT เพราะมันสามารถทำอะไรได้หลายอย่างมาก ๆ โดยเฉพาะในวงการการศึกษา ทั้งเขียนเรียงความ แก้ปัญหาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ หรือแม้กระทั่งเขียนโค้ดคอมพิวเตอร์

มันเป็นยิ่งกว่า Google ถ้าเทียบกับสิ่งที่มันส่งผลกระทบในการเรียน ซึ่งโลกของการเรียนรู้ของมนุษย์โดยเฉพาะในห้องเรียนจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

แม้จะมีข่าวว่าเริ่มมีการแบน ChatGPT ในสถานศึกษาต่าง ๆ เกิดขึ้นบ้างแล้ว แต่ต้องบอกว่า ChatGPT มันก็แทบไม่ต่างจาก Google สุดท้ายมันจะกลายเป็นสิ่งสามัญของนักเรียนทุกคนที่ต้องใช้ในการเรียน การค้นหาข้อมูล

แม้มันจะดูเหมือนการโกง เช่น การให้ ChatGPT ทำการบ้าน หรือทำข้อสอบให้ ซึ่งดูเหมือนว่ามันจะทำได้ดีเสียด้วย มันเป็นการลุกล้ำเข้ามาในอุตสาหกรรมการศึกษาแบบแทบไม่มีการเตือนภัยล่วงหน้า

การแบน ChatGPT นั้นไม่ใช่ทางออกระยะยาวอย่างแน่นอน เพราะสุดท้ายมันมีเครื่องมือมากมายให้นักเรียนสามารถเข้าถึงบริการเหล่านี้ได้ ตัวอย่างเช่น VPN

แม้ว่าในทางเทคนิคการปิดกั้นนั้นจะพอทำได้ แต่มันสร้างภาระงานเพิ่มเติมให้กับครูผู้สอนอย่างแน่นอน เพราะต้องมาไล่ติดตามซอฟท์แวร์ที่คอยดักจับ AI เหล่านี้

แต่หากมองอีกมุมหนึ่งแล้วนั้น การนำ ChatGPT มาใช้งานที่ถูกต้อง สามารถทำให้มันเป็นเครื่องมือการสอนที่มีประสิทธิภาพได้

ตัวอย่างที่น่าสนใจ Cherie Shields ครูสอนภาษาอังกฤษระดับมัธยมปลายในรัฐ Oregon ได้ให้นักเรียนใช้เครื่องมืออย่าง ChatGPT ในการสร้างโครงร่างของเรียงความโดยเปรียบเทียบกับเรื่องสั้นในศตวรรษที่ 19

ChatGPT ช่วยเขียนโครงร่างเหล่านี้ ซึ่งลดเวลาหลายๆ อย่างในการเรียนรู้ให้กับนักเรียนได้เป็นอย่างมาก Cherie ยังสอนให้นักเรียนเกี่ยวกับการตอบโต้กับโมเดล AI และวิธีที่จะใช้ประโยชน์จากมัน

ChatGPT ยังช่วยให้ครูประหยัดเวลาในการเตรียมตัวสำหรับชั้นเรียนได้อีกด้วย Jon Gold ครูสอนประวัติศาสตร์ในเกรด 8 ที่โรงเรียน Moses Brown ในรัฐโรไอแลนด์ ได้ทดลองใช้ ChatGPT เพื่อสร้างแบบทดสอบ เขาได้ป้อนบทความเกี่ยวกับยูเครนให้ AI และขอให้ AI สร้างคำถามแบบปรนัย 10 ข้อที่สามารถใช้เพื่อทดสอบความเข้าใจของนักเรียนเกี่ยวกับบทความ

Gold กล่าวว่า ChatGPT ไม่ใช่ภัยคุกคามต่อการเรียนรู้ของนักเรียน กลับกัน มันเป็นเครื่องส่งเสริมความรู้ความเข้าใจให้กับนักเรียนและลดระยะเวลาในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

โลกเรานั้นมีแต่ก้าวไปข้างหน้าไม่มีถอยหลัง Google ก็พัฒนาความสามารถในการค้นหามาตลอดเวลา ทำให้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลการค้นหาสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมในทุก ๆ วันน

ChatGPT ก็เช่นเดียวกัน มันมีแต่จะพัฒนาไปข้างหน้า เพราะฉะนั้น เราต้องหาวิธีการปรับตัวให้เข้ากับเครื่องมือเหล่านี้ ไม่ใช่แค่เลือกวิธีการง่าย ๆ โดยการแบนมัน เพราะสุดท้ายเราจะไม่ได้ประโยชน์อะไรจากเทคโนโลยีเหล่านี้ที่จะเปลี่ยนภูมิทัศน์ด้านการศึกษาของมนุษย์ไปตลอดกาลนั่นเองครับผม

References Image :
https://www.channelnewsasia.com/business/chatgpt-ai-teachers-education-plagiarism-homework-writing-essays-3207326

Shoptrue แอปช้อปปิ้งขับเคลื่อนด้วย AI ที่ต้องการเป็น Netflix ของวงการแฟชั่น

ต้องบอกว่าธุรกิจ ecommerce ทั่วโลกเริ่มที่จะไม่มีนวัตกรรมใหม่ ๆ อะไรออกมามากนัก มีการแบ่งขั้วกันอย่างชัดเจนระหว่างฝั่งตะวันตกที่นำโดย Amazon และฝั่งตะวันออกที่นำโดยแพลตฟอร์มชอปปิ้งของจีน

มันเป็นเรื่องไม่ง่ายนักในการควานหาสินค้า โดยเฉพาะสินค้าแฟชั่นจากรายการสินค้านับล้านๆ รายการที่วางขายอยู่บนแแพลตฟอร์มต่าง ๆ

แต่ Shopture พวกเขาต้องการปฏิวัติวงการด้วยการทำให้การชอปปิ้งออนไลนน์เป็นเรื่องง่ายและสนุกยิ่งขึ้น

ซึ่งต้องบอกว่าตอนนี้อัลกอริธึมในรูปแบบการ discover หรือค้นพบใหม่ ๆ นั้นกำลังกลายเป็นกระแสความนิยม ทั้งในแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งเอง อย่าง netflix ก็มีจุดเด่นในเรื่องดังกล่าว หรือแม้แต่ TikTok เองที่นำพาคุณไปสู่โลกใหม่ผ่าน For You ที่จะได้ค้นพบวีดีโอใหม่ ๆ ที่เราอาจจะชอบและเสพติดมันได้

Shoptrue นั้นก่อตั้งโดย Romney Evans ผู้คร่ำหวอดด้าน ecommerce ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง True Fit ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพที่ใช้ข้อมูลเพื่อช่วยให้ผู้บริโภคค้นหาเสื้อผ้าที่พอดีตัวยิ่งขึ้น

Evans ได้รวบรวมทีมระดับแนวหน้าเพื่อเปิดตัว Shoptrue เขาได้ว่าจ้าง John Lashlee อดีต Data Scientist ของ Netflix และ LinkedIn ให้เป็นรองประธานฝ่าย Data Science รวมถึงได้มือดีอย่าง Brandon Holley อดีตบรรณาธิการบริหารของ Lucky , Jane และ ElleGirl เป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายแฟชั่น

ผู้ก่อตั้ง Shoptrue Romney Evans (ซ้าย), Chief Fashion Officer Brandon Holley (กลาง), รองประธานฝ่าย Data Science John Lashlee (ขวา) CR:Techcrunch
ผู้ก่อตั้ง Shoptrue Romney Evans (ซ้าย), Chief Fashion Officer Brandon Holley (กลาง), รองประธานฝ่าย Data Science John Lashlee (ขวา) CR:Techcrunch

Shoptrue ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อสร้างร้านค้าส่วนบุคคลสำหรับลูกค้าแต่ละราย อัลกอริธึมจะช่วยคัดสรรผลิตภัณฑ์ตามรสนิยม งบประมาณ และความพอดี

โดยแพลตฟอร์มจะมีการเลือกจาก 2,000 แบรนด์ และผลิตภัณฑ์หลายล้านรายการ ซึ่งแพลตฟอร์มดังกล่าวจะใช้งานได้ทั้งในแอปและเว็บไซต์ และเพิ่งเปิดตัวสู่สาธารณะเมื่อวันที่ 15 พ.ย. ที่ผ่านมา

โดยเมื่อผู้ใช้เข้าสู่แพลตฟอร์มในครั้งแรก พวกเขาจะได้รับคำถามสั้น ๆ เพื่อระบุแบรนด์และลักษณะที่พวกเขาชอบ จากนั้นพวกเขาจะสามารถเข้าถึงร้านค้าส่วนตัวของพวกเขาได้

ในขณะที่เว็บไซต์ ecommerce ส่วนใหญ่นั้นยังคงพึ่งพาผู้คนในการค้นหาสิ่งที่พวกเขาต้องการ แต่ Shoptrue คิดต่าง

เนื่องด้วยการเติบโตมาในรูปแบบของสตาร์ทอัพ พวกเขาได้คิดค้นบริการที่ช่วยให้ผู้บริโภคค้นพบผลิตภัณฑ์ที่พวกเขาอาจสนใจ ในหลายๆ ด้าน

ซึ่งก็ต้องบอกว่า ตอนนี้ชีวิตมนุษย์เราก็ถูกผูกติดอยู่กับอัลกอริธึมแทบจะตลอดเวลาอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นข่าวไปจนถึงเพลง หรือแม้กระทั่งภาพยนตร์ ดังนั้น Shoptrue จึงคิดว่าน่าจะผลักดันมันให้ใช้กับเรื่องแฟชั่นได้

ความน่าสนใจของ Shoptrue ก็คือ พวกเขาทำให้การซื้อเสื้อผ้าเป็นเหมือนการเลื่อนดูฟีดผ่านโซเชียลมีเดียและค้นหาเพชรเม็ดงามที่คุณไม่เคยพบเจอด้วยตัวเอง

Shoptrue ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อสร้างร้านค้าส่วนบุคคลสำหรับลูกค้าแต่ละราย (CR: Shoptrue)
Shoptrue ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อสร้างร้านค้าส่วนบุคคลสำหรับลูกค้าแต่ละราย (CR: Shoptrue)

แต่แม้ว่าวิธีการของ Shoptrue จะมีศักยภาพในการปฏิวัติการชอปปิ้งออนไลน์ แต่ก็มีความท้าทายเช่นเดียวกัน

สิ่งแรกก็คือเหล่าผู้บริโภคออนไลน์มักจะไม่มีความแน่นอน ดังนั้นจึงอาจเป็นเรื่องยากที่จะให้ผู้บริโภคกลุ่มสำคัญมาลองตลาดใหม่ และให้ลองในระยะเวลาที่นานพอที่เทคโนโลยีจะเรียนรู้ความชอบของพวกเขา

และที่สำคัญการใช้อัลกอริธึมเพื่อระบุสไตล์ของผู้บริโภคอาจเป็นเรื่องยาก เนื่องจากรสนิยมการแต่งตัวของโดยเฉพาะเหล่าวัยรุ่นนั้นมักจะเปลี่ยนแปลงบ่อยตามวัฎจักรของแฟชั่น

หลายคนก็ใช้เครื่องแต่งกายเพื่อแสดงตัวตนของพวกเขา มันจะคุ้มค่ากับการที่อัลกอริธึมเข้ามาแทนที่กระบวนการเลือกสไตล์ส่วนตัวของเราหรือไม่ เป็นคำถามที่สำคัญ

แต่ในท้ายที่สุด ความท้าทายที่สำคัญที่สุดของแพลตฟอร์มใหม่ๆ อย่าง Shoptrue ก็คือการที่จะสามารถเอาชนะใจผู้บริโภคได้หรือไม่ในโลก ecommerce ที่มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด

ซึ่งแน่นอนว่า มีสตาร์ทอัพเกิดขึ้นทุกวัน ทุกหนทุกแห่งในโลกใบนี้ควบคู่ไปกับแพลตฟอร์มขนาดยักษ์อย่าง Amazon จากโลกตะวันตก หรือ Alibaba จากประเทศจีน

ซึ่ง Shoptrue อาจจะต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ว่าแนวคิดใหม่ที่ ทำให้แฟชั่นเป็นเรื่องของอัลกอริธึมนั้นจะสามารถประสบความสำเร็จได้หรือไม่นั่นเองครับผม

References :
https://www.modernretail.co/technology/true-fit-co-founder-launches-new-fashion-marketplace-shoptrue/
https://www.fastcompany.com/90809071/this-new-shopping-app-wants-to-be-the-netflix-of-fashion
https://techcrunch.com/2022/11/15/ai-driven-fashion-platform-shoptrue/

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้า AI ได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์?

เอาจริง ๆ ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจนะครับว่า ในอนาคต ด้วยเทคโนโลยีโดยเฉพาะทางด้าน AI ที่ก้าวล้ำไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เราได้เห็น model ทางการแพทย์ใหม่ ๆ ที่นำเอาอัลกอริธึมทางด้าน AI ไปประยุกต์ใช้ และประสบความสำเร็จอย่างสูง

ซึ่งในเบื้องต้น ยังต้องมีมนุษย์คอยช่วยพัฒนาวิธีการเหล่านี้อยู่ แต่ถ้าในอนาคตเราสามารถตัดมนุษย์ออกจากกระบวนการดังกล่าวได้ทั้งหมด แล้วปล่อยให้ AI มันทำงานแล้วสามารถค้นพบงานวิจัยระดับ breakthrough ของวงการได้ล่ะ AI ควรจะได้รับรางวัลโนเบลไหม?

เป็นบทความจาก the economist ที่ถือว่าน่าสนใจเลยทีเดียว เมื่อมีการทำนายอนาคตว่าในปี 2036 นั้น รางวัลโนเบลสาขาการแพทย์จะถูกมอบให้กับปัญญาประดิษฐ์

ต่อไปนี้คือเรื่องราวที่ถูกสมมิตขึ้น

ลองจินตนาการว่า มันจะวุ่นวายขนาดไหนหากมันเกิดขึ้นจริง AI ที่มีชื่อว่า YULYA ซึ่งเป็นเทคโนโลยี Machine Learning ที่รู้จักกันอย่างเป็นทางการว่า System for Automated Lymphoma Diagnosis

มันสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีประสิทธิภาพในการต่อต้านแบคทีเรีย มันเกิดขึ้นเนื่องจากอัตราการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับความล้มเหลวของยาปฏิชีวนะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

YULYA ได้ช่วยชีวิตผู้คนได้ประมาณ 4 ล้านคน ทั้งที่ผ่านการรักษาโรคติดเชื้อโดยตรง รวมถึงในกระบวนการการผ่าตัดทั้งผ่าคลอด ซึ่งถือว่าอันตรายเกินไปหากไม่มียาปฏิชีวนะ

เดิมที YULYA ถูกสร้างขึ้นเพื่อจัดการกับปัญหาที่แตกต่างกัน : ค้นหาวิธีในการรักษามะเร็งที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ระบบนี้เป็นหนึ่งในปัญญาประดิษฐ์รุ่นใหม่ที่รวมเอาที่รวมเอาเทคโนโลยี Neural Network และ Deep Learning ขั้นสูง

มันทำงานโดยการตรวจสอบบันทึกจากฐานข้อมูลผู้ป่วย ร่วมกับคลังเอกสารจากวารสารทางการแพทย์และข้อมูลในอดีตจากบริษัทยา นอกจากนี้ยังได้รับการตั้งโปรแกรมให้ประเมินประสิทธิภาพของการรักษาต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงการรักษาแบบผสมผสาน เพื่อแนะนำสูตรการรักษาใหม่ที่สามารถทดสอบในผู้ป่วยได้

อย่างไรก็ตามมันได้เกิดจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในปี 2034 โดยไม่ตั้งใจ ซึ่ง YULYA ได้เข้าถึงเอกสารล่าสุดทั้งหมดในวารสารทางการแพทย์แทนที่จะเป็นเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับมะเร็ง

YULYA เริ่มเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการดื้อยาปฏิชีวนะ และได้เข้าไปเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และสามารถแนะนำแนวทางใหม่ในการรักษาได้สำเร็จ

YULYA ซึ่งถูกสร้างโดย Dr. Anisha Rai แต่มันบังเอิญไปเรียนรู้บางสิ่งบางอย่างนอกเหนือจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ซึ่งไม่เคยได้รับอนุญาต แต่ผลลัพธ์ที่ออกมามันกลับน่าทึ่ง Dr.Rai จึงเลือกที่จะเสนองานวิจัยดังกล่าวออกสู่สาธารณะ

มันได้กลายเป็นข้อถกเถียงกันอย่างดุเดือดว่า YULYA หรือ ผู้สร้างมัน ควรได้รับเครดิตสำหรับงานวิจัยนี้ แต่ Dr. Rai ยืนยันว่า YULYA สมควรได้รับเครดิตแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งท้ายที่สุดงานวิจัยชิ้นนี้ได้รับรางวัลโนเบล

บทสรุป

โดยทั่วไปแล้ว AI จะใช้ทำนายการเริ่มมีอาการของโรค เช่น อัลไซเมอร์ ให้คำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล และเพิ่มความสามารถในการวินิจฉัยของแพทย์ เช่น การอ่านผล X-RAY หรือ ช่วยในการค้นคว้ายาใหม่ ๆ

แต่ก็มีอีกหลากหลายเทคโนโลยีที่ตอนนี้เรียกได้ว่าก้าวล้ำไปมาก ๆ แล้ว แม้จะเป็นเรื่องที่สมมติขึ้น แต่อยู่บนพื้นฐานของการก้าวกระโดดครั้งสำคัญของเทคโนโลยีที่กำลังจะเกิดขึ้นจริง

และท้ายที่สุด YULYA จะไม่ใช่ปัญญาประดิษฐ์สุดท้ายที่ได้รับรางวัลโนเบล เพราะในแขนงอื่น ๆ ทั้งเคมี ฟิสิกส์ ระบบ AI กำลังถูกใช้เพื้อค้นหาวัสดุและสารประกอบเคมีใหม่ ๆ ที่เหมาะสำหรับใช้ในแบตเตอรี่ แผงโซลาเซลล์ และอื่นๆ อีกมากมาย

และสุดท้ายมนุษย์ก็แทบไม่จำเป็นในกระบวนการวิจัยเหล่านี้อีกต่อไปเหมือนสิ่งที่ YULYA ทำ อยู่ที่ว่าเราจะยอมรับความจริงหรือไม่ว่าเราได้พ่ายแพ้ให้กับพวกมันแล้ว และต้องมอบรางวัลทางวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่อย่างรางวัลโนเบลให้กับพวกมันนั่นเองครับผม

References :
https://www.economist.com/what-if/2021/07/03/what-if-an-ai-wins-the-nobel-prize-for-medicine
https://www.worldquant.com/ideas/the-next-imitation-game-ai-wins-the-nobel/