Squirrel AI กับการยกเครื่องหลักสูตรด้วย AI ที่กำลังพลิกโฉมวิธีการเรียนรู้ของโลกเราไปตลอดกาล

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกได้ดำเนินการเร่งปฏิรูปทางด้านการศึกษาโดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่าง เทคโนโลยีทางด้าน AI เข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่นี้

มีความน่าสนใจอย่างนึงที่เกิดขึ้นในประเทศจีนเมื่อบริษัทสตาร์ทอัพที่มีชื่อว่า Squirrel AI ได้เข้ามาปฏิวัติการเรียนการสอนในโรงเรียนมัธยมของประเทศจีน

มันเป็นสิ่งที่แตกต่างออกไปจากแนวคิดการเรียนแบบเดิม ๆ เมื่อ Squirrel AI นั้นได้เข้ามาแทนที่ครูที่เป็นมนุษย์แบบเดิม ๆ ด้วยอัลกอริทึม AI ซึ่งจะจัดการกับบทเรียนต่าง ๆ ของนักเรียนแทน

ซึ่งหลังจากที่ได้ทำการทดลองที่โรงเรียนมัธยมในเมืองหางโจว พบว่า เมื่อสิ้นสุดภาคการศึกษา คะแนนสอบของนักเรียนเพิ่มขึ้นจาก 50% เป็น 62.5% และในอีก 2 ปีถัดมาเพิ่มขึ้นเป็น 85% จากการสอบครั้งสุดท้ายของการเรียนในระดับชั้นมัธยม

มันเป็นการยกระดับการศึกษาครั้งสำคัญโดยใช้เทคโนโลยีอย่าง AI ในประเทศจีน และต้องบอกว่าในปัจจุบันนักเรียนนับล้านคนของประเทศจีน ใช้รูปแบบของ AI ในการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมการสอนนอกหลักสูตร หรือแม้กระทั่งในห้องเรียนหลักของพวกเขาก็ตาม ถือว่าเป็นการทดลองครั้งใหญ่ที่สุดของโลกเกี่ยวกับ AI ในด้านการศึกษาเลยก็ว่าได้

ซึ่งต้องบอกว่า Squirrel AI นั้น เป็นหนึ่งในบริษัทการศึกษา AI ที่ใหญ่ที่สุดในจีน และในฐานะที่พวกขาเป็นที่หนึ่งในประเทศ พวกเขาก็พร้อมที่จะเผยแพร่วิธีการดังกล่าวไปยังต่างประเทศ

Derek Li ผู้ก่อตั้ง Squirrel AI ยังได้เปิดห้องปฏิบัติการวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัย Carnegie Mellon เพื่อศึกษาการเรียนรู้ส่วนบุคคลโดยใช้เทคโนโลยี AI และจะทำการส่งออกเทคโนโลยีดังกล่าวไปทั่วโลก

Derek Li ผู้ก่อตั้ง Squirrel AI
Derek Li ผู้ก่อตั้ง Squirrel AI

สามสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดการศึกษาด้วย AI ของจีน ประการแรกคือเรื่องการลดหย่อนภาษี และ สิ่งจูงใจอื่น ๆ สำหรับบริษัทที่ใช้เทคโนโลยีทางด้าน AI ที่ปรับปรุงทุกอย่างตั้งแต่การเรียนรู้ของนักเรียนไปจนถึงการฝึกอบรมครู รวมถึงการจัดการและบริหารโรงเรียน

ประการที่สองคือ การแข่งขันทางวิชาการในจีน นั้นดุเดือดเป็นอย่างมาก มีนักเรียนกว่า 10 ล้านคนในแต่ละปี ที่ต้องสอบ gaokao เพื่อเข้าสู่มหาวิทยาลัย ซึ่งคะแนนนี้นี่เองที่จะเป็นตัวกำหนดว่าจะได้เรียนในระดับปริญญาหรือไม่ และ ที่มหาวิทยาลัยใด

ในประเทศจีน การเข้ามหาวิทยาลัยดัง ๆ นั้นถือเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดชีวิตของนักเรียนแต่ละคนเลยก็ว่าได้ แน่นอนว่าผู้ปกครองก็เต็มใจที่จะจ่ายเงินสำหรับการสอนพิเศษ หรือ สิ่งอื่นใดที่จะช่วยให้บุตรหลานของพวกเขาประสบความสำเร็จในการสอบ

ซึ่ง Squirrel AI ก็มุ่งเน้นไปที่การช่วยให้นักเรียนทำคะแนนได้ดีขึ้น ในการทดสอบมาตรฐานประจำปี หรือ gaokao มีการออกแบบระบบให้วิเคราะห์ข้อมูลมากขึ้น และปรับแต่ง ทำนายรูปแบบความเป็นไปได้ ที่จะส่งผลให้คะแนนของนักเรียนดีขึ้นโดยใช้เทคโนโลยีอย่าง AI

สำหรับ Li ผู้ก่อตั้ง Squirrel AI นั้น วิสัยทัศน์ของเขาไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การติวนักเรียนเพียงเท่านั้น เขามีความทะเยอทะยานที่จะบูรณาการหลักสูตรเข้ากับห้องเรียนหลักโดยตรง ซึ่ง Squirrel กำลังหารือกับโรงเรียนหลายแห่งในประเทศจีนเพื่อให้ระบบดังกล่าวกลายเป็นระบบหลักในการเรียนการสอนในประเทศจีน

“เราต้องการเปลี่ยนแปลงอนาคตของการศึกษาจีนด้วยเทคโนโลยี” Li กล่าวเสมอ การทดลองจำนวนมากในปัจจุบันของจีนในการศึกษาด้วยเทคโนโลยี AI โดยวิธีการปฏิวัติดังกล่าวอาจเปลี่ยนวิธีการเรียนรู้ของโลกเราไปตลอดกาล

References : https://www.compasslist.com/insights/squirrel-ai-edtechs-ai-based-personalized-tutoring-eases-load-for-students-and-teachers
https://www.technologyreview.com/2019/08/02/131198/china-squirrel-has-started-a-grand-experiment-in-ai-education-it-could-reshape-how-the

Digital Twin กับอนาคตอันดำมืดของ Fake News

ต้องบอกว่าโลกเราในยุคปัจจุบันนั้น เต็มไปด้วย Content เนื้อหาประเภท Fake News ที่เรียกได้ว่าถูกใจเหล่าอัลกอริธึมเบื้องหลังของบริษัท Social Media ยักษ์ใหญ่ในทุกวันนี้มากนัก

ยิ่งเมื่อการเสพข้อมูลผ่าน Social Media เริ่มมีการอ้างอิงกับพฤติกรรมความชอบของเรา ที่ทำให้มนุษย์ เรามีแนวโน้มที่จะเชื่ออะไรได้ง่ายมากยิ่งขึ้น เนื่องจากเราเห็นในสิ่งที่เราต้องการ และข้อมูลที่โดนใจเรา

ซึ่งแน่นอนว่า ข่าว Fake News ต่าง ๆ นั้น เกิดขึ้นมากมาย ก่อนหน้านี้เราจะได้เห็นถึงสื่่อโดยเฉพาะประเภทภาพนิ่ง ที่สามารถตัดต่อ ได้อย่างง่ายดาย และมีความเนียนจนเสมือนจริงมากยิ่งขึ้น เมื่อเทคโนโลยีด้านการตัดต่อก้าวหน้ามาก ๆ ในยุคปัจจุบัน

แต่ตอนนี้ ต้องบอกว่า สิ่งที่น่ากลัวกว่าก็คือ เรื่องของ content ประเภท VDO ซึ่งเดิมทีนั้น คนเรามักจะเชื่อสิ่งที่เคลื่อนไหวได้ เช่น รูปแบบของ VDO Clip ต่าง ๆ มากกว่า เพราะมันยากที่จะทำการตัดต่อให้ดูแนบเนียนได้

แต่วันนี้ Startup แห่งหนึ่งจากประเทศอิสราเอล ที่มีชื่อว่า Hour One ได้สร้างเทคโนโลยี Digital Twin โดยสามารถสร้างคู่แฝดดิจิตอลของใครก็ได้บนโลกใบนี้

โดยทาง Hour One ได้อัพโหลด VDO ที่แสดงให้เห็นถึงกระบวนการสร้าง Digital Twin ที่มีชื่อว่า AI Taryn ซึ่งเป็นการ Clone จาก Taryn Southern โดยให้เธอไปที่สตูดิโอเพื่อบันทึก VDO 7 รายการ และทำการอ่านสคริปต์ ควบคู่ไปกับการร้องเพลง หลังจากนั้น AI Taryn ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น

ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่าสนใจ เพราะด้วยเบื้องหลังจากเทคโนโลยี AI ทำให้ AI Taryn นั้นสามารถที่จะนำเสนอเนื้อหาได้เอง โดยที่ตัวตนจริง ๆ ของ Taryn นั้นอาจจะไม่ต้องทำงานอีกต่อไปในอนาคต

ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านี้ มันฟังดูคุ้นหู โดยเฉพาะเทคโนโลยีอย่าง Deep Fakes ที่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดไม่ว่าจะเป็น VDO ลามกอนาจาร หรือ การสร้าง VDO ที่เป็น Fakes News

แต่ AI Taryn นั้น เมื่อความสามารถของมันก้าวข้ามไปอีกขั้น เพราะต่อไป อาจจะไม่ต้องมีบทพูดให้ AI อีกต่อไป เพราะทุกสิ่งทุกอย่าง จะเกิดขึ้นผ่านการเรียนรู้ได้ด้วยตัวมันเอง ซึ่งหากถูกในไปใช้ในทางที่ผิดเหมือนเทคโนโลยีอย่าง Deep Fakes ก็เป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก ๆ ว่าในอนาคตนั้นเราอาจจะไม่สามารถแยกแยะ เนื้อหาที่เป็นจริง หรือ เท็จ ได้อีกต่อไปก็เป็นได้ครับ

References : https://www.freethink.com/articles/digital-twin
https://www.tarynsouthern.com/
https://www.theverge.com/2017/8/27/16197196/taryn-southern-album-artificial-intelligence-interview

ELSA Startup แอปภาษาอังกฤษที่ขับเคลื่อนด้วยพลัง AI จากเวียดนาม

Coronavirus ได้ก่อให้เกิดการปฏิวัติในด้านการศึกษา ผลักดันโรงเรียนและสถาบันการศึกษาให้มุ่งสู่โลกออนไลน์ และเกิดความต้องการใหม่ ๆ สำหรับแอปพลิเคชั่น e-learning

หนึ่งในนั้นคือ ELSA (English Language Speech Assistant) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มทางด้านภาษาที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้เรียนที่ไม่ใช่เจ้าของภาษาอังกฤษสามารถปรับปรุงการพูดและการออกเสียงของพวกเขาผ่านบทเรียนสั้น ๆ ผ่านแอป

ภายใต้การแพร่ระบาดของ COVID-19 ELSA ได้รับการสนับสนุนจาก Google ซึ่งใช้แมชชีนเลิร์นนิงในการฝึกพูดภาษาอังกฤษโดยเฉพาะ มีผู้ใช้งานกว่า 13 ล้านคน และเข้าถึงตลาดใหม่ ๆ เนื่องจากการปิดกั้นการเดินทางระหว่างประเทศทำให้เกิดความต้องการใหม่สำหรับโซลูชันการเรียนรู้ที่ใช้เทคโนโลยี

ปัญหาของผู้คนนับพันล้าน

เมื่อผู้ประกอบการชาวเวียดนาม Vu Van ก่อตั้ง บริษัท ในปี 2015 มันก็มีความจำเป็นที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

หลังจากย้ายถิ่นฐานไปยังสหรัฐอเมริกาจากเวียดนามบ้านเกิดของเธอเมื่อหลายปีก่อน เพื่อการศึกษา เธอมักพบว่าตัวเองขาดความมั่นใจที่จะพูดออกไปแม้ว่าจะพูดภาษาอังกฤษได้คล่องก็ตาม

เป็นปัญหาที่เพื่อนร่วมงานที่ไม่ใช่เจ้าของภาษาของเธอแบ่งปัน ความกังวลเกี่ยวกับการออกเสียงผิดทำให้พวกเขาต้องกลับมาเรียนในชั้นเรียน MBA ของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด

และในเวลาต่อมาหลังจากเข้าสู่โลกการทำงาน งานที่ทำอย่างการเป็นที่ปรึกษาด้านการจัดการมักถูกมองข้ามหรือที่แย่ไปกว่านั้น Van กล่าวว่าเธอแทบไม่ได้รับความไว้วางใจจากหัวหน้าเธอเลย

และถ้ามันเป็นปัญหาสำหรับเธอ มันก็เป็นปัญหาสำหรับคนอื่น ๆ เช่นกัน จากจำนวนผู้พูดภาษาอังกฤษประมาณ 1.5 พันล้านคนทั่วโลก World Economic Forum ประเมินว่ามีมากกว่า 1 พันล้านคนไม่ใช่เจ้าของภาษาหรือเรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง

ดังนั้น Van จึงตัดสินใจทำอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยคิดหาเครื่องมือที่ใช้เทคโนโลยีซึ่งสามารถตรวจจับภาษาอังกฤษที่ใช้งานไม่ได้ของผู้ใช้ได้อย่างแม่นยำ และเสนอโซลูชันที่ง่ายต่อการปฏิบัติตามในราคาเพียงเศษเสี้ยวของการต้องจ้างติวเตอร์

“เพื่อให้ได้สำเนียงอเมริกันที่สมบูรณ์แบบหรือสำเนียงบริติชนั้นยากมาก แต่การพูดอย่างมั่นใจและคล่องแคล่วเพื่อให้คนอื่นเข้าใจคุณนั้นสามารถแก้ไขได้ และถ้ามีประโยชน์มากมายในการทำเช่นนั้นทำไมจะไม่ทำมันล่ะ?” เธอกล่าว

ค้นหาผู้ร่วมก่อตั้ง

แม้จะไม่มีประสบการณ์ AI หรือแมชชีนเลิร์นนิง Van รู้ว่าเธอมีงานด้านเทคโนโลยีที่ต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ เพื่อทำให้วิสัยทัศน์ของเธอกลายเป็นจริง

หลังจากลาออกจากงานที่ปรึกษาเธอใช้เวลาหกเดือนถัดไปในการควานหาผู้ร่วมก่อตั้งด้านเทคนิค เธอได้มองหาผู้เชี่ยวชาญด้านการจดจำเสียงผ่านเทคโนโนลี AI ทุกคนในพื้นที่ Bay Area เพื่อคุยถึงแนวคิดดังกล่าว

“แนวทางของฉันง่ายมาก: ทุกวันฉันต้องคุยกับคนห้าคน ฉันไม่สนใจว่าพวกเขาจะเป็นใครตราบเท่าที่ฉันสามารถเชื่อมต่อกับพวกเขาได้ แล้วห้าคนนั้นจะแนะนำฉันให้รู้จักกับคนอีกห้าคน” เธอกล่าว

ในที่สุดการค้นหาของ Van ก็นำเธอไปสู่เยอรมนี ซึ่งได้เป็นเจ้าภาพในการประชุมเทคโนโลยีการจดจำเสียงที่ใหญ่ที่สุดในโลกหลังจากที่ศาสตราจารย์ด้านเทคนิคแนะนำเธอว่า ”ถ้าคุณไม่พบใครที่นั่นคุณก็อาจต้องปิดบริษัทไปเลย”

การประชุมของสุดยอดผู้เชี่ยวชาญ

Van ได้พบกับ Xavier Anguera ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำในบรรดาผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3,000 คนซึ่งขณะที่ Anguera นั้นอยู่ระหว่างการวิจัยมานานเกินไป และรู้สึกอยากสร้างอะไรที่สร้าง Impact จากเทคโนโลยีดังกล่าว”

Xavier Anguera ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค Voice Recognition
Xavier Anguera ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค Voice Recognition (CR:vietnambiz)

ภายในไม่กี่สัปดาห์เขาตกลงที่จะร่วมงานกับเธอทิ้งครอบครัวของเขาไว้ที่โปรตุเกสชั่วคราวและย้ายไปอยู่ที่อพาร์ทเมนต์เล็ก ๆ ในซานฟรานซิสโกของ Van เพื่อการเป็นหุ้นส่วนและสร้างแนวคิดดังกล่าวขึ้นมาให้เป็นจริง

เป็นกระบวนการที่ต้องใช้ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน การสนทนาที่ยากที่สุดทั้งหมดที่เกิดขึ้นตั้งแต่เนิ่นๆ เช่น การตกลงเรื่องเงินเดือน และการแบ่งส่วนของผู้ถือหุ้น เพื่อไม่ให้มีปัญหากันในภายหลัง

ปรากฏการณ์ไวรัล

เมื่อได้ตัว Anguera มาดำรงตำแหน่งผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีทั้งคู่ก็เริ่มทำงานสร้างต้นแบบทันที การป้อนข้อมูลจากผู้พูดภาษาอังกฤษที่ไม่ใช่เจ้าของภาษาและเปรียบเทียบกับภาษาอังกฤษแบบอเมริกันมาตรฐาน

สำหรับ Van นั่นหมายถึงการเข้าไปในเวียดนามบ้านเกิดของเธอเพื่อช่วยฝึก AI กับกลุ่มคนตั้งแต่คนขับรถบัสไปจนถึงผู้บริหารระดับสูง

แอปภาษาอังกฤษ ELSA ให้ข้อเสนอแนะแก่ผู้ใช้เกี่ยวกับการพูดและการออกเสียงที่สมบูรณ์แบบ
แอปภาษาอังกฤษ ELSA ให้ข้อเสนอแนะแก่ผู้ใช้เกี่ยวกับการพูดและการออกเสียงที่สมบูรณ์แบบ (CR:CNBC)

อย่างไรก็ตามจุดเปลี่ยนที่แท้จริงเกิดขึ้นในอีกไม่กี่เดือนต่อมาเมื่อ ELSA ชนะการแข่งขัน Startup ของ South By Southwest ในปี 2016 ซึ่งทำให้แอปกลายเป็นไวรัลมีผู้ใช้ 30,000 คนภายใน 24 ชั่วโมง และอนุญาตให้ทีมเข้าถึงข้อมูลผู้ใช้จากทั่วโลก

“เป้าหมายในตอนแรกคือการรวบรวมข้อมูลดังนั้นยิ่งเราไปถึงจุดนั้นได้เร็วเท่าไหร่เราก็จะสามารถฝึก AI ของเราได้เร็วขึ้นเท่านั้น” Van กล่าว

ได้รับการสนับสนุนจาก Google

ด้วยชุดข้อมูลระหว่างประเทศเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีเกี่ยวกับสำเนียงภาษาอังกฤษที่ไม่ใช่เจ้าของภาษาต่าง ๆ ตั้งแต่อินเดียไปจนถึงสเปน แอปของเธอจึงพร้อมที่จะพุ่งทะยาน

หลังจากนั้นไม่นาน จากการที่ต้องพึ่งพาเงินออมของตัวเองเป็นเวลาประมาณหกเดือน Van และ Anguera จึงได้รับเงินลงทุนรอบ Seed Round เพื่อขยายธุรกิจ 

ภายในต้นปี 2018 ด้วยทีมงานที่เติบโตและผู้ใช้หลายล้านคนใน 100 ประเทศ ELSA ได้รับเงินทุนจำนวน 3.2 ล้านดอลลาร์ซึ่งรวมถึง Monk’s Hill Ventures ซึ่งเป็นกองทุนร่วมทุนที่มุ่งเน้นในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“ELSA เป็นหนึ่งในการลงทุนครั้งแรกของเราในเวียดนามซึ่งเราได้รับแรงบันดาลใจอย่างมากจากความเชื่อมั่นของ Van และ Xavier ในการแก้ปัญหาที่แท้จริงสำหรับผู้เรียนภาษาอังกฤษกว่า 1.5 พันล้านคน” Peng T. Ong ผู้ร่วมก่อตั้งและหุ้นส่วนผู้จัดการของ Monk’s Hill Ventures กล่าว

ซึ่งความเชื่อมั่นดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจาก Gradient Ventures ที่เน้นไปที่ด้าน AI ของ Google ได้รับเงินทุนทั้งหมดที่ระดมทุนได้มากกว่า 12 ล้านดอลลาร์และทำให้ ELSA เข้าถึงทีมเจ้าหน้าที่ด้านเทคนิคของ Google เพื่อช่วยสร้างโครงสร้างพื้นฐานแบ็กเอนด์

ระบาดภายใต้การแพร่ระบาดของ COVID-19

การเติบโตของแอปนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่เดือนก่อนที่การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 และมันก็ยิ่งทำให้การเติบโตของเครื่องมือออนไลน์พุ่งสูงขึ้น

ELSA ซึ่งดำเนินการในรูปแบบ freemium ที่ให้ผู้ใช้เข้าถึงหลักสูตรมากกว่า 1,000 หลักสูตรในราคาประมาณ 3 – 6 ดอลลาร์ ต่อเดือนขึ้นอยู่กับแพ็คเกจของพวกเขา นับตั้งแต่มีการระบาดจำนวนผู้ใช้เพิ่มขึ้น ”สามถึงสี่เท่า” เป็นประจำทุกเดือน

การเติบโตนั้นไม่ได้มาจากผู้ใช้ทั่วไปของ ELSA เท่านั้น แต่ยังมาจากโรงเรียนและธุรกิจที่ปรับตัวเข้ากับวิธีการสอนแบบใหม่ ขณะนี้ บริษัท ได้ร่วมมือกับโรงเรียนและสถานประกอบการหลายสิบแห่งทั่วเวียดนามและอินเดียเช่นเดียวกับบราซิลและยูเครนเนื่องจากได้ขยายไปสู่ตลาดแบบธุรกิจกับธุรกิจ (B2B)

“การแพร่ระบาดของ COVID-19 ได้เปิดกลุ่มลูกค้าที่ใหม่สำหรับเรามาก” Van กล่าว “ผู้ปกครองมีการเปลี่ยนแปลงความคิดที่ว่ามีวิธีการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน แทนที่จะต้องส่งบุตรหลานไปที่ศูนย์การเรียนรู้ภาษาหรือโรงเรียนเหมือนในอดีต แต่พวกเขาสามารถพึ่งพาเทคโนโลยีได้ เราใช้ประโยชน์จากสิ่งนั้น”

สร้างธุรกิจเพื่ออนาคต

เมื่อเกิดการระบาดขึ้นความต้องการดังกล่าวก็มีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไป “ในโลกปัจจุบันภาษาอังกฤษที่มีความคล่องแคล่วถือเป็นทรัพย์สิน สำหรับโอกาสทางเศรษฐกิจที่มากขึ้นและเราคาดว่าจะได้เห็นการเติบโตอย่างต่อเนื่องของ edutech ซึ่งส่วนหนึ่งได้รับการเร่งจากการระบาดของไวรัสโดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีผู้ประกอบการจำนวนมากขึ้นที่ได้สร้างนวัตกรรมการศึกษาผ่านเทคโนโลยี” Van กล่าว

Van กล่าวว่านั่นหมายถึงการระดมทุนครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นในไม่ช้าเนื่องจาก บริษัท ต้องการเงินทุนสำหรับสนับสนุนทีมที่มีอยู่ทั้งในซานฟรานซิสโก เวียดนาม อินเดีย และญี่ปุ่น ในขณะเดียวกันก็ตั้งเป้าไปที่ตลาดใหม่ ๆ เช่น บราซิล และเกาหลีใต้

คุณแม่คนใหม่ยังกล่าวอีกว่า ELSA กำลังสำรวจนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์เพิ่มเติม เช่น การตรวจสอบอย่างต่อเนื่องซึ่งจะช่วยให้แอปรายงานข้อเสนอแนะตามการสนทนาตลอดทั้งวันได้แบบ Real Time ซึ่งการเพิ่มเติม Features ดังกล่าวจะต้องปฏิบัติตามกฎความเป็นส่วนตัวของข้อมูลอย่างใกล้ชิด

“ปี 2020 เป็นปีที่บ้าคลั่ง แต่ฉันคิดว่าเราทำได้ดีและเราตื่นเต้นกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในปี 2021” เธอกล่าว

ข่าวล่าสุดบริษัทเพิ่ง ได้ระดมทุน Series B มูลค่า 15 ล้านดอลลาร์นำโดย VI (Vietnam Investments) Group และ SIG ผู้เข้าร่วมคนอื่น ๆ รวมถึงนักลงทุนของ Google Gradient Ventures, SOSV และ Monk’s Hill Ventures พร้อมด้วย Endeavour Catalyst, Globant Ventures และ U2’s The Edge (David Evans)

ต้องบอกว่าถือเป็นอีกหนึ่งแพล็ตฟอร์มที่น่าจับตามอง ที่มองเห็น pain point ที่สำคัญอย่างเรื่องภาษาอังกฤษ ที่เป็นปัญหาที่มีอยู่ทั่วโลก เรียกได้ว่า ELSA นั้น เข้ามาตอบโจทย์ในส่วนนี้ได้ดี

และยิ่งการเป็น Startup ที่เวียดนาม ตลาด SEA ก็เป็นอีกหนึ่งในตลาดที่มหาศาล ที่สามารถที่จะ Scale กิจการไปได้อีกไกล ถือเป็นแพล็ตฟอร์มดาวรุ่งที่น่าจับตามองอีกหนึ่งแพล็ตฟอร์มเลยทีเดียวครับสำหรับ ELSA

ผู้สนับสนุน..

╔═════════════════════════╗
🔥ติดตั้ง Solar Rooftop สำหรับธุรกิจของคุณ วันนี้พร้อมโปรโมชั่นสุดคุ้ม🔥
DNA Power CO.,LTD. รับติดตั้งระบบโซล่าร์เซลล์บนหลังคาบ้าน, โรงงาน, อาคารพาณิชย์ และสิ่งปลูกสร้างทุกประเภท. รับประกันแผงโซล่าร์ 20 ปี / อินเวอร์เตอร์ 5 ปี / ประกันการติดตั้ง 2 ปี คืนทุนภายใน 4 ปีครึ่ง
╚═════════════════════════╝

⚡ ฟรี!ค่าสำรวจหน้างาน
⚡ ฟรี!ค่าประเมินราคา
⚡ ฟรีค่าขออนุญาตติดตั้ง
📲 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร 086-600-3022
🌐 รายละเอียดเพิ่มเติม : http://bit.ly/37zNHnI
🌐 ตัวอย่างผลงานการติดตั้ง : http://bit.ly/2NrCr5Z

References : https://blog.crossover.live/elsaceointerview
https://techcrunch.com/2021/01/31/english-learning-app-elsa-lands-15-million-series-b-for-international-growth-and-its-b2b-platform/
https://www.bloomberg.com/news/articles/2021-01-30/google-backed-app-by-vietnamese-founder-gets-15-million-funding
https://www.techinasia.com/sig-coleads-15m-series-english-learning-app-elsa

Stitch Fix ค้าปลีกแฟชั่น กับการใช้งานที่น่าทึ่งของเทคโนโลยี AI

Stitch Fix ก่อตั้งขึ้นในปี 2011 ในซานฟรานซิสโก และได้ทำให้อุตสาหกรรมค้าปลีกแฟชั่นถึงจุดเปลี่ยน ด้วยข้อมูลจากลูกค้าและการทำงานร่วมกันระหว่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) และสไตลิสต์ที่เป็นมนุษย์ของบริษัท

Stitch Fix เป็นสไตลิสต์ส่วนตัวบริการที่จัดส่งเสื้อผ้าและเครื่องประดับที่คัดมาทีละรายการโดยคิดค่าธรรมเนียมการจัดการเพียงครั้งเดียว 

ลูกค้าสามารถกรอกแบบสำรวจออนไลน์เกี่ยวกับสไตล์ที่ชอบ สไตลิสต์ของบริษัทจะทำการเลือกสินค้าห้าชิ้นเพื่อส่งให้ลูกค้า สไตลิสต์เลือกสินค้าตามคำตอบแบบสำรวจของลูกค้าและข้อมูลจากช่องทางโซเชียลมีเดียของพวกเขา

จากนั้นลูกค้ากำหนดวันรับสินค้า เมื่อได้รับการจัดส่งแล้วลูกค้ามีเวลาสามวันในการเลือกว่าจะเก็บสินค้าไว้หรือส่งคืนบางส่วนหรือทั้งหมด หากลูกค้าเก็บสินค้าไว้อย่างน้อยหนึ่งชิ้นค่าธรรมเนียมจะเริ่มต้นและจะถูกรวมเข้ากับราคาของสินค้า

นอกเหนือจากค่าธรรมเนียมการจัดแต่งสไตล์แล้ว หากลูกค้าตัดสินใจที่จะเก็บสินค้าทั้งห้าชิ้นไว้ลูกค้าจะได้รับ 25% จากค่าใช้จ่ายทั้งหมดของสินค้า ลูกค้าสามารถเลือกความถี่ในการจัดส่ง เช่น ทุกสองสัปดาห์เดือนละครั้งหรือทุกสองเดือน 

โดย บริษัท ยังสนับสนุนการทำงานร่วมกับบอร์ดชื่อดังอย่าง Pinterest ซึ่งช่วยให้ลูกค้าสามารถเพิ่มรูปภาพแฟชั่นที่พวกเขาชอบได้ สไตลิสต์ Stitch Fix ก็จะเข้ามาดูบอร์ดเหล่านี้ด้วยเช่นกัน

ซึ่งบริการสมัครสมาชิกสไตล์ลิสต์ออนไลน์ช่วยลดความจำเป็นที่ลูกค้าจะต้องออกไปข้างนอก และทำให้พวกเขาสามารถเลือกซื้อเสื้อผ้าหรือแม้แต่ท่องเว็บออนไลน์ของ Stitch Fix ได้ เนื่องจากทาง Stitch Fix มีบริการให้คำแนะนำส่วนบุคคลได้โดยตรงนั่นเอง

โดยข้อเสนอแนะดังกล่าวได้รับการป้อนข้อมูลลงในฐานเก็บข้อมูลของ บริษัท เพื่อทำให้อัลกอริทึม Machine Learning ของบริษัท ทำงานได้ดียิ่งขึ้น ในการกำหนดรูปแบบที่ต้องการสำหรับลูกค้าแต่ละคน หรือแม้แต่ใช้ในการระบุแนวโน้มของ Trend สินค้าที่จะเกิดขึ้น 

ในปี 2018 บริษัท มีรายได้แตะ 1 พันล้านดอลลาร์ และมีลูกค้าที่ใช้งานอยู่ 3.4 ล้านราย แต่คู่แข่งอย่าง Amazon และ Trunk Club ต่างกำลังเลียนแบบสไตล์การค้าปลีกของพวกเขา 

ต่อไปนี้เป็นวิธีที่น่าสนใจที่สุดที่ Stitch Fix ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ร่วมกับสไตลิสต์ที่เป็นมนุษย์เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจของพวกเขา

การปรับแต่งเสื้อผ้าและเครื่องประดับในแบบของคุณ

Stitch Fix ได้รวมความเชี่ยวชาญของสไตลิสต์ส่วนตัวเข้ากับข้อมูลเชิงลึกและประสิทธิภาพของปัญญาประดิษฐ์เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับเทรนด์ของแฟชั่น ไม่ว่าจะเป็น คำติชมของลูกค้า และความพึงพอใจ ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำมาใช้ร่วมกับสไตลิสต์ที่เป็นมนุษย์ ด้วยคำแนะนำที่เป็นไปได้ สิ่งนี้ช่วยให้ บริษัท สามารถให้คำแนะนำสไตล์ที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์และงบประมาณแก่ลูกค้าแต่ละรายได้

ปรับปรุงอัตราความพึงพอใจของลูกค้า

ยิ่งสไตลิสต์ของ Stitch Fix ที่มีการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และเครื่องจักร ในการจัดหาผลิตภัณฑ์ที่พวกเขาชื่นชอบให้กับลูกค้าก็จะยิ่งทำให้การดำเนินธุรกิจของพวกเขามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในขณะที่พวกเขาลงทุนในสินค้า พวกเขาก็รู้ว่าลูกค้าจะชื่นชอบอะไร ยิ่งพวกเขาเสียพื้นที่ในคลังสินค้าน้อยลง ค่าใช้จ่ายในการคืนสินค้า และการบริจาคสิ่งของที่ไม่ได้ขายก็ลดลงไปด้วย

ขณะที่ Eric Colson หัวหน้าเจ้าหน้าที่อัลกอริทึมของ Stitch Fix กล่าวว่า “ธุรกิจของเรากำลังนำข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับแฟชั่นมาสู่มือของลูกค้าได้อย่างตรงเป้าหมายมากที่สุด”

วงจรพัฒนาสินค้ารูปแบบใหม่

ย้อนกลับไปในปี 2012 Stitch Fix มีอัลกอริธึม Machine Learning เพียงอย่างเดียวแต่ในปัจจุบันมีหลายร้อยเทคโนโลยีที่บริษัทกำลังใช้อยู่ 

โดยบริษัทกำลังออกแบบรูปแบบของตัวเองที่เรียกว่า Hybrid Designs โดยใช้ข้อมูลที่รวบรวมมาอย่างยาวนาน พวกเขาคิดว่า แต่ละสไตล์เป็นชุดของคุณลักษณะต่าง ๆ เช่น สีความยาวแขน ขอบเสื้อ หรือ สิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับแฟชั่น  

จากนั้นพวกเขาจะดูความคิดเห็นที่ได้รับจากลูกค้าสำหรับแต่ละคุณลักษณะเหล่านี้ ด้วยการรวมแอตทริบิวต์ใหม่ และแม้กระทั่งการปรับเปลี่ยนสิ่งต่าง ๆ เล็กน้อย เพื่อพัฒนาสินค้ารูปแบบใหม่ออกมาให้ตรงตามความต้องการลูกค้า

Stitch Fix สามารถสร้างการออกแบบใหม่เพื่อแบ่งปันกับนักออกแบบที่เป็นมนุษย์เพื่อตรวจสอบรูปแบบสุดท้าย ก่อนที่จะเข้าสู่สินค้าคงคลังของตน จากนั้นอัลกอริธึม AI จะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ไปสู่มือของลูกค้า และเมื่อพวกเขาแบ่งปันความคิดเห็น วงจรของของการพัฒนาสินค้า ก็ยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง

การทำความรู้จักลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น

Stitch Fix ไม่เพียง แต่ขอให้ลูกค้ากรอกข้อมูลสไตล์เพื่อกำหนดสไตล์ ขนาด และความชอบของลูกค้าเพียงเท่านั้น แต่ยังบันทึกทุกจุดที่มีการ connect กับลูกค้า รวมถึงการพิจารณาถึงสถานะของลูกค้าแต่ละรายในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง เช่น ช่วงเพิ่งเริ่มงานใหม่ หรือ เหตุการณ์พิเศษที่ต้องผ่านการเปลี่ยนแปลงในชีวิต เช่น การหย่าร้าง

เนื่องจากอัลกอริทึมระบุการเปลี่ยนแปลงในสถานะเหล่านี้ได้ จึงสามารถช่วยให้ Stitch Fix ส่งมอบสินค้าที่เกี่ยวข้องมากที่สุด และในที่สุดก็ให้ข้อมูลเพื่อนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าของพวกเขา

ปรับปรุงการดำเนินงาน

ปัญญาประดิษฐ์ทำงานผ่านทุกด้านของคลังสินค้าและระบบการจัดส่งของ Stitch Fix เมื่อมีการร้องขอให้มีการจัดส่งสินค้า อัลกอริทึมจะทำการกำหนดให้กับคลังสินค้าโดยพิจารณาจากตำแหน่งของลูกค้าและสินค้าคงคลังของคลังสินค้า และการจับคู่กับสไตล์ของลูกค้า

รวมถึงพิจารณาถึงสิ่งอื่น ๆ โดยเมื่อมีการเลือกสินค้าสำหรับการจัดส่ง อัลกอริทึมจะปรับเส้นทางการรับสินค้าให้เหมาะสมเพื่อเติมเต็มช่องว่างของการขนส่ง และสร้างสินค้าแนะนำที่เป็นไปได้ซึ่งจะทำให้ลูกค้าสามารถหยิบสินค้าได้ในเวลาเดียวกันนั่นเอง

การจัดการสินค้าคงคลัง

Stitch Fix เกี่ยวข้องกับการจัดการสินค้าคงคลังเช่นเดียวกับร้านค้า Physical แบบดั้งเดิม เมื่อลูกค้าสั่งซื้อสินค้า พวกเขาจำเป็นต้องเติมสต๊อกสินค้าคงคลังเพื่อให้สไตลิสต์มีสินค้าคงคลังมากพอที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้า

พวกเขาต้องทำการค้นหาว่าลูกค้าจะซื้อกี่สไตล์เพื่อให้ตรงตามความต้องการของพวกเขา ซึ่งบริษัท ใช้อัลกอริทึม AI เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพเหล่านี้ และแก้ไขปัญหาการจัดการสินค้าคงคลังที่มีความซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ

แม้ว่า Stitch Fix อาจไม่ได้ใช้อัลกอริทึมได้ง่ายในอนาคต แต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่มีความชัดเจนสำหรับพวกเขา คือ บริษัท ได้แสดงให้เห็นว่าการทำงานร่วมกันระหว่าง AI และมนุษย์ โดยทั้งสองทำสิ่งที่พวกเขาทำได้ดีที่สุด  โดยแม้จะมี AI เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่มนุษย์ก็มีความสำคัญในกระบวนการนี้ แต่เมื่อพวกเขาทำงานร่วมกันผลลัพธ์ที่ได้จะมีผลผลิต และประสิทธิภาพที่ดีที่สุดนั่นเองครับ

References : https://www.stitchfix.com/
https://www.forbes.com/sites/laurengensler/2017/10/19/stitch-fix-files-for-an-ipo/?sh=31deafdc130b
https://www.idginsiderpro.com/article/3067264/at-stitch-fix-data-scientists-and-ai-become-personal-stylists.html
https://www.standard.co.uk/tech/thread-vs-stitch-fix-reviews-2019-ai-fashion-stylists-a4247041.html

AI กับ Forex เมื่อบริษัทผลิตสื่อรุกตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราด้วยปัญญาประดิษฐ์

NASDAQ ประมาณการว่ามีการซื้อขายมากกว่า 5 ล้านล้านดอลลาร์ทุกวันในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราโลก (Forex) และเป็นตลาดที่มีการซื้อขายมากที่สุดในโลกเมื่อเทียบกับตลาดอื่น ๆ ที่มีอยู่ทั่วโลก

เหล่าผู้นำทางธุรกิจทั้งหลายอาจคาดหวังว่า AI จะเข้าสู่โลก forex ในด้านการเงินและการธนาคารในวงกว้าง ซึ่งในปัจจุบันนั้น บริษัท ส่วนใหญ่ในตอนนี้อ้างว่าจะช่วยเหลือผู้ค้าแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศโดยคาดการณ์ว่าเมื่อใดที่จะซื้อขายหรือถือสกุลเงินไว้ 

อย่างไรก็ตามตามที่ปรากฎในปัจจุบัน ผู้ที่ขาย AI ส่วนใหญ่ในตลาด forex นั้น เป็นมิจฉาชีพที่หลอกลวงเสียมากกว่า

ต้องบอกว่านอกเหนือจากบริษัทอย่าง Nikkei บริษัทอื่น ๆ ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีหลักฐานที่ชัดเจนนัก เมื่อพูดถึง AI ที่พวกเขาอ้างว่าเป็นหัวใจหลักของผลิตภัณฑ์และโซลูชันของพวกเขา 

มีหลายบริษัทที่อ้างว่าเสนอโซลูชัน AI สำหรับการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ซึ่งอาจโกหกเกี่ยวกับการใช้ AI ของพวกเขา

โซลูชั่นฟอเร็กซ์ที่ใช้ AI อยู่ระหว่างการพัฒนาของ Nikkei

Nikkei เป็น บริษัท สื่อของญี่ปุ่นที่มีพนักงานมากกว่า 3,000 คน บริษัท อ้างว่าซอฟต์แวร์ AI สามารถช่วยทำนายความผันผวนในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและคาดการณ์อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างดอลลาร์สหรัฐและเงินเยนของญี่ปุ่นได้อย่างแม่นยำโดยใช้การประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing)

Nikkei อ้างว่าสถาบันการเงินหรือนักเก็งกำไรสกุลเงินสามารถใช้ AI เพื่อทำนายอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างดอลลาร์สหรัฐและเงินเยนของญี่ปุ่น โดยเทคโนโลยี AI ของพวกเขานั้นได้รับการฝึกฝนจากฐานข้อมูลบทความของ Nikkei ที่เกี่ยวข้องกับ แนวโน้มเงิน ดอลลาร์ – เยนในระยะยาว ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และตัวบ่งชี้ตลาดอื่น ๆ สิ่งนี้ช่วยให้ซอฟต์แวร์ของ บริษัท สามารถคาดการณ์อัตราแลกเปลี่ยนในอนาคตที่เป็นไปได้ระหว่างสกุลเงินทั้งสอง

หากซอฟต์แวร์คาดการณ์ว่าอัตราแลกเปลี่ยนจะลดลง บริษัท สามารถแลกเปลี่ยนสกุลเงินเพื่อหลีกเลี่ยงการลดมูลค่าลง ในทางกลับกันหากซอฟต์แวร์คาดการณ์ว่าอัตราแลกเปลี่ยนจะเพิ่มขึ้น บริษัท อาจยึดสกุลเงินของตนหรือได้รับมากขึ้น ยังไม่ทราบวิธีการที่แน่นอนที่ซอฟต์แวร์บ่งชี้การคาดการณ์ในขณะนี้

บริษัท รายงานว่าซอฟต์แวร์ forex ได้รับรางวัล Dollar-Yen Durby รายไตรมาสของ บริษัทซึ่งเป็นการแข่งขันรายปีสำหรับผู้อ่านและนักวิเคราะห์ภายใน

ซึ่งผู้เข้าร่วมพยายามคาดการณ์อัตราแลกเปลี่ยนของดอลลาร์และเยนหนึ่งเดือนนับจากเริ่มต้น ของการแข่งขัน หนึ่งในนักวิเคราะห์อันดับต้น ๆ ของ บริษัท เข้ามาในลำดับที่สองของความแม่นยำ โดยคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าลดลง 0.06 เยนจากมูลค่าสกุลเงินจริง ซอฟต์แวร์ของ Nikkei เอาชนะนักวิเคราะห์ด้วยมูลค่าที่คาดการณ์ไว้ซึ่งลดลง 0.05 เยนจากมูลค่าสกุลเงินจริง

เป็นเวลากว่าสามทศวรรษที่ The Nikkei ได้จัดงาน “Dollar-Yen Durby” ในทุกไตรมาส ผู้อ่านและนักวิเคราะห์ตลาดพยายามคาดการณ์อัตราแลกเปลี่ยนประมาณหนึ่งเดือนต่อมา ครั้งล่าสุดมีคู่แข่งรายใหม่ AI ที่พัฒนาโดย Nikkei Group ในการแข่งขันเปิดตัว AI ทำหน้าที่คาดการณ์อัตราแลกเปลี่ยนสิ้นปีที่แม่นยำที่สุดโดยมีผู้อ่านประมาณ 400 คนและนักวิเคราะห์ 10 คน 

AI ของ Nikkei ใช้ Nikkei DeepOcean ซึ่งเป็นฐานข้อมูลของบทความจาก The Nikkei รวมถึงดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจและการเงินอีกมากมาย โดย Hiroto Nakajima จาก Nikkei Innovation Lab กล่าวว่าจุดแข็งของ AI อยู่ที่ความสามารถในการผสมผสานข้อมูลจำนวนมหาศาลทั้งข้อความและตัวเลข

การคาดการณ์ Nakajima อธิบายไว้ในสองขั้นตอน ขั้นแรก AI จะตีความข้อมูลเพื่อคาดการณ์แนวโน้มดอลลาร์ – เยนในระยะยาว หากไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มหลังจากผ่านไปหนึ่งเดือน ให้มองหาตัวบ่งชี้ตลาดที่มีแนวโน้มที่จะสัมพันธ์กับอัตราดอลลาร์ – เยน แทน 

ใน “Dollar-Yen Durby” ครั้งล่าสุด Nikkei AI ได้ทำการประมาณการถึงสิ้นปีโดยมุ่งเน้นไปที่การเชื่อมโยงระหว่างอัตราแลกเปลี่ยนและราคาน้ำมันดิบทองคำและสินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ โดยใช้สมมติฐานว่าเงินเยนจะยังคงมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น

สำหรับผู้อ่าน Nikkei อันดับต้น ๆ ใช้แนวทางที่แตกต่างออกไป ฮิโรโนริ โคนิชิ ซึ่งทำงานในเมืองโกเบทางตะวันตก โดยเขาใช้พื้นฐานของรายงานที่ว่าการอ่อนค่าของเงินเยนจะเกิดจากการลดภาษีนิติบุคคลของสหรัฐ 

ซึ่งที่ Konishi คาดการณ์ไว้ ว่าจะลดลง 0.06 เยน โดยที่ AI ทำนายว่ามันจะลดลง 0.05 เยน  และ AI ก็เป็นฝ่ายชนะ “ผมไม่เคยคาดหวังว่า AI จะเอาชนะมนุษย์ได้” Konishi กล่าว

ฮิโรอากิ นากากุระ เจ้าหน้าที่บริหารระดับสูงของ บริษัท หลักทรัพย์ Rakuten ซึ่งมีส่วนร่วมใน “Dollar-Yen Durby” กล่าวว่า วิธีการของ AI ในการคาดการณ์แนวโน้มจากข้อมูลและข่าวสารในอดีตอาจไม่ได้ผลเช่นกัน เมื่อตลาดมีความผันผวน

ซึ่งก่อนหน้านี้ : Nikkei AI ไม่สามารถเข้าใกล้ความแม่นยำของการคาดการณ์จากมนุษย์ ในเดือนกันยายนได้เมื่อเงินเยนอ่อนค่ามากกว่า 2 จุด เมื่อเทียบกับดอลลาร์ในช่วงหนึ่งเดือน เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยระยะยาวของสหรัฐพุ่งสูงขึ้น 

การคาดการณ์ของผู้อ่านอันดับหนึ่งอยู่ที่ 0.02 ของราคาปิด ณ สิ้นเดือนกันยายน AI สามารถทำนายได้ใน 1.75 เยนเพียงเท่านั้น 

สำหรับเดือนธันวาคมเมื่อ AI คาดเดาได้ดีที่สุดอัตราแลกเปลี่ยนจะผันผวนเพียง 0.14 จุด

นักพัฒนาต่างสะท้อนประเด็นที่ว่า AI มีแนวโน้มที่จะเหนือกว่ามนุษย์ เมื่อสภาวะตลาดอยู่ในช่วงสงบ และไม่ผันผวน

Ryuta Miyata ศาสตราจารย์จาก University of the Ryukyus ใน โอกินาวา ซึ่งวิจัยการคาดการณ์ AI ด้วยแพลตฟอร์มซื้อขายแลกเปลี่ยน Gaitame.com กล่าวว่าคอมพิวเตอร์ไม่สามารถทำนายภัยพิบัติสงครามและเหตุการณ์ที่เคลื่อนไหวในตลาดอื่น ๆ ได้

ตัวแทนของ Jibun Bank ซึ่งเริ่มให้บริการคาดการณ์อัตราแลกเปลี่ยนโดยใช้ AI แก่ลูกค้ากล่าวว่า ยิ่งรูปแบบการเคลื่อนไหวในคล้ายในอดีตมากเท่าไหร่ AI ก็จะยิ่งแม่นยำมากขึ้นเท่านั้น

แน่นอนว่าการพัฒนาที่ไม่คาดคิดก็สามารถส่งผลกระทบต่อมนุษย์ได้เช่นกัน

Miyata เน้นว่า AI ยังมีช่องว่างให้ปรับปรุง “การเรียนรู้ข้อมูลธุรกรรมของผู้ค้ารายวัน สามารถทำให้การคาดการณ์ AI แม่นยำยิ่งขึ้น” เขากล่าว

Nakajima ตั้งข้อสังเกตว่า จำนวนอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อและรวบรวมข้อมูลที่เพิ่มขึ้นจะช่วยได้เช่นกัน “การพัฒนาของเทคโนโลยี IoT จะช่วยเพิ่มข้อมูลที่มีอยู่อย่างมาก”

แต่มีการตั้งข้อสังเกตว่า บริษัท เลือกผู้ชนะการแข่งขัน ซอฟต์แวร์ ที่ได้รับรางวัลไม่จำเป็นต้องมีเครื่องมือที่จะพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพของ AI ดังกล่าว 

Nikkei Group ไม่ได้จัดเตรียมกรณีศึกษาจริงที่รายงานความสำเร็จของซอฟต์แวร์ เนื่องจากยังอยู่ระหว่างการพัฒนาและ ในปัจจุบันมีการใช้งานภายในองค์กรของพวกเขาเพียงเท่านั้น 

ผู้ขายโซลูชัน Forex ที่โกหกเกี่ยวกับการใช้ AI

หนึ่งใน บริษัท ดังกล่าว คือ Vantage Point AI ซึ่งในบรรดา บริษัท ทั้งหมดที่พบรายงานผลการค้นหาซอฟต์แวร์มากที่สุด โดยในเว๊บไซต์มีการรับรองและการอ้างสิทธิ์ว่ามีผู้ใช้มากกว่า 25,000 ราย

Vantage Point AI เป็นบริษัท ในสหรัฐอเมริกาที่มีพนักงาน 40 คน บริษัท นำเสนอซอฟต์แวร์ที่อ้างว่าสามารถช่วยให้ผู้ค้าแต่ละรายและธุรกิจการลงทุนสามารถคาดการณ์แนวโน้มตลาดระยะสั้นได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้นโดยใช้เทคโนโลยี Machine Learning

Vantage Point AI อ้างว่าผู้ใช้ต้องลงชื่อเข้าใช้บัญชีสมาชิกแบบชำระเงินเพื่อเข้าถึงซอฟต์แวร์ ตามที่ บริษัท ระบุ ซอฟต์แวร์ทำการทำนายโดยการเชื่อมโยง หุ้น พันธบัตร สินค้าโภคภัณฑ์ และสกุลเงินเมื่อเวลาผ่านพ้นไป

เพื่อดูว่าปัจจัยใดที่มีอิทธิพลมากที่สุดต่อคู่สกุลเงินบางคู่ แม้ว่าจะต้องใช้ความรู้ทางการเงินเพื่อใช้ประโยชน์สูงสุดจากการคาดการณ์ที่ VantagePoint AI สร้างขึ้น

ทั้งหมดที่กล่าวมา บริษัท ไม่ได้แสดงรายการกรณีศึกษาใด ๆ ที่รายงานเกี่ยวกับธุรกิจที่ประสบความสำเร็จกับซอฟต์แวร์ของตน และไม่พบใครในทีมของ Vantage Point ai ที่มีภูมิหลังที่แข็งแกร่งในเทคโนโลยีทางด้าน AI

นอกจากนี้บริษัทอื่น ๆ อย่าง Altredo, Lulubot, ROFX และ Scion Forex Autotrader เป็น บริษัท ที่อ้างว่าใช้ AI โดยไม่ต้องมีประสบการณ์ด้านวิชาการหรือธุรกิจในทีมผู้พัฒนา

บริษัท AI ทั้งสี่แห่งอ้างว่า AI ช่วยในการคาดการณ์มูลค่าของสกุลเงินหรือคู่สกุลเงินสองคู่ในระยะสั้นโดยใช้แนวโน้มของตลาดในอดีต อย่างไรก็ตามไม่มี บริษัท ใดที่ให้คำอธิบายว่า AI ที่อยู่เบื้องหลังซอฟต์แวร์ทำงานอย่างไร 

แม้ว่า บริษัท ผู้จำหน่าย AI ที่ถูกต้องตามกฎหมายหลายแห่งจะไม่สามารถรายงานประสบการณ์การใช้งานซอฟต์แวร์ของตนได้ แต่ปัจจัยที่บอกได้มากที่สุดว่า บริษัท เหล่านี้ไม่มี AI เป็นหัวใจหลักของผลิตภัณฑ์ คือไม่มี บริษัทใดในกลุ่มดังกล่าว ที่มีความสามารถด้าน AI ในทีมผู้บริหาร

หลาย บริษัท อ้างว่าใช้ AI โดยไม่ได้ทำเช่นนั้นจริง พวกเขาทำสิ่งนี้เพื่อยึดติดกับโฆษณาเรื่อง AI ที่เติบโตขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาและบ่อยครั้งที่พวกเขาประสบความสำเร็จในการขายให้กับผู้นำทางธุรกิจที่ไม่รู้ว่าจะตัดสินได้อย่างไรว่าพวกเขากำลังพูดความจริงหรือไม่

บางครั้งผู้ขาย AI ก็ใช้เพียงแค่แรงงานมนุษย์ในการทำงานที่พวกเขาอ้างว่า AI กำลังทำอยู่บนเว็บไซต์ ในบางครั้งซอฟต์แวร์ที่เป็นหัวใจหลักของผลิตภัณฑ์ก็ประสบความสำเร็จในการบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจของลูกค้า แต่แท้จริงแล้วซอฟต์แวร์นั้นไม่ใช่ AI

นอกจากนี้ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศโดยทั่วไปเป็นที่เข้าใจกันดี ต้องใช้นวัตกรรมเพียงเล็กน้อยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการซื้อขายสกุลเงินหนึ่งสำหรับอีกสกุลเงินหนึ่ง 

ธนาคารขนาดใหญ่ดำเนินการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศจำนวนมากที่เกิดขึ้นในตลาดเนื่องจากสามารถเข้าถึงเงินทุนได้มากที่สุด แต่เนื่องจากอุตสาหกรรมนี้มีกลยุทธ์สูงจึงมีความลับอยู่เบื้องหลังการตัดสินใจในการซื้อขายเหล่านี้ เป็นไปได้ว่าธนาคารขนาดใหญ่เหล่านี้ใช้ AI ในการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ แต่แน่นอนว่าถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ธนาคารก็จะไม่เปิดเผยข้อมูลดังกล่าว

นอกจากนี้ บริษัท ที่ต้องการสร้างโมเดล Machine Learning สำหรับการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศจะต้องใช้ข้อมูลจากการซื้อขายที่หลากหลายที่เกิดขึ้นทั่วโลกเพื่อแจ้งให้ทราบอย่างดีที่สุดเกี่ยวกับวิธีดำเนินการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศระหว่างสกุลเงินต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องยาก หากธนาคารของโลกยังคงใช้การตัดสินใจเบื้องหลังการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ

เพราะฉะนั้นเราไม่ควรคาดหวังให้ AI จัดการการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศได้เหล่าบริษัท ผู้จำหน่าย AI ที่อ้างว่าจะนำเสนอโซลูชั่น Forex  บริษัท เหล่านี้มีแนวโน้มที่จะไม่ใช้ AI และเราอาจจะถูกหลอกโดยกลยุทธ์ทางการตลาดของผู้ขายได้รวมถึงในประเทศไทยเองก็ตามที

จาก บริษัท ทั้งหมด โซลูชันฟอเร็กซ์ของ Nikkei ดูเหมือนว่ามีศักยภาพที่จะถูกต้องที่สุดหากจะนำออกสู่ตลาด แต่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ เนื่องจาก Nikkei เป็น บริษัท สื่อ

หากจะมีซอฟต์แวร์ซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่ใช้ AI สำหรับธุรกิจในอีกสองถึงห้าปีข้างหน้า พวกเขาน่าจะมาจากบริษัท Startup ที่ได้รับทุนจาก บริษัทร่วมทุนในซิลิคอนวัลเลย์หรือจากธนาคารที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งอาจจะเก็บโซลูชันดังกล่าวไว้ใช้เองอย่างแน่นอน และไม่มีทางที่พวกเขาจะเปิดเผยออกมาสู่โลกภายนอกนั่นเองครับ

References : https://asia.nikkei.com/Business/Markets/Currencies/AI-trounces-humans-in-forex-forecasting-debut
https://www.hxlpartners.com/wealth-management/chinas-ai-stocks-invest-2018/