การใช้เทคโนโลยี VR ช่วยศัลแพทย์ผ่าตัดสมอง

เมื่อศัลยแพทย์วางแผนในการผ่าตัดสมองของผู้ป่วยนั้น การใช้ เทคโนโลยี VR หรือ Virtual Reality ผ่านการ Render 3D ทำให้การวางแผนผ่าตัดนั้นทำได้ง่ายขึ้น

ซึ่ง เทคโนโลยี VR นี้ถูกเรียกว่า SNAP (The Surgical navigation advance platform) ซึ่งถูกพัฒนาโดย บริษัท Surgical Theater
โดยเทคโนโลยีดังกล่าวจะเป็นการ รวบรวมภาพจาก 2D MRI และ CT Scan เพื่อทำการสร้าง 3D Model ของสมองคนไข้

โดยศัลยแพทย์สามารถที่จะ สำรวจส่วนต่าง ๆ ของสมองผ่าน แว่น VR ของคนไข้ได้จริง ๆ

ซึ่ง สำหรับคนไข้แล้วนั้น เทคโนโลยี VR เหล่านี้ จะช่วยให้ สามารถอธิบายสิ่งที่ซับซ้อนภายในสมองคนไข้ ให้คนไข้สามารถเข้าใจได้อย่างเห็นภาพ และเข้าใจถึงกระบวนการในการผ่าตัดของหมอได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น

เทคโนโลยี VR ยังช่วยให้ ศัลยแพทย์ สามารถทดสอบ การผ่าตัดในแนวทางต่าง ๆ ได้ โดยการทดลองผ่าน VR และยังช่วยเลือกวิธีการที่ดีที่สุดในการผ่าตัดสมอง เพื่อลดความผิดพลาดให้มากที่สุด และเป็นประโยชน์ที่สุดกับคนไข้

จากการใช้งาน ผลิตภัณฑ์นี้ ของศัลย์แพทย์ชั้นนำพบว่า สามารถที่จะช่วยเหลือในการผ่าตัดให้เร็วขึ้น และ ง่ายขึ้น ลดความผิดพลาดกับคนไข้ได้จริง ๆ ผ่านการทดลองกับคนไข้จริง ๆ มาแล้ว

ซึ่งจะเห็นได้ว่าในปัจจุบัน เริ่มมีการใช้เทคโนโลยี รวมถึงเครื่องมือเซ็นเซอร์ต่าง ๆ ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นมาช่วยเหลือแพทย์ในการทำงาน ทั้งทางด้านการวิเคราะห์โรค หรือ ช่วยเหลือในการผ่าตัดอย่างการใช้ VR ของ SNAP

โดยเทคโนโลยีเหล่านี้นั้นจะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในอนาคตในการช่วยเหลือแพทย์ในการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญนั้นยังเป็นการลดการสูญเสียจากการผ่าตัดแบบเดิม ๆ ที่เกิดขึ้น เพราะ VR นั้นสามารถทำให้แพทย์ได้ทดลองกับชิ้นส่วนร่างกายที่เหมือนของจริงมากที่สุด ก่อนที่จะลงมือทำการผ่าตัดจริง ซึ่งหากเป็นในอดีตนั้นคงไม่สามารถทำอย่างนี้ได้แน่นอน ซึ่งสุดท้าย การร่วมมือกันระหว่างแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและเทคโนโลยีทีมีประสิทธิภาพนั้น ถือเป็นก้าวที่สำคัญในการลดความสูญเสียที่ไม่จำเป็นอีกต่อไปนั่นเอง

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

AI in Marketing : 10 Use Cases ที่น่าสนใจในการใช้ AI กับการตลาด

ไม่นานมานี้ เราอาจจะมอง AI เป็นแค่นวนิยาย SCI-FI ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นจริงกับโลกเราได้ในเร็ววัน แต่ด้วยการเติบโตอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีด้าน AI นั้นในปัจจุบัน เรื่องที่คิดว่าเป็นแค่ในนิยาย อย่างรถขับเองได้แบบอัติโนมัตินั้น เราก็เริ่มได้เห็นในชีวิตจริง ๆ กันแล้ว  ซึ่งในยุคปัจจุบันนั้น AI เริ่มเข้ามาอยู่รอบตัวเราแล้วผ่าน service ต่าง ๆ ที่เราใช้อยู่โดยรู้ตัวหรืออาจจะไม่รู้ตัวบ้าง และ AI กำลังมีบทบาทกับตัวเรามากขึ้นเรื่อย ๆ

หลาย ๆ การสำรวจจากเมืองนอกนั้นพบว่าเกินกว่าครึ่งจากผลสำรวจนั้นใช้เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว แต่พวกเขายังไม่ทราบว่านั่นคือ AI ที่พวกเขากำลังใช้งานอยู่ เนื่องจากเทคโนโลยีด้นา AI นั้นกำลังพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อช่วยเหลือมนุษย์ให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ผ่านการทำงานแบบอัติโนมัติของระบบ AI ทำให้หลาย ๆ คนใช้มันไปโดยไม่รู้ตัว

สำหรับบทบาทของ AI ในแวดวงการตลาดนั้น ต้องบอกว่ามีการใช้งานอยู่แล้วในปัจจุบันในหลาย ๆ กรณี ตั้งแต่การจัดเนื้อหาในระบบ internet , การทำ SEO หรือแม้กระทั่ง การใช้ email marketing นั้นก็มีส่วนที่ใช้ AI ในการทำงาน ซึ่งหลากหลายเครื่องมือเหล่านี้นั้น ก็ใช้งานได้ประสิทธิภาพที่แตกต่างกันออกไป

ไม่ใช่เพียงแค่ทำให้เหล่านักการตลาดโดยเฉพาะ online นั้นสามารถทำงานได้ง่ายขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้มีประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มขึ้นอีกด้วย โดยผ่านการโดยใช้เทคโนโลยีมาช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพต่าง ๆ  และไม่เพียงแค่ทำให้ธุรกิจต่าง ๆ ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่ทำให้เหล่านักการตลาดมีเวลามากขึ้นที่จะทำการวิเคราะห์ วางแผน ที่เกี่ยวข้องกับการตลาดให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งในปัจจุบันนั้นแบรนด์ หลาย ๆ แบรนด์นั้นได้คิดนำใช้ AI มาช่วยในเรื่องการตลาดอยู่บ้างแล้ว

10 Marketing Use Cases for AI

1.Website Design 

AI นั้นสามารถที่จะช่วยนักการตลาดได้ในหลาย ๆ รูปแบบ ซึ่งอาจเริ่มตั้งแต่ process ต้น ๆ ของการวางแผนการตลาด เช่น การสร้าง Website

อาจจะสงสัยกันว่า AI มาช่วยในการสร้าง Website ยังไง มาดูตัวอย่างของ The Grid  ที่ใช้ AI ชื่อว่า Molly  ในการ design websites  และ ยังมี platform “she” ที่สามารถทำงานได้ในรูปแบบเดียวกันคือเป็นการ design website ด้วย AI ซึ่งถ้าเทียบกับการสร้าง Website จริง ๆ นั้นเราต้องมีการจ้าง team developer หรือ Software Engineer ในการสร้าง website ซึ่งอาจจะใช้ค่าใช้จ่ายที่สูงมากรวมถึงค่าดูแลรักษาที่ต้องจ่ายรายปีให้เหล่า Engineer เหล่านี้อีก แต่  The Grid นั้นสามารถ start ด้วย budget เพียง 100$ ต่อปีเท่านั้นสำหรับ 1 website

2.Content Creation

เหล่า content writers หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่างานของพวกเค้านั้นปลอดภัยไม่น่าจะถูกแย่งงานจาก AI แน่ ๆ แต่ไม่ใช่แล้วในปัจจุบัน  ตัวอย่าง tools เช่น  Wordsmith หรือ Quill เป็น tools ที่ใช้ AI ในการช่วยเหลือในการ Create Content  โดยรูปแบบการสร้างนั้นจะเป็น template ซึ่งเราสามารถที่จะกำหนดข้อมูลที่เกี่ยวข้อง และ กำหนด keyword ที่ต้องการ ซึ่ง tools เหล่านีจะช่วย create content ซึ่งแทบดูไม่ออกว่า content เหล่านี้นั้นถูกเขียนขึ้นมาโดย AI

ซึ่งหลังจากนั้น นักการตลาดก็สามารถที่จะแก้ไขเนื้อหาที่ถูกสร้างขึ้นโดย AI โดยใช้ Hemingway App ซึ่งเป็น AI รูปแบบง่าย ๆ ที่จะช่วยปรับแต่งเรื่องบทความให้กระชับขึ้น  จะมีการ hilight ประโยคที่มีความซับซ้อนที่มีการสร้างจาก AI  และทำการแนะนำตัวเลือกประโยคอื่น ๆ ให้ใช้แทน เพื่อให้บทความมีความสมบูรณ์ถูกต้องมากยิ่งขึ้น ดังตัวอย่าง

ตัวอย่างการใช้ Hemingway App

ตัวอย่างการใช้ Hemingway App

3.Content Curation

เราได้เห็นการใช้ AI กับ Content Curation ตัวอย่างของ Netflix เมื่อคุณได้ดู Series ที่คุณประทับใจมาก ๆ และเมื่อดูจนจบนั้น ระบบของ Netflix ก็จะแนะนำ series เรื่องอื่น ๆ ที่คุณไม่ควรพลาดดูต่อไป ซึ่งนี่คือตัวอย่างของพลังของ AI ใน Content Curation

Brand อย่าง Netflix หรือ Amazon นั้นก็ไม่พลาดในการแนะนำผลิตภัณฑ์ของตนเองเพื่อสร้าง engagement ให้อยู่กับระบบตัวเองต่อไป เพื่อสร้างพลังในการดึงดูดให้ลูกค้านั้นสมัครสมาชิก หรือ ต่อสมาชิกของบริการของตัวเองต่อไป หรือใน AI ที่มีความซับซ้อนอย่าง IBM Watson นั้นก็มีความสามารถในลักษณะเดียวกันที่สามารถเรียนรู้พฤติกรรมของลูกค้า และสามารถแนะนำบริการ หรือ content ที่เหมาะสมให้กับลูกค้าแต่ละราย

Under Armour เป็น Brand หนึ่งที่ใช้ข้อมูลของ Watson ในการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า แล้วนำมาปรับแต่ง message ที่จะทำการส่งต่อไปให้กับลูกค้า ส่วน San Francisco Museum of Modern Art ใช้บริการของ “artbot” ที่สามารถระบุชนิดของงานศิลปะรวมถึงตัวอย่างงานให้ลูกค้า ซึ่งลูกค้าสามารถที่จะส่งข้อมูลข้อความ Request ชนิดของงานศิลปะที่ต้องการได้

 "artbot" ที่สามารถระบุชนิดของงานศิลปะรวม

artbot ที่สามารถระบุชนิดของงานศิลปะรวม

4.Search

คงไม่มีใครที่ไม่รู้จัก google กับพลังการแห่งการ Search ของ google ซึ่งเบื้องหลังของงานด้านการ Search ของ google นั้น AI เป็นเบื้องหลังที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของประสิทธิภาพในการ Search ของ google ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงวิธีการในการสร้างและ optimize content ของนักการตลาดทั่วโลก ซึ่งต้องปรับไปตาม Search Engine Optimizaion หรือ SEO และ Google’s RankBrain

นวัตกรรมใหม่ ๆ อย่าง Amazon Echo , Google Home , Apple’s Siri และ Microsoft Cortana นั้น ทำให้การ Search เป็นไปได้ง่ายยิ่งขึ้นไปอีกเพียงแค่กดปุ่มและสั่งงานด้วยเสียง ซึ่งเหล่านี้นั้นทำให้สื่อให้เห็นว่ารูปแบบของการ Search  นั้นก็อาจจะเปลี่ยนไปเช่นกัน แทนที่จะพิมพ์คำว่า “ร้านอาหารย่านสีลม” แล้วกดปุ่มค้นหา ผู้ใช้อาจจะสอบถามกับอุปกรณ์เหล่านี้เพียงว่า “คืนนี้ฉันควรไป dinner ที่ไหนดี”  แทน

สำหรับ RankBrain ของ Google นั้นใช้เทคนิคของ machine-learning ในการสร้างผลการค้นหาที่เกี่ยวข้องกัน ซึ่งพลังของ AI นั้น สามารถให้ผลการค้นหาที่ดีที่สุด ซึ่งขึ้นอยู่กับการตีความของรูปแบบภาษา เช่น เมื่อเรา search คำว่า “president” ด้วย google ในสหรัฐอเมริกา RankBrain นั้นจะตีความว่าเราต้องการข้อมูลเกี่ยวกับ ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ซึ่งจะแสดงข้อมูลที่เป็นส่วนบุคคลเท่านั้น

ซึ่งนักการตลาดก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับ Algorithm เหล่านี้ ซึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับนโยบายของ google ซึ่งก็เนื่องมาจากการพัฒนาความสามารถขึ้นมาเรื่อย ๆ ของ AI นั่นเอง

5.Marketing Automation

หลาย ๆ แบรนด์เริ่มใช้พลังของ AI ในการปรับแต่ง marketing emails โดยใช้พื้นฐานของการวิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้า และเพิ่มการ engage กับ แบรนด์เพิ่มมากขึ้น และทำการเปลี่ยนจาก engagement ให้มาซื้อสินค้ากับแบรนด์

Tool อย่าง Boomtrain  นั้นทำให้แบรนด์สามารถที่จะส่งรูปแบบของ newsletters โดยอาศัยพฤติกรรมของลูกค้าโดยการใช้ AI ในการวิเคราะห์ เพื่อให้เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละราย และทำให้เกิดการ interact กับแบรนด์ได้

ส่วนบริการ Online อย่าง Adore Me  นั้นใช้ Optimove‘s  ซึ่งเป็น AI ที่ช่วยในการแบ่งประเภทของลูกค้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการสมัครรับบริการของลูกค้าผ่านทาง membership pricing program ของ Adore Me ซึ่ง AI ตัวนีนั้นจะทำการปรับแต่ง Content ที่จะส่งให้ลูกค้าทาง Email , text message หรือ notification ผ่าน app ซึ่งการแบ่งกลุ่มของลูกค้าและทำการ contact กับลูกค้าผ่านทางบริการต่าง ๆ ตามที่ได้กล่าวข้างต้นนั้น ช่วยให้ Adore Me เพิ่มประสิทธิภาพในส่วนของ monthly recurring revenue (MRR) , average sales price (ASP) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญในประสิทธิภาพในการทำการตลาดผ่านเครื่องมือต่าง ๆ กับลูกค้า

ซึ่งเมื่อรูปแบบการทำตลาดแบบอัติโนมัติเหล่านี้สามารถทำโดยใช้ AI ได้แล้วนั้น ก็จะทำให้งานต่าง ๆ ของนักการตลาดลดน้อยลง และมีเวลาที่จะสามารถสร้าง target market ใหม่ ๆ เพื่อสร้างฐานลูกค้าเพิ่มได้

6.Social Media

ต้่องบอกว่าเป็นเรื่องที่น่ามหัศจรรย์ที่ social media ในปัจจุบันอย่าง facebook นั้นสามารถที่จะเชื่อมต่อผู้คนกว่าพันล้านคนเข้าด้วยกัน และมี share เรื่องราวระหว่างกัน ซึ่งเป็นระบบที่ทรงพลังอย่างมาก ซึ่งแน่นอนว่า social media นั้นได้ทำให้รูปแบการทำตลาดได้เปลี่ยนไปจากอดีต จากสื่อที่เป็น สื่อที่ mass อย่าง TV หรือ วิทยุ นั้นบัดนี้ ได้ลดอิทธิพลต่อผู้ชมลงไปแล้ว เนื่องจากคนรุ่นใหม่ ๆ หันไปเสพสื่อทาง social media กันหมด นักการตลาดทั้งหลายจึงต้องมีการปรับตัว ซึ่งแน่นอนว่า ผู้คนที่ลงโฆษณานั้นต้องการประโยชน์จากความนิยมของสื่อ social media

ซึ่ง Platform ใหญ่ ๆ อย่าง Facebook , Instragram หรือ Twitter นั้น user สามารถที่จะ hide ในส่วนของ ads ที่ user ไม่ถูกใจได้อย่างไม่ยากเย็น ซึ่งก็เพื่อเป็นข้อมูลให้เหล่า platform ต่าง ๆ เหล่านี้มาปรับปรุงรูปแบบการโฆษณาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สำหรับตัวอย่างข้างล่างจะแสดงว่าเราสามารถที่จะ hide ad จาก facebook ได้แค่เพียง 2 click

การ hide ads

การ hide ads

หากไม่ต้องการดู ads แบบดังกล่าว

หากไม่ต้องการดู ads แบบดังกล่าว

ซึ่ง Platform เหล่านี้นั้นต่างใช้ข้อมูล insights เพื่อทำการปรับปรุง การทำงานของ news feed ให้เหมาะกับ user แต่ละราย  และเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์กับผู้ลงโฆษณาด้วย เพราะไม่ต้องมานั่งเสียเงิน หรือ เสียเวลากับ user ที่ไม่ได้ชอบ brand หรือ service เหล่านั้น

Platform ใหญ่อย่าง Facebook นั้นใช้ AI ในการป้องกันไม่ให้ website ต่าง ๆ นั้นทำการ share เนื้อหาที่ให้ประสบการณ์ที่แย่กับผู้ใช้งาน และใช้ AI ในการ learning รูปแบบของ website ที่มีคุณภาพต่ำ เช่นพวก web clickbait หรือ เว๊บที่มีเนื้อหาเพียงน้อยนิด ซึ่งเป็นเหล่านี้ล้วนเป็น link ที่ไม่มีคุณภาพ และมีโอกาสสูงที่จะถูกลด traffic ลงใน News Feed

7.Images

เราอาจจะได้เห็น Features บางอย่างของ Snapchat  Social Media น้องใหม่มาแรงที่ใช้พลังของ AI image recognition เช่นการเปลี่ยนหน้าเราสลับหน้ากับสัตว์เลี้ยงของเรา ซึ่งล้วนมาจากพลังของ AI แทบทั้งสิ้น ซึ่ง Image นั้นก็ทำให้การสื่อสารทางการตลาดของ Brand ต่าง ๆ มีลูกเล่นเพิ่มมากขึ้น

Snapchat  กับการใช้ AI

Snapchat  กับการใช้ AI

แม้เราจะเห็นเป็น Features ที่ใช้งานง่าย ๆ แต่ ผ่านระบบการทำงานที่ซับซ้อนทาง Computer Algorithm ไม่ว่าจะเป็นการใช้ Neural Network ในการระบุรูปทรงบนใบหน้า รวมถึงใช้เทคโนโลยีของ AR หรือ Augmented Reality มาช่วยในการทำงาน ซึ่งช่วยให้ Brand ต่าง ๆ นั้นสามารถติดต่อกับกลุ่มลูกค้าของตนได้แบบ Specific มากยิ่งขึ้น เมื่อ user เหล่านี้ใช้เวลาอยู่บนโลก online หรือในโลกของ social media

8.Advertising

ถ้าคุณเป็นคนนึงที่ใช้บริการลงโฆษณาผ่าน GoogleAdWords นั้น ต้องบอกว่า คุณกำลังใช้งาน AI อยู่  ซึ่งรูปแบบของ automated bidding system ของ GooglAdWords นั้น นักการตลาดสามารถที่จะ bid ในราคาต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ของราคา cost per click (CPC) ซึ่งทำให้สามารถที่จะได้ผลของ Ads ในการแสดงในหน้าผลค้นหาของ user ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

และในตอนนี้นั้น Adgorithms ที่พัฒนาจาก AI ซึ่งมีชื่อว่า  Albert สามารถที่จะรวบรวม Marketing Campaigns ผ่านช่องทางต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น email , searh engine หรือ Social media โดยสามารถที่จะจัดการ bidding , management หรือ execution ads ให้กับทั้ง campaigns ได้ผ่านโปรแกรมเพียงแค่ตัวเดียว

ซึ่งเหล่านักการตลาด สามารถที่จะใช้ Albert ในการจัดการ campaigns โดยกำหนดกลุ่มเป้าหมาย ระบุ Geographic Area ได้ โดย Albert ซึ่งเป็น AI สามารถทำงานได้รวดเร็วกว่ามนุษย์ และสามารถที่จะวิเคราะห์รูปแบบที่เหมาะสมในการทำการตลาด เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

Harley-Davidson of NYC ได้เริ่มใช้ Albert และทำให้สามารถเพิ่มยอดขายได้ถึง 3 เท่าภายในสัปดาห์เดียวเท่านั้น ซึ่ง Albert นั้นสามารถทำยอดขายมอเตอร์ไซต์เพิ่มขึ้นได้ถึง 40% และเพิ่มยอดผู้เข้าชม website ได้ถึง 566% เลยทีเดียว

9.Chatbots

หลาย ๆ แบรนด์ เริ่มมีการสื่อสารกับลูกค้าโดยตรงโดยใช้ messenging apps เช่น WhatsApp , Facebook Messenger หรือ Line ซึ่ง messenging app เหล่านี้นั้นเริ่มเข้ามามีบทบาทกับลูกค้า ซึ่งลูกค้าโดยทั่วไปก็จะมีการสื่อสารกับเพื่อน หรือ เพื่อนร่วมงานผ่านทาง app เหล่านี้เป็นเรื่องปรกติอยู่แล้ว ซึ่งบางทีเหล่า Brand ทั้งหลายนั้นก็ต้องตอบคำถามหลาย ๆ คำถามซ้ำไปซ้ำมา และต้องคอย online ตลอดเวลาเพื่อคอยตอบปัญหาเหล่านี้ของลูกค้า

ซึ่ง Chatbots นั้นจะทำให้ process ที่ยุ่งยากและน่าเบื่อเหล่านี้ง่ายขึ้น ตัวอย่างเช่น GrowthBot  เป็น Chatbots ที่ใช้  AI ในการตอบปัญหาที่เดียวกับการขายอย่างมืออาชีพ ซึ่งสามารถที่จะทำงานเหล่านี้ได้แบบอัติโนมติ รวมถึงสามารถที่จะระบุคำถามในหลากหลายรูปแบบตามลักษณะของ Brand สามารถที่จะตอบคำถามเชิง Technical ได้อย่างรวดเร็ว โดยแทบไม่ต้องไปทำอะไรกับมัน

ตัวอย่างการใช้งาน chatbot

ตัวอย่างการใช้งาน chatbot

ตัวอย่างการใช้งาน chatbot

ตัวอย่างการใช้งาน chatbot

ซึ่ง Chatbots ที่มีความสามารถอย่าง GrowthBots นั้นได้ช่วยเหลือเหล่านักการตลาด หรือ นักขายในการวิเคราะห์ข้อมูล ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเดียวกัน หรือสามารถที่จะช่วยวิเคราะห์คู่แข่ง ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย

10.Sales Handoff

และในที่สุดแล้วนั้น เมื่อเหล่านักการตลาดได้ทำการสร้าง Content ที่เพิ่มโอกาสในการขายได้แล้วนั้น ก็ต้องมีการทำงานร่วมกับเหล่านักขาย ซึ่ง AI ก็สามารถมาช่วยในจุดนี้ได้

Conversica ได้ทำการสร้าง AI ที่ใช้ชื่อว่า “Angie”  ในการทำงานร่วมกัน บริษัท  CenturyLink ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทยักษ์ใหญ่ทางด้านอุตสาหกรรมคมนาคม ซึ่ง บริษัท CenturyLink นั้นต้องการที่จะระบุ ถึง Marketing Campaign ไหนที่มีโอกาสที่จะเพิ่มยอดขายได้ดีที่สุด จากบรรดา Campaign นับพันที่เหล่านักการตลาดได้สร้างสรรค์ออกมา ซึ่งสามารถที่จะสื่อสารกับนักขาย โดยสามารถที่จะระบุได้ถึง 40 campaign ที่มีโอกาสสร้างยอดขายได้ในแต่ละสัปดาห์ ซึ่งเมื่อคำนวนออกมาแล้วนั้น เงินทุกดอลล่าร์ที่จ่ายให้ AI อย่าง “Angie” สามารถสร้างรายได้ถึง 20 ดอลล่าร์ ให้กับ CenturyLink เพราะ AI สามารถที่จะทำความเข้าใจกับ Email ที่ใช้ในการสื่อสารระหว่างเหล่านักขาย เพื่อมาวิเคราะห์ Campaign ต่าง ๆ ได้ดีกว่ามนุษย์ ซึ่งทำให้บริษัทสามารถที่จะลดเวลา และ ช่วยเพิ่มโอกาสในการขายใน platform ของตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

References : blog.hubspot.com , blog.firebrandtalent.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

โคโยตี้ เตรียมตกงาน Dancing Robots มาแล้ววว

มันเกิดขึ้นแล้ว สำหรับ Dancing Robots ที่จะมากระชากใจหนุ่ม ๆ ใน club กับลีลาการเต้นที่ไม่ต่างจาก Coyote เลยทีเดียว แม้รูปร่างจะไม่สวยเท่าสาว ๆ ตัวจริง แต่มันเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญของวงการหุ่นยนต์โลกเลยก็ว่าได้

ที่ Sapphire Gentleman Club ในเมือง ลาสเวกัส ของประเทศสหรัฐอเมริกา มีการนำเจ้า หุ่นยนต์ที่ถูกสร้างจาก Project ที่ชื่อว่า “Peepshow” ซึ่งมันถูกสร้างขึ้นโดย Giles Walker ชาวอังกฤษ ซึ่งได้มาแสดงในงาน CES ในเมืองลาสเวกัส งานแสดงสินค้าทาง Consumer Electronics ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

มันได้ถูกเนรมิตร ให้ขึ้นโชว์ ในเวทีกลางของ Club ในเมืองลาสเวกัส แต่ด้วย Design ที่ถูกออกแบบมาจากกล้อง CCTV นั้นดูจะไม่น่าอภิรมย์ต่อแขกผู้เข้ามาชมสักเท่าไหร่

ถึงอย่างไรก็ตามในการแสดงครั้งนี้ การแปลงเอา CCTV ให้กลายมาเป็นหุ่นยนต์ ก็ได้สร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับเหล่านักเที่ยวได้เหมือนกัน เพราะเป็นสิ่งที่เขาไม่คาดคิดว่ามันจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะกับหุ่นยนต์ที่ จะมาจับงานแสดงทางด้านการเต้นที่เป็น สาย ART เช่นนี้

ก็ต้องบอกว่า ตอนนี้การพัฒนาและวิจัยด้านหุ่นยนต์ กำลังพัฒนาไปสู่ทุกแขนง แม้กระทั้งงานที่เป็นการแสดงอย่างการเต้น ที่ต้องใช้ทักษะทางด้านความคิดสร้างสรรค์ ที่มนุษย์อาจจะคิดว่าไม่ถูกแย่งงาน แต่ตอนนี้ อนาคต เริ่มที่จะไม่แน่นอนซะแล้ว หุ่นยนต์อาจจะมาแย่งงานจากอาชีพที่คุณคาดไม่ถึงก็เป็นได้

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ในวันที่ DJ Playlist พ่ายแพ้ต่อ AI Playlist

ถือเป็นข่าวที่ เซอร์ไพรซ์ ไม่น้อยเลยทีเดียวสำหรับการปิดตัวลงของคลื่นเพลงสากล ที่มีแฟน ๆ ติดตามอยู่มากมาย อย่างคลื่น Get 102.5 เป็นการปิดต้อนรับปีใหม่เลยทีเดียว โดยแทบจะไม่ได้แจ้งข่าว ให้ แฟน ๆ ทราบล่วงหน้ามาก่อนเลยด้วยซ้ำ

โดยส่วนตัว ก็ถือเป็นแฟนตัวยงของคลื่น Get 102.5 มักจะเปิดไว้เสมอเวลาขับรถไปทำงาน หรือ ถือว่าเป็นคลื่นเพลงสากล ที่เปิดเพลงฮิต ใหม่ ๆ ได้โดนใจแฟน  ๆ เป็นอย่างยิ่งและมักมีกิจกรรม มาให้ร่วมสนุกอยู่เสมอ

ต้องบอกว่ากระแสของ Digital Disruption นั้นกำลังลามไปทั่วทุกวงการสื่อจริง ๆ ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ ที่ปิดตัวกันเป็นว่าเล่น หรือแม้สื่อระดับ mass media ทั้งวิทยุ หรือ โทรทัศน์ ก็โดนไปตาม ๆ กัน ต่างทยอยปิดตัวลง ไม่ก็ขายหุ้นทิ้งกันเป็นว่าเล่น

ปิดตัวต้อนรับปีใหม่เลยทีเดียวสำหรับ คลื่น Get 102.5
ปิดตัวต้อนรับปีใหม่เลยทีเดียวสำหรับ คลื่น Get 102.5

อิทธิพลที่เคยทรงอำนาจ ของสื่อต่างๆ  ในอดีตเหล่านี้ กำลังถูกท้าทายจาก สื่อ online ที่เริ่มแตก segment ระดับย่อยให้ผู้เสพ ได้เสพกันเรื่อย ๆ มี เพจ มีช่องรายการตาม youtube ต่างๆ  มากมาย ที่น่าสนใจ ที่แย่งดึงความสนใจไปจากสื่อหลักอย่างชัดเจน ด้วยต้นทุนการสร้างที่เรียกได้ว่าแตกต่างกันมาก แต่ในขณะที่ผู้รับชมนั้น แทบจะไม่ต่างจากสื่อหลักเลย ทำให้ สื่อหลักเก่า ๆ เริ่มที่จะอยู่ยากขึ้นในกระแส Digital Disruption นี้

การปิดตัวไปเงียบ ๆ ของคลื่น Get 102.5 ก็น่าจะเกิดจากหลายสาเหตุทั้งต้นทุน ทั้งค่าโฆษณาที่ลดลง หรือ แม้แต่ฐานผู้ชมที่อาจจะมีจำนวนลดลงไปเรื่อย ๆ 

แล้วทำไมผู้คนถึงฟังวิทยุน้อยลง โดยเฉพาะคลื่นเพลง?

ตรงนี้สาเหตุหลัก ๆ เลยน่าจะมาจาก Platform ของ Music Streaming อย่างชัดเจนที่มาทำลายตลาดธุรกิจคลื่นวิทยุที่เป็นคลื่นเพลงโดยเฉพาะ เพราะ Keyหลักของ คลื่นเพลงนั้นชัดเจนมากว่ามาจาก Playlist จาก DJ ว่าจะเปิดเพลงอะไรให้ผู้ฟังได้ติดตาม

Online Music Streaming ที่มีให้เลือกมากมายในปัจจุบันเป็นส่วนสำคัญ
Online Music Streaming ที่มีให้เลือกมากมายในปัจจุบันเป็นส่วนสำคัญ

และในอดีต ผู้ฟังส่วนใหญ่ ก็จะติดตามคลื่นวิทยุ จาก Playlist ของ DJ เหล่านี้ ซึ่ง Get 102.5 ก็เป็นคลื่นหนึ่งที่ผมยอมรับว่า จัด Playlist ของเพลงออกมาได้ดีมาก คือ ฟังแล้ว ก็ต้องฟังต่อไปเรื่อย ๆ เป็นสิ่งดึงดูดให้เราได้ฟังวิทยุต่อไป

แล้ว AI Playlist จาก Platform Music Streaming ล่ะ?

ตัวอย่างทั้ง Spotify , Apple Music หรือแม้ กระทั่ง Joox เองก็ตามนั้น ต้องยอมรับว่า AI เข้ามามีบทบาท อย่างชัดเจนในการคัดเลือก Playlist เพลงมาให้ผู้ฟังได้เสพกัน

เราจะได้เห็น Playlist มากมายจาก Platform Music Streaming เหล่านี้ มีทั้งตาม อารมณ์ เศร้า เหงา ดีใจ ตื่นเต้น มีครบทุกอารมณ์

หรือจะเป็น Playlist ตามยุคสมัย  ไม่ว่าจะเป็น ยุค 80′ , 90′ , 2000′   มีให้เลือกทั้งหมดเรียกได้ว่าตามไปเสพกันแทบจะไม่ครบเลยทีเดียวสำหรับ เหล่า Playlist จาก AI ที่คอยเลือกมาให้เราทั้งหมดเหล่านี้

ผมเคยเขียน Blog ในเรื่อง Function Discovery Weekly ที่เป็น Playlist ที่จัดโดย AI ของ Spotify ( Spotify’s Discover Weekly : Machine Learning ช่วยเลือกเพลงที่โดนใจเราได้อย่างไร )

ซึ่งมันเป็นความได้เปรียบอย่างชัดเจนของ AI เมื่อเทียบกับความสามารถของมนุษย์ที่เป็น DJ มาจัด Playlist เพราะ DJ ตามคลื่นวิทยุต่าง ๆ นั้น จะจัด Playlist ตามความรู้สึกและอารมณ์หรือความชอบของตัวเองเป็นหลัก

AI เลือกเพลงตามรสนิยมของผู้ใช้งานจริง ๆ ต่างจาก DJ ที่เลือกตามรสนิยมของตัวเอง
AI เลือกเพลงตามรสนิยมของผู้ใช้งานจริง ๆ ต่างจาก DJ ที่เลือกตามรสนิยมของตัวเอง

แต่ การสร้าง Playlist ของ AI นั้นได้ใช้วิธีการคำนวน ทาง computer algorithm ในการหาเพลงที่เข้ากับรสนิยมของผู้ฟังมากที่สุด โดยมองผู้ฟังเป็นหลัก ไม่ได้จัดโดยยึดจากอารมณ์ของตัวเอง เหมือน DJ ตามคลื่นวิทยุ ซึ่งนั่นทำให้ ผู้ฟังต่างหลงใหลใน Platform Music Streaming ต่าง ๆ มากกว่าจะไปฟังวิทยุเหมือนอดีตแล้ว

อนาคตของคลื่นวิทยุ

มันเป็นทิศทางที่ชัดเจนว่า คลื่นวิทยุ โดยเฉพาะคลื่นเพลงนั้น น่าจะโดน กระแส Digital Disruption ก่อนใครเพื่อน จาก เหล่า Platform Music Streaming และผมมองว่าเมื่อก่อนนั้น เราอาจจะต้องพึ่งวิทยุในยามขับรถกันอยู่บ้าง และเริ่มฟังจากที่บ้านน้อยลงไปเรื่อย ๆ 

แต่ปัจจุบัน ด้วยการเติบโตของระบบเครือข่ายมือถือทั้ง 4G จนจะกลายเป็น 5G แล้วนั้น การแข่งขัน ที่เกิดขึ้นทำให้เกิด Package แบบ Unlimited สามารถใช้งานได้ไม่จำกัด แต่อาจจะจำกัดความเร็ว ซึ่ง ส่วนนี้ ก็เป็นปัจจัยสำคัญ เพราะเราสามารถใช้งาน Platform Music Streaming เหล่านี้ได้ โดยไม่ต้องมากังวล เรื่อง internet จะหมดเหมือนในอดีตอีกต่อไป

โปรโมชั่น Unlimit Internet แบบไม่ลดสปีด ช่วยให้สามารถฟังเพลงจาก Platform ต่าง ๆ ได้ตลอดเวลา
โปรโมชั่น Unlimit Internet แบบไม่ลดสปีด ช่วยให้สามารถฟังเพลงจาก Platform ต่าง ๆ ได้ตลอดเวลา

ซึ่งเป็นตัวเร่งให้เราได้หนีออกจากคลื่นวิทยุออกไปเร็วขึ้น แม้กระทั่งตอนนั่งรถไปทำงาน หรือ ในเวลาว่างอื่นๆ เราสามารถหยิบมือถือมาฟังเพลงได้ โดยไม่ต้องกังวลเรื่อง internet อีกต่อไป

เพราะฉะนั้นคลื่นวิทยุ ที่เป็นคลื่นเพลงนั้น จะเริ่มอยู่ยากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะคนฟังจะทยอยหายไปเรื่อย ๆ จะเหลือไว้แต่คลื่นวิทยุเฉพาะกลุ่มเท่านั้น เช่น  คลื่นกีฬา , คลื่นจราจร  หรือ คลื่นข่าว ซึ่งอาจจะพออยู่ได้ในกระแส Digital Disruption ที่กำลังถาโถม เข้าสู่สื่อยุคเก่าอย่างรุนแรงในปัจจุบัน

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Car 3.0? A Robot with Wheels

ในปัจจุบัน เราได้เห็นเทคโนโลยี รถยนต์แบบไร้คนขับ พัฒนาอย่างรวดเร็ว ๆ บริษัทเทคโนโลยีใหญ่ ๆ ไม่ว่าจะเป็น Google  , Tesla หรือ แม้กระทั่ง apple เองก็กำลัง ซุ่มทำ รถยนต์แบบไร้คนขับอยู่

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญตัวจริง ด้านรถยนต์ไร้คนขับอย่าง Padmasree Warrior ซึ่งเป็น CEO ของ Nio U.S บริษัทที่กำลังทำการทดลองรถแบบไร้คนขับในรัฐแคลิฟอร์เนีย ของสหรัฐ อเมริกา 

Padmasree Warrior หญิงแกร่งแห่งอุตสาหกรรมรถยนต์อนาคต
Padmasree Warrior หญิงแกร่งแห่งอุตสาหกรรมรถยนต์อนาคต

และตอนนี้ กำลัง โฟกัส กับการผลิต รถพลังงานไฟฟ้า แบบไร้คนขับอยู่  และเป็นหนึ่งในยักษ์ใหญ่ในการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า แบบ SUV ที่กำลังขยายตลาดไปยังประเทศจีน ซึ่งเป็นรถที่มีระบบ driver-assistance system หรือ ระบบขับเคลื่อนแบบอัตโนมัติ พร้อมไปด้วย

เมื่อรถยนต์ถูก Control ด้วย Software

ตอนนี้ เหล่าวิศวกรของ Nio นั้น ไม่ได้ทำเพียงแค่การสร้างรถยนต์ เหมือนในอดีตที่ผ่านมาอีกต่อไป ในยุคใหม่ของอุตสาหกรรมรถยนต์ มันเป็นการ สร้างหุ่นยนต์ ที่ดูเหมือนรถ ซะมากกว่า

เพราะตอนนี้ รถยนต์นั้น ประกอบไปด้วยเซ็นเซอร์ต่าง ๆ มากมาย รวมถึงกล้องความละเอียดสูง และส่วนประกอบเหล่านี้นั้น ต้องการ software เพื่อที่จะทำให้มันสามารถเคลื่อนที่ได้แบบอัติโนมัติ

รถยนต์ ยุคใหม่ ถูก control ด้วย software AI
รถยนต์ ยุคใหม่ ถูก control ด้วย software

ซึ่งส่วนประกอบเหล่านี้นั้นเป็นพื้นฐานหลัก ของการสร้างรถยนต์ ในยุคต่อไป ยุคที่ รถยนต์ ก็แทบไม่ต่างจากหุ่นยนต์ดี ๆ นี่เอง

ในยุคก่อนหน้า เราอาจจะโฟกัส ไปที่การพัฒนา ระบบ electronics และ electrical ของรถยนต์เป็นหลัก แต่ ในยุค “Car 3.0” ที่กำลังพัฒนากันอยู่ในปัจจุบัน อุตสาหกรรมรถยนต์ กำลังมุ่งไปที่ ดิจิตอล และ Software ที่จะคอยคอนโทรลรถยนต์ เป็นหลัก

เมื่อรถยนต์ต้องมีสมอง

ด้วยการพัฒนาอย่างรวดเร็วของ เทคโนโลยี AI ในปัจจุบัน สำหรับหัวใจหลักของ AI ที่ใช้ในรถยนต์ ก็คือ ระบบไร้คนขับ ให้รถยนต์สามารถขับเคลื่อนได้เอง พาผู้โดยสารไปส่งยังจุดหมายได้อย่างปลอดภัย

ในอนาคตอันใกล้ บริการต่าง ๆ ที่เราได้เห็นในโลก online อย่างระบบ Assistant เช่น SIRI หรือ Google Assistant นั้น ก็จะถูกบรรจุไปใน software พื้นฐานของรถยนต์อย่างแน่นอน

และ AI นั้นยังช่วยเหลือในเรื่องการดูแลรักษารถได้ดียิ่งขึ้น การประสานงานระหว่าง อุปกรณ์ชิ้นส่วนรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็น ระบบเบรค ระบบล้อ หรือ ระบบอื่น ๆ ที่เดิมเป็นแบบ analog นั้น

AI คอยคอนโทรลทุกอย่างในระบบรถยนต์
AI คอยคอนโทรลทุกอย่างในระบบรถยนต์

จะถูก control โดย AI เพื่อคอยช่วย Monitor สภาพของรถยนต์ ให้ผู้ขับขี่ได้รับการแจ้งเตือนได้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ทำให้ในอนาคต อุบัติเหตุที่เกิดจากสภาพความไม่พร้อมของรถยนต์ นั้น จะลดลงไปมาก เนื่องจากความฉลาดของ AI เหล่านี้ ที่จะมาช่วยเหลือให้ปลดภัยมากยิ่งขึ้น

ลองจินตนาการถึง รถยนต์ในอนาคต

รถยนต์ ในอนาคต มันต้องกลายเป็นบริการที่ตอบโจทย์กับมนุษย์เรามากยิ่งขึ้น เมื่อรถมันสามารถขับเคลื่อนเองได้อัตโนมัติ

รถยนต์อาจจะบริการให้คุณได้ทุกอย่าง ไมว่าจะเป็นการไปตาม supermarket เพื่อคอยขนสินค้าที่คุณสั่งซื้อมาส่งให้คุณถึงบ้าน โดยที่คุณอาจจะแค่นั่งอยู่ที่บ้านเลยด้วยซ้ำ

ลองจินตนาการถึง ห้องนั่งเล่นที่มีล้อ มันไม่ใช่เรื่องที่ดูเป็นเรื่องไกลตัวอีกต่อไป ตัวอย่างของ รถยนต์ Nio’s Eve ซึ่งเป็น concept car ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกแบบครบครัน ไม่ว่าจะเป็น lounge area มีหน้าจอขนาดยักษ์ไว้สำหรับ entertainment มีที่นอนไว้สำหรับพักผ่อน ในยามเดินทางไกล

NIO EVE กับความสะดวกสบายในรถยนต์ ที่ไม่ต้องทรมานในการนั่งอีกต่อไป
NIO EVE กับความสะดวกสบายในรถยนต์ ที่ไม่ต้องทรมานในการนั่งอีกต่อไป

ซึ่งเราจะได้ไม่ต้องอุดอู้ ทรมาน อยู่ในรถแคบ ๆ กับการเดินทางไกล หรือ ในภาวะจราจรติดขัด เหมือนในปัจจุบันอีกต่อไป

เราจะทำให้รถยนต์ในอนาคตมีความปลอดภัยยิ่งขึ้นได้อย่างไร

ในปัจจุบันนั้น อุบัติเหตุด้านจราจรนั้น ส่วนใหญ่เกิดมาจากความประมาท และ ความผิดพลาดของมนุษย์เราแทบจะทั้งสิ้น

มันอาจจะเกิดจากความเหนื่อยล้า สติ ไม่ว่าจะสาเหตุมาจากการดื่มแอลกอฮอล์ หรือ การอดหลับอดนอน เพื่อขับรถยนต์ ซึ่งหลากหลายสาเหตุเหล่านี้ เป็นที่มาของอุบัติเหตุที่เกิดความสูญเสียแทบจะทั้งสิ้น

ซึ่งเหล่านี้ ล้วนแก้ไขด้วยระบบรถยนต์แบบขับเคลื่อนอัติโนมัติแบบไร้คนขับ ซึ่ง มีส่วนของประกอบของ เซ็นเซอร์ และ กล้องความละเอียดสูง รวมถึงประสิทธิภาพของ software ที่มาประกอบกัน ทำให้มีขีดความสามารถในการขับขี่เหนือกว่ามนุษย์ อย่างแน่นอน

ซึ่งเหมือนในหลาย ๆ อุตสาหกรรมที่ AI กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญ ในการขับเคลื่อน ซึ่ง อุตสาหกรรมรถยนต์ ก็เริ่มเห็นอนาคต ที่ชัดเจนแล้วว่า รถยนต์ในยุคหน้า หรือยุค 3.0 นั้นจะเป็นอย่างไร

ก็เหลือเพียงแค่มนุษย์เราต้องยอมรับซักทีว่า AI Robot ที่เข้ามามีส่วนสำคัญในอุตสาหกรรมรถยนต์ ไร้คนขับนั้น ตอนนี้ได้ก้าวข้าม ขีดจำกัดของความสามารถมนุษย์เป็นที่เรียบร้อยไปแล้ว แม้เราจะตกใจอยู่บ้าง หรือ ไม่มั่นใจ เมื่อเห็นรถยนต์มันขับได้เอง เราอาจจะเชื่อว่าเราขับได้ดีกว่า แต่หากในยุคหน้า เมื่อรถยนต์ ไร้คนขับเหล่านี้ได้รับการยอมรับให้วิ่งในถนนปรกติได้ในทุก ๆ ถนนบนโลก

ให้ AI ขับ ยังไงก็ปลอดภัยกว่ามนุษย์ขับอย่างแน่นอน
ให้ AI ขับ ยังไงก็ปลอดภัยกว่ามนุษย์ขับอย่างแน่นอน

เมื่อนั้น อุบัติเหตุรถยนต์ ที่ทำให้มนุษย์เราต้องสูญเสียไปมากมาย นั้น จะลดลงอย่างแน่นอน เพราะ หุ่นยนต์ ไม่มีเหนื่อยล้า ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ และ ทุกอย่างถูกคำนวนผ่านอุปกรณ์คุณภาพสูงที่มีประสิทธิภาพมากกว่าร่างกายมนุษย์เราเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่นเอง

References : www.gsb.stanford.edu

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol