Elon Musk กล่าว “คนที่ไม่คิดว่า AI จะฉลาดกว่าพวกเขา เป็นคนโง่กว่าที่คิด”

Elon Musk CEO ของ Tesla กล่าวย้ำถึงข้อกังวลของเขาเกี่ยวกับอนาคตของปัญญาประดิษฐ์ในวันพุธที่ผ่านมา โดยกล่าวว่า ผู้ที่ไม่เชื่อว่าคอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้เกินขีดความสามารถทางปัญญาของพวกเราได้ เป็นคนโง่กว่าที่คิด

Musk กล่าว “เราควรกังวลว่า AI กำลังจะก้าวไปถึงจุดไหน และคนที่คิดผิดมากที่สุดเกี่ยวกับ AI คือคนที่ฉลาดมาก ๆ เพราะพวกเขาไม่สามารถจินตนาการได้ว่าคอมพิวเตอร์จะฉลาดกว่าพวกเขา เป็นตรรกะที่โง่กว่าที่คิด

ก่อนหน้านี้ Musk ได้กล่าวว่าเขาเชื่อว่า AI ก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อมนุษยชาติมากกว่าอาวุธนิวเคลียร์และเรียกร้องให้มีกฎระเบียบในการตรวจสอบในการพัฒนาเทคโนโลยี AI

“อันตรายของ AI นั้นใหญ่กว่าอันตรายจากหัวรบนิวเคลียร์เป็นอย่างมาก” Musk กล่าวในปี 2018 “ไม่มีใครในโลกนี้อยากให้โลกสร้างหัวรบนิวเคลียร์ขึ้นมาเพิ่มอีก : แต่ AI จะอันตรายยิ่งกว่านิวเคลียร์ “

Mark Zuckerberg CEO ของ Facebook ไม่เห็นด้วยกับ Musk และกล่าวว่า AI มีประโยชน์มากมาย ทั้งการปรับปรุงการดูแลสุขภาพ และสามารถลดอุบัติเหตุทางรถยนต์ ขณะที่เห็นว่า Musk นั้นมอง AI ในแง่ร้ายมากเกินไปเกี่ยวกับ AI

สำหรับโดยส่วนตัวนั้น ก็ถือว่า ติดตามเทคโนโลยีด้าน AI มาอยู่ตลอดเป็นเวลาหลายปี และใช้เทคโนโลยีดังกล่าวในการทำงานด้วย ต้องบอกว่าความเห็นส่วนตัวนั้น ค่อนข้างที่จะเห็นด้วยกับ Elon Musk

จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่ผมมองเห็นน่าจะเป็นการสร้าง Alpha Go ที่เอาชนะแชมป์โกะโลกได้ ต้องบอกว่า ก่อนหน้านี้ ที่ IBM เคยเอาชนะแชมป์หมากรุกโลกได้นั้น ถือเป็นเรื่องเล็ก ๆ ไปเลย เมื่อเทียบกับเกมส์โกะ เพราะเกมส์โกะ เป็นเกมส์ที่มีความน่าจะเป็นในกระดานสูงมาก และต้องคิดแบบหลายชั้น

ซึ่งการที่ AI สามารถเอาชนะขีดจำกัดในข้อนี้ของมนุษย์ได้นั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดา เราต้องลองจินตนาการว่า หาก Alpha Go สามารถเอาชนะแชมป์โลกโกะ ได้ แล้วต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น เมื่อ AI สามารถเรียนรู้การทำงานของมนุษย์ และรู้ถึงจุดอ่อนของมนุษย์เราได้

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ คือการเกิดขึ้นของ Alpha Go
จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ คือการเกิดขึ้นของ Alpha Go

ต่อจากนี้เราก็อาจจะได้เห็น Alpha Go ในทุก Domain เลยก็ว่าได้ลองจินตนาการว่า  หมอที่เก่งที่สุดในโลกในด้านที่ AI สามารถจำลองการทำงานได้ เช่น รังสีแพทย์ ที่ใช้ในการวิเคราะห์ผลจากการถ่าย X-RAY ไม่ว่าจะเป็น Ultrasound , MRI , CT-Scan เพื่อใช้ในการวิเคราะห์โรคร้ายต่าง ๆ ซึ่งหมอเล่านี้นั้น ต้องใช้การเรียนรู้ + ประสบการณ์ในการ วิเคราะห์ภาพที่ได้จากเครื่อง X-RAY ชนิดต่าง ๆ ซึ่ง ไม่ยากเลยสำหรับ AI ที่จะเรียนรู้แบบหมอได้

และเทคโนโลยีปัจจุบันนั้น คิดว่า สมมติว่ามีการแข่งขัน ให้หมอที่เทพที่สุดด้านนี้ มาแข่งกับ AI ผลน่าจะไม่ต่างจากเกมส์โกะ ที่สามารถเอาชนะแชมป์โลกไปได้อย่างไม่ยากเย็น แต่ก็อยู่ที่ว่ามนุษย์เรานั้นจะสามารถยอมรับได้หรือไม่ หากต่อไป นั้น เราจะถูกวินิจฉัยโดย AI ซึ่งไม่ใช่หมอ

เช่นเดียวกับ ในอนาคตอันใกล้นี้ เราจะยอมรับได้มั๊ยว่า รถแบบขับเคลื่อนอัตโนมัตินั้น จะเป็นรถปรกติที่วิ่งบนถนนเดียวกับเรา ซึ่ง ยังไงอัตรการเกิดอุบติเหตุจาก AI เหล่านี้ ก็น่าจะน้อยกว่ามนุษย์อยู่แล้ว เพราะความแม่นยำที่สามารถตรวจสอบได้ และขีดจำกัดหลาย ๆ อย่างของมนุษย์นั้น จะไม่สามารถทำงานได้เทียบเท่า AI อีกต่อไป

แล้วคุณล่ะ คิดอย่างไรกับเรื่องนี้ ???

References : https://www.businessinsider.com/elon-musk-smart-people-doubt-ai-dumber-than-they-think-2020-7

COVID-19 กับการสูญเสียความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมของอเมริกา

รัฐบาลสหรัฐใช้จ่ายหลายพันล้านดอลลาร์ทุก ๆ ปีมากกว่ารัฐบาลอื่น ๆ ในโลก เพื่อพัฒนาความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย และหวังจะใช้มันเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ที่คาดเดาไม่ได้อย่างเช่นที่กำลังเกิดขึ้นกับการแพร่ระบาดของ COVID-19

ต้องบอกว่านี่คือความล้มเหลวของนโยบายวิทยาศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาสมัยใหม่ นโยบายที่ย้อนกลับไปถึงสงครามโลกครั้งที่สอง หลังสงครามผู้กำหนดนโยบายเรียกร้องให้รัฐสภามีส่วนร่วมในการเสริมสร้างศักยภาพและความคิดทางวิทยาศาสตร์ของประเทศ 

ซึ่งสิ่งที่ตามมาคือยุคทองของประเทศ การขยายตัวอย่างรวดเร็วของการสนับสนุนจากรัฐบาลสำหรับการวิจัยขั้นพื้นฐานและการศึกษาเพื่อเติมเต็ม ห้องปฏิบัติการวิจัยเชิงลึกที่ใช้ในอุตสาหกรรม ด้วยจุดแข็งที่รวมกันเหล่านี้ทำให้ประเทศมีการค้นพบทางวิทยาศาสตร์อย่างรวดเร็วและวางรากฐานทางเทคโนโลยีสำหรับเศรษฐกิจยุคใหม่ของประเทศทั้งในด้านโทรคมนาคม ด้านการทหารและสุขภาพ  

โลกมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง แต่สหรัฐฯยังคงทำงานอย่างหนักกับ นโยบายด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแบบเดิม ๆ  แม้อเมริกาจะประสบความสำเร็จในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ทรงพลังที่สุดสำหรับการวิจัยเชิงวิชาการในโลก

แต่ในขณะเดียวกันความสามารถของประเทศในการเปลี่ยนความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ให้กลายเป็นโซลูชั่นที่ใช้งานได้จริงนั้นดูเหมือนจะล้มเหลวไม่เป็นท่า ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการแพร่ระบาดของ COVID-19 

สหรัฐฯ ใช้เวลาในการวิจัยด้านสุขภาพของมนุษย์มากกว่าเรื่องของเกษตรกรรมและพลังงานรวมกัน แต่ดูเหมือนว่ามันยังไม่เพียงพอในการเตรียมตัวไว้สำหรับ COVID-19 ไม่ใช่เพราะเรื่องงบประมาณที่น้อยเกินไปอย่างแน่นอน แต่เพราะมันไม่ได้ถูกใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ  มี 3 บทเรียนที่น่าสนใจที่จะกล่าวถึงในบทความนี้

1. ไม่เพียงแค่ให้ทุนวิจัยอย่างเดียว

ต้องบอกว่าจำนวนเงินที่สหรัฐอเมริกาใช้จ่ายในงานวิจัยโดยเฉพาะเรื่องของวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ที่อยู่นอกระบบงานวิจัยทางด้านการทหารแล้วนั้น ระบบของอเมริกาถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อให้ทุนสนับสนุนการวิจัย แต่ไม่ใช่การแก้ปัญหา 

มหาวิทยาลัยได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยระดับชาติมากที่สุดพร้อมกับหน่วยงานภาครัฐและห้องปฏิบัติการที่ไม่แสวงหากำไรอื่น ๆ สถาบันเหล่านี้ส่วนใหญ่จะเป็นสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ด้วยแรงจูงใจที่ส่งเสริมการค้นพบสิ่งใหม่ ๆ และผลงานที่ตีพิมพ์ออกมา 

ดังนั้นในขณะที่สหรัฐฯให้เงินสนับสนุนงานวิจัยจำนวนมากในด้านต่าง ๆ เช่น ภูมิคุ้มกันวิทยาและโรคติดเชื้อ แต่ใช้เวลาน้อยมากในการแปลการค้นพบเหล่านั้นเป็นการเตรียมการสำหรับการแพร่ระบาด ซึ่งความจริงแล้วนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นทั้งคู่

ด้วยการตระหนักถึงความต้องการในการแก้ปัญหาสหรัฐอเมริกาจึงเริ่มให้การสนับสนุนความท้าทายที่ยิ่งใหญ่และศูนย์วิจัยที่มุ่งเน้นปัญหาเฉพาะด้าน เช่น การพัฒนาในด้านพลังงานแสงอาทิตย์ที่ถูกกว่า หรือแบตเตอรี่รุ่นต่อไป 

ซึ่งความคิดริเริ่มเหล่านี้เป็นขั้นตอนในทิศทางที่ถูกต้องสำหรับนวัตกรรมของประเทศโดยเฉพาะนวัตกรรมที่ส่งผลด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเงินทุนของรัฐบาลส่วนใหญ่มักจะไหลไปที่นักวิชาการ และนักวิจัยภาครัฐไม่กี่กลุ่ม ซึ่งแน่นอนว่าผลงานของพวกเขาเหล่านี้ขึ้นอยู่กับการค้นพบและเผยแพร่ในวารสารและการนำเสนอในที่ประชุมทางวิชาการเพียงเท่านั้น

2. หลีกเลี่ยงการระดมทุนเพื่อการวิจัยในระดับอุตสาหกรรม

บริษัท ขนาดใหญ่ไม่ได้สนใจในการระดมทุนในนวัตกรรมทางด้านวิทยาศาสตร์ในขั้นต้น รัฐบาลสหรัฐล้มเหลวในการตอบสนอง การสนับสนุนจากรัฐบาลสำหรับการวิจัยภาคเอกชนนั้นลดลงไปจากยุครุ่งเรืองในช่วง 50 ปีก่อนเป็นอย่างมาก

ซึ่งผลที่ได้คือผู้คนในอุตสาหกรรมที่รู้วิธีการใช้เทคโนโลยีเชื่อมโยงกับการวิจัยที่ล้ำสมัยและการจัดลำดับความสำคัญของรัฐบาลน้อยกว่าที่เคยเป็นมา และเนื่องจากองค์กรวิจัยของรัฐได้แยกตัวออกจากภาคอุตสาหกรรมจึงมีวิธีการตรวจสอบและปรับขนาดเทคโนโลยีที่สำคัญน้อยมาก เช่น การพัฒนาวัคซีนในโรคระบาด

ยิ่งไปกว่านั้นรัฐบาลยังไม่พร้อมที่จะสนับสนุนรูปแบบการวิจัยในอุตสาหกรรมที่สดใสที่สุดในวันนี้ นั่นก็คือ Startup บริษัทเอกชนจะถูกแยกออกจากการเข้ารับเงินทุนวิจัยส่วนใหญ่อย่างเด็ดขาด ส่วนใหญ่จะเป็นการระดมทุนในภาคเอกชนด้วยกันเอง

ทำให้บริษัท Startup ที่เพิ่งเริ่มต้นจะมีความเสียเปรียบเพราะกฎการระดมทุนถูกสร้างขึ้นสำหรับบริษัทขนาดใหญ่เท่านั้นที่สามารถทำการวิจัยทางวิทยาศาสตร์อย่างจริงจัง 

โครงการวิจัยขั้นสูงของหน่วยงานทางด้านกลาโหมอย่าง DARPA เป็นหนึ่งในไม่กี่หน่วยงานของรัฐที่มีความยืดหยุ่นในการระดมทุนการวิจัยที่ดีที่สุด  

ตัวอย่าง บริษัทอย่าง Moderna Therapeutics เป็นหนึ่งในหลาย ๆ บริษัท ที่พัฒนาวัคซีนที่เกิดจากงานวิจัยที่ได้รับทุนจาก DARPA ในระยะเริ่มต้น แต่ถึงกระนั้น DARPA ก็ยังต้องการการเชื่อมต่อที่ดีกว่ากับบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม 

Darpa ที่มีงานวิจัยสุดล้ำออกมามากมาย แต่สำหรับวงการทหารเพียงเท่านั้น
Darpa ที่มีงานวิจัยสุดล้ำออกมามากมาย แต่สำหรับวงการทหารเพียงเท่านั้น

โดยทาง DARPA กำลังพัฒนาวิธีการสำหรับผู้ประกอบการที่มีประสบการณ์เพื่อทำงานร่วมกับนักวิจัยของ DARPA และเชื่อมโยงการวิจัยในภาคอุตสาหกรรมได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นในด้านต่าง ๆ ตั้งแต่เทคโนโลยีชีวภาพไปจนถึงเทคโนโลยีทางด้านไมโครอิเล็กทรอนิกส์

3. มุ่งเน้นไปสู่สิ่งที่สำคัญสำหรับอนาคต

การที่ระบบยังคงยึดติดอยู่กับลำดับความสำคัญและแนวทางการวิจัยของศตวรรษที่ผ่านมา มันไม่สามารถปรับโฟกัสได้เร็วพอสำหรับปัญหาที่มีความสำคัญสำหรับอนาคตของประเทศ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความปลอดภัยของข้อมูล และโครงสร้างพื้นฐานที่ล้าสมัย หรือ การแพร่ระบาดของโรค

ตัวอย่างผลงานการวิจัยของสหรัฐในปัจจุบันมันแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจน โดยเงินทุกดอลลาร์สหรัฐฯ จะใช้ไปกับการวิจัยทางชีววิทยาและการแพทย์เพียงแค่ 15 เซ็นต์เพียงเท่านั้น

ในการวิจัยทางเคมีและฟิสิกส์แม้จะมีศักยภาพมหาศาลสำหรับการคิดค้นในการดักจับคาร์บอนการเก็บพลังงานหรือพลังงานฟิวชั่น ซึ่งได้ทำการวิจัย เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตที่ต้องการโซลูชั่นเหล่านี้ทันที เช่นเดียวกับ งานวิจัยทาด้านชีววิทยาและการแพทย์ ที่ต้องการสิ่งที่เป็นโซลูชั่นที่สามารถใช้งานได้ทันที เมื่อเกิดวิกฤติขึ้นนั่นเอง

ต้องบอกว่า Covid-19 เป็นวิกฤตที่น่ากลัว นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสที่ในการทบทวนอีกครั้งว่าการวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจะสามารถช่วยเหลือสังคมได้อย่างไรในอนาคต

สำหรับการทุ่มเทงบประมาณไปจำนวนมหาศาลขนาดนี้ของอเมริกา แต่เมื่อเกิดวิกฤติขึ้นจริงกลับไม่สามารถจะช่วยเหลือประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อสถานการณ์ทางด้าน COVID-19 ของอเมริกานั้น ยังวิกฤติอยู่เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ณ ปัจจุบัน อย่างที่เราได้เห็นกันนั่นเองครับ

References : https://www.technologyreview.com/2020/06/17/1003322/how-the-us-lost-its-way-on-innovation

Life Coach เตรียมตกงาน เมื่อ AI กำลังบุกเข้าสู่วงการ Life Coach

บริการด้านสุขภาพจิตและการพัฒนาตนเองกำลังที่จะเข้าถึงได้มากขึ้นผ่านแอปมือถือ โดยแอปเหล่านี้ได้รวมความสามารถด้านปัญญาประดิษฐ์ที่คล้ายคลึงกับ Siri ของ Apple มากขึ้น ระบบอัจฉริยะเหล่านี้จะทำให้อุปกรณ์ของเรามีชีวิตขึ้นโดยมีฟังก์ชั่นใหม่ในฐานะ ‘นักจิตวิทยา’ หรือ Life Coach เสมือนจริงของเรา

แม้ว่าอุตสาหกรรมการพัฒนาตนเองจะไม่มีตัวเลขที่แท้จริง ว่ามีมูลค่าสูงแค่ไหน แต่มีหลายหลักฐานที่บ่งชี้ว่าธุรกิจเหล่านี้กำลังเฟื่องฟู จากการจัดอันดับของบริษัทที่ปรึกษา คาดว่ามูลค่าตลาดของ Life Coach จะเติบโตสูงถึง 36% ในปี 2020

ความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับการฝึกจิตบำบัดและการพัฒนาตนเองได้กระตุ้นให้เกิดคลื่นของบริการดิจิตอลใหม่ที่มีเป้าหมายที่ตลาดนี้ ตัวอย่างแอปมือถือ Mindbloom เป็นแพลตฟอร์มเกมโซเชียลที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถกระตุ้นซึ่งกันและกันในการปรับปรุงพฤติกรรมบรรลุเป้าหมายชีวิตของพวกเขาและโดยทั่วไปจะส่งผลให้ประสบความสำเร็จมากขึ้นในชีวิตจริง 

ผู้ใช้สามารถส่งข้อความสร้างแรงบันดาลใจซึ่งกันและกัน ติดตามและเปรียบเทียบความคืบหน้าของพวกเขาและแสดงความยินดีซึ่งกันและกันเพื่อความสำเร็จของพวกเขา เช่น การเพิ่มค่าจ้าง ความสำเร็จการออกกำลังกาย หรือความสัมพันธ์ในเรื่องความรัก

“วิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการพัฒนาชีวิตให้ประสบความสำเร็จ คือ ผ่านการสนับสนุนทางสังคม” Chris Hewett ผู้ก่อตั้ง Mindbloom กล่าว “เพื่อให้การโต้ตอบทางสังคมเหล่านี้สนุกยิ่งขึ้นเราได้ออกแบบ Mindbloom ให้รู้สึกเหมือนเป็นเกมโซเชียล” 

Mindbloom กับ Life Improvement apps
Mindbloom กับ Life Improvement apps

นักวิจัยยังได้พัฒนาโปรแกรม ‘บำบัด’ สำหรับโทรศัพท์มือถือเพื่อช่วยให้ผู้ใช้จัดการกับความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า ตามที่ New York Times รายงานเมื่อเร็ว ๆ นี้แอป อย่าง Sosh  ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยเด็กและผู้ใหญ่พัฒนาทักษะทางสังคมของพวกเขา โดยแอปจะมีแบบฝึกหัดที่ช่วยให้ผู้ใช้จัดการพฤติกรรม เพื่อเข้าใจความรู้สึกและเชื่อมต่อกับผู้อื่นได้ดียิ่งขึ้น

จากการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Medical Internet Research ฉบับปัจจุบันผู้ใช้โค้ชเสมือนยังคงใช้ระบบการออกกำลังกายตลอดระยะเวลา 12 สัปดาห์ ในขณะที่ผู้ที่ไม่ใช้นั้น มีการออกกำลังกายลดลง 14.3 เปอร์เซ็นต์ โดย 87.1% ของผู้เข้าร่วมที่ใช้โค้ชเสมือนรายงานว่ารู้สึกผิดถ้าพวกผิดนัดกับโค้ชเสมือนจริงเหล่านี้ 

“โค้ชเสมือนจริง มีบทบาทสำคัญในด้านสุขภาพ” Timothy Bickmore ผู้ร่วมเขียนกล่าว “ด้วยจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น และการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง โค้ชเสมือนสามารถช่วยลดช่องว่างเพื่อช่วยเตือนและกระตุ้นให้ผู้คนยึดติดกับแผนการดูแลสุขภาพได้ดียิ่งขึ้น”

ทุกวันนี้ระบบเหล่านี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่เมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้าไปอีกอาจเป็นไปได้ที่จะ ‘สนทนา’ กับปัญญาประดิษฐ์นอกเหนือจากคำสั่งเสียงที่เรียบง่าย ระบบ AI ยังสามารถมีความสามารถในการ ‘การตรวจจับอารมณ์ความรู้สึก’ เพื่อให้พวกเขาสามารถตรวจจับอารมณ์และความตั้งใจของผู้ใช้โดยใช้น้ำเสียงและรูปแบบการพูดทำให้การติดต่อสื่อสารมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 

ในทางทฤษฎีความสามารถดังกล่าว มีความเป็นไปได้ในการพัฒนาระบบ AI ที่เลียนแบบปฏิสัมพันธ์ของ นักจิตวิทยา หรือ Life Coach “ วันหนึ่งแผนการของแอปเรา จะพัฒนาสู่ความฉลาดทางอารมณ์เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้เราพัฒนาคุณภาพชีวิตของทุก ๆ คน” Chris Hewett กล่าว “AI เหล่านี้จะกลายเป็นสหายที่อยู่กับเราตลอดชีวิตที่วุ่นวายของเราทำให้แน่ใจว่าเราจะไม่ลืมสิ่งที่สำคัญสำหรับเรา: เป้าหมายของเรา และความปรารถนาของเรา

การทดลองแสดงให้เห็นว่าแม้แต่ระบบ AI ที่เรียบง่ายมากก็สามารถจำลองสถานการณ์ ‘จิตบำบัด’ ที่ผู้ใช้เห็นว่าเป็นจริงได้ การทดลองที่ครั้งแรกสุดนั้นเกิดขึ้นที่ MIT ในทศวรรษ 1960 กับ chatbot ELIZA 

แม้ว่าระบบ chatbot ELIZA จะไม่มีความเข้าใจในสิ่งที่ ‘ผู้ป่วย’ พูดและมองหารูปแบบของคำและตอบกลับด้วยผลลัพธ์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า แต่ผู้ใช้ก็เอาจริงเอาจังและใช้เวลาหลายชั่วโมงเพื่อเผยปัญหาส่วนตัวให้กับโปรแกรม เมื่อเธอได้รับแจ้งว่านักวิจัยที่ทำการทดลองนั้นสามารถเข้าถึงบันทึกการสนทนาทั้งหมดได้ เธอตอบโต้ด้วยความโกรธเคืองเนื่องจากกังวัลในเรื่องความเป็นส่วนตัวของเธอ

Eliza ตัวอย่าง Chatbot ยุคแรก ๆ จาก MIT
Eliza ตัวอย่าง Chatbot ยุคแรก ๆ จาก MIT

ระบบเหล่านี้สามารถรวบรวมข้อมูลมากมายเกี่ยวกับพฤติกรรมของเราโดยการติดตามการเคลื่อนไหวของเราผ่านทาง GPS และโดยการตรวจสอบพฤติกรรมและการโต้ตอบทางสังคมออนไลน์ของเรา 

ระบบ AI บนมือถือสามารถใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ที่สวมใส่ได้โดยตรงบนร่างกาย คล้าย ๆ กับ Fuel Band ของ Nike หรือ Apple Watch จาก Apple ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้สามารถวัดระดับกิจกรรมของเราและข้อมูลด้านสุขภาพอื่น ๆ  

โดยจากข้อมูลของเราระบบเหล่านี้สามารถทำงานร่วมกับเราเพื่อแก้ไขนิสัยที่ไม่ดีให้คำแนะนำในการพัฒนาส่วนบุคคลและโดยทั่วไปจะช่วยให้เราปรับปรุงชีวิตของเรา “ เทคโนโลยีดังกล่าวมีความสามารถพิเศษในการเสริมประสบการณ์มนุษย์ที่มีอยู่ในวิธีที่ทรงพลังมาก” Chris Hewett กล่าว “การรู้ตำแหน่งปัจจุบันของเรา ปฏิทินส่วนตัว รายการงานของเราความสัมพันธ์ทางสังคม ความสนใจของเรา และความรู้ที่อาจเป็นประโยชน์สำหรับเรา คือสิ่งที่ทำให้ปัญญาประดิษฐ์เป็นส่วนผสมที่ปฏิวัติวงการอย่างแท้จริง”

ในอนาคตมันอาจกลายเป็นเรื่องปกติที่มี Life Coach เสมือนในโทรศัพท์มือถือของเรา “ เรากำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของยุคใหม่ของอินเทอร์เฟซอัจฉริยะ” Vlad Sejnoha, CTO ของ Nuance กล่าว บริษัทที่พัฒนา Speech Recognition ที่ให้สิทธิ์โปรแกรมเสียงแก่ Apple “พวกมันมีการเชื่อมต่อทางอารมณ์ที่แท้จริงกับส่วนต่อประสานของอุปกรณ์สนทนาที่เหมือนมนุษย์ เราเชื่อว่าอุปกรณ์มือถือจำนวนมากในอนาคตจะถูกเปิดใช้งานด้วยเสียงกลายเป็นเรื่องปรกติ”

ในอนาคต Voice Assistant จะกลายเป็นสิ่งปรกติของทุกคน
ในอนาคต Voice Assistant จะกลายเป็นสิ่งปรกติของทุกคน

เมื่อระบบใช้งาน ‘การบำบัด’ และฟังก์ชั่นการฝึกสอนใหม่ และจะทำการรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลที่เพิ่มขึ้น แน่นอนว่ามันทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวเพิ่มมากยิ่งขึ้นสำหรับการเก็บข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งาน

มันขึ้นอยู่กับว่าระบบ AI เหล่านี้ก้าวหน้าเพียงใดพวกมันจะไม่เพียง แต่รวบรวมข้อมูล เช่นการออกกำลังกาย หรือรูปแบบการกินของเรา แต่ยังรวบรวมข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับจิตใจและปัญหา ความปรารถนา ความฝัน รวมถึงความกลัวของเรา 

เป็นที่ชัดเจนว่าองค์กรต่างๆจะกระตือรือร้นที่จะได้รับข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภคในเชิงลึกเพื่อปรับแต่งความพยายามทางการตลาดของพวกเขาให้มากขึ้น เมื่อบริการดิจิตอลได้รับการรับรองในขอบเขตของการดูแลสุขภาพ จึงเป็นสิ่งสำคัญมากขึ้นในการกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนเกี่ยวกับข้อมูลที่บุคคลที่สามได้รับอนุญาตให้เข้าถึงได้ เพราะอาจเป็นอันตรายจากการโจรกรรมข้อมูล

หากแพทย์เริ่มใช้แอปบำบัดเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาพยาบาล ก็จะตั้งคำถามใหม่เกี่ยวกับการรับรองของพวกเขา อาจจำเป็นต้องสร้างการรับรองอย่างเป็นทางการใหม่สำหรับบริการการบำบัดเสมือนเหล่านี้ เพื่อให้แน่ใจว่าตรงตามข้อกำหนดด้านคุณภาพหรือไม่ 

แม้คาดว่าจะมีการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ในอนาคตอันใกล้นี้ ระบบ AI จะส่งผลกระทบต่อตลาดการจ้างงานด้วยเช่นกัน: หากระบบการบำบัดเสมือนมีความก้าวหน้าอย่างมากในอนาคตในบางแง่มุมของจิตบำบัด และการฝึกสอนอาจใช้เทคโนโลยีจากภายนอกได้ เช่นเดียวกับที่นักกฎหมายในปัจจุบันได้รับการเอาต์ซอร์ซไปยังอุปกรณ์การสแกนข้อความในระดับหนึ่งเพื่อช่วยเหลือในการตรวจสอบด้านกฏหมาย

แม้ว่าระบบ AI จะไม่ทดแทนการมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์จริง แต่ก็มีศักยภาพที่จะปรับปรุงคุณภาพชีวิตของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ความก้าวหน้าและการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องกำลังกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการประสบความสำเร็จในชีวิตดั่งที่เราได้เห็น ว่า Life Coach กำลังกลายเป็นธุรกิจใหม่ที่มูลค่ามหาศาล และ หลาย ๆ คน กำลังเข้าสู่วงการนี้เพื่อไปกอบโกยเงินในอุตสาหกรรมใหม่นี้ ที่มีมูลค่าอย่างมหาศาลนั่นเองครับ

References : http://www.mindbloom.com/
https://www.nytimes.com/2012/02/14/health/feeling-anxious-soon-there-will-be-an-app-for-that.html
http://www.healthcareitnews.com/news/virtual-coaches-keep-overweight-people-track
https://www.securenvoy.com/2012/02/16/66-of-the-population-suffer-from-nomophobia-the-fear-of-being-without-their-phone/

AI Shopping ใหม่ที่ทำให้ Facebook รู้ว่าคุณกำลังมองหาอะไรอยู่

การหาแฟชั่นที่เหมาะกับสไตล์ของนักช็อป อาจเป็นเรื่องที่ท้าทาย ด้วยความหลากหลายของการค้าออนไลน์ที่เป็นเรื่องยากที่จะทำให้คุณสามารถเห็นการแสดงสินค้าของสิ่งที่คุณต้องการเพียงเท่านั้น

แต่ส่วนใหญ่แล้วนั้นประสบการณ์ในโลกออนไลน์จะมอบประสบการณ์การช็อปปิ้งที่น่าหงุดหงิดและไม่ตรงตามความต้องการของเรา เป็นครั้งคราว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อซื้อสินค้ามือสอง 

และนั่นเป็นปัญหาที่ Facebook พยายามแก้ไขอยู่ด้วยระบบ Computer Vision ที่มีชื่อว่า GrokNet ตัวใหม่ของ Facebook ที่สามารถแปลงภาพถ่ายใด ๆ ให้กลายเป็นโอกาสในการช็อปปิ้งได้

GrokNet ได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับการช็อปปิ้งและสามารถระบุแอตทริบิวต์ – สีพื้นผิว ลวดลาย หรือสไตล์ ของสินค้าที่แสดงในโลกออนไลน์ได้

สิ่งนี้ช่วยให้ระบบสามารถแนะนำคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์ให้ผู้ขายใน Marketplace โดยอัตโนมัติเมื่อพวกเขาอัปโหลดรูปภาพของสิ่งที่พวกเขาต้องการ ทำให้กระบวนการโพสต์รายการขายนั้นทำได้ง่ายยิ่งขึ้น 

ในทางกลับกันจะช่วยให้ผู้ซื้อมีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้นเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขากำลังมองหาโดยสิ่งนี้มีประโยชน์เมื่อคุณกำลังมองหาเก้าอี้หนังนิ่มสีน้ำเงินโดยเฉพาะ และ ไม่ใช่แค่เฉพาะโซฟาสีน้ำเงิน 

นอกจากนี้ยังจะช่วยให้คุณค้นหารุ่นที่แน่นอนตามภาพถ่ายของมันได้ ดังนั้นหากคุณเห็นรองเท้า Yeezys ในฟีดของคุณ แต่ไม่รู้ว่ามันเป็นสีอะไร GrokNet สามารถสแกนอัตโนมัติผ่าน Yeezy store ผ่านรายการสินค้าจากร้านจริงที่มีความแม่นยำ ซึ่งช่วยให้คุณประหยัดเวลาในการค้าหาตามเว็บไซต์อย่างไม่รู้จบ เพราะมันขึ้นอยู่กับรองเท้าคู่ที่คุณเห็นจริง ๆ  จากการแถลงข่าวของ Facebook ระบบใหม่นี้มีความแม่นยำเป็นสองเท่าของรุ่นก่อน 

แต่ในฐานะที่นักช้อป มันอาจจะสามารถบอกคุณได้ ในผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะที่มีความแตกต่างกันเล็กน้อยในสินค้าจริงกับที่ปรากฏในโลกออนไลน์ ขนาดและสเกลของสินค้า อาจมองเห็นได้ยาก เมื่อมองดูที่จอภาพบนมือถือ แทนที่จะถือไว้ในมือของคุณจริง ๆ  

เพื่อช่วยแก้ปัญหาดังกล่าว Facebook จึงได้เปิดตัวฟีเจอร์ที่ช่วยให้ผู้ขายสามารถสร้างภาพสามมิติที่เหมือนของสินค้าของพวกเขาโดยใช้สมาร์ทโฟน ผู้ขายสามารถใช้วิดีโอมาตรฐานของสินค้า และระบบจะต่อประสานเข้ากับมุมมองแบบ 360 องศา ของวัตถุโดยอัตโนมัติ 

ผู้ค้าปลีกบางรายเช่น Ray Ban และ NYX ทำในสิ่งที่ก้าวล้ำยิ่งขึ้น มีการใช้เทคโนโลยี AR เพื่อช่วยขายผลิตภัณฑ์ของพวกเขา ใช้ประโยชน์จากระบบ AR และการจดจำใบหน้าที่มีอยู่ใน Facebook ของแบรนด์เหล่านี้

ทำให้สามารถใช้เฉดสีลิปสติกเสมือนจริง หรือ แว่นกันแดดแบบดิจิตอลมาวางไว้บนใบหน้าของผู้ซื้อ เพื่อให้พวกเขาเลือกผลิตภัณฑ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยระบบนี้จะใช้งานเป็นหลักโดย บริษัทจำหน่ายเลนส์ แว่นตา และอุปกรณ์ในการแต่งหน้า แต่ Facebook ก็หวังที่จะขยายเทคโนโลยีดังกล่าวให้ครอบคลุมถึงเสื้อผ้าและของตกแต่งบ้านเช่นกันในอนาคต

ต้องบอกว่าการมุ่งเข้ามาสู่ตลาด Shopping ของ Facebook นั้นมีความน่าสนใจมาก ๆ อย่างที่เคยประกาศในส่วนของ Facebook Shop รวมถึงเทคโนโลยี Computer Vision ใหม่ในบทความนี้จะเห็นได้ว่า Facebook กำลังก้าวเข้ามาสู่ตลาดใหม่ที่มีมูลค่ามหาศาล

Facebook พยายามทำให้ประสบการณ์ชอปปิ้งออนไลน์ของลูกค้านั้น ใกล้เคียงกับการช็อปปิ้งในร้านค้าที่เป็น Physical มากยิ่งขึ้นผ่านเทคโนโลยีต่าง ๆ รวมถึงการลงทุนในด้านต่าง ๆ กับเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง

ซึ่งก็ถือว่าน่าสนใจมาก ๆ กับวงการ Shopping Online ในอนาคตที่ Facebook จะเข้ามากินส่วนแบ่งในตลาดนี้ได้มากน้อยเพียงใด และ ความได้เปรียบหลาย ๆ อย่างผ่านฐานข้อมูลจำนวนมหาศาลของพฤติกรรมผู้บริโภคในแพลตฟอร์ม Facebook นั้นก็ถือว่าเขาเป็นฝ่ายได้เปรียบเป็นอย่างมากในการเข้าสู่ธุรกิจใหม่ในครั้งนี้นั่นเองครับ

References : https://www.engadget.com/facebook-groknet-ai-shopping-marketplace-184017677.html

Smart Ring กับการใช้ AI เพื่อตรวจจับ COVID-19 ก่อนที่อาการจะเริ่มต้น

หนึ่งในส่วนที่ยากที่สุดในการติดตามการระบาดของ COVID-19 คือ วิธีการจะตรวจจับในขณะที่ coronavirus ซ่อนอยู่ในร่างกายมนุษย์

ในบางกรณีอาจใช้เวลามากถึงห้าวัน สำหรับคนที่ติดเชื้อโดย coronavirus ที่จะเริ่มแสดงอาการ ในช่วงเวลาดังกล่าวพวกเขาสามารถแพร่กระจายโรคไปสู่ผู้คนใหม่ ๆ ได้ โดยแทบจะไม่รู้ตัวว่าตัวเองนั้นป่วย

ทีมนักวิทยาศาสตร์และแพทย์ กำลังพยายามตรวจหาโรคนี้ให้เร็วขึ้นกว่าเดิมโดยการตรวจสอบข้อมูลที่บันทึกไว้โดย อุปกรณ์ที่เรียกว่า Smart Ring ที่สวมใส่ได้ ซึ่งจะช่วยให้สามารถค้นพบผู้ป่วย COVID-19 ได้

“ อาสาสมัครสวม อุปกรณ์ Smart Ring เหล่านี้ และทำการลงแอปของเรา ซึ่งพวกเขาจะได้รับแบบสอบถามในตอนเช้า” Dr. Ali Rezai หนึ่งในนักวิจัยกล่าว  “ห้านาทีในตอนเช้าพวกเขาเล่นเกมบางเกม มันเป็นแอปเกม ซึ่งเรากำลังถามคำถามเฉพาะเนื้อหาสำหรับ COVID”

Rezai ซึ่งเป็นผู้นำโครงการใหม่เป็นศัลยแพทย์ระบบประสาทที่ West Virginia University Medicine และเป็นหัวหน้าของ WVU Rockefeller Neuroscience Institute เขาและทีมของเขาร่วมมือกับ บริษัท Oura Health ที่ผลิตอุปกรณ์สวมใหม่ได้ซึ่งได้ร่วมมือกัน ผลิตแหวนอัจฉริยะที่บันทึกอุณหภูมิ รูปแบบการนอนหลับ ระดับกิจกรรม และความแปรปรวนของอัตราการเต้นของหัวใจอย่างต่อเนื่อง

ร่วมด้วยการฝึกอบรมอัลกอริทึมทางด้านปัญญาประดิษฐ์พร้อมกับข้อมูลทั้งหมด โดยมีการรวบรวมจากผู้ใช้นับหมื่นคนและเรียงลำดับว่า มีการแสดงให้เห็นว่าอาสาสมัครติดไวรัสโดยการตรวจสอบด้วยวิธีมาตรฐานด้วยการ swabs จมูกหรือไม่ Rezai กล่าวว่า เขาเห็นความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิของ COVID-19

Smart Ring ที่มาพร้อม App
Smart Ring ที่มาพร้อม App

ตอนนี้ทีมของเขากำลังทดลองใช้ ซึ่งมีแพทย์พยาบาลและคนงานในโรงพยาบาลอื่น ๆ ประมาณ 1,000 คนที่อยู่ในแนวหน้าทำการตรวจสอบทางกายภาพของพวกเขาอย่างต่อเนื่องโดยการสวมแหวน Smart Ring ของ Oura และบันทึกข้อมูลทั้งหมดลงในแอป

จนถึงตอนนี้ Rezai กล่าวว่าแบบจำลอง AI ของเขาสามารถทำนายได้ 24 ชั่วโมงล่วงหน้า ด้วยความแม่นยำถึง 90 เปอร์เซ็นต์

“ เป้าหมายคือการใช้เทคโนโลยี Smart Ring Oura และแอพของเราในการทำนายอาการและระบุผู้ปฏิบัติงานด้านการดูแลสุขภาพแนวหน้าก่อนที่พวกเขาจะมีอาการ” Rezai กล่าว“ และจะช่วยจำกัดการแพร่กระจายที่เกิดขึ้นได้”

ผู้ใช้ Oura Ring ได้โพสต์บน Facebook เกี่ยวกับวิธีที่แหวนของเขาเตือนเขาว่าเขาน่าจะป่วยเร็ว ๆ นี้ ตามความผันผวนของอุณหภูมิ และเขาได้รับการทดสอบด้วยวิธีการ Swaps ทางจมูกสำหรับการตรวจหาเชื้อ COVID-19 ซึ่งสุดท้ายก็ได้ผลเป็นบวกจริง ๆ และเขาสามารถกักกันตัวได้เร็วกว่าหากเขารอให้อาการอื่น ๆ ที่จะเริ่มขึ้นเช่น การเจ็บคอ ไอ หรือการเป็นไข้

จนกว่าเราจะมีวัคซีน Rezai กล่าวว่า , COVID-19 จะไม่หายไปไหน ในระหว่างนี้ เขารู้สึกว่าเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาเครื่องมือที่จะทำให้คนปลอดภัย และการใช้เทคโนโลยีไม่ว่าจะเป็นข้อมูลจากเครื่องสวมใส่เช่น แหวน หรือ การอัพเดตจากแอพจะกลายเป็นส่วนสำคัญของการลดการแพร่ระบาดแทบจะทั้งสิ้น

ต้องบอกว่า เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่น่าสนใจมาก ๆ สำหรับ Smart Ring ในบทความนี้ เพราะช่วยให้ Detect ผู้ป่วยได้ก่อนที่จะมีอาการออกมาจริง ๆ อย่างที่เราได้เห็นในปัจจจุบันที่แพทย์มักให้สังเกตอาการที่เข้าข่าย และอยู่ในกลุ่มเสี่ยงเท่านั้น ถึงจะมีการตรวจหาเชื้อ COVID-19 ให้

ซึ่งแน่นอน การรอแบบนั้น ก็จะทำให้กลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ สามารถไปเผยแพร่เชื้อให้กับคนอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งกว่าจะรู้ตัวเมื่อมีอาการ เชื้อก็ได้แพร่กระจายไปเป็นจำนวนมากแล้ว ซึ่งการใช้เทคโนโลยีเพื่อ Detect ได้ก่อน และให้ความแม่นยำถึง 90% นั้นถือเป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

โดยเฉพาะกลุ่มแนวหน้าในการดูแลอย่าง แพทย์ พยาบาล หรือ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง เพราะการสูญเสียกลุ่มบุคลากรเหล่านี้ไป โดยเฉพาะการที่เมื่อตรวจเจอหนึ่งคน คนที่เกี่ยวข้องอีกหลายคนก็ต้องถูกกักตัวไปด้วยทำให้ทรัพยากรทางการแพทย์ในแนวหน้าสูญเสียไปอย่างมากนั่นเองครับ

References : https://futurism.com/neoscope/smart-ring-ai-spot-covid19-before-symptoms-begin