Stitch Fix ค้าปลีกแฟชั่น กับการใช้งานที่น่าทึ่งของเทคโนโลยี AI

Stitch Fix ก่อตั้งขึ้นในปี 2011 ในซานฟรานซิสโก และได้ทำให้อุตสาหกรรมค้าปลีกแฟชั่นถึงจุดเปลี่ยน ด้วยข้อมูลจากลูกค้าและการทำงานร่วมกันระหว่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) และสไตลิสต์ที่เป็นมนุษย์ของบริษัท

Stitch Fix เป็นสไตลิสต์ส่วนตัวบริการที่จัดส่งเสื้อผ้าและเครื่องประดับที่คัดมาทีละรายการโดยคิดค่าธรรมเนียมการจัดการเพียงครั้งเดียว 

ลูกค้าสามารถกรอกแบบสำรวจออนไลน์เกี่ยวกับสไตล์ที่ชอบ สไตลิสต์ของบริษัทจะทำการเลือกสินค้าห้าชิ้นเพื่อส่งให้ลูกค้า สไตลิสต์เลือกสินค้าตามคำตอบแบบสำรวจของลูกค้าและข้อมูลจากช่องทางโซเชียลมีเดียของพวกเขา

จากนั้นลูกค้ากำหนดวันรับสินค้า เมื่อได้รับการจัดส่งแล้วลูกค้ามีเวลาสามวันในการเลือกว่าจะเก็บสินค้าไว้หรือส่งคืนบางส่วนหรือทั้งหมด หากลูกค้าเก็บสินค้าไว้อย่างน้อยหนึ่งชิ้นค่าธรรมเนียมจะเริ่มต้นและจะถูกรวมเข้ากับราคาของสินค้า

นอกเหนือจากค่าธรรมเนียมการจัดแต่งสไตล์แล้ว หากลูกค้าตัดสินใจที่จะเก็บสินค้าทั้งห้าชิ้นไว้ลูกค้าจะได้รับ 25% จากค่าใช้จ่ายทั้งหมดของสินค้า ลูกค้าสามารถเลือกความถี่ในการจัดส่ง เช่น ทุกสองสัปดาห์เดือนละครั้งหรือทุกสองเดือน 

โดย บริษัท ยังสนับสนุนการทำงานร่วมกับบอร์ดชื่อดังอย่าง Pinterest ซึ่งช่วยให้ลูกค้าสามารถเพิ่มรูปภาพแฟชั่นที่พวกเขาชอบได้ สไตลิสต์ Stitch Fix ก็จะเข้ามาดูบอร์ดเหล่านี้ด้วยเช่นกัน

ซึ่งบริการสมัครสมาชิกสไตล์ลิสต์ออนไลน์ช่วยลดความจำเป็นที่ลูกค้าจะต้องออกไปข้างนอก และทำให้พวกเขาสามารถเลือกซื้อเสื้อผ้าหรือแม้แต่ท่องเว็บออนไลน์ของ Stitch Fix ได้ เนื่องจากทาง Stitch Fix มีบริการให้คำแนะนำส่วนบุคคลได้โดยตรงนั่นเอง

โดยข้อเสนอแนะดังกล่าวได้รับการป้อนข้อมูลลงในฐานเก็บข้อมูลของ บริษัท เพื่อทำให้อัลกอริทึม Machine Learning ของบริษัท ทำงานได้ดียิ่งขึ้น ในการกำหนดรูปแบบที่ต้องการสำหรับลูกค้าแต่ละคน หรือแม้แต่ใช้ในการระบุแนวโน้มของ Trend สินค้าที่จะเกิดขึ้น 

ในปี 2018 บริษัท มีรายได้แตะ 1 พันล้านดอลลาร์ และมีลูกค้าที่ใช้งานอยู่ 3.4 ล้านราย แต่คู่แข่งอย่าง Amazon และ Trunk Club ต่างกำลังเลียนแบบสไตล์การค้าปลีกของพวกเขา 

ต่อไปนี้เป็นวิธีที่น่าสนใจที่สุดที่ Stitch Fix ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ร่วมกับสไตลิสต์ที่เป็นมนุษย์เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจของพวกเขา

การปรับแต่งเสื้อผ้าและเครื่องประดับในแบบของคุณ

Stitch Fix ได้รวมความเชี่ยวชาญของสไตลิสต์ส่วนตัวเข้ากับข้อมูลเชิงลึกและประสิทธิภาพของปัญญาประดิษฐ์เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับเทรนด์ของแฟชั่น ไม่ว่าจะเป็น คำติชมของลูกค้า และความพึงพอใจ ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำมาใช้ร่วมกับสไตลิสต์ที่เป็นมนุษย์ ด้วยคำแนะนำที่เป็นไปได้ สิ่งนี้ช่วยให้ บริษัท สามารถให้คำแนะนำสไตล์ที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์และงบประมาณแก่ลูกค้าแต่ละรายได้

ปรับปรุงอัตราความพึงพอใจของลูกค้า

ยิ่งสไตลิสต์ของ Stitch Fix ที่มีการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และเครื่องจักร ในการจัดหาผลิตภัณฑ์ที่พวกเขาชื่นชอบให้กับลูกค้าก็จะยิ่งทำให้การดำเนินธุรกิจของพวกเขามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในขณะที่พวกเขาลงทุนในสินค้า พวกเขาก็รู้ว่าลูกค้าจะชื่นชอบอะไร ยิ่งพวกเขาเสียพื้นที่ในคลังสินค้าน้อยลง ค่าใช้จ่ายในการคืนสินค้า และการบริจาคสิ่งของที่ไม่ได้ขายก็ลดลงไปด้วย

ขณะที่ Eric Colson หัวหน้าเจ้าหน้าที่อัลกอริทึมของ Stitch Fix กล่าวว่า “ธุรกิจของเรากำลังนำข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับแฟชั่นมาสู่มือของลูกค้าได้อย่างตรงเป้าหมายมากที่สุด”

วงจรพัฒนาสินค้ารูปแบบใหม่

ย้อนกลับไปในปี 2012 Stitch Fix มีอัลกอริธึม Machine Learning เพียงอย่างเดียวแต่ในปัจจุบันมีหลายร้อยเทคโนโลยีที่บริษัทกำลังใช้อยู่ 

โดยบริษัทกำลังออกแบบรูปแบบของตัวเองที่เรียกว่า Hybrid Designs โดยใช้ข้อมูลที่รวบรวมมาอย่างยาวนาน พวกเขาคิดว่า แต่ละสไตล์เป็นชุดของคุณลักษณะต่าง ๆ เช่น สีความยาวแขน ขอบเสื้อ หรือ สิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับแฟชั่น  

จากนั้นพวกเขาจะดูความคิดเห็นที่ได้รับจากลูกค้าสำหรับแต่ละคุณลักษณะเหล่านี้ ด้วยการรวมแอตทริบิวต์ใหม่ และแม้กระทั่งการปรับเปลี่ยนสิ่งต่าง ๆ เล็กน้อย เพื่อพัฒนาสินค้ารูปแบบใหม่ออกมาให้ตรงตามความต้องการลูกค้า

Stitch Fix สามารถสร้างการออกแบบใหม่เพื่อแบ่งปันกับนักออกแบบที่เป็นมนุษย์เพื่อตรวจสอบรูปแบบสุดท้าย ก่อนที่จะเข้าสู่สินค้าคงคลังของตน จากนั้นอัลกอริธึม AI จะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ไปสู่มือของลูกค้า และเมื่อพวกเขาแบ่งปันความคิดเห็น วงจรของของการพัฒนาสินค้า ก็ยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง

การทำความรู้จักลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น

Stitch Fix ไม่เพียง แต่ขอให้ลูกค้ากรอกข้อมูลสไตล์เพื่อกำหนดสไตล์ ขนาด และความชอบของลูกค้าเพียงเท่านั้น แต่ยังบันทึกทุกจุดที่มีการ connect กับลูกค้า รวมถึงการพิจารณาถึงสถานะของลูกค้าแต่ละรายในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง เช่น ช่วงเพิ่งเริ่มงานใหม่ หรือ เหตุการณ์พิเศษที่ต้องผ่านการเปลี่ยนแปลงในชีวิต เช่น การหย่าร้าง

เนื่องจากอัลกอริทึมระบุการเปลี่ยนแปลงในสถานะเหล่านี้ได้ จึงสามารถช่วยให้ Stitch Fix ส่งมอบสินค้าที่เกี่ยวข้องมากที่สุด และในที่สุดก็ให้ข้อมูลเพื่อนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าของพวกเขา

ปรับปรุงการดำเนินงาน

ปัญญาประดิษฐ์ทำงานผ่านทุกด้านของคลังสินค้าและระบบการจัดส่งของ Stitch Fix เมื่อมีการร้องขอให้มีการจัดส่งสินค้า อัลกอริทึมจะทำการกำหนดให้กับคลังสินค้าโดยพิจารณาจากตำแหน่งของลูกค้าและสินค้าคงคลังของคลังสินค้า และการจับคู่กับสไตล์ของลูกค้า

รวมถึงพิจารณาถึงสิ่งอื่น ๆ โดยเมื่อมีการเลือกสินค้าสำหรับการจัดส่ง อัลกอริทึมจะปรับเส้นทางการรับสินค้าให้เหมาะสมเพื่อเติมเต็มช่องว่างของการขนส่ง และสร้างสินค้าแนะนำที่เป็นไปได้ซึ่งจะทำให้ลูกค้าสามารถหยิบสินค้าได้ในเวลาเดียวกันนั่นเอง

การจัดการสินค้าคงคลัง

Stitch Fix เกี่ยวข้องกับการจัดการสินค้าคงคลังเช่นเดียวกับร้านค้า Physical แบบดั้งเดิม เมื่อลูกค้าสั่งซื้อสินค้า พวกเขาจำเป็นต้องเติมสต๊อกสินค้าคงคลังเพื่อให้สไตลิสต์มีสินค้าคงคลังมากพอที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้า

พวกเขาต้องทำการค้นหาว่าลูกค้าจะซื้อกี่สไตล์เพื่อให้ตรงตามความต้องการของพวกเขา ซึ่งบริษัท ใช้อัลกอริทึม AI เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพเหล่านี้ และแก้ไขปัญหาการจัดการสินค้าคงคลังที่มีความซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ

แม้ว่า Stitch Fix อาจไม่ได้ใช้อัลกอริทึมได้ง่ายในอนาคต แต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่มีความชัดเจนสำหรับพวกเขา คือ บริษัท ได้แสดงให้เห็นว่าการทำงานร่วมกันระหว่าง AI และมนุษย์ โดยทั้งสองทำสิ่งที่พวกเขาทำได้ดีที่สุด  โดยแม้จะมี AI เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่มนุษย์ก็มีความสำคัญในกระบวนการนี้ แต่เมื่อพวกเขาทำงานร่วมกันผลลัพธ์ที่ได้จะมีผลผลิต และประสิทธิภาพที่ดีที่สุดนั่นเองครับ

References : https://www.stitchfix.com/
https://www.forbes.com/sites/laurengensler/2017/10/19/stitch-fix-files-for-an-ipo/?sh=31deafdc130b
https://www.idginsiderpro.com/article/3067264/at-stitch-fix-data-scientists-and-ai-become-personal-stylists.html
https://www.standard.co.uk/tech/thread-vs-stitch-fix-reviews-2019-ai-fashion-stylists-a4247041.html

AI กับ Forex เมื่อบริษัทผลิตสื่อรุกตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราด้วยปัญญาประดิษฐ์

NASDAQ ประมาณการว่ามีการซื้อขายมากกว่า 5 ล้านล้านดอลลาร์ทุกวันในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราโลก (Forex) และเป็นตลาดที่มีการซื้อขายมากที่สุดในโลกเมื่อเทียบกับตลาดอื่น ๆ ที่มีอยู่ทั่วโลก

เหล่าผู้นำทางธุรกิจทั้งหลายอาจคาดหวังว่า AI จะเข้าสู่โลก forex ในด้านการเงินและการธนาคารในวงกว้าง ซึ่งในปัจจุบันนั้น บริษัท ส่วนใหญ่ในตอนนี้อ้างว่าจะช่วยเหลือผู้ค้าแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศโดยคาดการณ์ว่าเมื่อใดที่จะซื้อขายหรือถือสกุลเงินไว้ 

อย่างไรก็ตามตามที่ปรากฎในปัจจุบัน ผู้ที่ขาย AI ส่วนใหญ่ในตลาด forex นั้น เป็นมิจฉาชีพที่หลอกลวงเสียมากกว่า

ต้องบอกว่านอกเหนือจากบริษัทอย่าง Nikkei บริษัทอื่น ๆ ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีหลักฐานที่ชัดเจนนัก เมื่อพูดถึง AI ที่พวกเขาอ้างว่าเป็นหัวใจหลักของผลิตภัณฑ์และโซลูชันของพวกเขา 

มีหลายบริษัทที่อ้างว่าเสนอโซลูชัน AI สำหรับการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ซึ่งอาจโกหกเกี่ยวกับการใช้ AI ของพวกเขา

โซลูชั่นฟอเร็กซ์ที่ใช้ AI อยู่ระหว่างการพัฒนาของ Nikkei

Nikkei เป็น บริษัท สื่อของญี่ปุ่นที่มีพนักงานมากกว่า 3,000 คน บริษัท อ้างว่าซอฟต์แวร์ AI สามารถช่วยทำนายความผันผวนในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและคาดการณ์อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างดอลลาร์สหรัฐและเงินเยนของญี่ปุ่นได้อย่างแม่นยำโดยใช้การประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing)

Nikkei อ้างว่าสถาบันการเงินหรือนักเก็งกำไรสกุลเงินสามารถใช้ AI เพื่อทำนายอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างดอลลาร์สหรัฐและเงินเยนของญี่ปุ่น โดยเทคโนโลยี AI ของพวกเขานั้นได้รับการฝึกฝนจากฐานข้อมูลบทความของ Nikkei ที่เกี่ยวข้องกับ แนวโน้มเงิน ดอลลาร์ – เยนในระยะยาว ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และตัวบ่งชี้ตลาดอื่น ๆ สิ่งนี้ช่วยให้ซอฟต์แวร์ของ บริษัท สามารถคาดการณ์อัตราแลกเปลี่ยนในอนาคตที่เป็นไปได้ระหว่างสกุลเงินทั้งสอง

หากซอฟต์แวร์คาดการณ์ว่าอัตราแลกเปลี่ยนจะลดลง บริษัท สามารถแลกเปลี่ยนสกุลเงินเพื่อหลีกเลี่ยงการลดมูลค่าลง ในทางกลับกันหากซอฟต์แวร์คาดการณ์ว่าอัตราแลกเปลี่ยนจะเพิ่มขึ้น บริษัท อาจยึดสกุลเงินของตนหรือได้รับมากขึ้น ยังไม่ทราบวิธีการที่แน่นอนที่ซอฟต์แวร์บ่งชี้การคาดการณ์ในขณะนี้

บริษัท รายงานว่าซอฟต์แวร์ forex ได้รับรางวัล Dollar-Yen Durby รายไตรมาสของ บริษัทซึ่งเป็นการแข่งขันรายปีสำหรับผู้อ่านและนักวิเคราะห์ภายใน

ซึ่งผู้เข้าร่วมพยายามคาดการณ์อัตราแลกเปลี่ยนของดอลลาร์และเยนหนึ่งเดือนนับจากเริ่มต้น ของการแข่งขัน หนึ่งในนักวิเคราะห์อันดับต้น ๆ ของ บริษัท เข้ามาในลำดับที่สองของความแม่นยำ โดยคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าลดลง 0.06 เยนจากมูลค่าสกุลเงินจริง ซอฟต์แวร์ของ Nikkei เอาชนะนักวิเคราะห์ด้วยมูลค่าที่คาดการณ์ไว้ซึ่งลดลง 0.05 เยนจากมูลค่าสกุลเงินจริง

เป็นเวลากว่าสามทศวรรษที่ The Nikkei ได้จัดงาน “Dollar-Yen Durby” ในทุกไตรมาส ผู้อ่านและนักวิเคราะห์ตลาดพยายามคาดการณ์อัตราแลกเปลี่ยนประมาณหนึ่งเดือนต่อมา ครั้งล่าสุดมีคู่แข่งรายใหม่ AI ที่พัฒนาโดย Nikkei Group ในการแข่งขันเปิดตัว AI ทำหน้าที่คาดการณ์อัตราแลกเปลี่ยนสิ้นปีที่แม่นยำที่สุดโดยมีผู้อ่านประมาณ 400 คนและนักวิเคราะห์ 10 คน 

AI ของ Nikkei ใช้ Nikkei DeepOcean ซึ่งเป็นฐานข้อมูลของบทความจาก The Nikkei รวมถึงดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจและการเงินอีกมากมาย โดย Hiroto Nakajima จาก Nikkei Innovation Lab กล่าวว่าจุดแข็งของ AI อยู่ที่ความสามารถในการผสมผสานข้อมูลจำนวนมหาศาลทั้งข้อความและตัวเลข

การคาดการณ์ Nakajima อธิบายไว้ในสองขั้นตอน ขั้นแรก AI จะตีความข้อมูลเพื่อคาดการณ์แนวโน้มดอลลาร์ – เยนในระยะยาว หากไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มหลังจากผ่านไปหนึ่งเดือน ให้มองหาตัวบ่งชี้ตลาดที่มีแนวโน้มที่จะสัมพันธ์กับอัตราดอลลาร์ – เยน แทน 

ใน “Dollar-Yen Durby” ครั้งล่าสุด Nikkei AI ได้ทำการประมาณการถึงสิ้นปีโดยมุ่งเน้นไปที่การเชื่อมโยงระหว่างอัตราแลกเปลี่ยนและราคาน้ำมันดิบทองคำและสินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ โดยใช้สมมติฐานว่าเงินเยนจะยังคงมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น

สำหรับผู้อ่าน Nikkei อันดับต้น ๆ ใช้แนวทางที่แตกต่างออกไป ฮิโรโนริ โคนิชิ ซึ่งทำงานในเมืองโกเบทางตะวันตก โดยเขาใช้พื้นฐานของรายงานที่ว่าการอ่อนค่าของเงินเยนจะเกิดจากการลดภาษีนิติบุคคลของสหรัฐ 

ซึ่งที่ Konishi คาดการณ์ไว้ ว่าจะลดลง 0.06 เยน โดยที่ AI ทำนายว่ามันจะลดลง 0.05 เยน  และ AI ก็เป็นฝ่ายชนะ “ผมไม่เคยคาดหวังว่า AI จะเอาชนะมนุษย์ได้” Konishi กล่าว

ฮิโรอากิ นากากุระ เจ้าหน้าที่บริหารระดับสูงของ บริษัท หลักทรัพย์ Rakuten ซึ่งมีส่วนร่วมใน “Dollar-Yen Durby” กล่าวว่า วิธีการของ AI ในการคาดการณ์แนวโน้มจากข้อมูลและข่าวสารในอดีตอาจไม่ได้ผลเช่นกัน เมื่อตลาดมีความผันผวน

ซึ่งก่อนหน้านี้ : Nikkei AI ไม่สามารถเข้าใกล้ความแม่นยำของการคาดการณ์จากมนุษย์ ในเดือนกันยายนได้เมื่อเงินเยนอ่อนค่ามากกว่า 2 จุด เมื่อเทียบกับดอลลาร์ในช่วงหนึ่งเดือน เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยระยะยาวของสหรัฐพุ่งสูงขึ้น 

การคาดการณ์ของผู้อ่านอันดับหนึ่งอยู่ที่ 0.02 ของราคาปิด ณ สิ้นเดือนกันยายน AI สามารถทำนายได้ใน 1.75 เยนเพียงเท่านั้น 

สำหรับเดือนธันวาคมเมื่อ AI คาดเดาได้ดีที่สุดอัตราแลกเปลี่ยนจะผันผวนเพียง 0.14 จุด

นักพัฒนาต่างสะท้อนประเด็นที่ว่า AI มีแนวโน้มที่จะเหนือกว่ามนุษย์ เมื่อสภาวะตลาดอยู่ในช่วงสงบ และไม่ผันผวน

Ryuta Miyata ศาสตราจารย์จาก University of the Ryukyus ใน โอกินาวา ซึ่งวิจัยการคาดการณ์ AI ด้วยแพลตฟอร์มซื้อขายแลกเปลี่ยน Gaitame.com กล่าวว่าคอมพิวเตอร์ไม่สามารถทำนายภัยพิบัติสงครามและเหตุการณ์ที่เคลื่อนไหวในตลาดอื่น ๆ ได้

ตัวแทนของ Jibun Bank ซึ่งเริ่มให้บริการคาดการณ์อัตราแลกเปลี่ยนโดยใช้ AI แก่ลูกค้ากล่าวว่า ยิ่งรูปแบบการเคลื่อนไหวในคล้ายในอดีตมากเท่าไหร่ AI ก็จะยิ่งแม่นยำมากขึ้นเท่านั้น

แน่นอนว่าการพัฒนาที่ไม่คาดคิดก็สามารถส่งผลกระทบต่อมนุษย์ได้เช่นกัน

Miyata เน้นว่า AI ยังมีช่องว่างให้ปรับปรุง “การเรียนรู้ข้อมูลธุรกรรมของผู้ค้ารายวัน สามารถทำให้การคาดการณ์ AI แม่นยำยิ่งขึ้น” เขากล่าว

Nakajima ตั้งข้อสังเกตว่า จำนวนอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อและรวบรวมข้อมูลที่เพิ่มขึ้นจะช่วยได้เช่นกัน “การพัฒนาของเทคโนโลยี IoT จะช่วยเพิ่มข้อมูลที่มีอยู่อย่างมาก”

แต่มีการตั้งข้อสังเกตว่า บริษัท เลือกผู้ชนะการแข่งขัน ซอฟต์แวร์ ที่ได้รับรางวัลไม่จำเป็นต้องมีเครื่องมือที่จะพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพของ AI ดังกล่าว 

Nikkei Group ไม่ได้จัดเตรียมกรณีศึกษาจริงที่รายงานความสำเร็จของซอฟต์แวร์ เนื่องจากยังอยู่ระหว่างการพัฒนาและ ในปัจจุบันมีการใช้งานภายในองค์กรของพวกเขาเพียงเท่านั้น 

ผู้ขายโซลูชัน Forex ที่โกหกเกี่ยวกับการใช้ AI

หนึ่งใน บริษัท ดังกล่าว คือ Vantage Point AI ซึ่งในบรรดา บริษัท ทั้งหมดที่พบรายงานผลการค้นหาซอฟต์แวร์มากที่สุด โดยในเว๊บไซต์มีการรับรองและการอ้างสิทธิ์ว่ามีผู้ใช้มากกว่า 25,000 ราย

Vantage Point AI เป็นบริษัท ในสหรัฐอเมริกาที่มีพนักงาน 40 คน บริษัท นำเสนอซอฟต์แวร์ที่อ้างว่าสามารถช่วยให้ผู้ค้าแต่ละรายและธุรกิจการลงทุนสามารถคาดการณ์แนวโน้มตลาดระยะสั้นได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้นโดยใช้เทคโนโลยี Machine Learning

Vantage Point AI อ้างว่าผู้ใช้ต้องลงชื่อเข้าใช้บัญชีสมาชิกแบบชำระเงินเพื่อเข้าถึงซอฟต์แวร์ ตามที่ บริษัท ระบุ ซอฟต์แวร์ทำการทำนายโดยการเชื่อมโยง หุ้น พันธบัตร สินค้าโภคภัณฑ์ และสกุลเงินเมื่อเวลาผ่านพ้นไป

เพื่อดูว่าปัจจัยใดที่มีอิทธิพลมากที่สุดต่อคู่สกุลเงินบางคู่ แม้ว่าจะต้องใช้ความรู้ทางการเงินเพื่อใช้ประโยชน์สูงสุดจากการคาดการณ์ที่ VantagePoint AI สร้างขึ้น

ทั้งหมดที่กล่าวมา บริษัท ไม่ได้แสดงรายการกรณีศึกษาใด ๆ ที่รายงานเกี่ยวกับธุรกิจที่ประสบความสำเร็จกับซอฟต์แวร์ของตน และไม่พบใครในทีมของ Vantage Point ai ที่มีภูมิหลังที่แข็งแกร่งในเทคโนโลยีทางด้าน AI

นอกจากนี้บริษัทอื่น ๆ อย่าง Altredo, Lulubot, ROFX และ Scion Forex Autotrader เป็น บริษัท ที่อ้างว่าใช้ AI โดยไม่ต้องมีประสบการณ์ด้านวิชาการหรือธุรกิจในทีมผู้พัฒนา

บริษัท AI ทั้งสี่แห่งอ้างว่า AI ช่วยในการคาดการณ์มูลค่าของสกุลเงินหรือคู่สกุลเงินสองคู่ในระยะสั้นโดยใช้แนวโน้มของตลาดในอดีต อย่างไรก็ตามไม่มี บริษัท ใดที่ให้คำอธิบายว่า AI ที่อยู่เบื้องหลังซอฟต์แวร์ทำงานอย่างไร 

แม้ว่า บริษัท ผู้จำหน่าย AI ที่ถูกต้องตามกฎหมายหลายแห่งจะไม่สามารถรายงานประสบการณ์การใช้งานซอฟต์แวร์ของตนได้ แต่ปัจจัยที่บอกได้มากที่สุดว่า บริษัท เหล่านี้ไม่มี AI เป็นหัวใจหลักของผลิตภัณฑ์ คือไม่มี บริษัทใดในกลุ่มดังกล่าว ที่มีความสามารถด้าน AI ในทีมผู้บริหาร

หลาย บริษัท อ้างว่าใช้ AI โดยไม่ได้ทำเช่นนั้นจริง พวกเขาทำสิ่งนี้เพื่อยึดติดกับโฆษณาเรื่อง AI ที่เติบโตขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาและบ่อยครั้งที่พวกเขาประสบความสำเร็จในการขายให้กับผู้นำทางธุรกิจที่ไม่รู้ว่าจะตัดสินได้อย่างไรว่าพวกเขากำลังพูดความจริงหรือไม่

บางครั้งผู้ขาย AI ก็ใช้เพียงแค่แรงงานมนุษย์ในการทำงานที่พวกเขาอ้างว่า AI กำลังทำอยู่บนเว็บไซต์ ในบางครั้งซอฟต์แวร์ที่เป็นหัวใจหลักของผลิตภัณฑ์ก็ประสบความสำเร็จในการบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจของลูกค้า แต่แท้จริงแล้วซอฟต์แวร์นั้นไม่ใช่ AI

นอกจากนี้ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศโดยทั่วไปเป็นที่เข้าใจกันดี ต้องใช้นวัตกรรมเพียงเล็กน้อยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการซื้อขายสกุลเงินหนึ่งสำหรับอีกสกุลเงินหนึ่ง 

ธนาคารขนาดใหญ่ดำเนินการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศจำนวนมากที่เกิดขึ้นในตลาดเนื่องจากสามารถเข้าถึงเงินทุนได้มากที่สุด แต่เนื่องจากอุตสาหกรรมนี้มีกลยุทธ์สูงจึงมีความลับอยู่เบื้องหลังการตัดสินใจในการซื้อขายเหล่านี้ เป็นไปได้ว่าธนาคารขนาดใหญ่เหล่านี้ใช้ AI ในการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ แต่แน่นอนว่าถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ธนาคารก็จะไม่เปิดเผยข้อมูลดังกล่าว

นอกจากนี้ บริษัท ที่ต้องการสร้างโมเดล Machine Learning สำหรับการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศจะต้องใช้ข้อมูลจากการซื้อขายที่หลากหลายที่เกิดขึ้นทั่วโลกเพื่อแจ้งให้ทราบอย่างดีที่สุดเกี่ยวกับวิธีดำเนินการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศระหว่างสกุลเงินต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องยาก หากธนาคารของโลกยังคงใช้การตัดสินใจเบื้องหลังการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ

เพราะฉะนั้นเราไม่ควรคาดหวังให้ AI จัดการการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศได้เหล่าบริษัท ผู้จำหน่าย AI ที่อ้างว่าจะนำเสนอโซลูชั่น Forex  บริษัท เหล่านี้มีแนวโน้มที่จะไม่ใช้ AI และเราอาจจะถูกหลอกโดยกลยุทธ์ทางการตลาดของผู้ขายได้รวมถึงในประเทศไทยเองก็ตามที

จาก บริษัท ทั้งหมด โซลูชันฟอเร็กซ์ของ Nikkei ดูเหมือนว่ามีศักยภาพที่จะถูกต้องที่สุดหากจะนำออกสู่ตลาด แต่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ เนื่องจาก Nikkei เป็น บริษัท สื่อ

หากจะมีซอฟต์แวร์ซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่ใช้ AI สำหรับธุรกิจในอีกสองถึงห้าปีข้างหน้า พวกเขาน่าจะมาจากบริษัท Startup ที่ได้รับทุนจาก บริษัทร่วมทุนในซิลิคอนวัลเลย์หรือจากธนาคารที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งอาจจะเก็บโซลูชันดังกล่าวไว้ใช้เองอย่างแน่นอน และไม่มีทางที่พวกเขาจะเปิดเผยออกมาสู่โลกภายนอกนั่นเองครับ

References : https://asia.nikkei.com/Business/Markets/Currencies/AI-trounces-humans-in-forex-forecasting-debut
https://www.hxlpartners.com/wealth-management/chinas-ai-stocks-invest-2018/

11 สิ่งที่คุณควรรู้จากแพล็ตฟอร์ม Blockdit

ต้องบอกว่าผมเป็นหนึ่งในสมาชิกที่อยู่ในแพล็ตฟอร์ม Blockdit แห่งนี้มาตั้งแต่ช่วงต้น ๆ ที่ในช่วงแรก ๆ นั้นมีสมาชิกอยู่ไม่มากมายนัก และได้เห็นการพัฒนาขึ้นมาอย่างต่อเนื่องของแพล็ตฟอร์ม Blockdit ที่ตอนนี้ต้องถือว่าเป็นอีกหนึ่งในแพล็ตฟอร์มที่น่าจับตามองมาก ๆ เลยทีเดียว

และในวันนี้ ผมได้มีโอกาสที่ดีจากทีมงาน และ ผู้บริหารของ Blockdit ให้เกียรติตอบคำถามสัมภาษณ์ในหลาย ๆ คำถาม ที่ผมเชื่อว่า หลาย ๆ ท่านสมาชิกที่อยู่ในแพล็ตฟอร์มนี้อยู่แล้ว หรือ คนทั่วไปที่ยังไม่เคยรู้จักแพล็ตฟอร์มนี้ อยากที่จะทราบกันครับ


Question : ที่มา ที่ไปของ Blockdit จุดเริ่มต้นเป็นอย่างไร มองเห็นโอกาสอะไร ถึงมาทำ Social Network Platform ที่ส่วนใหญ่มีแต่ Platform ต่างชาติ ที่กำลังยึดครองตลาดในประเทศไทย ?

Answer :

จุดเริ่มต้นของไอเดียทำแพลตฟอร์มชื่อ Blockdit เริ่มต้นขึ้นช่วงปลายปี 2017

ในตอนนั้นเรามองเห็นถึงปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นกับแพลตฟอร์มที่คนไทยใช้กันอยู่ ไม่ว่าจะเป็น

– การนำเสนอให้เห็นข้อมูลด้านเดียว โดยแต่ละคนจะได้รับข้อมูลจากกลุ่มเพื่อนที่กระจุกตัวเป็นข้อมูลชุดเดียวกัน เมื่อเขาเหล่านั้นไปเจอข้อมูลอีกชุดหนึ่งที่ขัดกับความเชื่อของกลุ่มของตน ก็เกิดการโต้แย้ง และเกิดการแบ่งฝ่ายเป็นสองข้าง

– ข้อมูลที่นำเสนอในโซเชียลมีเดีย มีความบาง (Thin Content) โดยแพลตฟอร์มที่มีอยู่เกือบทั้งหมดสนับสนุนให้เกิดความบางของเนื้อหา ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดตัวอักษร หรือการให้แต่ละคนบอกสั้นๆว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ ซึ่งทำให้เนื้อหาเชิงลึก (Deep Content) มีน้อยลง และถูกบดบังโดยเนื้อหาเชิงความคิดเห็นที่จะเป็นส่วนใหญ่ของเนื้อหาทั้งหมดในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียปัจจุบัน

– การนำเสนอในโซเชียลมีเดีย ปัจจุบัน เน้นที่ “Look at me” หรือมองมาที่ตัวฉัน วันนี้ฉันทำอะไรมา ฉันกินอะไรมา เพื่อนำสิ่งนั้นอวดกันในกลุ่มคนที่รู้จักกัน ซึ่งทำให้เนื้อหาประเภท “Look at there” หรือบอกเรื่องราว ที่น่าสนใจของสิ่งต่างๆบนโลกนี้น้อยลงไป

หลังจากนั้น Blockdit จึงถือกำเนิดขึ้น โดยการนำไอเดียนี้ไปเสนอต่อนักลงทุนกลุ่มหนึ่ง และทุกคนเห็นด้วยกับไอเดียนี้ และได้รับระดมทุน Series A ในช่วงเดือน กุมภาพันธ์ 2018 ซึ่งเงินทุนดังกล่าวได้ถูกนำมาใช้ในการพัฒนาแพลตฟอร์ม และเกิดแพลตฟอร์ม Blockdit ขึ้นในรูปแบบแอปพลิเคชันครั้งแรกในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2018

Blockdit มีความตั้งใจจะเปลี่ยนสังคมให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น โดยเน้นแนวคิดดังนี้

– สร้างพลังให้เกิดการนำเสนอข้อมูลจากหลายด้าน โดยบุคคลตัวเล็กๆ หรือ บุคคลที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์กัน ก็สามารถนำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจให้กับสาธารณะได้

– สนับสนุนทำให้เกิดคอนเทนต์ที่มีเนื้อหาเชิงลึก ที่อธิบายสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น ที่เป็นเนื้อหาประเภท Look at there ในขณะเดียวกันเนื้อหาเชิงลึกเหล่านี้ ต้องกระชับ อัดแน่น ไม่น่าเบื่อเยิ่นเย้อ จึงเป็นที่มาของคำว่า Blockdit ซึ่งมาจากคำว่า Block + Edit ซึ่งหมายความว่าเราสามารถสร้างสรรค์เนื้อหาเป็น บล็อก ซึ่งเป็นรูปแบบที่ทำให้คนเขียนไม่เขียนติดกันเป็นพรืด คนเขียนจะพยายามเขียนเป็นบล็อกที่กระชับ ซึ่งสุดท้ายรูปแบบเป็นบล็อกจะทำให้ง่ายต่อการอ่าน และสามารถทำให้เราอ่านข้อมูลได้มากๆได้โดยที่ไม่เบื่อ

ทั้งนี้เราได้ทำการทดลอง A/B Testing กับกลุ่มคนสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งอ่านเป็นบล็อก อีกกลุ่มหนึ่งอ่านแบบปกติ ผลปรากฏว่า กลุ่มคนที่อ่านเนื้อหาแบบเป็นบล็อก สามารอ่านจำนวนโพสต์ที่มากขึ้น และใช้เวลาอยู่กับแพลตฟอร์มนานขึ้น มากกว่าแบบปกติ ถึง 30%


Question : ในปัจจุบัน มีการสร้าง Content โดยเฉลี่ยแต่ละวันจาก user ใน Platform Blockdit ทั้งหมดจำนวนเท่าไหร่ และสัดส่วนระหว่าง content ที่เป็น  บทความ , podcast และ vdo เป็นอย่างไร

Answer :

ในแต่วันจะมีคอนเทนต์จาก User โดยเฉลี่ย 3,000 คอนเทนต์ ใน 1 เดือนจะมีประมาณ 90,000 คอนเทนต์ และ ในปีจะมี 1,000,000 คอนเทนต์อยู่ในแพลตฟอร์ม Blockdit

ซึ่งในตอนนี้การมีคอนเทนต์ที่มากทำให้อันดับเว็บไซต์ของ Blockdit.com ได้ก้าวขึ้นมาเป็นเว็บไซต์ Top200 ของประเทศไทยได้อย่างรวดเร็ว

เนื่องจากเนื้อหาที่มีคุณภาพปริมาณมากได้ถูกส่งขึ้นไป ทำให้เมื่อคน Search หาเรื่องที่อยากรู้ บทความ Blockdit ที่มีเป็นล้านคอนเทนต์จะติดอยู่ในอันดับแรกๆของการค้นหา ซึ่งด้วยแนวโน้มลักษณะนี้ เราคิดว่า เราจะเป็น Top100 เว็บไซต์ของประเทศไทย ได้ในเร็วๆนี้

ในขณะนี้ สัดส่วนคอนเทนต์ประเภทบทความจะยังเป็นประเภทหลักของเนื้อหา ซึ่งกินสัดส่วนประมาณ 90% ของคอนเทนต์ทั้งหมดอยู่


Question : เทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่าง AI , Machine Learning , Big Data ฯลฯ มีบทบาทต่อ Platform Blockdit อย่างไรบ้าง

Answer :

แน่นอนว่าเมื่อเรามีข้อมูลอยู่บนแพลตฟอร์มจำนวนมาก ทำให้เราสามารถนำเทคโนโลยีมาเรียนรู้ข้อมูลที่มีอยู่ ทั้งการใช้ AI ในการจัดอันดับ Ranking

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง และการใช้ Machine Learning ในการกรองเนื้อหาที่ผิดลิขสิทธิ์ คัดลอกจากแหล่งอื่น ผิดกฎหมาย รุนแรง หรือหยาบคาย

อย่างไรก็ตาม เราได้เล็งเห็นการเดินทางผิดของหลายแพลตฟอร์มในปัจจุบัน ซึ่งเน้นแต่ว่าจะนำเสนอคอนเทนต์อย่างไรในด้านผู้ใช้งานต้องการ สำหรับ Blockdit จะนำเทคโนโลยีมาใช้โดยให้น้ำหนักกับการทำให้ผู้ใช้งานได้รับข้อมูลที่หลากหลาย และไม่ได้เน้นแต่สิ่งที่ผู้ใช้งานชอบจนมากเกินไป


Question : อยากให้เล่าเบื้องหลังการทำงานของระบบการจัดลำดับ Ranking ที่อยู่ในหมวดยอดนิยม ของ Content แต่ละประเภท ทั้ง บทความ , Podcast และ VDO มีวิธีการทำงานอย่างไร

Answer :

การจัดลำดับ Ranking เราใช้การคิดของ AI ซึ่งเป็นระบบอัตโนมัติที่ใช้ข้อมูลหลาย Factor เข้ามาประกอบกัน

ซึ่งจะรวมไปถึง การกดอ่าน กดกดแสดงความรู้สึก การแสดงความคิดเห็น การแชร์ การกดบุ๊กมาร์ก การกดดูโปรไฟล์

ซึ่งทั้งหมดนี้จะถูกทำให้ Normalize คือ ทำให้เป็น Unique ต่อคน นั่นหมายความว่า คน 1 คน กดอ่านไป 100 ครั้ง ก็ไม่ได้มีประโยชน์ในการทำให้อันดับ Ranking ดีขึ้น

และสาเหตุที่ทำแบบนี้ได้ก็คือ ใน Blockdit เราเน้นผู้ใช้งานที่มีตัวตนจริง เช่นการให้ยืนยันเบอร์โทรศัพท์ ก่อนทุกครั้ง การใช้หลายอีเมลมาสมัครแล้วมี account หลุม, Avatar หลายร่างในหนึ่งคน จะเกิดขึ้นได้ยากสำหรับแพลตฟอร์ม Blockdit ในขณะเดียวกันเรื่องนี้มันเกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติสำหรับแพลตฟอร์มอื่น

ดังนั้น ผู้ใช้งานใน Blockdit เป็นผู้ใช้งานที่ใช้จริง แต่ผู้ใช้งานในแพลตฟอร์มอื่นอาจประกอบไปด้วยบัญชีปลอมจำนวนมากที่เฟ้อมากกว่าความจริง

เราเชื่อว่าในระยะยาวสังคมที่ดี ต้องไม่เน้นการหาผู้ใช้งานมากจนเกินไป

เราเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับแพลตฟอร์มอื่น จึงนำมาเป็นแนวทางให้กับ Blockdit ในการเลือกเริ่มต้นเดินไปในทางที่ถูกต้อง


Question : ในส่วนของ Features [โพสต์ที่เกี่ยวข้อง] มีเบื้องหลังการทำงานอย่างไร  ทาง Blockdit มีการวิเคราะห์ เนื้อหาภายในจาก podcast หรือ vdo ด้วยหรือไม่ หรือเป็นการวิเคราะห์เฉพาะส่วนของข้อความเพียงเท่านั้น

Answer :

โพสต์ที่เกี่ยวข้องเรามีระบบ AI ที่คอยหาเรื่องราวที่คล้ายกัน เพื่อนำเสนอให้กับผู้ใช้งาน

โดยสิ่งนี้จะตอบเป้าหมายของเราคือ การเห็นข้อมูลเรื่องเดียวกันในหลายมุมมอง

เพื่อให้ผู้อ่านมีวิจารณญาณในการตัดสินใจจากข้อมูลที่มีหลายด้านมากพอ

ส่วนเรื่องการวิเคราะห์ในปัจจุบันเรายังใช้วิธีจับเฉพาะส่วนของข้อความอยู่ แต่ในอนาคต เรามีแผนที่จะพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถจับเรื่องที่คล้ายกัน ในไฟล์ podcast และ vdo ด้วย


Question : อยากให้อธิบายในเรื่องระบบการให้ดาว ของ Platform Blockdit มีหลักการทำงานอย่างไร

Answer :

ระบบการให้ดาว จะมีระบบ AI ที่คล้ายกับระบบ Popular แต่จะเป็นอีกระบบหนึ่งที่มีเรื่องการหมดอายุของดาวในเวลา 24 ชั่วโมงหลังจากโพสต์ รวมถึงจะมีการคำนวณเรื่องจำนวนเงินที่ผู้ใช้งานสามารถสร้างรายได้ในโพสต์นั้นด้วย

แน่นอนว่าเราใช้ข้อมูลหลาย Factor เข้ามาประกอบกันซึ่งจะรวมไปถึง การกดอ่าน กดกดแสดงความรู้สึก การแสดงความคิดเห็น การแชร์ การกดบุ๊กมาร์ก การกดดูโปรไฟล์ ซึ่งทั้งหมดนี้จะถูกทำให้ Normalize ที่ Unique คล้ายกับการ Ranking แต่โพสต์ที่ได้ดาวทั้งหมดจะถูกตรวจสอบอีกชั้นว่า เนื้อหานั้นได้ถูกคัดลอกมาจากแหล่งอื่นหรือไม่


Question : ตอนนี้ Platform Blockdit มีวิธีในการจัดการ Fake News อย่างไร และมีการปรับใช้เทคโนโลยีมาช่วยเหลือในส่วนนี้หรือไม่ อย่างไร

Answer :

เราได้พยามใช้ Machine Learning ในการตรวจสอบ Fake News โดยเรียนรู้ว่าเนื้อหาประเภทไหนมีความเสี่ยงต่อการเป็นข้อมูลที่บิดเบือน อย่างไรก็ตามในตอนนี้การลบโพสต์ในแต่ละครั้งเราจะมีทีมงานมาคอยอนุมัติอีกชั้นหนึ่งก่อนที่จะลบโพสต์ใดๆ

ซึ่งในขณะเดียวกันเรามีระบบที่ให้ผู้ใช้งานสามารถ report โพสต์ที่ไม่เหมาะสม และจะมีทีมงานคอยรีวิวในทุกโพสต์ที่ถูกรายงานเข้ามา


Question : Free speech or Censorship ทาง Platform มีเส้นแบ่งระหว่างสองเรื่องนี้อย่างไร และมีการปรับใช้เทคโนโลยีมาช่วยเหลือในเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร

Answer :

Blockdit เชื่อใน Free speech และทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเขียนคอนเทนต์ หรือแสดงความคิดเห็นในเรื่องใดก็ได้ โดยปกติแล้ว Blockdit จะไม่ censor ใดๆ ยกเว้นว่าโพสต์นั้นผิดกติกาที่กำหนด เช่น ข่มขู่หรือสนับสนุนการทำร้ายตนเองหรือบุคคลอื่น ภาพอนาจาร ส่งเสริมการใช้อาวุธรุนแรง เป็นต้น ซึ่งรายละเอียดกติกาใช้งานสามารดูเพิ่มเติมได้ที่นี่ https://www.blockdit.com/faqs#policy-blockdit


Question : หาก Platform เติบโตจนมีผู้ใช้งานหลักหลายสิบล้านคน เหมือน Platform Social Network จากต่างประเทศ Content ของ Feed หน้าแรกที่ user ทุกคนจะได้เห็นจากเพจที่พวกเขา Follow จะมีโอกาสที่จะมีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นการถูกคัดเลือกโดย Algorithm เหมือน Platform ของต่างประเทศหรือไม่

Answer :

Blockdit เชื่อในแนวทางการใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสม

เราต้องยอมที่จะไม่ใช้เทคโนโลยีในบางเรื่อง และเรื่องนี้ก็เช่นกัน การจัดลำดับโพสต์ใน Blockdit หน้าโฮม Blockdit เลือกที่จะให้เรียงตามเวลา โดยที่ไม่ใช้ Algorithm ใดๆในการนำเสนอโพสต์ใดๆให้มาอยู่ข้างบนแซงหน้าโพสต์อื่น

เราเชื่อว่าการทำแบบนี้แฟร์สำหรับผู้ทำคอนเทนต์ทุกคน และแฟร์สำหรับผู้อ่าน เมื่อผู้ใช้งานเลือกที่จะติดตามแล้ว เขาควรมีโอกาสได้เห็นทุกโพสต์แบบเท่าเทียมกันเรียงตามเวลา โดยไม่ต้องมีระบบมาชี้นำว่าต้องเห็นโพสต์ไหนก่อน


Question : อะไรคือสิ่งที่ท้าทายที่สุดตั้งแต่เปิด Platform Blockdit ขึ้นมา และสามารถที่จะก้าวข้ามผ่านปัญหาดังกล่าวไปได้อย่างไร

Answer :

สิ่งที่ท้าทายคือ การสื่อสารให้ทุกคนเข้าใจในเป้าหมายของ Blockdit ซึ่งหลายคนอาจยังคิดว่า Blockdit คล้ายแพลตฟอร์มอื่น และทำขึ้นมาแบบเล่น

แต่จริงๆแล้วเมื่อลองใช้งานดู จะพบว่าเราจริงจังในทุกเรื่อง เรามีทีมงานที่เก่ง และมี Passion กับเรื่องนี้

สังเกตได้จากการไหลลื่นของตัวแพลตฟอร์ม การออกแบบปโดยคำนึงถึงความง่ายในการใช้งาน ในขณะเดียวกันก็มีฟีเจอร์ที่ไม่มีในแพลตฟอร์มอื่น

Blockdit มีทั้งพอดแคสต์ การอ่านเป็นบล็อก การสร้างรายได้ ระบบดาว ระบบเพชร การนำเสนอคนที่ติดตามทุกคนแบบยุติธรรม การให้ประกาศโฆษณาเมื่อเป็นโพสต์โฆษณา การนำเสนอโพสต์ยอดนิยม ทั้งหมดนี้เราจะไม่ได้พบในแพลตฟอร์มอื่น และเราก็กำลังจะพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ ให้มีความชัดเจนมากขึ้นอีก

หลายครั้งที่เราพบว่า ผู้ใช้งานส่งข้อเสนอแนะมาอยากให้มีฟีเจอร์หนึ่ง แต่เราสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าว่าผู้ใช้งานอยากมีฟีเจอร์นั้นและได้เริ่มพัฒนาไปแล้ว และสามารถเปิดตัวฟีเจอร์ได้หลังจากที่ผู้ใช้งานต้องการไม่นาน นี่อาจเป็นเสน่ห์หนึ่งของ Blockdit เพราะเรามี sprint ในการทำงานที่สั้นมาก ยืดหยุ่น และสามารถออกฟีเจอร์ใหม่ๆได้เป็นรายสัปดาห์เลยทีเดียว


Question : มองเป้าหมายระยะยาวของ Platfrom Blockdit ไว้อย่างไร?

Answer :

เราตั้งเป้าหมายว่า Blockdit จะเป็นหนึ่งในแพตลฟอร์มหลักของคนไทยทุกคน เราตั้งเป้าผู้ใช้งานระดับ 10 ล้านคน เราไม่ได้หวังว่าผู้ใช้งานจะเลิกใช้แพลตฟอร์มอื่น แต่มั่นใจว่า Blockdit จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆในการเป็นแพลตฟอร์มที่คนไทย จะอยากเปิดอ่านอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง

เพราะเราเชื่อว่า DNA ของมนุษย์ต้องการ wisdom องค์ความรู้ไปใช้เพื่ออยู่รอดในสังคม และ Blockdit ตอบโจทย์สิ่งนั้นในการได้ไอเดียใหม่ๆไปปรับใช้ในทุกครั้งที่เข้ามาใช้งานในแพลตฟอร์มนี้


บทสรุป

ผมเป็นคนหนึ่งที่เชื่อในศักยภาพของคนไทย โดยเฉพาะเรื่องเทคโนโลยี ที่ผมมองว่าคนไทยเราก็ไม่แพ้ชาติใดในโลก ต้องบอกว่าปัจจุบันแพล็ตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ โดยเฉพาะ Social Network นั้น เราถูกบุกรุกจากต่างชาติ จนเข้ามากลืนกินพฤติกรรมของคนไทยในหลาย ๆ ด้าน จนแทบจะไม่เหลือที่ยืนให้ผู้ประกอบการชาวไทย

แต่ตอนนี้ เราคนไทย ยังมีพื้นที่อย่าง Blockdit ซึ่งยังเป็นสถานที่ ๆ เปิดโอกาสให้ทุกท่านได้มาแสดงฝีมือในการเขียน หรือสร้างสรรค์ Content ในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งบทความ , Podcast หรือ VDO

ต้องบอกว่า Blockdit ถือเป็นสังคมใหม่ ที่ท่านจะไม่ได้เห็นในแพล็ตฟอร์มอื่น ๆ มี เนื้อหา สาระ หลากหลายรูปแบบ หรือ ข้อถกเถียงมากมายที่เกิดขึ้นที่แพล็ตฟอร์มนี้ ที่ยอมรับเหตุผลซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งในแพล็ตฟอร์ม Social Media อื่น ๆ ในยุคปัจจุบัน

และที่สำคัญแพล็ตฟอร์มแห่งนี้ก็เปิดพื้นที่ให้กับทุก ๆ คน ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เป็นนักเขียน ที่ไม่ได้มีชื่อเสียง หรือ อะไรมาก่อนเลย และมาเขียน Blockdit เป็นที่แรกเหมือนกับอีกหลาย ๆ ท่าน ซึ่งก็เริ่มจาก 0 follower เช่นเดียวกันกับทุก ๆ คน

อยากให้ผู้เขียนหลาย ๆ ท่านอย่าเพิ่งท้อใจกับช่วงแรก ๆ อาจจะเริ่มจากจำนวนคน follow น้อย ๆ แต่หากเป็นงานเขียนที่น่าสนใจจริง ๆ ก็สามารถที่จะสร้างผู้ติดตามจำนวนมากได้เช่นเดียวกัน

ต้องบอกว่าตอนนี้ Blockdit ก็เติบโตขึ้นมาอีกขั้นนึงแล้ว นักเขียนหลาย ๆ ท่านก็อยู่กันมาตั้งแต่ในยุคที่สมาชิกยังไม่มากมายเหมือนในยุคปัจจุบัน ซึ่งหลาย ๆ ท่านก็เป็นแรงผลักดันให้ Blockdit ก้าวขึ้นมาได้ถึงวันนี้ และผมเองก็คิดว่า Blockdit นั้นยังมีช่องว่างให้เติบโตได้อีกมาก

และที่สำคัญ Blockdit กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่าคนไทยก็ทำได้ และผมเชื่อว่า วันหนึ่ง Blockdit นั้นจะประสบความสำเร็จทั้่งในเรื่องธุรกิจ และ จำนวนผู้ใช้งาน ไม่ต่างจากที่แพล็ตฟอร์มต่างชาติเคยทำได้มาก่อน

และในอนาคต ส่วนตัวผมเองก็อยากเห็นภาพที่คนไทยหันมาสนับสนุน Social Network ของไทยอย่าง Blockdit กันมากยิ่งขึ้น เหมือนกับที่เราสนับสนุนแพล็ตฟอร์มจากต่างชาติ เพราะอย่างน้อยทั้งในเรื่องของเงิน และ ข้อมูลต่างๆ  ของเรานั้น มันไม่ได้รั่วไหลไปไหน แต่ฝากไว้กับ Blockdit ที่ถือได้ว่าเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยแท้ ๆ นั่นเองครับผม

The Social Dilemma กับอำนาจอันเหลือล้นของบริษัทเทคโนโลยีที่ส่งผลกระทบต่ออนาคตของมนุษยชาติ

ต้องบอกว่าเป็นสารคดีชุดใหม่ของ Netflix ที่ทุกคนไม่ควรพลาดทั้งปวงกับ The Social Dilemma ที่ว่าด้วยเรื่องราวของ บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ในทุกวันนี้ ที่กำลังมีอำนาจควบคุมสิ่งต่าง ๆ ที่ส่งผลโดยตรงต่ออนาคตของมนุษยชาติทั้งปวง

เป็นการถ่ายทอดผ่านอดีตพนักงาน ทั้งวิศวกร นักออกแบบ ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของ Silicon Valley ไม่ว่าจะเป็น Facebook , Google , Instragram , Pinterest , Youtube , Twitter ฯลฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของโลกเราแทบจะทั้งสิ้น

ถือเป็นสารคดีที่ถ่ายทอดเรื่องใหญ่ ๆ ที่ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อความเป็นไปในสังคมโลกแทบจะทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข่าวปลอม ที่กำลังแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วในหมู่เครือข่าย Social Network

การเมืองระดับโลกที่ Social Network กำลังมีบทบาทที่สำคัญต่อการกำหนดความเป็นไปของสถานการณ์ต่าง ๆ ในโลกเรา ไมว่าจะเรื่องสงครามก่อการร้าย การเลือกตั้งในแทบจะทุกประเทศ แม้กระทั่งการให้ข้อมูลผิด ๆ ในเรื่องสำคัญของโลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาวะโลกร้อน การเหยียดผิวแบบสุดโต่ง โรคระบาดอย่าง COVID-19 ข่าวปลอมเรื่องทางการเมือง การใส่ร้ายป้ายสีคู่แข่งทางการเมือง ที่มีอยู่ในทุก ๆ แห่งทั่วโลก

มีการดำเนินเรื่องที่เป็นจุดหลักก็คือ อดีตพนักงานฝ่าย Design Ethicist ของ Google อย่าง ทริสทัน แฮร์ริส ที่เห็นปัญหาเรื่องนี้เป็นปัญหาที่ใหญ่มาก ๆ และเห็นว่าโลกของเราในปัจจุบันนั้นมันผิดเพี้ยนไปหมดแล้ว แล้วอดตั้งคำถามกับตัวเองไม่ได้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับโลกเทคโนโลยีในตอนนี้มันปรกติจริงหรือ?

และเขาก็ได้พยายามส่งสัญญาณถึงบริษัท Google แล้วเมื่อครั้งที่เขายังคงเป็นพนักงานอยู่ แต่ดูเหมือนระดับผู้บริหาร รวมถึงผู้ก่อตั้งจะไม่สนใจปัญหาที่เขายกขึ้นมาเลยเสียด้วยซ้ำ

สิ่งแรกที่สารคดีเรื่องนี้กล่าวถึงได้อย่างน่าสนใจก็คือ ในยุคปัจจุบัน เราไม่ได้เป็นผู้จ่ายเงินสำหรับผลิตภัณฑ์ออนไลน์ที่เราใช้อีกต่อไปแล้ว แต่กลายเป็นเหล่าผู้ลงโฆษณาต่างหากที่จ่ายแทนเรา

ซึ่งหมายความว่า หากเราไม่ได้เป็นจ่ายเงินเพื่อซื้อบริการเหล่านี้ในโลกออนไลน์ นั่นมันทำให้เรากลายเป็นสินค้าแทนนั่นเอง ข้อมูลทุกอย่างของตัวเรา ไม่ว่าจะเป็น พฤติกรรมการซื้อของ สิ่งที่เราชอบ คลิปวีดีโอที่เราดู สถานที่ที่เราเดินทางไปแต่ละแห่ง ทุกสิ่งเหล่านี้มันได้กลายเป็นสินค้าให้กับเหล่าบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เหล่านี้แทนนั่นเอง

แน่นอนว่า บริษัทเหล่านี้กำลังแข่งกันดึงดูดความสนใจของเราให้อยู่กับแพล็ตฟอร์มของพวกเขาให้นานที่สุด โมเดลธุรกิจของพวกเขา ก็คือ การดึงให้ผู้คนติดอยู่กับหน้าจอตลอดเวลาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และความพยายามชักจูงเรา ความคิดของเรา และ สิ่งที่เราเป็น โดยการปรับพฤติกรรมเราทีละเล็กละน้อยแบบค่อยเป็นค่อยไป ในพฤติกรรมและการรับรู้ของเราทุกคน นั่นแหละ คือ สิ่งที่เรียกว่า สินค้าชั้นยอดเลยทีเดียว

มันคือตลาดรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อนของมนุษยชาติเราตั้งแต่การกำเนิดขึ้นของโลกเรามานับล้าน ๆ ปี เป็นตลาดที่ขายอนาคตของมนุษย์เรา ซึ่งตลาดนี้ นี่เองที่ทำเงินให้บริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้ได้นับล้านล้านดอลลาร์ ส่งผลให้บริษัทอินเทอร์เน็ตทั้งหลาย กลายเป็นบริษัทที่ร่ำรวยที่สุด

ต้องบอกว่า ในยุคปัจจุบันนั้น สิ่งต่าง ๆ ที่เรากระทำบนโลกออนไลน์ ล้วนถูกจับจ้อง ถูกตามรอย ถูกประเมิน ทุก ๆ การกระทำที่เราได้ทำไป ล้วนถูกจับตาดูด้วยความระมัดระวัง และบันทึกไว้

ไม่ว่าจะเป็นภาพใดบ้าง ที่เราหยุดมอง และมองมันนานแค่ไหน ข้อมูลเหล่านี้ทำให้บริษัทเทคยักษ์ใหญ่รู้ถึงขนาดที่ว่า ตอนไหนที่ใครเหงา พวกเขาสามารถรู้ได้ว่าตอนไหนที่ใครซึมเศร้า เป็นคนชอบเก็บตัว หรือ เข้าสังคม มีอาการทางประสาทชนิดใด ซึ่งพวกเขามีข้อมูลเกี่ยวกับเรามากยิ่งกว่า ที่ใครจะเคยคาดคิดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

และที่สำคัญข้อมูลเหล่านี้นั้น ได้ถูกนำไปวิเคราะห์อยู่แทบจะตลอดเวลา โดยจะถูกนำป้อนเข้าสู่ระบบ ซึ่งแทบจะไม่มีมนุษย์คอยควบคุมมันอยู่เลยด้วยซ้ำ ซึ่งพลังของเทคโนโลยี AI Machine Learning ที่อยู่เบื้องหลังระบบเหล่านี้ ทำให้มันคาดการณ์ได้แม่นยำมาขึ้นเรื่อย ๆ ว่าเราจะทำอะไร และ เราเป็นใคร

พลังของเทคโนโลยี AI Machine Learning ที่ทำให้มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น
พลังของเทคโนโลยี AI Machine Learning ที่ทำให้มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้นในการคาดการณ์

พวกเขาได้สร้างโมเดล ที่คาดเดาการกระทำของเรา ตัวอย่างเช่น เรามักจะเห็นว่า ระบบเหล่านี้สามารถที่จะทำนายได้ว่า วีดีโอแบบไหนที่จะทำให้เราต้องดูต่อไป และถูกผูกติดกับแพล็ตฟอร์มของพวกเขาไปเรื่อย ๆ แม้กระทั่งเรื่องของอารมณ์ ที่ระบบพวกนี้สามารถทำนายได้ว่า อารมณ์แบบไหนที่สามารถกระตุ้นเราได้

ต้องบอกว่าบริษัทเทคโนโลยีพวกนี้ นั้น พวกเขามีเป้าหมายหลักอยู่ 3 ประการ ก็คือ หนึ่งคือ เป้าหมายด้านการมีส่วนร่วม เพื่อเพิ่มการใช้งาน และเพื่อให้เรานั้นเลื่อนหน้าจอต่อไป สองคือ เป้าหมายด้านการเติบโต เพื่อคอยดึงเรากลับมา และทำให้เราต้องชวนเพื่อนของเรามาให้ได้มากที่สุด และสุดท้ายก็คือ เป้าหมายด้านการโฆษณา เพื่อให้แน่ใจว่า ขณะที่สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นนั้น พวกเขาสามารถทำเงินได้มากขึ้นจากการโฆษณานั่นเอง

และพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในการจะบรรลุเป้าหมาย 3 ประการข้างต้นได้นั่นคือ เหล่าบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้ได้ลงทุนเงินมหาศาล ในการสร้างเทคโนโลยีให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในการชักจูงคนได้มากยิ่งขึ้น

ซึ่งเทคโนโลยีการชักจูงนั้น มีการสร้างเป็นหลักสูตรสอนอย่างเป็นจริงเป็นจัง แม้กระทั่งในมหาวิทยาลัยอย่างสแตนฟอร์ดเองที่ มีเหล่าพนักงานของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เหล่านี้เข้ามาเรียน เพื่อจะสร้างวิธีการออกแบบยังไงที่จะสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมคนให้เป็นไปในอย่างที่พวกเขาต้องการได้มากที่สุด

ตัวอย่างนึงที่น่าสนใจก็คือ Facebook ได้ทำสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “การทดลองการแพร่ระบาดระดับใหญ่” ในการทำให้คนไปลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งกลางเทอมมากขึ้นได้อย่างไร

และสิ่งที่น่าสนใจก็คือ พวกเขาพบว่า พวกเขาสามารถทำแบบนั้นได้ ซึ่งทำให้พวกเขาได้ข้อสรุปที่สำคัญก็คือ ระบบของพวกเขานั้นสามารถสร้างผลกระทบ ต่อพฤติกรรมในโลกแห่งความเป็นจริง และความรู้สึกจริงของมนุษย์ได้ โดยที่ผู้ใช้งานแทบจะไม่รู้ตัวเลยเสียด้วยซ้ำ

พวกเขามีทีมวิศวกรยอดอัจฉริยะ ที่มีหน้าที่ในการ Hack จิตวิทยาของมนุษย์ โดยใช้วิธีการที่จะเจาะลึกลงไปในก้านสมองของเรา และทำการปรับเปลี่ยนนิสัยบางอย่างในตัวเราจากข้างใน และสุดท้ายก็สามารถป้อนคำสั่งเราได้ ในระดับที่ลึกลงไป โดยที่เราแทบจะไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ และนั่นคือการที่พวกเขากำลังใช้ประโยชน์จากจุดอ่อนของจิตใจมนุษย์นั่นเอง

แต่ที่น่าสนใจคือ สำหรับวัยเด็กแล้วนั้น การกระทำเหล่านี้ไม่ได้เพียงแค่ ดึงความสนใจของเขาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ Social Media ได้เริ่มเจาะลึกเข้าไปเรื่อย ๆ ในก้านสมองของพวกเขา และทำการเข้ายึดอัตลักษณ์ กับความรู้สึกว่าตัวเองมีค่าของเด็ก ๆ

และนี่เองที่ทำให้เกิดปัญหาสังคมต่าง ๆ ตามมา จากงานวิจัยพบว่าวัยรุ่นอเมริกัน มีปัญหาเรื่องโรคซึมเศร้า และความหวาดวิตกเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2011 และ 2013

จากจำนวนเด็กสาววัยรุ่นจาก 100,000 คนของประเทศ ที่ต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลทุก ๆ ปี เนื่องจากการกรีดข้อมือตัวเอง หรือไม่ก็ทำร้ายตัวเอง ซึ่งต้องบอกว่าก่อนหน้านี้เรื่องราวเหล่านี้มันเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างคงที่

จนกระทั่งถึงช่วงปี 2010 และ 2011 ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ที่ทำให้ยอดพุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน มีตัวเลขที่น่าสนใจว่า สำหรับเด็กผู้หญิงที่มีวัยที่โตกว่า (อายุ 15-19 ปี) นั้น ยอดสูงขึ้น 62% แต่ เด็กวัยรุ่นก่อนวัยสาว (อายุ 10-14 ปี) มันได้สูงขึ้นกว่า 189%

และที่น่ากลัวยิ่งกว่า คือ ได้เกิดขึ้นของรูปแบบการฆ่าตัวตาย สำหรับเด็กผู้หญิงที่มีวัยที่โตกว่า (อายุ 15-19 ปี) ที่มีตัวเลขเพิ่มขึ้น 70% และที่น่าสนใจก็คือสำหรับเด็กที่เป็นวัยรุ่นก่อนวัยสาว (อายุ 10-14 ปี) ที่ก่อนหน้านี้ปัญหาเรื่องการฆ่าตัวตายแทบจะไม่มีเลยด้วยซ้ำ กลับมีตัวเลขที่สูงขึ้นถึง 151%

และรูปแบบ pattern ที่เกิดขึ้นดังกล่าวนั้น มันชี้ชัดมาที่การเกิดขึ้นของ Social Media ที่เริ่มใช้งานบนมือถือได้ในปี 2009 นั่นเอง นั่นเป็นสาเหตุให้เด็กยุค Gen Z ที่เกิดหลังปี 1996 เป็นต้นมา เป็นเด็กยุคแรกในประวัติศาสตร์ของมนุษย์เราที่ได้ใช้ Social Media ตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมต้น

ซึ่งอย่างที่เราได้รู้กันว่าเด็กยุค Gen Z นั้น ใช้เวลาว่างส่วนใหญ่เมื่อพวกเขากลับจากโรงเรียน พอถึงบ้านก็จับอุปกรณ์มือถือเหล่านี้ และเสพติดกับการอยู่บนโลกออนไลน์ ซึ่งแน่นอนว่า มันทำให้เด็กรุ่นนี้ วิตกกังวลมากกว่า เปราะบางกว่า และ ซึมเศร้ามากกว่า พวกเขาพร้อมรับความเสี่ยงจากเรื่องต่าง ๆ ในชีวิตน้อยลงไปมากเมื่อเทียบกับคนยุคอื่น

เด็กยุคใหม่กับปัญหาสังคมที่เพิ่มสูงขึ้น
เด็กยุคใหม่กับปัญหาสังคมที่เพิ่มสูงขึ้น

และเรื่องใหญ่ที่สุดอย่างนึกที่กำลังเป็นที่วิตกกังวลกับคนทั่วโลกนั่นก็คือ เรื่องของข่าวปลอม ซึ่งล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นมาจากผลประโยชน์เชิงพาณิชย์แทบจะทั้งสิ้น บริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้ทำการสร้างระบบที่โน้มเอียงเข้าหาข้อมูลปลอมเพิ่มมากขึ้น

มีงานวิจัยของ MIT ที่บอกว่าข่าวปลอมใน Twitter แพร่กระจายเร็วกว่าข่าวจริงถึง 6 เท่า ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าสนใจมาก ๆ ลองจินตนาการถึงโลกที่มีข่าวปลอมกระจายไปไวกว่าข่าวจริง 6 เท่า โลกของเราจะมีหน้าตาอย่างไร

และมีการยกตัวอย่างที่น่าสนใจก็คือ หากเราเข้า Google และค้นหาคำว่า “ภาวะโลกร้อน” เราจะได้เห็นผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับบริเวณที่เราอาศัยอยู่ ในบางเมืองนั้นอาจจะมีการแนะนำคำค้นหาว่า “ภาวะโลกร้อนคือเรื่องลวงโลก” แต่ในบางสถานที่ เราจะได้เห็นการแนะนำคำค้นหาว่า “ภาวะโลกร้อนทำให้ธรรมชาติพังทลาย”

ซึ่งจุดสำคัญก็คือ เมื่อเทคโนโลยีอยู่บนพื้นฐานของเรื่องการสร้างรายได้ เพราะฉะนั้นกลไกเบื้องหลังของอัลกอริธึมเหล่านี้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความจริงในเรื่องภาวะโลกร้อนแต่อย่างใด มันอยู่ที่ เรื่องต่าง ๆ ที่ Google รู้เกี่ยวกับความสนใจของเราต่างหาก

ซึ่งบริษัทเทคโนโลยีทุก ๆ แห่งก็ทำในสิ่งเดียวกัน พวกเขาไม่ได้สนใจในเรื่องความจริง พวกเขาสนใจแค่ว่าเนื้อหาใด ๆ นั้นเหมาะกับใครมากที่สุด และทำเงินให้พวกเขามากที่สุดนั่นเอง

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคงจะเป็น Feed ในหน้า Social Network อย่าง Facebook ที่แต่ละคนนั้นจะได้เห็น Feed ข้อมูลที่ต่างกันคนละโลก แม้จะเป็นเพื่อนสนิทกันและมีกลุ่มเพื่อนเดียวกันก็ตามที แต่โลกที่เราเห็นในหน้าจอนั้นมันแตกต่างกันสิ้นเชิง

ซึ่งแน่นอนเมื่อเวลาผ่านไป เราก็จะอาจจะเข้าใจผิดว่า ทุกคนเห็นตรงกันกับเราแทบจะทั้งหมดผ่าน Feed หน้าจอที่เราได้รับจากความสนใจของเรา และเมื่อเราอยู่ในภาวะนั้น เราจะถูกชักจูงได้ง่ายมาก ๆ

ซึ่งตัวอย่างเรื่องการเมืองในประเทศเราน่าจะเป็น Case Study ที่แสดงให้เห็นถึงหลักการนี้ได้อย่างชัดเจนมาก ๆ เมื่อเราฝังตัวอยู่ในกลุ่มการเมืองฝั่งนึง ก็จะทำให้เราได้อยู่ในอีกโลกนึงที่แทบไม่ได้รับข้อมูลจากอีกฝั่งเลย และจะเริ่มคิดว่า ทำไมคนกลุ่มตรงกันข้ามนั้นโง่จัง ซึ่งความจริงแล้ว ทั้งสองฝั่งนั้นคิดในแบบเดียวกันเลยว่าทำไมฝั่งตรงข้ามนั่นโง่จัง เพราะทั้งสองฝั่งนั้นไม่ได้เห็นชุดข้อมูลเดียวกันนั่นเอง

Fake News กับอีกหนึ่งปัญหาที่สร้างความแตกแยกในสังคม
Fake News กับอีกหนึ่งปัญหาที่สร้างความแตกแยกในสังคม

และนั่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับทุกประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะที่มีการใช้งานแพล็ตฟอร์ม Facebook กันอย่างแพร่หลาย เพราะ Facebook เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุด โดยเฉพาะในการหาเสียงเลือกตั้ง มีตัวอย่างในประเทศ บราซิล ที่ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีนั้นใช้ Facebook เป็นสื่อหลักในการหาเสียงเลือกตั้ง

ต้องบอกว่าบริษัทเทคยักษ์ใหญ่เหล่านี้ได้สร้างเครื่องมือ ที่ทำลายเสถียรภาพ และกัดกร่อนสายใยในสังคม ในทุกที่ทุกประเทศอย่างพร้อมเพรียงกัน ไม่ว่าจะเป็น ที่เยอรมัน สเปน ฝรั่งเศส บราซิล ออสเตรเลีย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นประเทศที่มีความเจริญแล้วแทบจะทั้งสิ้น

หรือแม้กระทั่งข่าวใหญ่อย่างการแทรกแซงการเลือกตั้งในปี 2016 จากรัสเซีย (ที่ประเทศพวกเขาไม่ได้เล่น Facebook เป็นแพล็ตฟอร์มหลัก) ต้องบอกว่าการชักจูงของบุคคลที่สามนั้นไม่ใช่การแฮก รัสเซียไม่เคย hack facebook

แต่สิ่งที่พวกเขาทำคือการใช้เครื่องมือที่ Facebook สร้างขึ้นสำหรับผู้ลงโฆษณาที่ถูกกฏหมาย และผู้ใช้งานที่ถูกกฏหมายทุกอย่าง และพวกเขาก็ประยุกต์มันเพื่อจุดมุ่งหมายในด้านการเมืองนั่นเอง และมันทำให้ประเทศหนึ่งสามารถชักจูงประเทศหนึ่งได้โดยแทบจะไม่ต้องรุกรานพรมแดนกันเหมือนในอดีตอีกต่อไป

แม้ต้องบอกว่าโลกเราผ่านการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ มานับไม่ถ้วน สื่อต่าง ๆ ที่เปลี่ยนไป ตั้งแต่ วิทยุ โทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ การเข้ามาถึงของอินเทอร์เน็ต รวมถึงโลกของ Social Media

ซึ่งก็มักจะมีคำพูดว่า มนุษย์เราจะสามารถที่จะปรับตัวเข้ากับมันได้ในท้ายที่สุด และจะเรียนรู้วิธีใช้ชีวิตกับเทคโนโลยีเหล่านี้ได้ในท้ายที่สุด เหมือนที่เราได้เคยเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตกับอย่างอื่นที่เคยผ่านมาในแต่ละยุคสมัย

แต่สิ่งที่เราไม่ได้คาดคิดถึงก็คือ เมื่อก่อนเทคโนโลยีบางอย่างมันไม่ได้ล้ำหน้าเหมือนในทุกวันนี้ ต้องบอกว่าเรื่องอันตรายที่สุด ก็คือความจริงที่ว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้นั้นมันได้ถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าไปกว่าเมื่อก่อนเป็นอย่างมาก

และสิ่งที่สำคัญที่สุดของเทคโนโลยีในยุคนี้นั่นก็คือ ความสามารถในการประมวลผล ซึ่ง ถ้าเทียบกับยุคแรกของการเกิดขึ้นของคอมพิวเตอร์นั้น ต้องบอกว่าตอนนี้ ความสามารถของมันได้เพิ่มขึ้นเป็น ล้านล้านเท่า ซึ่งไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ที่มนุษย์เราสามารถพัฒนาได้ใกล้เคียงกับระดับดังกล่าว

ตัวอย่างเช่น รถในยุคแรก ๆ กับรถยนต์ในยุคนี้ ความเร็วก็สามารถทำเพิ่มขึ้นได้เพียงแค่ 2 เท่า และอีกสิ่งนึงที่สำคัญเลยก็คือ มนุษย์เรา จิตใจของเรา สมองของเรานั้น ไม่ได้พัฒนาไปสักนิดเลย ซึ่งไม่มีทางเปลี่ยนแปลงได้แบบสุดขั้วอย่างที่เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนแปลงไป

และปัจจัยอีกอย่างหนึ่งนั่นก็คือการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดในเทคโนโลยีด้าน AI ซึ่งสิ่งที่เรามองไม่เห็นนั่นก็คือ โลกทุกวันนี้มันได้ถูกขับเคลื่อนด้วยพลังของ AI ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Google หรือ Facebook มี Super computer คอยขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลังด้วยพลังการประมวลผล AI ที่จะสั่งให้โปรแกรมต่าง ๆ และผลิตภัณฑ์หลาย ๆ ตัวของพวกเขานั้นทำงานด้วยเครื่องจักรเหล่านี้

แน่นอนว่าเป้าหมายหลักของบริษัทเทคโนโลยีนั่นก็คือการสร้างผลกำไร ซึ่งเมื่อทำการป้อนเป้าหมายให้คอมพิวเตอร์ว่าต้องการผลลัพธ์ดังกล่าว คอมพิวเตอร์ก็จะเรียนรู้วิธีการที่จะทำแบบนั้น ซึ่งนั่นก็คือรูปแบบของเทคโนโลยีอย่าง Machine Learning นั่นเอง

ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ เมื่อปล่อยให้คอมพิวเตอร์มันเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยี AI ที่มีความซับซ้อนสูงขึ้น นั่นทำให้น้อยคนนัก แม้กระทั่งวิศวกรระดับอัจฉริยะของบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้เองก็ตามที่จะเข้าใจได้ว่า คอมพิวเตอร์เหล่านี้มันกำลังจะทำอะไร

ซึ่งเทคโนโลยีด้าน AI เหล่านี้ มีความคิดเป็นของตนเอง ถึงแม้ว่าจะมีมนุษย์เป็นผู้เขียน Code ให้กับมันก็ตามที ดังนั้นมันคือจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ตอนนี้เราอาจจะอยู่ในโลกที่ มนุษย์เราเองนั้น ไม่สามารถที่จะไปควบคุมระบบเหล่านี้ได้อีกต่อไปแล้ว เพราะเป็นฝ่าย AI ต่างหากที่ควบคุมข้อมูลของพวกเราอยู่

แล้วคำถามที่ว่า AI จะมาทำงานแทนเรา และจะฉลาดกว่ามนุษย์ได้เมื่อไหร่? แต่ก่อนจะถึงจุดนั้น ต้องบอกว่าในตอนนี้เทคโนโลยีได้ก้าวข้ามและพิชิตจุดอ่อนของมนุษย์ไปได้แล้ว

ไม่ว่าจะเป็นการทำให้มนุษย์เราเสพติดกับโลก Social Media ต่าง ๆ การแบ่งขั้วทางการเมืองที่ดูเหมือนจะรุนแรงมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ การสร้างแนวคิดสุดโต่ง การสร้างความรุนแรง และทั้งหมดนั้นคือ ธรรมชาติที่มนุษย์เราไม่อาจจะต้านทานมันได้อีกต่อไป และนั่นคือการที่มนุษย์เราได้ถูกรุกฆาตด้วยเทคโนโลยีไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่นเองครับผม

สิ่งที่อยากฝากส่งท้าย

แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านี้นั้น ถือเป็นเรื่องน่าสนใจอย่างยิ่งที่ถ่ายทอดผ่านสารคดีที่สร้างโดยบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เช่นเดียวกันอย่าง Netflix

ซึ่งจากที่เราได้รับรู้จากสารคดีชุดนี้ นั่นก็คือในยุคปัจจุบันนั้นเป็นสงครามที่บริษัทเทคยักษ์ใหญ่ กำลังพยายามแย่งความสนใจจากเราให้ไปอยู่ในแพล็ตฟอร์มของเขามากที่สุด ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งนี้ Netflix ก็เป็นคนทำเช่นเดียวกันกับแพล็ตฟอร์มของพวกเขา

เพราะฉะนั้น เราก็ต้องมาพินิจพิเคราะห์สิ่งที่ สารคดี นี้ถ่ายทอดออกมาให้ถี่ถ้วน เพราะโลกของ เทคโนโลยีหรือ Social Media ต่าง ๆที่เกิดขึ้นนั้น มันไม่ได้มีแต่สิ่งเลวร้ายเพียงด้านเดียว แต่มันมีสิ่งที่ทำให้โลกเราก้าวหน้าและพัฒนาขึ้นไปอย่างมาก

ในยุคปฏิวัติข้อมูลข่าวสารอย่างที่เราได้เห็นกันในทุกวันนี้ ทุกคนทั่วโลกเชื่อมต่อกัน และความรู้ต่าง ๆ ได้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วแบบที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน

เพราะฉะนั้น เราก็ไม่อาจมองข้ามจุดประสงค์ที่ชัดเจนของแพล็ตฟอร์ม Netflix เองด้วยว่า กำลังต้องการ discredit โลกเทคโนโลยีจากบริษัทอื่น ๆ หรือเปล่า เพราะแทบจะไม่มีเรื่องราวที่เกี่ยวกับบริษัทตัวเองเลย ทั้ง ๆ ที่ Netflix เองก็ใช้เทคโนโลยีเบื้องหลังแทบจะไม่ต่างจากบริษัทเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ได้กล่าวถึงในสารคดีชุดนี้ในการทำให้เราเสพติด Netflix เหมือนยาเสพติดเช่นเดียวกัน

ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าคิดต่อไปนะครับว่า พวกเราอาจจะเป็นเหยื่อของสงครามที่เหล่าบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้กำลังแย่งชิงความสนใจจากเราอยู่ผ่านสารคดีชุดนี้อยู่หรือเปล่านั่นเองครับผม

References : The Social Dilemma (Netflix)

AI Betting กับวิธีที่เจ้ามือรับพนันออนไลน์ใช้เพื่อให้นักพนันติดมันเหมือนยาเสพติด

อุตสาหกรรมการพนันใช้ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI มากขึ้นในการทำนายนิสัยของผู้เล่น และปรับแต่งโปรโมชั่นเพื่อให้นักพนันติดมันเหมือนยาเสพติด และไม่มีทางที่จะเอาชนะเว๊บพนันออนไลน์ในท้ายที่สุดได้

พนักงานในอุตสาหกรรมการพนันในปัจจุบันและในอดีตได้อธิบายว่าพฤติกรรมการเดิมพันของผู้คนได้รับการกลั่นกรองและสร้างแบบจำลองเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในอนาคตของพวกเขาอย่างไร

“ อุตสาหกรรมนี้ใช้ AI เพื่อสร้างโปรไฟล์ลูกค้าและทำนายพฤติกรรมของพวกเขาในรูปแบบใหม่ที่น่ากลัว” Asif นักการตลาดดิจิทัลที่เคยทำงานให้กับ บริษัท การพนันกล่าว “ ทุกคลิกจะถูกกลั่นกรองเพื่อเพิ่มผลกำไรไม่ใช่เพื่อเพิ่มประสบการณ์ของผู้ใช้”

“ เรามักจะได้ยินผู้คนสงสัยว่าพวกเขากำหนดเป้าหมายได้แม่นยำขนาดนี้ได้อย่างไรและไม่น่าแปลกใจเพราะทั้งหมดนี้ซ่อนอยู่ในพลังของ Data และเทคโนโลยี AI”

ในที่สาธารณะผู้บริหารการพนันอวดอ้างโฆษณาที่มีความซับซ้อนมากขึ้นซึ่งทำให้ผู้คนเดิมพันในขณะที่บางคนยอมรับว่ามีความอ่อนไหวต่อการติดการพนันมากขึ้นเมื่อถูกโจมตีด้วยโฆษณาและสิ่งจูงใจประเภทนี้

ทุกการคลิกการดูหน้าเว็บและธุรกรรมของนักพนันจะได้รับการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์เพื่อให้โฆษณามีแนวโน้มที่จะทำงานได้มากขึ้นในทางสถิติ ซึ่งสามารถโปรโมตผ่านทาง Google, Facebook และแพลตฟอร์มอื่น ๆ

“ พวกเขาจะรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับนักพนัน” Nick ที่ปรึกษาในอุตสาหกรรมการพนันกล่าว

ผู้ใช้ยินยอมโดยไม่เจตนาให้ใช้ข้อมูลของตนในรูปแบบที่พวกเขาไม่ทราบเนื่องจากข้อกำหนดและเงื่อนไขที่มีความยาวทำให้สามารถใช้ข้อมูลของตนได้อย่างถูกกฎหมายในลักษณะนี้

“ เมื่อมีคนลงชื่อเข้าใช้แพลตฟอร์มการพนันแล้วจะสามารถทำอะไรก็ได้ที่ต้องการกับพวกเขา” Brian นักการตลาดดิจิทัลสำหรับอุตสาหกรรมการพนันกล่าว “ มันเหมือนกับวิทยาศาสตร์ไม่ใช่แค่ข้อความโฆษณาแบบสุ่ม แต่ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลส่วนบุคคลและโปรไฟล์ลูกค้าที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลนั้นสร้างขึ้นจากพฤติกรรมของนักพนัน”

มีการเปิดเผยว่าอุตสาหกรรมการพนันใช้ บริษัท บุคคลที่สามในการเก็บเกี่ยวข้อมูลของผู้คนช่วยให้เจ้ามือรับแทงและคาสิโนออนไลน์กำหนดเป้าหมายไปที่ผู้คนที่มีรายได้น้อยและผู้ที่เลิกเล่นการพนัน

“ คุณสามารถซื้อรายชื่ออีเมลที่มีอีเมลและหมายเลขโทรศัพท์ของผู้คนมากกว่า 100,000 คนจากคลังข้อมูลที่ขายข้อมูลเป็นประจำเพื่อช่วยในการส่งเสริมการขายการพนันออนไลน์” Brian กล่าว “ พวกเขาบอกว่าทุกคนเลือกใช้ แต่ผู้คนไม่ได้เลือกใช้เลย”

ด้วยวิธีนี้ บริษัท การพนันและผู้โฆษณาจะสร้างโปรไฟล์ลูกค้าโดยละเอียดรวมถึงข้อมูลจำนวนมากเกี่ยวกับความสนใจ รายได้ รายละเอียดส่วนตัว และประวัติเรื่องเครดิตทางการเงิน

อุตสาหกรรมนี้มุ่งหวังที่จะให้ผู้คนเสพติดสิ่งที่จะก่อให้เกิดอันตรายอย่างใหญ่หลวงไม่ใช่เฉพาะกับสังคม แต่ต่อตัวบุคคลและครอบครัวของพวกเขา พวกมันเปรียบเหมือนเป็นปลิง ปรสิต คงจะไม่กล่าวเกินไปนัก

เมื่อเทคโนโลยีแซงหน้ากฎหมาย

ข้อมูลการหลุดอื้อฉาวของ Facebook เป็นไฮไลต์ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการถ่ายโอนข้อมูลของผู้คนต่อบุคคลที่สาม แต่ยังคงมีการควบคุมน้อย หรือไม่มีความโปร่งใส ซึ่งเมื่อมันมาถึงการเก็บรวบรวมข้อมูลและการใช้งานของผู้ใช้

“การออกกฎหมายเกี่ยวกับข้อมูลเป็นแนวทางที่ล้าหลังเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีที่กำลังก้าวหน้าขึ้นเรื่อย ๆ ” Asif กล่าว “ เราถูกตรวจสอบบ่อยครั้งและมีกฎระเบียบที่เข้มงวดเกี่ยวกับการโฆษณา แต่ก็ไม่เคยมีการกำกับดูแลข้อมูลใด ๆ

“ ไม่มีวิธีป้องกันใดที่จะหยุดผู้โฆษณาที่วางรายชื่ออีเมลที่มีข้อมูลของผู้คนนับแสนใน USB และนำติดตัวไปด้วยเมื่อพวกเขาทำสัญญาเสร็จสิ้น”

สำนักงานคณะกรรมการข้อมูลชี้ให้เห็นถึงพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลของประเทศอังกฤษอย่าง 1998 และ GDPR ซึ่งทั้งสองกำหนดข้อกำหนดเกี่ยวกับองค์กรเพื่อแจ้งให้บุคคลทราบเกี่ยวกับวิธีการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของตน

“ GDPR เสริมสร้างสิทธิในการรับแจ้งข้อมูลนี้โดยกำหนดให้องค์กรต่างๆ ต้องให้ข้อมูลเพิ่มเติมแก่ผู้ใช้งาน รวมถึงข้อมูลพื้นฐานที่ชอบด้วยกฎหมายสำหรับการประมวล รวมถึงผลระยะเวลาที่ข้อมูลจะถูกจัดเก็บและรายละเอียดของบุคคลที่สามที่จะได้รับข้อมูล” โฆษก ICO กล่าว.

ขณะที่เทคโนโลยีในตอนนี้มีแผนที่จะระบุตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของลูกค้าเพื่อระบุเวลาที่พวกเขามาถึงสนามกีฬาเพื่อที่พวกเขาจะได้รับแจ้งผ่านข้อความเพื่อเดิมพันเกมที่พวกเขากำลังจะดูได้แบบทันที

อุตสาหกรรมการพนันในประเทศอังกฤษมีรายได้ 14 พันล้านปอนด์ในปี 2016 ซึ่งเป็นเงิน 4.5 พันล้านปอนด์จากการเดิมพันออนไลน์ และมันกำลังสูบเงินบางส่วนไปสู่การทำให้ผลิตภัณฑ์มีความซับซ้อนมากขึ้นและมีผลทำให้ผู้คนเสพติดกับมันมากขึ้น

“ ไม่แปลกใจเลยที่ บริษัท เหล่านี้ลงทุนมากพอ ๆ กับที่พวกเขาใช้อัลกอริธึมประเภทนี้เพื่อตรวจจับคนที่อาจเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาการพนันเพราะเทคโนโลยีเดียวกันทำให้พวกเขาทำการตลาดกับผู้คนได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก” Nick กล่าว .

“แม้มันไม่ใช่การเคลื่อนไหวที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยในส่วนของผู้ประกอบการ แต่ก็มีผลประโยชน์ทางการค้ามหาศาลจากการลงทุนประเภทนี้”

โดยโฆษกของแคมเปญเพื่อการพนันที่เป็นธรรมกล่าวว่า “ข้อมูลขนาดใหญ่กำลังถูกใช้ประโยชน์จากอุตสาหกรรมการพนันอย่างมากเพื่อกำหนดเป้าหมายผู้บริโภคที่เปราะบาง ดังนั้นความไว้วางใจของคณะกรรมการการพนันในผู้ประกอบการ ในการใช้ข้อมูลของลูกค้าเพื่อจุดประสงค์ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมจึงเป็นสิ่งที่ไร้เดียงสาที่สุด”

Mark Etches หัวหน้าผู้บริหารของ GambleAware องค์กรการกุศลที่เกี่ยวข้องกับการพนันกล่าวว่า “การโฆษณาการพนันสามารถทำได้ทุกที่ตั้งแต่หน้าจอทีวีไปจนถึงโซเชียลมีเดียไปจนถึงแอปโทรศัพท์มือถือและอาจเป็นเรื่องยากสำหรับผู้ที่เสี่ยงต่อการเกิดปัญหาการพนัน เพื่อหลีกหนีข้อความโฆษณาเหล่านี้ที่มีมากเกินไป

จะเห็นได้ว่า จากบทความที่กล่าวมานั้น เป็นส่วนของการโฆษณาชวนเชื่อ ที่พลังของเทคโนโลยีอย่าง Big Data และ AI ที่อยู่เบื้องหลังคอยขับเคลื่อน เพื่อทำการโฆษณาไปยังกลุ่มเป้าหมาย อย่างที่เราได้เห็นกัน แม้กระทั่งในประเทศไทยเองก็ตามที

และเมื่อเหล่านักพนักที่หลงเข้าไปในโลกของการพนัน โดยเฉพาะยิ่งการพนันออนไลน์ บริษัทพนันเหล่านี้ก็จะใช้ประโยชน์ต่าง ๆ ของข้อมูล ทุกย่างก้าวของเหล่านักพนัน ที่ทำให้พวกเขาเสพติดมัน แทบไม่ต่างอะไรกับยาเสพติด ที่ยังไงเหล่าบริษัทพนันเหล่านี้ก็จะเป็นฝ่ายเอาชนะได้ในท้ายที่สุดนั่นเองครับผม

References : https://www.cardpay.com/blog/gaming-smarter:-how-big-data-and-ai-can-boost-your-online-betting-business
https://www.aibet.eu/
https://www.theguardian.com/technology/2018/apr/30/bookies-using-ai-to-keep-gamblers-hooked-insiders-say