Xenobots กับหุ่นยนต์มีชีวิตตัวแรกที่มาจากเซลล์ต้นกำเนิดของกบ

ทีมนักวิจัยได้สร้างสิ่งที่พวกเขาอ้างว่าเป็นหุ่นยนต์ตัวแรกที่มีชีวิต พวกเขาได้กล่าวว่า “ xenobots” สามารถเคลื่อนที่เพื่อย้ายหรือหยิบวัตถุและมีความสามารถในการรักษาตัวเองหลังจากถูกที่มันถูกตัดออกได้

ทีมงานหวังว่าหุ่นยนต์ชีวภาพเหล่านี้ ในวันหนึ่งอาจถูกนำมาใช้ในการทำความสะอาด microplastics ในมหาสมุทร หรือ แม้กระทั่งการตรวจสอบยาเสพติดภายในร่างกายมนุษย์,  theguardian.com รายงาน

ในการสร้างหุ่นยนต์ทีมนักวิจัย ใช้เซลล์จากตัวอ่อนกบมาประกอบเข้าด้วยกันให้กลายเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดจิ๋ว

“เรื่องเหล่านี้ดูเหมือนเป็นเรื่องในนวนิยายวิทยาศาสตร์” นักวิจัยร่วม Joshua Bongard ผู้เชี่ยวชาญด้านหุ่นยนต์ที่มหาวิทยาลัยเวอร์มอนต์กล่าวในการแถลง “พวกมันไม่ใช่หุ่นยนต์แบบดั้งเดิม หรือเป็นสัตว์ที่เรารู้จัก มันเป็นความก้าวหน้าครั้งใหม่ของสิ่งประดิษฐ์: สิ่งมีชีวิตที่สามารถตั้งโปรแกรมได้”

Xenobots ที่เป็นทั้งหุ่นยนต์ และ สัตว์
Xenobots ที่เป็นทั้งหุ่นยนต์ และ สัตว์

หุ่นยนต์ที่มีความยาวเพียงไม่กี่มิลลิเมตรนั้น ได้รับการออกแบบโดยซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ที่ใช้ “ evolutionary algorithm ” ในการออกแบบชิ้นส่วน 3D หลายพันชิ้น เพื่อสร้างรูปแบบพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต จากนั้นนักวิทยาศาสตร์ได้ทำการออกแบบให้มันสามารถเคลื่อนที่ไปข้างหน้าหรือทำภารกิจพื้นฐานบางอย่างได้

ซึ่งหุ่นยนต์ตัวจิ๋วเหล่านี้มีพลังในการสร้างเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจที่สามารถขยายและหดตัวได้เอง

และพวกมันก็ถือว่าเป็นสัตว์ตัวเล็ก ๆ อย่างหนึ่ง ในการทดสอบที่ระบุไว้ในบทความที่ตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings ของ National Academy of Sciences ในตอนนี้ หุ่นยนต์จิ๋วบางตัว สามารถที่จะดันเม็ดเล็ก ๆ ให้ไปอยู่ในตำแหน่งตรงกลางของจาน ในขณะที่หุ่นยนต์ตัวอื่น ๆ กำลังถือวัตถุอยู่รอบ ๆ

หุ่นยนต์ชีวภาพมีข้อได้เปรียบหุ่นยนต์แบบดั้งเดิมที่เป็นโลหะจริง ๆ ที่มีขนาดใหญ่อย่างที่เราเห็นได้ทั่วไป เพราะพวกมันไม่ทิ้งร่องรอยไว้หลังปฏิบัติภารกิจ

“เนื่องจากหุ่นยนต์ตัวจิ๋วเหล่านี้สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพอย่างสมบูรณ์” Bongard กล่าวในแถลงการณ์ “ ในอนาคตเมื่อพวกมันปฏิบัติภารกิจสำเร็จ ภายในเจ็ดวันพวกมันก็จะกลายเป็นแค่เซลล์ที่ตายแล้วผ่านการย่อยสลายที่สมบูรณ์”

“หุ่นยนต์เหล่านี้มีขนาดเล็กมาก แต่แผนต่อไปก็คือการทำให้พวกมันมีขนาดใหญ่ขึ้น” นักวิจัยร่วม Michael Levin ผู้อำนวยการ Allen Discovery Center ของ Tufts University บอกกับ theguardian.com พวกมันอาจถูกสร้างขึ้นพร้อมกับเซลล์อื่น ๆ รวมถึงหลอดเลือดหรือเซลล์ประสาทเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรับรู้ ในอนาคต

ความคิดเห็นเพิ่มเติมจากผู้เขียน

ต้องบอกว่าเป็นความก้าวหน้าที่น่าสนใจในวงการหุ่นยนต์เลยทีเดียวสำหรับ แนวคิดหุ่นยนต์ชีวภาพที่กำเนิดจาก เซลล์ต้นกำเนิดสิ่งมีชีวิตอย่างกบ

แน่นอนว่าเราได้เห็นเรื่องราวเหล่านี้ในหนัง Hollywood มามากมาย ในเรื่องของหุ่นยนต์ชีวภาพ แต่ตอนนี้ สิ่งที่เราเห็นในหนัง มันอาจจะเกิดขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริง แม้ตอนนี้จะดูเหมือนเป็นจุดเริ่มต้นเท่านั้น แต่ก็เราก็ได้เห็นถึงความเป็นไปได้ว่ามันอาจจะเกิดขึ้นจริง

ซึงแน่นอนว่า ในอนาคต ก็มีโอกาสเป็นไปได้สูงที่จะเห็น สิ่งมีชีวิตที่ครึ่งหนึ่งเป็นมนุษย์อีกครึ่งหนึ่งเป็นเครื่องจักรกล เหมือนที่เราเห็นในหนังดังจาก Hollywood เหมือนที่หลาย ๆ สิ่ง หลาย ๆ อย่างมันเกิดขึ้นแล้วทั้งที่ในอดีต เราไม่เคยคิดว่ามันจะเกิดขึ้นได้นั่นเองครับ

References : https://www.theguardian.com/science/2020/jan/13/scientists-use-stem-cells-from-frogs-to-build-first-living-robots https://www.advancedsciencenews.com/team-builds-first-living-robots/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

IBM ‘s cobalt-free กับแบตเตอรี่ชนิดใหม่ที่ใช้วัสดุสกัดจากน้ำทะเล

แน่นอนว่ายานพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้ากำลังจะมีบทบาทสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ทำร้ายโลกของเรามาอย่างยาวนาน แต่มันก็ยังไม่ถือว่าเป็นทางออกที่สมบูรณ์แบบนัก โดยในปัจจุบัน พาหนะ EVs ส่วนใหญ่ทำงานบนแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่ทำด้วยโลหะหนัก เช่น โคบอลต์ ซึ่งก็เป็นผลเสียต่อโลกเราอยู่ดี

แต่ตอนนี้ IBM Research Battery Lab อาจกำลังมีวิธีแก้ไขครั้งใหม่: ด้วยแบตเตอรี่ใหม่ที่สร้างขึ้นโดยไม่มีโลหะหนัก ซึ่งทำขึ้นมาแทนด้วยวัสดุที่สามารถสกัดได้จากน้ำทะเล

ตามการออกแบบครั้งใหม่ของ IBM ซึ่งพวกเขากล่าวว่า สามารถใช้งานได้ดีกว่าแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแบบปัจจุบันในราคาต้นทุนเพียงแค่ 80% ของแบตเตอรี่เดิม ๆ และสามารถทำเวลาในการชาร์จน้อยกว่าห้านาที รวมถึงเรื่องของประสิทธิภาพการใช้พลังงาน  แบตเตอรี่ยังติดไฟได้น้อยและสามารถใช้ในเครื่องบิน, รถยนต์ไฟฟ้าและรถบรรทุกได้อีกด้วย

ภาพจาก IBM Research
ภาพจาก IBM Research

แบตเตอรี่ใช้วัสดุใหม่สามชนิดรวมถึงวัสดุแคโทดที่ไม่มีโคบอลต์ , นิกเกิลและอิเล็กโทรไลต์ ซึ่งรูปแบบการผสมผสานที่ไม่เหมือนใครนี้สามารถยับยั้งปฏิกิริยา dendrites ในโลหะลิเธียมระหว่างการชาร์จซึ่งช่วยลดโอกาสที่แบตเตอรี่จะติดไฟขึ้นได้นั่นเองแ

และเพื่อที่จะนำแบตเตอรี่ใหม่นี้ไปใช้ IBM ได้ร่วมมือกับบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำอย่าง เมอร์เซเดส – เบนซ์ ร่วมด้วย ผู้ผลิตแบตเตอรี่อิเลคโทรไลต์อย่างบริษัท Central Glass และ บริษัท Sidus ในขณะที่ทีมวิจัยจาก IBM Research จะมีการใช้ AI เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของแบตเตอรี่และค้นหาวัสดุที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นและปลอดภัยยิ่งขึ้นในอนาคต

ความเห็นเพิ่มเติมจากผู้เขียน

ถือเป็นหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจสำหรับเรื่องของแบตเตอรี่ EV ที่เหล่ายานพาหนะในอนาคตต้องใช้ ซึ่งแน่นอนว่า แม้ตัวรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้าด้วยเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างที่เราเห็นในปัจจุบันนั้นจะใช้พลังงานสะอาดจากไฟฟ้าก็ตาม

แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องเจอปัญหาในเรื่องของแบตเตอรี่ ที่ดูเหมือนยังเป็นสิ่งที่ยากในการทำให้เป็นผลดีต่อโลกเรา 100% แต่แนวคิดใหม่ของ IBM ที่มาวิจัยด้านนี้ ก็ถือเป็นสิ่งที่น่าสนใจ และถือเป็นอีกหนึ่งในตลาดที่ใหญ่มาก ๆ ในอนาคต หากสามารถที่จะเปลี่ยนแบตเตอรี่ให้เป็นวัสดุใหม่อย่างที่ IBM กำลังทำการวิจัยอยู่ได้

ซึ่งแทนที่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง IBM จะ โฟกัสไปที่การวิจัยในเรื่องพาหนะแบบขับเคลื่อนแบบอัตโนมัติ เหมือน google , tesla หรือบริษัทเทคโนโลยีอื่น ๆ ทำ กลับเลือกหาโอกาสใหม่ ๆ จากเรื่องของแบตเตอรี่แทน ซึ่ง หากพวกเขาทำได้สำเร็จจริงก็สามารถสร้างมูลค่าให้กับบริษัทได้อย่างมหาศาลในอนาคตอย่างแน่นอน

และในท้ายที่สุด IBM ก็จะทำให้เทคโนโลยีทั้งหมดของยานพาหนะ EV ในอนาคตนั้นสามารถขับเคลื่อนได้ด้วยพลังสะอาดแบบ 100% ได้นั่นเองครับ

References : https://www.engadget.com/2019/12/18/ibm-research-ev-battery-cobalt-free/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Skyryse กับก้าวสำคัญในการพัฒนาเฮลิคอปเตอร์แบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ

มี บริษัท หลายแห่งกำลังสร้างเครื่องบินที่สามารถขึ้น – ลงในแนวดิ่งแบบอิสระ (VTOL) เช่นเดียวกับแท็กซี่ทางอากาศของ Uber ณ วันนี้ บริษัท Skyryse กำลังแนะนำเทคโนโลยีบางอย่างที่อาจช่วยให้สามารถเข้าถึงได้มากขึ้นและมันก็แสดงให้เห็นการเป็นเที่ยวบินแบบขับเคลื่อนอัตโนมัติแห่งแรกของโลกของเฮลิคอปเตอร์พาณิชย์ที่ได้รับการรับรองจาก FAA

สิ่งที่ทำให้ Skyryse แตกต่างจากโครงการ VTOLอื่น ๆ คือเทคโนโลยีของ บริษัท นั้นถูกเพิ่มเข้ากับเครื่องบินที่มีอยู่เดิมแทนที่จะสร้างสิ่งใหม่ทั้งหมด การเพิ่มส่วนของการขับเคลื่อนแบบอัตโนมัติ ในการทดสอบ Skyryse ดำเนินการในรูปแบบของการกำหนดเอง “Flight Stack” ซึ่งประกอบด้วยชุดเครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อทำงานกับเฮลิคอปเตอร์ Robinson R-44

Skyryse Flight Stack มีการควบคุมการบินที่อนุญาตให้มีทั้งการบินแบบอิสระหรือแบบอัตโนมัติเฉพาะบางส่วนของการเดินทาง  โดยสิ่งที่พวกเขาทำจะถูกรวมเข้ากับโฮสต์ของเซ็นเซอร์ที่คอยบังคับและทำให้เฮลิคอปเตอร์มีเสถียรภาพพร้อมกับข้อมูลการบินอื่น ๆ มีเลเยอร์ความปลอดภัยเพิ่มเติมที่ตรวจสอบการเคลื่อนไหวของเครื่องบินเป็นพิเศษเพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งที่อาจทำให้เกินขีดจำกัดด้านความปลอดภัยนั่นเอง

Flight Stack ยังมีแผ่นเซ็นเซอร์บนพื้นที่ทาง Skyryse เรียกมันว่า “smart helipads” สิ่งเหล่านี้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมแก่ยานพาหนะเช่น ลม และสภาพอากาศรวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุบินต่ำเช่นนกหรือโดรนในพื้นที่ใกล้เคียง 

โดยระบบทั้งหมดเหล่านี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อรวมเข้ากับเครือข่ายของ FAA ที่มีอยู่และสื่อสารข้อมูลกับระบบควบคุมการจราจรสำหรับการตรวจสอบเส้นทางการบิน ระดับความสูง และข้อมูลที่สำคัญอื่น ๆ ที่คล้ายกันนั่นเอง

แม้จะมีการทดสอบว่า Skyryse สามารถทำงานได้จริง แต่ บริษัท ก็ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติมว่าเมื่อใดระบบของมันจะถูกใช้อย่างกว้างขวางมากขึ้น แต่ถ้าเทคโนโลยีของ บริษัท ได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมจากผู้ผลิตเฮลิคอปเตอร์มันอาจเป็นวิธีที่มีความคล่องตัวมากขึ้นในการเพิ่มคุณสมบัติการขับเคลื่อนแบบอัติโนมัติให้กับฝูงบินแทนที่จะออกแบบและสร้างยานพาหนะใหม่ทั้งหมดนั่นเอง

ความคิดเห็นเพิ่มเติมจากผู้เขียน

แม้ในตอนนี้เรายังไม่อาจจะยอมรับได้ 100% ที่จะให้ยานพาหนะโดยเฉพาะอย่างเครื่องบินที่ใช้การขับเคลื่อนแบบอัตโนมัติแบบ 100% เพื่อขนส่งมนุษย์เราไปในที่ต่าง ๆ

แต่ก็เหมือนกับที่ เราจะยอมรับได้มั๊ยว่า รถแบบขับเคลื่อนอัตโนมัตินั้น จะเป็นรถปรกติที่วิ่งบนถนนเดียวกับเรา ซึ่ง ยังไงอัตรการเกิดอุบติเหตุจาก AI เหล่านี้ ก็น่าจะน้อยกว่ามนุษย์อยู่แล้ว เพราะความแม่นยำที่สามารถตรวจสอบได้ และขีดจำกัดหลาย ๆ อย่างของมนุษย์นั้น จะไม่สามารถทำงานได้เทียบเท่า AI อีกต่อไป

ซึ่งผมมองว่าสุดท้ายเทคโนโลยีเหล่านี้ ก็จะนำพาเราไปในจุดที่เรายอมรับได้ เพราะความผิดพลาดของ AI นั้น หากนำมาเปรียบเทียบกับมนุษย์จริง ยังไงพวกเขาก็เป็นฝ่ายชนะอยู่แล้ว อยู่ที่เราจะยอมรับมันได้แค่ไหนเท่านั้นเองครับ

References : https://www.engadget.com/2019/12/17/skyryse-autonomous-self-flying-helicopter/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Spray-on solar cells กับเทคโนโลยีใหม่ของโซลาเซลล์แบบพ่นด้วยพลัง AI

ทีมนักวิจัยที่มหาวิทยาลัย Central Florida กล่าวว่างานวิจัยใหม่ของ AI เกี่ยวกับของเหลวพิเศษที่เรียกว่า “perovskite” ซึ่งในสักวันหนึ่งอาจจะนำมาใช้เพื่อสร้างโซลาเซลล์แบบพ่นได้

งานวิจัยใหม่ที่เรียกว่า “เซลล์แสงอาทิตย์ perovskite” (PSCs) สามารถเปลี่ยนแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานได้เหมือนกับแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่ใช้ซิลิคอนในเทคโนโลยีแบบเดิม นักวิทยาศาสตร์เกิดความคิดนี้ขึ้นเมื่อทศวรรษที่แล้ว จนถึงตอนนี้พวกเขาได้พยายามคิดค้นสูตรที่ประหยัดต้นทุนและประหยัดพลังงานให้มากที่สุด

ด้วยการป้อนข้อมูลหลายร้อยจุดจากอัลกอรึทึมที่ได้รับการตรวจสอบเกี่ยวกับ perovskite ระบบจะสามารถทำนายได้ว่าสูตรใดจะทำงานได้ดีที่สุด

โดยทีมหวังว่าเทคโนโลยี Machine Learning ของพวกเขาจะช่วยให้วัสดุแห่งอนาคตมีความยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพตามที่ต้องการโดยไม่ต้องใช้เงินทุนมากนักเหมือนในปัจจุบัน งานวิจัยของพวกเขานั้นมีรายละเอียดในเอกสารที่ตีพิมพ์ในวารสาร Advanced Energy Materials เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

“ผลการทดสอบของเราแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยี Machine Learning สามารถใช้สำหรับงานวัสดุ perovskite และใช้พื้นฐานทางด้านฟิสิกส์ที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนา PSCs ที่มีประสิทธิภาพสูงได้นั่นเอง” Jayan Thomas หัวหน้านักวิจัยกล่าวในแถลงการณ์

ความคิดเห็นเพิ่มเติมจากผู้เขียน

แน่นอนว่าเทคโนโลยีทางด้านโซลาเซลล์ในปัจจุบันนั้น กำลังก้าวหน้าไปอย่างมาก และนี่ก็ถือเป็นอีกหนึ่งงานวิจัยที่น่าสนใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีในด้านนี้

ซึ่งในอนาคตหากสามารถที่จะนำมาใช้จริง ก็สามารถที่จะลดต้นทุนในการติดตั้งแผงโซลาเซลล์ เพื่อใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ได้ เนื่องจากในปัจจุบันนั้นจะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีดังกล่าวนั้น ต้องใช้การลงทุนค่อนข้างสูง และใช้ระยะเวลายาวนานกว่าจะคืนทุนได้สำเร็จ

และแน่นอนหากพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวให้ราคาถูกได้ ก็จะทำให้คนทั่วไปนั้นหันมาสนใจในการใช้พลังงานสะอาดจากแสงอาทิตย์มากขึ้น ซึ่งสุดได้ก็จะเป็นผลดีกับโลกเราในอนาคตนั่นเองครับ

References : https://phys.org/news/2019-12-artificial-intelligence-scientists-spray-on-solar.html

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Cyborg Warriors กับอนาคตหุ่นยนต์ทหารของกองทัพสหรัฐ

ทหารสหรัฐฯมีแผนที่จะเปลี่ยนทหารให้กลายเป็นนักรบหุ่นยนต์ไฮเทคด้วยการทำให้พวกเขาแข็งแกร่งขึ้นเพิ่มส่วนของความรู้สึกเข้าไปในหุ่นยนต์ดังกล่าว และเชื่อมสมองของพวกเขาเข้ากับคอมพิวเตอร์ เพื่อสร้างกองทัพยุคใหม่ที่แข็งแกร่ง

เพนตากอนได้กล่าวว่า cyborgs หุ่นยนต์เหล่านี้จะพร้อมที่จะลุยในสนามรบจริงภายในปี 2050 กระทรวงกลาโหมเพิ่งทำการปกปิดรายงานใหม่เมื่อเดือนตุลาคมที่มีการระบุรายละเอียดแผนการ “ มนุษย์ / เครื่องจักรฟิวชั่น”

ซึ่งในบทสรุปของรายงานระบุการอัปเกรดที่สำคัญสี่ประการซึ่งหวังว่าจะพัฒนาในอีกสามทศวรรษข้างหน้า ซึ่งรวมถึงการเพิ่มความสามารถเรื่องการมองเห็นและการได้ยินของทหารและต้องการทำให้ทหารแข็งแกร่งขึ้นด้วยการสวมใส่อุปกรณ์รูปแบบใหม่ที่สามารถเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ได้

จากรายงานดังกล่าวใน 3 หมวดแรกนั้น จะเป็นการแสดงศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานที่เพิ่มขึ้นนอกเหนือจากความสามารถพื้นฐานปกติของทหารที่มีอยู่เดิม”

สิ่งที่แวดวงทหารตื่นเต้นจริงๆคือในหมวดที่สี่: “การเพิ่มประสิทธิภาพระบบประสาทโดยตรงของสมองมนุษย์สำหรับการถ่ายโอนข้อมูลผ่านคอมพิวเตอร์” กล่าวอีกนัยหนึ่งคือการเชื่อมโยงจิตใจของทหารกับคอมพิวเตอร์เพื่อให้ผู้นำทหารสามารถถ่ายโอนข้อมูลใหม่ได้ทันที เพื่อให้ทหารสามารถที่จะควบคุมยานพาหนะไร้คนขับ โดยใช้เพียงแค่ความคิดของพวกเขาเท่านั้น

อย่างไรก็ตามปัญหาที่น่าเป็นห่วงคือ : “การเพิ่มทหาร Cyborgs เหล่านี้เข้าไปนั้น จะนำไปสู่ความไม่สมดุล ความไม่เท่าเทียมกัน รวมถึงเรื่องของกรอบกฎหมายในด้านความปลอดภัยและเรื่องของจริยธรรมนั่นเอง”

ความเห็นจากผู้เขียน

เรื่องราวของวงการทหารนั้นไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแต่อย่างใด ที่กำลังนำเอาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่รุดหน้าไปอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องของ Brain Machine Interface หรือการเชื่อมต่อสมองเข้ากับคอมพิวเตอร์ เมื่อนำมาใช้ในวงการทหารนั้นถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

มันจะสร้างความเป็นต่อในเรื่องการรบและเพิ่มศักยภาพของกองทัพได้อย่างแน่นอน หากเกิดสงครามขึ้นมาจริง ๆ จะเห็นได้ว่าในขณะที่ประเทศไทยกำลังถกเถียงกันเรื่องเกณฑ์ทหาร หรือ จัดซื้อาวุธยุคโบราณอยู่นั้น แต่โลกทางการทหารได้ก้าวไปไกลมาก ๆ แล้ว และ หากเราไม่พัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้ด้วยตัวเองบ้างนั้น ก็มีโอกาสที่จะสูญเสียความสามารถในการรบ และแน่นอนว่ามันจะส่งผลต่อความมั่นคงของชาติเราเช่นเดียวกันนั่นเอง

References : https://www.armytimes.com/news/your-army/2019/11/27/cyborg-warriors-could-be-here-by-2050-dod-study-group-says/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol