Social Media กับภัยอันตรายต่ออารยธรรมของมนุษยชาติ

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าอารยธรรมของมนุษยชาตินั้นสามารถอยู่รอดได้จากสงคราม หรือ โรคระบาดครั้งใหญ่ แต่ไม่ใช่กับสื่อสังคมออนไลน์ ?

มันเป็นคำถามที่น่าสนใจ ที่ทำให้เกิดบทความซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences และถูกเขียนโดยทีมนักวิจัยที่มีความหลากหลาย และ มีความโดดเด่นในวิทยาศาสตร์หลาย ๆ แขนง ไม่ว่าจะเป็น ชีววิทยา จิตวิทยา ประสาทวิทยาภูมิอากาศ ไปจนถึงปรัชญา

มันเป็นการแสดงให้เห็นถึงหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่กำลังบ่งชี้ให้เห็นความเข้าใจถึงวิธีการการแพร่กระจายข้อมูลผิด ๆ ทางโลกออนไลน์ โดยเฉพาะในเครือข่าย Social Media

โดย Joe Bak-Coleman นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน หนึ่งในผู้ร่วมเขียนบทความ และเพื่อนร่วมงานของเขาได้ชี้ให้เห็นตัวอย่างหลาย ๆ ด้าน ที่พวกเขากล่าวว่า Social Media ได้เป็นตัวขัดขวางที่สำคัญของข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลด้านสุขภาพ สภาพภูมิอากาศ และหัวข้อซีเรียสต่าง ๆ มากมาย

ซึ่งบทความในงานวิจัยนั้นให้เหตุผลว่า การขาดความเข้าใจของมนุษย์เราเกี่ยวกับผลกระทบเชิงพฤติกรรมโดยรวมของเทคโนโลยีใหม่นั้น เป็นอันตรายต่ออารยธรรมของมนุษย์เราไม่ว่าจะเป็นอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตย หรือ แม้กระทั่งความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์

ตัวอย่างที่น่าสนใจที่ส่งผลกระทบอย่างชัดเจน คือ เรื่องการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 มีการให้ข้อมูลผิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสวมหน้ากากอนามัย หรือ การฉีดวัคซีน ทำให้เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการระบาดในช่วงแรก ๆ ที่ผู้คนในโลกตะวันตกแทบจะไม่เชื่อในเรื่องของหน้ากากอนามัย

หรือการฉีดวัคซีน ก็มีข้อมูลบิดเบือนจำนวนมากอยู่บนโลก Social Media เหล่านี้ ที่ทำให้คนต่างขยาดในเรื่องการฉีดวัคซีน และยังปล่อยให้พวกเขาเหล่านี้เข้าใจแบบผิด ๆ และไม่มีการตรวจสอบข้อมูลใด ๆ อีกด้วย

หรืออีกตัวอย่างหนึ่งที่ Joe Bak-Coleman ได้ยกมากล่าวว่า มีบทความวิจัยหนึ่งที่ทำผลงานทดสอบออกมาได้ไม่ดี แต่ในบทความวิจัยดังกล่าวแนะนำว่า Hydroxychloroquine อาจจะเป็นยารักษาโควิด และข้อมูลได้ถูกแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วผ่านเครือข่าย Social Media

Hydroxychloroquine อาจจะเป็นยารักษาโควิด และข้อมูลได้ถูกแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วผ่านเครือข่าย Social Media (CR:bbc.com)
Hydroxychloroquine อาจจะเป็นยารักษาโควิด และข้อมูลได้ถูกแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วผ่านเครือข่าย Social Media (CR:bbc.com)

และในไม่กี่วัน ก็มีผู้นำระดับโลกได้ส่งเสริมตัวยาดังกล่าว และผู้คนต่างดิ้นรนเพื่อให้ได้ยา ทำให้ยาตัวนี้ขาดตลาด นั่นทำให้ ไม่มียาสำหรับผู้ที่ต้องการใช้ยาตัวนี้จริง ๆ ในการรักษาโรคอื่น ๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่ามันเป็นปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงมาก ๆ ซึ่งมาจากการแพร่กระจายข้อมูลผิด ๆ ในโลก Social Media

หรือแม้กระทั่งในเรื่องการเมือง ที่ Social Media ได้นำไปสู่การบิดเบือนข้อมูลอย่างกว้างขวาง แม้กระทั่งในสหรัฐอเมริกาเอง ที่มันสามารถผลักดันให้เกิดความวุ่นวายทางการเมืองครั้งใหญ่ ที่เกิดขึ้นกับรัฐสภาสหรัฐอเมริกา ที่แทบจะไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ทางการเมืองของอเมริกาเลยด้วยซ้ำ

มันเป็นการแพร่กระจายยิ่งกว่าไวรัส ด้วยความเร็วที่ไม่เคยมีมาก่อนของประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ในระบบนิเวศข้อมูลของโลก Social Media ต่างๆ

แม้เมื่อมองในมุมบวก ด้วยความเป็นประชาธิปไตยของข้อมูลที่เครือข่ายเหล่านี้อยากให้มันเป็นนั้น จะช่วยเหลือโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับชุมชนชายขอบและด้อยโอกาส ซึ่งช่วยให้พวกเขาเหล่านี้ มีสิทธิ์มีเสียงในสังคมโลก ซึ่งเป็นสิ่งที่เยี่ยมยอดมาก ๆ ก็ตาม

แต่ในเวลาเดียวกัน มันก็ได้เกิดเรื่องราวต่าง ๆ เช่น การฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุชาวมุสลิมโรฮิงญา และ การจลาจลที่รัฐสภาของอเมริกา มันก็เกิดขึ้นได้เช่นกัน

พลังของ Social Media ที่นำไปสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮิงยา (CR:aa.com.tr)
พลังของ Social Media ที่นำไปสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮิงยา (CR:aa.com.tr)

นักวิจัยได้กล่าวว่า มนุษย์เราอาจเห็นผลลัพธ์ที่รุนแรงกว่านี้ ซึ่งอาจจะเป็นความไม่ตั้งใจของเทคโนโลยี ที่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น การไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง โรคภัยไข้เจ็บ ความสุดโต่ง ความอดอยาก การเหยียดเชื้อชาติ และ สงคราม เป็นต้น

มันเป็นความท้าทายมาก ๆ กับสิ่งที่มนุษย์เรากำลังเผชิญอยู่ นั่นคือ ตอนนี้ เราแทบจะไม่มีข้อมูลเลย ว่า ผู้คนได้รับข้อมูลที่ผิดในระดับใด และมากน้อยเพียงใด เพราะ แม้กระทั่ง เจ้าของแพล็ตฟอร์มเองนั้นยังไม่ทราบถึงข้อมูลดังกล่าวได้

และมันกำลังส่งผล และมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมออนไลน์ของมนุษย์ ไปสู่พฤติกรรมออฟไลน์ของมนุษย์ที่จะส่งผลตามมาในระดับใด แม้ บริษัท Social Media รายใหญ่ส่วนใหญ่นั้น จะทำงานร่วมกับนักวิชาการที่ศึกษาผลกระทบต่อแพล็ตฟอร์มที่มีต่อสังคม แต่บริษัทก็ได้จำกัดและควบคุมจำนวนข้อมูลที่นักวิจัยสามารถใช้ได้

มันมีเรื่องกังวลมากมาย ในระดับปัจเจกบุคคล ที่เครือข่าย Social Media เหล่านี้กำลังสร้าง Impact ต่อโดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ ตัวอย่างเช่น วิธีที่ Instragram มีโครงสร้างเพื่อให้ได้รับ Like จากเรื่องของความสมบูรณ์แบบและมีการแสดงเรือนร่างของเด็กมากขึ้น

ต้องบอกว่าสถานการณ์ในตอนนี้ มีการพูดคุยในประเด็นนี้น้อยนัก เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างขนาดใหญ่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับสังคมมนุษย์ เหล่านักวิจัยได้กล่าวปิดท้ายว่า พวกเราอยากให้ผู้คนมองถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างขนาดใหญ่ ที่เทคโนโลยีเหล่านี้กำลังขับเคลื่อนสังคมมนุษย์ไปในทิศทางใด

เพราะฉะนั้น เมื่อเราอยู่ในแพลตฟอร์มเหล่านี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราจะต้องตั้งสติ และพินิจพิเคราะห์สิ่งต่าง ๆ ให้มากขึ้นกว่าเดิม รับฟังความเห็นที่หลากหลายขึ้น แม้จะขัดใจเรามากมายขนาดไหน (ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากมาก ๆ ) ในการเสพสื่อจากโลก Social Media Platform เหล่านี้นั่นเองครับผม

References : https://futurism.com/the-byte/scientists-social-media-civilization
https://www.pnas.org/content/118/27/e2025764118
https://www.vox.com/recode/2021/6/26/22550981/carl-bergstrom-joe-bak-coleman-biologists-ecologists-social-media-risk-humanity-research-academics

Capitalism 5.0 ทุนนิยมยุคใหม่กับการเร่งอนาคตมนุษย์ให้เร็วกว่าที่เราจะสามารถจินตนาการได้

ต้องบอกว่า การขับเคลื่อนโลกไปข้างหน้าผ่านเทคโนโลยีต่าง ๆ นั้น แม้นักประดิษฐ์ นักวิทยาศาสตร์ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มนุษย์เราขับเคลื่อนสู่อนาคต แต่ก็ต้องบอกว่า ไม่มีอะไรที่เร่งการพัฒนาเทคโนโลยีได้ดีไปกว่าเงินทุน

โครการระดมทุนครั้งแรกนั้นเกิดขึ้นในปี 1997 เมื่อ Marillion วงดนตรีร็อกชาวอังกฤษระดมทุน 60,000 ดอลลาร์ ผ่านการบริจาคออนไลน์ เพื่อเป็นเงินทุนในการทัวร์ในสหรัฐอเมริกา

20 ปีต่อมา การระดมทุนนั้นเติบโตขึ้นอย่างมหาศาล ในปี 2015 มียอดการระดมทุนทั่วโลกรวม 34,000 ล้านดอลลาร์

ในขณะที่ Marillion ต้องคิดค้นกระบวนการทั้งหมดที่ใช้ในการขับเคลื่อนแคมเปญการระดมทุนของพวกเขา แต่ผู้ประกอบการปัจจุบันสามารถเลือกแพล็ตฟอร์ม crowd funding ที่แตกต่างกันถึง 600 แพล็ตฟอร์มเฉพาะแค่ในอเมริกาเหนือเท่านั้น

ตัวอย่าง Kickstarter ซึ่งเป็นหนึ่งในแพล็ตฟอร์มที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ได้เปิดตัวโครงการกว่า 450,000 โครงการ โดยมีเงินทุนกว่า 4.4 พันล้านดอลลาร์ในแพล็ตฟอร์มดังกล่าว

ซึ่งแน่นอนว่า มันไม่มีทางเกิดขึ้นในยุคก่อนหน้านี้ มันเป็นช่วงเวลาที่มาบรรจบกันพอดีระหว่างความพร้อมของเทคโนโลยีด้านอินเทอร์เน็ต รูปแบบการชำระเงิน และความพร้อมของเหล่านักลงทุน

Kickstarter กับแพล็ตฟอร์มการระดมทุนแบบ Crowd Funding (CR:Kickofflabs)
Kickstarter กับแพล็ตฟอร์มการระดมทุนแบบ Crowd Funding (CR:Kickofflabs)

ตัวอย่างการระดมทุนที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงจาก Kickstarter เช่น Pebble Time ที่เป็น Smart Watch ซึ่งสามารถระดมทุนได้กว่า 20 ล้านเหรียญในเวลาเพียงไม่กี่เดือน ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะสำเร็จหากเราย้อนเวลากลับไปในวันของวงดนตรีร็อกอย่าง Marillion

แน่นอนว่า การระดมทุนเหล่านี้ส่วนใหญ่ ทำให้เกิดนวัตกรรมมากมายและพลิกโลกเราไปอย่างที่ไม่มีใครคาดฝันถึง การลงทุนใน Amazon , Google , Uber , Apple หรือ Facebook ล้วนเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตของมนุษย์เราไปอย่างสิ้นเชิง

และมันกำลังเติบโตขึ้นด้วยอัตราเร่ง ที่ทุนเหล่านี้ เริ่มมีเงินทุนจำนวนมหาศาลมากขึ้น และกำลังผลักดันเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่มีอยู่ทั่วโลกอย่างรวดเร็วมากแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

ในสหรัฐอเมริกามีเงินร่วมทุนเพิ่มขึ้นจาก 8.1 พันล้านดอลลาร์ ในปี 1995 เป็น 61,400 ล้านดอลลาร์ในปี 2016 และมีการลงทุนสูงถึง 99,500 ล้านดอลลาร์ในปี 2017 และยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจวบจนถึงปัจจุบัน

เม็ดเงินเหล่านี้ได้ไกลเข้าสู่วงการเทคโนโลยี ซึ่งส่งผลให้เกิดนวัตกรรมขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยการลงทุนด้าน AI กำลังเพิ่มขึ้น จากการลงทุน 5.4 พันล้านดอลลาร์ในปี 2017 เป็น 9.3 พันล้านดอลลาร์ในปี 2018 และกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมถึง เทคโนโลยีทางด้านชีวภาพเช่นเดียวกัน โดยเพิ่มจาก 11,800 ล้านดอลลาร์ ในปี 2017 เป็น 14,400 ล้านดอลลาร์ในปี 2018

หรือนวัตกรรมอย่าง ICO จากอาณาจักร Cryptocurrency ซึ่งเป็นรูปแบบใหม่ของการระดมทุนโดยใช้เทคโนโลยี blockchain ซึ่งเหล่า startup สามารถระดมทุนได้โดยการสร้างและขายสกุลเงินเสมือนของตนเองอย่าง Token ซึ่เปรียบเสมือนขายหุ้นในบริษัท และสัญญาว่าจะทำกำไรในอนาคต

และแน่นอนว่าแหล่งเงินทุนที่ใหญ่ที่สุดที่เป็นกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลกเทคโนโลยีในตอนนี้ คงไม่พูดถึงกองทุน Vision Fund ของ Softbank ไม่ได้

เพราะกลายเป็นว่ามันได้กลายเป็นกองทุนขนาดใหญ่ที่สุด และลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ ๆ มากมายทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นทางการศึกษา การแพทย์ การขนส่ง ecommerce เทคโนโลยีด้านชีวภาพ ซึ่งเป็นอนาคตของโลกเราแทบจะทั้งสิ้น

นั่นเองที่ทำให้ Masayoshi Son CEO ของ Softbank ได้ทำการรวบรวมเงินทุนจำนวนมหาศาลอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เงินที่ได้จากเศรษฐกิจยุคเก่าอย่างในอุตสาหกรรมน้ำมันของ เครือข่ายตะวันออกกลาง ก็มาบรรจบกันที่กองทุน Vision Fund

Masayoshi Son แห่ง Softbank ที่ทำการระทุนก้อนยักษ์ใหญ่ที่สุดในโลก (CR:Menabytes)
Masayoshi Son แห่ง Softbank ที่ทำการระทุนก้อนยักษ์ใหญ่ที่สุดในโลก (CR:Menabytes)

มันเป็นกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก และ ช่วยให้องค์กรทั้งภาครัฐ หรือ เอกชน ที่มีเงินสดจำนวนมาก ๆ ที่ได้จากการทำธุรกิจในยุคเก่า อย่างเช่นน้ำมัน หรือ แม้กระทั่ง บริษัทขนาดใหญ่อย่าง Apple, Foxconn และ Qualcomm ซึ่งได้สะสมกำไรจากเงินสดมานาน นำเงินของพวกเขามาลงทุนในเทคโนโลยีแห่งอนาคตในกองทุนนี้เช่นเดียวกัน

กองทุน Vision Fund 100,000 ล้านดอลลาร์กองทุนแรกนั้น เป็นเพียงก้าวแรกของ Masayoshi Son และ Softbank เขาประกาศแล้วว่าจะดำเนินการเพื่อจัดตั้งกองทุนที่ 2,3,4 และจะจัดตั้งขึ้นทุก ๆ 2-3 ปี ในอนาคต

ลองจินตนาการว่า เงินจะมีจำนวนมหาศาลขนาดไหน และ จะถูกอัดฉีดไปยังนวัตกรรมใหม่ ๆของโลกเราได้มากมายขนาดไหน

โลกในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า มันจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงจากเงินจำนวนมหาศาลเหล่านี้ เพราะตอนนี้มีสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมากมายจากนักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะทั่วโลก ที่พร้อมจะเปลี่ยนโลกเราแบบที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน

และตอนนี้ พวกเขาก็พร้อมแล้วกับเงินทุนที่จะขยายไปใน สเกลในระดับโลก ทำให้นวัตกรรมเหล่านี้ ออกสู่สายตาชาวโลกได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และ เปลี่ยนแปลงชีวิตมนุษย์ของเรา แบบที่ไม่อาจมีใครจินตนาการถึงได้อย่างแน่นอนครับผม

เรียบเรียงจากหนังสือ The Future Is Faster Than You Think: How Converging Technologies Are Transforming Business, Industries, and Our Lives โดย Peter H. Diamandis และ Steven Kotler

Credit Image : https://www.arabnews.com/

Coded Bias เมื่ออัลกอริธึม AI มีอคติและไม่ได้เป็นกลางอย่างที่เราคิด

ต้องบอกว่าเป็นอีกหนึ่ง Documentary ที่ถ่ายทอดออกมาได้น่าสนใจอีกเรื่องนึงเลยทีเดียวสำหรับ Coded Bias จาก Netflix

เรื่องราวที่เกี่ยวปัญหา Bias ความอคติจาก Code ของเทคโนโลยีทางด้าน AI ที่เป็นปัญหาสั่งสมมานานแสนนาน และยังไม่มีทีท่าว่าจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้เลย

เป็นเรื่องราวที่ถ่ายทอดเรื่องราวผ่าน Joy Buolamwini ที่เป็นนักศึกษาผิวสี PhD Candidate ที่ MIT Media Lab ที่มีความฝันในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ผ่านเทคโนโลยีอย่าง Computer Vision

ซึ่งต้นตอปัญหาที่เธอพบเจอคือ เทคโนโลยีอย่าง Facial Recognition ที่พบว่า เทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบัน นั้นไม่สามารถจดจำหน้าเธอได้ แต่เมื่อเธอใส่หน้ากากสีขาวครอบไปที่ใบหน้าของเธอ มันกลับทำงานได้ซะอย่างงั้น

เธอจึงได้เริ่มขุดลึกเข้าไปถึง Data Set ที่นำมาใช้ Training ให้กับ AI ได้เรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีอย่าง Facial Recognition ซึ่งเธอพบว่า ชุดข้อมูลจำนวนมากส่วนใหญ่จะเป็นภาพผู้ชาย และส่วนใหญ่จะเป็นคนผิวสีอ่อน

เธอได้ตัดสินใจลองกับระบบอื่น ๆ ที่ใช้กันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน ว่ามันจะเป็นอย่างที่เธอคิดหรือไม่

ซึ่งเธอได้ทดลองกับเทคโนโลยี AI ของ IBM, Microsoft , Google หรือ Facebook เองก็ตามที ปรากฏว่า Algorithm เหล่านี้ สามารถจับภาพใบหน้าผู้ชายได้ดีกว่าผู้หญิงจริง ๆ และที่สำคัญ สามารถจับภาพใบหน้าคนผิวสีอ่อนได้มากกว่าใบหน้าของคนผิวสีเข้มได้แตกต่างอย่างมีนัยยะสำคัญ

นั่นเลยทำให้ข้อตอบข้อสงสัยของเธอเกี่ยวกับ Algorithm เหล่านี้ ว่า มันคงไม่คุ้นเคยกับใบหน้าแบบเธอ ซึ่งเป็นคนผิวสี เธอจึงได้เริ่มศึกษาเรื่องของปัญหาความอคติที่แทรกซึมเข้าไปในโลกเทคโนโลยีได้อย่างไม่น่าเชื่อ

Joy Buolamwini ที่เข้ามาศึกษาคว้าคว้าเรื่องอคติของ AI อย่างจริงจัง (CR:WXXI.org)
Joy Buolamwini ที่เข้ามาศึกษาคว้าคว้าเรื่องอคติของ AI อย่างจริงจัง (CR:WXXI.org)

AI ได้ก่อกำเนิดขึ้นครั้งแรกจากการประชุมที่คณะคณิตศาสตร์ในมหาวิทยาลัยดาร์ตมัธ ในปี 1956 ซึ่งต้องบอกว่า กลุ่มคนในรุ่นนั้น มีเพียงแค่ 100 คนจากประชากรทั้งโลกที่เข้าไปมีบทบาทกับ AI ในยุคเริ่มต้น

ซึ่งคนกลุ่มหนึ่งในยุคนั้น ได้ตัดสินใจว่า เทคโนโลยีใหม่อย่าง AI จะมีการโชว์ให้โลกเห็นผ่านทางทักษะการเล่นเกม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเกมหมากรุก

นั่นเองได้เป็นที่มาให้เกิดการประชันหน้าครั้งแรกระหว่าง AI กับมนุษย์ในเกมหมากรุก ซึ่ง คาสปารอฟ แชมป์หมากรุกโลกชาวรัสเซีย ได้พ่ายแพ้ให้กับ Deep Blue ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ของ IBM

และมันส่งผ่านถึงยุคปัจจุบันโดยตรง กับแนวคิดเกี่ยวกับเทคโนโลยี AI ในปัจจุบันที่เราคิดว่ามันปรกติ แต่ที่จริงแล้ว มันเป็นแนวคิดที่มาจากกลุ่มคนที่เล็กมาก และไม่มีความหลากหลายเอาเสียเลย

ซึ่งแน่นอนว่า กลุ่มคนกลุ่ม ๆ แรกก็เป็นมนุษย์ ซึ่งมีอคติในเรื่องราวต่าง ๆ ในจิตใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และคนเหล่านี้ก็นำมาใส่มันลงไปในเทคโนโลยีอย่าง AI

ซึ่งนั่นเองมันได้นำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีอย่าง Machine Learning ที่มีการใช้งานกันอย่างแพร่หลายในทุก ๆ อุตสาหกรรมในปัจจุบัน

Machine Learning เป็นระบบการให้คะแนนความน่าจะเป็นของสิ่งที่เราจะกระทำในอนาคต เราจะชดใช้หนี้หรือไม่ เราจะถูกไล่ออกจากงานหรือไม่ ฯลฯ

ซึ่งแน่นอนว่า Machine Learning มันได้หยั่งรากลึกไปยังทุก ๆ ส่วนของการดำรงชีวิตของมนุษย์เรา ซึ่งทำให้ในตอนนี้น้อยคนนักที่จะรู้ว่า มันมีอำนาจมากกว่า สิ่งใด ๆ ที่มนุษย์เคยสร้างขึ้นมาในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

ซึ่งต้องบอกว่าโครงสร้างทางคณิตศาสตร์ของอัลกอริธึมที่อยู่เบื้องหลังสิ่งเหล่านี้ มันไม่ได้เหยียดผิว หรือ เหยียดเพศด้วยตัวมันเอง แต่ข้อมูลมันแฝงด้วยข้อมูลในอดีต ซึ่งเราไม่ควรที่จะเชื่อมั่นใน Big Data เหล่านี้แบบ 100% เราต้องคอยตรวจสอบกระบวนการทั้งหมด อยู่เรื่อย ๆ ว่า มันมีอคติหรือไม่

ตัวอย่างที่น่าสนใจที่กำลังนำไปใช้แพร่หลายทั่วโลกในขณะนี้ ก็คือ ระบบกล้องวงจรปิดที่ กำลังรุกล้ำเสรีภาพของประชาชน ซึ่งระบบเหล่านี้ จะแจ้งตำรวจเมื่อเจอคนที่คิดว่าตรงกับผู้ร้ายในฐานข้อมูล

ซึ่งตัวอย่างในประเทศอังกฤษที่เริ่มนำเอาเทคโนโลยีนี้มาใช้ พบว่าการตรวจสอบใบหน้าที่ตรงกับรายชื่อในฐานข้อมูลนั้น มีถึง 98% ที่ตีตราคนบริสุทธิ์ให้กลายเป็นคนร้ายอย่างไม่ถูกต้อง

และที่สำคัญก็คือ การเดินผ่านกล้องเหล่านี้เมื่อมันจับภาพได้ ก็จะทำให้ภาพของเราไปอยู่ในฐานข้อมูลของตำรวจ ซึ่งก็ไม่ต่างจากการมีลายนิ้วมือ หรือ DNA อยู่ในฐานข้อมูลของตำรวจนั่นเอง

และแน่นอนว่า ตำรวจไม่สามารถที่จะเก็บลายนิ้วมือหรือ DNA แบบสุ่มสี่สุ่มห้าได้ มันมีกฏหมายรองรับในเรื่องนี้อยู่ แต่ตอนนี้ ข้อมูลจากภาพวงจรปิด ทำให้พวกเขาสามารถเก็บข้อมูลภาพใครก็ได้ แล้วนำไปใส่ในฐานข้อมูลได้ทันที

หรือแม้กระทั่งในปัจจุบันที่มีข้อมูลมหาศาลอยู่บนโลกออนไลน์ ซึ่งบริษัทใหญ่ ๆ ไม่ว่าจะเป็น Facebook , Google หรือ Microsoft นำมาใช้ในการเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีอย่าง Machine Learning ซึ่งมันได้ผลที่ดีมาก

แต่สิ่งที่ตกใจก็คือ ส่วนใหญ่จะมีแต่คนที่ใช้มัน โดยไม่ได้เข้าใจมันจริง ๆ ว่ามันทำงานยังไง และทำไมมันถึงได้ผล หรือแม้กระทั่งข้อผิดพลาดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งน้อยคนนักจะเข้าใจมัน แม้กระทั่งวิศวกรระดับอาวุโสของบริษัทใหญ่ ๆ เหล่านี้ก็ตามที

มีข้อมูลที่น่าสนใจก็คือ มีประชากรกว่า 117 ล้านคนในสหรัฐอเมริกา ที่มีใบหน้าอยู่ในเครือข่ายระบบตรวจจับใบหน้า ที่ตำรวจสามารถค้นดูได้ โดยใช้อัลกอริธึม ที่อาจจะไม่แม่นยำ 100% โดยที่แทบจะไม่มีความคุ้มครองหรือข้อบังคับใด ๆ

แน่นอนว่ามันเปรียบเสมือนการสร้างรัฐสอดแนมมวลชนได้อย่างง่ายดาย เหมือนที่ประเทศจีนทำ แต่ตอนนี้มันกำลังเกิดขึ้นในดินแดนเสรีภาพ ที่มีประชาธิปไตยที่เปี่ยมล้นอย่างประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว

และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดอีกอย่างก็คือ AI มันอยู่ใน Social Media แพล็ตฟอร์มที่คนทั่วโลกเสพกันอย่างหนัก ติดกันอย่างบ้าคลั่ง อัลกอริธึม AI เหล่านี้ พยายามทุกวิถีทางที่จะให้เราอยู่ในแพล็ตฟอร์มให้นานที่สุด และทำเงินจากเราให้ได้มากที่สุด และที่สำคัญ มันส่งผลทุกอย่างต่อมุมมองที่เรามีต่อโลกใบนี้ผ่านน้ำมือของอัลกอริธึมเหล่านี้นั่นเอง

ซึ่งรวมถึงเรื่องการโฆษณาบนอินเทอร์เน็ต จาก Brand ยักษ์ใหญ่ต่าง ๆ ใน บริการแพล็ตฟอร์มทาง Social Media ที่ต้องแย่งความสนใจจากผู้คน แต่ไม่ใช่ทุกคน พวกเขาอยากให้โฆษณาไปปรากฏ เตะตา ให้กับคนรวยมากกว่า

ส่วนกลุ่มคนจนรายได้น้อย มักจะเป็นเหยื่อของการโฆษณาในธุรกิจที่จ้องแต่จะเอาเปรียบ เช่น การปล่อยกู้นอกระบบ เจ้ามือพนัน ซึ่งเป็นพวกที่ล้วนจ้องที่จะเอาเปรียบแบบสุด ๆ ซึ่งนั่นทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในโลกเราเพิ่มมากขึ้น แต่ด้วยการที่ไม่มีใครคอยควบคุมมันได้ มันจึงทำงานได้แบบอัตโนมัติจนกลายเป็นเรื่องปรกติของสังคมนั่นเอง

ต้องบอกว่า ในยุคปัจจุบันนั้น สิ่งต่าง ๆ ที่เรากระทำบนโลกออนไลน์ ล้วนถูกจับจ้อง ถูกตามรอย ถูกประเมิน ทุก ๆ การกระทำที่เราได้ทำไป ล้วนถูกจับตาดูด้วยความระมัดระวัง และบันทึกไว้

ไม่ว่าจะเป็นภาพใดบ้าง ที่เราหยุดมอง และมองมันนานแค่ไหน ข้อมูลเหล่านี้ทำให้บริษัทเทคยักษ์ใหญ่รู้ถึงขนาดที่ว่า ตอนไหนที่ใครเหงา พวกเขาสามารถรู้ได้ว่าตอนไหนที่ใครซึมเศร้า เป็นคนชอบเก็บตัว หรือ เข้าสังคม มีอาการทางประสาทชนิดใด ซึ่งพวกเขามีข้อมูลเกี่ยวกับเรามากยิ่งกว่า ที่ใครจะเคยคาดคิดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

และที่สำคัญข้อมูลเหล่านี้นั้น ได้ถูกนำไปวิเคราะห์อยู่แทบจะตลอดเวลา โดยจะถูกนำป้อนเข้าสู่ระบบ ซึ่งแทบจะไม่มีมนุษย์คอยควบคุมมันอยู่เลยด้วยซ้ำ ซึ่งพลังของเทคโนโลยี AI Machine Learning ที่อยู่เบื้องหลังระบบเหล่านี้ ทำให้มันคาดการณ์ได้แม่นยำมาขึ้นเรื่อย ๆ ว่าเราจะทำอะไร และ เราเป็นใคร

มีเรื่องที่น่าตลกอย่างนึง ถึงความอคติทางด้านการเหยียดเพศของ อัลกอริธึมทางด้าน AI Steve Wozniak ผู้ร่วมก่อตั้ง Apple พบว่า วงเงินที่เขาได้รับจากบัตรเครดิตนั้นสูงเป็นสิบเท่าของภรรยาของเขาแม้ทั้งคู่จะไม่ได้แยกบัญชีธนาคารหรือสิทธิครอบครองทรัพย์สินใด ๆ ก็ตาม

หรือ Case ที่เกิดขึ้นกับ Amazon ที่ได้รับบทเรียนที่เจ็บปวดจากอัลกอริธึม AI ที่ได้นำ AI มาช่วยในการจ้างงาน ซึ่งภายหลังพบว่ามันมีอคติต่อผู้หญิง

โมเดล AI ที่ Amazon ใช้นั้น ปฏิเสธใบสมัครงานทั้งหมดที่มาจากผู้หญิง ซึ่งใครก็ตามที่มีวิทยาลัยสำหรับสตรีในใบสมัครงาน ใครก็ตามที่เล่นกีฬาผู้หญิง อย่างเช่น โปโลน้ำหญิง จะถูกโมเดลนี้ปฏิเสธทันที

ผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับอัลกอริธึม AI อีกวงการหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ คือ วงการการเงิน Wall Street มีการวางเดิมพันกับชาวอเมริกัน มีบริษัทการเงินใช้อัลกอริธึมในการคัดเลือกการปล่อยเงินกู้ แต่กลับมองที่คนที่มีโอกาสล้มเหลวในชีวิตมากที่สุด

นั่นเป็นการเฟ้นหากลุ่มคนที่สามารถที่จะขอสินเชื่อซับไพรม์ได้ และเหล่าสถาบันทางการเงินก็พนันว่า พวกเขาเหล่านี้ จะไม่มีปัญญาจ่าย จากนั้นค่อยยึดทรัพย์สินที่จำนองไว้ ทำให้พวกเขาหมดตัว

ต้องบอกว่ามันเป็นอัลกอริธึมที่น่ากลัวมากที่ Wall Street คิดค้นขึ้น ที่ทำให้ชาวอเมริกันเกือบ 4 ล้านคนสูญเสียบ้านในวิกฤติทางการเงินในปี 2008 และในกลุ่มดังกล่าวเป็นคนผิวสีมากที่สุด ในประวัติศาสตร์ของประเทศสหรัฐอเมริกา

ชาวอเมริกันเกือบ 4 ล้านคนสูญเสียบ้านในวิกฤติทางการเงินในปี 2008 (CR:DW.com)
ชาวอเมริกันเกือบ 4 ล้านคนสูญเสียบ้านในวิกฤติทางการเงินในปี 2008 (CR:DW.com)

แม้กระทั่งเรื่องความยุติธรรมในการตัดสินของศาล ความ Bias ของอัลกอริธึมก็ยังเข้าไปแทรกซึมได้

มีการใช้เครื่องมืออย่าง Risk Assessment Tools ให้ผู้พิพากษารัฐเพนซิลเวเนียใช้ตัดสินโทษ ซึ่งเครื่องมือเหล่านี้ใช้อัลกอริธึมในการคำนวณความเสี่ยงที่จะกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องหา โดยคำนึงถึง อายุ เพศ ความผิดก่อนหน้า และประวัติอาชญากรรมอื่น ๆ

นั่นทำให้เกิดข้อสงสัยว่า ระบบให้คะแนนเหล่านี้ ถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างไร มันเกี่ยวข้องกับเชื้อชาติ หรือ ชนชั้นหรือไม่ ซึ่งมีรายงานการสอบสวนในประเด็นดังกล่าว แล้วพบว่า อัลกอริธึมเหล่านี้ มีความอคติทางเชื้อชาติ

ผลวิจัยพบว่าคนผิวสี จะได้รับคะแนนสูงเกินจริง ส่วนคนผิวขาวนั้นมีโอกาสได้รับคะแนนต่ำเกินจริงมากกว่า ซึ่งต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่ซีเรียสมาก ๆ ที่มันกำลังรุกล้ำเข้ามาสู่วงการยุติธรรม และมีแนวโน้มที่จะถูกนำไปใช้มากขึ้นเรื่อย ๆ

ซึงจากตัวอย่างทั้งหมดจะเห็นได้ว่า Bias อัลกอริธึมเหล่านี้ กำลังส่งผลกระทบต่อชีวิตมนุษย์เรามากขึ้นเรื่อย ๆ แน่นอนว่า ทุกการดำเนินชีวิตของเราในอนาคต การเกิด การเรียน การศึกษา การหาชีวิตคู่ การกู้เงิน การสมัครงาน การโดนลงโทษทางด้านกฏหมาย Bias อัลกอริธึมเหล่านี้ กำลังคอยควบคุมชีวิตเราอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง

ซึ่งเทคโนโลยีด้าน AI เหล่านี้ มีความคิดเป็นของตนเอง ถึงแม้ว่าจะมีมนุษย์เป็นผู้เขียน Code ให้กับมันก็ตามที ดังนั้นมันคือจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ตอนนี้เราอาจจะอยู่ในโลกที่ มนุษย์เราเองนั้น ไม่สามารถที่จะไปควบคุมระบบเหล่านี้ได้อีกต่อไปแล้ว เพราะเป็นฝ่าย AI ต่างหากที่ควบคุมข้อมูลของพวกเราอยู่

แล้วคำถามที่ว่า AI จะมาทำงานแทนเรา และจะฉลาดกว่ามนุษย์ได้เมื่อไหร่? แต่ก่อนจะถึงจุดนั้น ต้องบอกว่าในตอนนี้เทคโนโลยีได้ก้าวข้ามและพิชิตจุดอ่อนของมนุษย์ไปได้แล้วนั่นเองครับผม

References : https://www.netflix.com/title/81328723

ปัญญาประดิษฐ์จะบดขยี้มนุษย์ ความเห็นจากนักเศรษฐศาตร์รางวัลโนเบลอย่าง Daniel Kahneman

ต้องบอกว่าด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อย่างรวดเร็วในยุคปัจจุบัน คงจะไม่เป็นคำพูดที่เกินเลยว่า ในไม่ช้าปัญญาประดิษฐ์จะสามารถทำงานได้ดีกว่ามนุษย์ในหลาย ๆ ด้าน

ต้องบอกว่า มนุษย์เรานั้นทำงานหนักเกินไปและยังล้าสมัยมาก ในบทสัมภาษณ์ใหม่ที่เผยแพร่โดย The Guardian เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา Daniel Kahneman ผู้ชนะรางวัลโนเบลมีประเด็นที่ค่อนข้างร้อนแรงในเรื่องนี้: ในการต่อสู้ระหว่าง AI กับมนุษย์ เขากล่าวว่ามันจะเป็นสงครามครั้งใหญ่ – มนุษย์กำลังจะพ่ายแพ้ และจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงมาก ๆ

“เห็นได้ชัดว่า AI กำลังจะชนะ ซึ่งความฉลาดของมนุษย์มันไม่ใกล้เคียง AI เลยด้วยซ้ำ” Kahneman บอกกับ The Guardian  “วิธีที่ผู้คนจะปรับตัวเข้ากับสิ่งนี้เป็นปัญหาที่น่าสนใจ”

ทำไมต้องฟัง Daniel Kahneman? หนังสือ “Thinking, Fast and Slow” ในปี 2011 ซึ่งมียอดขายมากกว่าสองล้านเล่ม เป็นหนึ่งในหนังสือที่ทรงอิทธิพลที่สุดในสาขาเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม

โดยมีการสำรวจว่ามนุษย์คิดอย่างไรและทำไมในสิ่งที่พวกเขาคิด (การคิดแบบ “เร็ว” และ การคิด “ช้า” ที่เป็นเหตุเป็นผล) และสิ่งที่ทำให้เราต้องเตรียมตัวเพื่อตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของเรา 

แต่ยิ่งไปกว่านั้น เขาได้รับรางวัลโนเบลประจำปี 2002 จากการบุกเบิก “ทฤษฎีคาดหวัง (prospect theory)” ซึ่งอธิบายวิธีที่ผู้คนหาเหตุผลเข้าข้างตนเอง ความแตกต่างระหว่างกำไรและขาดทุน และเกณฑ์การหลีกเลี่ยงความเสี่ยงและความเสี่ยงทำงานอย่างไร

ตามที่ Kahneman บอก เราจึงไม่พร้อมสำหรับการทดแทนโดยปัญญาประดิษฐ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น?  Kahneman กล่าวถึงการแพร่ระบาดที่ครอบงำโลกที่ไม่ได้เตรียมตัวไว้ โดยอ้างถึงการเติบโตแบบทวีคูณของไวรัส 

เขาอธิบายว่ามนุษย์นั้นไม่มีความสามารถเพียงพอในการจัดการกับคณิตศาสตร์ขั้นพื้นฐานที่อยู่ภายใต้บางสิ่งที่เป็นเรื่องใหญ่มาก ๆ เช่น การระบาดของ Covid สามารถวนเวียนอยู่เหนือการควบคุมในระดับโลกได้อย่างไร

“การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 เป็นปรากฏการณ์ที่เกือบจะเป็นไปไม่ได้สำหรับมนุษย์เราที่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นและรุนแรงถึงเพียงนี้” เขาบอกกับ The Guardian “เรามีประสบการณ์มากในโลกที่เป็นเส้นตรงไม่มากก็น้อย และถ้าสิ่งต่าง ๆ กำลังเร่งขึ้น ก็มักจะเร่งด้วยเหตุผล การเปลี่ยนแปลงแบบทวีคูณ [เช่นเดียวกับการแพร่กระจายของไวรัส] มันแสดงให้เห็นชัดเจนว่า เราไม่พร้อมสำหรับมัน เพราะมนุษย์เราต้องใช้สิ่งที่เรียกว่าสัญชาตญาณ”

นอกจากการสนทนาเกี่ยวกับ AI แล้ว Kahneman ตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับจิตใจของมนุษย์ว่า “จะเกิดการหยุดชะงักครั้งใหญ่ เทคโนโลยีกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วมาก อาจเป็นแบบทวีคูณ แต่มนุษย์คิดแบบเป็นเส้นตรง เมื่อต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงแบบทวีคูณ พวกเขาจะไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งนั้นได้อย่างง่ายดาย” 

Kahneman ได้ส่งข้อความที่ชัดเจนถึงห้องประชุมคณะกรรมการบริษัทต่าง ๆ ทั่วโลก: “มีสถานการณ์ที่ค่อนข้างน่ากลัวเมื่อคุณพูดถึงความเป็นผู้นำ เมื่อเห็นได้ชัดว่าคุณสามารถมี AI ที่มีวิจารณญาณทางธุรกิจที่ดีกว่ามาก ซึ่งในอนาคตจะทำอย่างไรกับความเป็นผู้นำของมนุษย์”

ต้องบอกว่า คำพูดของ Kahenman น่าสนใจมาก ๆ บางทีถ้าเหล่าผู้บริหารองค์กรธุรกิจต่าง ๆ โดยเฉพาะในระดับ C-Level ก็อาจจะต้องเริ่มเกรงกลัวงานที่อาจจะถูกแย่งไป ซึ่งต้องบอกว่าถึงตอนนี้ คงไม่ใช่เพียงแค่งานระดับล่าง ที่เป็นงานใช้แรงงานหรือ งานที่ต้องทำซ้ำ ๆ ที่ AI สามารถทดแทนได้แบบทันทีแล้วเพียงเท่านั้น

แต่งานในระดับสูง อย่างการคิด หรือ ตัดสินใจทางธุรกิจ นั้น ก็ถือเป็นอีกหนึ่งตำแหน่งงาน ที่คงพ่ายแพ้ให้กับ AI ในอนาคตอย่างหมดรูปได้นั่นเองครับผม

References : https://www.theguardian.com/books/2021/may/16/daniel-kahneman-clearly-ai-is-going-to-win-how-people-are-going-to-adjust-is-a-fascinating-problem-thinking-fast-and-slow
https://en.wikipedia.org/wiki/Prospect_theory

Mind Bank AI กับการใช้เทคโนโลยี AI เพื่อสร้างความเป็นอมตะให้กับมนุษย์

ต้องบอกว่ามีหลากหลายเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่กำลังสร้างความเปลี่ยนแปลงกับโลกเราแบบที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน และบริษัท Startup ที่มีชื่อว่า Mind Bank AI ก็เป็นอีกหนึ่งในบริษัทที่กำลังมีความทะเยอทะยาน เพื่อทำลายห่วงโซ่แห่งความตาย และอย่างน้อยก็สำหรับคนที่เรารักที่ต้องทิ้งไว้หลังความตาย

Mind Bank AI ได้คิดค้นเทคโนโลยี เพื่อจำลองชีวิตของมนุษย์หลังความตาย ให้เหมือนว่าเรากำลังมีชีวิตอยู่ และสามารถที่จะตอบโต้ กับคนที่เรารักได้

รูปแบบของ “ฝาแฝดดิจิตอล” เป็นการสร้างตัวตนของมนุษย์ขึ้นมาใหม่ จากชุดข้อมูลต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นของเรา

ทางบริษัทใช้เทคโนโลยี AI เพื่อสร้างแบบจำลองขึ้นมา เพื่อให้คิดเหมือนเรา เข้าใจบุคลิกภาพของเรา และในที่สุด ก็สามารถนำแบบจำลองนั้นไปใช้กับคนที่เรารัก ที่เราได้ทิ้งไว้เบื้องหลัง ราวกับว่าเรายังมีชีวิตอยู่

Sascha Griffifths ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยีของ Mind Bank AI กำลังทำการวิจัย โดยใช้อัลกอริธึมทางด้าน AI และเครื่องมือที่พวกเขาเชื่อว่าใช้ในการคัดลอกมนุษย์ได้

ด้วยเทคโนโลยี NLP (natural language processing) และเทคโนโลยีใหม่อย่าง GPT-3 ซึ่งได้กลายเป็นกระแสในแวดวง AI ซึ่งเป็น NLP ที่ดึงข้อมูลจากคลังข้อมูลขนาดใหญ๋ในอินเทอร์เน็ต เพื่อทำการสร้างข้อความที่สมจริงตั้งแต่การสนทนาไปจนถึงการสร้างบทความ

ต้องบอกว่า เทคโนโลยีนี้น่าสนใจมาก เพราะ Mind Bank AI นั้นสามารถช่วยให้ผู้ใช้เข้าใจว่าพวกเขารู้สึกอย่างไรกับเหตุการณ์ในอดีตและสร้างความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิตของใครบางคน

ต้องบอกว่าหลายสิ่งที่เราทำในชีวิตประจำวัน เป็นรูปแบบ “สคริปต์” ในระดับหนึ่ง เมื่อพูดถึงการโต้ตอบประเภทนี้ AI สามารถที่จะเลียนแบบเราได้อยู่แล้ว อย่างที่เราได้เห็นในเทคโนโลยีอย่าง Voice Assistant ต่าง ๆ เช่น SIRI หรือ Alexa

การโต้ตอบแบบมีสคริปต์ ตัวอย่างเช่นใน SIRI  หรือ Alexa
การโต้ตอบแบบมีสคริปต์ ตัวอย่างเช่นใน SIRI หรือ Alexa

แต่ลองนึกถึงการสร้างชีวิตมนุษย์ขึ้นมาจริง ๆ นั้น มันมีเรื่องของอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยากในการพัฒนา AI ในยุคปัจจุบัน แต่ Mind Bank AI กำลังที่จะพัฒนาไปในจุดดังกล่าว ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างมาก

ลองนึกถึงการพยายามปลอบเพื่อนหลังจากถูกแฟนบอกเลิก หรือ อารมณ์เมื่อเราได้รับการโปรโมตขึ้นตำแหน่ง สิ่งเหล่านี้ AI ในยุคปัจจุบันยังไม่สามารถที่จะพัฒนาไปถึงจุดนั้นได้

และด้วยความท้าทายต่าง ๆ ที่ Mind Bank AI จะต้องเอาชนะ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ วัฒนธรรม และ ภูมิหลังของผู้คน ที่จะทำให้ AI นั้นคิดได้เหมือนคน ๆ นั้นจริง ๆ และสามารถที่จะจัดการกับปฏิสัมพันธ์ที่หลากหลายได้

ต้องบอกว่า AI นั้น เปราะบาง เพราะไม่สามารถทำงานนอกสิ่งที่มันรู้ได้ เมื่อพบอินพุตที่ไม่สามารถจดจำได้ มันก็มักจะทำงานล้มเหลว

ซึ่งในขณะที่เทคโนโลยีอย่าง GPT-3 เรียนรู้ผ่านข้อมูลขนาดมหาศาลบนโลกอินเทอร์เน็ต แต่คู่แฝดดิจิตอลของ Mind Bank AI จะเรียนรู้เกี่ยวกับชุดข้อมูลเพียงชุดเดียวนั่นก็คือความเป็นคุณเท่านั้น

ซึ่ง Mind Bank AI จะไม่ใช่เรา แต่จะเป็นตัวแทนของเรา มันได้รับการฝึกอบรมข้อมูลเกี่ยวกับตัวของเรา มันจะฟัง พูด และ คิด เหมือนเรา เท่านั้น และ หยุดไว้เพียงแค่นั้น ไม่มีการเรียนรู้เพิ่มเติมต่อไป

ซึ่งต้องบอกว่า Mind Bank AI ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่น่าสนใจในอนาคต ที่เราสามารถที่จะสร้างคู่แฝดดิจิตอลของเราไว้ เพราะชีวิตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน เราจะจากไปเมื่อไหร่ ไม่มีใครคาดคิดได้ และเทคโนโลยีดังกล่าวมันยังทำให้คนที่เราทิ้งไว้เบื้องหลังนั้น ยังสามารถที่จะปฏิสัมพันธ์กับเราได้อยู่แม้เราจะจากโลกนี้ไปแล้วนั่นเองครับผม

References : https://www.wired.com/story/a-sons-race-to-give-his-dying-father-artificial-immortality/amp
https://www.freethink.com/articles/digital-twin-ai
https://www.freethink.com/articles/what-is-a-deepfake
https://www.freethink.com/articles/could-freezing-your-body-offer-a-chance-at-immortality