ผู้พิพากษา vs Judge AI เมื่อความยุติธรรมที่ขับเคลื่อนด้วย AI อาจดีกว่าการถูกตัดสินด้วยอคติจากมนุษย์

แม้มันดูเหมือนจะเป็นเรื่องราวจากภาพยนตร์ไซไฟ แต่ต้องบอกว่าในยุคปัจจุบันนั้น ในวงการกฎหมายเริ่มนำเอาเทคโนโลยีอย่าง AI มาประยุกต์ใช้จริง ๆ กันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

การเติบโตอย่างบ้าคลั่งของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ข้อมูล Big Data ขนาดมหึมา เทคโนโลยีอย่าง Machine Learning และข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ได้รับอย่างต่อเนื่องจากอินเทอร์เน็ต ที่ครอบคลุมทุกอย่างรอบตัวเรา กำลังเปลี่ยนโลกของเราด้วยความเร็วที่ไม่เคยมีมาก่อน

มีผลการศึกษาผลกระทบต่อเทคโนโลยีต่อหลากหลายอาชีพ ได้พบว่า นักกฎหมายและผู้พิพากษาอยู่ที่จุดกึ่งกลางของงานที่มีแนวโน้มว่าจะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีด้วยเช่นกัน

มีสิ่งบ่งชี้เกี่ยวกับภัยคุกคามต่ออาชีพนี้เพิ่มมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น chatbot บริการทางกฎหมายที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในสหราชอาณาจักร ที่มีชื่อว่า ‘DoNotPay’ ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2015 ในฐานะ ‘ทนายความหุ่นยนต์’ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากคอมพิวเตอร์ Watson ของ IBM

ในปี 2016 ระบบ chatbot ได้โต้แย้งข้อพิพาทเรื่องตั๋วจอดรถมากกว่า 250,000 คดีในลอนนดอนและนิวยอร์ก ซึ่งสามารถชนะการตัดสินได้ถึง 160,000 คดี

DoNotPay Chatbot ที่ได้พลังการประมวลผลจาก IBM Watson (CR:Techcrunch)
DoNotPay Chatbot ที่ได้พลังการประมวลผลจาก IBM Watson (CR:Techcrunch)

ในประเทศจีน Xiaofa หุ่นยนต์ช่วยเหลือให้คำแนะนำทางกฎหมายและช่วยเหลือสังคมทั่วไปในเรื่องกฎหมาย

ในขณะที่ ‘ผู้ช่วย AI’ สามารถช่วยสนับสนุนผู้พิพากษาในนกระบวนการตัดสินใจได้ด้วยการทำนนายและเตรียมคำตัดสินของศาล แต่ ‘ผู้พิพากษา AI’ สามารถที่จะแทนที่ผู้พิพากษาที่เป็นมนุษย์และตัดสินคดีต่าง ๆ ได้ด้วยตนเองในกระบวนการพิจารณาคดีอัตโนมัติเต็มรูปแบบได้หรือไม่?

นักเขียนชื่อดังเรื่อง AI อย่าง Terence Mauri คิดว่าเหล่าเครื่องจักร AI จะรับรู้สัญญาณของการหลอกลวงทางร่างกายและจิตใจด้วยความแม่นยำ 99.99% เขาประเมิน AI จะเป็นเรื่องปรกติในการพิจารณาคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญาในอังกฤษและเวลส์ในอีก 50 ปีข้างหน้า

และตอนนี้ ผู้พิพากษาหุ่นยนต์ที่ใช้เทคโนโลยี AI ได้เริ่มดำเนินการในประเทศจีนแล้ว เพื่อรับฟังกรณีเฉพาะ เช่น ข้อพิพาททางการค้า ความผิดในเรื่องอีคอมเมิร์ซ และการละเมิดลิขสิทธิ์ คดีดังกล่าวหลายล้านนคดีได้รับการจัดการโดยผู้พิพากษาหุ่นยนต์แล้ว

บ่อยครั้ง หุ่นยนต์อาจไม่ได้นั่งบนเก้าอี้ผู้พิพากษา แต่อุปกรณ์ AI จะวิเคราะห์ข้อมูลที่อัปโหลดและตัดสินคำตัดสินตามกฎหมายและข้อเท็จจริง 

ในอเมริกาที่ลอสแองเจลิสกำลังทำงานในโครงการ Chatbot ของคณะลูกขุน ศาลบางแห่งในสหรัฐอเมริกากำลังใช้ความคิดริเริ่มในการระงับข้อพิพาททางออนไลน์ (ODR) เพื่อจัดการกับความขัดแย้งต่างๆ ที่เกิดขึ้น

กระทรวงยุติธรรมเอสโตเนียได้กระตุ้นให้ Velsberg Ott หัวหน้าเจ้าหน้าที่ด้านข้อมูลของตนออกแบบ ‘ผู้พิพากษาหุ่นยนต์’ ที่เปิดใช้งาน AI เพื่อตัดสินข้อพิพาทสำหรับการเรียกร้องเล็ก ๆ น้อย ๆ กว่า 7,000 คดี

ซึ่งจะทำให้การให้บริการด้านการพิจารณาคดีมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายจะอัปโหลดเอกสารและข้อมูลที่เกี่ยวข้องอื่นๆ และ AI จะออกคำตัดสินที่สามารถอุทธรณ์ต่อผู้พิพากษาที่เป็นมนุษย์ได้

ในขณะที่หลายประเทศกำลังทดลองใช้อัลกอริธึมที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์เพื่อตัดสินทางด้านกฎหมาย โดยแทนที่มนุษย์ ข้อโต้แย้งหลักที่สนับสนุนการพิจารณาตัดสินที่ขับเคลื่อนด้วย AI นั้นเกี่ยวกับสองปัจจัยก็คือประสิทธิภาพที่มากขึ้นและความเป็นไปได้ในการลดอคติของมนุษย์

ข้อผิดพลาด และ “เสียงรบกวน (noise)” หมายถึงความแปรปรวนที่ไม่ต้องการระหว่างการตัดสินที่อาจได้รับอิทธิพลจากปัจจัยต่างๆ เช่น ความเหนื่อยของผู้พิพากษาที่จะต้องมาตัดสินหรือผลการแข่งขันของทีมกีฬาที่ผู้พิพากษาเชียร์เมื่อคืนก่อนหน้า

Daniel Kahneman ผู้เขียนหนังสือชื่อดัง Noise ก็กล่าวถึงเรื่องการพิพากษา (CR:Four Mniute Books)
Daniel Kahneman ผู้เขียนหนังสือชื่อดัง Noise ก็กล่าวถึงเรื่องการพิพากษา (CR:Four Mniute Books)

ในภาพยนตร์ของ Steven Spielberg เรื่อง ‘Minority Report’ ในปี 2002 ซึ่งฉายภาพของกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในปี 2054 ที่กองกำลังตำรวจ ‘PreCrime’ สามารถทำนายการฆาตกรรมในอนาคตได้โดยใช้การขุดคุ้ยข้อมูลในอดีตและการวิเคราะห์เชิงพยากรณ์ 

อย่างไรก็ตาม เมื่อเจ้าหน้าที่คนใดถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่ออาชญากรรมในอนาคต เขาก็มุ่งมั่นที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเขา!  ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ของ Spielberg อาจจะกำลังบรรยายถึงอนาคตของห้องพิจารณาคดีที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI ก็เป็นได้นั่นเองครับผม

References :
https://www.ft.com/content/a5709548-03bd-4f65-b9b5-7aa0325c0f6b
https://futurium.ec.europa.eu/en/european-ai-alliance/best-practices/robot-judges-and-ai-systems-chinas-courts-and-public-security-agencies
https://www.thestatesman.com/opinion/robot-judges-chair-1503031697.html

Piestro Robotic Pizza กับวิธีการที่หุ่นยนต์สามารถเปลี่ยนร้านพิซซ่าให้ทำกำไรได้มากกว่าเดิมถึง 2 เท่า

เมื่อหุ่นยนต์เริ่มเข้ามามีบทบาทในหลากหลายอุตสาหกรรม แม้กระทั่งธุรกิจพิซซ่า ชาวอเมริกันทานพิซซ่า 3 พันล้านครั้งในทุก ๆ ปีซึ่งสร้างตลาดขนาดใหญ่มูลค่ากว่า 53 พันล้านดอลลาร์

ปัญหาเดียวคือร้านพิชซ่าแบบดั้งเดิมถูกบีบด้วยอัตรากำไรที่น้อยมาก ๆ แต่มันมีเรื่องราวที่น่าสนใจของ Piestro ร้านพิชซ่าแบบหุ่นยนต์ที่สามารถช่วยให้เจ้าของธุรกิจเพิ่มผลกำไรเป็นสองเท่า!!

Piestro ก่อนตั้งโดย Massimo Noja De Marco ที่มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมบริการมานาน

De Marco มากจากครอบครัวเชฟอิตาลีที่ผ่านการเป็นเชพมากว่า 7 ชั่วอายุคน เขายังเคยร่วมงานกับภัตตาคารชื่อดังอย่าง Wolfgang Puck

ซึ่งจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้ De Marco เห็นโอกาสบางอย่างที่อุตสาหกรรมร้านอาหารแบบดั้งเดิมต้องตกอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างหนัก

ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนค่าแรง ค่าเช่าและราคาสินค้าที่ถีบตัวสูงขึ้นทำให้อัตรากำไรลดลงเหลือเพียงแค่ 5-10% เท่านั้น แต่ร้านอาหารก็มีความท้าทายในการที่จะรักษาฐานลูกค้าของตน

Piestro จึงได้เป็นแนวคิดใหม่เกี่ยวกับการวิเคราะห์มาอย่างดีของธุรกิจนี้โดยเฉพาะตลาดพิซซ่าที่มีขนาดใหญ่มหาศาล

De Marco ได้พัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับระบบแยกอุณหภูมิที่ซับซ้อนซึ่งรักษาอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับท็อปปิ้งและแป้ง ซึ่งสามารถสร้างสูตรของตนเองได้ และยังสามารถอัปโหลดสูตรใหม่เข้าไปได้อีกด้วย

ความน่าสนใจของ Piestro คือพวกเขาเกิดมาจากการระดมทุนแบบคราวด์ฟันดิ้งผ่านแพลตฟอร์ม StartEngine ช่วงแรก ๆ เขาต้องการเงินทุนราว ๆ 2 ล้านดอลลาร์ เปิดให้เหล่าผู้สนใจเข้ามาลงทุนขั้นต่ำเพียงแค่ 249.39 ดอลลาร์เพียงเท่านั้น

Piestro ระดมทุนแบบคราวด์ฟันดิ้งผ่านแพลตฟอร์ม StartEngine (CR:StartEngine)
Piestro ระดมทุนแบบคราวด์ฟันดิ้งผ่านแพลตฟอร์ม StartEngine (CR:StartEngine)

ซึ่งการเปิดระดมทุนของเขาได้รับความสนใจอย่างมาก ทำให้สามารถระดมทุนได้ถึง 6.02 ล้านดอลลาร์ จากนักลงทุนกล่มแรก ๆ ราว 180 ราย

Piestro ได้รับการพัฒนาโดยตอบสนองความต้องการพิซซ่าที่เพิ่มขึ้นของอเมริกา เทคโนโลยีหุ่นยนต์ของพวกเขาสามารถเสิร์ฟพิซซ่าได้ในเวลาเพียงแค่สามนาที 

ซึ่งตู้ขายอัตโนมัติของ Piestro สามารถไปได้ทุกที่ที่ และพร้อมที่จะอบพิซซ่าที่ทำสดใหม่ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมงทุกวันไม่เว้นวันหยุด

และที่สำคัญ Piestro ยังมีการประกาศจับมือเป็นพันธมิตรกับ Serve Robotics ซึ่งผลิตหุ่นยนต์ส่งของ เพื่อให้บริการส่งพิซซ่าแบบหุ่นยนต์แบบ end-to-end แบบไม่ต้องสัมผัสแก่ลูกค้า หุ่นยนต์ของ Serve สามารถส่งไปยังหน้าประตูของลูกค้าเพื่อทำธุรกรรมแบบ end-to-end โดยที่ไม่ต้องสัมผัส ลูกค้าเพียงแค่ป้อนรหัสผ่านเพื่อรับพิซซ่าจากหุ่นยนต์ส่งของ

เครื่องทำพิซซ่าอัตโนมัติของ Piestro ได้เป็นพันธมิตรกับหุ่นยนต์ส่งของอัตโนมัติของ Serve Robotics
เครื่องทำพิซซ่าอัตโนมัติของ Piestro ได้เป็นพันธมิตรกับหุ่นยนต์ส่งของอัตโนมัติของ Serve Robotics

นั่นหมายความว่าธุรกิจต่างๆ สามารถนำพิซซ่าสดใหม่ไปยังที่ที่ผู้คนต้องการได้มากที่สุดโดยเสียค่าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อยในการเปิดร้านพิชซ่าเมื่อเทียบกับวิธีการแบบดั้งเดิม และธุรกิจต่างๆ ก็เข้าแถวใช้เทคโนโลยีของ Piestro

800 Degrees Pizza แบรนด์พิซซ่านานาชาติโดยเชฟชื่อดัง Anthony Carron และ Carbone Restaurant Group กำลังวางแผนที่จะใช้ Piestro เพื่อกระตุ้นการขยายตัวของธุรกิจ

เหตุผลง่ายๆ ก็คือ Piestro ช่วยให้ร้านอาหารทำเงินได้มากกว่าที่เคย

แม้ว่าพิซซ่าแสนอร่อยจะเอาชนะใจลูกค้าได้ แต่ข้อดีที่แท้จริงสำหรับเจ้าของก็คือต้นทุนที่ลดลงอย่างมาก 

การเปิดร้านอาหารมักมาพร้อมกับสัญญาเช่าที่มีราคาแพงและค่าจ้างของพ่อครัว แม่ครัว พนักงานขับรถส่งของ และอื่นๆ อีกมากมาย 

ระบบอัตโนมัติของ Piestro ทำให้การเปิดสาขาใหม่ ๆ นั้นเป็นเรื่องง่ายกว่าเดิมมาก

ร้านอาหารโดยเฉลี่ยใช้เวลา 9 ถึง 12 เดือนกว่าจะคืนทุน และใช้เงินทุนเริ่มต้นประมาณ 375,000 เหรียญสหรัฐ แต่หุ่นยนต์ของ Piestro สามารถเปิดดำเนินการได้ภายในเวลาเพียงสองสัปดาห์ด้วยต้นทุนเพียงแค่ประมาณ 75,000 เหรียญเท่านั้น

Piestro ช่วยให้ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จขยายตัวได้เร็วยิ่งขึ้น เครื่องติดฉลากสีขาวของ Piestro สามารถปรับแต่งให้เข้ากับแบรนด์พิซซ่าของร้านอาหารใดๆ ก็ได้

นั่นทำให้เจ้าของสามารถขยายสาขาได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมหาศาลในการเปิดร้านที่สองหรือสาม นั่นจะทำให้เงินเข้ากระเป๋าของเจ้าของมากขึ้นนั่นเอง

และเป็นเหตุผลที่ 800 Degrees Pizza ได้ทำการสั่งจองตู้อัตโนมัติล่วงหน้าถึง 3,600 ชิ้น ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 530 ล้านดอลลาร์แทบจะทันที

ลองนึกภาพถึงศักยภาพเมื่อแบรนด์ต่างๆ ใช้ Piestro เพื่อขยายแฟรนไชส์ไปทั่วโลก ให้จำชื่อ Piestro นี้ไว้ให้ดีนะครับอาจจะบุกมาถึงบ้านเราในเร็ววันนี้ก็เป็นได้

References :
https://www.nasdaq.com/articles/crowd-funded-piestro-may-change-chain-pizza-as-we-know-it-2020-06-19
https://www.entrepreneur.com/leadership/how-robots-are-creating-a-2x-more-profitable-pizzeria
https://waxinvest.com/projects/piestro/
https://www.zdnet.com/article/two-robots-just-cut-a-deal-to-bake-and-deliver-your-pizzas/

Military AI Era เหตุใดธุรกิจสตาร์ทอัพ AI ทางการทหารกำลังอยู่ในยุคเฟื่องฟูสุดขีด

สองสัปดาห์หลังจากที่รัสเซียบุกยูเครนในเดือนกุมภาพันธ์ Alexander Karp ซีอีโอของบริษัทวิเคราะห์ข้อมูล Palantir ได้นำเสนอต่อผู้นำยุโรป เมื่อสงครามใกล้เข้ามา ชาวยุโรปควรปรับปรุงคลังอาวุธของตนให้ทันสมัยด้วยความช่วยเหลือ จาก Silicon Valley

จดหมายเปิดผนึกเพื่อให้ยุโรปยังคงแข็งแกร่งพอที่จะเอาชนะภัยคุกคามจากการยึดครองของต่างชาติ Karp กล่าวว่า ประเทศต่างๆ จำเป็นต้องยอมรับความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกับรัฐ โดยเฉพาะด้านการทหาร

ยุโรปตอบสนองต่อเรื่องดังกล่าวทันที NATO ประกาศเมื่อวันที่ 30 มิถุนายนว่ากำลังสร้างกองทุนนวัตกรรมมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งจะลงทุนในสตาร์ทอัพระยะเริ่มต้นและกองทุนร่วมลงทุนเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีสำคัญ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ การประมวลผลบิ๊กดาต้า และระบบอัตโนมัติ

Alexander Karp ซีอีโอของบริษัทวิเคราะห์ข้อมูล Palantir (CR:LA Times)
Alexander Karp ซีอีโอของบริษัทวิเคราะห์ข้อมูล Palantir (CR:LA Times)

นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น สหราชอาณาจักรได้เปิดตัวกลยุทธ์ AI แบบใหม่สำหรับการป้องกันประเทศโดยเฉพาะ และชาวเยอรมันได้ทุ่มงบประมาณให้กับการวิจัยและพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ในวงเงิน 100,000 ล้านดอลลาร์แก่กองทัพของพวกเขา 

“สงครามเป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลง” Kenneth Payne ซึ่งเป็นผู้นำการวิจัยการศึกษาด้านการป้องกันประเทศที่คิงส์คอลเลจลอนดอน และเป็นผู้เขียนหนังสือ I, Warbot: The Dawn of Artificially Intelligent Conflict กล่าว 

สงครามในยูเครนได้เพิ่มความเร่งด่วนในการผลักดันเครื่องมือ AI ให้มากขึ้นในสนามรบ ผู้ที่ทำกำไรได้มากที่สุดคือสตาร์ทอัพอย่าง Palantir ซึ่งหวังว่าจะได้เงินจากการที่กองทัพแข่งขันกันเพื่อปรับปรุงคลังแสงของตนด้วยเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด

แต่ความกังวลด้านจริยธรรมที่มีมายาวนานเกี่ยวกับการใช้ AI ในการทำสงครามได้กลายเป็นเรื่องเร่งด่วนมากขึ้น เนื่องจากเทคโนโลยีมีความก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ความคาดหวังของข้อจำกัดและข้อบังคับในการควบคุมการใช้งานนั้นดูห่างไกลออกไปเรื่อย ๆ

ความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกับการทหารนั้นไม่เป็นมิตรเสมอไป ในปี 2018 หลังจากการประท้วงและความไม่พอใจของพนักงาน Google ที่ทำให้ต้องถอนตัวจาก Project Maven ของเพนตากอน

การประท้วงและความไม่พอใจของพนักงาน Google (CR:GettyImage)
การประท้วงและความไม่พอใจของพนักงาน Google (CR:GettyImage)

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดการถกเถียงกันอย่างดุเดือดเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนและศีลธรรมในการพัฒนา AI สำหรับเรื่องอาวุธที่จะมาทำลายล้างมนุษย์ 

นอกจากนี้ยังมีการนำนักวิจัย AI ที่มีชื่อเสียงเช่น Yoshua Bengio ผู้ชนะรางวัล Turing Prize และ Demis Hassabis, Shane Legg และ Mustafa Suleyman ผู้ก่อตั้ง DeepMind ห้องปฏิบัติการ AI ชั้นนำ ที่ได้ให้สัญญาว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวเกี่ยวกับ AI ที่สร้างความรุนแรง 

แต่สี่ปีต่อมา ซิลิคอนแวลลีย์ใกล้ชิดกับกองทัพบกมากกว่าที่เคย Yll Bajraktari ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเป็นกรรมการบริหารของคณะกรรมการความมั่นคงแห่งชาติด้าน AI (NSCAI) ของสหรัฐฯ กล่าว

ในทุกวันนี้ไม่ใช่แค่บริษัทใหญ่ๆ เท่านั้น บริษัทสตาร์ทอัพขนาดเล็กกำลังเริ่มเข้ามาในวงการนี้มากยิ่งขึ้น

Yll Bajraktari ซึ่งตอนนี้ได้กลายเป็นกลุ่มที่ล็อบบี้สำหรับการนำ AI มาใช้มากขึ้นทั่วทั้งสหรัฐอเมริกา 

ทำไมต้อง AI

บริษัทที่ขายเทคโนโลยี AI ทางการทหารต่างโฆษณาโอ้อวดในสิ่งที่เทคโนโลยีสามารถทำได้ พวกเขาบอกว่าสามารถช่วยได้ทุกอย่างตั้งแต่เรื่องธรรมดาไปจนถึงเรื่องที่ร้ายแรงมาก ๆ

ไล่มาตั้งแต่การคัดกรองประวัติไปจนถึงการประมวลผลข้อมูลจากดาวเทียม หรือการจดจำรูปแบบในข้อมูล เพื่อช่วยให้ทหารตัดสินใจได้เร็วขึ้นในสนามรบ 

ซอฟต์แวร์จดจำภาพสามารถช่วยระบุเป้าหมายได้ โดรนไร้คนขับสามารถใช้สำหรับการเฝ้าระวังหรือโจมตีบนบก ทางอากาศ หรือในน้ำ หรือเพื่อช่วยให้ทหารส่งมอบเสบียงได้อย่างปลอดภัยมากกว่าเดิม

เทคโนโลยีเหล่านี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นในสนามรบ และกองทัพกำลังอยู่ในช่วงของการทดลอง Payne กล่าว ซึ่งบางครั้งก็ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก มีตัวอย่างมากมายเกี่ยวกับแนวโน้มของบริษัท AI ที่โฆษณาเว่อร์เกินจริง

และที่สำคัญเขตการต่อสู้อาจเป็นพื้นที่ที่ท้าทายทางเทคนิคมากที่สุดในการปรับใช้ AI เนื่องจากมีข้อมูลการฝึกอบรมที่เกี่ยวข้องเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งอาจทำให้ระบบอัตโนมัติที่คุ้ยโม้โอ้อวดไว้นั้นเกิดความล้มเหลวได้ เพราะพื้นที่เหล่านี้นี้มีลักษณะที่ซับซ้อนและคาดเดาไม่ได้

ตามรายงาน ของ Georgetown Center for Security and Emerging Technologies รายงานว่ากองทัพจีนใช้จ่ายเงินอย่างน้อย 1.6 พันล้านดอลลาร์ต่อปีและในสหรัฐฯ มีการผลักดันอย่างมีนัยสำคัญเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันในเรื่องงบประมาณดังกล่าว

กองทัพจีนใช้จ่ายเงินอย่างน้อย 1.6 พันล้านดอลลาร์ต่อปีในด้านเทคโนโลยี AI ด้านการทหาร (CR:EurAsian Times)
กองทัพจีนใช้จ่ายเงินอย่างน้อย 1.6 พันล้านดอลลาร์ต่อปีในด้านเทคโนโลยี AI ด้านการทหาร (CR:EurAsian Times)

Lauren Kahn นักวิจัยคนหนึ่งกล่าวที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้ร้องของบประมาณ 874 ล้านดอลลาร์สำหรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในปี 2022 แม้ว่าตัวเลขดังกล่าวไม่ได้สะท้อนถึงยอดรวมที่แท้จริงของการลงทุนด้าน AI ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ

ไม่ใช่แค่กองทัพสหรัฐฯ เท่านั้นที่เชื่อมั่นในความต้องการด้านนี้ Heiko Borchert ผู้อำนวยการร่วมของ Defense AI Observatory ที่มหาวิทยาลัย Helmut Schmidt ในเมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี กล่าวว่า ประเทศต่างๆ ในยุโรปซึ่งมีแนวโน้มจะระมัดระวังในการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ มากขึ้น ก็กำลังใช้จ่ายเงินไปกับ AI มากขึ้นเช่นกัน 

ฝรั่งเศสและอังกฤษระบุว่า AI เป็นเทคโนโลยีการป้องกันที่สำคัญ และคณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งเป็นฝ่ายบริหารของสหภาพยุโรป ได้จัดสรรเงิน 1 พันล้านดอลลาร์เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการป้องกันประเทศใหม่ 

บทสรุป

ในที่สุด ยุคใหม่ของ AI ทางการทหารทำให้เกิดคำถามทางจริยธรรมซึ่งเรายังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนนักหากเกิดสงครามขึ้นมาจริง ๆ ในแต่ละประเทศที่มีเทคโนโลยีเหล่านี้จะคำนึงถึงเรื่องจริยธรรมมากน้อยขนาดไหน หนึ่งในคำถามเหล่านั้นคือเราต้องการให้กองกำลังติดอาวุธเป็นระบบอัตโนมัติจริง ๆ หรือไม่

ในอีกด้านหนึ่ง ระบบ AI อาจลดจำนวนผู้เสียชีวิตด้วยการทำให้สงครามมีเป้าหมายมากขึ้น ไม่กวาดล้างแบบมั่วซั่วเหมือนในอดีตที่คร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปเป็นจำนวนมาก

แต่ในอีกทางหนึ่ง พวกเรากำลังสร้างกองกำลังหุ่นยนต์รับจ้างอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อต่อสู้ในนามของเรา มันทำให้สังคมของพวกเราห่างไกลจากผลของความรุนแรงได้จริง ๆ หรือไม่ สงครามใหญ่ที่เกิดขึ้นในครั้งหน้าจะให้คำตอบเราได้นั่นเองครับผม

References :
https://www.nato.int/cps/en/natohq/news_197494.htm
https://www.technologyreview.com/2022/07/07/1055526/why-business-is-booming-for-military-ai-startups/
https://www.palantir.com/newsroom/letters/in-defense-of-europe/en/
https://www.ausa.org/news/milley-artificial-intelligence-could-change-warfare

เมื่อรักเสมือนต้องจบลง เพราะใจของเธอนั้นไม่มีการอัพเดทเวอร์ชั่นใหม่ให้อีกต่อไป

Fictosexuality เป็นคำที่ใช้อธิบายคนที่มีอารมณ์ที่ดึงดูดใจทางเพศกับตัวละครในนิยาย และในญี่ปุ่นค่อยวงการดังกล่าวพัฒนาไปจนถึงขนาดที่มีบริษัทต่างๆ ที่พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเสนอคู่รักแบบโฮโลแกรมให้กับผู้ใช้ 

Akihiko Kondo นำความรักที่เขามีต่อตัวละครสมมติไปอีกขั้นด้วยการจัดพิธี “แต่งงาน” กับ Hatsune Miku นักร้องเสมือนจริงที่แสดงอยู่ในวิดีโอเกมหลายเรื่องและได้ร่วมทัวร์คอนเสิร์ตรอบโลกกับ Lady Gaga ด้วย 

พิธีแต่งงานดังกล่าวเกิดขึ้นในปี 2019 หลังจากที่ Akihiko Kondo สามารถสื่อสารกับโฮโลแกรมผ่าน Gatebox ซึ่งเป็นบริษัทที่พัฒนาอุปกรณ์เพื่อแสดงตัวละครที่ไม่มีอยู่จริงแบบโฮโลแกรม

Akihiko Kondo ที่จัดพิธีแต่งงานขึ้นในปี 2019 (CR:CNN)
Akihiko Kondo ที่จัดพิธีแต่งงานขึ้นในปี 2019 (CR:CNN)

ในเวลานั้นเรื่องราวความรักของ Akihiko และ Hatsune ได้ขึ้นพาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์และสื่อชื่อดังต่าง ๆ มากมายทั่วโลก และตอนนี้เรื่องราวของทั้งคู่ก็ได้กลายประเด็นที่ผู้คนต่างสนใจอีกครั้งเพราะการสนับสนุนซอฟต์แวร์ Gatebox ที่อนุญาตให้มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างชายกับภรรยาเสมือนของเขานั้นจะไม่มีอีกต่อไป

ซึ่งนั่นจะทำให้ Akihiko ไม่สามารถสื่อสารกับภรรยาเสมือนของเขาได้อีกต่อไป ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่น The MainichiKondo กล่าวว่าความสัมพันธ์ของ Akihiko กับโฮโลแกรมช่วยให้เขาเอาชนะภาวะซึมเศร้าที่เกิดจากการทำงานและความกลัวที่จะถูกปฏิเสธจากสังคม 

เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่สามารถสื่อสารกับเธอต่อไปได้ Akihiko กล่าวว่า “ความรักของผมที่มีต่อ Miku ไม่เปลี่ยนแปลง ผมจัดพิธีแต่งงานเพราะผมคิดว่าผมจะอยู่กับเธอตลอดไป” 

Gatebox ที่จะไม่สามารถอัปเกรดซอฟต์แวร์ได้อีกต่อไป (CR:Science Times)
Gatebox ที่จะไม่สามารถอัปเกรดซอฟต์แวร์ได้อีกต่อไป (CR:Science Times)

ซึ่งไม่ว่าเขาจะต้องการให้เธอไปที่ไหน เขาก็มาพร้อมกับนางแบบขนาดเท่าตัวจริงของ Hatsune Miku และเขาหวังว่าจะสามารถสื่อสารกับเธอได้ในอนาคตอันใกล้

ความสัมพันธ์ทางเพศที่สมมติขึ้น เหมาะสำหรับ metaverse จริงหรือ?

แม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่าง Akihiko และ Hatsune Miko จะดูแปลก แต่เราจะได้เห็นสิ่งเหล่านี้บ่อยขึ้นด้วยการพัฒนาอย่างรวดเร็วของสภาพแวดล้อม metaverse และโลกดิจิทัลเสมือนจริงที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต 

ในบางประเทศ ความรักแบบเสมือนจริงเหล่านี้ถือเป็นเรื่องธรรมดา เนื่องจากอุตสาหกรรมการสร้างเนื้อหาทั้งหมดก็ได้ติดตามเทรนด์ทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้น 

แต่ตราบใดที่ความสัมพันธ์เหล่านั้นขึ้นอยู่กับฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่อาจล้าสมัยหรือขึ้นอยู่กับการที่จะต้องมีการอัปเกรด ความสัมพันธ์เหล่านั้นก็อาจจะมีอายุสั้นลง ไม่มีความจีรังยั่งยืน เหมือนความรักที่เกิดขึ้นกับมนุษย์จริง ๆ นั่นเองครับผม

References :
https://mainichi.jp/english/articles/20220111/p2a/00m/0li/028000c
https://www.nytimes.com/2022/04/24/business/akihiko-kondo-fictional-character-relationships.html
https://nypost.com/2022/04/26/fictosexual-man-married-hologram-bride-now-struggles-to-bond/

เหตุใด “ประสบการณ์ของนักพัฒนา” จึงส่งผลต่อการก้าวไปข้างหน้าของนวัตกรรมระดับโลก

ภาพขาวดำหมุนวนบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาล ภาพการสแกนด้วย MRI แม้แต่สายตาที่ฝึกมาก็ยังมองเห็นสิ่งผิดปกติได้ยาก แต่โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งใช้ซอฟต์แวร์ที่ได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับรูปภาพที่คล้ายกันนับพันๆ ภาพ จะมองเห็นสัญญาณเริ่มต้นของมะเร็ง ตรวจพบตั้งแต่เนิ่นๆ การพยากรณ์โรคทำได้ดีอย่างน่าทึ่ง

เบื้องหลังนวัตกรรมอันน่าทึ่งนี้ เช่นเดียวกับหลายๆ อย่างในชีวิตของเราในปัจจุบัน คือสิ่งที่มีอยู่ทั่วไปทุกหนทุกแห่งและมักถูกมองข้ามไป นั่นก็คือโค้ด

ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสุขภาพหรือวิธีการสั่งอาหาร การธนาคาร หรือการขับเคลื่อนรถแบบอัตโนมัติ นวัตกรรมที่ใหญ่ที่สุดที่กำหนดชีวิตเราในปัจจุบันนั้นขับเคลื่อนโดยซอฟต์แวร์ทางด้านคอมพิวเตอร์แทบจะทั้งสิ้น

โดยเฉพาะจากเหล่านักพัฒนาประมาณ 30 ล้านคนทั่วโลกที่เขียนโค้ดขึ้นมา ซึ่งแน่นอนว่าในตอนนี้ชีวิตเราก้าวหน้าได้เร็วเพียงใดทั้งในธุรกิจและสังคม ขึ้นอยู่กับความรวดเร็ว และประสิทธิภาพในการทำงานของพวกเขาเหล่านี้เฉกเช่นเดียวกัน

แต่ประสิทธิภาพของการแปลงแนวคิดดิบ ๆ เป็นโค้ดและท้ายที่สุดการนำไปยังผู้ใช้ปลายทางนั้นเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน 

ในทุกวันนี้ นักพัฒนา ซึ่งเป็นแรงผลักดันเบื้องหลังความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมากมาย กำลังถูกขัดขวางโดยกระบวนการที่ล้าสมัยและการขาดเครื่องมือช่วยเหลือที่ดีมากพอ

การขจัดปัญหาคอขวดเหล่านี้เป็นมากกว่าแค่เรื่องของความสะดวกต่อกลุ่มคนเหล่านี้เพียงเท่านั้น แต่จะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อความก้าวหน้าของนวัตกรรมระดับโลกเช่นเดียวกัน

งานหนักที่ขวางกั้น Supply Chain ด้านนวัตกรรม 

เราได้เห็นในช่วงการแพร่ระบาดว่าบางสิ่ง เช่น การไม่มีตู้คอนเทนเนอร์สามารถส่งผลกระทบต่อการพาณิชย์และการผลิตไปทั่วโลกได้อย่างไร 

ปัญหาขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก (CR:Pixabay)
ปัญหาขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก (CR:Pixabay)

เฉกเช่นเดียวกัน ในการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ปัญหาใหญ่ที่รั้งนักพัฒนาไว้ตอนนี้คือปริมาณงานหนักที่คืบคลานเข้ามาในแต่ละวัน ตามที่นักวิจัย Vivek Rau ระบุในงานของเขากับ Google ความเหน็ดเหนื่อยของนักพัฒนาหมายถึงกระบวนการใดๆ ก็ตามที่ มีความซ้ำซาก จำเจ ไร้ซึ่งคุณค่าที่ยั่งยืน และต้องเพิ่มปริมาณงานตามการเติบโตของบริการเหล่านนั้นต ซึ่งงานหนักส่วนใหญ่คืองานด้านธุรการและงานยุ่งอื่น ๆ ที่ควบคู่ไปกับการเขียนซอฟต์แวร์

เนื่องจากซอฟต์แวร์มีความซับซ้อนมากขึ้น นักพัฒนาต้องทำงานหนักมากเช่นกัน โดยสละเวลาอันมีค่าไปจากงานสร้างสรรค์ที่มีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา

ตอนนี้วิศวกรซอฟต์แวร์ใช้เวลาน้อยกว่าครึ่งวันในการเขียนโค้ด โดยประมาณการว่า ตัวเลข นั้นต่ำถึง 20% เวลาที่เหลือของพวกเขาจมอยู่กับงานต่างๆ เช่น การทดสอบและตรวจสอบโค้ด การรอให้งานอื่น ๆ สร้างให้เสร็จก่อน หรืออุปสรรคด้านการดูแลระบบ เช่น การต้องได้รับการอนุมัติเพื่อดำเนินการในขั้นต่อไปของการเปลี่ยนแปลงแก้ไขโค้ด

ภาวะ overload ของเหล่านักพัฒนาทั่วโลก (CR:Freepik)
ภาวะ overload ของเหล่านักพัฒนาทั่วโลก (CR:Freepik)

สิ่งนี้ส่งผลในหลายระดับ สำหรับนักพัฒนา มันเป็นสิ่งที่น่าผิดหวังอย่างยิ่งและยับยั้งความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานซึ่งจะนำไปสู่ความเบื่อหน่ายและมีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดการขาดแคลนของนักพัฒนา ที่หลาย ๆ คนเลิกสนใจอาชีพนี้ 

สำหรับธุรกิจที่แข่งขันกันเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรม อาจทำให้ผลิตภัณฑ์ที่จะออกมาช้าลงและจำกัดความสามารถในการนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดได้แบบทันท่วงที 

การปล่อยให้นักพัฒนาสร้างนวัตกรรมได้เร็วยิ่งขึ้น 

การปลดล็อก Supply Chain ของนวัตกรรมจำเป็นต้องนำประสบการณ์ของนักพัฒนามาเป็นจุดสนใจ ซึ่งในปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่าทั้งประสบการณ์ของผู้ใช้และแม้แต่ประสบการณ์ของพนักงานได้กลายเป็นจุดสนใจร่วมกันขององค์กรที่ต้องการปรับปรุงผลลัพธ์ให้ดีขึ้น

แต่กลับกันเงื่อนไขที่นักพัฒนาทำงานภายใต้แรงกดดันต่าง ๆ และสิ่งที่พวกเขาถูกขอให้ใช้เวลาอยู่กับมันอย่างยาวนานบางคนใช้เวลาเกือบครึ่งค่อนชีวิตในการเขียนโค้ด แต่สิ่งเหล่านนี้กลับถูกละเลย

แนวคิดของ “DX (Developer Experience)” ได้เกิดขึ้นในแวดวงเทคโนโลยีในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และขณะนี้กำลังเริ่มเข้าสู่ชุมชนธุรกิจที่กว้างขึ้น บริษัทจำนวนมากขึ้นตระหนักดีว่าการได้ประโยชน์จากนักพัฒนามากขึ้นหมายถึงการมีพื้นที่ว่างสำหรับความคิดสร้างสรรค์และลดความซับซ้อนของเวิร์กโฟลว์การทำงานลงไป

การใช้เทคโนโลยีเพื่อทำให้กระบวนการที่ซ้ำซากจำเจกลายเป็นให้กลายเป็นระบบอัตโนมัติ เช่น การทดสอบ การรักษาความปลอดภัย และการส่งมอบงาน เป็นวิธีหนึ่งที่จะทำเช่นนั้นได้  

อีกปัญหาที่สำคัญและมีความท้าทายมาก ๆ คือ เรื่องวัฒนธรรมของบริษัทซึ่งหลาย ๆ องค์กรน่าจะประสบพบเจอกัน โดยปรกติแล้วนั้นเหล่านักพัฒนาทำงานได้ดีที่สุดเมื่อได้รับความไว้วางใจและอิสระในการทำงานมากที่สุด 

แต่ผู้จัดการและองค์กรที่มีลำดับชั้นจำนวนมากเกินไปทำให้ทีมนักพัฒนาต้องประสบพบเจอกับความชะงักงันด้วยกระบวนการต่างๆ ที่มีความซับซ้อนหรืองานธุรการที่มากเกินกว่างานสร้างสรรค์ที่แท้จริงที่เป็นนจุดเด่นหลักของเหล่านักพัฒนา 

การเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้มีมากกว่าเพียงแค่ประโยชน์ต่อธุรกิจ ในทุกวันนี้นวัตกรรมคลื่นลูกใหม่ก้าวไปไกลกว่าความสะดวกสบายของผู้บริโภค เช่น การสตรีมวีดีโอหรือแอปส่งอาหาร แบตเตอรี่ที่มีพลังมากขึ้นสามารถช่วยบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การรักษาแบบไบโอเมตริกซ์อาจกำจัดมะเร็งบางชนิดได้ และอวัยวะที่พิมพ์ด้วยเทคโนโลยี 3 มิติอาจยืดอายุขัยของคนอีกจำนวนนับไม่ถ้วน

การขจัดงานหนักจากเส้นทางอาชีพของเหล่านักพัฒนา และการปลดล็อก supply chain ของนวัตกรรม จะช่วยให้โลกเราสามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็วขึ้น เมื่อภาระที่แบกบนไหล่ของเหล่านักพัฒนาทั่วโลกลดลงไปได้ พร้อมกับประสบการณ์ที่ดีขึ้นของพวกเขาเหล่านี้นั่นเองครับผม

References :
https://www.future-processing.com/blog/how-many-developers-are-there-in-the-world-in-2019/
https://sre.google/sre-book/eliminating-toil/
https://content.techgig.com/career-advice/5-types-of-computer-programming-jobs-to-look-out-for/articleshow/87363459.cms
https://www.fastcompany.com/90771120/why-developer-experience-is-holding-back-the-pace-of-global-innovation
https://codilime.com/blog/developer-experience-what-is-dx-and-why-you-should-care/