Oral-B Genius X กับแปรงสีฟันที่ขับเคลื่อนด้วยพลัง AI

Oral-B ได้สร้างแปรงสีฟันในอนาคตของเทคโนโลยีทันตกรรม ด้วยแปรงสีฟันรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Oral-B Genius X ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อให้เป็นแปรงสีฟันไฟฟ้าที่ทันสมัยที่สุดจนถึงปัจจุบัน

ด้วยพลังของมอเตอร์ทำความสะอาดที่ทรงพลังรวมกับพฤติกรรมการเรียนรู้ร่วมกับผู้ใช้งานผ่านเทคโนโลยีของ AI ได้ทำให้มันกลายเป็นแปรงสีฟัน AI ที่จะสามารถวิเคราะห์รูปแบบการแปรงหลายพันแบบและช่วยให้คุณรู้ว่าจะแปรงฟันที่ส่วนไหนถึงจะดีต่อคุณที่สุดนั่นเอง

Oral-B อ้างว่า แอพที่ได้รับข้อมูลจากแปรงสีฟันของคุณ โดยมันสามารถฝึกเทคนิคในการแปรงฟันตามรายบุคคล ตามพฤติกรรมของคุณ ซึ่งอ้างอิงจากข้อมูลงานวิจัยด้านทันตกรรมที่มีมหาศาลของ Oral-B

แปรงสีฟันที่ล้ำสมัยใช้การผสมผสานของเทคโนโลยี gyroscopes และ accelerometer ที่สามารถวิเคราะห์รูปแบบการแปรงฟัน และการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในขณะที่การแปรงเพื่อทำความเข้าใจวิธีการแปรงของผู้ใช้งาน

ทำงานร่วมกับแอปเพื่อวิเคราะห์การแปรงของผู้ใช้งาน
ทำงานร่วมกับแอปเพื่อวิเคราะห์การแปรงของผู้ใช้งาน

ซึ่งจะทำให้ทาง Oral B นั้นได้รับข้อมูลต่าง ๆ จาก คนหลายพันคน ที่มีการส่งข้อมูลเข้ามาเพื่อให้ AI วิเคราะห์ และช่วยแนะนำให้พวกเขาแปรงในวิธีที่ถูกต้อง ด้วยการคำนวนผ่านอัลกอริธึมทางด้าน AI

แปรง Genius X เป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมที่จะช่วยให้เทคนิคการแปรงของคุณสมบูรณ์แบบ ผู้คนส่วนใหญ่นั้นล้วนแปรงฟันไม่ถูกต้อง ไม่ถูกวิธี และทันตแพทย์ต้องใช้เวลากับพวกเขาในการสอนเทคนิคที่ถูกต้องเพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาดูแลฟันและเหงือกของพวกเขาอย่างถูกต้องที่บ้าน  ซึ่งการใช้เทคโนโลยีมาช่วย ก็จะช่วยลดการแบ่งเบาภาระของทันตแทพย์ไปได้มาก

ซึ่ง Genius X ยังมีโหมดการแปรงลิ้นเพื่อช่วยปรับปรุงสุขภาพช่องปากโดยรวม บ่อยครั้งที่มักจะพบแบคทีเรียส่วนใหญ่ที่ทำให้เกิดกลิ่นบนลิ้น และเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องรักษาความสะอาดของลิ้นด้วยนั่นเอง

สินค้านี้มีจำหน่ายในประเทศไทย

** ตอนนี้ที่ Lazada จัดโปรโมชั่นสำหรับสินค้าตัวนี้อยู่นะครับ สำหรับ ใครที่สนใจอยากจะซื้อไปลองเทคโนโลยีระดับเทพของการแปรงฟันนี้ สามารถเข้าไปได้เลยนะครับ ที่ https://c.lazada.co.th/t/c.EAbz ***

References : https://www.aidaily.co.uk

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ประวัติ Bill Gates ตอนที่ 12 : Hit Refresh

จากเรื่องราวทั้งหมดของ Series ชุดนี้ จะเห็นได้ว่า Bill Gates นั้นได้มีส่วนร่วมกับ Microsoft มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ยุคก่อตั้ง ในการปฏิวัติคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล เข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านอย่างยุคของ อินเตอร์เน็ต ที่ Microsoft ก็ไม่พลาดที่จะตกกระแส แต่อย่างใด ต้องแข่งขันกับคู่ต่อสู้ที่น่ากลัวที่สุดอย่าง Google แต่สุดท้าย Microsoft ก็ผ่านมันมาได้

และการเข้าสู่ยุคของมือถือ นั้น น่าจะเป็นช่วงปลายของ Bill Gates ที่จะมีบทบาทกับ Microsoft แล้ว ซึ่งกลยุทธ์ต่าง ๆ มากมายที่ Microsoft ใช้ต่อสู้ไม่ว่าจะแข่งขันกับคู่ต่อสู้รูปแบบใด ก็ล้วนแล้วแต่มี Bill Gates อยู่เบื้องหลังแทบจะทั้งสิ้น

Microsoft ในยุคของ Steve Balmer ผู้รับช่วงต่อจาก Bill Gate นั้นถึงแม้จะสามารถทำกำไรได้อย่างมหาศาลอย่างต่อเนื่อง แต่ภายในองค์กรนั้นกลับเต็มไปด้วยปัญหาการเมืองและวัฒนธรรมองค์กร

ความหยิ่งผยองในความสำเร็จของ Windows และเครื่องมือต่างๆที่ถูกออกแบบขึ้นเพื่อให้ผู้ใช้งานทุกคนมีประสิทธิภาพในการทำงานสูงขึ้นได้กลับทำให้ Microsoft ไม่สามารถพัฒนา “นวัตกรรม” และในที่สุดก็ได้ถูกคู่แข่งอย่าง Apple, Google, Facebook และ Amazon ก้าวขึ้นมาแซงหน้าในหลายๆด้านในที่สุด

และเมื่อเข้าสู่ยุคปลาย ของ CEO อย่าง Steve Ballmer นั้น ต้องบอกว่า เป็นช่วงขาลงที่ตกต่ำที่สุด ของ microsoft เลยก็ว่าได้ มีการก้าวเดินที่ผิดพลาดหลายอย่างในยุค Ballmber ขึ้นคุมบังเหียน ทั้งการพลาดในตลาดมือถือ ทั้งที่ตัวเองเป็นผู้นำอยู่ก่อนใน  Smart Phone ยุคก่อนหน้า iPhone ที่มี Windows Mobile ซึ่งถือว่าล้ำที่สุดในสมัยนั้นครองตลาดอยู่

เมื่อถึงเวลา ก็ต้องเปลี่ยนผู้นำเพื่อรับการเปลี่ยนแปลงของโลก ที่คนยุคเก่า ๆ เริ่มตามไม่ทัน ด้วยการเข้ามา Refresh Microsoft อีกครั้ง ของ สัตยา นาเดลลา ที่เปรียบเสมือนการเข้ามา Refresh องค์กรใหม่ทั้งหมด ผ่านการบริหารงานของเค้าหลังจากได้รับไม้ต่อมาจาก Steve Ballmer และ Bill Gates ที่ถึงเวลาลงจากตำแหน่งจริง ๆ เสียที

Microsoft ถึงเวลาส่งต่อให้ผู้นำรุ่นต่อไปเสียที
Microsoft ถึงเวลาส่งต่อให้ผู้นำรุ่นต่อไปเสียที

และการทิ้งผลิตภัณฑ์ Windows Phone ที่ไม่น่าจะต่อกรกับยักษ์ใหญ่ได้อีกแล้ว ที่ microsoft ทำการ take over Nokia เข้ามาในตอนแรกนั้น ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่สำคัญอย่างนึงของ สัตยา นาเดลลา ซึ่งมองว่า ในระยะยาว การลงทุนด้าน Windows Phone นั้นไม่น่าจะสามารถแย่งส่วนแบ่งจากเจ้าตลาดอย่าง IOS และ Android ได้อีกต่อไปแล้ว การตัดขาดทุน รวมถึงการโละพนักงานออกไปเป็นจำนวนมากเป็นสิ่งที่ยากของคนระดับ CEO แต่เพื่อพยุงบริษัทในระยะยาวนั้น ต้องถือว่า เป็นการที่ตัดสินใจที่ถูกต้องอย่างยิ่ง ของสัตยา นาเดลลา

และเราจะเห็นได้ว่า การแค่เพียงเปลี่ยนเพียงผู้นำเป็น สัตยา นาเดลลา ต้องบอกว่าเป็นการเลือกตัดสินใจที่ถูกต้องอีกครั้งนึงของ Microsoft และ Bill Gates เพราะใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่ปี ทุกอย่างก็พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ

ภาพลักษณ์ของ microsoft กลับมาดูดีขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ทั้งในเรื่องรายได้ กำไร ความเป็นบริษัทนวัตกรรม เริ่มดึงดูดคนรุ่นใหม่กลับมาทำงานได้อีกครั้ง ซึ่งแน่นอนว่าคนตัดสินใจคนสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในครั้งนี้ ก็คงต้องเป็น Bill Gates อีกนั่นเอง ที่ถึงเวลาแล้วจริง ๆ ที่เขาจะต้องลงจากตำแหน่งในการกำหนดยุทธศาสตร์ของ Microsoft เสียที เพราะมันได้ถึงเวลาแล้วที่ Microsoft จะได้ผลัดใบไปสู่ยุคใหม่ที่รุ่งโรจน์อีกครั้งนั่นเองครับผม

แล้วเราได้อะไรจากการเรื่องราวของ Bill Gates จาก Blog Series ชุดนี้

ต้องบอกว่าเรื่องราวของ Bill Gates นั้นได้แสดงให้เห็นถึงการต่อสู้ในเชิงธุรกิจ ที่ Bill Gates นั้นได้ทำมาโดยตลอดในฐานะผู้วางยุทธ์ศาสตร์หลักของ Microsoft แม้จะมีการเปลี่ยนผ่าน CEO ไปยัง Steve Ballmer แต่ Bill Gates ก็ยังคงมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจทุก ๆ ครั้งของ Microsoft

Bill Gates ได้พาทั้งตัวเขาเอง และ บริษัทอย่าง Microsoft ขึ้นไปสู่จุดสูงสุดของบริษัททางด้านเทคโนโลยีได้สำเร็จ ด้วยฝีมือของเขาแทบจะทั้งสิ้น ต้องบอกว่าเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจมาก ๆ

Microsoft นั้นเราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า เป็นองค์กรที่ใหญ่ และมีอุปสรรคมากมายต่อการเติบโต ซึ่งแน่นอนว่า องค์กรใหญ่ ๆ หลาย ๆ องค์กรต้องเคยเจอ เมื่อตัวเองเติบโตไม่ใช่บริษัทเล็ก ๆ อีกต่อไป การขับเคลื่อนเพื่อที่จะสู้กับบริษัทเล็ก  ๆ นั้นก็เป็นเรื่องยาก ซึ่งมันก็ไม่ได้เป็นเรื่องแปลกแต่อย่างใดกับสิ่งที่ Microsoft เจอ เพราะเราเห็นบทเรียนเหล่านี้มามากมายกับบริษัทยักษ์ใหญ่จำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่พวกเข้าเหล่านั้นกลับล่มสลายไปเลย แต่มันไม่ใช่กับ Microsoft

Microsoft กลับมาเติบโตได้อีกครั้งในยุคของ สัตยา นาเดลลา
Microsoft กลับมาเติบโตได้อีกครั้งในยุคของ สัตยา นาเดลลา

ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าแม้หลาย ๆ ครั้ง Microsoft จะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในรูปแบบธุรกิจใหม่ ๆ แต่อย่างน้อยพวกเขาก็ได้ลองแข่งขัน และได้เรียนรู้วิธีที่จะสู้กับบริษัทเล็ก ๆ เหล่านี้  ซึ่งสุดท้ายในปัจจุบัน เราจะเห็น Microsoft สามารถปรับตัวให้เข้ากับการแข่งขันในธุรกิจยุคใหม่ได้ในที่สุด ไม่ได้ล้มหายตายจากเหมือนยักษ์ใหญ่บริษัทอื่น ๆ  และสามารถก้าวอย่างมั่นคงมาจวบจนถึงปัจจุบันนั่นเองครับ

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 A Revolution Begins *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

อย่าลืมติดตามผลงานเรื่องต่อ ๆ ไปของผมก่อนใครได้ที่ blockdit นะครับ โหลดได้เลย

อย่าลืม ค้นหา “ด.ดล Blog” แล้ว กด follow กันด้วยนะครับผม

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

AI กับการทำนายความอยู่รอดของผู้ป่วยมะเร็ง

การหาอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็งนั้นขึ้นอยู่กับผลการทดสอบทางพยาธิวิทยา ซึ่งมันอาจเป็นเรื่องยากสำหรับแพทย์ในการพยากรณ์โรคในบางกรณี แต่ AI ที่พัฒนาขึ้นใหม่กำลังจะมาช่วยแพทย์ในการวินิจฉัยถึงความอยู่รอดของผู้ป่วยในอนาคต

นักวิทยาศาสตร์ที่ Imperial College London และมหาวิทยาลัยเมลเบิร์นได้พัฒนาซอฟต์แวร์ Machine Learning ที่สามารถทำนายการพยากรณ์โรคของผู้ป่วยมะเร็งรังไข่และผลที่ได้พบว่ามีความแม่นยำสูงกว่าวิธีการทั่วไป

งานวิจัยและผลลัพธ์ของการทดลองครั้งแรกของพวกเขาถูกตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communications 

นักวิจัยพบว่าอัตราการรอดชีวิตของมะเร็งรังไข่อยู่ที่ประมาณ 35-40 เปอร์เซ็นต์แม้จะมีทางเลือกในการรักษาจำนวนมาก มีผู้ป่วยใหม่ 6,000 รายที่ปรากฏขึ้นในสหราชอาณาจักรทุกปี

แต่การพัฒนาการรักษาที่ปรับให้เหมาะกับผู้ป่วยเป็นสิ่งสำคัญ

นักวิจัยพัฒนา“ radiomic prognostic vector” (RPV) – ซอฟต์แวร์ที่มีลักษณะทางชีววิทยาของเนื้องอกทั้งสี่รวมถึงโครงสร้างรูปร่างขนาดและการตบแต่งทางพันธุกรรมในการสแกนด้วยเครื่อง CT ซึ่งมีความแม่นยำในการทำนายถึง 4 เท่า ซึ่งเป็นผลลัพธ์เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการทั่วไปในการทดลองที่ตรวจสอบตัวอย่างจากผู้หญิงจำนวน 364 คน

ซอฟต์แวร์ RPV ยังสามารถระบุได้ถึงร้อยละ 5 ของผู้ป่วยที่ปกติจะมีชีวิตอยู่เพียงสองปี พวกเขาสามารถปรับปรุงการพยากรณ์โรคและเพิ่มประสิทธิภาพแผนการรักษาสำหรับผู้ป่วยเหล่านั้นให้ดีขึ้นได้

“ปัญญาประดิษฐ์มีศักยภาพที่จะเปลี่ยนวิธีการดูแลสุขภาพเพื่อปรับปรุงการรักษาของผู้ป่วย” รังสีแพทย์ที่อิมพีเรียลคอลเลจ Andrea Rockall กล่าวในการแถลงข่าว “ ซอฟต์แวร์ของเราเป็นตัวอย่างของสิ่งนี้และเราหวังว่าจะสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการช่วยแพทย์ในการจัดการและรักษาผู้ป่วยมะเร็งรังไข่ได้ดีที่สุดในอนาคต”

References : https://eurekalert.org https://www.machinedesign.com/sites/machinedesign.com/files/ovarianPROMO-980554618.jpg

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol