Geek Monday EP18 : Tencent กับกลยุทธ์ Make AI Everywhere

ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งบริษัทยักษ์ใหญ่ทางด้านเทคโนโลยีของจีนที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีนผลักดันให้พัฒนาเทคโนโลยี AI รุ่นต่อไป Tencent ก็กำลังประสบความสำเร็จในการลงทุนด้านเทคโนโลยีใหม่

Tencent เป็นนักลงทุนอันดับต้น ๆ (รายงานว่ามีมูลค่า 120 ล้านเหรียญสหรัฐ) ในการก่อตั้ง UBTech ซึ่งเป็น บริษัท ที่มุ่งเน้นไปที่หุ่นยนต์ ซึ่งหุ่นยนต์ของ UBTech ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือ Walker ซึ่งเป็นหุ่นยนต์สองเท้าที่เปิดตัวในงาน Consumer Electronics Show ปี 2018 ที่สามารถเดินลงบันไดได้เหมือนมนุษย์ 

และในบรรดา บริษัท เทคโนโลยีจีนที่รู้จักกันในชื่อ BAT (Baidu, Alibaba และ Tencent), Tencent มีส่วนร่วมในข้อตกลงและความร่วมมือด้าน AI มากที่สุด และการลงทุนด้าน AI ส่วนใหญ่นั้นอยู่ในสหรัฐอเมริกา

ซึ่งในความร่วมมือกับบริษัทในหลายอุตสาหกรรมรวมถึงกลุ่มยานยนต์ปักกิ่ง (BAIC) Tencent ลงทุนในการพัฒนาเทคโนโลยี AI เพื่อใช้ในยานพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยตนเอง

ในด้านอุตสาหกรรม Healthcare ก็เช่นกัน ที่ AI เป็นหลักสำคัญที่ Tencent ต้องวิจัยและพัฒนา ซึ่งจีนต้องการเป็นผู้นำระดับโลกด้านการแพทย์โดยใช้เทคโนโลยี AI 

สถาบันทางการแพทย์มากกว่า 38,000 แห่ง มีบัญชี WeChat และ 60% ของสถาบันเหล่านี้อนุญาตให้ผู้ป่วยจองนัดหมายออนไลน์ นอกจากนี้ยังมีโรงพยาบาล 2,000 แห่งที่รับชำระเงิน WeChat บริการเหล่านี้อนุญาตให้ Tencent รวบรวมข้อมูลผู้ผู้ป่วยที่มีค่าซึ่งจะช่วยในการฝึกอบรมอัลกอริทึมด้าน AI ให้มีความฉลาดมากยิ่งขึ้น

และในการเป็นหุ้นส่วนล่าสุดกับ Babylon Health ผู้ใช้ WeChat จะสามารถเข้าถึงผู้ช่วยด้านการดูแลสุขภาพแบบเสมือน Tencent ได้ลงทุนใน iCarbonX ซึ่งเป็น บริษัท ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาตัวแทนแบบดิจิทัลของแต่ละบุคคลเพื่อช่วยให้การแพทย์ส่วนบุคคลสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

ความพยายามด้านการวิจัยและพัฒนาภายในของ Tencent ทำให้เกิดการพัฒนาแพลตฟอร์ม AI ในการดูแลสุขภาพอย่าง Miying ที่เปิดตัวในปี 2017 แพลตฟอร์มนี้ช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพสามารถวินิจฉัยโรคมะเร็งประเภทต่างๆและวิเคราะห์รวมถึงจัดการบันทึกการดูแลสุขภาของผู้ป่วยได้

Tencent ถือเป็นผู้เล่นคนสำคัญในความทะเยอทะยานของจีนที่จะเป็นผู้นำด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในระดับโลก เนื่องจากในอนาคต AI จะเปลี่ยนอุตสาหกรรมในทุกประเภท และ Tencent กำลังก้าวนำเพื่อสร้างบริษัทให้แข็งแกร่งในอนาคตด้วยกลยุทธ์ Make AI Everywhere นั่นเองครับ

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

ฟังผ่าน Podbean : 
https://tharadhol.podbean.com/e/geek-monday-ep18-tencent-make-ai-everywhere/

ฟังผ่าน Spotify : https://open.spotify.com/episode/17Wrb6NvMKdGsvQ0wLtHAF

ฟังผ่าน Youtube :
https://youtu.be/4-DZSIp9oFw

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ประวัติ Bill Gates ตอนที่ 1 : A Revolution Begins

เรื่องราวมันก็เหมือนกับเด็กอัจฉริยะทางคอมพิวเตอร์ทั่วโลกที่เกมส์นั้นเป็นจุดดึงดูดพวกเขาให้เข้ามาสู่โลกของคอมพิวเตอร์ ซึ่งเด็กน้อยที่ชื่อ Bill Gates ก็เช่นเดียวกัน ในวัยเพียง 13 ขวบนั้น เขาก็ได้เริ่มเขียนโปรแกรมตัวแรกขึ้นมานั่นก็คือ Tic-Tac-Toe มันคือเกมส์ O-X ที่เราเล่นกันนั่นเอง

และเมื่อย้อนกลับไปในช่วงวัยดังกล่าวของ Bill Gates นั้นก็ต้องบอกว่าคอมพิวเตอร์ในสมัยนั้นยังเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น ไม่ต้องพูดถึงคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่ยังไม่มีใช้งานกันเลย ตอนนั้นเป็นคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ และที่สำคัญมันยังประมวลผลได้ช้ามาก ๆ อีกด้วยเมื่อเทียบกับความเร็วของคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันต้องบอกว่าห่างกันหลายล้านปีแสงเลยก็ว่าได้

ในช่วงปี 1960 โรงเรียนมัธยมของ Bill Gates อย่างโรงเรียนเลกไซด์ ในเมืองซีแอตเติล ได้ทำการตัดสินใจครั้งสำคัญในการติดตั้งอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ Terminal เพื่อให้เหล่านักเรียนได้มีคอมพิวเตอร์ใช้ในเวลาว่างนั่นเอง

และเนื่องด้วยมันเป็นคอมพิวเตอร์แบบ Terminal เพราะฉะนั้นมันเป็นการฝึกปรือฝีมือให้กับ Bill Gates ได้อย่างดีในการทดสอบโปรแกรมที่เขียนไป เพราะมันจะรู้ได้ทันทีผ่าน Terminal ว่าโปรแกรมนั้นสมบูรณ์หรือไม่ เรียกได้ว่า เป็นการฝึก Bill Gates ให้ทำงานแบบ Perfect มาตั้งแต่เยาว์วัยเลยก็ว่าได้

แต่แน่นอนว่าการเข้ามาคลุกคลีกับคอมพิวเตอร์มากไปของ Gates นั้น ก็ทำให้เขาเริ่มมีปัญหากับการเข้าสังคม เพื่อไปร่วมกิจกรรมเหมือนเด็ก ๆ คนอื่น เพื่อนๆ เขาก็ได้ตีตราเขาให้กลายเป็นมนุษย์คอมพิวเตอร์ตั้งแต่เด็ก

และการเล่นคอมพิวเตอร์ในสมัยนั้นมันต้องแลกมาด้วยค่าเช่าเวลาเพื่อใช้งานคอมพิวเตอร์ ซึ่งทำให้ Gates ต้องคิดหาทางสร้างรายได้เพื่อมาใช้เวลากับคอมพิวเตอร์แสนรักของเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

และนี่เองเป็นจุดเริ่มต้นให้ Gates เข้าสู่ธุรกิจ Software เป็นครั้งแรก เพื่อหาเงินมาจ่ายค่าเวลาคอมพิวเตอร์นั่นเอง ตอนนั้น Gates และ คู่หูต่างวัยอย่าง Pual Allen ได้เริ่มรับงานเขียนโปรแกรมในช่วงปิดเทอม ซึ่งต้องบอกว่าทำเงินได้ถึง 5,000 เหรียญ ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่ไม่น้อยเลยสำหรับเด็กมัธยมปลายอย่าง Gates

คู่หูต่างวัยหารายได้เสริมเพื่อมาจ่ายค่าเช่าเวลาคอมพิวเตอร์

ตัว Pual Allen นั้นมีอายุมากกว่า Gates 3 ปี ซึ่งจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของทั้งคู่คือการที่ Allen ได้นำวารสาร Popular Electronics มาให้ Gates ได้ดู ซึ่งกล่าวถึงการพัฒนา Microprocessor 8008 ของบริษัท Intel

หากย้อนกลับไปต้องบอกว่าในยุคนั้น คอมพิวเตอร์ยังไม่มีแนวความคิดที่จะสร้างเครื่องคอมพิวเตอร์ขึ้นมาจริง ๆ จาก Microprocessor เลยด้วยซ้ำ ซึ่งตอนนั้นผู้คนต่างมองเป็นเรื่องเพ้อฝันหากคิดถึงเรื่องของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล

แม้ตัว 8008 นั้นจะทำอะไรได้ไม่มาก แต่ถือเป็นการทดลองได้อย่างดีของคู่หูทั้งสองที่จะนำเอา Microprocessor มาสร้างอะไรบางอย่าง ซึ่งทั้งคู่นั้นคิดว่าชิปขนาดเล็กอย่าง 8008 นั้นน่าจะมาสร้างวงจรการวิเคราะห์ข้อมูลและนับจำนวนรถยนต์ที่วิ่งบนถนนได้

และมันเป็นจุดเริ่มต้นให้ทั้งคู่ได้สร้างบริษัทแรกขึ้นมาในชื่อ Traf-O-Data โดยผลิตเครื่องต้นแบบของการนับรถยนต์ และได้นำเสนอไปยังเทศบาลหลายแห่ง แต่ไม่มีใครสนใจแนวคิดของพวกเขาเลย เพราะพวกเขาทั้งสองยังดูเป็นเด็กน้อยอยู่ในขณะนั้น

Traf-O-Data เครื่องนับรถยนต์อัตโนมัติ ที่ตอนนั้นแทบจะไม่มีใครสนใจซื้อมัน

แต่มันก็ได้เกิดจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญอีกครั้งเพราะในปี ค.ศ. 1974 Intel ได้ประกาศชิปตัวใหม่ของบริษัทคือ 8080 ซึ่งทำงานได้เร็วกว่า 8008 ถึง 10 เท่า และนี่เองที่ทำให้ ทั้ง Gates และ Allen ได้ค้นพบสิ่งสำคัญที่สุดครั้งนึงในประศาสตร์คอมพิวเตอร์ นั่นคือ หัวใจของเครื่องคอมพิวเตอร์ยุคใหม่นั่นเอง

ตอนนั้นต้องบอกว่าเหล่าบริษัทคอมพิวเตอร์ไม่ได้มอง Microprocessor เหล่านี้เป็นคู่แข่งเลยด้วยซ้ำ แม้กระทั่งผู้ผลิตอย่าง Intel เอง ก็แทบจะมองไม่เห็นศักยภาพของ 8080 เหมือนที่ Gates และ Allen กำลังมองเห็น

ทั้งคู่มองเห็นอนาคตของวงการคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล และเห็นว่าชิปตัวใหม่อย่าง 8080 นี้สามารถพัฒนาเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สมบูรณ์แบบได้ และที่สำคัญยังมีราคาไม่แพง โดยตัวชิป มีราคาประมาณ 200 เหรียญเท่านั้น และสามารถนำมาแก้ไขปรับปรุงได้ง่ายผ่านความสามารถทางด้าน Software ของทั้งคู่

ในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่ Bill Gates ได้เข้าเรียนที่ Harvard เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่เขายังมีความฝันที่จะสร้างบริษัท Software ให้สำเร็จ เพราะเขามองเห็นโอกาสและอนาคตที่ยิ่งใหญ่ของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลรออยู่ข้างหน้า

โดย Gates นั้นได้ส่งจดหมายของเขาไปยังบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่ง เสนอตัวที่จะเขียนโปรแกรมภาษา Basic สำหรับชิป Intel ตัวใหม่นี้ แต่ไม่มีผู้ใดตอบรับเขาเลย ทำให้ Gates รู้สึกท้อแท้หมดความหวังเป็นอย่างมาก

และในช่วงเวลานั้นเองที่เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ Gates และ Allen ตกใจสุดขีดเนื่องจากวารสาร Popular Electronics ได้เปิดเผยเครื่อง Altair 8800 ซึ่งมันเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กเครื่องแรก และมันเป็นแนวคิดเดียวกับที่ทั้ง Gates และ Allen คิด แต่ตอนนี้มีคนทำตัดหน้าเขาไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

Altair 8800 กับแนวคิด Micro Computer ครั้งแรกของโลก

แต่อย่างน้อย Altair 8800 มันไม่มี Software มันจึงไม่สามารถส่งคำสั่งใด ๆ ได้ ไม่มีคีย์บอร์ด ไม่มีจอภาพ และมันถึงเวลาสำคัญของทั้งคู่แล้ว โครงการแรกของทั้งคู่ในบริษัทที่จัดตั้งขึ้นใหม่คือ การเขียนโปรแกรมภาษา Basic สำหรับเครื่อง Altair 8800 ตัวนี้นั่นเอง

ซึ่งทั้งคู่ต้องทำงานกับแบบไม่หลับไม่นอน ไม่รู้วันรู้คืน และใช้เวลาตลอด 5 สัปดาห์ในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน สร้างโปรแกรมภาษา Basic สำหรับเครื่อง Altair 8800 ได้สำเร็จ และนี่เองได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่ ของ บริษัท Software สำหรับ ไมโครคอมพิวเตอร์แห่งแรกของโลก ซึ่งทั้งคู่ตั้งชื่อมันว่า “Microsoft” นั่นเองครับ

–> อ่านตอนที่ 2 : The Standard

References : https://e.rpp-noticias.io/large/2015/10/28/18379001jpg.jpg

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Blog Series : Bill Gates-The Man Behind Microsoft Empire

ชายผู้เป็นตำนานที่ยิ่งใหญ่แห่งวงการเทคโนโลยีโลก ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาของ Microsoft การที่ผู้ชายคนนึงได้ก้าวข้ามผ่านยุคการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยี ตั้งแต่ยุคเริ่มต้นของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล การเกิดขึ้นของ internet การเข้าสู่โลก Social Network และ การก้าวเข้าสู่ยุคมือถืออย่างที่เราได้เห็นในปัจจุบัน

ต้องบอกว่า มีเพียงไม่กี่คนในโลกที่ได้เห็นการเปลี่ยนผ่านเหล่านี้ ผ่านบริษัทตัวเองอย่าง Microsoft ทำให้ Microsoft กลายเป็นยักษ์ใหญ่ทางเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง ที่ผ่านมรสุมการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีมามากมายได้อย่างไร

ต้องบอกว่า Bill Gates ถือเป็นบุคคลสำคัญที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Microsoft ในทุก ๆ ยุค เป็นเรื่องน่าสนใจอย่างมากว่าเค้าสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีที่ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างไร

Blog Series ชุดนี้จะมานำเสนอเรื่องราวของชายที่น่าสนใจคนนี้กันครับ โดยเนื้อหาหลักนั้นจะมาจากหนังสือสองเล่ม คือ The Road Ahead ที่แปลโดย น.ต. วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ รวมถึงอีกเล่มหนึ่งคือ หนังสือ Bill Gates Speaks : Insight from the world’s greatest entrepreneur

หนังสือ Bill Gates
หนังสือ Bill Gates

ร่วมกับข้อมูลอื่น ๆ ที่มีอยู่ในโลก internet นะครับ หวังว่าจะถ่ายทอดเรื่องราวของ Bill Gates ออกมาได้อย่างน่าสนใจอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งยังไงก็ฝากติดตามกันด้วยนะครับผม

–> อ่านตอนที่ 1 : A Revolution Begin

References : http://www.famous-entrepreneurs.com/images/bill-gates.jpg

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

จีนเริ่มควบคุมการใช้เทคโนโลยี Facial Recognition ในโรงเรียน

รัฐบาลจีนกล่าวว่ามีแผนที่จะควบคุมการใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้าและแอพอื่น ๆ ภายในโรงเรียน โดยเป็นการส่งสัญญาณมาจาก Lei Chaozi ผู้อำนวยการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของกระทรวงศึกษาธิการของจีน

ซึ่งตามรายงานของมหาวิทยาลัยในประเทศจีนกำลังทดลองเทคโนโลยีเพื่อติดตามการเข้าร่วมและพฤติกรรมของนักเรียนในชั้นเรียน

โครงการนำร่องได้พบกับคำวิจารณ์ออนไลน์อย่างมากมายในเรื่องความเป็นส่วนตัว ซึ่งตัวอย่างการใช้งานในมหาวิทยาลัย China Pharmaceutical (CPU) ในหนานจิงมณฑลเจียงซูโดยใช้เทคโนโลยีที่ประตูโรงเรียนและหอพักของนักศึกษาเพื่อติดตามพฤติกรรมของนักศึกษา

ซึ่งเมื่อปีที่แล้วมีเครือข่ายของอุปกรณ์ที่คอยสอดส่องนักเรียน ซึ่งสามารถแจ้งเตือนพฤติกรรมนักเรียนได้แบบเรียลไทม์เกี่ยวกับพฤติกรรมของนักเรียน ซึ่งได้มีการติดตั้งที่โรงเรียนมัธยมในเมืองหางโจว

Mr Lei บอกกับเว็บไซต์ thepaper.cn ว่าการใช้เทคโนโลยีการจดจำใบหน้าในมหาวิทยาลัยทำให้เกิดความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว

“เราต้องระวังให้มากเมื่อพูดถึงข้อมูลส่วนบุคคลของนักเรียน” Lei กล่าว (ภาษาจีน) “อย่าเก็บข้อมูลเหล่านี้ถ้ามันไม่จำเป็นและพยายามเก็บข้อมูลของนักเรียนนักศึกษาให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้”

กระทรวงศึกษาธิการออกแถลงการณ์ใหม่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาเกี่ยวกับการใช้แอปทุกประเภทที่ผู้ให้บริการด้านการศึกษาใช้ในการติดตามนักเรียน

โดยมีการแนะนำหน่วยงานด้านการศึกษาและโรงเรียนให้สอบถามความคิดเห็นของผู้ปกครองนักเรียนและครูก่อนจะนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้งานจริง

โดยแอปที่ใช้งานทั้งหมดจะต้องลงทะเบียนภายในสิ้นปีนี้ เพื่อสร้างฐานข้อมูลเพื่อการควบคุมที่ดีขึ้นรายงานกล่าว

เทคโนโลยีที่มีการถกเถียงกันอยู่ในตอนนี้นั้นรวมถึง”เครื่องแบบอัจฉริยะ” เพื่อตรวจสอบพิกัดของนักเรียนในโรงเรียนซึ่งตอนนี้มีการใช้งานอยู่ในโรงเรียนหลายแห่งในประเทศจีน รายงานจาก The Global Times

ประเทศจีนได้กลายเป็นผู้บุกเบิกในการใช้การจดจำใบหน้าและเทคโนโลยีการเฝ้าระวังอื่น ๆ ในโรงเรียน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างมากว่า จะช่วยยกระดับการศึกษาของจีนได้จริงหรือไม่ เมื่อเทียบกับการต้องสูญเสียความเป็นส่วนตัวของนักเรียนที่กำลังเป็นที่ถกเถียงกันอย่างมากในโลกออนไลน์ในขณะนี้นั่นเอง

References : https://www.bbc.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Volkswagen กับการแปลงร่าง Beetle ให้กลายเป็นรถไฟฟ้า

Volkswagen ยักษ์ใหญ่ยานยนต์แห่งประเทศเยอรมนี ประกาศว่า ได้ผลิตชุดแปลงไฟฟ้าที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งสามารถแปลง Beetle ที่ขับเคลื่อนด้วยน้ำมันแบบคลาสสิกให้กลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นข่าวดีมาก ๆ สำหรับเจ้าของรถที่รักสิ่งแวดล้อม และ Beetle ยังเป็นรถยนต์ที่เป็นสัญลักษณ์ของรถยนต์เยอรมันมาอย่างยาวนาน

“การนำเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าผสมผสานกับเสน่ห์ของรถคลาสสิกของเราที่มีความคล่องตัวในการขับขี่ในอนาคต” Thomas Schmall ซึ่งเป็นสมาชิกของคณะกรรมการโฟล์คสวาเกน กล่าวในการแถลงข่าว

จากการแถลงข่าวของ Volkswagen ชุดแปลง Beetle นี้จะผสมผสานเทคโนโลยีจากรถยนต์ e-Up ที่เป็นรถยนต์ไฟฟ้าตัวเรือธงของบริษัท

ชุดอัปเกรดประกอบด้วยโมดูลแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนสูงสุด 14 โมดูล และเมื่อติดตั้งไดรฟ์ไฟฟ้าแล้ว Beetle แบบคลาสสิคจะวิ่งได้สูงสุดที่ 200 กิโลเมตร (124 ไมล์) ด้วยความเร็วสูงสุดถึง 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (93 ไมล์ต่อชั่วโมง).

โดย Volkswagen ไม่ได้วางแผนที่จะใช้พลังงานไฟฟ้าเฉพาะรุ่น Beetle เพียงเท่านั้น Schmall กล่าวว่าตอนนี้กำลังมองหาชุดแปลงสำหรับรถบัส Volkswagen และอาจมองไปถึงรถสปอร์ตอย่าง Porsche 356 ด้วยเช่นกัน

น่าเสียดายที่คนอเมริกันที่สนใจแปลง Beetle แบบคลาสสิกเป็นไฟฟ้าจะลำบากหน่อย โดย Volkswagen ได้ร่วมมือกับ บริษัท eClassics สำหรับการแปลงไฟฟ้าให้เจ้า Beetle และตอนนี้สามารถทำได้เฉพาะในประเทศเยอรมนีเท่านั้น

References : https://electrek.co

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol