ประวัติ TED กับสุดยอดแรงบันดาลใจและการเรียนรู้ที่ไม่มีที่สิ้นสุด

TED เกิดขึ้นในปี 1984 จาก Richard Saul Wurman เกี่ยวกับการรวมพลังในศาสตร์ต่าง ๆ 3 สาขา ได้แก่ เทคโนโลยี ความบันเทิง และการออกแบบ โดยการประชุม TED ในครั้งแรกนั้น เขาและผู้ร่วมก่อตั้งอย่าง Harry Marks ได้แสดงการสาธิเทคโนโลยีอย่าง Compact disc , e-book และการใช้เทคโนโลยี cutting-edge 3D graphics จากลูคัสฟิล์ม โดยในขณะที่นักคณิตศาสตร์อย่าง Benoit Mandelbrot แสดงให้เห็นถึงวิธีการทำแผนที่ชายฝั่งโดยใช้ทฤษฎีใหม่ของเขาอย่าง fractal geometry

แต่แม้ช่วงแรก ๆ นั้น จะเป็นองค์กรที่มีแต่ค่าใช้จ่าย ซึ่งต้องใช้เวลาถึง 6 ปีก่อนที่ Wurman และ Marks จะพยายามอีกครั้ง ในปี 1990 ในขณะที่โลกพร้อมแล้วนั้น การประชุม TEDได้กลายเป็นงานประจำปีที่เมืองมอนเทอเรย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งสามารถดึงดูดผู้ชมที่เพิ่มมากขึ้นและมีอิทธิพลจากสาขาวิชาต่าง ๆ ที่มาจากความอยากรู้อยากเห็นและความใจกว้างของเหล่าผู้ที่มาพูด ซึ่งรวมถึงการค้นพบความลับที่น่าตื่นเต้นในหลาย ๆ เรื่องผ่านเวทีนี้ 

ในขณะเดียวกันบัญชีรายชื่อของผู้นำเสนอก็รวมไปถึงนักวิทยาศาสตร์ นักปรัชญา นักกดนตรีผู้นำทางธุรกิจและผู้นำศาสนาผู้ใจบุญและคนอื่น ๆ อีกมากมาย สำหรับผู้เข้าร่วมที่มีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ

TED ได้กลายเป็นหนึ่งในไฮไลท์ทางด้านการแสดงออกทางปัญญาของปี และการที่ผู้ประกอบการสื่อ Chris Anderson ที่ได้พบกับ Wurman ในปี 2000 เพื่อหารือเกี่ยวกับอนาคตของการประชุม TED ซึ่งได้มีข้อตกลงเกิดขึ้นและในปี 2001 มูลนิธิ Sapling ที่ไม่แสวงหากำไรของ Anderson ได้รับ TED เข้ามาดูแล และ Anderson ก็กลายเป็นผู้ดูแลกิจการทั้งหมดของ TED ในที่สุด

Richard Saul Wurman ผู่ก่อตั้ง TED
Richard Saul Wurman ผู่ก่อตั้ง TED

ในการประชุมที่ไม่แสวงหาผลกำไร Anderson ยืนหยัดด้วยหลักการที่ทำให้ TED มีความยอดเยี่ยมที่สุด: ซึ่งรูปแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจ และด้วยปริมาณของเนื้อหาที่มีอยู่มากมาย รวมถึงความมุ่งมั่นที่จะค้นหาผู้คนที่น่าสนใจที่สุดบนโลก เพื่อมาพูดในเวทีนี้ ในไม่ช้ามันก็ชัดเจนว่าความคิดและแรงบันดาลใจที่สร้างขึ้นที่ TED นั้นน่าจะส่งผลดีออกไปได้ไกลเกินกว่า เพียงในเมืองของมอนเทอเรย์ อีกต่อไป

ดังนั้นปี 2001-2006 เราจึงได้เห็นการเพิ่มเติมที่สำคัญสามประการในตระกูล TED:

  • การประชุม TEDGlobal ที่จัดขึ้นในสถานที่ต่างๆทั่วโลก
  • รางวัล TED Prize ซึ่งให้รางวัลกับผู้ชนะ ที่ต้องการที่จะเปลี่ยนโลก
  • TED Talks ซีรีย์เสียงและวิดีโอซึ่งเป็นเนื้อหา TED ที่ดีที่สุดโดยปล่อยออกมาในโลกออนไลน์แบบฟรี

โดยตอนแรกของ TED Talks ถูกโพสต์ออนไลน์ในวันที่ 27 มิถุนายน 2006 เมื่อผ่านไปถึงเดือนกันยายนมีผู้คนเข้ามาชมมากกว่าหนึ่งล้านวิว TED Talks ได้รับความนิยมอย่างมากจนในปี 2007 เว็บไซต์ของ TED ได้เปิดตัวรูปแบบใหม่ ซึ่งทำให้ผู้ชมทั่วโลกสามารถเข้าถึงนักคิด ผู้นำและ ครูบาอาจารย์ต่าง ๆ ที่ขึ้นเวที ที่ล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกได้

ในปี 2008 ได้เปิดตัวการ Broadcast รูปแบบใหม่ที่สร้างขึ้นโดย TED Talks โดยมีการเปิดตัว TEDActive ซึ่งเป็นการออกอากาศสดแบบคู่ขนานของการประชุม TED ในฤดูใบไม้ผลิซึ่งทำให้ผู้คนจำนวนมากสามารถเข้าร่วม join ได้ในราคาที่ถูกลง 

ในปี 2009 จำนวนการดู TED Talk ได้เพิ่มขึ้นเป็น 100 ล้านครั้ง และได้ทำให้มีการแจ้งเกิด Internet Heroes อย่าง Jill Bolte Taylor และ Sir Ken Robinson

ในปีเดียวกันนั้น โปรแกรม TED Fellows ได้เปิดตัวขึ้น เพื่อนำเสนอนวัตกรรมที่กำลังมาแรงจากทั่วโลกไปสู่การประชุมแบบฟรี ในปีเดียวกันนั้นก็ได้มีการสร้าง TEDx ซึ่งเป็นรูปแบบที่เปิดกว้างของ TED สำหรับกิจกรรมในท้องถิ่นที่จัดขึ้นได้อย่างอิสระ และในเวลาเดียวกันได้เริ่มโปรแกรม TED Translator เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ TED Talks เพื่อแปลเป็นภาษาต่าง ๆ กว่า 100 ภาษา

ในเดือนมีนาคม 2012 TED-Ed ได้เปิดตัวขึ้นเพื่อสร้างบทเรียนวิดีโอสั้น ๆ ที่มุ่งเป้าไปที่นักการศึกษา และในเดือนเมษายน 2012 ได้เปิดตัว TED Radio Hour ซึ่งเป็นหุ้นส่วนที่นำความคิดและเรื่องราวจาก TED Talks ไปยังผู้ฟังผ่านทางวิทยุสาธารณะ โครงการทั้งหมดเหล่านี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างการเข้าถึงแนวคิดที่มากขึ้นและเป็นการเข้าถึงแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด

ในฤดูใบไม้ร่วงปี 2012 TED Talks ได้ฉลองการเข้าดูวิดีโอถึงหนึ่งในพันล้านครั้ง ในขณะที่ TED Talks ได้รับการเฝ้าจับตามองจากทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง โดยมีเหล่าผู้คนหน้าใหม่ที่มีการเข้าดูเฉลี่ยถึง 17 ครั้ง

มีคนชื่อดังมากมายขึ้นเวทีพูดเพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจ
มีคนชื่อดังมากมายขึ้นเวทีพูดเพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจ

การประชุมและกิจกรรมของ TED จะสร้างแรงบันดาลใจ และกระตุ้นให้ผู้เข้าร่วมประชุมรู้สึกตื่นเต้นกับองค์ความรู้ใหม่ ๆ ได้อยู่ตลอดเวลา และในปี 2014 การประชุม TED ประจำปีฉลองครบรอบ 30 ปี ในเมืองแวนคูเวอร์ประเทศแคนาดา สาระสำคัญของการประชุมครั้งสำคัญครั้งนั้นก็คือ: ซึ่งเป็นการกล่าวถึงบทบาทต่อไป ของ TED ซึ่ง เป็นภาพสะท้อนของการพัฒนาในรอบ 30 ปีที่ผ่านมารวมถึงการมองสิ่งที่อยู่ข้างหน้าในอนาคตนั่นเองครับ

References : https://www.ted.com
wikipedia.org

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Quantum Supremacy กับอนาคตการประมวลผลของ Google

จากรายงาน โดย Financial Times ที่ได้รายงานเกี่ยวกับเรื่องทางเทคนิคของนาซ่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นักวิจัยของ Google ได้ประสบความสำเร็จในการสร้าง “quantum supremacy” กล่าวอีกนัยหนึ่งมันคือเทคโนโลยีควนตัมคอมพิวเตอร์ของพวกเขา ซึ่งสามารถให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้เร็วกว่าโปรเซสเซอร์คอมพิวเตอร์ทั่วไป 

“ สำหรับความรู้ของเราในการทดลองนี้นับเป็นการคำนวณโดยควอนตัมคอมพิวเตอร์ครั้งแรก ที่สามารถทำได้บนตัวประมวลผลเชิงปริมาณเพียงเท่านั้น” ซึ่งเอกสารยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการจาก Google

การแข่งขันระหว่างควอนตัมคอมพิวเตอร์และคอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิมนั้นไม่ได้มีความใกล้เคียงกันเลย โดยหน่วยประมวลผลสมรรถนะสูงอย่าง “ Sycamore” ซึ่งเป็นของ Google นั้นมีความเร็วถึง 53 qubits ซึ่งสามารถแก้ไขปัญหาที่หากใช้คอมพิวเตอร์แบบเดิม ๆ นั้นต้องใช้เวลานานเป็น 10,000 ปี ถึงจะแก้ได้สำเร็จ

หลังจากมีข่าวออกมาถึงเหตุการณ์สำคัญดังกล่าว Andrew Yang ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีได้เตือนบน Twitter ว่าคอมพิวเตอร์ของ Google สามารถใช้ในการทำลายการเข้ารหัสของคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันได้ทั้งหมด แต่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าการเข้ารหัสระดับสูงนั้นยังต้องใช้คอมพิวเตอร์ควอนตัมเพื่อถอดรหัสเป็นเวลาอีกหลายปี

ปัญหาคอมพิวเตอร์ควอนตัมของ Google ที่แก้ไขได้สำเร็จแล้วนั้น ก็อาจจะยังไม่เป็นประโยชน์แบบเห็นได้ชัดเจนมากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกแห่งความเป็นจริงตามรายงานของ Physics World เนื่องจากงานที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบการสุ่มของเลขฐานสอง ( Randomness of binary numbers ) ที่จะใช้ควอนตัมคอมพิวเตอร์มาแก้ไขปัญหานั้น เป็นสิ่งที่ไม่มีกรณีการใช้งานจริงมากมายนักในปัจจุบัน

แต่มันก็ยังถือได้ว่าเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญสำหรับพลังของการคำนวณโดยเทคโนโลยีควอนตัมคอมพิวเตอร์

References : https://physicsworld.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol