ประวัติ Google ตอนที่ 1 : When Larry Met Sergey

เหล่าวิศวกรระดับอัจฉริยะ นั้นจะมีพลังดึงดูดบางอย่างเข้าหากัน พวกเขาคุยกันถูกขอในเรื่องที่หลาย ๆ คนฟังแทบจะไม่รู้เรื่อง ซึ่ง คู่หูคู่หนึ่ง ที่กำลังจะเปลี่ยนประวัติศาสตร์ของโลกอินเตอร์เน็ตไปตลอดกาล กำลังเดินทางมาพบกันที่ มหาวิทยาลัยระดับท็อปอย่าง สแตนฟอร์ด 

ไม่ว่ามันเป็นโชคชะตา หรือ เรื่องบังเอิญให้ ลาร์รี่ เพจ ได้มาพบกับ เซอร์เกย์ บริน ในฤดูใบไม้ผลิของปี 1995 ปีที่ อินเตอร์เน็ตกำลังเติบโตอย่างสุดขีด มันได้กลายเป็นวัฒนธรรมใหม่ของคนทั่วโลกกับกระแสของ อินเตอร์เน็ตที่เกิดขึ้น

ทั้ง ลาร์รี่และ เซอร์เกย์นั้น ต่อติดกันแทบจะทันทีเมื่อได้พบเจอกันครั้งแรก ทั้งสองมีเคมีที่ตรงกันอย่างชัดเจน แม้จะเป็นเรื่องแปลกที่การพบกันครั้งแรกเป็นการถกเถียงกันในเรื่องบางอย่าง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากสำหรับการที่คนสองคนที่ไม่เคยได้พบเจอกันมาก่อน แต่ทุกอย่างก็ถูกเฉลย เพราะสิ่งที่เขาถกเถียงกันมันก็คือเรื่องเกมส์โปรดของพวกเขาทั้งสองนั่นเอง

สองคู่หูได้มาพบกันที่สแตนฟอร์ด
สองคู่หูได้มาพบกันที่สแตนฟอร์ด

เซอร์เกย์ นั้นเป็นยอดอัจฉริยะทางด้านคณิตศาสตร์ ที่หาตัวจับยากคนหนึ่งในสแตนฟอร์ดเลยก็ว่าได้ เขาสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีด้วยวัยเพียงแค่ 19 ปีเพียงเท่านั้น เป็นคนที่ชื่นชอบการเล่นกีฬา โดยเฉพาะ ว่ายน้ำ และ ยิมนาสติก เขาเป็นคนชอบเข้าสัมคมมากกว่า ลาร์รี่ ที่ดูเหมือนจะรู้สึกอึดอัดกับการเป็นนักเรียนระดับปริญญาเอกของสแตนฟอร์ด

แม้การพูดคุยถกเถียงกันตลอดของทั้งสองคนนั้น บางคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องของการอวดดี ชิงเด่น ต้องการโน้มน้าวให้อีกฝ่ายมาเชื่อ แต่ด้วยความฉลาดเป็นกรด ของทั้งคู่ และส่วนใหญ่จะเป็นการถกเถียงกันในประเด็นของเรื่องคอมพิวเตอร์ คณิตศาสตร์ และ เรื่องของอนาคต มันเป็นสิ่งขัดเกลาทางด้านปัญญาของพวกเขาทั้งสองที่ภายหลังได้ส่งผลอย่างมากต่อหลายสิ่งหลายอย่างที่ตามมา

เซอร์เกย์ นั้นเกิดในมอสโค และย้ายมาอยู่สหรัฐอเมริกาด้วยวัยเพียง 6 ขวบเท่านั้น พ่อของเขา มิคาเอล นั้นเป็นยอดอัจฉริยะทางคณิตศาสตร์เช่นเดียวกัน และได้ย้ายมาสอนคณิตศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ ส่วนลาร์รี่นั้น มีแม่เป็นชาวยิว ผู้มีพ่อเป็นอัจฉริยะทางด้านคอมพิวเตอร์ในยุคเริ่มแรก ซึ่งความรู้คอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ เขาก็ได้เรียนรู้ด้วยตนเองแทบจะทั้งสิ้น โดยมีพ่อของเขาที่สนับสนุนอย่างเต็มที่ ซึ่งจะเห็นได้ว่า ครอบครัวของทั้งสองนั้นเป็นส่วนหนึ่งสำคัญในการผลักดันทั้งสองให้กลายเป็นยอดอัจฉริยะตั้งแต่เด็ก

ซึ่ง การพบกันของทั่งคู่ในปี 1995 นั้น ทั้งสองก็เริ่มตัวติดกัน ไปไหนมาไหนด้วยกัน และมักจะทำงานด้วยกันอยู่เสมอ ทั้งคู่มีความคิดว่าอินเตอร์เน็ตนั้นจะเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้ในอนาคตอย่างแน่นอน อินเตอร์เน็ตมันมีพลังที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงของโลกให้เจริญรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว

อินเตอร์เน็ตที่กำลังบูม ทั้งสองเชื่อว่าจะปฏิวัติโลก
อินเตอร์เน็ตที่กำลังบูม ทั้งสองเชื่อว่าจะปฏิวัติโลก

การแจ้งเกิดของ NetScape เว๊บ Browser ตัวแรก  ๆที่สามารถสร้างมูลค่าบริษัทได้กว่าพันล้านเหรียญ ภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน ทั้งที่ยังไม่สร้างกำไรเลยเสียด้วยซ้ำ ตอนนั้นนักลงทุนต่างพร้อมแล้วที่จะเสี่ยงกับเทคโนโลยีใหม่อย่างอินเตอร์เน็ต ที่กำลังจะมาเปลี่ยนโลก

และเรื่องราวของ NetScape ที่เองที่ทำให้เกิดความคึกครื้นขึ้นกับกระแสของเงินทุน และมันได้หลั่งไหลเข้ามาสู่ภาควิชาคอมพิวเตอร์ของสแตนฟอร์ด ด้วยเช่นกัน ซึ่งได้เริ่มเป็นที่ฟูมฟักให้เหล่านักธุรกิจทางด้านเทคโนโลยีหน้าใหม่ที่พร้อมจะเปลี่ยนโลก

NetScape ได้จุดกระแสธุรกิจอินเตอร์เน็ตให้มาคึกคัก
NetScape ได้จุดกระแสธุรกิจอินเตอร์เน็ตให้มาคึกคัก

เพราะหลายคนประสบความสำเร็จมาจาก สแตนฟอร์ด ไม่ว่าจะเป็น ฮิวเล็ตต์-แพ็กการ์ด รวมไปถึง Sun Microsystem ซึ่งชื่อ Sun มันก็มาจาก Stanford University Network หรือ เครือข่ายมหาวิทยาลัยแห่งสแตนฟอร์ดนั่นเอง

สแตนฟอร์ดนั้นเป็นมหาลัยที่ส่งเสริมนักธุรกิจแบบเต็มที่สามารถใช้ asset ของมหาลัยในการออกไปสร้างธุรกิจในเชิงพาณิชย์ได้ สนับสนุนให้เหล่านักศึกษาออกไปเป็นผู้ประกอบการ ไม่ถือลิขสิทธิ์ต่าง ๆ เป็นของมหาลัยเหมือนที่มหาลัยอื่น ๆ ทำ

มีการสนับสนุนออกเงินให้กับกระบวนการในการจดสิทธิบัตร ที่เอื้อให้เหล่านักวิจัยสามารถออกไปสร้างบริษัทและประสบความสำเร็จได้รวดเร็วขึ้น และมักจะแลกกับหุ้นบางส่วนในบริษัทเทคโนโลยีที่สร้างขึ้นใหม่ ๆ เป็นการตอบแทน ซึ่งถือว่าเป็นกลยุทธ์ที่ Win-Win กับทั้งมหาลัยรวมถึงเหล่านักวิจัยที่ต้องการจะออกไปสร้างบริษัทตนเอง

คณะ computer science ของ สแตนฟอร์ด กลายเป็นแหล่งฟูมฟักธุรกิจใหม่ทางอินเตอร์เน็ต
คณะ computer science ของ สแตนฟอร์ด กลายเป็นแหล่งฟูมฟักธุรกิจใหม่ทางอินเตอร์เน็ต

มันได้กลายเป็นสิ่งแวดล้อมใหม่ ที่ส่งเสิรมการเป็นผู้ประกอบการ และ สร้างการวิจัยที่มีความเสี่ยง แต่เป็นการเสี่ยงที่คุ้มค่าเสมอ เพราะส่วนใหญ่ล้วนจะเป็นเทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลกแทบจะทั้งสิ้น มันไม่ใช่เพียงแค่การเขียนเอกสารเสนองานวิจัยต่อชาวโลกเพียงอย่าเดียวเท่านั้น แต่สแตนฟอร์ดนั้นเชื่อในเรื่องของการนำเอาเทคโนโลยีที่คุณเชื่อว่าดีนั้นออกไปและใช้สร้างอะไรขึ้นมาจริง ๆ ที่เป็นประโยชน์กับชาวโลกจริง ๆ ไม่ใช่เพียงแค่การถกเถียงระหว่างนักวิจัยเหมือนที่มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ทั่วโลกทำกันเท่านั้น

และที่สำคัญ บนถนนแซนด์ฮิลล์ที่อยู่ใกล้ ๆ กับมหาลัยนั้น เต็มไปด้วยบริษัทลงทุนชั้นนำมากมาย ผู้ที่กล้าวางเดิมพันกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ซึ่งเหล่าบริษัทลงทุนเหล่านี้ พร้อมจะเสี่ยงเพื่อหวังจะได้ผลตอบแทนที่สูงมากในภายหน้า

เหล่าคณาจารย์ในสแตนฟอร์ดเอง ก็สามารถรับเงินทุนรวมถึงการเข้าถึงทรัพยากรได้ง่ายกว่าเหล่าคณาจารย์ในมหาลัยอื่น ๆ เป็นอย่างมาก ซึงมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดยังอนุญาตให้เหล่าอาจารย์เหล่านี้ถือหุ้นในบริษัทเกิดใหม่เหล่านี้ได้อีกด้วย ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่สแตนฟอร์ดสามารถดึงดูดอาจารย์ระดับอัจฉริยะไว้ได้อย่างมากมาย รวมถึง รักษาอาจารย์ที่ประสบผลสำเร็จไว้ได้เป็นอย่างมาก

และเช่นเดียวกับทั้ง ลาร์รี่และเซอร์เกย์ พวกเขาหวังเพียงแค่ได้ปริญญาดุษฏีบัณฑิตแห่งสแตนฟอร์ด เพราะประสบความสำเร็จที่ครอบครัวพวกเขาหวังไว้ แต่เหตุการณ์นั้นก็ไม่เกิดขึ้น เมื่อ ไม่มีใครคิดเลยว่า ในเวลาอีกเพียงไม่นาน ความตั้งใจที่จะมุ่งเน้นไปทางด้านวิชาการของพวกเขาทั้งสอง กำลังจะเผชิญสิ่งที่เป็นบททดสอบอันยิ่งใหญ่ และงานด้านวิชาการของพวกเขาทั้งสองกำลังจะเปลี่ยนโลกอินเตอร์เน็ตไปตลอดกาล จะเกิดอะไรขึ้นกับคู่หูทั้งสองต่อไป โปรดอย่าพลาดติดตามตอนต่อไปครับผม

–> อ่านตอนที่ 2 : Learning to Count


Geek Forever’s Podcast


“Open Your World With Technology


AI , Blockchain และเทคโนโลยีใหม่ ๆ กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในหลายธุรกิจ ทั้ง แวดวงการเงิน สุขภาพ หรือ งานด้านบริการต่าง ๆ ผมเป็นคนหนึ่งที่สนใจเกี่ยวกับ AI หรือ Machine Learning

Podcast ของผมจะเล่าเรื่องราวต่าง รวมถึงเรื่องที่ผมสนใจอื่น ๆ เช่น startup หนังสือ หนัง หรือ กีฬาฟุตบอล อยากชวนคนที่สนใจให้ลองมาติดตาม podcast ของผมกันด้วยนะครับ

ฟังผ่าน podbean
ฟังผ่าน podbean
ฟังผ่าน Apple Podcasts
ฟังผ่าน Apple Podcasts
ฟังผ่าน Google Podcasts
ฟังผ่าน Google Podcasts
ฟังผ่าน Spotify
ฟังผ่าน Spotify
ฟังผ่าน Youtube
ฟังผ่าน Youtube

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่

Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol


Credit แหล่งข้อมูลบทความ