ประวัติ Elon Musk ตอนที่ 2 : Lost Cities

หลาย ๆ ท่านอาจจะยังไม่ทราบว่าตัว อีลอน มัสก์ นั้นได้เติบโตขึ้นในวัยเด็กในประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งประเทศแอฟริกาใต้ นี่เองเป็นที่ ที่ มัสก์ นั้นได้หล่อหลอมเอาความคิด และ นิสัยบางอย่าง จากสภาพแวดล้อม รวมถึงวัฒนธรรม ที่สุดท้ายมันได้หล่อหลอมให้กลายเป็น อีลอน มัสก์ อย่างที่เราได้เห็นกันในทุกวันนี้

และหลายท่านอาจจะไม่รู้ว่า นามสกุลของ อีลอน มัสก์ นั้น นับเป็นหนึ่งในนามสกุลที่เก่าแก่ที่สุดนามสกุลนึงเลยก็ว่าได้ของประเทศอังกฤษ ซึ่งถือได้ว่า มัสก์ นั้นเป็นนามสกุลแรก ๆ ของอังกฤษ หลังจากประเทศอังกฤษนั้นได้ เริ่มมีการปรับมาให้ใช้นามสกุลเพิ่มจากเดิมที่เหล่าประชากรจะมีแต่เพียงแค่ชื่อเพียงเท่านั้น ซึ่งการเกิดขึ้นของนามสกุล ก็เพื่อใช้ในการจัดเก็บภาษี ได้สะดวกขึ้นนั่นเอง

ถ้าจะย้อนไปถึงรากเหง้าจริง ๆ ของตระกูล มัสก์ นั้น มีข้อมูลว่าสามารถที่จะติดตามย้อนกลับไปได้ถึง ศตวรรษที่ 18 ต้นตระกูลจริง  ๆ นั้นคือ เฮนรี่ มัสก์ ที่ได้แต่งงานกับ Mary Faulkener ซึ่งทั้งสองใช้ชีวิตอยู่ในประเทศอังกฤษ และมีลูกๆ  รวมทั้งสิ้น 4 คน และสืบเชื้อสายต่อเนื่องมาจนถึง อีลอน มัสก์ ในปัจจุบัน

มัสก์ มักจะถูกล้อเสมอ ๆ ในวัยเด็ก เพราะชื่อที่แปลกประหลาดอย่าง อีลอน นั้นมีที่มาจากไหน ซึ่งชื่อของเขามาจาก คุณตาทวด ที่ชื่อ จอห์น อีลอน ฮัลเดอมัน ซึ่งคุณตาทวดของมัสก์ นั้น ได้เสียชีวิตลงด้วยโรคเบาหวาน ซึ่งเป็นโรคร้ายแรงที่ไม่มียารักษาในขณะนั้น โดยเสียชีวิตในปี 1909

ภรรยาของ คุณตาทวด จอห์น อีลอน ฮัลเดอมัน คือ  อัลเมด้า ฮัลเดอมัน ต้องต่อสู้ดิ้นรนกับลูกชาย ซึ่งก็คือคุณตาของมัสก์ โจชัว ฮัลเดอมัน โดยหลังจากสามีได้เสียชีวิตไป ได้ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่ แคนาดา ด้วยความเชื่อที่ว่าหากเป็นโรคเบาหวาน จะสามารถมีชีวิตอยู่ได้หากอยู่ในที่ที่หนาวพอ ซึ่งแคนาดาสามารถตอบสนองสิ่งดังกล่าวได้ดี

ซึ่งต้นแบบหลักของมัสก์ ก็น่าจะเป็นคุณตาของเขาอย่าง โจชัว ฮัลเดอมัน นี่เอง ที่เป็นผู้ชายแหวกแนว ที่มีความโดดเด่นอย่างมาก ซึ่งเป็นต้นแบบที่สำคัญของมัสก์ต่อมา

โจชัว คุณตาของมัสก์ นั้นทำงานได้หลายอย่าง และยังมีทักษะในหลาย ๆ เรื่องเช่น การต่อยมวย การเล่นมวยปล้ำ การยิงปืน การไต่เชือก เรียกได้ว่าเป็นคนที่มีความสามารถหลากหลายเลยทีเดียวในขณะนั้น 

คุณตา โจชัว ได้แต่งงานกับ วีน ครูสอนในสตูดิโอเต้นรำชาวแคนาดาในปี 1948 โดยมีลูกด้วยกัน 5 คน และสองในห้า นี้เป็นฝาแฝด คือ เคย์ และ เมย์ ซึ่งคือ แม่บังเกิดเกล้าของอีลอน มัสก์ ในภายหลังนั่นเอง

เมย์ แม่บังเกิดเกล้าของ อีลอน มัสก์
เมย์ แม่บังเกิดเกล้าของ อีลอน มัสก์

คุณตา โจชัว เป็นคนโลดโผน และใช้วิธีเสรีนิยมในการเลี้ยงลูก ๆ ของเขา เขาชอบขับเครื่องบิน ในตอนนั้นเขาได้เปิดคลินิกไคโรแพรกติก ซึ่งคลินิกแพทย์ทางเลือกที่มีความนิยมในสมัยนั้นเป็นอย่างมาก

แต่ในปี 1950 ชีวิตของคุณตา โจชัว และครอบครัวก็ต้องออกผจญภัยอีกครั้ง เพราะคุณตาเบื่อกับระบบราชการแคนาดาที่ชอบมาก้าวก่ายชีวิตการทำงานของเขา และนิสัยรักการผจญภัยของเขา รวมถึงเขาก็มีแนวคิดที่จะนำเอาคลินิกไคโรแพรกติกไปเผยแพร่ในประเทศอย่างแอฟริกาใต้อีกด้วย เขาจึงพาครอบครัวทั้งหมดออกเดินทางไปแอฟริกาใต้ ที่ๆ พวกเขาไม่เคยไปมาก่อนเลยด้วยซ้ำ

ไคโรแพรกติก เป็นแพทย์ทางเลือก ที่ปัจจุบันก็ยังไ้ดรับความนิยม
ไคโรแพรกติก เป็นแพทย์ทางเลือก ที่ปัจจุบันก็ยังไ้ดรับความนิยม

สำหรับเมืองในแอฟริกาใต้ ที่ โจชัว ต้องการจะไปอาศัยนั้น เขายังไม่ได้ตัดสินใจตั้งแต่แรก เขาทำการบินด้วยเครื่องบินส่วนตัวของเขาสำรวจดูเมืองต่าง ๆ ทั่วแอฟริกาใต้ จนสุดท้าย มาปักหลักอยู่ที่เมือง พริทอเรีย นอกกรุงโจฮันเนสเบิร์ก 

ย้ายมาอยู่ Pretoria ที่แอฟริกาใต้
ย้ายมาอยู่ Pretoria ที่แอฟริกาใต้

และที่แอฟริกาใต้นี่เองที่เปิดโอกาสให้ โจชัว ได้ใช้ชีวิต โลดโผนผจญภัยได้อย่างเต็มที่ มีเรื่องที่น่าสนใจที่ โจชัวต้องการค้นหาสิ่งหนึ่งนั่นก็คือ Lost City หรือ เมืองโบราณในทะเลทราย คาลาฮารี ที่มีการตีพิมพ์เรื่องราวจากนักเดินทางชื่อดังอย่าง ฟารินี่ ที่เคยเขียนบันทึกเกี่ยวกับเมืองลึกลับแห่งนี้ ว่ามีซากของเมืองโบราณอยู่ และหลังจากที่ ฟารินี่ กลับไปที่ยุโรป ก็ได้ตีพิมพ์ เรื่องนี้ออกสู่สาธารณชน ทำให้มีผู้คนสนใจเป็นอย่างมาก ซึ่งรวมถึง ตัวโจชัวด้วยนั่นเอง

มันได้ท้าทายโจชัวให้ไปค้นหา นิสัยรักการผจญภัยของเขา จึงได้ทำการออกทำการค้นหาเมืองลับแลในทะเลทราย คาลาฮารี ที่แสนน่าสะพรึงกลัว เขาต้องการเห็นด้วยตาตัวเอง ทะเลทราย คาลาฮารี เต็มไปด้วยสัตว์ร้าย นา ๆ นับชนิด รวมถึงยังมีชนเผ่าโบราณ ที่ยังคงใช้ชีวิตแบบเดิมอาศัยอยู่ในทะเลทรายแห่งนี้

เมืองลับแล ในทะเลทราย คาลาฮารี ที่ โจชัว คิดว่ามาอยู่จริง
เมืองลับแล ในทะเลทราย คาลาฮารี ที่ โจชัว คิดว่ามาอยู่จริง (Credit : messagetoeagle.com)

ทะเลทรายคาลาฮารี ได้ชื่อว่าเป็นทะเลทรายที่อุดมสมบูรณ์และเปียกชื้นที่สุดของแอฟริกา มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่มาก สภาพภูมิประเทศเป็นทุ่งหญ้าสลับกับต้นไม้ มีลักษณะคล้ายทุ่งสะวันนา ในอดีตทะเลทรายคาลาฮารีเคยมีพื้นที่กว้างขวางไปจรดถึงทะเลทรายสะฮาราทางตอนเหนือ ปัจจุบันอุณหภูมิในช่วงเวลากลางวันที่แดดร้อนจัดอาจสูงได้ถึง 70 องศาเซลเซียสบนพื้นดิน และในเวลากลางคืนก็มีอุณหภูมิถึงขั้นติดลบ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ท้าทายสำหรับนักเดินทางเป็นอย่างมาก

เขาออกสำรวจที่ทะเลทรายหลายครั้ง บางครั้งก็พาภรรยา วีน รวมถึงลูกชายอย่าง สก็อตไปด้วย มันเป็นการผจญภัยที่น่าสนุกสำหรับ โจชัว แต่ไม่สนุกสำหรับลูกชายเขาเลย เพราะบางครั้ง การนอนค้างแรม อาจจะมีสิงห์โต หรือ เสือ ตัวยักษ์ มาเยี่ยมเยียน เต๊นของพวกเขาอยู่เสมอ พวกเขาใช้ชีวิตด้วยการล่าสัตว์ เพื่อมาทำอาหาร ต้องบอกว่ามันเป็นชีวิตที่สมบูรณ์แบบของชายรักการผจญภัยอย่าง โจชัว

การออกผจญภัยแต่ละครั้งใช้เวลานานเป็นเดือน ๆ ซึ่งเขาก็ได้พยายามหาเมืองลึกลับ ตามที่ ฟารินี่ บันทึกไว้ แต่ก็ไม่ได้พบมันซักครั้ง ซึ่งสุดท้าย ก็เกิดโศกนาฏกรรม กับตัวเขาเอง เพราะเขาได้ประสบอุตบัติเหตุเครื่องบนตกจนเสียชีวิตในที่สุดในปี 1974 

ซึ่งสุดท้ายได้มีการทำการวิจัยเรื่องที่ฟารินี่เล่าในบันทึกการเดินทาง และมีหลักฐานบางอย่างที่มาหักล้างว่ามันไม่ใช่เรื่องจริงแต่อย่างใด แต่ ก่อนที่โจชัว จะเสียชีวิตนั้น เขาก็ยังเชื่ออยู่เสมอว่า Lost Cities หรือ เมืองลับแล แห่งนี้นั้นมันมีอยู่จริง ๆ 

ตอนนั้น อีลอน มัสก์ ยังอยู่ในวัยหัดเดิน แต่ ต้องบอกเลยว่า คุณตา โจชัวของเขานั้นมีอิทธิพลอย่างมากต่อหลาย ๆ อย่างของอีลอน มัสก์ เมื่อเขาเติบโตขึ้นมา อีลอน นั้นได้ยินวีรกรรมมากมายเกี่ยวกับความกล้าหาญของคุณตา โจชัว ของเขา

อิทธิพลของคุณตาโจชัว นั้นส่งผลถึง อีลอน มัสก์ เป็นอย่างมาก
อิทธิพลของคุณตาโจชัว นั้นส่งผลถึง อีลอน มัสก์ ตั้งแต่วัยเด็ก เป็นอย่างมาก

เขาได้ดูภาพถ่ายนับไม่ถ้วน ที่บันทึกการเดินทางของคุณตาโจชัวของเขา มันเป็นการผจญภัยที่แสนมหัสจรรย์ ที่ อีลอน มัสก์ นั้นรับรู้มาตั้งแต่เด็ก มันคือจิตวิญญาณของการชอบสำรวจ และทำอะไรบ้า ๆ ซึง อีลอน มัสก์ นั้นเชื่อว่า นิสัยสำคัญอย่างนึงของเขา ที่สามารถรับความเสี่ยงได้สูงเกิดขีดจำกัดธรรมดาของมนุษย์ของเขา นั้น น่าจะเป็นมรดกตกทอดจาก คุณตา โจชัวของเขาโดยตรงนั่นเอง

–> อ่านตอนที่ 3 : Boredom Leads to Great Things

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :Sand Hill Road *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Comments