Deep Learning ทำนายได้ว่าคุณต้องการ Taxi เมื่อไหร่?

คอมพิวเตอร์สามารถที่จะทำนายความต้องการบริการรถแท็กซี่และแบ่งปันเส้นทางในการขับขี่ให้กับเหล่าคนขับแท็กซีได้ดีขึ้น ซึ่งจะปูทางไปสู่ Smart City ที่มีความปลอดภัยและยั่งยืนมากขึ้น

ในการศึกษานักวิจัยใช้ Neural networks  วิเคราะห์รูปแบบความต้องการรถแท็กซี่ ซึ่งการใช้ร่วมกับเทคโนโลยีของ Deep Learning ซึ่งจะช่วยให้คอมพิวเตอร์สามารถที่จะเรียนรู้ด้วยตัวเอง และทำนายรูปแบบความต้องการอย่างมีนัยสำคัญได้ดีกว่าเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบัน

“บริการอย่าง Uber ในสหรัฐอเมริกา และ Didi Chuxing ในประเทศจีนกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ และเปลี่ยนวิธีการเข้าถึงการขนส่งของเหล่าผู้คนทั่วไป” เจสซี หลี่ รองศาสตราจารย์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและเทคโนโลยีของ Penn State กล่าวว่า “คุณสามารถจินตนาการได้ว่าการคาดการณ์ความต้องการรถแท็กซี่มีความสำคัญมากเพียงใดเนื่องจากจะช่วยให้บริษัทรถแท็กซี่สามารถจัดส่งรถยนต์ไปถึงลูกค้าได้ก่อนที่ความต้องการจะเกิดขึ้น”

บริการเรียกแท็กซี่ชื่อดังอย่าง Uber และ Didi
บริการเรียกแท็กซี่ชื่อดังอย่าง Uber และ Didi Chuxing

การคาดการณ์ที่ดีขึ้นสามารถลดเวลาที่รถแท็กซี่ไม่ได้ใช้งานต้องมาวิ่งบนถนนโดยเปล่าประโยชน์ และยังมีส่วนลดมลพิษในเมืองได้ดีขึ้น เนื่องจากอุบัติเหตุมักเกิดขึ้นบ่อยครั้งในพื้นที่แออัด เทคโนโลยีการทำนายการขับขี่ที่ดีขึ้นก็สามารถปรับปรุงความปลอดภัยได้เช่นกัน

นักวิจัยวิเคราะห์ชุดข้อมูลขนาดใหญ่ของการร้องขอการขับขี่ไปยัง Didi Chuxing หนึ่งใน บริษัท รถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีนจากข้อมูลของ Huaxiu Yao นักศึกษาปริญญาเอกสาขาวิทยาศาสตร์ข้อมูลและเทคโนโลยี

เมื่อผู้ใช้ต้องการนั่งรถพวกเขาจะทำการร้องขอผ่านทางแอปพลิเคชัน- ตัวอย่างเช่นแอพในโทรศัพท์มือถือ นักวิจัยกล่าวว่าการใช้คำร้องขอขี่เหล่านี้แทนที่จะอาศัยข้อมูลการขี่เพียงอย่างเดียวนั้นสะท้อนความต้องการโดยรวมได้ดีกว่า

ด้วยข้อมูลประวัติซึ่งรวมถึงเวลาและสถานที่ตั้งของการเรียกบริการแท็กซี่ ทำให้สามารถคาดการณ์ความต้องการที่จะมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเมื่อเห็นภาพข้อมูลต่าง ๆ บนแผนที่ นักวิจัยสามารถเห็นความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปได้

“ในตอนเช้าคุณจะเห็นว่าในส่วนที่พักอาศัยมีรถปิคอัพมากขึ้นและมีรถไปส่งในตัวเมืองมากขึ้น” หลี่กล่าว “ในตอนเย็นมันกลับด้านสิ่งที่เรากำลังทำอยู่คือการใช้ข้อมูลรถกระบะในอดีตเพื่อคาดการณ์ว่าแผนที่นี้เปลี่ยนไปอย่างไรในอีก 30 นาที หรืออีกชั่วโมงต่อไปเป็นต้น”

ใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูลจำนวนมหาศาลจาก Didi Chuxing  มาวิเคราะห์ผ่าน Deep Learning
ใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูลจำนวนมหาศาลจาก Didi Chuxing มาวิเคราะห์ผ่าน Deep Learning

นักวิจัยที่นำเสนอสิ่งที่ค้นพบในการประชุม AAAI เมื่อเร็ว ๆ นี้ที่เป็นการประชุมทางด้านวิชาการที่เกี่ยวข้องปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในการประชุมที่ใหญ่ที่สุดในด้านการวิจัยของ AI

การใช้ข้อมูลเกี่ยวกับการเรียกบริการแท็กซี่ในกวางโจวประเทศจีนตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ถึง 26 มีนาคม 2017 ประมาณ 300,000 ครั้งต่อวัน จากการเปรียบเทียบ ในเมืองนิวยอร์กซึ่งมีประมาณ 500,000 ครั้งต่อวัน

ในขณะที่เทคโนโลยีใช้ Neural Network โดยนักวิจัยได้รวมเครือข่ายประสาทสองเครือข่ายซึ่ง ได้แก่ convolutional neural network (CNN) และ  Long Short Term Memory network (LSTM) เพื่อช่วยลำดับการทำนายที่มีความซับซ้อน โดย CNN สามารถสร้างแบบจำลองความสัมพันธ์เชิงพื้นที่ ที่มีความซับซ้อนได้ดียิ่งขึ้น และ LSTM สามารถจัดการกับแบบจำลองตามลำดับได้ดียิ่งขึ้น

“โดยทั่วไปเราใช้ Neural Network ที่มีความซับซ้อนมากๆ ในการจำลองว่าผู้คนย่อยข้อมูลที่เป็นรูปแบบของการจราจรได้อย่างไร” หลี่กล่าว

หลี่กล่าวว่าการเข้าถึงชุดข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และความก้าวหน้าในเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่สามารถประมวลผลข้อมูลจำนวนมากได้ ซึ่งช่วยให้โครงการนี้สามารถใช้ Deep Learning ในรูปแบบวิธีอื่น ๆ ได้

“ ในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิมผู้คนจำเป็นต้องบอกคอมพิวเตอร์ว่าใช้ค่าตัวแปรอะไร ซึ่งมันจำเป็นต้องดูจากข้อมูล ณ ขณะนั้น ทำให้ต้องสร้างแบบจำลองซึ่งต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการแก้ปัญหาดังกล่าว” หลี่กล่าว “แต่ Deep Learning คือการปฏิวัติที่ทำให้ตอนนี้เราสามารถข้ามขั้นตอนนั้นไปได้ คุณสามารถใส่ข้อมูลภาพจำนวนมหาศาลให้กับคอมพิวเตอร์เพื่อวิเคราะห์ได้ทันที  และไม่จำเป็นต้องบอกคอมพิวเตอร์ว่าต้องมาวิเคราะห์อะไรอีกต่อไป เพราะการพัฒนาของเทคโนโลยี Deep Learning ที่มาช่วยเติมเต็มในส่วนนี้นั่นเอง”

References : 
https://phys.org/news/2018-03-deep-people.html

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

อิทธิพลมากไป! ผู้สมัครประธานาธิบดี 2020 ออกนโยบาย ล้ม Big Tech

เมื่อวันพุธที่ผ่านมาผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี 2020 Elizabeth Warren ได้วางบิลบอร์ดขนาดยักษ์ใจกลาง Silicon Valley เพื่อกดดัน บริษัท ใหญ่ ๆ อย่าง Facebook, Amazon และ Google 

ป้ายโฆษณาตั้งอยู่ที่บริเวณใจกลางของเมืองที่มีคนงานด้านเทคโนโลยีของ South Bay เดินทางมาทำงานทุกเช้า แม้มันจะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมมากนัก เพราะมันไม่ได้หันหน้าไปทางสถานี Caltrain หรือไปตามทางเดินที่มีการจราจรมากที่สุดสำหรับพนักงานที่เดินทางกลับไปยัง South Bay

แต่ป้ายโฆษณานั้นอยู่ ห่างจากสำนักงานใหญ่ของ Lyft และ Dropbox เพียงนิดเดียว นอกเหนือจากการเรียกร้องให้ดำเนินการต่อต้านการผูกขาด ป้ายโฆษณายังมีหมายเลขรหัสสั้น ๆ สำหรับผู้สัญจรผ่านเพื่อสมัครรับข้อมูลอัปเดตจากแคมเปญของ Warren ซึ่งเป็นกลยุทธ์การระดมทุนของเธอ โดยป้ายโฆษณาดังกล่าวมีกำหนดที่จะแสดงจนถึงวันพุธหน้าเท่านั้น

วางบิลบอร์ด ใจกลาง ซิลิกอน วัลเลย์
วางบิลบอร์ด ใจกลาง ซิลิกอน วัลเลย์

เมื่อต้นปีที่ผ่านมาวอร์เรนได้ประกาศข้อเสนอที่ยิ่งใหญ่ เพื่อแยก บริษัท เทคโนโลยียักษ์ ออกมา โดยการเปิดตัวแคมเปญนี้ที่ก่อนหน้านี้ถูกจัดขึ้นเพียงในแวดวงวิชาการเพียงเท่านั้น ในข้อเสนอของเธอ วอร์เรนชี้ให้เห็นว่า บริษัท เช่น Facebook มีขนาดใหญ่เกินไปและมีอิทธิพลสูงทำให้กลืนกินบริษัทเช่น WhatsApp และ Instagram เข้าไปใน บริษัท ของตนเอง

ข้อเสนอของเธอยังมีแผนจะผ่านกฎหมายที่จะห้ามเจ้าของแพลตฟอร์มที่มีรายได้มากกว่า  25 พันล้านเหรียญ ไม่ให้เข้าร่วมใช้ในแพลตฟอร์มของพวกเขาเองด้วย ซึ่งนโยบายนี้ส่วนใหญ่จะส่งผลกระทบต่อ บริษัท เช่นอเมซอน ที่เป็นทั้งแพลตฟอร์มการขายและขายผลิตภัณฑ์ของตัวเองบนเว็บไซต์อีกด้วย

“ บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในปัจจุบันมีอิทธิพลมากเกินไป” ผู้ช่วยของวอร์เรนกล่าว “ พวกเขาแข่งขันกันอย่างดุเดือดใช้ข้อมูลส่วนตัวของเราเพื่อทำกำไร และในกระบวนการนี้พวกเขาได้ทำร้ายธุรกิจขนาดเล็ก  แผนของเอลิซาเบธ จะช่วยให้มั่นใจว่ายักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีจะไม่ร่วมมือกับคู่แข่งที่มีศักยภาพพยายามปิดกั้น บริษัทเทคโนโลยีรุ่นใหม่และใช้อิทธิพลมากจนพวกเขาสามารถทำลายประชาธิปไตยของเราได้เลย”

Facebook, Google, Amazon และ Apple ไม่ตอบสนองต่อการร้องขอความคิดเห็นในเรื่องนี้ทันที เพราะพวกเขาได้รับผลกระทบโดยตรงต่อนโยบายดังกล่าวนี้

References : 
https://www.theverge.com/2019/5/29/18644590/elizabeth-warren-break-up-big-tech-billboard-amazon-facebook-apple-google

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

เมื่อนักวิจัยสามารถต่อสมองเข้ากับคอมพิวเตอร์ได้สำเร็จ

การเชื่อมต่อสมองของมนุษย์เข้ากับคอมพิวเตอร์จะกลายเป็นเรื่องปรกติภายในหนึ่งทศวรรษหรือประมาณนั้น โดยมีอุปกรณ์เชื่อมต่อสมอง (BMI) หลายสิบล้านเครื่องถูกจำหน่ายในทุกๆ ปี

BMIs (Brain Machine Interfaces) เป็นงานที่น่าสนใจในการวิจัยที่มีศักยภาพสูงโดยเสนอความสามารถในการเชื่อมต่อสมองมนุษย์กับคอมพิวเตอร์โดยตรงเพื่อแชร์ข้อมูลหรือควบคุมอุปกรณ์ต่าง ๆ 

งานบางส่วนของ BMI นั้นไม่เกินเลยจากนิยายวิทยาศาสตร์ที่เคยนึกว่าเป็นเรื่องเพ้อฝัน  ซึ่งบริษัทที่รู้จักกันดีที่สุดที่ทำงานกับเทคโนโลยีนี้ คือ Neuralink บริษัท ที่ได้รับการสนับสนุนจาก Elon Musk ซึ่งมีจุดประสงค์ในการพัฒนาอุปกรณ์ ‘neural lace’ แบนด์วิดธ์สูงพิเศษเพื่อเชื่อมต่อมนุษย์และคอมพิวเตอร์

อย่างน้อยส่วนหนึ่งของเหตุผลที่มัสค์ สนใจในความคิดเกี่ยวกับการเชื่อมต่อสมอง – คอมพิวเตอร์คือเทคโนโลยีดังกล่าวสามารถช่วยเหลือมนุษย์ที่ตามคนอื่นไม่ค่อยจะทัน ด้วยปัญญาประดิษฐ์อัจฉริยะที่ชาญฉลาด  แนวคิดก็คือการเชื่อมโยงจิตใจของเราโดยตรงไปยัง AI ด้วยลิงก์แบนด์วิธสูง

อย่างไรก็ตามรูปแบบพื้นฐานของเทคโนโลยี BMI ได้ถูกนำมาใช้ในทางการแพทย์มานานหลายปีแล้วเช่นประสาทหูเทียมซึ่งให้ความรู้สึกถึงเสียงแก่คนที่หูหนวกหรือได้ยินยาก ซึ่งยังรวมถึงอีกกรณีที่ใช้ทางการแพทย์ในการเป็นขาเทียม

แต่รูปแบบ BMI ที่มีความทะเยอทะยานมากขึ้นเช่นการควบคุมหรือสื่อสารกับคอมพิวเตอร์หรือ Avatar นั้นยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น

ถึงกระนั้นนักวิเคราะห์ด้านเทคโนโลยี Juniper Research  คาดการณ์ว่ายอดขายอุปกรณ์ BMI จะสูงถึง 25.6 ล้านเครื่อง ภายในปี 2573 เพิ่มขึ้นจากประมาณ 350,000 ในปี 2562 คาดการณ์ว่า BMI จะขยายตัวเกินกว่าจะใช้เพียงในกรณีการทดลองทางการแพทย์  

อุปกรณ์ดังกล่าวจะให้ความสามารถในการควบคุมสถานการณ์เสมือนจริง นักวิเคราะห์กล่าวเสริมว่าการยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้  ซึ่งรวมถึงฟังก์ชั่นเพื่อสุขภาพเช่นการทำสมาธิแบบมีไกด์คอยช่วยเหลือ หรือ การเสริมคุณภาพในการนอนหลับ

จูนิเปอร์กล่าวว่าในสัดส่วนของอุปกรณ์ทางการแพทย์จะผลักดันรายได้ คิดเป็นถึง 78% ของรายได้ทั้งหมดในปี 2573 “อุปกรณ์การแพทย์เช่นอุปกรณ์การทดลองทางสายตาและแขนขาเทียมจะมีราคาแพงมาก ซึ่งมาพร้อมกับการวิจัยและการทดลองทางคลินิกที่จำเป็นเพื่อให้ใช้งานได้เต็มศักยภาพ” นักวิเคราะห์กล่าวว่าเทคโนโลยีอินเทอร์เฟซต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่มีศักยภาพในการเติบโตสูง ซึ่งรวมถึง เครื่องมืออย่าง electroencephalography  (EEG) อีกด้วย 

ในขณะที่จูนิเปอร์กล่าวว่า EEG นั้นมีราคาไม่แพงเนื่องจาก เป็นเครื่องมือที่มีอยู่จำนวนมากในวงการแพทย์อยู่แล้ว  และเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการยอมรับของผู้บริโภค ซึ่งในตอนนี้นั้นมีผู้บริโภคเพียงไม่กี่คนที่เต็มใจที่จะให้สมองของพวกเขาได้รับการผ่าตัด เพื่อเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ สำหรับทดลองของเทคโนโลยีนี้นั่นเอง

References : 
https://www.zdnet.com/article/10-years-from-now-your-brain-will-be-connected-your-computer/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Goodbye BBM! Blackberry ประกาศยุติบริการแล้ว

เมื่อเดือนที่แล้ว Emtek ประกาศยุติบริการ BlackBerry Messenger (BBM) สำหรับผู้บริโภคเป็นที่เรียบร้อยแล้ว บริการส่งข้อความที่ครั้งหนึ่งเคยยิ่งใหญ่มี การทำงานที่ดีถูกใจผู้ใช้งานทั่วโลก และยังสามารถพา Blackberry พุ่งขึ้นไปเป็นมือถืออันดับต้น ๆ ของโลกได้

การเปิดตัวในปี 2005 หลังจากได้รับความนิยมสุดขีด จนการก้าวเข้ามาของ iPhone และ App Messenger อย่าง Whatsapp ก็ทำให้ BBM เริ่มเสื่อมถอยลงไปอย่างรวดเร็ว จนตอนหลัง ถูกขายให้กับกลุ่ม บริษัทเทคโนโลยีของอินโดนีเซียอย่าง Emtek และได้ดำเนินบริการต่อมาอีก 11 ปี

ซึ่งกาลเวลามันได้พิสูจน์ แล้วว่า เวลาหลายปีที่ BBM ได้รับการยกย่องว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่แข็งแกร่งที่สุดของ BlackBerry (Research in Motion) โดยมีผู้ใช้งานที่เป็นแฟนพันธ์แท้บางรายละทิ้งอุปกรณ์ Android และ iOS เพื่อมาใช้ Blackberry 

แต่ท้ายที่สุดการแข่งขันก็พิสูจน์แล้วว่ามันถึงเวลาของ BBM ที่ต้องจากลาแล้ว ด้วยเทคโนโลยีและโลกเคลื่อนห่างออกไปจาก BBM และ BlackBerry ขึ้นเรื่อย ๆ  ดูเหมือนว่าของตอนนี้ผลตอบแทนมันจะไม่คุ้มต้นทุนการดำเนินการของบริษัทอีกต่อไป

“ เราเทใจของเราอย่างเต็มร้อยและเราภูมิใจในสิ่งที่เราสร้างขึ้นมา” Emtek เขียนในบล็อกโพสต์เมื่อเดือนที่แล้ว “ อย่างไรก็ตามอุตสาหกรรมเทคโนโลยีมีการแข่งขันสูงมากและถึงแม้จะมีความพยายามอย่างมากของเราเพื่อรั้งผู้ใช้ไว้ให้ได้นานที่สุด แต่ผู้ใช้ก็ย้ายไปยังแพลตฟอร์มอื่น ๆ ในขณะที่ผู้ใช้ใหม่นั้นเริ่มมองได้ยากเต็มที”

เหล่าแฟนพันธ์แท้ยังคงสามารถดาวน์โหลดไฟล์ภาพถ่ายและวิดีโอจากบริการได้ในวันนี้ ก่อนที่พวกเขาจะลบทิ้งให้หายไปตลอดกาล แต่ส่วนของ BBM Enterprise จะยังใช้งานต่อไปสำหรับผู้ใช้ทางธุรกิจ แต่การบอกลาของรุ่นผู้ใช้งานทั่วไป น่าจะบอกได้ว่าเป็นจุดสิ้นสุดของยุคที่สำคัญสำหรับสมาร์ทโฟนอย่าง Blackberry แล้วนั่นเองครับ

แล้วเพื่อน ๆ ล่ะ ยังจำความรู้สึกตอนยังใช้ BBM กันได้หรือไม่?

References : 
https://techcrunch.com/2019/05/31/goodbye-blackberry-messenger/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol