Goodbye Chrome เมื่อ Browser จาก Google กำลังสอดแนมคุณ

รู้หรือไม่ เมื่อคุณเปิดเบราว์เซอร์ของคุณเพื่อดูเว็บ มีใครบางคนกำลังจ้องมองดูคุณอยู่

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาหลังจากที่ได้ท่องเว็บโดยใช้ Google Chrome ทีมงานของ The Washington Post พบว่ามีอะไรต่าง ๆ มากมายโผล่มาด้วยไม่ว่าจะเป็น การช็อปปิ้ง ข่าว และแม้แต่เว็บไซต์ของรัฐบาลได้ทำการติดตามเบราว์เซอร์ของเราอย่างเงียบ ๆ เพื่อให้เหล่า บริษัท โฆษณาและ บริษัทข้อมูลได้แสดงสินค้าของตนเอง ในขณะที่เหล่าผู้คนกำลังคลิกไปทั่ว world wide web

สิ่งนี้เกิดขึ้นได้จากการสอดแนมที่ใหญ่ที่สุดของเว็บทั้งหมด: ซึ่ง Google สามารถมองเห็นข้อมูลเหล่านี้ได้จากเบราว์เซอร์ Chrome นั่นเอง ซึ่งรูปแบบดังกล่าวมีลักษณะเหมือนซอฟต์แวร์สอดแนมนั่นเอง

ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบระหว่าง Chrome กับ Firefox การเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล ในหนึ่งสัปดาห์ของการท่องเว็บบนเดสก์ท็อป มีการทดสอบพบว่ามีการเรียกขอติดตามคุกกี้ถึง 11,189 คร้ง โดย Chrome  แต่ในขณะที่ทั้งหมดจะถูกบล็อกโดย Firefox โดยอัตโนมัติ ซึ่งไฟล์คุกกี้เล็ก ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่ บริษัทข้อมูลรวมถึง Google ใช้เพื่อติดตามเว็บไซต์ที่คุณเข้าชมเพื่อให้พวกเขาสามารถสร้างโฆษณาให้ตรงกับพฤติกรรมของคุณได้นั่นเอง

ปัญหาของคุกกี้ ที่เป็นเหมือน spy คอยติดตามข้อมูลของเรา
ปัญหาของคุกกี้ ที่เป็นเหมือน spy คอยติดตามข้อมูลของเรา

Chrome ยังแอบสอดแนมในโทรศัพท์ของคุณด้วย หากคุณใช้ Android  โดย Chrome จะส่งตำแหน่งของคุณไปยัง Google ทุกครั้งที่คุณทำการค้นหา (หากคุณปิดการแชร์ตำแหน่งจะยังคงส่งพิกัดของคุณเพียงแค่มีความแม่นยำน้อยลงเท่านั้น)

Firefox  แม้ว่าค่าเริ่มต้นการค้นหาจะใช้ Google ก็ตาม และแม้จะอนุญาตการติดตามอื่น ๆ แต่มันก็ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลการท่องเว็บด้วยใด ๆ ให้กับ Mozilla เพราะพวกเขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับธุรกิจในการซื้อขายข้อมูลเหล่านี้

ซึ่งอย่างน้อยที่สุดการสอดแนมเว็บอาจสร้างความรำคาญให้กับคุณได้ เรามักจะได้โฆษณาตัวอย่างเช่น กางเกงขายาวที่คุณเข้าไปชมในไซต์เพียงแห่งเดียวนั้น แต่ในท้ายที่สุดมันก็ติดตามคุณในโฆษณาไปยังที่อื่นด้วย 

ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วประวัติการท่องเว็บของคุณ – เช่นสีของกางเกงในของคุณ – มันเป็นเรื่องส่วนตัวของตัวคุณเอง ซึ่งหากมีการรวบรวมข้อมูลที่เป็นส่วนตัวมากเกินไปนั้น ก็ถือว่าเป็นการรุกล้ำคุณดี ๆ นี่เอง

ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ของ Google บอกกับ The Washington Post ในการสัมภาษณ์ว่า Chrome ให้ความสำคัญกับตัวเลือกความเป็นส่วนตัว และพวกเขากำลังทำงานกับรูปแบบการเก็บคุกกี้ใหม่ แต่พวกเขายังกล่าวด้วยว่าพวกเขาต้องมีการปรับให้มีความความสมดุลกับ“ ประสบการณ์ของ user ในการใช้งานของเว็บที่ดีด้วย” 

ส่วนผู้จัดการผลิตภัณฑ์ของ Firefox บอกว่าดูเหมือนทาง Google นั้นไม่เห็นความสำคัญในเรื่องความเป็นส่วนตัว พวกเขามองมันเป็นแค่ “ตัวเลือก” สำหรับผู้ใช้งานเท่านั้น แต่ Firefox นั้นให้มันเป็นค่าเริ่มต้นของผู้ใช้งานทุกคนด้วย “ การป้องกันการติดตามขั้นสูง ” ที่บล็อกคุกกี้ต่าง ๆ เป็นค่าเริ่มต้นจากการติดตั้ง Firefox ใหม่

ถึงเวลาเปลี่ยนแล้วหรือยัง?

ก็ต้องยอมรับจริง ๆ ว่าการใช้งาน Chrome นั้นได้ประสบการณ์ใช้งานที่ดี แต่ในการเลือกเบราว์เซอร์ไม่ใช่แค่เรื่องความเร็วและความสะดวกสบายเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวกับค่าเริ่มต้นของข้อมูลความเป็นส่วนตัวของเราอีกด้วย

ซึ่งถ้าถามว่าการเปลี่ยนมาใช้ Firefox มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง แน่นอนว่าฟรีและการเปลี่ยนมาใช้เบราว์เซอร์อื่นนั้นง่ายกว่าการเปลี่ยนโทรศัพท์แน่นอน

ในปี 2017 Mozilla เปิดตัว Firefox รุ่นใหม่ที่เรียกว่า Quantum ซึ่งทำให้เร็วขึ้นมาก และมันให้ความรู้สึกเกือบเร็วเท่ากับ Chrome แม้ว่าการทดสอบเกณฑ์มาตรฐานพบว่าอาจช้าลงในบางงาน 

Firefox Quantum ที่เร็วและแรงกว่าเดิม
Firefox Quantum ที่เร็วและแรงกว่าเดิม

การเปลี่ยนเบราว์เซอร์หมายความว่าคุณจะต้องย้ายเหล่า Bookmark ในเว๊บโปรดของคุณ ซึ่ง Firefox เสนอเครื่องมือที่จะช่วยได้แบบง่าย ๆ  ส่วนเรื่องของรหัสผ่านต่าง ๆ นั้นเป็นเรื่องง่ายถ้าคุณใช้ตัวจัดการรหัสผ่าน  และ Add-on ของเบราว์เซอร์ส่วนใหญ่ก็มีให้บริการอยู่แล้ว

Mozilla มีความท้าทายที่จะเอาชนะ ในเรื่องความเป็นส่วนของข้อมูล ซึ่งตัวองค์กร Mozilla ที่ไม่แสวงหากำไรนั้นน่าจะเป็นเครื่องยืนยันว่าพวกเขาไม่เอาข้อมูลของคุณไปใช้อย่างแน่นอน

หากคุณใส่ใจเรื่องความเป็นส่วนตัวเราหวังว่าถึงเวลาแล้วที่คุณควรจะเปลี่ยนใจจาก Chrome เสียที

References : 
https://www.washingtonpost.com/technology/2019/06/21/google-chrome-has-become-surveillance-software-its-time-switch

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

มองสงครามการค้า มองไทย

ข่าวกระแสสงครามการค้าระหว่างจีน กับ สหรัฐ นั้นดูวี่แววแล้วน่าจะไม่จบลงอย่างง่าย ๆ หลังการใช้เรื่องภาษี ถล่มกันไปมา อย่างหนัก เรียกได้ว่าเจ็บตัวด้วยกันทั่งคู่เลยก็ว่าได้

ประเด็นที่ร้อนที่สุดของสงครามการค้าครั้งนี้ น่าจะเป็นเรื่องของ huawei ยักษ์ใหญ่ทางด้านโทรคมนาคมจากจีน ที่โดนแบน จากบริษัทผู้ผลิตทั้ง software และ hardware ของสหรัฐอเมริกา

แน่นอนว่ามีกระแสข่าว ในแง่ลบมากมายที่มากระทบ huawei ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงเรื่องของการค้าขายกับอิหร่าน

การจับกุม Meng Wanzhou รองประธานและ CFO ของ Huawei ในประเทศแคนาดา ที่เป็นข่าวดังไปทั่วโลก โดยสหรัฐฯ กล่าวอ้างว่าว่า Meng Wanzhou พยายามปกปิดความจริงเรื่องที่หัวเว่ยกำลังทำธุรกิจกับอิหร่านซึ่ง ซึ่งฝ่าฝืนมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านของสหรัฐฯ แถมยังมีหลักฐานเพิ่มเติมว่าแอบทำการค้ากับซีเรีย อีกหนึ่งชาติที่มีนโยบายคว่ำบาตรเช่นกัน

ซึ่งแน่นอน มุมหนึ่งนั้น มันดูเหมือนทางฝั่งสหรัฐอเมริกาเอง ก็ทำสิ่งที่ถูกต้อง จากการกระทำของ huawei หลาย ๆ อย่างที่ผ่านมาโดยเฉพาะประเด็นในการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา

แต่อีกแง่มุมที่น่าสนใจจากฝั่งจีน ก็คือเรื่องของประเด็นข้อมูลส่วนตัว รวมถึงข้อมูลทางธุรกิจต่าง ๆ ที่เรากำลังปล่อยให้บริษัท เทคโนโลยียักษ์ใหญ่จาก ซิลิกอน วัลเลย์นั้นกำลังดูดข้อมูลของเราไป ผ่านบริการต่าง ๆ ที่อาจจะใช้ฟรีบ้างหรือไม่ฟรีบ้าง

ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลด้านพฤติกรรมผ่าน Social Network ต่าง ๆ อย่าง facebook , instagram หรือ ข้อมูลด้านธุรกิจอย่างการส่งข้อมูลผ่าน email ที่ให้บริการฟรีอย่าง google gmail , yahoo , microsoft hotmail,outlook 

บริการจากต่างแดนที่ยอดฮิตในไทย
บริการจากต่างแดนที่ยอดฮิตในไทย

ซึ่งบริการเหล่านี้นั้น เราจะเห็นได้ว่าไม่สามารถเจาะตลาดจีนได้เลย หากเป็นการล้วงข้อมูลทางดิจิตอลของประชาชนชาวจีน โดยที่ประเทศจีนจะเกิดบริการแบบเดียวกันขึ้นมาเพื่อใช้กันในจีนโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็น weibo , youkou , alibaba หรืออื่น ๆ อีกมากมายที่เป็นบริษัทอินเตอร์เน็ตของจีน

ซึ่งส่วนนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะสินค้า และ บริการอื่นๆ  ที่ไม่ใช่บริการที่ใช้ข้อมูลดิจิตอลของคนจีน นั้น จีนได้เปิดเสรีเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็น Brand สินค้าอุปโภคบริโภค หรือ เชน ร้านอาหาร fastfood ชื่อดังของสหรัฐไม่ว่าจะเป็น KFC , McDonald , Starbuck ฯลฯ 

เราจะเห็นได้ชัดว่าบริการเหล่านี้นั้น ไม่ได้ถูกปิดกั้นแต่อย่างใด เหมือนกับบริการที่เป็น ข้อมูลเชิงลึกของพฤติกรรมต่าง ๆ ของผู้ใช้งานชาวจีนที่เป็นดิจิตอล

ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องหนึ่งที่สำคัญก็คือ อุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกัน เพราะจีนเป็นคอมมิวนิสต์ ส่วนอเมริกา นั้นเป็นประชาธิปไตย การปล่อยให้บริการต่าง ๆ ที่เป็นบริการออนไลน์เข้าไปสู่จีนได้นั้น น่าจะเป็นเรื่องไม่ปลอดภัยเท่าไหร่กับแนวคิดของเหล่านักการเมืองชาวจีน

แล้วหันมามองที่ประเทศเราที่ตอนนี้ เราแทบจะเสพทุกอย่างผ่านบริการของบริษัทเทคโนโลยีจากอเมริกาแทบจะทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นส่วนของ social network อย่าง facebook , instragram หรือบริการด้าน email จากทั้ง google , microsoft ,yahoo

แม้ส่วนของ chat application เราจะใช้ของประเทศญี่ปุ่นอย่าง LINE ก็ตามที แต่เราจะไว้ใจบริการเหล่านี้ได้อย่างไร กับข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลพฤติกรรม รวมถึง ข้อมูลทางธุรกิจต่าง ๆ ที่เรากำลังส่งกันผ่านบริการเหล่านี้

แม้ประเทศเรายังไม่มีบริการแบบนี้จะไปสู้ได้ก็ตาม แต่ เรากำลังปล่อยข้อมูลให้บริษัทพวกเขาเหล่านี้ไปแบบฟรี ๆ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ นั้นเป็นข้อมูลที่มีผลประโยชน์อย่างมหาศาล ที่ส่งผลโดยตรงต่อทั้ง สังคม เศรษฐกิจ หรือการเมือง แทบจะทั้งสิ้น ซึ่งในทางการเมืองเราจะเห็นได้จากการเลือกตั้งครั้งล่าสุดที่เหล่า social media เหล่านี้กำลังมีอิทธิพลขึ้นเป็นอย่างมาก

ซึ่งผมคิดว่าสุดท้ายแล้วนั้น ทางเลือกที่ดีสุด เราก็ควรไว้ใจกับบริการที่เป็นคนไทยด้วยกันเอง อย่างตัว blockdit เองที่เป็น social network รูปแบบหนึ่ง หรือ application อื่น ๆ อย่าง wongnai ที่ให้บริการเกี่ยวกับร้านอาหาร หรือ บริการอื่นๆ  อีกมากมายที่เหล่า startup ของไทยกำลังสร้างสรรค์กันอยู่

บริการอย่าง Wongnai ที่สามารถตอบโจทย์ผู้ใช้งานชาวไทย ได้ไม่แพ้ app ดัง ๆ จากต่างประเทศเลย
บริการอย่าง Wongnai ที่สามารถตอบโจทย์ผู้ใช้งานชาวไทย ได้ไม่แพ้ app ดัง ๆ จากต่างประเทศเลย

ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าในอนาคตนั้นเหล่า startup ไทย จะสามารถสร้างบริการต่าง ๆ เพื่อให้คนไทยใช้งานได้ครอบคลุมทุกอย่างจริง ๆ เพราะอย่างน้อยมันก็น่าไว้วางใจกว่า การเอาข้อมูลของพวกเราไปให้กับบริการจากประเทศอื่น ๆ เหมือนที่จีนทำได้สำเร็จนั่นเองครับ

Image References : https://storage.googleapis.com/stateless-thailandbusinessnews/2018/05/china-us-trade-war.jpg

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol