Blood Oil ตอนที่ 9 : Absolute Power

ตูร์กี บิน อับดุลลาห์ กำลังนอนหลับอยู่เมื่อเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมาถึงพระราชวังของเขาในตอนเช้ามืด เมื่อกษัตริย์อับดุลลาห์ แจ้งให้เข้าร่วมประชุมด่วนกับผู้อาวุโสของราชวงศ์อัล ซาอุด

“คุณต้องมาทันที” เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของราชสำนักบอกกับ ตูร์กี ลูกชายของอดีตกษัตริย์อับดุลลาห์

ในขณะที่ขบวนรถกำลังเดินทางไปยังโรงแรม Ritz-Carlton ซึ่งได้ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นคุกชั่วคราว

อาคารผู้โดยสารของเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวของเหล่าเศรษฐีและราชวงศ์ถูกปิดตัวลง ธนาคารสั่งให้หยุดการทำธุรกรรมใด ๆ ที่รอดำเนินการสำหรับรายชื่อมากกว่า 380 ซึ่งรวมถึงกลุ่มเชื้อพระวงศ์อาวุโสหลายท่าน

เรียกได้ว่ามันเป็นการฉีดยาแรงครั้งสำคัญของโมฮัมเหม็ดในการกำจัดทุจริตของเหล่าเครือข่ายนักธุรกิจ ราชวงส์ และ ข้าราชการชั้นสูงที่มีมานานหลายทศวรรษ มันเป็นแผนการที่แยบยล โดยที่แทบจะไม่มีการรั่วไหล กับการดำเนินการขั้นเด็ดขาดของโมฮัมเหม็ดในครั้งนี้

สำหรับนักโทษแต่ละคนใน Ritz-Carlton ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต แต่ในหลายกรณีการจำคุกยังมีเหตุผลที่ลึกซึ้งกว่านั้น

ตูร์กี บิน อับดุลลาห์ ลูกชายคนที่เจ็ดของกษัตริย์อับดุลลาห์ผู้ล่วงลับ ในฐานะรองผู้ว่าการและผู้ว่าการกรุงริยาดตั้งแต่ปี 2013-2015 เขามีส่วนสำคัญในโครงการรถไฟฟ้าของเมืองริยาดที่ล่าช้าและผลาญงบประมาณของรัฐมากเกินไป

โมฮัมเหม็ดและเหล่าทีมสืบสวนของเขากล่าวหาว่าตูร์กีคิดราคาแพงเกินไปสำหรับการติดตั้งราง ทำให้มีเงินใต้โต๊ะจำนวนมหาศาลเข้ากระเป๋าตูร์กี

แต่ต้องบอกว่าเหตุผลใหญ่ที่สุดที่เขาต้องมาถูกจองจำที่ The Ritz และถูกปฏิบัติอย่างรุนแรงเป็นพิเศษ คือ บทบาทของเขาในการพยายามปลดกษัตริย์ซัลมานและโมฮัมเหม็ด โดยเริ่มตั้งแต่ก่อนพิธีราชาภิเษกของซัลมาน ตูร์กีไม่ยอมรับหรือถูกตั้งข้อหาอาชญากรรมใด ๆ ต่อสาธารณะ

สำหรับโมฮัมเหม็ด ไม่เพียงแค่เรื่องแนวคิดล้มล้างกษัตริย์ซัลมานเท่านั้น แต่ตูร์กียังได้สร้างปัญหาอีกมากมาย รวมถึงเรื่องอื้อฉาว 1MDB ของมาเลเซีย

เจ้าชาย ตูร์กี บิน อับดุลลาห์ ที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีอื้อฉาว 1MDB ของมาเลเซีย
เจ้าชาย ตูร์กี บิน อับดุลลาห์ ที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีอื้อฉาว 1MDB ของมาเลเซีย (CR:Sarawak Report)

ตูร์กีมีความสัมพันธ์ในต่างประเทศและพยายามอย่างเงียบ ๆ ที่จะบ่อนทำลายโมฮัมเหม็ดในช่วงสองปีแรกของการครองราชย์ของกษัตริย์ซัลมาน แต่ต้องบอกว่าตูร์กี ประเมินโมฮัมเหม็ดต่ำเกินไป

ตูร์กีคิดว่าตราบใดที่พี่ชายของเขา มิเทบ ซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยพิทักษ์แห่งชาติ และ โมฮัมเหม็ด บิน นาเยฟ ที่เป็นรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน คงไม่หาญกล้าที่จะทำอะไรบ้าๆ กับกลุ่มพี่น้องของเขาอย่างแน่นอน

และ ตูร์กียังมองว่า โมฮัมเหม็ดคงไม่มีสายลับ หรือ เทคโนโลยีอะไรที่จะมาดักฟังพวกเขา และยังประเมินความมุ่งมั่นของโมฮัมเหม็ดต่ำเกินไป

ดังนั้น ตูร์กี จึงประมาท เขาไม่ได้ใช้เทคโนโลยีการเข้ารหัสใด ๆ ในการสื่อสารเรื่องต่าง ๆ เขาใช้สายโทรศัพท์ธรรมดา ๆ เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับแผนการล้มล้างกษัตริย์ซัลมานอย่างเปิดเผย และระบายควาไม่พอใจโมฮัมเหม็ดออกมาผ่านการพูดคุยกับบุคคลกลุ่มต่าง ๆ

แต่เขาไม่ทราบว่าตั้งแต่แรกเริ่มโมฮัมเหม็ดได้ขยายอำนาจของเขา และสามารถเข้าถึงการสื่อสารและโทรคมนาคมทั่วประเทศได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ตูร์กี เป็นเป้าหมายอันดับต้น ๆ ของโมฮัมเหม็ดมาตั้งแต่แรก เขาถูกนำมาทิ้งไว้ที่ห้องโถงของ The Ritz ที่กลายสภาพเป็นคุกชั่วคราว ต้องบอกว่าแม้จะเป็นลูกชายของอดีตกษัตริย์อับดุลลาห์ ก็ หนีสภาพดังกล่าวไปไม่ได้เหมือนกันในวันที่หมดอำนาจ

หลังจากถูกนำมาที่ The Ritz ชั่วคราว ตูร์กี ก็ถูกย้ายไปยังเรือนจำที่สกปรกซึ่งเป็นที่ตั้งของแหล่งคุมขังฆาตรกร และผู้ค้ายาเสพติด และต่อมาก็ถูกย้ายไปยังสถานกักกันคนผิวดำ โดยไม่มีใครสามารถเข้าถึงได้

มิเทบ ถูกกล่าวหารุนแรงไปอีกขั้น เขาเป็นผู้ดูแลกองกำลังพิทักษ์ชาติ ซึ่งเขาได้ทำการโอนที่ดินมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ให้กับมูลนิธิ เปลี่ยนทรัพย์สินของรัฐบาลให้เป็นทรัพย์สินขององค์กรส่วนตัวของครอบครัวเขา

เหล่าผู้ถูกคุมขับที่ The Ritz หลายคนอาจจะดูเหมือนเป็นอิสระ แต่ก็อยู่ภายใต้เงื้อมมือของโมฮัมเหม็ด มิเทบได้ถูกสั่งให้ยิ้มและถ่ายรูปกับโมฮัมเหม็ดไม่นานหลังจากนั้นเพื่อออกสื่อ

นอกจากเหล่าเจ้าชายเชื้อพระวงศ์และรัฐมนตรีกระทรวงสำคัญ ๆ แล้ว นักธุรกิจที่มีชื่อเสียงของซาอุดิอาระเบียบางคนก็ถูกนำมาคุมขังด้วย

Fawaz al-Hokair นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ซึ่งมีเพนต์เฮาส์สุดหรูที่สุดแห่งหนึ่งในแมนฮันตัน ใจกลางมหานครนิวยอร์ก โมฮัมเหม็ด อัล อามูดิ มหาเศรษฐีชาวซาอุดิอาระเบีย-เอธิโอเปียซึ่งเป็นเจ้าของเหมืองและโรงกลั่นน้ำมันทั่วโลก ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตที่มีมาอย่างยาวนานหลายทศวรรษ

Ali al-Naimi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงน้ำมันของซาอุดิอาระเบียก็เป็นหนึ่งรายชื่อผู้ถูกคุมขัง เช่นเดียวกับ รามี ลูกชายของเขาที่ถูกจำคุกเช่นเดียวกัน ถูกกว่าหาว่าทุจริต แต่ชายทุกคนได้รับการปล่อยตัวในเวลาต่อมา โดยไม่ยอมรับการกระทำผิดใด ๆ ต่อสาธารณะ

สมาชิกห้าคนของครอบครัวบินลาเดน ก็ถูกยึดทรัพย์สินทุกอย่าง ทั้งบริษัทต่าง ๆ ไปจนถึงบ้านพักของบรรพบุรุษในริยาดและเจดดาห์ ก็ถูกยึดเป็นของรัฐทั้งหมด

เมื่อ Bakr bin laden ถูกนำตัวมาสอบปากคำ เขาต้องตกใจกับกองเอกสารที่ยาวครึ่งฟุต โมฮัมเหม็ดและทีมงานมีประวัติทางการเงินและรายการทรัพย์สินและรายละเอียดข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับการทำงานให้กับเหล่าราชวงศ์ รวมถึง โมฮัมเหม็ด บิน นาเยฟ มกุฏราชกุมารที่เพิ่งถูกขับออกไป

ในขณะที่การเจรจาเพื่อให้ครอบครัว บินลาเดน ยอมจำนน บริษัทของพวกเขาลงเอยด้วยการให้รัฐเข้าไปถือหุ้น 36% พี่น้องทุกคนยกเว้น Bakr ได้รับการปล่อยตัวในเวลาต่อมาและได้รับทรัพย์สินบางส่วนคืน

แต่สำหรับชาวตะวันตกผู้ถูกคุมขังที่มีชื่อเสียงที่สุดคงจะหนีไม่พ้น เจ้าชาย อัลวาลีด หนึ่งในหลานชายของกษัตริย์ซัลมาน เขามีอำนาจเงินตรามากมายในต่างประเทศ แม้เขาจะพูดในที่สาธารณะเพื่อสนับสนุนแนวคิดหลาย ๆ อย่างของโมฮัมเหม็ด แต่เขาก็ไม่รอดพ้นจากการถูกจองจำ

เจ้าชายอัลวาลีด ที่สื่อตะวันตกสนใจมากที่สุด
เจ้าชายอัลวาลีด ที่สื่อตะวันตกสนใจมากที่สุด (CR:The Daily Beast)

สิ่งที่ทำให้ อัลวาลีด ต้องเข้ามาร่วมชะตากรรมใน The Ritz นั้น เนื่องมาจากเขาได้รับเงินมาหลายปีจากสมาชิกราชวงศ์รวมถึงจากกษัตริย์อับดุลลาห์ อัลวาลีดมีหน้าที่จัดการบัญชีสำหรับกษัตริย์ ซึ่งโมฮัมเหม็ดมองว่า อัลวาลีด เก็บเงินของรัฐโดยไม่ชอบธรรม

โมฮัมเหม็ดได้นำตัวอัลวาลีดเข้ามาใน The Ritz และเรียกร้องให้เขาจ่ายเงินหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อประกันการปล่อยตัว และบีบบังคับเขามากขึ้นด้วยการจับคาเลดพี่ชายของอัลวาลีด ที่ถูกส่งตัวไปที่คุก อัล-ฮาแอร์ สุดโหด

หลังจากได้รับการปล่อยตัว อัลวาลีด ได้ยืนยันกับ Bloomberg News ว่าเขามีส่วนร่วมอย่างผิด ๆ กับคนที่ทำเรื่องเสียหายเหล่านี้จริง ส่วนเงินหลายพันล้านดอลลาร์ที่เขาต้องจ่ายนั้น เขาได้บอกกับนักข่าวว่า มันเป็นข้อตกลงที่เป็นความลับระหว่างเขากับกษัตริย์ซัลมาน

โมฮัมเหม็ดแต่งตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยคนใหม่ และหัวหน้าหน่วยพิทักษ์ชาติคนใหม่ทันที ทั้งคู่เป็นเพื่อนสมัยเด็กของเจ้าชายในวัยสามสิบต้น ๆ ซึ่งเป็นสัญญาณว่าการรวมอำนาจของเจ้าชายเสร็จสมบูรณ์แล้ว

หัวหน้าหน่วยพิทักษ์ชาติคนใหม่ที่ดูแลทหารกว่า 125,000 คน คือ อับดุลลาห์ บิน บันดาร์ ลูกพี่ลูกน้องของโมฮัมเหม็ด และเป็นหนึ่งในเพื่อนที่เขาไว้ใจที่สุด

ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาของอาณาจักร ซาอุดิอาระเบีย ไม่มีเจ้าชายองค์เดียวคนใด ที่บัญชาการกองกำลังติดอาวุธของราชอาณาจักรได้มากกว่าหนึ่งในสามแห่ง ตอนนี้โมฮัมเหม็ดได้เข้ามาควบคุมทั้งหมด และเขาได้กำจัดผู้คิดจะขึ้นมาท้าทายหรือกลุ่มผู้สมรู้ร่วมคิดเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเหล่ามหาเศรษฐีหรือพี่น้องในสายเลือดก็ตามที

แต่ผู้สังเกตการณ์ชาวตะวันตกมองว่าการจับกุมที่ The Ritz นั้นเป็นศึกในการแย่งชิงอำนาจและใช้หลักนิติธรรมในทางที่ผิด แต่ประชาชนชาวซาอุฯ ต่างสนับสนุนสิ่งที่โมฮัมเหม็ดทำ

เป็นเวลาหลายสิบปีที่ซาอุฯ ต้องต่อสู้กับเจ้าชายผู้สูงศักดิ์และนักธุรกิจที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับเครือข่ายราชวงศ์ พวกเขาชนะสัญญาโครงการต่าง ๆ ของรัฐมากมาย โกยเงินไปอย่างบ้าคลั่ง ตอนนี้เครือข่ายเหล่านี้ได้ถูกทำลายไปเสียที และทำให้ประชาชน นักธุรกิจทั่วไปที่ทำงานอย่างสุจริต สามารถที่จะโงหัวขึ้นมาได้สำเร็จนั่นเองครับผม

แล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อกับโมฮัมเหม็ด หลังจากรวบรวมอำนาจได้แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในครั้งนี้ โปรดอย่าพลาดติดตามต่อในตอนหน้านะครับผม

–> อ่านตอนที่ 10 : Who’s More Powerful

ย้อนไปอ่านตั้งแต่ตอนแรก & Credit แหล่งข้อมูลบทความ

Blood Oil ตอนที่ 8 : Arab Cold War

เช้าตรู่ของวันที่ 24 พฤษภาคม 2017 ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ ปิดฉากการเดินทางเยือนต่างประเทศครั้งแรกของเขาในฐานะประธานาธิบดี ได้มีคำแถลงที่เซอร์ไพรส์มาก ๆ จากประธานาธิบดีกาตาร์ ผ่านสำนักข่าวกาตาร์ (QNA)

สื่อระดับภูมิภาคในซาอุดิอาระเบีย และที่อื่น ๆ ใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีในการรับข่าวดังกล่าว และได้ทำการเผยแพร่ให้ขยายวงกว้าง เพื่อให้ผู้คนนับล้านได้เห็นแถลงการณ์ครั้งนี้

“อิหร่านเป็นตัวแทนของอำนาใจในภูมิภาค และอิสลามไม่สามารถละเลยได้ และไม่ฉลาดที่จะเผชิญหน้ากับพวกเขา” ชีค ทามิม บิน ฮาหมัด อัลธานี ผู้ปกครองกาตาร์กล่าวในพิธีสำเร็จการศึกษาทางทหารเป็นภาษาอาหรับ

“มันเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ในการรักษาเสถียรภาพของภูมิภาคนี้” ต้องบอกว่า ถ้อยคำแถลงดังกล่าวถือเป็นการทรยศต่อรัฐต่างๆ ในอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งมองว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามและถือเป็นการรุกรานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาค

แต่หารู้ไม่ว่ามันเป็นเพียงกลอุบายทั้งหมด ทามิม ไม่เคยกล่าวสุนทรพจน์หรือออกแถลงการณ์ใด ๆ ในเรื่องดังกล่าว ทามิม วัยสามสิบเจ็ดสั่งให้ออกแถลงการณ์ประนามข้อความโกหกเหล่านี้ทันที

แต่ต้องบอกว่ามันสายเกินไปที่จะหยุดการรายงานที่แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ทั้งใน อัล อาราบิยา ของซาอุดิอาระเบีย และ Sky News Arabia ของ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ราชวงศ์กาตาร์ รู้ตัวทันทีว่าระบบรัฐบาลของพวกเขากำลังถูกรุกราน และพวกเขามั่นใจว่ามันเป็นแผนการของ ซาอุดิอาระเบีย และ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่ทำเรื่องชั่ว ๆ ดังกล่าวนี้

ต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะมีหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่แสดงว่าระบบของพวกเขาถูก hack โดยกลุ่มนับรบไซเบอร์ของรัสเซียที่ได้รับการว่าจ้างให้ทำงานดังกล่าว

พวกเขาไม่เคยเห็นการลอบโจมตีในลักษณะดังกล่าวนี้เกิดขึ้นมาก่อน สถานการณ์ที่มีความตึงเครียดมานานหลายปี กำลังจะถึงจุดแตกหัก

ภายในสิบสามวัน ซาอุดิอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของพวกเขารวมถึงอียิปต์และหมู่เกาะโคโมโรเล็ก ๆ ได้เคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในการปิดกั้น เพื่อคว่ำบาตรกาตาร์แบบเต็มรูปแบบ

กาตาร์ที่มีพื้นที่ขนาดเล็กถูกปิดล้อม
กาตาร์ที่มีพื้นที่ขนาดเล็กถูกปิดล้อม (CR:Daily News)

พวกเขาขับไล่ชาวกาตาร์ออกจากประเทศตัวเอง ตัดความสัมพันธ์ทางการเงิน และปฏิเสธที่จะให้เครื่องบินของกาตาร์ใช้น่านฟ้าของพวกเขา เหล่าร้านค้าในกาตาร์ต่างขาดแคลนอาหาร เนื่องจากประเทศนี้พึ่งพาการค้าทางบกกับซาอุดิอาระเบียเป็นหลัก

ต้องบอกว่ามีความตึงเครียดอย่างต่อเนื่องระหว่างซาอุดิอาระเบียและกาตาร์ ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านที่เล็กและร่ำรวยมาก นับตั้งแต่กลางทศวรรษที่ 1990 ผู้ปกครองของซาอุดิอาระเบียได้รับผลกระทบจากนโยบายต่างประเทศของกาตาร์เป็นพิเศษ

ปัญหาใหญ่น่าจะเกิดจากกาตาร์ได้ทำการผูกมิตรกับศัตรูของซาอุดิอาระเบีย เช่น กลุ่มภราดรภาพมุสลิม ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และบาห์เรน ต่างนำทูตของพวกเขาออกจากกาตาร์ในปี 2014 เนื่องจากกาตาร์ได้ไปสนับสนุนการประท้วงอาหรับสปริง

แต่เหตุการณ์ดังกล่าวได้ผ่านพ้นไปแล้ว และในการพบปะกับโมฮัมเหม็ดทุกสัปดาห์ โจ เวสต์ฟาล เอกอัครราชทูตรัฐบาลโอบามาประจำซาอุดิอาระเบียได้พูดคุยกับเจ้าชายบ่อยครั้งเกี่ยวกับความสำคัญของการรักษาเสถียรภาพในภูมิภาค

เวสต์ฟาลมักจะเตือบโมฮัมเหม็ดอยู่เสมอว่าความก้าวร้ายภายนอกจะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของซาอุดิอาระเบียในสหรัฐฯ และทำให้นักการเมืองอเมริกันสนับสนุนเขาต่อสาธารณชนได้ยากมากยิ่งขึ้น

แต่เมื่อมีการเปลี่ยนผ่านมาสู่ยุคทรัมป์ ดูเหมือนว่า สหรัฐฯ เองก็เหมือนจะยุยงให้ต่อต้านกาตาร์ ซึ่งดูเหมือนว่าทำเนียบขาวจะสนับสนุนความปรารถนาของพวกเขาที่จะขยายความขัดแย้ง และนั่นเองที่เปรียบเสมือนไฟเขียวจากทำเนียบขาวสำหรับโมฮัมเหม็ดและพันธมิตรเอมิเรตส์ในความพยายามที่จะปิดล้อมกาตาร์

การประกาศคว่ำบาตรสร้างความหวาดกลัวให้กับชาวกาตาร์จำนวนมาก ครอบครัวที่ร่ำรวยที่สุดของประเทศบางครอบครัวเริ่มสะสมอาวุธยุทโธปกรณ์ส่วนตัวไว้ในบ้านพักตากอากาศและพระราชวังเพื่อเตรียมพร้อมหากมีการรุกรานขึ้นมาจริง ๆ

ต้องบอกว่าสงครามเย็นกับกาตาร์นั้นมีเวลานานมาหลายปีแล้ว แต่กาตาร์เริ่มตีตัวออกห่างจากเพื่อนบ้านอย่างรวดเร็วเมื่อ ฮาหมัด บิน คาลิฟา พ่อของทามิม โค่นล้มบิดาของตัวเองในการรัฐประหารที่ไร้การนองเลือดในปี 1995

ด้วยความที่ฮาหมัดเติบโตมาในโลกที่มีความสากล และด้วยความมั่งคั่งของประเทศในยุคนั้น ความผูกพันทางประวัติศาสตร์กับสหราชอาณาจักร เขาจึงเข้าเรียนที่ Royal Military Academy , Sandhurst ก่อนที่จะกลับไปโดฮาเพื่อเป็นนายทหารและในที่สุดก็ได้กลายเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

เขาได้เข้ามายึดอำนาจโดยความเห็นชอบของสมาชิกคนสำคัญในครอบครัว ฮาหมัดได้เข้ามาเปลี่ยนนโยบายกาตาร์ใหม่ แม้กระทั่งการสร้างความสัมพันธ์ทางการค้ากับอิสราเอล

เขาได้พัฒนาแหล่งก๊าซของประเทศซึ่งเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ เนื่องจากก๊าซธรรมชาติยังไม่ได้เป็นวัตถุดิบที่ทำกำไรได้ในการผลิตภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ซึ่งการเดิมพันครั้งนี้ทำให้กาตาร์ร่ำรวยมหาศาล ด้วยความมั่งคั่งที่เกิดขึ้น ฮาหมัด ได้กำหนดนโยบายต่างประเทศที่มุ่งเน้นไปที่บทบาทของกาตาร์ในส่วนที่เหลือของโลก ไม่ใช่แค่เหล่าประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวเท่านั้น

หนึ่งในปัจจัยใหญ่ที่สุดคือการสร้าง Al Jazeera ช่องข่าวที่ใช้เวลาอย่างฟุ่มเฟือยในการสรรหานักข่าวต่างประเทศ และนำเสนอให้ครอบคลุมตะวันออกกลางมากที่สุด โดยเป็นการแสดงให้เห็นว่ากาตาร์เป็นกลาง แต่ภายในช่อง Al Jazeera เองก็แทบจะไม่มีการรายงานประเด็นทางสังคมหรือการโต้เถียงภายในกาตาร์เองแต่อย่างใด

เพื่อนบ้านของกาตาร์มองว่า Al Jazeera ไม่เป็นกลาง และเมื่อเกิดเหตุการณ์อาหรับสปริง เมื่อเยาวชนชาวอียิปต์ประท้วงต่อต้านประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัคที่ซาอุดิอาระเบียและยูเออีหนุนหลัง

แต่หลังจากมูบารัคลงจากอำนาจ กาตาร์ก็ได้แต่งตั้งโมฮาเหม็ด มอร์ซี จากกลุ่มมุสลิมภราดรภาพให้กลายเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของอียิปต์ และนั่นเองที่ทำให้ซาอุดิอาระเบียและยูเออีโมโห และสนับสนุนนายพลในการโค่น มอร์ซี และปราบปรามกลุ่มมุสลิมภราดรภาพ

ต้องบอกว่าก่อนหน้านี้ ซาอุดิอาระเบียใช้เครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดจากอิทธิพลทางศาสนาทั้งหมดเพื่อโน้มน้าวให้ประชากรมุสลิมทั่วโลกตีความแบบอนุรักษ์นิยมว่าการใช้ชีวิตแบบอิสลามที่ดีนั้นหมายถึงอะไร

อิหม่าม วาฮาบิส จะตักเตือนเป็นประจำในช่วงเทศนาของพวกเขาที่ชาวมุสลิมที่ดีไม่ควรต่อต้านผู้นำของพวกเขา

แต่กลุ่มภราดรภาพมุสลิมไม่เห็นด้วยกับกลุ่มวาฮาบิส และต่อต้านระบอบกษัตริย์ในอ่าวมานาน โดยแสดงให้เห็นว่า พวกเขาเหล่านี้ต่างหลงระเริงกับการใช้ชีวิตที่ฟุ่มเฟือย

กาตาร์มีความเชี่ยวชาญมากกว่าซาอุฯ ในการล็อบบี้และสื่อสารกับโลกภายนอก พวกเขาเปรียบเสมือนสวิตเซอร์แลนด์แห่งตะวันออกกลางที่รักษาการติดต่อกับทุกกลุ่มเพื่ออำนวยความสะดวกในการเจรจาและนำสันติภาพมาสู่ภูมิภาค

อีกปัจจัยหนึ่งที่ได้สร้างความขุ่นเคืองมายาวนานหลายปี คือ กาตาร์มีนิสัยขี้อิจฉาเพื่อนบ้านที่ใหญ่กว่า ด้วยความมั่งคั่งมหาศาล กองทุนความมั่งคั่งของกาตาร์ ได้เข้าซื้อหุ้นบริษัทในโลกตะวันตกที่มีชื่อเสียงมากมาย

ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากเยอรมันอย่าง Volkswagen Group หรือ Royal Dutch Shell รวมถึงการกว้านซื้ออสังหาริมทรัพย์จำนวนมาก โครงการพัฒนาสนามบิน Heathrow ย่านธุรกิจ Canary Wharf และสร้าง Shard ซึ่งเป็นหอคอยที่สูงที่สุดในสหราชอาณาจักร

แถมกาตาร์ยังได้รับสิทธิ์เป็นเจ้าภาพการแข่งขันฟุตบอลโลก (FIFA World Cup) ในปี 2022 ซึ่งเป็นการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติที่มีชื่อเสียงที่สุดรองจากโอลิมปิก

และสำหรับเหล่าเศรษฐีผู้ร่ำรวยของกาตาร์ การซื้อห้างสรรพสินค้า Harrods ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าชื่อดังบนถนน Old Brompton Road ในลอนดอนมูลค่า 1,500 ล้านปอนด์ในปี 2010 ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ภาษาอาหรับได้กลายเป็นภาษาที่สองของห้างดังเหล่านี้ เนื่องจากบรรดาลูกค้าผู้ร่ำรวยจากดูไบ ริยาด หรือ คูเวตซิตี้ จะมาช็อปปิ้งในช่วงวันหยุด

ห้าง Harrods ใจกลางกรุงลอนดอนที่เหล่าเศรษฐีจากอ่าวมักจะแวะมาช็อปปิ้ง
ห้าง Harrods ใจกลางกรุงลอนดอนที่เหล่าเศรษฐีจากอ่าวมักจะแวะมาช็อปปิ้ง (CR:Harrods.com)

สองปีก่อนการคว่ำบาตร ไม่กี่เดือนหลังจากที่กษัตริย์ซัลมานขึ้นครองราชยิ์ โมฮัมเหม็ดได้เดินทางไปโดฮา เพื่อพบกับทามิมจักรพรรดิหนุ่มวัยสามสิบห้า ในระหว่างงานเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติ์ โมฮัมเหม็ดดูเหมือนจะสนใจเป็นพิเศษว่ากาตาร์ประสบความสำเร็จในการทำงานร่วมกับสื่อต่างประเทศเพื่อยกระดับสถานะในโลกได้อย่างไร

โมฮัมเหม็ดมองว่ากาตาร์เป็นอันตรายต่อความมั่นคงในภูมิภาค และอาจจะส่งผลต่ออำนาจของครอบครัวเขาในการปกครองราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบีย การรักษาสมดุลที่ละเอียดอ่อนกับชาติอาหรับที่ยากจนกว่า เช่น อียิปต์ เลบานอน และ จอร์แดน เป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันการเคลื่อนไหวที่เป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบการปกครองของพวกเขา

เช่นเดียวกับฝั่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ก็รู้สึกว่า การกระทำต่าง ๆ ของกาตาร์เกิดจากความหยิ่งผยองของพวกเขา กาตาร์มีฐานทัพ Al Udeid การสื่อสารกับชาติตะวันตกก็ดูราบรื่น แถมยังมีอำนาจในการจับจ่ายใช้สอยมากกว่าประเทศอื่นๆ

นั่นเป็นเหตุให้เหล่าชีคที่เขี้ยวลากดินของอาบูดาบีพร้อมกับเหล่าพันธมิตร มองหาข้ออ้างที่จะตัดกาตาร์ออกไป และถือเป็นการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่แข็งกร้าวที่สุดในประวัติศาสตร์ของภูมิภาคนี้

แต่ดูเหมือนกาตาร์จะไม่แคร์ เพราะด้วยความมั่งคั่งของพวกเขา ห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดที่รองรับประชากรในประเทศจึงได้รับการออกแบบใหม่ โดยไม่แคร์ซาอุดิอาระเบียอีกต่อไป

ทามิม มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดยิ่งขึ้นกับอิหร่าน ศัตรูคนสำคัญของรัฐต่าง ๆ ในอ่าว รวมถึงตุรกีที่ได้เข้ามาสร้างฐานทัพแห่งแรกในตะวันออกกลางในประเทศกาตาร์ แม้การคว่ำบาตรจะมีจุดประสงค์เพื่อแยกกาตาร์ออกจากศัตรูอย่างอิหร่าน แต่ดูเหมือนความสัมพันธ์ของพวกเขากลับยิ่งใกล้ชิดกันมากขึ้น

แต่การคว่ำบาตรครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นความล้มเหลวในการวางแผนเช่นเดียวกัน ซาอุดิอาระเบียและยูเออีออกกฏหมายคว่ำบาตรโดยไม่บอกกาตาร์ว่าพวกเขาต้องการอะไร

ในขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ดูเหมือนจะสนับสนุนการคว่ำบาตร และกล่าวหากาตาร์ต่อสาธารณะชนว่ากาตาร์ให้การสนับสนุนการก่อการร้าย แต่รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศและเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่น ๆ ก็พยายามมากลบเกลื่อนสถานการณ์

เกือบสามสัปดาห์หลังการคว่ำบาตร ผู้นำซาอุดิอาระเบียและเอมิเรตส์ ได้ออกรายการคำขอสิบสามข้อ ซึ่งรวมถึงการปิดสถานี Al Jazeera และจ่ายค่าชดเชยสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากกาตาร์ในภูมิภาค

แต่สงครามเย็นในอ่าวครั้งนี้ กลับพบว่า ในขณะที่ ซาอุดิอาระเบียและเอมิเรตส์ ตัดความสัมพันธ์ทั้งหมดกับกาตาร์ กลุ่มพลเมืองที่ร่ำรวยจำนวนมากของพวกเขา ก็ยังคงแห่แหนกันไปช็อปปิ้งในลอนดอนในช่วงวันหยุด ในห้าง Harrods ของกาตาร์เหมือนเช่นเคยนั่นเองครับผม

แล้วปัญหาเรื่องกาตาร์จะจบอย่างไร ซาอุดิอาระเบียในยุคใหม่จะจัดการอย่างไรต่อกับความสัมพันธ์ที่แตกร้าวครั้งใหญ่ครั้งนี้ โปรดอย่าพลาดติดตามต่อในตอนหน้าครับผม

–> อ่านตอนที่ 9 : Absolute Power

ย้อนไปอ่านตั้งแต่ตอนแรก & Credit แหล่งข้อมูลบทความ

Blood Oil ตอนที่ 7 : America First

ประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ รู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมาก เมื่อเขาได้เดินทางมาถึง Ritz-Carlton ใจกลางกรุงริยาดเมืองหลวงของซาอุดิอาระเบีย เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ปี 2017

การได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากพันธมิตรที่สำคัญ ด้วยการฉายภาพใบหน้าของเขาเองที่มีความสูงห้าสิบฟุต ซึ่งภาพดังกล่าวกำลังจ้องมองมาที่เขาอย่างเคร่งขรึม จากด้านหน้าหินทรายของโรงแรมอันหรูหราแห่งนี้

ถัดจากใบหน้าขนาดยักษ์ของทรัมป์ คือ ภาพของกษัตริย์ซัลมานที่ยิ้มอย่างอ่อนโยนโดยมีมือคู่หนึ่งประสานอยู่ตรงกลาง มันเป็นป้ายโฆษณาที่แทบจะติดในทั่วทุกมุมเมืองของริยาด “Together We Prevail” พร้อมภาพของพวกเขาเคียงข้างกัน ธงชาติอเมริกันและซาอุดิอาระเบียแขวนไว้รอบเมือง

นับเป็นการเยือนต่างประเทศครั้งแรกของทรัมป์ในฐานะประธานาธิบดี และซาอุฯ ปฏิบัติต่อเขาอย่างกับราชา โมฮัมเหม็ดจัดการเตรียมการมาเยือนครั้งนี้ของทรัมป์อย่างรอบคอบ ซึ่งเจ้าชายรู้ดีว่าจะจัดการกับทรัมป์อย่างไร

ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งนี้มันเป็นการส่งข้อความไปยังทั้งในประเทศและต่างประเทศว่า โมฮัมเหม็ดกำลังจะได้รับการสนับสนุนจากประเทศที่มีอำนาจมากที่สุดในโลก

โมฮัมเหม็ดที่ตอนนี้อายุเกือบสามสิบเอ็ดปี ด้วยเส้นทางสู่บัลลังก์ของเขาที่ถูกกั้นโดยโมฮัมเหม็ดบินนาเยฟ ที่มีอายุมากกว่า แต่การสร้างความชอบธรรมให้กับราชบัลลังก์ซาอุดิอาระเบีย จำเป็นต้องมีการแสดงความเป็นผู้นำต่อสาธารณชน และการมาของทรัมป์คือประตูแห่งโอกาสของเขา

ทรัมป์และซัลมาน ได้นั่งโต๊ะเคียงข้างกันกลางห้องปูพรมขนาดยักษ์ โดยคณะผู้แทนของพวกเขานั่งเก้าอี้นวมที่ริมกำแพง ในขณะที่พวกเขากำลังลงนามในสิ่งที่ทรัมป์เรียกร้องข้อตกลงมูลค่า 350,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งรวมถึงการขายอาวุธ และการลงทุนของซาอุดิอาระเบีย ใน บริษัทใหญ่ ๆ ของสหรัฐเช่น BlackRock Inc.

ทรัมป์เองรู้สึกประทับใจ เขากับเมลาเนีย (สตรีหมายเลขหนึ่ง) รวมถึงกษัตริย์ซัลมาน และ อับเดลฟัตตาห์เอล – ซิซี ประธานาธิบดีเผด็จการของอียิปต์วางมือบนลูกโลกที่ส่องสว่างอยู่กลางห้อง

นาย นาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซียพยายามที่จะถ่ายภาพ เขาได้กลายเป็นศูนย์กลางของการสอบสวนครั้งใหญ่ของกระทรวงยุติธรรมเกี่ยวกับเงินหลายพันล้านดอลลาร์ที่ถูกขโมยไปจากกองทุนของมาเลเซีย และถูกกล่าวหาว่าใช้จ่ายไปกับบ้านที่ฟุ่มเฟือยรวมถึงลูกเลี้ยงของเขาด้วย

ดังนั้นรูปถ่ายกับประธานาธิบดีสหรัฐจะถูกส่งออกไปให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่บ้านเขาเขาได้เห็น เพื่อ ยื้อคะแนนเสียงที่ตกต่ำกลับมา

ช่างภาพของราชสำนักบันทึกภาพของผู้นำที่มารวมตัวกันรอบ ๆ ลูกโลก ทรัมป์ยิ้มเยาะ และซัลมานจ้องมองเขาด้วยสายตาที่ว่างเปล่า โมฮัมเหม็ดเองไม่ได้อยู่ในงาน ปล่อยให้พ่อของเขาได้รับเครดิตกับสาธารณะชน

เหล่าผู้นำที่มารวมตัวกันรอบ ๆ ลูกโลก
เหล่าผู้นำที่มารวมตัวกันรอบ ๆ ลูกโลก (CR:NBC NEWS)

หลังจากนั้นพวกเขาได้ไปเยี่ยมชมศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งใหม่ของโมฮัมเหม็ดในวันนั้น โดยเข้าไปชมห้องที่ทันสมัย ซึ่งนักวิเคราะห์คอมพิวเตอร์ชาวซาอุดิอาระเบียราวสองร้อยคน กำลังใช้เทคโนโลยี “Artificial Intelligence” หรือ ปัญญาประดิษฐ์ เพื่อค้นหาผ่านเครือข่าย Social Media มองหาเบาะแสสำหรับเป้าหมายใหม่ที่อาจจะถูกโจมตี

สำหรับโมฮัมเหม็ดพิธีเหล่านี้มีความสำคัญน้อยกว่างานเลี้ยงอาหารค่ำที่เขาและภรรยาของเขาจัดให้ จาเร็ด คุชเนอร์ และ อิวานกา ทรัมป์ ภรรยาของเขา แม้เร็กซ์ ทิลเลอร์สัน รัฐมนตรีต่างประเทศก็อยู่ในคณะเดินทางนี้ด้วยเช่นกัน แต่ โมฮัมเหม็ดไม่ได้เชิญเขาแต่อย่างใด

มันเป็นแผนที่ชาญฉลาดของโมฮัมเหม็ด ที่จะสามารถขายวิสัยทัศน์ให้กับ คุชเนอร์ และ อิวานกา ทรัมป์ โดยเขาได้กล่าวกับ คุชเนอร์ในงานเลี้ยงอาหารค่ำว่า

“คนในรุ่นท่านพ่อ (กษัตริย์ซัลมาน) มองว่าในตอนนี้ประเทศก็มาไกลเกินความฝันของพวกเขาแล้ว” “แต่คนรุ่นลูกอย่างเรานั้นเห็นศักยภาพที่ไร้ขีดจำกัดของดินแดนแห่งนี้ และ เราไม่ค่อยอดทนกับมันซักเท่าไหร่”

โมฮัมเหม็ดได้บอกกับคุชเนอร์ เกี่ยวกับปัญหาของพวกเขากับกาตาร์ซึ่งเป็นประเทศเล็ก ๆ ที่อุดมด้วยก๊าซซึ่งครอบครองคาบสมุทรนอกชายฝั่งตะวันออกของซาอุดิอาระเบีย พวกเขากำลังพยายามทำตัวยิ่งใหญ่ในเวทีระหว่างประเทศ และทำให้ซาอุดิอาระเบียโกรธแค้น

สิ่งที่กาตาร์ทำให้สถานการณ์มันยิ่งแย่ลงอย่างนึงก็คือ การเริ่มต้นช่องข่าวต่างประเทศ Al Jazeera ซึ่งได้นำการสื่อสารแบบตะวันตกมาสู่ภูมิภาค นักข่าวหลายคนเคยเป็นผู้ผลิตของ BBC และบริษัทสื่อชื่อดังที่มีชื่อเสียงทั่วโลก

การรายงานข่าวของพวกเขาจะเกี่ยวกับการเมืองในภูมิภาคนี้ เป็นข้อมูลเชิงลึก เจาะลึก โดยพวกเขายังมีทีมสืบสวนสอบสวนที่นำโดยชาวอเมริกันอย่างเคลย์ตัน สวิชเชอร์ อดีตนาวิกโยธินซึ่งเคยทำหน้าที่เป็นผู้คุ้มกันที่กระทรวงการต่างประเทศในยุคของ แมเดลีน อัลไบรท์ และ โคลิน พาวเวล ก่อนที่จะหันเหชีวิตมาทางด้านอาชีพสื่อมวลชนที่เน้นในตะวันออกกลาง

เหล่าผู้นำตะวันออกกลางส่วนใหญ่ไม่พอใจที่สื่ออเมริกันและอังกฤษวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของพวกเขา และขุดคุ้ยเรื่องที่พวกเขาต้องการให้มันเงียบ ๆ พวกเขานึกไม่ออกว่าเหตุใดกาตาร์ต้องทำเช่นนี้

การเกิดขึ้นของสำนักข่าว Al Jazeera หนึ่งในชนวนความขัดแย้ง
การเกิดขึ้นของสำนักข่าว Al Jazeera หนึ่งในชนวนความขัดแย้ง (CR:The Tower)

กาตาร์เองยังให้การสนับสนุนกลุ่มภราดรภาพมุสลิมซึ่งเป็นกลุ่มที่เติบโตขึ้นมาเป็นกองกำลังทีทรงพลังในตะวันออกกลางโดยมีความเกลียดชังต่อระบอบกษัตริย์ในอ่าว

โมฮัมเหม็ดแสดงทีท่าอย่างชัดเจนว่าพวกเขาขัดแย้งกับกาตาร์เป็นอย่างมาก ปัญหาของสหรัฐอเมริกาก็คือกาตาร์เป็นที่ตั้งฐานทัพอากาศที่ใหญ่ที่สุดของอเมริกาในตะวันออกกลาง ในขณะที่ซาอุดิอาระเบียเป็นพันธมิตรที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯในภูมิภาคนี้ แต่กาตาร์มีความสำคัญในเชิงกลยุทธ์มากกว่าเมื่อพูดถึงเรื่องปฏิบัติการทางทหาร

กาตาร์มีขนาดเล็กเพียงเท่านิ้วหัวแม่มือที่ยื่นออกไปในอ่าวเปอร์เซีย แต่น้ำมันและก๊าซสำรองจำนวนมหาศาลและมีประชากรเพียงแค่ 2.6 ล้านคน ทำให้ประชากรของประเทศนี้มีเงินมหาศาลที่จะใช้จ่ายได้อย่างบ้าคลั่ง

ชาวกาตาร์มากมายได้ไปซื้อทรัพย์สินที่มีอยู่ทั่วโลก ทั้งสโมสรฟุตบอล รวมถึงห้างสรรพสินค้า Shard และ Harrods ในลอนดอน ฐานทัพสหรัฐฯ ในโดฮาสร้างขึ้นโดยใช้เงินทุนของรัฐกาตาร์และข้อตกลงดังกล่าวยังรวมถึงการใช้ไฟฟ้า น้ำมัน และก๊าซได้แบบไม่จำกัด ซึ่งเป็นข้อตกลงที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ให้กับสหรัฐฯ

จุดสุดยอดของการประชุมในครั้งนี้คือสุนทรพจน์ของทรัมป์ ก่อนหน้านี้ โอบามาเคยได้กล่าวสุนทรพจน์ที่น่าจดจำที่สุดครั้งหนึ่งของเขาที่มหาวิทยาลัย Al-Azhar ที่กรุงไคโรซึ่งเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ศาสนาอิสลามนิกายสุหนี่ในโลกอาหรับเมื่อแปดปีก่อน

ซึ่งโอบามาได้บอกกับผู้ฟังทั้งนักวิชาการและนักการเมืองว่า เขาจะมาเพื่อแสวงหาจุดเริ่มต้นใหม่ระหว่างสหรัฐอเมริกาและชาวมุสลิมทั่วโลก โดยมีพื้นฐานมาจากผลประโยชน์ร่วมกันและความเคารพซึ่งกันและกัน และอีกสิ่งหนึ่งบนพื้นฐานของความจริงที่ว่าอเมริกาและอิสลามไม่จำเป็นต้องแข่งขันกัน

ส่วนทรัมป์ได้ขึ้นพูดในห้องประชุมที่หรูหราพร้อมโคมไฟระย้าคริสตัลที่ Ritz-Carlton โดยเขาไม่ได้ขอโทษและอธิบายถึงความขัดแย้งต่อหน้าชาวอาหรับ เพราะเขากล่าวถึงการต่อสู้ระหว่างอาชญากรป่าเถื่อนที่พยายามจะลบล้างชีวิตมนุษย์และผู้คนที่มีเกียรติของทุกศาสนาที่ต้องการปกป้องมัน เขากล่าว “นี่คือการต่อสู้ระหว่างความดีและความชั่ว”

ต่อมาในคำปราศัยของเขาที่ทำให้ทั้งห้องประชุมรู้สึกอึ้งไปตาม ๆ กัน “อนาคตที่ดีกว่าจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อประเทศของพวกคุณขับไล่ผู้ก่อการร้ายและพวกหัวรุนแรงออกไป ขับไล่พวกเขาออกจากสถานที่สักการะบูชาของคุณ ขับเคลื่อนพวกเขาออกจากชุมชนของคุณ ขับไล่พวกเขาออกจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของคุณ และ ขับไล่พวกเขาออกไปจากดินแดงแห่งนี้”

แต่การมาครั้งนี้ของทรัมป์นั้น โมฮัมเหม็ดได้พันธมิตรใหม่ที่สำคัญ นั่นก็คือลูกเขยอย่าง จาเร็ด คุชเนอร์ โมฮัมเหม็ดได้ไปเข้าร่วมงานต่าง ๆ มากมายสำหรับการประชุมทางธุรกิจที่จัดขึ้นควบคู่กันไปกับการประชุมสุดยอดของผู้นำอาหรับ

ทรัมป์ได้นำ CEO และผู้บริหารระดับสูงชาวอเมริกันจำนวนสามสิบคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้บริจาคให้กับการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของเขา

และนับเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นที่สุดสำหรับเหล่าผู้บริหารระดับสูงและบรรดานายธนาคารต่าง ๆ ที่เข้าร่วมการเสนอขายหุ้นของ Aramco ซึ่งมูลค่ารวมกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งค่าธรรมเนียมทั้งหมดของงานนี้อาจจะสูงถึงหนึ่งพันล้านดอลลาร์เลยทีเดียว

และสุดท้ายก่อนเดินทางกลับอเมริกา ทรัมป์ได้ประกาศข้อตกลงธุรกิจมูลค่ากว่า 200,000 ล้านดอลลาร์ และการซื้ออาวุธมูลค่ากว่า 110,000 ล้านดอลลาร์ มันเป็นข้อตกลงที่ดูเหมือนจะ WIN-WIN โมฮัมเหม็ดได้หน้าไปเต็ม ๆ กับงานนี้ ส่วนฝั่งอเมริกาโดยทรัมป์นั้น แน่นอนว่านโยบายหลักของเขา America First ก็ทำสำเร็จจากการเยือนครั้งแรกของเขาด้วยข้อตกลงมหาศาลขนาดนี้ ที่มีมูลค่ามากกว่า GDP ของกรีซในปี 2017 เสียอีก

แถมฝั่งนักธุรกิจ โมฮัมเหม็ดก็พยายามสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับนักธุรกิจที่อยู่ใกล้ตัวทรัมป์ ได้ทำข้อตกลงต่าง ๆ มากมายเช่น การตั้งกองทุนเพื่อการลงทุนสาธารณะ และบริจาคเงิน 20,000 ล้านดอลลาร์ให้กับกองทุนโครงสร้างพื้นฐานพิเศษ ซึ่งส่วนใหญ่จะอุทิศให้กับโครงการในสหรัฐ

แต่ก็ต้องบอกว่ามันเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ของโมฮัมเหม็ด ที่ทำให้เขาใกล้ชิดกับที่ปรึกษาทรัมป์มากขึ้น ซึ่งจะมีส่วนช่วยอย่างมากต่อเศรษฐกิจของสหรัฐ และสุดท้ายก็จะได้รับผลตอบแทนทางการเงินที่แข็งแกร่งในท้ายที่สุดนั่น เพราะนี่คือวิธีการจัดการแบบโมฮัมเหม็ดที่เขาทำมาตลอดหลังจากขึ้นครองอำนาจได้แบบเบ็ดเสร็จ

แต่หารู้ไม่ว่า สิ่งที่โมฮัมเหม็ดทำอย่างกระตือรือร้นที่จะนำธุรกิจและการลงทุนโดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกาเข้ามาในราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบียนั้น ต้องบอกว่าเหล่านักธุรกิจสหรัฐที่เข้ามาพบเจ้าชาย มาด้วยจุดประสงค์อื่น พวกเขาตามทรัมป์มาเพราะพวกเขาเพียงแค่ต้องการเงินจำนวนมหาศาลของซาอุดิอาระเบียเพียงอย่างเดียวเท่านั้น พวกเขาไม่ได้คิดจะมาลงทุนในอาณาจักรแห่งนี้แต่อย่างใด

แล้วเมื่อการเมืองสหรัฐที่ได้ประธานาธิบดีใหม่อย่างโดนัล ทรัมป์ที่เริ่มเข้ามามีบทบาที่สำคัญต่ออนาคตของโมฮัมเหม็ด แล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อกับเจ้าชายที่มีควาทะเยอะทะยานสูงเช่นเขา จะเกิดอะไรขึ้นกับอาณาจักรซาอุดิอาระเบียหลังอเมริกาได้ผู้นำคนใหม่ โปรดอย่าพลาดติดตามต่อในตอนหน้านะครับผม

–> อ่านตอนที่ 8 : Arab Cold War

ย้อนไปอ่านตั้งแต่ตอนแรก & Credit แหล่งข้อมูลบทความ

Blood Oil ตอนที่ 6 : Bedouin Steve Jobs

หลังจากได้เข้าไปเยี่ยมชม Aramco และทะเลทรายในการเดินทางมายังซาอุดิอาระเบียครั้งแรกของ Masayoshi Son เขาได้นั่งรับประทานอาหารกลางวันในพระราชวัง Al-Auja กับ โมฮัมเหม็ด

ด้วยบรรยากาศที่ผ่อนคลาย เจ้าชายได้ถาม Masayoshi ว่าทีมของเขาสนใจโครงการอื่นที่นอกเหนือจาก Vision Fund บ้างหรือไม่

โครงการ NEOM วิสัยทัศน์ในอนาคตของโมฮัมเหม็ด เมืองใหม่ทั้งหมดที่สร้างขึ้นจากศูนย์บนพื้นที่ 12,500 ตารางกิโลเมตรทางตอนเหนือของประเทศ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีผู้คนอาศัยอยู่เบาบางในขณะนี้ และ พวกเขากำลังจะถูกย้ายไปอยู่ที่อื่น

“คุณอยากเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้หรือไม่” โมฮัมเหม็ดถาม

“นี่มันคืองานศิลปะชั้นยอด” Masayoshi ตอบตกลงเป็นที่ปรึกษาให้กับโครงการใหม่ของเจ้าชาย

พวกเขาได้บินไปที่สนามบินเล็ก ๆ ในเมือง Tabuk และขึ้นเฮลิคอปเตอร์ลอยขึ้นสูงเหนือเทือกเขาผ่านชายฝั่งเพื่อลงจอดบนเรือสำราญซึ่งอยู่ตรงข้ามกับหมู่บ้านชาวประมงเก่าของ Sharma

เจ้าชายจินตนาการถึงเมืองที่มีความทะเยอทะยานที่จะเป็นเมืองดั่งในนิยาย SCI-FI ตามแนวชายฝั่งที่ทอดยาวไป จะเป็นเมืองที่มีตึกระฟ้า และให้บริการขนส่งสาธารณะด้วยแท็กซี่บินได้

มีรีสอร์ทขนาดยักษ์ที่จะกลายเป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวใหม่ของชาวยุโรป ที่ดึงดูดโดยปะการังที่ยังไม่ถูกทำลาย ส่วนเกาะที่ไม่มีคนอาศัยอยู่ที่อยู่ไม่ไกลจากชายฝั่งทะเล จะเป็นที่ตั้งของสถานที่ท่องเที่ยวที่เลียนแบบมาจากภาพยนตร์เรื่อง Jurassic Park

เปลี่ยนพื้นที่ทะเลทรายอันอ้างว้างเป็นเมืองนวัตกรรมใหม่ NEOM
เปลี่ยนพื้นที่ทะเลทรายอันอ้างว้างเป็นเมืองนวัตกรรมใหม่ NEOM (CR:giovannacarnevali.com)

แต่สิ่งที่น่าตกใจสำหรับ Masayoshi ก็คือ ดูเหมือนแผนการนี้กำลังจะเกิดขึ้นจริง มันไม่ใช่แค่เรื่องเพ้อฝันของเจ้าชายหนุ่ม บนเรือสำราญมีที่ปรึกษาหลายสิบคนจากบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกทั้ง McKinsey , BCG และ Oliver Wyman ซึ่งกำลังแข่งขันกันเปลี่ยนความคิดเมือง NEOM จากเจ้าชายให้มันกลายเป็นจริง

มันเป็นการแข่งขันที่มีการเดิมพันสูงสำหรับบริษัทที่ปรึกษาเหล่านี้ ทีมที่แพ้จะต้องส่งงานทั้งหมดให้กับผู้ชนะเพียงผู้เดียว ซึ่งจะเป็นผู้นำในการสร้างโครงการมูลค่ากว่า 500,000 ล้านดอลลาร์นี้

มันเป็นโครงการที่แตกต่างจากโครงการอื่น ๆ เพื่อการปฏิรูปเศรษฐกิจของซาอุดิอาระเบีย NEOM นั้นเป็นสิ่งทีเรียกว่าปาฏิหาริย์

ในช่วงไม่กี่วันหลังจากที่กษัตริย์ซัลมาน บิดาของโมฮัมเหม็ดขึ้นเป็นกษัตริย์ เขาก็มีเวลาที่จะย้อนคิดว่าซาอุดิอาระเบียรูปแบบใหม่ควรมีลักษณะอย่างไร และจะแปลงวิสัยทัศน์มาเป็นความจริงได้อย่างไร

มันเป็นงานที่ท้าทายสำหรับโมฮัมเหม็ดมาก ๆ เพราะมันไม่ใช่ครั้งแรกที่มีแนวคิดในการปฏิรูปซาอุดิอาระเบียให้เข้าสู่โลกยุคใหม่ กษัตริย์อับดุลลาห์พยายามจัดตั้งการปฏิรูปทางสังคม เศรษฐกิจ และ การศึกษา มาก่อนแล้วในสมัยที่พระองค์ยังมีชีวิต

แต่เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์หลังจากครองราชย์นานหลายสิบปี ผู้หญิงก็ยังไม่ได้รับการอนุญาตให้ขับรถ ชายหนุ่มทั่วไปก็ไม่สามารถนั่งที่คาเฟ่กับหญิงสาวได้เว้นแต่ทั้งสองจะเป็นพี่น้องหรือผัวเมียกัน มีเพียงจุดเริ่มต้นบางอย่างของวัฒนธรรมผู้ประกอบการที่เปลี่ยนไปเท่านั้น

ในยุคของกษัตริย์อับดุลลาห์ เศรษฐกิจของซาอุดิอาระเบียก็ยังคงพึ่งพาน้ำมันเช่นเคย ไม่มีนวัตกรรมใด ๆ ที่จะพูดถึงได้ในระดับโลก โครงการใหญ่ ๆ อย่าง King Abdullah Economic City ดูเหมือนจะเป็นการเลียนแบบการพัฒนาที่คล้ายคลึงกับ ดูไบ และ สิงค์โปร์เพียงเท่านั้น

เศรษฐกิจของประเทศขึ้นอยู่กับน้ำมันเป็นหลัก และแยกออกจากส่วนอื่น ๆ ของโลก ไม่มีใครอยากเข้ามาลงทุนในซาอุดิอาระเบีย ระหว่างปี 2009 – 2016 การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศลดลง 85%

ซาอุดิอาระเบียมีประชาการจำนวนมากพอที่จะสนับสนุนการบริโภคภายในประเทศ แต่คนมีเงินส่วนใหญ่มักจะออกจากประเทศเพื่อไปใช้จ่ายที่ดูไบเพื่อความบันเทิง ปารีสเพื่อการท่องเที่ยว ลอนดอน,สวิตเซอร์แลนด์ หรือ สหรัฐอเมริกา สำหรับการดูแลทางด้านการแพทย์

โมฮัมเหม็ดมองว่านี่คือการรั่วไหลทางเศรษฐกิจ และเขาหมกมุ่นกับความคิดที่ว่าเงินซาอุดิอาระเบียที่ใช้จากจากที่อื่นกำลังทำร้ายเศรษฐกิจภายในประเทศ รัฐบาลต้องอุดหนุนเงินและงานให้กับประชาชน แต่ผลประโยชน์กลับไปอยู่ที่ต่างประเทศมากกว่าที่จะหมุนเวียนระหว่างธุรกิจในประเทศ

โมฮัมเหม็ดมองว่า ชาวซาอุดิอาระเบียติดอยู่ในนิสัยเดิม ๆ มานานกว่าครึ่งศตวรรษ สูบน้ำมันไปขาย และใช้เงินซื้อของจับจ่ายที่ต่างประเทศ สถานการณ์ในตอนนี้ประชากรของซาอุฯ กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ความต้องการน้ำมันจากทั่วโลกกำลังจะหมดลง

เย็นวันหนึ่งขณะที่กำลังครุ่นคิดถึงความท้าทายเหล่านี้ โมฮัมเหม็ดได้เปิดแผนที่ Google Earth ของอาณาจักรผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ของเขา เมื่อมองดูภาพประเทศของเขาจากอวกาศ เขาสแกนคาบสมุทรอาหรับจากเจดดาห์และเมกกะทางตะวันตกผ่านพื้นที่ว่างเปล่าไปยังแหล่งน้ำมันทางตะวันออกของดาห์ราน และเขามองว่ามันอาจจะมีโอกาสบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในทะเลทราย

ดินแดนทางเหนือของเจดดาห์ซึ่งเป็นภูเขาตามแนวชายแดนจอร์แดนลาดลงสู่ทะเลแดงเป็นพื้นที่ว่างเปล่า มีเมืองเล็ก ๆ เพียงเมืองเดียวในพื้นที่และล้อมรอบด้วยทะเลทรายที่มีประชากรเบาบาง โมฮัมเหม็ดจึงเรียกเฮลิคอปเตอร์เพื่อพาเขาและเพื่อน ๆ ไปดูสถานที่ดังกล่าวทันที

สิ่งที่เขาเห็นจากอากาศเป็นแรงบันดาลใจ แม้เขาจะเคยไปที่นั่นมาก่อน แต่เขาได้เห็นมันด้วยสายตาจริง ๆ จัง ๆ ครั้งแรก เขาบินข้ามภูเขาสูงที่มีหิมะตกในฤดูหนาว และชายหาดสีขาวที่เรียงรายไปด้วยอ่าวที่เงียบสงบ แนวปะการังนอกชายฝั่งที่สวยงาม แต่ยังไม่ได้รับการพัฒนา

ความท้าทายที่สำคัญคือพื้นที่เหล่านี้ยังขาดน้ำจืดแทบจะทั้งหมด แต่ก็มีข้อได้เปรียบเนื่องจากมีผู้คนอาศัยอยู่ไม่มาก ไม่มีความสำคัญในด้านศาสนาหรือเศรษฐกิจของประเทศ โมฮัมเหม็ดสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่โดยจะมีการต่อต้านเพียงเล็กน้อย

อุปสรรคที่สำคัญที่สุดของอาณาจักรแห่งนี้ คือ โครงสร้างที่เสื่อมโทรม ระบบราชการที่ล้าหลัง ข้าราชการที่เอาแต่ทุจริต และเรื่องศาสนาที่เข้มงวด ซึ่งเป็นสิ่งที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และปิดรับการลงทุนจากต่างชาติ

การไปเปลี่ยนแปลงเมืองเก่า ๆ เป็นสิ่งที่ยาก เพราะฉะนั้นการสร้างเมืองขึ้นมาใหม่เป็นสิ่งที่ดีที่สุด หาก NEOM มีนวัตกรรม และน่าอยู่ มีความเจริญรุ่งเรืองอย่างที่เขาวาดฝันไว้ มันก็จะสามารถดึงส่วนที่เหลือของอาณาจักรไปสู่อนาคตที่ดีขึ้นได้

โมฮัมเหม็ดตัดสินใจที่จะสร้างเมืองใหม่ มันจะมีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และเมืองจะถูกขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์มากกว่าการใช้น้ำมันแบบเดิม ๆ และมันจะกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชั้นยอดสำหรับผู้ชื่นชอบชายหาดและเรือยอทช์ ผู้หญิงไม่จำเป็นต้องปกปิดผมหรือร่างกายและอาจจะอนุญาตให้ดื่มแอลกอฮอล์ได้

และสิ่งสำคัญที่สุดคือการเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติแบบเต็มสูบ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทผลิตรถยนต์ บริษัทด้านการบินและอวกาศที่ใหญ่ที่สุดในโลกจะมาที่ NEOM รวมถึงจะมีการสร้างโรงงานการผลิตในพื้นที่แห่งนี้

ในการประชุมคณะกรรมการในช่วงตลอดหลายเดือนก่อนหน้า โมฮัมเหม็ดได้นำเสนอแนวคิดที่ดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุดให้กับเหล่าที่ปรึกษา NEOM ต้องการรถยนต์บินได้ และสะพานมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ข้ามไปฝั่งอียิปต์ รวมถึงความเป็นไปได้ในการสร้างพระจันทร์เต็มดวงเทียมที่จะขึ้นในทุกคืน หรือ หาดทรายที่มีความสามารถในการเรืองแสง

เมืองสุดล้ำที่จะมีการขนส่งด้วยรถบินได้
เมืองสุดล้ำที่จะมีการขนส่งด้วยรถบินได้ (CR:Hybridcars.com)

NEOM ต้องเป็นผู้บุกเบิกและเป็นผู้นำทุกภาคส่วนในอนาคต และจะกลายเป็นเมืองที่มี GDP ต่อหัวสูงที่สุดในโลกและมีความสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวที่ไม่มีที่ไหนในโลกเทียบได้

หลังจากเยี่ยมชมเรือสำราญที่เต็มไปด้วยที่ปรึกษามากมายนอกชายฝั่งของ NEOM Masayoshi บอกกับโมฮัมเหม็ดว่า เขาเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์ และตกลงที่จะเป็นพันธมิตรในโครงการนี้

Masayoshi มองว่า มันเป็นการเข้ามามีส่วนร่วมกับโครงการที่มีความทะเยอทะยานที่สุดโครงการหนึ่งของมนุษยชาติ วิถีชีวิตใหม่ตั้งแต่เกิดจนตาย การเปลี่ยนรหัสทางพันธุกรรมเพื่อเพิ่มจำนวนของมนุษย์ ซึ่งรวมถึงสร้างความแข็งแกร่งและไอคิวที่เพิ่มขึ้น

Masayoshi ถึงกับเรียก เจ้าชายโมฮัมเหม็ดว่า “Bedouin Steve Jobs (สตีฟ จ็อบส์แห่งโลกอาหรับ)”

แต่หลังจากตกลงกันเรียบร้อยเรื่องโครงการ NEOM โมฮัมเหม็ดก็ดึง Masayoshi ออกไปเดินเล่นริมน้ำ เพื่อขอให้เขาพิจารณาการลงทุนใน Uber

เนื่องด้วยบริษัทกำลังตกเป็นข่าวเรื่องอื้อฉาวที่เกี่ยวกับผู้บริหารระดับสูงที่สอดแนมคู่แข่ง รวมถึงเรื่องอย่างการขโมยข้อมูล และเรื่องใหญ่อย่างประเด็นอื้อฉาวอย่างการล่วงละเมิด และเลือกปฏิบัติทางเพศ

Uber เป็นการลงทุนใหญ่ครั้งแรกของโมฮัมเหม็ด เขาไม่ต้องการให้มันล้มเหลว ซึ่งอาจจะส่งผลเสียต่อมุมมองของสาธารณชนเกี่ยวกับประวัติการลงทุนของเขา

และความกังวลของโมฮัมเหม็ดไม่ใช่มีเพียงแค่เรื่องของ Uber เท่านั้น แม้เขาจะกุมอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และใช้เงินหลายพันล้านดอลลาร์ในการลงทุนครั้งใหญ่ แต่สงครามก็ยังคงโหมกระหน่ำในเยเมน เขาต้องการการสนับสนุนจากอเมริกาซึ่งการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงอาจเป็นประโยชน์อย่างมากต่ออาณาจักรซาอุดิอาระเบีย

แม้โดนัล ทรัมป์ และ ฮิลลารี คลินตันดูเหมือนจะเป็นตัวเลือกที่ไม่แตกต่างกัน แต่โมฮัมเหม็ดเชื่อว่าทรัมป์เป็นตัวเลือกที่ดีกว่า ดูเหมือนว่าเขามีแนวโน้มที่จะยกเลิกข้อตกลงนิวเคลียร์ของอิหร่าน และดูเหมือนไม่ค่อยใส่ใจในประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนเหมือนที่ ฮิลลารี คลินตัน กำลังหมกมุ่นอยู่

เมื่อการเมืองสหรัฐกำลังจะมามีบทบาทต่ออำนาจของโมฮัมเหม็ดในการกุมชะตากรรมประเทศของเขา แล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อหลังผลการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ของอเมริกาในปี 2016 โปรดอย่าพลาดติดตามต่อในตอนหน้านะครับผม

–> อ่านตอนที่ 7 : America First

ย้อนไปอ่านตั้งแต่ตอนแรก & Credit แหล่งข้อมูลบทความ

Blood Oil ตอนที่ 5 : One Billion Per Minute

เป็นเวลาเกือบสองปีแล้วที่ นิซาร์ อัล บาสซาม พยายามที่จะทำธุรกิจกับ โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน และในปี 2016 ที่เมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่นอย่างโตเกียว เขากำลังจะได้รับโอกาสที่สำคัญที่สุดในชีวิต

นิซาร์ ทำงานที่ Deutsche Bank จนถึงปลายปี 2015 เขาเป็นคนเชี่ยวชาญในการเข้าถึงคนที่มีอำนาจผ่านเสน่ห์ส่วนตัวของเขา ตัวนิซาร์เองเกิดที่เมือง Dhahran บิดาของเขาเป็นผู้บริหารระดับสูงของ Aramco กระทั่งได้เสียชีวิตไปในปี 2007

นิซาร์เติบโตในย่านที่อยู่อาศัยที่มีรั้วรอบขอบชิดของ Aramco ซึ่งจำลองมาจากย่านชานเมืองของสหรัฐอเมริกาที่มีสนามหญ้าด้านหน้า เขาใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก เข้าโรงเรียนที่นั่นตั้งแต่ยังเป็นเด็ก จากนั้นมาต่อโรงเรียนประจำมิดเดิลเซกซ์ในแมสซาชูเซตส์และวิทยาลัยโคลบีในรัฐเมน เขาได้กลายเป็นคนอเมริกันทีมีวัฒนธรรมเช่นเดียวกับซาอุฯ

โมฮัมเหม็ดกำลังมีแนวคิดสำคัญที่จะเปลี่ยนเงินทุนที่ได้จากการทำ IPO ของ Aramco เพื่อสร้างกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ

นอกเหนือจากโอกาสทางด้านการเงินแล้ว โมฮัมเหม็ดเองก็กำลังเปิดประเทศสู่การท่องเที่ยวครั้งใหญ่ สำหรับประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาของประเทศนี้ ไม่ได้สนใจเรื่องการท่องเที่ยวมากนัก ส่วนใหญ่จะเป็นการเปิดให้สำหรับผู้เดินทางไปแสวงบุญที่เมกกะเป็นส่วนใหญ่

แต่โมฮัมเหม็ดคิดต่างออกไป เขาเห็นศักยภาพที่ซาอุดิอาระเบียจะกลายเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คสถานที่ท่องเที่ยวระดับโลกได้

อาณาจักรซาอุดิอาระเบียมีชายฝั่งทะเลยาว 1,200 ไมล์ รวมถึงแนวปะการังที่มีชื่อเสียง ซึ่งดูเหมือนว่าจะถูกอนุรักษ์ไว้ แทบจะไม่มีใครเข้ามารุกรานแนวปะการังที่สวยงามเหล่านี้ รวมถึงสถานที่ทางประวัติศาสตร์ เช่น Madain Saleh อายุสองพันปีที่มีสุสานอันวิจิตรที่แกะสลักเป็นหินทรายขนาดใหญ่โดยชาว Nabateans

เจ้าชายโมฮัมเหม็ดได้ริเริ่มโครงการต่าง ๆ รวมถึงรีสอร์ทริมชายหาดจำนวนมากที่เรียกว่าโครงการทะเลแดง นอกจากนี้เขายังเริ่มสร้างห้องแสดงคอนเสิร์ตขนาดยักษ์ใกล้ ๆ กับซากปรักหักพังของ Nabatean รวมถึง เมืองแห่งความบันเทิง ที่ใหญ่พอ ๆ กับลาสเวกัสนอกริยาด ที่เรียกว่า Qiddiya

 Qiddiya เมืองแห่งความบันเทิงใหม่ในซาอุดิอาระเบีย
Qiddiya เมืองแห่งความบันเทิงใหม่ในซาอุดิอาระเบีย (CR:Blooloop)

เจ้าชายโมฮัมเหม็ดได้ริเริ่มโครงการต่าง ๆ รวมถึงรีสอร์ทริมชายหาดจำนวนมากที่เรียกว่าโครงการทะเลแดง นอกจากนี้เขายังเริ่มสร้างห้องแสดงคอนเสิร์ตขนาดยักษ์ใกล้ ๆ กับซากปรักหักพังของ Nabatean รวมถึง เมืองแห่งความบันเทิง ที่ใหญ่พอ ๆ กับลาสเวกัสนอกริยาด ที่เรียกว่า Qiddiya

ต้องบอกว่าโมฮัมเหม็ดได้กลายเป็นเจ้าชายหนุ่มที่มีอำนาจควบคุมประเทศของเขาอย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมด้วยเงินจำนวนมหาศาลไว้เพื่อการลงทุนปฏิรูปประเทศซาอุดิอาระเบียเพื่อเข้าสู่ยุคใหม่

ในตอนแรก นิซาร์ ต้องการให้ Deutsche Bank เป็นตัวเลือกแรกสำหรับเงินกองทุนของโมฮัมเหม็ด แต่ในช่วงปลายปี 2015 เขาได้ออกจากงาน และตั้งบริษัทที่ปรึกษาร่วมกับพันธมิตรที่เป็นอดีตนายธนาคารจาก Goldman Sachs Group

ซึ่งหนึ่งในแนวคิดของบริษัทใหม่ของ นิซาร์ ก็คือการพยายามเข้าถึงแหล่งเงินมหาศาลของตะวันออกกลาง โดยในการหาคู่ค้า นิซาร์ และเพื่อร่วมงานของเขาได้เริ่มพูดคุยกับ ราจีฟ มิสรา ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายการเงินเชิงกลยุทธ์ของ Softbank Corp จากญี่ปุ่น

วิศวกรการเงินผู้เย่อหยิ่งที่มีรสนิยมชอบหนี้สินและความเสี่ยง ราจีฟ เป็นนายธนาคารอาวุโสของ Deutsche Bank ในช่วงวิกฤติการเงินเขาดูแลทีมที่ทำกำไรจากการเดิมพันในตลาดที่อยู่อาศัย หลังจากนั้นเขาได้มาร่วมงานกับ UBS ต่อด้วย Fortress Investment Group ก่อนจะมาลงเอยที่ SoftBank

ราจีฟ ได้มาเจอกับ Masayoshi Son ผู้ก่อตั้งที่หลงใหลในเทคโนโลยีของ SoftBank ในงานแต่งงานแห่งหนึ่งที่ประเทศอิตาลี และต่อมาได้เข้ามารับงานช่วย Masayoshi พัฒนาโครงสร้างหนี้ที่ซับซ้อนเพื่อรองรับความทะเยอทะยานครั้งใหม่ของ Masayoshi

ราจีฟ มิสรา ทีมงานคนสำคัญของ Masayoshi
ราจีฟ มิสรา ทีมงานคนสำคัญของ Masayoshi (CR:Business Today)

Masayoshi ชายชาวญี่ปุ่นเชื้อสายเกาหลี กลายเป็นชายที่ร่ำรวยที่สุดในโลกในช่วงสั้น ๆ ที่จุดสูงสุดของฟองสบู่ดอทคอมในปี 2000 การลงทุนใน alibaba ของ Jack Ma มูลค่า 20 ล้านดอลลาร์ ได้สร้างมูลค่าเพิ่มเป็น 74,000 ล้านดอลลาร์ เมื่อ Alibaba ทำ IPO สู่สาธารณะชนในปี 2014

Masayoshi กำลังต้องการเดิมพันครั้งใหญ่ ด้วยความเชื่อของเขาที่ว่าโลกเรากำลังเร่งไปสู่ “Singularity” ด้วยความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี AI ที่การเติบโตทางด้านเทคโนโลยีจะก้าวกระโดด จนเปลี่ยนโลกไปในแบบที่เราไม่เคยคาดคิดมาก่อน

SoftBank ของ Masayoshi ได้ก่อตั้งบริษัทลูก FAB Partners และ นิซาร์ ก็ได้เข้ามาทำงานร่วมกันเพื่อสร้างแนวคิดที่เรียกว่า Project Crystal Ball สำหรับกองทุนมูลค่า 20,000 ล้านดอลลาร์ ที่จะลงทุนในกิจการ Startup ด้านเทคโนโลยี

โดยพวกเขาตัดสินใจที่จะเสนอแนวความคิดดังกล่าวให้กับกาตาร์ก่อน ซึ่ง นิซาร์ มีสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นอยู่แล้วกับกาตาร์ แต่เมื่อ Masayoshi มาถึงในเวลาตี 4 ของวันที่ 28 สิงหาคม 2016 ด้วยเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว

นิซาร์ก็ต้องตกตะลึง เพราะในระหว่างการเดินทาง Masayoshi และผู้ช่วยของเขาได้ทำการปรับแต่งบางอย่าง มีการปรับแต่งตัวเลขลงทุนให้สูงถึง 100,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งจะกลายเป็นกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

แม้ชาวกาตาร์จะประทับใจกับความเชื่อมั่นของ Masayoshi แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นหลังจากการหารืออย่างเป็นทางการ ทีมยังต้องการเงินจำนวนมากเพื่อบรรลุเป้าหมาย 100,000 ล้านดอลลาร์

นิซาร์ เชื่อว่า ทางออกที่ดีที่สุด ควรมุ่งไปหาซาอุดิอาระเบีย โดยเฉพาะ โมฮัมเหม็ด บิล ซัลมาน น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด และเป็นเรื่องโชคดีมาก ๆ ที่ โมฮัมเหม็ดมีแผนการที่จะเดินทางมาโตเกียวภายในไม่กี่วันหลังจากที่พวกเขาได้คุยกับกลุ่มจากกาตาร์

ต้องบอกว่าเป็นเวลาหลายเดือนแล้วที่โมฮัมเหม็ด และทีมงานด้านการลงทุนแสดงความเต็มใจที่จะพบกับ Masayoshi แต่ดูเหมือนยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น นิซาร์จึงเป็นสะพานเชื่อมเพื่อให้อย่างน้อย Masayoshi ได้มีโอกาสได้ไปพบเจอกับทีมงานของโมฮัมเหม็ด

ในวันที่โมฮัมเหม็ดมาถึงโตเกียว นิซาร์ พบว่าโทรศัพท์สั่นอยู่ที่หน้าอก เขาหลับไปพร้อมกับมัน เป็นสายของ ยาซีร์ หัวหน้าการลงทุนของโมฮัมเหม็ด ซึ่งในที่สุดนีซาร์ก็ได้ติดต่อให้ ยาซีร์มาพบกับ Masayoshi ได้สำเร็จ และ ยาซีร์เองก็สนใจ เขากล่าวว่า “สิ่งนี้น่าสนใจ ผมต้องหารือกับเจ้าชายโมฮัมเหม็ด” ยาซีร์บอกกับพวกเขาในตอนท้าย

ในที่สุด โมฮัมเหม็ด ก็ตกลงมาพบกับ Masayoshi ที่เกสต์เฮาส์ของรัฐชื่อ Geihinkan ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการเดินทางไปญีปุ่น และเป็นการเดิมพันที่สูงมาก ๆ ของ Masayoshi หากไม่ได้เงินทุนจากโมฮัมเหม็ด ก็ไม่สามารถที่จะทำตามควาทะเยอทะยานที่ Masayoshi ต้องการได้

การประชุมเป็นไปอย่างเรียบง่าย มีเพียงโมฮัมเหม็ดและที่ปรึกษาคนสำคัญของเขาร่วมกับทีมของ SoftBank ขนาดเล็กที่นำโดย Masayoshi ส่วน นิซาร์นั้นรออยู่ข้างนอก

หลังจากที่ Masayoshi ได้นำเสนอผ่าน iPad โดยโมฮัมเหม็ดกล่าวว่า เขาได้พูดคุยเกี่ยวกับแนวคิดนี้กับทีมงานของเขาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว และต้องการเป็นนักลงทุนหลักที่สำคัญของกองทุนใหม่นี้

เขาต้องการให้ซาอุดิอาระเบียเป็นศูนย์กลางของการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีระดับโลก และเป็นวิธีการที่จะดึงดูด บริษัท ที่มีนวัตกรรมมาสู่ประเทศของเขา ในขณะเดียวกันก็ยังได้รับผลตอบแทนจากการเปลี่ยนจากธุรกิจน้ำได้มันอีกด้วย และแน่นอนมันสอดคล้องกับ Vision 2030 ของเขาอย่างสมบูรณ์แบบ

นิซาร์ต้องตกตะลึง เมื่อ Masayoshi ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีในการปิด Deal ดังกล่าว โดยได้รับเงินทุนก้อนแรกจากโมฮัมเหม็ด 45,000 ล้านดอลลาร์ เขาคิดว่าต้องใช้เวลาหลายในเดือนในการทำข้อตกลงมูลค่ามหาศาลแบบนี้ ก่อนการประชุมสิ้นสุดลง โมฮัมเหม็ดกล่าวว่า เขาต้องการให้ Masayoshi ใช้เวลา 2-3 วันเพื่อเดินทางมายังซาอุดิอาระเบีย

จบ Deal นี้ Masayoshi ก็แถลงตามสไตล์ของเขา การปิด Deal ข้อตกลงมูลค่า 45,000 ล้านดอลลาร์ในเวลา 45 นาที ด้วยวาทะของเขาสามารถที่จะดึงดูดเงินจากโมฮัมเหม็ดได้ 1 พันล้านดอลลาร์ต่อนาที

Project Crystal Ball ซึ่งเป็นงานนำเสนอ PowerPoint กำลังจะกลายเป็น Vision Fund ซึ่งเป็นกองทุนหุ้นเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่มุ้งเน้นไปที่เทคโนโลยีในประวัติศาสตร์การเงินของโลก

ต้องบอกว่านี่เป็นตัวอย่างของวิธีการอันทรงพลังของโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ที่ส่งผลกระทบต่อโลกเราผ่านการกระทำที่เด็ดขาด ผู้นำระดับโลกคนอื่น ๆ ควบคุมกองทัพที่มีอำนาจมากกว่าและเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่า แต่ตอนนี้เขามีอำนาจทางการเงิน และพลังในการตัดสินใจมากกว่าผู้นำคนอื่นใดในโลกใบนี้ และจะส่งผลต่ออนาคตของโลกเราอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

แล้วหลังจากการได้พันธมิตรคนสำคัญอย่าง Masayoshi Son จะเกิดอะไรขึ้นต่อกับกองทุนมูลค่ามหาศาลอย่าง Vision Fund มันจะเปลี่ยนโลกเราไปได้อย่างไร โปรดติดตามต่อในตอนหน้านะครับผม

–> อ่านตอนที่ 6 : Bedouin Steve Jobs

ย้อนไปอ่านตั้งแต่ตอนแรก & Credit แหล่งข้อมูลบทความ