Geek Story EP15 : Xerox กับบทเรียนครั้งสำคัญในการสร้างนวัตกรรมให้กับผู้อื่น

Xerox เป็นบริษัทแรก ๆ ที่สร้างเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่มีหน้าจอ คีย์บอร์ด เมาส์ และ GUI ที่เรียกว่า Xerox Alto ซึ่งในปี 1973 ในช่วงเวลาที่ผู้คนยังคงคิดว่าคอมพิวเตอร์เป็นเมนเฟรมขนาดใหญ่ในห้องคอมพิวเตอร์

Xerox ได้สร้างเครื่องจักรที่ปฏิวัติวงการอย่างบ้าคลั่งในยุคนั้น และมันทำให้เกิดสิ่งต่าง ๆ มากมายที่เปลี่ยนแปลงโลกเราอย่างที่ไม่เคยเป็นมากก่อน แล้วมันเกิดอะไรขึ้น? ที่พวกเขาแทบจะไม่ได้ใช้ประโยชน์จากมัน

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://bit.ly/2PDoJdE

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://apple.co/2lEqPPg

🎧 ฟังผ่าน Google Podcast : 
https://bit.ly/31A0OBs

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://spoti.fi/2PALwqz

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/T8X5bBTHl0Y

ถ้า TikTok กลายมาเป็นของอเมริกา คุณคิดว่าใครควรจะเป็นเจ้าของ?

แน่นอนว่า เรื่องราวของ TikTok นั้นถือเป็นวิบากกรรมของบริษัท ที่พยายามสร้างบริการแบบ Global แต่ต้องมาถูกเตะตัดขาจากพี่ใหญ่แห่งอเมริกา ที่มองว่า เป็นภัยต่อความมั่นคงหากให้บริการเหล่านี้มาเฉิดฉายในประเทศอเมริกา

การแพร่กระจายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ COVID-19 ที่เกิดขึ้น ทำให้บริการอย่าง TikTok นั้นยิ่งแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วทั่วโลก และสามารถเจาะขุมทรัพย์ตลาดที่สำคัญที่สุดได้นั่นก็คือ วัยรุ่นชาวอเมริกัน

ซึ่งเป็นตลาดที่เจาะได้ยากที่สุดและ หากเจาะตลาดนี้ได้แล้วนั้น บริการพร้อมที่จะทะยานขึ้นไปสู่กลุ่มคนอื่น ๆ ได้ง่าย เหมือนอย่างที่ facebook ทำสำเร็จมาแล้วกับบริการของพวกเขาในช่วงแรกที่เจาะกลุ่มเริ่มต้นที่นักศึกษามหาวิทยาลัยทั่วโลก ก่อนจะแพร่ระบาดอย่างไรวัส มีผู้ใช้งานกว่าพันล้านคนทั่วโลกอย่างที่เราได้เห็นในปัจจุบัน

เช่นเดียวกับ อีกหลากหลายบริการที่มักเจาะไปที่กลุ่มวัยรุ่นก่อน ก่อนที่จะทะยานขึ้นบริการที่สำคัญทั่วโลกได้ และ TikTok สามารถที่จะทำมันได้สำเร็จ

ปัญหาใหญ่ของพวกเขาตอนนี้ คือ กำลังจะถูกแบน หรือ ถูกบีบบังคับให้ขายให้กับบริษัทจากอเมริกา ซึ่งจากข่าวที่ออกมานั้น ดูเหมือน Microsoft จะกลายเป็นตัวเต็งในการซื้อกิจการนี้

ซึ่งแน่นอนว่า Microsoft นั้นต้องการตลาดนี้มานาน ต้องการส่วนแบ่งตลาดการโฆษณาในโลกออนไลน์ที่มีมหาศาล ที่ Microsoft ยังไม่สามารถเข้าไปกอบโกยได้ แม้จะมี บริการ Search Enginge อย่าง Bing แต่ก็ดูเหมือนจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ให้กับ Google อย่างย่อยยับ

Bing ที่ดูเหมือนจะไม่สามารถสู้ Google ได้เลย
Bing ที่ดูเหมือนจะไม่สามารถสู้ Google ได้เลย

แต่ถ้าถามว่าใครอยากได้ TikTok มากที่สุด คงหนีไม่พ้น Facebook อย่างแน่นอน ที่ตอนนี้ กำลังถูกแย่งชิงฐานผู้ใช้งานไปอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องของเวลาที่อยู่ใน Platform นั้นดูเหมือน ว่า TikTok จะสามารถดึงดูดวัยรุ่นให้อยู่ใน Platform ของพวกเขาได้มากกว่า

มันคือภัยคุกคามอย่างชัดเจนต่อธุรกิจ ของ Facebook แม้จะพยายามสร้างบริการเลียนแบบอย่าง Lasso หรือ สร้างบริการขึ้นมาในผลิตภัณฑ์ตัวเองอย่าง Instagram Reels ก็ตาม แต่ดูเหมือนยังไม่สามารถที่จะการันตีได้ว่าจะเอาชนะ TikTok ที่กำลังฮิตติดลมบนได้

แต่ดูจากประวัติศาตร์แล้วนั้น ต้องบอกว่า Microsoft กับ Facebook ถือเป็นพันธมิตรที่ดีต่อกันมานานแสนนาน ตั้งแต่ตั้งใจซื้อหุ้นสร้างมูลค่าให้กับ Facebook ในยุคแรกเริ่มเพื่อกันท่า Google ไม่ให้มาครอบครอง Facebook แล้วนั้น ดูเหมือนว่าหลังจากนั้นทั้งสองบริษัทจะกลายเป็นพันธมิตรกันอย่างเหนียวแน่น

ยามใดที่ Facebook ต้องออกศึกกับ Google ก็ดูเหมือนพี่ใหญ่อย่าง Microsoft ก็มักจะมาช่วยเหลืออยู่เสมอ ตัวอย่างเช่น ในตอนที่สู้กันเมื่อ Google Plus ของ Google ได้ออกมาพร้อม Features มากมายพร้อมฟังก์ชั่นเด็ดอย่าง Hangout ทางฝั่ง Microsoft ก็ส่ง Skype เข้ามาช่วยเหลือ Facebook ได้อย่างทันท่วงที ไม่ให้พลาดท่าแก่ Google ในศึกครั้งนั้น

ซึ่งด้วยความที่เป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่น ถึงขนาดว่า faceboook ยอมใช้ map ของ microsoft ไม่ได้ใช้ map ของ Google ใน platform ของตัวเอง ต้องบอกว่า หาก Microsoft ได้ TikTok มาครอบครอง โลกของ Social นั้นก็จะถูกยึดโดยทีมพันธมิตร Microsoft-Facebook ได้อย่างแน่นอน

แต่อีกฝั่งที่ผมเชียร์ ก็คือ Google ที่มองว่ายังขาด Product ที่เป็น Social Platform ที่แม้จะพยายามปลุกปั้น (Google Plus) หรือ เข้าซื้อกิจการมาก็แล้ว (Orkut) ก็ดูเหมือนว่ายังคงปั้นไม่ขึ้น กับบริการในด้าน Social

Orkut ที่ Google เคยซื้อกิจการมา
Orkut ที่ Google เคยซื้อกิจการมา

ซึ่ง TikTok เอง ก็ถือว่า เข้ามารุกรานธุรกิจหลักของ Google เช่นกัน เพราะมันก็ถือว่าเป็น Platform วีดีโอ ที่แม้จะเป็น วีดีโอ แบบสั้น ๆ แต่ก็ถือว่าแย่งฐานผู้ใช้งานหลักที่เป็นวัยรุ่นไปจาก Youtube เช่นเดียวกัน

ส่วนตัวก็ยังคิดว่า ควรจะ Balance โลก Social ให้เกิดการแข่งขันกันมากกว่านี้ ซึ่ง หาก TikTok ได้มาเป็นเจ้าของโดย Google น่าจะเป็นการดีกว่า ซึ่งจะคอย Balance โลก Social ให้แข่งขันกันสนุกขึ้น และ ข้อมูล พฤติกรรม ของพวกเราใน social จะไม่ตกอยู่ในฝั่งใดฝั่งหนึ่งมากเกินไปนั่นเอง

แล้วถ้า TikTok ต้องถูกครอบครองโดยบริษัท อเมริกันจริง ๆ คุณคิดว่าใครควรจะเป็นเจ้าของ Platform น้องใหม่ที่มาแรงสุด ๆ อย่าง TikTok กันแน่ครับ?

References : https://findyoursounds.com/2020/08/01/microsoft-in-talks-to-acquire-tiktok-say-reports/

Canva กับการเปลี่ยนความคิดหนังสือรุ่นโรงเรียนมัธยมให้กลายเป็นธุรกิจพันล้าน

การเริ่มต้นสร้างบริษัทเป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นเรื่องที่ไม่ง่าย แต่การเริ่มต้นบริษัทด้วยการต้องแข่งขันกับบริษัทเทคโนโลยีระดับสูงอย่าง Microsoft และ Adobe นั้น ถือว่าไม่เป็นเรื่องง่ายเลย

แต่นั่นคือสิ่งที่ Melanie Perkins นักธุรกิจสาวชาวออสเตรเลียทำเมื่อเธอสร้างผลิตภัณฑ์สำหรับการออกแบบเพื่อแข่งขันกับยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีเหล่านี้

“เป้าหมายของเราคือการนำระบบนิเวศการออกแบบทั้งหมดมารวมไว้ในหน้าเดียวแล้วทำให้มันเข้าถึงได้ทั่วโลก” Perkins กล่าว

Perkins เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง และ ซีอีโอของ Canva อายุ 32 ปี เป็นแพลตฟอร์มการออกแบบออนไลน์ที่ใช้งานได้แบบฟรี ๆ

ผู้ก่อตั้งรุ่นเยาว์เริ่มก่อตั้งบริษัทที่ประเทศออสเตรเลียในปี 2013 เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการออกแบบได้ไม่ว่าจะเป็นโลโก้นามบัตรหรืองานนำเสนอหรือ presentation แบบมืออาชีพ และภายใน 5 ปีเธอได้กลายมาเป็นหนึ่งในซีอีโอหญิงที่อายุน้อยที่สุดของบริษัทเทคโนโลยีในขณะที่เธอมีอายุเพียง 30 ปี

สองปีต่อมา บริษัท ที่มีสำนักงานใหญ่ในซิดนีย์ กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่า 3.2 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งทำให้ Perkins และผู้ร่วมก่อตั้งและคู่หมั้นของเธอ Cliff Obrecht กลายเป็นเศรษฐี โดยมีมูลค่าทรัพย์สินประมาณ 900 ล้านเหรียญสหรัฐ และต้องบอกว่าเรื่องราวของ Canva นั้นน่าสนใจเพราะ มันเริ่มต้นด้วยธุรกิจรายงานประจำปีของโรงเรียนมัธยม

ความฝันของวัยรุ่น

Perkins ที่ในขณะนั้นมีอายุเพียง 19 ปี เมื่อเธอได้เริ่มแนวคิดครั้งแรก ในปี 2006 ซึ่งขณะนั้นเธอกับ Obrecht กำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยในเมืองเพิร์ธ

วัยรุ่นจะได้รับรายได้เพียงเล็กน้อยจากการสอนโปรแกรมการออกแบบให้กับนักเรียนคนอื่น ๆ แต่เหล่านักเรียนพบว่าแพลตฟอร์มที่สร้างโดย Microsoft และ Adobe ใช้งานยากมาก ๆ และเธอรู้สึกว่าต้องมีวิธีที่ดีกว่า

“ ผู้คนจะต้องใช้เวลาทั้งภาคเรียนในการเรียนรู้ว่าปุ่มแต่ละปุ่มนั้นอยู่ที่ไหนและมันดูไร้สาระมากๆ ” Perkins กล่าว “ฉันคิดว่าในอนาคตทุกคนจะออนไลน์และใช้ความร่วมมือกัน และสร้างเครื่องมือที่ง่ายกว่าเครื่องมือที่ยากจริง ๆ เหล่านี้”

ดังนั้นเธอกับ Obrecht จึงพยายามทำวิสัยทัศน์นั้นให้เป็นจริง

จุดเริ่มต้นเล็ก ๆ

ด้วยทรัพยากรที่น้อยและประสบการณ์ทางธุรกิจที่แทบจะไม่มีเลย พวกเขาทั้งคู่เริ่มต้นเล็ก ๆ ด้วยการสร้างธุรกิจออกแบบหนังสือเรียนออนไลน์ Fusion Books เพื่อทดสอบความคิดของพวกเขา

พวกเขาเปิดตัวเว็บไซต์สำหรับนักเรียนเพื่อ “ทำงานร่วมกันและออกแบบหน้าโปรไฟล์และบทความโดยสามารถทำงานร่วมกันได้” โดยทั้งคู่จะสร้างรายงานประจำปีและส่งมอบให้กับโรงเรียนทั่วประเทศออสเตรเลีย

“ห้องนั่งเล่นของแม่ของฉัน ได้กลายเป็นสำนักงานของฉันและแฟนของฉันก็กลายเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจของฉันและเราก็เริ่มเปิดโรงเรียนเพื่อสร้างหนังสือรุ่นของพวกเขาจริง ๆ แบบ ง่าย ๆ” Perkins อธิบาย

ธุรกิจประสบความสำเร็จและยังคงแข็งแกร่งอยู่มาจวบจนถึงปัจจุบัน แต่สำหรับ Perkins มันเป็นเพียงก้าวแรกในสิ่งที่เธอเรียกว่า “ความฝันที่ยิ่งใหญ่” สำหรับเว็บไซต์ดีไซน์ครบวงจร – ดังนั้นเธอจึงเริ่มไล่ล่าเพื่อตามหาเหล่านักลงทุน

Go to Silicon Valley

ไม่กี่ปีต่อมาในปี 2010 ขณะที่การประชุมที่เมืองเพิร์ธ Perkins ได้มีโอกาสพักผ่อนครั้งใหญ่ครั้งแรกของเธอ

โอกาสที่เธอจะได้พบกับแหล่งเงินทุนครั้งสำคัญที่ Silicon Valley เมื่อ นักลงทุน Bill Tai ได้เชิญ Perkins ไปซานฟรานซิสโก เพื่อเสนอแนวความคิดเกี่ยวกับโปรเจ็คของเธอ และเพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อมาผู้ร่วมทุนในตำนานที่ประทับใจอย่างชัดเจนก็สนใจที่จะร่วมทุนแทบจะทันที

Bill Tai ที่เป็นคนชักชวน Perkins มาที่ Silicon Valley : ภาพจาก GettyImage
Bill Tai ที่เป็นคนชักชวน Perkins มาที่ Silicon Valley : ภาพจาก GettyImage

“ ฉันคิดว่าเขาไม่ชอบสิ่งที่ฉันพูด เขามองแต่โทรศัพท์ของเขา และฉันคิดว่านั่นหมายความว่าเขาไม่ได้มีส่วนร่วมในสิ่งที่ฉันจะพูดเกี่ยวกับอนาคตของเว๊บไซต์ดีไซต์ครบวงจรของเธอ ” Perkins เล่า

“ แต่แล้วฉันก็กลับถึงบ้านและตระหนักว่าจริง ๆ แล้วเขาแนะนำฉันให้กับนักลงทุนที่มีศักยภาพอีกหลาย ๆ คน”

การเติบโตของทีมงาน

ซึ่งใช้เวลาไม่นานทั้งคู่ก็ได้รับชัยชนะเหนือนักลงทุนรายใหญ่ และสร้างแพลตฟอร์มการออกแบบของ Canva ด้วยทีมวิศวกรด้านเทคโนโลยีที่ทำให้แพล็ตฟอร์มนั้นเติบโตอย่างรวดเร็ว

แต่มันเป็นในปี 2012 ที่ธุรกิจเริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจัง ด้วยความช่วยเหลือของที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีและผู้ร่วมก่อตั้ง Google Maps, Lars Rasmussen ซึ่ง Perkins และ Obrecht ได้มาเจอผู้ร่วมก่อตั้งที่มากฝีมืออย่าง Cameron Adams และ Dave Hearnden ที่มาช่วยในเรื่องเทคนิคของแพล็ตฟอร์ม Canva

หลายเดือนต่อมาในช่วงปิดการระดมทุนรอบแรก การลงทุนเริ่มต้น 1.5 ล้านนั้น นำโดยรัฐบาลออสเตรเลียเพื่อเป็นการรั้งให้บริษัทอยู่บนชายฝั่งของออสเตรเลีย

โดยในปีหลังจากนั้น Canva ได้เปิดให้ผู้ใช้งานสามารถสมัครสมาชิก และสร้างการออกแบบออนไลน์ที่หลากหลายได้ฟรี

การออกแบบสำหรับอนาคต

ปัจจุบัน Canva ได้ช่วยสร้างงานออกแบบเกือบ 2 พันล้านชิ้นใน 190 ประเทศและได้รับการสนับสนุนจากคนดังอย่าง Owen Wilson และ Woody Harrelson

ในเดือนตุลาคม 2019 การระดมทุนรอบล่าสุดกว่า 85 ล้านดอลลาร์ ซึ่งนำโดยนักลงทุนพันธบัตร Mary Meeker’s ของ Silicon Valley ทำให้ บริษัท ถูกประเมินมูลค่าสูงขึ้นไปเป็น 3.2 พันล้านดอลลาร์

ด้วยทีมงานคุณภาพ และ เงินทุน ทำให้ Canva กลายเป็นแพล็ตฟอร์มยอดนิยมในที่สุด
ด้วยทีมงานคุณภาพ และ เงินทุน ทำให้ Canva กลายเป็นแพล็ตฟอร์มยอดนิยมในที่สุด

Perkins กล่าวว่าเธอวางแผนที่จะใช้เงินทุนเพิ่มเติมเพื่อขยายทีมงานของ 700 คน ในซิดนีย์ , ปักกิ่งและมะนิลา ในขณะที่เงินอีกส่วนหนึ่ง ยังใช้ในการสร้างบริการชำระเงินของบริษัท Canva Pro และ Canva สำหรับองค์กร

กลยุทธ์ดังกล่าวจะนำพา Perkins มาให้ใกล้เคียงที่สุดกับการแข่งขันโดยตรงกับเครื่องมือออกแบบมืออาชีพที่สร้างโดย บริษัท ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีเช่น Microsoft และ Adobe

แต่ด้วย 85% ของ บริษัท ที่ติดอันดับ Fortune 500 ใช้แพลตฟอร์มของเธออยู่แล้วผู้ก่อตั้งรุ่นเยาว์ กล่าวว่าเธอพร้อมที่จะท้าทายบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งสอง ในการก้าวขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของแพล็ตฟอร์มสำหรับการออกแบบทั้งสำหรับบุคคลทั่วไป และ สำหรับมืออาชีพให้ได้

References : https://about.canva.com/story/
https://blog.markgrowth.com/growth-story-how-canva-acquired-10-million-users-within-5-years-bfe5275b321c
https://www.bbc.com/news/business-42552367
https://www.theceomagazine.com/business/coverstory/canva-melanie-perkins/
https://www.cnbc.com/2020/01/09/canva-how-melanie-perkins-built-a-3point2-billion-dollar-design-start-up.html

การปรับตัวที่ช้าไป กับความยิ่งใหญ่ที่กลายเป็นอดีตของ MSN Messenger

เริ่มแรกที่เรารู้จัก MSN Messenger นั้นต้องนับย้อนไปตั้งแต่การก่อตั้งขึ้นในปี 1999 และ ในภายหลังได้ถูกแปรเปลี่ยนมาเป็น Windows Live Messenger ซึ่งอดีตยักษ์ใหญ่แห่งบริการส่งข้อความถูกปิดฉากบริการไปในวันที่ 31 ตุลาคม 2014 และ คุณอาจสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้น?

MSN Messenger ได้แข่งขันกับยักษ์ใหญ่ด้านการส่งข้อความอื่น ๆ ในยุคบุกเบิก ซึ่งได้แก่ ICQ, AOL AIM และ Yahoo!  ซึ่งในช่วงปี 1990 เป็นบริการแรกที่ให้การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในบ้านอเมริกันเริ่มปรากฏขึ้นมา

ในช่วงกลางทศวรรษที่ 1990 และในช่วงกลางของการเปิดตัว Windows 95 ไมโครซอฟท์เผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ครั้งแรกนั่นคือกระแสความนิยมของอินเทอร์เน็ตในบ้าน 

ยักษ์ใหญ่แห่ง Redmond กำลังจะปล่อยระบบปฏิบัติการใหม่อย่าง Windows 95 และในช่วงไม่กี่เดือนก่อนหน้านั้น Bill Gates ได้ส่งบันทึกให้ทีมผู้บริหารของเขาซึ่งกลายเป็นเอกสารที่มีความหมายมากสำหรับสถานการณ์ของ Microsoft ในขณะนั้น

เอกสารดังกล่าวมีชื่อว่า“ The Tidal Wave” ที่กล่าวถึง ความสำคัญของการพัฒนาอินเทอร์เน็ตสำหรับบริษัทในยุคต่อไป

ใจความสำคัญของเอกสารก็คือ Bill Gates ให้ความสำคัญสูงสุดกับอินเทอร์เน็ต ในบันทึกนี้ Gates ต้องการทำให้ชัดเจนว่าการให้ความสำคัญกับอินเทอร์เน็ตเป็นสิ่งสำคัญสำหรับธุรกิจของ Microsoft ในทุก ๆ ส่วน อินเทอร์เน็ตเป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ IBM เปิดตัวพีซีเครื่องแรกในปี 1981 มันสำคัญยิ่งกว่าการมาถึงของส่วนต่อประสานกราฟิกผู้ใช้ (GUI)

Gates ตกใจกับภัยคุกคามทางอินเทอร์เน็ตที่มีต่อธุรกิจของเขา เขาพิจารณาว่า Microsoft ยังไม่พร้อมสำหรับการมาถึงของอินเทอร์เน็ต และซอฟต์แวร์หลักของ Microsoft ในยุคนั้น ซึ่งก็คือ Internet Explorer และ MSN ยังไม่พร้อมให้บริการ แต่สุดท้ายแล้วพวกเขาก็สามารถดันมันออกมาได้พร้อมกับ Windows 95 ในวันเปิดตัวได้แบบฉิวเฉียด

ในเวลานั้นอินเทอร์เน็ตถูกลดขนาดให้เหมาะกับสิ่งที่ บริษัท อย่าง AOL หรือ Microsoft ที่มี MSN เสนอบนพอร์ทัลของพวกเขา การรวม MSN ใน Windows 95 เป็นการกระทำที่นำปัญหาทางกฎหมายมาสู่ Microsoft เนื่องจากคู่แข่งกล่าวหาว่าเขากำลังผูกขาดตลาดในทางที่ผิด

AOL (America OnLine) เป็นรายแรกที่เปิดตัวบริการ AIM (AOL Instant Messenger) ในปี 1997 ซึ่งทันทีที่ผู้ใช้เริ่มเข้ามาใช้บริการนี้ มันเป็นวิธีที่จะหลบหนีจากการถูกเฝ้าดู โดยผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตของพวกเขา 

เนื่องจากความนิยมของคู่แข่ง Microsoft จึงเปิดตัว Client การส่งข้อความของตัวเองในปี 1999 MSN Messenger ถือกำเนิดขึ้นเป็นบริการรายแรกที่มีรายชื่อผู้ติดต่อ และบริการส่งข้อความผ่านออนไลน์

ตั้งแต่ต้น MSN Messenger ต้องการเสนอความเป็นไปได้ในการแชทกับผู้ใช้บริการส่งข้อความอื่น ๆ เช่นกัน ดังนั้นเมื่อมีการเปิดตัว พวกเขาก็ได้ทำให้มันสามารถเข้ากันได้กับเครือข่ายของ AIM ซึ่งทำให้ AOL ไม่ชอบใจเป็นอย่างยิ่ง จึงเป็นที่มาของการเริ่มเปิดสงครามระหว่างบริการทั้งสอง

เมื่อใดก็ตามที่ Microsoft เปิดใช้งานการสื่อสารนี้ AIM จะแก้ไขรหัสเพื่อยืนยันว่าลูกค้าสื่อสารกับลูกค้า AIM เท่านั้น และ block บริการจากทางฝั่งของ MSN Messenger  ซึ่งในที่สุด Microsoft ได้ละทิ้งในความพยายามที่จะเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์ของ AIM

ทุกคนที่เป็นวัยรุ่นในช่วงยุคทองของ MSN Messenger จะจดจำความสำคัญของโปรแกรมนี้ ทันทีที่คุณกลับถึงบ้านคุณจะนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์แล้วเปิดโปรแกรมแชทกับเพื่อนที่โรงเรียนด้วย “ Messenger” แทนที่การโทรไปยังโทรศัพท์พื้นฐานซึ่ง MSN Messenger นั้นจะให้ความเป็นส่วนตัวมากกว่า

MSN Messenger ที่เป็นที่นิยมสำหรับวัยรุ่นมาก ๆ ในยุคนั้น
MSN Messenger ที่เป็นที่นิยมสำหรับวัยรุ่นมาก ๆ ในยุคนั้น

MSN Messenger เริ่มที่จะรวมฟังก์ชั่นการใช้งานซึ่งเป็นพื้นฐานของเครือข่ายสังคมออนไลน์ ผู้ใช้แต่ละคนมีแถบสถานะที่เขาสามารถแสดงข้อความส่วนตัวได้ มันเป็นต้นแบบสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ Facebook ประสบความสำเร็จในทุกวันนี้

นอกจากนี้ปุ่มสถานะยังได้รับความนิยมอย่างมากซึ่งคุณสามารถบอกผู้ติดต่อของคุณได้อย่างรวดเร็วว่า คุณว่าง ไม่ว่าง หรือออฟไลน์อยู่ หรือการตั้งค่าให้มองไม่เห็น ดังนั้นไม่มีใครจะรบกวนคุณได้ผ่าน MSN Messenger 

ฟังก์ชั่นนี้ได้รับความนิยมอย่างมากจนมีการสร้างเว็บไซต์ที่อนุญาตให้รู้สถานะของผู้ใช้แต่ละรายหากมีอีเมลของเขา หรือแม้กระทั่งรู้ว่าเพื่อนมีการบล็อกคุณหรือไม่

เมื่อถึงสิ้นปี 2005 MSN Messenger ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Windows Live Messenger การเติบโตอย่างรวดเร็วของบริการรับส่งข้อความโดยเฉพาะตลาดนอกสหรัฐฯที่ AIM ยังคงเป็นผู้นำ และจีนเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการขยายบริการนี้อย่างรวดเร็วมาก ๆ จนทำให้บริษัท Tencent ตัดสินใจที่จะสร้างบริการส่งข้อความ QQ ของตัวเองออกมา

บริการส่งข้อความมีการแข่งขันกันอย่างหนักหน่วง : เพื่อรักษาการพัฒนาของบริการให้ดียิ่งขึ้น จึงมีค่าใช้จ่ายสูงในการบำรุงรักษา แต่ในตอนนั้นมันยังไม่สามารถสร้างรายได้ด้วยตัวเอง และนั่นคือในยุคที่บริการส่งข้อความเป็นเพียงแค่ตัวช่วย ให้สมาชิกของบริการอินเทอร์เน็ตภายในพอร์ทัลของพวกเขาเพิ่มมากขึ้น พวกเขาไม่ได้มองถึง Business Model แบบอื่น ๆ เหมือนอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน

Business Model ที่เพียงแค่เพิ่มฐานสมาชิกในเว๊บพอร์ทัลหลักเท่านั้น
Business Model ที่เพียงแค่เพิ่มฐานสมาชิกในเว๊บพอร์ทัลหลักเท่านั้น

เมื่อก้าวเข้าสู่เดือนมิถุนายน 2009 MSN Messenger ก้าวขึ้นไปสู่จุดสูงสุด มีผู้ใช้งานถึง 330 ล้านคนต่อเดือน แต่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีกำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเมื่อเรากำลังเข้าสู่ยุคสมาร์ทโฟน

แนวคิดเกี่ยวกับเครือข่ายสังคมออนไลน์นั้นกำลังเข้ามากลืนกิน เครือข่ายการส่งข้อความ เช่น Windows Live Messenger ซึ่งจากเครือข่ายผู้ติดต่อกับความสามารถในการส่งภาพถ่ายและข้อความ แน่นอนว่า Facebook ไม่ใช่เครือข่ายโซเชียลแรกที่เปิดตัว แต่เป็นบริการแรกที่ทำได้ดี และเข้าใจถึงเรื่องเครือข่ายสังคมอย่างแท้จริง

เมื่อเครือข่ายโซเชียลของ Mark Zuckerberg คลายข้อจำกัดลง จากเดิมที่ Focus แค่กลุ่มผู้ใช้งานมหาลัย หลังจากเปิดให้ใช้งานกับกลุ่มผู้ใช้อื่น ๆ แบบอิสระมากขึ้น ก็ทำให้ผู้ใช้ส่วนใหญ่เริ่มที่จะหนีออกจาก MSN Messenger มากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ที่แท้จริงอย่าง Facebook 

แต่สิ่งที่ทำให้ Windows Live Messenger ต้องจบชะตากรรมไป คือ การเกิดขึ้นของสมาร์ทโฟน แม้ว่า Microsoft จะไม่พลาดในคลื่นลูกใหม่นี้ และพยายามผลักดัน Windows Live Messenger ไปในทุก ๆ แพล็ตฟอร์มในยุคนั้นไม่ว่าจะเป็น BlackBerry OS, Xbox 360, iOS, Java ME, S60 และแม้แต่ Zune HD ของ Microsoft เอง แต่ดูเหมือนมันไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก

คู่แข่งอย่าง BlackBerry Messenger กลายเป็นผู้บุกเบิกในการส่งข้อความมือถือ แต่มันเป็นเช่นนั้นได้เพียงไม่นาน จนกระทั่งการปรากฏตัวขึ้นของ iPhone ในเดือนมกราคม 2007 การเปิดตัว App Store ในปี 2008 และความนิยมของ Android จากปี 2010 ทำให้ Windows Live Messenger ได้รับผลกระทบอย่างหนักมาก ๆ

Blackberry Messenger ที่กลายเป็นบริการยอดฮิตแรกในยุคของสมา์ทโฟน
Blackberry Messenger ที่กลายเป็นบริการยอดฮิตแรกในยุคของสมา์ทโฟน

การล่มสลายของ Messenger สามารถตีความได้ว่าเป็นตัวบ่งชี้ถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นภายหลังในตลาดพีซี 

เมื่อสถานการณ์ตลาดพีซีในขณะนั้นยอดขายกำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นการล่มสลายของ Windows Live Messenger เป็นเหมือนสัญญาณเตือน ที่กำลังบ่งชี้ว่าสมาร์ทโฟนกำลังจะกลายเป็นอุปกรณ์ที่สมบูรณ์แบบเพื่อแทนที่การส่งข้อความแบบเดิม ๆ ผ่านพีซี นั่นเอง

สมาร์ทโฟนถือเป็นการปฏิวัติชนิดหนึ่ง มีบริษัทใหม่ ๆ ที่เริ่มสร้างบริการส่งข้อความบนแพล็ตฟอร์ม สมาร์ทโฟน ไม่วาจะเป็น  WhatsApp, Telegram, Facebook Messenger, Line, WeChat และดูเหมือนว่าพวกเขาก็เข้าใจ Ecosystem ใน สมาร์ทโฟน ได้ดีกว่าที่ Microsoft สามารถเข้าใจได้ในยุคนั้น

Messenger ไม่สามารถกู้คืนสถานการณ์ที่ตกต่ำลงอย่างต่อเนื่องของยุค Post-PC และในท้ายที่สุด ในช่วงปลายปี 2012 ไมโครซอฟท์ประกาศการรวมบริการ Windows Live Messenger กับ Skype ในช่วงสิ้นปี 2013 ถือเป็นเป็นการสิ้นสุดอดีตที่ยิ่งใหญ่ของ Windows Live Messenger ไปในท้ายที่สุด

ต้องบอกว่าถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่สนใจของการไม่สามารถปรับตัวได้ เมื่อธุรกิจถูก Disrupt ซึ่งในยุคนั้น ก็คือการเปลี่ยนผ่านจากยุค PC ไปยังยุคของ Smartphone ที่ดูเหมือน Microsoft นั้นจะปรับตัวช้าเกินไป ทั้งที่บริการอย่าง Windows Live Messenger มีผู้ใช้งานสูงสุดถึงกว่า 300 ล้านคนในยุคนั้น

ซึ่งตัวอย่างดังกล่าว มันแสดงให้เห็นว่า ถึงแม้จะเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่แค่ไหน มีเงินมากมายขนาดไหน แต่ในยุค Disruption นั้น การเคลื่อนตัวที่ช้า อาจจะส่งผลให้ธุรกิจถึงคราวล่มสลายได้ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปีเลยทีเดียว เหมือนอย่างที่เราได้เห็นบทเรียนจาก MSN Messenger ในบทความนี้นั่นเองครับผม

References : https://pandorafms.com/blog/what-happened-with-msn-messenger/
https://www.msnmessenger-download.com/rise-and-fall-msn-messenger
https://www.theverge.com/2014/8/29/6082199/msn-messenger-shutting-down-15-years-history
https://community.plus.net/t5/Plusnet-Blogs/The-Rise-and-Demise-of-MSN-Messenger/ba-p/1322022

Geek Monday EP44 : China’s AI Awakening การเติบโตอย่างเฟื่องฟูของ AI ในประเทศจีน

ขณะที่กระแสของเทคโนโลยีทางด้าน AI ซึ่งกำลังมีบทบาทอยู่ในทั่วโลกนั้น จีนก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ  กำลังดำเนินการในการสร้างและพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ทางรัฐบาลของจีนได้ทำการเทเงินกว่า หนึ่งแสนล้านหยวน หรือ ประมาณ หนึ่งหมื่นล้านดอลล่าร์สหรัฐ ในเทคโนโลยีดังกล่าว

ขณะที่ภาคเอกชนของจีน ก็ทำการลงทุนขนาดใหญ่กับ AI เทคโนโลยีของอนาคต ซึ่งถ้าหากความพยายามดังกล่าวของจีนประสบความสำเร็จนั้น และขณะนี้ก็มีสัญญาณหลายอย่างที่ปรากฏว่าจีน จะกลายเป็นผู้นำด้าน AI ในอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งก็จะทำให้สามารถเพิ่ม productivity ของอุตสาหกรรมต่าง ๆ ของจีน

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

ฟังผ่าน Podbean : https://bit.ly/2ReIg5r

ฟังผ่าน Apple Podcast :https://apple.co/2lEqPPg

ฟังผ่าน Google Podcast :  https://bit.ly/2UK66rP

ฟังผ่าน Spotify : https://spoti.fi/3bYye0p 

ฟังผ่าน Youtube https://youtu.be/UZhlEkwgyCI

References Images : https://www.digitalcrew.com.au/blogs-and-insights/chinas-artificial-intelligence-dominance/