Facebook แอบดักฟังการสนทนาของเราจริงหรือไม่?

หลายคนอาจจะสงสัยว่า Facebook นั้นได้ทำการดักฟังบทสนทนาของผู้ใช้ ที่เป็นความลับจริงหรือไม่ หลังจากที่่บางครั้งเราแค่พูดแต่กลับมาโฆษณาในสิ่งที่เราพูดโผล่มาในหน้า Feed อย่างรวดเร็ว

ซึ่งล่าสุดได้มีรายงานข่าวจากสำนักข่าวใหญ่อย่าง Bloomberg ว่า สื่อโซเชียลยักษ์ใหญ่แห่งนี้แอบบันทึกการสนทนาผ่านไมโครโฟนในโทรศัพท์ของผู้ใช้งาน

นั่นเป็นไปตามบริษัท Sub-Contract ของ Facebook ที่ได้มีการพูดคุยกับ  Bloomberg เกี่ยวกับการปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายจาก Facebook  ซึ่งทางบริษัทได้กล่าวว่าพวกเขาได้รับเงินเพื่อฟังบทสนทนาที่หยาบคายเป็นครั้งคราวในหมู่ผู้ใช้งาน Facebook Messenger

แม้ว่าบริษัทจะไม่เคยอธิบายให้พวกเขาฟังว่าทำไมมันถึงต้องมีการถอดข้อความเสียงจาก Facebook  ซึ่งทาง Facebook ได้กล่าวกับ Bloomberg ว่าการแอบบันทึกเสียงเหล่านี้ เป็นการทำเพื่อทดสอบประสิทธิภาพของเทคโนโลยี speech-recognition artificial intelligence ของทาง Facebook เอง ซึ่งถือเป็นการยอมรับอย่างหนักใจว่า บริษัทได้ละเมิด ความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานเป็นประจำ

Facebook บอกกับ Bloomberg ว่าจะหยุดโครงการลับเหล่านี้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่ในการพิจารณาคดีต่าง ๆ นานาในสภาคองเกรส CEO Mark Zuckerberg ยืนยันว่า Facebook เข้าถึงไมโครโฟนของผู้คนเมื่อได้รับอนุญาตจากผู้ใช้งานเท่านั้น เพื่อคุณสมบัติในบาง Features  เช่น การส่งข้อความเสียงเป็นต้น โดยตัว Zuckerberg ไม่เคยเปิดเผยว่า Facebook ได้ส่งข้อมูลเสียงเหล่านี้ไปยังบริษัท Sub-Contract ที่เป็นบริษัท third party แต่อย่าใด

ซึ่งชัดเจนว่ามันเป็นความแตกต่างกับข้อมูลที่ได้เปิดเผยจากทาง Facebook เอง ซึ่งสำนักข่าว Bloomberg ได้รายงานว่า Facebook ไม่ได้กล่าวถึงการบันทึกเสียงของผู้ใช้งาน ในนโยบายการใช้ข้อมูลที่เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องยอมรับก่อนเข้าใช้งาน Facebook แต่อย่างใด

References : 
https://www.bloomberg.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

AI ทำให้นักลงทุนสูญเงินกว่า 20 ล้านดอลลาร์

ผู้ประกอบการด้านอสังหาริมทรัพย์ของฮ่องกง Samathur Li Kin-kan กำลังฟ้องร้อง บริษัท ที่จัดการบัญชีการลงทุนของเขาให้เกิดความสูญเสียหลายล้านดอลลาร์ซึ่งเป็นคดีที่ศาลชั้นต้นได้เข้ามาตีความว่าใครควรเป็นผู้รับผิดชอบเมื่อมีการนำ AI เข้ามาใช้ในการลงทุน เพิ่มมากขึ้น

จากเรื่องราวของ Bloomberg  เกี่ยวกับกรณีดังกล่าว Li ได้พบกับ Raffaele Costa ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง Tyndaris Investments ในเดือนมีนาคม 2017 โดยทาง Costa บอกกับ Li ว่าบริษัทของเขากำลังเปิดตัวกองทุนป้องกันความเสี่ยงโดย AI ที่มีการควบคุมโดยซูเปอร์คอมพิวเตอร์ชื่อ K1

หลี่แสดงความสนใจในกองทุนดังกล่าว ดังนั้น Costa ได้เริ่มทำการสาธิตให้กับ Li ซึ่งแสดงให้เห็นว่า K1 สามารถสร้างผลตอบแทนการลงทุนเป็นตัวเลขสองหลักได้อย่างไร

เห็นได้ชัดว่าหลี่รู้สึกประทับใจเพราะเขาตกลงที่จะให้ K1 จัดการเงินทุนกว่า 2.5 พันล้านดอลลาร์โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มมูลค่านั้นให้กลายเป็น 5 พันล้านดอลลาร์ในที่สุด

การเกิดขึ้นของคดีความ

K1 เริ่มจัดการการลงทุนของ Li ในปลายปี 2017 และเมื่อถึงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา AI เกิดการสูญเสียเงินไปเรื่อย ๆ ซึ่งทำให้เงินทุนของ Li เกิดความสูญเสียมากกว่า 20 ล้านเหรียญ

หลี่ดึงเงินออกจากบัญชีก่อนสิ้นเดือนนั้น จากนั้นเขายื่นฟ้อง Tyndaris ฟ้องร้องค่าเสียหายมูลค่า 23 ล้านดอลลาร์ โดยกล่าวหาว่า Costa ได้หลอกเขาในเรื่องความสามารถของ K1 ในการเทรด

ทนายความของ Tyndaris ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวโดยยืนยันว่า บริษัท ไม่เคยรับประกันใด ๆ ว่า AI จะทำเงินให้หลี่ 

จากข้อมูลของBloomberg คดีนี้เป็นตัวอย่างแรกของมนุษย์ที่มีต่อศาลในเรื่องการสูญเสียทางการเงินที่เกิดจากระบบการซื้อขายแบบ AI อย่างไรก็ตามมันอาจจะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่เราเห็นว่าระบบตุลาการนั้นจะเข้ามาข้องเกี่ยวกับการเกิดขึ้นของ AI ที่เพิ่มขึ้นเป็นดอกเห็ดในปัจจุบัน

คำถามที่ว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบเมื่อ AI ทำผิดพลาดนั้น กำลังเป็นปัญหาที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้ของอุตสาหกรรมเกือบทุกอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยี ไล่ตั้งแต่การขนส่ง  ไปจนถึง  การดูแลสุขภาพ แม้กระทั่งในเรื่องของกฏหมายเองก็ตาม AI ก็กำลังเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย

ควรเป็นคนที่เขียน Code หรือไม่? หรือจะเป็นคนที่ทำการตลาด AI หรือไม่? หรือผู้ใช้เองที่ควรรับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นจากการที่เทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่คุณเป็นคนเลือกใช้เอง?

References : 
https://futurism.com/investing-lawsuit-ai-trades-cost-millions

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Amazon เตรียมออกเครื่องอ่านอารมณ์มนุษย์

รายงานล่าสุดจาก Bloomberg : Amazon กำลังสร้างอุปกรณ์ทำงานบนอุปกรณ์สวมใส่ที่เปิดใช้งานด้วยเสียงและสวมผ่านข้อมือ และสามารถตรวจจับ อารมณ์ของมนุษย์ ได้ ซึ่งนี่จะเป็นอุปกรณ์เพื่อสุขภาพที่ค่อนข้างแปลกใหม่ที่เรามักจะคุ้นเคยกับการเห็นในแคมเปญคราวด์ฟันดิ้ง แทนที่จะเป็นหนึ่งใน บริษัท เทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Amazon

Bloomberg ได้พูดคุยกับแหล่งข้อมูลและตรวจสอบเอกสารภายในของ Amazon ซึ่งมีรายงานว่าทีมพัฒนาซอฟต์แวร์ด้านเสียงของ Alexa และ ฝ่ายฮาร์ดแวร์ที่ชื่อว่า Lab126 ของ Amazon ร่วมมือกันพัฒนาอุปกรณ์สวมใส่ได้ อุปกรณ์ที่ทำงานพร้อมกับแอพสมาร์ทโฟนซึ่งจะมีไมโครโฟนที่สามารถ“ แยกแยะอารมณ์ของผู้สวมใส่จากเสียงของพวก” 

Lab126 จะรับผิดชอบในเรื่องของ Kindle, Fire Phone และลำโพง Echo ซึ่งได้มีการเปิดตัว Alexa เป็นครั้งแรกและรายงานเมื่อปีที่แล้วชี้ให้เห็นว่า Lab126 กำลังพัฒนาหุ่นยนต์ใช้งานในบ้านด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งความพยายามด้านฮาร์ดแวร์ทั้งหมดของอเมซอนในขณะนี้คือการสร้างระบบนิเวศของอุปกรณ์ที่มีคุณสมบัติของ Alexa ด้วยความสามารถของหุ่นยนต์ ที่มีข่าวลือว่าทำให้ Alexa สามารถการตรวจจับอารมณ์จากเสียงของผู้ใช้งานได้

ซึ่งเทคโนโลยีตามข่าวลือดังกล่าวนี้ เป็นหนึ่งในสิ่งที่ยังไม่มีใครทำได้เพราะมันยากที่จะทำให้เป็นจริง ซึ่งจากข่าวลือในตอนนี้ก็ยังไม่ชัดเจนว่าโครงการของ Amazon เข้าใกล้ความเป็นจริงแค่ไหน และจะทำให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ออกมาจำหน่ายได้หรือไม่ ดังนั้นในอนาคตอันใกล้นี้ เราอาจจะได้เห็นเครื่องมือที่สามารถตรวจสอบอารมณ์มนุษย์ได้จาก Amazon นั่นเองครับ

References : 
https://www.theverge.com/circuitbreaker/2019/5/23/18636839/amazon-wearable-emotions-report

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

How Microsoft Kill Netscape

โดยส่วนตัวนั้นเป็นคนชอบดู Documentary ของทางเมืองนอก โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับวงการ IT และ Series หนึ่งที่ชอบติดตามดูเป็นพิเศษคือ Game Change : ของทางฝั่ง Bloomberg ที่ได้สร้าง Documentary ไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา case study ทางธุรกิจ ที่น่าสนใจในหลาย ๆ ประเด็น

สำหรับตอนที่จะกล่าวใน blog นี้คือ How Microsoft Attacked the Beast who created Netscape, Mozilla Firefox & invested Skype เป็นเรื่องราวในยุคต้นกำเนิดของ Internet ซึ่งเราคงมองภาพไม่ออกในยุคแรก ๆ  ที่ยังไม่มี internet ใช้ ในสมัยนั้นถือว่าเป็นเรื่องใหม่มาก ๆ สำหรับการสร้าง Web Browser มาซัวในยุคปลาย 1990

Mosaic เว๊บ Browser ตัวแรกของโลก

สำหรับ Browser ตัวแรกของโลกนั้นต้องยกให้กับ Mosaic ที่พัฒนาโดย Lab ของ University of Illinois of Urbana Chanpaign ที่ผู้ที่ได้ว่าเป็นผู้ถือกำเนิดมันก็คือ Marc Andreessen ซึ่งต้องถือเป็นเจ้าพ่อ internet ในยุคแรก ๆ เลยก็ว่าที่ทำให้ internet เป็น Graphic ที่สวยงามให้คนทั่วไปใช้งานได้อย่างง่ายดาย

ซึ่งในช่วงนั้นยังเป็นรูปแบบของ text mode อยู่ หลังจากปล่อยให้ Download Free และเป็นที่นิยมอย่างมากแล้วนั้น Marc ก็ถูกนายทุน โดย Jim Clark ที่ชักชวน Marc ให้มาเปิดบริษัทเพื่อพัฒนา Web Browser เพื่อขายเป็น commercial โดยได้ร่วมตั้ง Netscape ขึ้นมา ต้องถือว่าโชคดีผมก็มีโอกาสได้ใช้ Netscape กับเค้าเหมือนกัน ๆ กันยุคแรก ๆ  ก่อนที่ Microsoft จะใช้ IE ตีตลาดจนไม่เหลือที่ว่างให้ Netscape และก็ได้มีโอกาสได้สร้าง HTML Web ในช่วงแรก ๆ เหมือนกันซึ่งเป็นประสบการณ์ที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เบนเข็มมาเรียนทางด้าน Computer Engineer

หลาย ๆ คนอาจจะเคยใช้ netscape ซึ่งเป็น browser ตัวแรก ๆ ก่อนที่ IE ของ microsoft จะออกมา
หลาย ๆ คนอาจจะเคยใช้ netscape ซึ่งเป็น browser ตัวแรก ๆ ก่อนที่ IE ของ microsoft จะออกมา

ในช่วงปลาย 1990 นั้น Marc ถือว่าเป็นบุคคลที่โด่งดังมาก เนื่องจากหลังจากสร้าง NetScape และปล่อยออกสู่ตลาดนั้น ก็ได้นำบริษัททำ IPO เพื่อเข้าตลาดหุ้นโดยแทบจะทันที ซึ่งตอนนั้นก็ทำให้ตลาดหุ้นปั่นป่วนอยู่พอสมควร

เนื่องจากมูลค่าหุ้นขึ้นไปสูงถึงระดับ 171$  ในช่วงเปิดตัวแรก ๆ  ทำให้บริษัทมีมูลค่าทันทีถึง  2 พันล้านเหรียญในยุคนั้น ซึ่งถือว่ามากพอตัว   และทำให้เค้ากลายเป็นเศรษฐีหนุ่มทันทีจากมูลค่าหุ้น และนักลงทุน ที่ร่วมก็รวย ๆ กันไปตาม ๆ กันจากมูลค่าหุ้นที่พุ่งขึ้นสูงสุดในช่วงดังกล่าว

Marc Andreessen บิดาแห่ง Browser
Marc Andreessen บิดาแห่ง Browser

แต่การเกิดขึ้นของ NetScape นั้นเหมือนเป็นการปลุกยักษ์ให้ตื่น Microsoft ในสมัยนั้นเป็นบริษัทที่มูลค่าแทบจะสูงที่สุดในโลกของ Technology Company ซึ่ง Gate ก็ไม่รอช้า ในช่วงนั้นก็เป็นช่วงที่ Microsoft ต้องออก OS ใหม่พอดีซึ่งก็คือ Microsoft Windows 95  

โดยทาง Microsoft นั้นใช้แผนที่เหนือเมฆ คือนำ Internet Exproler ออกสู่ตลาดโดยแถมมากับระบบปฏิบัติการ Windows 95 เลยแทบจะทันที โดย microsoft นั้นก็ได้พัฒนาตัว IE โดยใช้พื้นฐานมาจาก Mosaic ที่ Marc เป็นคนพัฒนาขึ้นในตอนอยู่  University of illinois of Urbana Chanpaign นั่นเอง

ซึ่ง Microsoft นั้นเป็นบริษัทที่ทุนหนาอยู่แล้วจึงไม่มีปัญหาเรื่องการเงินแต่อย่างใด ในการแถม Browser ไปกับระบบปฏิบัติการ และเป็นยิ่งส่งเสริมให้คนหันมาใช้ ระบบปฏิบัติการ Windows 95 มากยิ่งขึ้นเสียไปอีก ซึ่งเป็นความโหดมากของ microsoft ในการแทบจะ ฆ่า Netscape ออกไปจากตลาด และ เพิ่มยอดขายของ Windows 95 เหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวเลยทีเดียว

Microsoft ออก Internet Exproler มาแถมกับระบบปฏิบัติการ เพื่อฆ่า Netscape
Microsoft ออก Internet Explorer มาแถมกับระบบปฏิบัติการ เพื่อฆ่า Netscape

สุดท้ายก็มีการฟ้องร้องกันหาว่า Microsoft ผูกขาดการตลาดของระบบปฏิบัติการ ทางฝั่ง microsoft นั้นก็ไม่แยแสในเรื่องที่เกิดขึ้นเดินหน้าแถม Browser ต่อไปจนครองส่วนแบ่งแทบจะทั้งหมดของ Browser ในขณะนั้น

และ ทำให้ Netscape ต้องถูกขายให้กับ AOL ในภายหลังก่อนจะพัฒนากลายมาเป็น Moziila Firefox อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ส่วนคดีความฟ้องร้องนั้น ถึงแม้สุดท้าย ศาลจะพิพากษาให้ Microsoft เป็นฝ่ายผิด แต่ microsoft ก็ยินยอมจ่ายค่าปรับเพียงร้อยกว่าล้านเหรียญเท่านั้น ซึ่งเปรียบเหมือนในสงครามนี้ microsoft ยอมแพ้ในศาลแต่ ในเชิงธุรกิจนั้น Netscape ได้ตายไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่นเอง

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol