ข้อคิดสำคัญสำหรับพ่อค้าแม่ค้า Online ชาวไทย

พอดีผมได้มีโอกาสนั่งอ่าน กระทู้แนะนำใน Pantip.com ในเรื่อง “Shopee ประเทศไทย เริ่มเอาสินค้าที่ขายด้วยร้านอื่นๆ ออก แล้วนำมาขายเอง”

ซึ่งต้องมองตามความเป็นจริงว่า สิ่งที่บริษัทพวกนี้ยอมขาดทุนมหาศาลทุก ๆ ปี แน่นอนอยู่แล้วว่าต้องการ Data จากพฤติกรรมผู้บริโภคของเรา ว่าชอบซื้อสินค้าแบบไหน มูลค่าเท่าไหร่ หรือช่วงเวลาใด

ด้วยการอัดโปรโมชั่นมากมายทำให้พ่อค้าแม่ค้า เข้าไป join ใน platform เหล่านี้ แน่นอนว่า ยอดขายกระฉูด หากเจอโปรโมชั่นที่ดี ๆ ของ Shopeee ซึ่งมองแล้วเหมือนได้ประโยชน์กันหมดทั้งพ่อค้าแม่ค้า รวมถึงลูกค้าเองก็ตาม

แต่บริษัทเหล่านี้ ไม่ใช่นักบุญแน่นอน มาหว่านเงินแจกเล่น พวกเขาเอาข้อมูลไปวิเคราะห์อยู่แล้ว ซึ่งสุดท้าย สินค้าพวกนี้ที่พ่อค้าแม่ค้าชาวไทยหามานั้น เขาก็สามารถหาได้ในราคาที่ถูกกว่า และสุดท้ายก็นำมันมาขายเอง เหมือนที่ amazon ยักษ์ใหญ่ Ecommerce จาก อเมริกาทำนั่นแหละ

เพราะฉะนั้น สิ่งที่เหล่าพ่อค้าแม่ค้า รวมถึงเหล่าลูกค้าเองด้วย ที่ควรทำ platform กับเหล่านี้ คือ รีบโกยมาให้มากที่สุด ให้เร็วที่สุด ส่วนพ่อค้าแม่ค้านั้น ควรมีร้านค้าของตัวเองที่เป็น website ส่วนตัวเป็น platfrom หลักที่เราสามารถ control ทุกอย่างได้ เพราะยังไงบ้านตัวเองก็ไม่มีใครสามารถมาเปลี่ยนอะไรเราได้อยู่แล้ว

แล้วเปลี่ยนมุมมองกับพวก platform ต่าง ๆ ที่เรากำลังพึ่งพานั้นเป็นเพียงการกระจายช่องทางการตลาดเพิ่มเติมเพียงเท่านั้นให้เราเท่านั้น อย่ามองเป็นช่องทางทำรายได้หลักเด็ดขาด เพราะวันนึง เค้าจะเปลี่ยนนโยบายอะไรก็ได้ เราไม่สามารถที่จะ control ได้เลย ตัวอย่างมีให้เห็นมากมายแล้วที่อยู่ดี ๆ ก็เปลี่ยน policy เพื่อให้เราเสียตังค์เพิ่มสุดท้าย ก็อยู่ไม่ได้อย่างเช่นใน facebook , shopee , lazada หรือ อะไรก็แล้วแต่ ซึ่งสุดท้ายพวกนี้เค้าก็ต้องหาเงินจากเราอยู่ดีนั่นเองครับ

References : 
https://pantip.com/topic/39047751

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

CartonWrap กับหุ่นยนต์บรรจุกล่องใหม่ล่าสุดของ Amazon

จากข้อมูลของสำนักข่าว Reuters  อเมซอนกำลังเปิดตัวเครื่องจักรที่ทำขึ้นเป็นพิเศษที่สร้างขึ้นเพื่อให้สามารถรองรับกับคำสั่งซื้อจำนวนมาก ซึ่งในปัจจุบันนั้นเป็นงานของคนงานที่เป็นมนุษย์หลายพันคนภายในคลังสินค้าของ อเมซอน

หุ่นยนต์ CartonWrap สร้างกล่องกระดาษแข็งตามคำสั่งซื้อที่ได้รับ เมื่อเหล่าสินค้าที่ต้องการแพ็คไหลมาตาสายการผลิต ตามแหล่งที่มาของรอยเตอร์ โดยหุ่นยนต์แต่ละตัวนั้นสามารถรองรับการทำงานได้ถึง 600 ถึง 700 กล่องต่อชั่วโมง ซึ่งมากกว่า 5 เท่าโดยประมาณเมื่อเทียบกับความสามารถของมนุษย์ในการบรรจุหีบห่อ

CartonWrap หุ่นยนต์บรรจุหีบห่อที่ประสิทธิภาพมากกว่ามนุษย์ 5 เท่า
CartonWrap หุ่นยนต์บรรจุหีบห่อที่ประสิทธิภาพมากกว่ามนุษย์ 5 เท่า

ซึ่งตอนนี้ต้องบอกว่าสถานการณ์ของคนงานที่เป็นมนุษย์นั้นค่อนข้างสุ่มเสี่ยง รอยเตอร์ คาดการณ์ว่าหุ่นยนต์เหล่านี้จะสามารถลดแรงงานมนุษย์ได้มากกว่า 1,300 ตำแหน่งจาก 55 ศูนย์ปฏิบัติงานในสหรัฐอเมริกา ในที่สุดตามแหล่งที่ไม่ระบุชื่อที่ทำงานในเครื่องมือใหม่นี้กล่าวชัดเจนว่าวัตถุประสงค์ของอเมซอนคือการเป็นคลังสินค้าเพื่อให้ไร้คนงานที่เป็นมนุษย์นั่นเอง

โฆษกอเมซอนได้รับการยืนยันเทคโนโลยีดังกล่าว กับ  สำนักข่าวรอยเตอร์

“ เรากำลังนำเทคโนโลยีใหม่นี้มาใช้เพื่อเพิ่มความปลอดภัย รวมถึงเร่งเวลาในการส่งมอบและเพิ่มประสิทธิภาพในเครือข่ายคลังสินคาของเรา” พวกเขากล่าว

ถึงกระนั้นอเมซอนยังไม่พร้อมที่จะแทนที่มนุษย์อย่างสมบูรณ์ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาผู้อำนวยการของ Amazon Robotics Fulfillment กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่าจะใช้เวลา “ อย่างน้อย 10 ปี” ก่อนที่ Amazon จะทำให้กระบวนการปฏิบัติทั้งหมดในคลังสินค้าเป็นไปโดยรูปแบบอัตโนมัติด้วยหุ่นยนต์ AI

References : 
https://www.reuters.com/article/us-amazon-com-automation-exclusive/exclusive-amazon-rolls-out-machines-that-pack-orders-and-replace-jobs-idUSKCN1SJ0X1

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Amazon ใช้ AI ในการติดตามและไล่พนักงานที่ห่วยออกไป

เวลานี้ปัญญาประดิษฐ์กำลังเข้ามาไล่ล่ามนุษย์คนทำงานอย่างแท้จริง เอกสารที่ได้รับจากสื่อออนไลน์ชื่อดังอย่าง The Verge แสดงให้เห็นว่า Amazon ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในการติดตามและไล่พนักงานในศูนย์ปฏิบัติจำนวนหลายร้อยคนโดยอัตโนมัติ เนื่องจากล้มเหลวในการผลิตไม่ทันกับความต้องการของลูกค้า 

แม้ว่าจะไม่ใช่ทุกการตัดสินใจนั้นเกิดจากระบบคอมพิวเตอร์ แต่เอกสารรวมถึงจดหมายลงนามโดยทนายความของอเมซอนเองก็ได้ เปิดเผยว่ากระบวนการนี้เป็นไปโดยอัตโนมัติจริงๆ แต่ยังไม่ชัดเจนว่า Amazon ยังคงใช้ระบบเหล่านี้อยู่หรือไม่ ในปัจจุบัน

“ ระบบของ Amazon ติดตามอัตราการผลิตของพนักงานแต่ละคน”  “ และทำการสร้างคำเตือนหรือให้พนักงานหยุดงานที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพหรือผลผลิตของงานนั้น ๆ โดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องรับฟังข้อมูลจากหัวหน้างานแต่อย่างใด”

หลังจากที่เรื่องราวนี้ถูกเผยแพร่ออกไปทางโฆษกของอเมซอน แอชลีย์ โรบินสัน ได้ออกมาพร้อมกับแถลงการณ์ที่ปฏิเสธตามรายงานของ The Verge 

“ คล้ายกับหลายบริษัท เรามีความคาดหวังด้านประสิทธิภาพไม่ว่าพวกเขาจะเป็นพนักงาน บริษัท หรือว่าจะเป็นศูนย์ปฏิบัติงานก็ตาม”  “ เราช่วยเหลือผู้ที่ไม่สามารถปฏิบัติงานตามระดับที่คาดหวังของบริษัทด้วยการฝึกสอนโดยเฉพาะ เพื่อช่วยให้พวกเขาพัฒนาและประสบความสำเร็จในอาชีพการงานที่ Amazon ได้ เราจะไม่เลิกจ้างงาน โดยไม่แน่ใจก่อนว่าพวกเขาได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากเรา รวมถึงมีการฝึกสอนโดยเฉพาะเพื่อช่วยให้พวกเขาปรับปรุงและฝึกอบรมเพิ่มเติม เนื่องจากเราเป็น บริษัท ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องซึ่แน่นอนว่ามันเป็นเป้าหมายทางธุรกิจอย่างหนึ่งของเราเพื่อสร้างโอกาสในการพัฒนาอาชีพในระยะยาวให้กับพนักงานของเรา”

ทางศูนย์ปฏิบัติงานของ Amazon ได้สร้างระบบอัตโนมัติขึ้นมากมายในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ระบบที่ซับซ้อนของหุ่นยนต์จัดการคลังสินค้าได้เปลี่ยนงานรูปแบบเดิม ๆ ของพนักงาน ในขณะที่บางครั้งก็สร้างงานใหม่ขึ้นมาเช่นเดียวกัน

สภาพการทำงานที่เลวร้ายมากของบริษัทผู้ค้าปลีกออนไลน์: จากพนักงานที่ไม่ระบุชื่อ  เขียนถึงสื่อใหญ่อย่าง The Guardian เมื่อปีที่แล้วเกี่ยวกับความต้องการที่มากเกินแบบผิดปกติของบริษัทที่ทำงานกับเหล่าพนักงานคลังสินค้า

“ ด้วยการใช้อุปกรณ์ติดตามและใช้ตัวชี้วัดแบบดิจิตอล ซึ่งการทำงานของเหล่าพนักงานนั้นจะถูก track ในทุกที่ทุกเวลา จนถึงระดับวินาทีเลยทีเดียว” 

แต่ระบบการติดตามแบบอัตโนมัติเหล่านี้นั้นฟังดูน่ากลัวยิ่งกว่าเดิม ซึ่งอยู่ภายใต้เงื้อมมือของ เหล่า AI ที่ติดตามรายละเอียดที่เปรียบเสมือนการรุกรานพนักงาน เช่น ระยะเวลาที่พนักงานใช้ ทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่งาน มันเป็นการรุกล้ำความเป็นส่วนตัวเกินไปกับพนักงาน

“หนึ่งในสิ่งที่เราได้ยินอย่างต่อเนื่องจากเหล่าคนงานที่พวกเขาได้รับการปฏิบัติเหมือนหุ่นยนต์ เพราะพวกเขากำลังถูกตรวจสอบและดูแลโดยระบบอัตโนมัติเหล่านี้” นักวิจารณ์ Amazon สเตซี่ มิทเชลล์บอกว่า  “ พวกเขากำลังถูกควบคุมและดูแลโดยหุ่นยนต์”

References : 
https://futurism.com/amazon-ai-fire-workers

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

หยุดนะเจ้าแมวน้อย! AI กับการป้องกันแมวนำเหยื่อเข้าบ้าน

เทคโนโลยี Machine Learning สามารถสร้างเครื่องมือใหม่ ๆ  ได้อย่างไม่น่าเชื่อ มันยังช่วยแก้ไขปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตที่ไม่มีเครื่องมือจัดการแบบจริงจังที่มีขายตามร้านค้าทั่วไป แต่สำหรับวิศวกรของอเมซอน BenHamm ปัญหาของเขานั้นก็คือการหยุด “เจ้าแมวจอมสังหาร” ที่ชอบพาเหยื่อที่ตายแล้วกลับบ้านกลางดึกนั่นเอง

Hamm นำเสนอความวิธีการแก้ปัญหาในหัวข้อนี้ที่ Ignite Seattle   ซึ่งในระยะสั้นเพื่อที่จะหยุดไม่ให้เจ้าแมวทำตามสัญชาตญาณของมัน  Hamm ก็จัดการล็อคมันไว้ที่ประตู โดยมีการตรวจสอบด้วยกล้องที่เปิดใช้งาน AI ( DeepLens ของ Amazon ) และระบบล็อคที่ขับเคลื่อนด้วย Arduino

ภาพการ Training ที่รวบรวมและติดป้ายกำกับโดย Hamm
ภาพการ Training ที่รวบรวมและติดป้ายกำกับโดย Hamm

กล้องที่ใช้ตรวจสอบนั้นเต็มไปด้วยอัลกอริธึม Machine Vision ซึ่งทำการ Training โดย Hamm โดยตัวชี้วัดนั้นคือ เจ้าแมวกำลังกลับมาหรือกำลังออกไปเพื่อล่าเหยื่อของมัน และไม่ว่ามันจะมีเหยื่อเข้าไปในปากของมันหรือไม่ 

ซึ่งหากคำตอบคือ“ ใช่” ช่องประตูทางเข้าของแมวจะล็อคเป็นเวลา 15 นาที และ Hamm จะได้รับข้อความเตือนว่าเจ้าแมวน้อยของเขาได้เหยื่อมาอีกแล้ว 

แม้มันเป็นการนำเสนอแบบสั้น ๆ แต่มันแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ในการนำเอา Machine Learning มาใช้ในชีวิตประจำวัน ได้่อย่างสมบูรณ์แบบ เช่นเดียวกับที่ Hamm แสดงให้เห็นถึงความเฉลียวฉลาดเพียงเล็กน้อยของเขา – และมันสามารถเอาชนะแมวได้นั่นเอง

References : 
https://www.theverge.com/tldr/2019/6/30/19102430/amazon-engineer-ai-powered-catflap-prey-ben-hamm

Thailand E-commerce War

ต้องบอกว่า ศึก E-Commerce Platform ของไทยระหว่างยักษ์ใหญ่ทั้งสามเจ้า ไม่ว่าจะเป็น Lazada ยักษ์ใหญ่ที่มี Alibaba หนุนหลัง , Shopee น้องใหม่ไฟแรงที่อัดงบการตลาดอย่างบ้าคลั่ง รวมถึง JD.com ที่เพิ่งเข้ามาทำตลาดในปีแรก หลังจากการร่วมมือกับ Central ของประเทศไทย เรามาลองส่องงบการเงิน ธุรกิจยักษ์ใหญ่ E-Commerce ไทยทั้ง 3 เจ้า กันดูครับว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง

JD Central (เริ่มปีแรก)

  • รายได้ 458 ล้านบาท
  • ขาดทุน 944 ล้านบาท

Lazada

  • รายได้ 8.16 พันล้านบาท
  • ขาดทุน 2.64 พันล้านบาท

Shopee (หนักสุด)

  • รายได้ 165 ล้านบาท
  • ขาดทุน 4.11 พันล้านบาท

จะเห็นได้ว่า ธุรกิจ E-Commerce ที่หวังจะใช้สูตร Winner take all มันดูจะไม่ง่ายซะแล้ว เพราะต่างฝ่ายต่างสู้กันอย่างเต็มที่เหมือนกัน ไม่ยอมลดราวาศอก กันเลยทีเดียวเรียกได้ว่าอัดงบกันเต็มที่ ทั้ง 3 Platform

ศึกนี้ดูแล้ว รอแค่จะเหลือใครเป็นรายสุดท้ายที่จะรอดจากมหาสงครามครั้งนี้ ต้องบอกว่า คงพูดไม่เกินเลยนักว่า Platform เหล่านี้เอาเงินมาแจกคนไทยเล่น เลยก็ว่าได้ ผ่านโปรโมชั่น ส่วนลดต่าง ๆ แลกกับ Data ที่พวกเขาได้รับไป ก็ต้องดูกันยาว ๆ ว่าจะคุ้มค่ากับที่ลงทุนไปหรือไม่ 

ซึ่งต่อให้เค้าหว่านเงินจนเราใช้กันจนติดหนึบก็จริง แต่คนไทยก็พร้อมจะเปลี่ยนเสมอเหมือนกัน หากได้โปรโมชั่นที่ดีกว่า คนไทยไม่ได้ Royalty ขนาดนั้นกับธุรกิจ E-Commerce มันไม่ง่ายเหมือนตลาดอื่น ๆ เลยสำหรับ E-Commerce ในไทย เหมือนยิ่งโต ก็ยิ่งขาดทุน และคนไทยพร้อมจะ Switch ไปที่อื่นทันทีหากเจอ Promotion ที่ดีกว่า

แต่สิ่งสำคัญสำหรับการเติบโตของ E-Commerce ทั้ง 3 Platform คือ มันช่วยให้ธุรกิจใน Ecosystem ของ E-Commerce ทำกำไรเสียมากกว่า อย่าง Kerry, ไปรษณีย์ บริการคลังสินค้า ระบบบริหารงานสินค้า Chatbot รวมถึง Order Fullfillment Service ต่างๆ ที่โตเอา ๆ

แต่ก็มีส่วนที่คนไทยเราเสียให้กับแพตฟอร์มเหล่านี้คือ เหล่าพ่อค้าแม่ค้าชาวจีนที่หลั่งไหลกันเข้ามาเปิดร้านในแพล็ตฟอร์มเหล่านี้ จนพ่อค้าแม่ค้าชาวไทยเราขยาด เนื่องจากการทำราคาที่ต่ำมาก เพราะส่งมาจากจีนโดยตรง ทำให้พ่อค้าแม่ค้าที่คิดจะขายสินค้าจากจีนนั้นแทบจะล้มหายตายจากไปเลยก็ว่าได้

แต่ถ้าให้ ด.ดล ฟันธง รายที่น่าจะไปก่อนเพื่อนในศึกนี้น่าจะเป็น Shopee ที่ดูแล้วขาดทุนหนักสุด และหนักมาหลายปีแล้ว ยิ่งทุ่มยิ่งเสีย ซึ่งต่างจาก Lazada กับ JD ที่มีพี่ใหญ่จากจีนคอยหนุนหลัง ซึ่งเศษเงินแค่นี้ คงไม่ซีเรียสกันเท่าไหร่

สุดท้ายไทยน่าจะเหลือแค่ 2 เจ้า คือ Lazada กับ JD ที่น่าจะสู้กันต่อเหมือนในจีน ที่ไม่ยอมแพ้กันเลย ในหลาย ๆ ธุรกิจ

และยังไม่พูดถึง ยักษ์ใหญ่จากอเมริกาอย่าง Amazon ที่เหมือนจะซุ่มดูตลาดบ้านเราอยู่เหมือนกัน และพร้อมที่จะลงมาเล่นทุกเมื่อเหมือนกัน ขนาดตลาดญี่ปุ่นที่ว่าแน่ ๆ Amazon ยังตีได้สำเร็จมาแล้ว

และแน่นอนเหมือนทุก ๆ ครั้งหาก Amazon เข้ามาจริง ๆ ในบ้านเรา ก็ต้องมาพร้อมอัดโปรโมชั่นสู้อย่างแน่นอน ซึ่งคนไทยก็พร้อมที่จะ Switch ไปอยู่เสมออยู่แล้ว หากโปรโมชั่นมันโดนจริง ซึ่งดูแล้ว ตลาด E-Commerce น่าจะเป็นตลาดที่หลาย ๆ แพลตฟอร์มเหนื่ยแน่นอนกว่าจะทำกำไรได้จริง ๆ จากคนไทย

Image References : https://www.prachachat.net/wp-content/uploads/2018/11/collage.jpg
https://www.facebook.com/pawoot

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol