CartonWrap กับหุ่นยนต์บรรจุกล่องใหม่ล่าสุดของ Amazon

จากข้อมูลของสำนักข่าว Reuters  อเมซอนกำลังเปิดตัวเครื่องจักรที่ทำขึ้นเป็นพิเศษที่สร้างขึ้นเพื่อให้สามารถรองรับกับคำสั่งซื้อจำนวนมาก ซึ่งในปัจจุบันนั้นเป็นงานของคนงานที่เป็นมนุษย์หลายพันคนภายในคลังสินค้าของ อเมซอน

หุ่นยนต์ CartonWrap สร้างกล่องกระดาษแข็งตามคำสั่งซื้อที่ได้รับ เมื่อเหล่าสินค้าที่ต้องการแพ็คไหลมาตาสายการผลิต ตามแหล่งที่มาของรอยเตอร์ โดยหุ่นยนต์แต่ละตัวนั้นสามารถรองรับการทำงานได้ถึง 600 ถึง 700 กล่องต่อชั่วโมง ซึ่งมากกว่า 5 เท่าโดยประมาณเมื่อเทียบกับความสามารถของมนุษย์ในการบรรจุหีบห่อ

CartonWrap หุ่นยนต์บรรจุหีบห่อที่ประสิทธิภาพมากกว่ามนุษย์ 5 เท่า
CartonWrap หุ่นยนต์บรรจุหีบห่อที่ประสิทธิภาพมากกว่ามนุษย์ 5 เท่า

ซึ่งตอนนี้ต้องบอกว่าสถานการณ์ของคนงานที่เป็นมนุษย์นั้นค่อนข้างสุ่มเสี่ยง รอยเตอร์ คาดการณ์ว่าหุ่นยนต์เหล่านี้จะสามารถลดแรงงานมนุษย์ได้มากกว่า 1,300 ตำแหน่งจาก 55 ศูนย์ปฏิบัติงานในสหรัฐอเมริกา ในที่สุดตามแหล่งที่ไม่ระบุชื่อที่ทำงานในเครื่องมือใหม่นี้กล่าวชัดเจนว่าวัตถุประสงค์ของอเมซอนคือการเป็นคลังสินค้าเพื่อให้ไร้คนงานที่เป็นมนุษย์นั่นเอง

โฆษกอเมซอนได้รับการยืนยันเทคโนโลยีดังกล่าว กับ  สำนักข่าวรอยเตอร์

“ เรากำลังนำเทคโนโลยีใหม่นี้มาใช้เพื่อเพิ่มความปลอดภัย รวมถึงเร่งเวลาในการส่งมอบและเพิ่มประสิทธิภาพในเครือข่ายคลังสินคาของเรา” พวกเขากล่าว

ถึงกระนั้นอเมซอนยังไม่พร้อมที่จะแทนที่มนุษย์อย่างสมบูรณ์ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาผู้อำนวยการของ Amazon Robotics Fulfillment กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่าจะใช้เวลา “ อย่างน้อย 10 ปี” ก่อนที่ Amazon จะทำให้กระบวนการปฏิบัติทั้งหมดในคลังสินค้าเป็นไปโดยรูปแบบอัตโนมัติด้วยหุ่นยนต์ AI

References : 
https://www.reuters.com/article/us-amazon-com-automation-exclusive/exclusive-amazon-rolls-out-machines-that-pack-orders-and-replace-jobs-idUSKCN1SJ0X1

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Amazon ใช้ AI ในการติดตามและไล่พนักงานที่ห่วยออกไป

เวลานี้ปัญญาประดิษฐ์กำลังเข้ามาไล่ล่ามนุษย์คนทำงานอย่างแท้จริง เอกสารที่ได้รับจากสื่อออนไลน์ชื่อดังอย่าง The Verge แสดงให้เห็นว่า Amazon ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในการติดตามและไล่พนักงานในศูนย์ปฏิบัติจำนวนหลายร้อยคนโดยอัตโนมัติ เนื่องจากล้มเหลวในการผลิตไม่ทันกับความต้องการของลูกค้า 

แม้ว่าจะไม่ใช่ทุกการตัดสินใจนั้นเกิดจากระบบคอมพิวเตอร์ แต่เอกสารรวมถึงจดหมายลงนามโดยทนายความของอเมซอนเองก็ได้ เปิดเผยว่ากระบวนการนี้เป็นไปโดยอัตโนมัติจริงๆ แต่ยังไม่ชัดเจนว่า Amazon ยังคงใช้ระบบเหล่านี้อยู่หรือไม่ ในปัจจุบัน

“ ระบบของ Amazon ติดตามอัตราการผลิตของพนักงานแต่ละคน”  “ และทำการสร้างคำเตือนหรือให้พนักงานหยุดงานที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพหรือผลผลิตของงานนั้น ๆ โดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องรับฟังข้อมูลจากหัวหน้างานแต่อย่างใด”

หลังจากที่เรื่องราวนี้ถูกเผยแพร่ออกไปทางโฆษกของอเมซอน แอชลีย์ โรบินสัน ได้ออกมาพร้อมกับแถลงการณ์ที่ปฏิเสธตามรายงานของ The Verge 

“ คล้ายกับหลายบริษัท เรามีความคาดหวังด้านประสิทธิภาพไม่ว่าพวกเขาจะเป็นพนักงาน บริษัท หรือว่าจะเป็นศูนย์ปฏิบัติงานก็ตาม”  “ เราช่วยเหลือผู้ที่ไม่สามารถปฏิบัติงานตามระดับที่คาดหวังของบริษัทด้วยการฝึกสอนโดยเฉพาะ เพื่อช่วยให้พวกเขาพัฒนาและประสบความสำเร็จในอาชีพการงานที่ Amazon ได้ เราจะไม่เลิกจ้างงาน โดยไม่แน่ใจก่อนว่าพวกเขาได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากเรา รวมถึงมีการฝึกสอนโดยเฉพาะเพื่อช่วยให้พวกเขาปรับปรุงและฝึกอบรมเพิ่มเติม เนื่องจากเราเป็น บริษัท ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องซึ่แน่นอนว่ามันเป็นเป้าหมายทางธุรกิจอย่างหนึ่งของเราเพื่อสร้างโอกาสในการพัฒนาอาชีพในระยะยาวให้กับพนักงานของเรา”

ทางศูนย์ปฏิบัติงานของ Amazon ได้สร้างระบบอัตโนมัติขึ้นมากมายในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ระบบที่ซับซ้อนของหุ่นยนต์จัดการคลังสินค้าได้เปลี่ยนงานรูปแบบเดิม ๆ ของพนักงาน ในขณะที่บางครั้งก็สร้างงานใหม่ขึ้นมาเช่นเดียวกัน

สภาพการทำงานที่เลวร้ายมากของบริษัทผู้ค้าปลีกออนไลน์: จากพนักงานที่ไม่ระบุชื่อ  เขียนถึงสื่อใหญ่อย่าง The Guardian เมื่อปีที่แล้วเกี่ยวกับความต้องการที่มากเกินแบบผิดปกติของบริษัทที่ทำงานกับเหล่าพนักงานคลังสินค้า

“ ด้วยการใช้อุปกรณ์ติดตามและใช้ตัวชี้วัดแบบดิจิตอล ซึ่งการทำงานของเหล่าพนักงานนั้นจะถูก track ในทุกที่ทุกเวลา จนถึงระดับวินาทีเลยทีเดียว” 

แต่ระบบการติดตามแบบอัตโนมัติเหล่านี้นั้นฟังดูน่ากลัวยิ่งกว่าเดิม ซึ่งอยู่ภายใต้เงื้อมมือของ เหล่า AI ที่ติดตามรายละเอียดที่เปรียบเสมือนการรุกรานพนักงาน เช่น ระยะเวลาที่พนักงานใช้ ทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่งาน มันเป็นการรุกล้ำความเป็นส่วนตัวเกินไปกับพนักงาน

“หนึ่งในสิ่งที่เราได้ยินอย่างต่อเนื่องจากเหล่าคนงานที่พวกเขาได้รับการปฏิบัติเหมือนหุ่นยนต์ เพราะพวกเขากำลังถูกตรวจสอบและดูแลโดยระบบอัตโนมัติเหล่านี้” นักวิจารณ์ Amazon สเตซี่ มิทเชลล์บอกว่า  “ พวกเขากำลังถูกควบคุมและดูแลโดยหุ่นยนต์”

References : 
https://futurism.com/amazon-ai-fire-workers

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

หยุดนะเจ้าแมวน้อย! AI กับการป้องกันแมวนำเหยื่อเข้าบ้าน

เทคโนโลยี Machine Learning สามารถสร้างเครื่องมือใหม่ ๆ  ได้อย่างไม่น่าเชื่อ มันยังช่วยแก้ไขปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตที่ไม่มีเครื่องมือจัดการแบบจริงจังที่มีขายตามร้านค้าทั่วไป แต่สำหรับวิศวกรของอเมซอน BenHamm ปัญหาของเขานั้นก็คือการหยุด “เจ้าแมวจอมสังหาร” ที่ชอบพาเหยื่อที่ตายแล้วกลับบ้านกลางดึกนั่นเอง

Hamm นำเสนอความวิธีการแก้ปัญหาในหัวข้อนี้ที่ Ignite Seattle   ซึ่งในระยะสั้นเพื่อที่จะหยุดไม่ให้เจ้าแมวทำตามสัญชาตญาณของมัน  Hamm ก็จัดการล็อคมันไว้ที่ประตู โดยมีการตรวจสอบด้วยกล้องที่เปิดใช้งาน AI ( DeepLens ของ Amazon ) และระบบล็อคที่ขับเคลื่อนด้วย Arduino

ภาพการ Training ที่รวบรวมและติดป้ายกำกับโดย Hamm
ภาพการ Training ที่รวบรวมและติดป้ายกำกับโดย Hamm

กล้องที่ใช้ตรวจสอบนั้นเต็มไปด้วยอัลกอริธึม Machine Vision ซึ่งทำการ Training โดย Hamm โดยตัวชี้วัดนั้นคือ เจ้าแมวกำลังกลับมาหรือกำลังออกไปเพื่อล่าเหยื่อของมัน และไม่ว่ามันจะมีเหยื่อเข้าไปในปากของมันหรือไม่ 

ซึ่งหากคำตอบคือ“ ใช่” ช่องประตูทางเข้าของแมวจะล็อคเป็นเวลา 15 นาที และ Hamm จะได้รับข้อความเตือนว่าเจ้าแมวน้อยของเขาได้เหยื่อมาอีกแล้ว 

แม้มันเป็นการนำเสนอแบบสั้น ๆ แต่มันแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ในการนำเอา Machine Learning มาใช้ในชีวิตประจำวัน ได้่อย่างสมบูรณ์แบบ เช่นเดียวกับที่ Hamm แสดงให้เห็นถึงความเฉลียวฉลาดเพียงเล็กน้อยของเขา – และมันสามารถเอาชนะแมวได้นั่นเอง

References : 
https://www.theverge.com/tldr/2019/6/30/19102430/amazon-engineer-ai-powered-catflap-prey-ben-hamm

Thailand E-commerce War

ต้องบอกว่า ศึก E-Commerce Platform ของไทยระหว่างยักษ์ใหญ่ทั้งสามเจ้า ไม่ว่าจะเป็น Lazada ยักษ์ใหญ่ที่มี Alibaba หนุนหลัง , Shopee น้องใหม่ไฟแรงที่อัดงบการตลาดอย่างบ้าคลั่ง รวมถึง JD.com ที่เพิ่งเข้ามาทำตลาดในปีแรก หลังจากการร่วมมือกับ Central ของประเทศไทย เรามาลองส่องงบการเงิน ธุรกิจยักษ์ใหญ่ E-Commerce ไทยทั้ง 3 เจ้า กันดูครับว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง

JD Central (เริ่มปีแรก)

  • รายได้ 458 ล้านบาท
  • ขาดทุน 944 ล้านบาท

Lazada

  • รายได้ 8.16 พันล้านบาท
  • ขาดทุน 2.64 พันล้านบาท

Shopee (หนักสุด)

  • รายได้ 165 ล้านบาท
  • ขาดทุน 4.11 พันล้านบาท

จะเห็นได้ว่า ธุรกิจ E-Commerce ที่หวังจะใช้สูตร Winner take all มันดูจะไม่ง่ายซะแล้ว เพราะต่างฝ่ายต่างสู้กันอย่างเต็มที่เหมือนกัน ไม่ยอมลดราวาศอก กันเลยทีเดียวเรียกได้ว่าอัดงบกันเต็มที่ ทั้ง 3 Platform

ศึกนี้ดูแล้ว รอแค่จะเหลือใครเป็นรายสุดท้ายที่จะรอดจากมหาสงครามครั้งนี้ ต้องบอกว่า คงพูดไม่เกินเลยนักว่า Platform เหล่านี้เอาเงินมาแจกคนไทยเล่น เลยก็ว่าได้ ผ่านโปรโมชั่น ส่วนลดต่าง ๆ แลกกับ Data ที่พวกเขาได้รับไป ก็ต้องดูกันยาว ๆ ว่าจะคุ้มค่ากับที่ลงทุนไปหรือไม่ 

ซึ่งต่อให้เค้าหว่านเงินจนเราใช้กันจนติดหนึบก็จริง แต่คนไทยก็พร้อมจะเปลี่ยนเสมอเหมือนกัน หากได้โปรโมชั่นที่ดีกว่า คนไทยไม่ได้ Royalty ขนาดนั้นกับธุรกิจ E-Commerce มันไม่ง่ายเหมือนตลาดอื่น ๆ เลยสำหรับ E-Commerce ในไทย เหมือนยิ่งโต ก็ยิ่งขาดทุน และคนไทยพร้อมจะ Switch ไปที่อื่นทันทีหากเจอ Promotion ที่ดีกว่า

แต่สิ่งสำคัญสำหรับการเติบโตของ E-Commerce ทั้ง 3 Platform คือ มันช่วยให้ธุรกิจใน Ecosystem ของ E-Commerce ทำกำไรเสียมากกว่า อย่าง Kerry, ไปรษณีย์ บริการคลังสินค้า ระบบบริหารงานสินค้า Chatbot รวมถึง Order Fullfillment Service ต่างๆ ที่โตเอา ๆ

แต่ก็มีส่วนที่คนไทยเราเสียให้กับแพตฟอร์มเหล่านี้คือ เหล่าพ่อค้าแม่ค้าชาวจีนที่หลั่งไหลกันเข้ามาเปิดร้านในแพล็ตฟอร์มเหล่านี้ จนพ่อค้าแม่ค้าชาวไทยเราขยาด เนื่องจากการทำราคาที่ต่ำมาก เพราะส่งมาจากจีนโดยตรง ทำให้พ่อค้าแม่ค้าที่คิดจะขายสินค้าจากจีนนั้นแทบจะล้มหายตายจากไปเลยก็ว่าได้

แต่ถ้าให้ ด.ดล ฟันธง รายที่น่าจะไปก่อนเพื่อนในศึกนี้น่าจะเป็น Shopee ที่ดูแล้วขาดทุนหนักสุด และหนักมาหลายปีแล้ว ยิ่งทุ่มยิ่งเสีย ซึ่งต่างจาก Lazada กับ JD ที่มีพี่ใหญ่จากจีนคอยหนุนหลัง ซึ่งเศษเงินแค่นี้ คงไม่ซีเรียสกันเท่าไหร่

สุดท้ายไทยน่าจะเหลือแค่ 2 เจ้า คือ Lazada กับ JD ที่น่าจะสู้กันต่อเหมือนในจีน ที่ไม่ยอมแพ้กันเลย ในหลาย ๆ ธุรกิจ

และยังไม่พูดถึง ยักษ์ใหญ่จากอเมริกาอย่าง Amazon ที่เหมือนจะซุ่มดูตลาดบ้านเราอยู่เหมือนกัน และพร้อมที่จะลงมาเล่นทุกเมื่อเหมือนกัน ขนาดตลาดญี่ปุ่นที่ว่าแน่ ๆ Amazon ยังตีได้สำเร็จมาแล้ว

และแน่นอนเหมือนทุก ๆ ครั้งหาก Amazon เข้ามาจริง ๆ ในบ้านเรา ก็ต้องมาพร้อมอัดโปรโมชั่นสู้อย่างแน่นอน ซึ่งคนไทยก็พร้อมที่จะ Switch ไปอยู่เสมออยู่แล้ว หากโปรโมชั่นมันโดนจริง ซึ่งดูแล้ว ตลาด E-Commerce น่าจะเป็นตลาดที่หลาย ๆ แพลตฟอร์มเหนื่ยแน่นอนกว่าจะทำกำไรได้จริง ๆ จากคนไทย

Image References : https://www.prachachat.net/wp-content/uploads/2018/11/collage.jpg
https://www.facebook.com/pawoot

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ค้นหา Fashion ด้วยพลัง AI กับเทคโนโลยีใหม่ของ Amazon

amazon เป็นร้านค้าปลีกออนไลน์อันดับต้น ๆ ของโลก ที่รุกรานอุตสาหกรรมอื่น ๆ ไปทั่ว แต่ก็มีภาคส่วนหนึ่งที่ amazon ยังไม่สามารถเจาะเข้าไปได้แบบเต็มที่นัก นั่นก็คือ : แฟชั่น และเพื่อที่จะช่วยในการเจาะเข้าสู่ตลาดที่มีกำไรสูงอย่างตลาดสินค้า แฟชั่น บริษัท ได้เปิดตัวเครื่องมือที่ขับเคลื่อนด้วย AI ใหม่ที่ชื่อว่าStyleSnapซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าหาเสื้อผ้าที่จะซื้อได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้น

StyleSnap นั้นโดยทั่วไปคือ Shazam (แอพค้นหาเพลงจากเสียง) สำหรับเสื้อผ้าที่สร้างไว้ในแอพมือถือของ Amazon ผู้ใช้สามารถถ่ายภาพหรืออัปโหลดภาพและ StyleSnap จะใช้เครื่องมือในการเรียนรู้ที่จะ “ตรงกับลักษณะในภาพ” และหารายการที่คล้ายกันสำหรับการขายบนเว๊บไซต์ Amazon.com

เจฟฟ์ วิลค์ Cosumer Worldwide CEO ของอเมซอน ได้เปิดตัวฟีเจอร์นี้ที่การประชุมเรื่อง Re: MARS conference ของบริษัท ในเมืองลาสเวกัสในวันนี้ โดยกล่าวว่า:“ ประสบการณ์ที่เรียบง่ายของลูกค้าคือความซับซ้อนของเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลัง”

แต่จำนวนของ startups เสนอบริการที่คล้ายกัน ซึ่งรวมทั้งบริษัทออนไลน์ยักษ์ใหญ่แฟชั่นอย่าง  Asos ซึ่งจะเห็นว่า StyleSnap สามารถอยู่ได้เพราะความต้องการของ Amazon ที่มองว่าอาจเป็นเรื่องง่ายสำหรับ AI ในการระบุสิ่งของพื้นฐานของเสื้อผ้าเช่นกระโปรงแบบต่าง ๆ  หรือ เสื้อลายต่าง ๆ  แต่ไม่ได้ช่วยผู้บริโภคที่สามารถระบุสิ่งของเหล่านี้ได้ด้วยตนเอง ไม่ว่าคุณลักษณะนั้นจะสามารถจับคู่ไอเท็มและสไตล์เฉพาะหรือไม่นั้น ก็ถือเป็นความท้าทายที่แท้จริงในตลาดแฟชั่นขนาดมหึมาเช่นนี้

StyleSnap ที่ amazon นำพลังของ AI มาช่วย
StyleSnap ที่ amazon นำพลังของ AI มาช่วย

อเมซอนไม่ได้พิสูจน์อย่างแน่นอนว่าเป็นกูรูด้านแฟชั่นเช่นกัน ย้อนกลับไปในปี 2017 ได้เปิดตัว Echo Look กล้องขับเคลื่อนด้วย AI ที่ให้คำแนะนำด้านแฟชั่นแก่ผู้ใช้ ในการตรวจสอบของเราพบว่าซอฟต์แวร์ทำผิดพลาดเป็นประจำไม่สามารถระบุชุดที่แตกต่างกันในภาพอย่างที่ทาง Amazon ได้โม้ไว้ได้

แต่การเปิดตัว StyleSnap แสดงให้เห็นว่าอเมซอนจะไม่ยอมแพ้กับธุรกิจแฟชั่น และ บริษัท เชื่อว่าความเชี่ยวชาญในด้านปัญญาประดิษฐ์จะทำให้มีความเหนือกว่าคู่แข่ง ซึ่งมันแค่ต้องการใช้พลังของ AI ในการค้นหารูปลักษณ์ที่ถูกต้องเพียงเท่านั้น

References : 
https://www.theverge.com/2019/6/5/18653967/amazon-fashion-ai-stylesnap-mobile-app-clothes-search

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol