Movie Review : คําสาปมรณะจากหญิงร่ำไห้

ต้องบอกว่าผมไม่ได้เขียน Review หนังมานานมากแล้ว และช่วงหลัง ๆ ภารกิจค่อนข้างรัดตัวทำให้ไม่ได้มีโอกาสไปดูหนังในโรงซักเท่าไหร่ แต่สำหรับหนังผีเรื่องนี้ The Curse of the Weeping Woman หรือในชื่อไทย คําสาปมรณะจากหญิงร่ำไห้ นั้น พอดีเพิ่งได้มีโอกาสดูเมื่อคืน จึงอยากจะมา Review ให้ฟังกันเสียหน่อย เนื่องจากผมค่อนข้างเป็นแฟนพันธ์แท้สำหรับหนังผีอยู่แล้ว

หลังจากได้พออ่านจากกระแสตามเว๊บไซต์ ต่าง ๆ ที่ Review ออกมาค่อนข้างดี และเป็นเรื่องราวที่อยู่ในจักรวาลเดียวกับ The Conjuring ที่เป็นหนังที่เรียกได้ว่าเป็นหนังขึ้นหิ้งแล้วสำหรับหนังเกี่ยวกับผีจากโลกตะวันตก

แม้ในเรื่องล่าสุดอย่าง The Nun นั้นจะไม่ได้ประทับใจมากเท่าที่ควร แต่ เรื่องนี้ มีหลายคนบอกให้ไปดู หากเป็นคนชอบหนังผี ก็ไม่ควรพลาดเลยก็ว่าได้ ยิ่งทำให้อยากดูมาก ๆ แต่เวลาไม่ค่อยเอื้ออำนวยเท่าที่ควร จนหนังใกล้จะลาโรงแล้วด้วยซ้ำ เนื่องจากเท่าที่เช็ครอบ เหลือเพียงรอบเดียวและฉายเพียงโรงเดียวเท่านั้นที่ โรงเจ้าประจำที่ผมดูอย่าง เมเจอร์ รัชโยธิน

เรื่องย่อ 

เรื่องราว ลาโยโรนา หญิงร่ำไห้ วิญญาณร้าย เธอติดอยู่ในโชคชะตาอันเลวร้ายที่เกิดขึ้นจากน้ำมือของตนเอง คำกล่าวขานเรื่องราวของเธอโด่งดังทั่วโลกมายาวนาน เมื่อยามมีชีวิต เธอกดลูกตัวเองจมน้ำจากความโกรธแค้น และกระโดดลงสู่สายน้ำอันปั่นป่วนขณะร่ำไห้อย่างเจ็บปวด ยามนี้ เธอร่ำไห้นิรันดร และหากใครที่ได้ยินเสียงเพรียกแห่งความตายยามค่ำคืนของเธอต้องพบจุดจบ เธอคืบคลานในความมืด เรียกร้องหาเด็ก ๆ เพื่อนำมาแทนที่ลูกของตน ยิ่งเวลาผ่านไปนับศตวรรษ ความปรารถนาของเธอกลับยิ่งเพิ่มมากขึ้น รุนแรงยิ่งขึ้น และวิธีการของเธอก็น่ากลัวยิ่งขึ้นทุกที

ปี 1970 ที่ลอสแองเจลิส ลาโยโรนา แฝงกายในความมืด ติดตามเด็กชายที่ไม่สนใจฟังคำเตือนอันน่าขนลุกของนักสังคมสงเคราะห์สาวผู้เป็นมารดา ที่คาดว่าลูกของตนกำลังอยู่ในอันตราย ไม่ช้าเธอและลูกของเธอก็ถูกดึงเข้าสู่ดินแดนเหนือธรรมชาติสุดสะพรึง ซึ่งเธอคิดว่า ความหวังเพียงหนึ่งเดียวของพวกเธอที่จะรอดจากความแค้นของ La Llorona อาจเป็นนักบวชผู้ไม่แยแสโลกและฝึกฝนเวทมนตร์เพื่อรับมือปีศาจนั่นเอง

ตัวหนังมีองค์ประกอบหนังผีครบครัน เรียกได้ว่าไม่เคยเจอหนังผีแบบนี้มานานมากแล้วด้วยซ้ำ ทั้งฉากน่ากลัวๆ ผีมาไม้เว้นแม้แต่กลางวันก็ตาม ทั้งจังหวะตุ้งแช่ ที่เรียกได้ว่าบางครั้งแทบจะจับทางไม่ติดว่าจะผีจะโผล่ออกมา ได้ยินเสียงกรี๊ดจากทั้งโรงเป็นระยะ ๆ 

ในส่วนของเนื้อเรื่องนั้นผมว่าหนังทำได้ดีมาก ที่เดินเรื่องแบบเป็นเส้นตรง ไม่มีหักมุมใด ๆ ทั้งสิ้น แทบจะไม่ต้องเดาเลยด้วยซ้ำว่าจะจบอย่างไร แม้ดารานักแสดงนั้น ดูเหมือนการที่มีนักแสดงหลักเพียงไม่กี่คน แต่สามารถแบกหนังทั้งเรื่องได้อย่างน่าประทับใจ ทำให้หนังผีเรื่องนี้สามารถกล่าวได้ว่าเป็นหนังผีแห่งปี 2019 เลยก็ว่าได้สำหรับความเห็นส่วนตัวของผม ที่ได้รู้สึกเต็มอิ่มกับความเป็นหนังผีจากหนังเรื่องนี้มาก ใครที่ยังไม่ได้ดูอยากให้แนะนำไปดูเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนรักหนังผี 

Trailer 

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

นาคี VS โนราห์ กับความต่าง 2 วัฒนธรรม

ไม่ได้มีโอกาส ได้ดูหนังไทย ติด ๆ กัน 2 เรื่องแบบนี้มานานมากแล้ว หลังจากเข้าสู่ อารยธรรม Netflix อย่างจริงจรัง แม้กระทั่งหนัง Hollywood ก็มีโอกาสได้เข้าโรงหนังน้อยมาก

สบโอกาสที่ คุณพ่อ กับ คุณ แม่ มาทำงาน และ พักผ่อนที่กทม. พอดิบ พอดี จึงได้มีโอกาสได้ชวนไป ดูหนังไทย ทั้งสองเรื่องอย่าง นาคี2 และ โนราห์

และต้องออกตัวก่อนเลยว่า ทั้ง นาคี ภาคละคร รวมถึง หนังเรื่อง เทริด ที่เป็นภาคก่อน โนราห์นั้น ผมก็ยังไม่มีโอกาสได้ดูเหมือนกัน ก็ไปลุ้นเอาว่า จะดูรู้เรื่องกับเขาหรือไม่ ขอเขียนเปรียบเทียบเป็นหัวข้อ ๆ ไปดังนี้

1.ปริมาณคนดู

ต้องบอกว่า ต่างกันลิบลับ ระหว่างการเข้าไปดูหนัง สองเรื่องนี้ นาคี นั้น คนเต็มโรงไปถึงข้างหน้า ไม่แปลกใจว่า หนังจะทำรายได้ ทะลุ หลายร้อยล้ายไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สามารถก้าวผ่านบททดสอบ ที่ว่า ละคร ที่มาทำเป็นหนังจะไม่มีคนดูอย่างที่หลาย ๆ เรื่องเคยเจ๊งมาแล้ว เพราะคิดว่าคนส่วนใหญ่ สามารถดูพระเอก นางเอก ละคร ได้ฟรี  ๆ ทางทีวีอยู่แล้ว นาคี ทำลายกำแพงนี้ได้สำเร็จ และคิดว่า จะมีหนังที่มาจากละคร แบบนี้ออกมาอีกอย่างแน่นอน หากได้รับผลตอบรับที่ดีเยี่ยมแบบนี้

ส่วนฝั่งโนราห์ ต้องบอกว่า ตกใจเมื่อเข้าไปในโรง เนื่องจากรถติดและเข้าโรงหนังเลท ไป เข้าไปตอนแรกก็ตกใจ นึกว่าเข้าผิดโรงทำไมไม่มีคน พอดเช็คดี ๆ ก็พบว่า มีคนนั่งดูอยู่ทั้งโรงอยู่ก่อนแล้ว 2 ท่าน เป็นคุณป้ารุ่นใหญ่ รวมกับ ผมและครอบครัว ก็กลายเป็น 5 ท่าน ดูกันเหมือนเป็นโรงหนังส่วนตัวเลยทีเดียว

ข้อแรกให้ นาคี ชนะ ไปแบบไม่เห็นฝุ่น

2. ความสนุกและบทหนัง

ปัญหาใหญ่ของหนังไทย คือ เรื่องบท เพราะส่วนใหญ่ จะมีบทหนังที่ไม่ค่อยดีซักเท่าไหร่ มีค่าย GDH เท่านั้น ที่รู้สึกมีการทำการบ้านเรื่องบทของหนังได้ดีกว่าใครเพื่อน แต่สองเรื่องนี้ ก็ไม่ใช่หนังของค่าย GDH แต่อย่างใด ส่วนของบทนั้น ต้องบอกว่า ให้คะแนนพอ ๆ กัน พอรับได้ ดูได้เรื่อย  ๆ ไม่ถึงกับน่าเบื่ออะไรทั้งสองเรื่อง

แต่ถ้าโดยรวมแล้วนั้น ผมให้ โนราห์ ชนะไปมากกว่า มันดูเหมือนหนังจริง ๆ มากกว่า ส่วนนาคี นั้น แทบจะเหมือนดูละคร มีพระเอก และ นางเอก ดึงดูดเท่านั้น แฟน ๆ ละครน่าจะมาติดตามชมในโรงกันเยอะ โนราห์นั้น ถือว่าเดินเรื่องได้ดีทีเดียว มีการผูกเรื่องกับวัฒนธรรมภาคใต้อย่าง การแสดงมโนราห์ และมีการอ้างอิงประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจอยู่ ถือว่าไม่น่าเบื่อเลย

ข้อสอง ให้ โนราห์ ชนะ เฉือนหวิว

3. งานโปรดักชั่น

งานโปรดักชั่น ของ นาคี หลายๆ  คนน่าจะพูดถึง ฉากพญานาคฟัดกันตอนท้ายเรื่อง ถือว่าทำ CG มาได้ดีระดับนึงเลยทีเดียว แต่ก็เป็นส่วนที่ดีเพียงช่วงสั้น ๆ เท่านั้น ที่เหลือถ่ายทำกันในหมู่บ้าน แทบไม่มีอะไรเลย ส่วน โนราห์ นั้นมาแบบจัดเต็ม ทั้ง CG ที่สอดแทรกมาแทบทั้งเรื่อง รวมถึง งาน Production อื่น ๆ ทั้งเสียง ภาพ ที่ดูแล้ว พิถีพิถัน ในการทำมากกว่า นาคีเยอะ

ส่วนนี้คิดว่า น่าจะมาจากต้นทุน พระเอก และ นางเอก ของ นาคี ก็น่าจะมากอยู่แล้ว ส่วน โนราห์นั้น เน้นใช้นักแสดงหน้าใหม่ ซะเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ถือว่า แสดงได้ดีเลยทีเดียว รวมถึง คุณ เอกชัย ศรีวิชัย ผู้สร้างและผู้กำกับ ก็โดดลงมาเล่นเองด้วย คือ โนราห์ งานโปรดักชั่น เป็นระดับหนังมากกว่า นาคี ซึ่งดูไปคล้าย ๆ เรากำลังดูละครซะมากกว่า

ข้อสาม ผมให้ โนราห์ ชนะไปอีกยก

สรุป

หลังจากใช้เวลาในการดูหนังทั้งสองเรื่องในเวลาไม่ห่างกันมากนัก โดยส่วนตัวนั้น ชอบ โนราห์ มากกว่า นาคี ซึ่งทั้งสองเรื่องนั้น ได้มีโอกาสดู โดยไม่ได้รู้เนื้อเรื่องก่อนหน้ามาก่อนเหมือนกัน ก็รู้สึกเสียดายเหมือนกันที่ หนังอย่าง โนราห์ มีผู้คนสนใจเพียงน้อยนิด อาจจะเป็นเพราะเรื่องการโปรโมตหนังด้วยส่วนนึง รวมถึง การที่นาคี เคยเป็นละครยอดฮิตมาก่อนก็อาจจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้รายได้ทุละเป้าไปหลายร้อยล้านแล้วในขณะนี้

แต่ก็ถือเป็นแนวโน้มที่ดีของหนังไทย ที่มีการทำหนังเฉพาะกลุ่มขึ้นมามากขึ้น เจาะฐานคนดูกลุ่มย่อยมากยิ่งขึ้น  ซึ่งทำให้เราได้มีโอกาสได้ดูหนังไทยแนวใหม่ ๆ มากยิ่งขึ้น หลังจากช่วงหลังมีเพียง หนังผี และ หนังตลก เท่านั้น ที่จะสามารถทำรายได้เป็นกอบเป็นกำสำหรับหนังไทย

นาคี โนราห์ ความแตกต่างของสองวัฒนธรรม

เห็นได้ชัดว่าทั้งสองเรื่องเป็นเรื่องราวเน้นวัฒนธรรมท้องถิ่นของแต่ละภาคอย่างชัดเจน นาคีนั้นก็คือ การกล่าวเล่าถึงตำนานพญานาค ทางริมฝั่งแม้น้ำโขง ที่ก็ยังเป็นวัฒนธรรมประเพณี ที่สืบทอดกันมาแต่ยาวนาน ของชาวอีสาน ซึ่งยังคงเอกลักษณ์ มาจวบจนทุกวันนี้ ผ่านประเพณีบุญบั้งไฟพญานาค ที่กลายเป้นงานประเพณี ดึงดูด นักท่องเที่ยวได้เป็นจำนวนมาก

ส่วน โนราห์ นั้นชัดเจนว่าเป็นวัฒนธรรมท้องถิ่นของชาวใต้ คือ เล่าถึงประวัติของการแสดงมโนราห์ ที่เป็นเอกลักษณ์ที่มีเฉพาะภาคใต้เท่านั้น การอ้างอิงประวัติศาสตร์ จากหนังเรื่องนี้ ก็ทำให้เราได้เรียนรู้ความเป็นมาของ การแสดงมโนราห์ ผ่านตัวบทหนัง ที่ถือว่าทำได้ดีพอสมควร

เราได้เห็นภาษาท้องถิ่นจากหนังทั้งสองเรื่อง ซึ่งนาน ๆ ครั้งที่จะมีโอกาสได้ดูติด ๆ กันแบบนี้ ถึงแม้ จะเป็นหนังที่ไม่ได้โปรดักชัน อลังการแบบ หนังฮอลลีวูด แต่ก็ถือไม่ได้น่าผิดหวังแต่อย่างใด ที่มีโอกาสได้ดูหนังทั้งสองเรื่องนี้ อยากให้ช่วยกันสนับสนุนหนังไทย เพื่อให้เราได้เห็นหนังแปลกใหม่ออกมาบ้าง ไม่ใช่ ได้ดูเพียงแค่ หนังผี  , หนังตลก รวมถึง หนังจากเจ้าพ่อ Feel Good อย่าง GDH เหมือนที่ผ่านมา

Movie Review : Justice League

Featured Video Play Icon

Review

เป็นอีกหนึ่งหนัง Heroes ที่แฟน ๆ รอคอยสำหรับ Justice League  เราอาจจะได้เห็นหนังจากฝั่ง Marvel ทำรายได้เป็นกอบเป็นกำจากหนังหลาย ๆ เรื่องรวมถึง Avenger ที่เป็นเนื้อเรื่องรวม Heroes รูปแบบเดียวกับ Justice League

เราจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอาย ที่แตกต่างกันระหว่างหนังสองค่ายนี้ ฝั่ง Marvel นั้นจะดูเป็นหนัง mass มากกว่าเจาะเข้าถึงกลุ่มคนที่เยอะกว่า ทำให้สามารถทำรายได้ไปอย่างเป็นกอบเป็นกำในทุก ๆ เรื่องที่ออกมา อย่างล่าสุด กับ Thor: Ragnarok นั้นแม้จะกลายเป็นหนังตลกไปแล้วก็ยังสามารถทำรายได้มหาศาล

แต่โดยส่วนตัวผมชอบฝั่ง DC มากกว่า feeling ที่ได้มันจะ ดาร์ค ๆ ดิบ ๆ มากกว่าโดยเฉพาะ Batman ที่เนื้อเรื่องดูเข้มข้น บีบคั้นหัวใจเรามากกว่า ซึ่งสไตล์ ก็จะออกมาคล้าย ๆ กันสำหรับหนังของ DC แม้จะทำรายได้ไม่มากเท่า หรือ เจาะกลุ่มผู้ชมได้น้อยกว่า แต่โดยส่วนตัวนั้นผมก็ยังชอบสไตล์การทำหนังของทางฝั่ง DC มากกว่า

มากันถึงเรื่อง Justice League นั้นในภาคนี้กำกับโดย Zack Snyder ซึ่งเคยฝากผลงานกันใน Batman v Superman : Dawn of Justice ไปแล้ว ซึ่งไม่น่าแปลกใจว่าโทนของหนังก็จะออกมาสไตล์เดียวกันกับหนัง Justice League แม้ตัว Heroes จะไม่ดังเท่าฝั่ง Marvel แต่เรื่องนี้ก็นำนักแสดงตัวเด่นหลายคน ทั้ง Ben Affleck รวมถึง Gal gadot จากบท Wonder woman ที่ใคร ๆ หลายคนน่าจะหลงสเน่ห์เธอไปกันแล้ว จากหนังภาคเดี่ยวก่อนหน้านี้

อีกคนที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ Ezra Miller ที่รับบท The Flash ที่เรียกได้ว่าสามารถแย่งซีน ไปได้ค่อนข้างมากกับหนังเรื่องนี้ เพราะเค้ามา style เดียวกับ Tom Holland ที่รับบท spider-main ในหนัง Spiderman : Home Comming  ที่เป็นบทสไตล์เกรียน ซึ่งสร้างสีสันให้กับ Justice League ไปไม่ใช่น้อยเลย

ส่วน Henry Cavill ที่รับบท Superman นั้นก็ไม่ได้ทำให้เราผิดหวังเลยสำหรับแฟนหนังของ DC เพราะค่อนข้างมีบทบาทสำคัญต่อ Justice League เป็นอย่างมาก

สำหรับเนื้อเรื่องคอ่นข้างไม่มีอะไรซับซ้อน ตรงไปตรงมา และสามารถคาดการณ์ตอนจบได้ไม่ยากนัก  แต่ผมมองว่า เคมีการแสดงของเหล่า Heroes ค่อนข้างลงตัว โดยเฉพาะ Batman ที่นำแสดงโดย Ben Affleck นั้นค่อนข้างรับบทบาทได้ดี และการเข้ามาสร้างสีสันของ The Flash นั้นก็ทำให้หนังไม่น่าเบื่อจนเกินไป มีการแทรกมุกตลก อยู่ตลอดเวลา แต่ก็ไม่บ่อยจนเว่อร์เกินไปแบบ Thor : Ragnarok

ฉากต่อสู้ในเรื่องนี้ต้องยอมรับว่าทำได้ดีมาก โดยเฉพาะ Wonder Woman นั้น เราจะได้เห็นหลาย ๆ ฉากที่ต่อสู้กับตัวร้ายอย่าง Steppenwolf ได้อย่างสุดมัน  ส่วนนักแสดงที่ผมค่อนข้างผิดหวังกับหนังเรื่องนี้น่าจะเป็น Jason Momoa ที่รับบท Aquaman นั้น ค่อนข้างจะมีบทบาทน้อยกับหนังเรื่องนี้ และไม่เด่นเท่าที่ควร ทั้งที่ความสามารถจริง ๆ นั้นค่อนข้างเยอะอยู่ โดยเฉพาะ ในการต่อสู้ครั้งสุดท้ายนั้น จะเห็นได้ว่า แทบจะไม่จำเป็นต้องมี Aquaman เลยก็ว่าได้

เอาตรง ๆ คือเรื่องนี้อุตส่าห์รวมเหล่า Heroes มาต่อสู้ แต่การที่ตัวร้ายอย่าง Steppenwolf นั้นดูจะอ่อนแอเกินความเป็นจริง ๆ ซึ่งถ้าเทียบกับตัวร้ายของหนัง Marvel นั้นดูจะโหดกว่ากันเยอะ ทำให้ส่วนนี้ดูจะไม่ค่อยมีเหตุผลซักเท่าไหร่ แต่โดยรวมของหนังและ style ของหนังนั้นผมค่อนข้างชอบ ทุกอย่างดูค่อนข้างลงตัว และ ไม่ได้แย่จนเกินไป แม้นักวิจารณ์หลาย ๆ คนจะมองหนังเรื่องนี้ไม่ค่อยดี แต่ผม อยากให้ไปตัดสินใจด้วยตัวเองมากกว่า เพราะเรื่องนี้มันก็มีทั้งสองกระแส ทั้งชอบและไม่ชอบ อยู่ที่ สไตล์ ของแต่ละคนมากกว่า

 

เก็บตกจากหนัง

  • Superman เก่งเกินไป
  • ได้ดูฉาก action มัน ๆ ของ Wonder woman
  • The Flash ขโมยซีนไปเยอะมากสำหรับเรื่องนี้
  • Ben Affleck นั้นมาสวมต่อบท Batman ต่อจาก Christian Bale ได้อย่างลงตัวเลยทีเดียว

คะแนน

9/10


สรุป
“รวม Heroes ฝั่ง DC ที่แฟน ๆ รอคอย และไม่ผิดหวัง”

Movie Review : Thor Ragnarok

Featured Video Play Icon

Review

ถามว่า Heroes เรื่องไหนของ Marvell ที่ชอบน้อยสุดก็คงเป็น Thor นี่แหละ แม้ Thor จะมีภาคแยกออกมา แต่ก็ไม่ประทับใจมาตั้งแต่ภาคแรก ที่ออกมาแล้ว แต่การที่เราเป็นแฟนหนัง Marvell ในยุคนี้นั้น การไม่ติดตามเรื่องใด เรื่องนึง ค่อนข้างลำบาก เพราะมีเนื้อเรื่องไขว้กันไป ไขว้กันมา และมีการดำเนินเรื่องต่อเนื่องกับหนังแยกตาม heroes ต่างๆ  อยู่โดยตลอด

ซึ่งการจะดูภาครวมอย่าง Avenger นั้น ก็ต้องดูที่มาที่ไปจากภาคเนื้อเรื่องหลักของแต่ละ Heroes ด้วย ไม่เช่นนั้น เราก็จะไม่เข้าใจในบางมุก หรือ เนื้อเรื่องในบางจุดที่ทำให้เรางงได้ ๆ ซึ่งจุดนี้ ก็ถือเป็นการสร้างการตลาดอย่างนึงของ Marvell ในช่วงหลัง ๆ ให้แฟนคอยติดตามในทุก ๆ เรื่อง

สำหรับผู้กำกับในภาคนี้อย่าง Taika Waititi นั้น ถือว่าเป็นการเดิมพันที่แปลกทีเดียวสำหรับ Marvell เพราะ เค้าเคยกำกับหนัง Heroes แค่เรื่องเดียว และเป็นของคู่แข่งอย่าง DC กับเรื่อง Green Lantern ซึ่งก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จมากมายนักกับหนังเรื่องดังกล่าว

สำหรับเนื้อเรื่องนั้นต้องบอกว่าฉีกแนวจากหนัง Heroes เดิม ๆ ไปซะหมดสิ้นเลยทีเดียว สำหรับ Thor Ragnarok ซึ่งหนังพยายามใส่มุกตลก มาตลอดทั้งเรื่อง เรียกได้ว่ามีแทบจะทุกฉาก มีฮาบ้าง แป๊กบ้างผสมกันไป ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้พยายามที่จะตลกเกินพอดีไป ทำให้ภาพลักษณ์เก่า ๆ ของ Heroes อย่าง Thor เสียหายหมด รวมถึง Loki ที่ต้องยอมรับว่า ภาพจากหนังเรื่อง Avenger กับ Thor Ragnarok แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง หนังพยายามกัด Loki แทบตลอดทั้งเรื่อง ก็ต้องถือว่าน่าสงสารที่สุดสำหรับ Loki ในภาคนี้

ถามว่าดูแล้วสนุกมั๊ยกับ Thor Ragnarok นั้นโดยส่วนตัวต้องบอกว่าผิดหวังมาก บางคนอาจจะชอบแนวนี้ แต่โดยส่วนตัวแล้วนั้นหนังได้ทำลายความเป็น Heroes ของ Marvell ลงไปอย่างสิ้นเชิง แม้จะมีฉาก action มาผสมอยู่บ้างตามแบบฉบับ แต่การที่มีมุกตลก มามากเกินไปนั้น ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ดีกับ Heroes ของ Marvell เลยซักนิด ทำให้เกิดภาพลบต่อตัว Heroes มากกว่า ซึ่งต้องบอกว่าหากมีภาค Avenger ใหม่แล้วนั้นอาจจะทำให้คนดูสับสนในตัวละครได้ เพราะเรื่องนี้ได้ทำให้ตัวละครฉีกไปจากภาพลักษณ์เก่า ๆ มากเกินไป ซึ่งเป็นการทำให้เสียของโดยเปล่าประโยชน์มากกว่า

เก็บตกจากหนัง

  • มุกตลกที่มีในเรื่อง มีมากเกินพอดีไป
  • Loki กลายเป็นคนละคนกับ Avenger
  • เอาจริง ๆ เนื้อเรื่องก็ดูไม่ค่อยสมเหตุสมผล โดยเฉพาะในตอนจบของเรื่อง

ระดับความมันส์

6/10

 

สรุป
“เป็นหนังที่มีมุกตลกเฟ้อจนเกินไป”

Movie Review : Only the Brave

Featured Video Play Icon

ต้องบอกตามตรงว่าไม่ได้ Feeling ที่อินกับหนังในโรงมานานแสนนานมากแล้ว เพราะส่วนใหญ่หนังที่ได้ดูในโรงจะเป็นหนังตลาดเท่านั้น ส่วนหนังดี ๆ บทดี ๆ ส่วนใหญ่ จะได้ดูผ่านทางช่องทางอื่นซะมากกว่า โดยเฉพาะพวกหนังรางวัลต่าง ๆ ที่แทบจะมีโอกาสดูในโรงหนังน้อยมาก ๆ

สำหรับเรื่อง Only the brave นั้น ผมก็ไม่เคยได้สนใจหนังเรื่องนี้มาก่อนเลยก็ว่าได้ ไม่ได้ข่าวคราวมาก่อน เข้าโรงไปโดยที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหนังเป็นหนังเกี่ยวกับอะไร เป็นเรื่องที่ดูในโรงโดยที่ไม่มีข้อมูลมาก่อนเป็นเรื่องแรก ๆ เลยก็ว่าได้ เพราะแฟนชวนไปดู กอรปกับ งานหนักในสัปดาห์นี้ยังไม่ได้พัก จึงอยาก Relax ด้วยการดูหนังจึงชวนแฟนไปดูเรื่องนี้

สำหรับ Only the brave นั้นเป็นผลงานการกำกับของ Joseph Kosinski ซึ่งผ่านงานที่เคยคุ้นเคยน่าจะเป็นเรื่อง Oblivion ซึ่งเป็นหนังเรื่องนึงที่ผมดูไม่จบเรื่อง เพราะยังไม่ถูกจริต กับหนังแนวนี้ซักเท่าไหร่  ส่วนนักแสดงนำนั้นได้นักแสดงมากความสามารถอย่าง Josh Brolin ที่มารับบทนำ Eric Marsh หัวหน้าหน่วยดับเพลิงไฟป่า รวมถึงขวัญใจของผมอย่าง Jennifer Connelly ซึ่ง ผมเพิ่งได้มีโอกาสได้ดูหนังเรื่อง Dark Water ผ่านช่อง HBO ซึ่งติดใจการแสดงของเธอมาก ๆ และเป็นโอกาสดีที่ได้มาดูการแสดงอีกครั้งกับ only the brave ที่เธอรับบท Amanda Marsh แฟนสาวของ Eric Marsh

นักแสดงที่ผ่านบทวัยรุ่นมามากมายอย่าง Miles Teller นั้นต้องยอมรับว่าเค้าได้รับบทบาทมาหลากหลายในก่อนหน้านี้ เราอาจจะคุ้นหน้าคุ้นตากันได้ แต่สำหรับเรื่องนี้ที่ Teller มารับบท Brendan McDonough ใน only the brave นั้นต้องบอกว่าเป็นการพลิกบทบาทการแสดงอย่างสิ้นเชิง เค้าต้องมารับบท อดีตเด็กติดยา ที่ต้องเจอกับความเปลี่ยนแปลงของชีวิตครั้งยิ่งใหญ่ หลังจากพบว่าตัวเองนั้น จะกลายเป็นพ่อคน ซึ่งต้องหันเหชีวิตที่หักมุมครั้งหนึ่งจากการใช้ชีวิต เป็นวัน ๆ กลายมาเป็นคนที่ต้องมากลายเป็นพ่อคน และต้องเริ่มทำมาหากินเพื่อเลี้ยงดูลูกน้อย

ยอมรับตรง ๆ ว่าไม่เคยรู้กับวิธีการ ดับไฟป่ามาก่อน ว่าต้องใช้วิธีไฟดับไฟ จนมาได้เรียนรู้จากหนังเรื่องนี้ ทั้งนี้ไม่ใช่แค่บทบาทของการเป็นนักดับไฟป่าเท่านั้น ที่เป็นตัวดำเนินเรื่อง แต่เป็นภูมิหลังของตัวละครแต่ละคนต่างหาก ที่มาดำเนินเรื่องราว ให้หนังกลายเป็นหนัง Drama ที่เข้มข้นมาก โดยเฉพาะการแสดงของทั้งสามตัวหลักที่มีภูมิหลังของชีวิตที่แตกต่างกัน ซึ่งเหตุผลอีกอย่างที่ทำให้อิน กับหนังเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ ก็น่าจะเป็นเพราะหนังเรื่องนี้มีการสร้างอ้างอิงมากจากเรื่องจริงของหน่วยดับไฟป่า ดังกล่าว

การที่หนังถ่ายทอดมาจากเรื่องจริง ก็ทำให้เราอินกับหนังเรื่องนี้ได้ง่ายขึ้น ซึ่งแม้ว่าบทบางอย่างอาจจะมีการเติมแต่งเข้าไปบ้าง แต่โดยรวมก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งต้องยอมรับว่าทำให้บีบหัวใจคนดูได้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะช่วงท้ายของเรื่องที่ทุกอย่างมันบีบคั้นสุด ๆ ทำให้หลายคนในโรงมีน้ำตาไหล ได้ยินเสียงร้องไห้อย่างชัดเจนจากผู้คนในโรง  ซึ่งยอมรับตามตรงว่าไม่ค่อยจากหนังเรื่องไหนที่เคยดูมาก่อน แม้จะเป็นที่ Drama มากมายเพียงใด แต่เรื่องนี้ต้องยอมรับว่ามันบีบด้วยปัจจัยหลายอย่างจริง ๆ รวมถึงการแสดงที่เข้าถึงบทได้อย่างยอดเยี่ยมของนักแสดงทุกคน ทำให้ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ประทับใจที่สุดในรอบปีนี้เลยก็ว่าได้

 

เก็บตกจากหนัง

  • นักแสดงทุกคนสวมบทบาทได้อย่างยอดเยียมมากจนคิดว่าเป็นคนนั้นจริง ๆ
  • เป็นหนังที่ถ่ายทอดมากจากเรื่องที่เกิดขึ้นจริง
  • เราจะไม่ค่อยเห็นบทบาทแบบนี้กับนักแสดงอย่าง Miles Teller
  • ช่วงท้ายของหนังต้องยอมรับว่าบีบคั้นหัวใจมากที่สุดเรื่องนึงเลยทีเดียว

คะแนน

9.5/10


สรุป
“เป็นหนังที่จะทำให้คุณเสียน้ำตา”