Movie Review : Doctor Sleep ลางนรก

หลังที่ได้ย้อนกลับไปดู ความสยองขวัญของ The Shining ที่ผมได้รีวิวไปก่อนนี้นั้น ก็ทำให้ผมค่อนข้างตั้งความไว้กับภาคต่ออย่าง Doctor Sleep ค่อนข้างสูง แถมภาคใหม่นี้ยังได้ ผู้กำกับและเขียนบทอย่าง ไมค์ ฟลานาแกน ที่เคยฝากผลงานสุดสะพรึ่งที่ผมประทับใจมากใน Series อย่าง The Haunting of Hill House ใน Netflix

โดยในภาค ใหม่ “Doctor Sleep” จะเป็นเรื่องราวหลังจากเหตุการณ์ใน The Shining ในอีก 40 ปีถัดมาจากเหตุการณ์สยอง ณ โรงแรมโอเวอร์ลุค ที่ยังคงทำให้แดน (รับบทโดย ยวน แม็คเกรเกอร์ ) รู้สึกหวาดกลัวจนถึงทุกวันนี้

แดนพยายามหาวิธีให้ตัวเองได้ใช้ชีวิตอย่างปกติสุขที่สุด แต่ความสงบสุขนั้นกลับพังทลายลงเมื่อแดนได้เจอกับ แอบรา หญิงสาวจิตใจกล้าหาญเจ้าของพลังวิเศษเรียกว่า “ไชน์” ที่เดินทางออกตามหาแดนเพื่อขอความช่วยเหลือให้ร่วมต่อสู้กับ โรส เดอะ แฮท (รับบทโดย  รีเบคก้า เฟอร์กูสัน ) ผู้เหี้ยมโหด และเดอะ ทรู น็อต กลุ่มลัทธิคัลต์ลูกสมุนของเธอ ที่ออกตามล่าเด็กผู้บริสุทธิ์เพื่อชีวิตอมตะของตัวเอง

จากคนแปลกหน้ากลายเป็นพันธมิตร ในระหว่างที่แดนและแอบราต้องเอาชีวิตเข้าเสี่ยงอันตรายในสงครามใหญ่กับโรส จิตใจอันบริสุทธิ์และกล้าหาญของแอบรากลับปลุกพลังลึกลับภายในตัวของแดนขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แต่นั่นทำให้เหล่าภูติผีวิญญาณร้ายในอดีตฟื้นคืน และทำให้แดนต้องเผชิญหน้ากับความหวาดกลัวอีกครั้ง

จะเห็นได้ว่า จากเรื่องย่อที่เล่ามานั้น มันดูเหมือนว่า Doctor Sleep จะกลายเป็นหนังในแนวที่แตกต่างจาก The Shining อย่างชัดเจน แม้จะอยู่ในประเภทเดียวกัน (หนังสยองขวัญ) ก็ตาม เพราะการเข้ามาของ โรส เดอะ แฮท นี่เองที่ทำให้ Doctor Sleep เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

แน่นอนว่า เมื่อดูจบ ความสยองขวัญสั่นประสาท มันเทียบไม่ได้กับภาคแรกเลยด้วยซ้ำ เพราะ Doctor Sleep มันกลายเป็นหนังสไตล์ ฮีโร่ เสียอย่างงั้น การสู้กันด้วยพลังจิต หรือพลังวิเศษนั้น ทำให้ผมนึกถึงหนังจำพวก X-men เสียมากกว่า เข้าใจว่าทำเพื่อการเพิ่มฐานแฟน ๆ ให้มากขึ้น

ด้วยความยืดยาวของหนังกว่า 2 ชั่วโมงครึ่งนั้น เป็นอะไรที่ยาวเกินไป เพราะ 2 ชั่วโมงแรก เป็นการดำเนินเรื่องที่แทบจะไม่มีอะไร มาสนุกจริง ๆ ก็ตอนครึ่งชม.สุดท้ายเพียงเท่านั้น ซึ่งความเห็นส่วนตัว ควรจะตัดหนังให้มันกระชับมากกว่านี้

และส่วนที่ดูแปลก ๆ อย่างยิ่งคือ การพยายามยัดซาวด์แบบเดิม ๆ เข้ามาในหนังยุคนี้ ซึ่งมันมันดูไม่เข้ากันเลย เพราะ เป็นหนังคนละสไตล์อย่างที่ผมได้กล่าวไป ซาวด์แบบเดิมนั้น มันเหมาะกับ The Shining มากกว่า ไม่เหมาะมาใช้ในหนังเรื่องนี้เลย ทำให้ความรู้สึกแปลก ๆ ชอบกล

สรุปก็คือสำหรับคนที่ได้ดู The Shining มาแล้วมาดูภาคนี้นั้น อาจจะทำให้คุณผิดหวังได้ แต่หากดูแบบไม่รู้อะไรเลย ก็อาจจะสนุกในแบบของหนังพลังจิตทั่วไป ที่ไม่ค่อยสยองขวัญเท่าที่เราได้คาดหวังไว้ มันคือหนัง mass ดี ๆ นี่เอง แค่มาเพิ่มความสยองขวัญในตอนท้ายเรื่องเพียงครึ่งชั่วโมงสุดท้ายเพียงเท่านั้น สำหรับความเห็นส่วนตัว ถือเป็นภาคต่อที่น่าผิดหวัง แม้จะดูสนุก แต่มันไม่ใช่หนังสยองขวัญ คลาสสิก เหมือน The Shining ตามที่ผมคาดหวังไว้นั้นเองครับ

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

The Shining กับปฐมบทก่อนการกลับมาของ Doctor Sleep

ถือเป็นการย้อนกลับไปดูปฐมบทก่อนเรื่องราวที่จะกลายมาเป็นหนังเข้าใหม่ในช่วงนี้อย่าง Doctor Sleep สำหรับหนังยุค 80 อย่าง The Shining โรงแรมผีนรก ซึ่งเป็นความตั้งใจของผมเองด้วยที่อยากรู้เรื่องราวก่อนการมาของ Doctor Sleep นั่นเอง

The Shining เป็นภาพยนตร์สยองขวัญสร้างจากนวนิยายสยองขวัญชื่อเดียวกันในปี  1977 ของ สตีเฟ่น คิง สำหรับเรื่องราวของ The Shining นั้น ว่าด้วยเรื่องราวของ ครอบครัวทอร์เรนซ์ ซึ่งประกอบด้วย แจ็ก ทอร์เรนซ์ นักเขียนผู้เคยติดเหล้าและมีประวัติทำร้ายลูกตัวเอง ที่ได้รับแสดงระดับตำนานอย่าง แจ๊ก นิโคลสันมารับบทนำ , เว็นดี้ ทอร์เรนซ์ ภรรยาผู้อ่อนโยน และ แดนนี่ ทอร์เรนซ์ เด็กผู้มีสัมผัสที่หก

ซึ่งตัวแจ็กพยายามจะแก้ตัวด้วยการหางานทำพร้อมทั้งใช้เวลาอยู่กับลูกเมียเพื่อกระชับความสัมพันธ์ลบล้างอดีตอันเลวร้ายออกไป เลยรับงานเฝ้าโรงแรมโอเวอร์ลุคซึ่งจะปิดบริการทุกฤดูหนาวและที่สำคัญมันยังเคยเป็นที่เกิดการฆาตกรรมสุดสยอง

ทุกอย่างเหมือนจะเป็นไปด้วยดี จนกระทั่งวิญญาณสยองที่สิงในโรงแรมเริ่มปั่นหัวแจ๊คและพวกมันยังต้องการตัวแดนนี่ อีกทั้งสิ่งเหนือธรรมชาติอีกหลายอย่างจนส่งผลให้แจ๊คเปลี่ยนไปและสองแม่ลูกทอร์เรนซ์ก็ต้องมาเผชิญกับเรื่องสยองที่สุดในชีวิต ทำให้ครอบครัวทอร์เรนซ์ต้องหาทางเอาตัวรอดจากโรงแรมแห่งนี้

ต้องบอกว่าเป็นพล็อตเรื่องที่ไม่มีอะไรซับซ้อน ด้วยตัวดำเนินเรื่องเพียงแค่ 3 พ่อ แม่ ลูก เท่านั้น แต่หนังเรื่องนี้ต้องยอมรับตามตรง ว่าเป็นหนังที่มีส่วนผสมผสานของเรื่องผี และเรื่องราวโรคจิตสยองขวัญ สั่นประสาทได้อย่างลงตัวมาก

หนังเรื่องนี้ต้องบอกว่าจะทำให้ผู้ชมเข้าไปอยู่ในช่วงเวลาที่น่ากลัวอย่างแท้จริง โดยสามารถสร้างบรรยากาศที่น่าขนลุกได้ ภายใน location ที่โรงแรมนั้นเพียงแห่งเดียวเท่านั้น

และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีผีออกมา และแจ็กเองก็ค่อย ๆ แสดงความหลอนออกมามากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงจุดพีคในที่สุด ประกอบกับซาวด์ประกอบที่ดูเย็นชา คอยสร้างความหวั่นวิตกให้กับผู้ชมตลอดแทบทั้งเรื่อง

ถือเป็นผลงานที่ดีที่สุดเรื่องนึงของ แจ๊ก นิโคลสัน เลยก็ว่าได้ สำหรับการแสดงที่สวมบทบาทเข้าไปทำให้เรานึกว่าเค้าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ด้วยสีหน้า ท่าทาง การแสดงนั้นต้องบอกว่า หาได้ยากยิ่งในนักแสดงรุ่นใหม่ ๆ ที่สามารถสวมบทบาทได้สมบูรณ์แบบเช่นเดียวกับที่แจ๊ก ทำได้ในหนังเรื่องนี้

มันเป็นหนังสยองขวัญสุดคลาสสิกจริง ๆ ที่แฟน ๆ หนังสยองขวัญไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง และที่สำคัญจะได้เห็นเรื่องราวของแดนนี่ ลูกชายของแจ๊ค ที่มาปรากฏตัวเป็นดารานำใน Doctor Sleep นั่นเอง และที่สำคัญตอนนี้สามารถดูได้ที่ Netlfix นะครับ สามารถไปรับชมกันได้เลย

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Movie Review : Midway อเมริกาถล่มญี่ปุ่น

เรียกว่าเป็นหนังฟอร์มยักษ์ ที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงเลยทีเดียวสำหรับหนังเข้าใหม่ในสัปดาห์นี้อย่าง Midway อเมริกาถล่มญี่ปุ่น ที่เป็นหนังที่เล่าเรื่องราวในส่วนของเหตุการณ์ส่วนที่ต่อเนื่องจากเหตุการณ์ เพิร์ล ฮาร์เบอร์ ในสมรภูมิรบทางฝั่งแปซิฟิกระหว่างอเมริกากับญี่ปุ่น

ต้องบอกว่าเป็นการถ่ายทอดวีรกรรมแห่งหน้าประวัติศาสตร์ ที่หนังเรื่องนี้จะบอกเล่าถึงเรื่องราวของ “ยุทธการ Midway” ซึ่งว่ากันว่าเป็น ยุทธการที่สำคัญที่สุดในแนวรบด้านมหาสมุทรแปซิฟิก ของช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยการปะทะกันแบบ 360 องศาของกองทัพสหรัฐอเมริกาที่กินเวลาเพียง 4 วันแต่กลับเป็นจุดเปลี่ยนเกมรบของสงครามโลกครั้งที่ 2 ไปตลอดกาลนั่นเอง

แน่นอนว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนแรกของสงครามในมหาสมุทรแปซิฟิก โดยเริ่มจาก Pearl Harbour และปิดท้ายใน Battle of Midway (มิถุนายน 1942) ซึ่งอยู่ในช่วงเวลาของการจู่โจมของ Doolittle ที่บุกไปบอมบ์ที่โตเกียว (เมษายน 1942) และการต่อสู้กันในศึก Battle of Coral Sea (พฤษภาคม 1942) 

โดยเป็นเรื่องราวที่บอกเล่าจากมุมมองของทหารอเมริกันสองคน คือ นักบิน Dick Best (Ed Skrein) ซึ่งเป็นผู้นำฝูงบินที่ทำการทิ้งระเบิดที่ Midway และเจ้าหน้าที่ข่าวกรองแอล เอ็ดวินเลย์ตัน (Patrick Wilson) กับทีมงานข่าวกรองของเขาในการทำนายการโจมตีที่ Midway

ต้องบอกว่าจุดเด่นที่แจ่มที่สุดของหนังเรื่องนี้คือความอลังการของฉากการรบในศึกต่าง ๆ ทั้ง ศึกทางทะเล และ อากาศ  ซึ่งหนังเรื่องนี้กำกับโดย Roland Emmerich ที่เคยฝากผลงานไว้ในหนังบิ๊กเนมอย่าง “Independence Day” (1996) และ “2012 วันสิ้นโลก” (2009)

แน่นอนว่าหนังเรื่องนี้ฉากการรบครั้งใหญ่และการทำลายล้างครั้งใหญ่เช่นกัน ระหว่างอเมริกาและญี่ปุ่น ที่เป็นศึกครั้งแรก ๆ ของทั้งสองประเทศในช่วงเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่ 2 

ต้องบอกว่าเรื่องนี้อลังการงานสร้าง ทั้งการระเบิดของเครื่องบิน การสร้างเอฟเฟกต์ภาพที่พิถีพิถัน โดยเฉพาะในฉากการบินเครื่องบินทิ้งระเบิดโดย Dick Best (ตัวเอกของเรื่องนั้น) นั้น ต้องบอกว่าเป็นฉากที่น่าตื่นตาตื่นใจมาก ๆ แฟน ๆ คอหนังสงครามต้องฟินกันเลยทีเดียว

สำหรับความยาวของหนังกว่า 2 ชั่วโมงนั้น จะเน้นเรื่องราวของการต่อสู้ทางเรือรวมถึงบนอากาศเสียเป็นส่วนใหญ่  ไม่มีการสร้างเรื่องราวดราม่า เรื่องความรัก อะไรเหมือนกับที่ “Pearl Harbour” เคยทำ ซึ่งต้องบอกว่าเป็นหนังสำหรับแฟน ๆ หนังสงครามจริง ๆ

หนังเรื่องนี้ยังแสดงให้เห็นว่าผู้บัญชาการทางทหารของญี่ปุ่นที่มีมุมมองที่แตกต่างกันกับผู้บัญชาการของอเมริกัน แม้ ณ ขณะนั้น ด้วยเครื่องบิน และยุทโธปกรณ์ที่ด้อยกว่าและล้าสมัยกว่า และที่สำคัญยังโดนโจมตีในลักษณะทีเผลอ แต่พวกเขาก็ไม่เกรงกลัว พร้อมที่จะสู้ มันแสดงออกได้ถึงจิตวิญญาณของอเมริกา ที่สุดท้ายกลายมาเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งมาจวบจนถึงปัจจุบัน

แต่เรื่องนี้ ผมแนะนำให้ศึกษาประวัติเรื่องราวของสงครามในเรื่องดังกล่าวไปซักนิด จะทำให้เสพหนังเรื่องนี้ได้อรรถรสมากยิ่งขึ้น เพราะหนังเรื่องนี้จะดำเนินเรื่องเร็ว และ เป็นเรื่องราวตามประวัติศาสตร์ โดยอ้างอิงจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้น ตัวละครมีอยู่จริง ทั้งเหล่านักบิน นายพล ทั้งฝั่งอเมริกา และ ญี่ปุ่น อาจจะทำให้งงได้ แต่โดยรวมถือว่าเป็นหนังที่ไม่ต้องคิดอะไรมาก เพราะมันเป็นฉากสงครามแทบจะทั้งเรื่องเลยก็ว่าได้ คอหนังสงครามนั้น ไม่ควรพลาดเป็นเด็ดอันขาดครับสำหรับเรื่องนี้

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Movie Review : Dew ดิว ไปด้วยกันนะ

ถือเป็นหนังไทย ที่ไม่เป็นกระแสเท่าที่ควร สำหรับหนังเรื่องใหม่ของผู้กำกับ รักแห่งสยาม อย่าง คุณ มะเดี่ยว ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล อย่าง ดิว ไปด้วยกันนะ ที่ได้พระเอกเบอร์หนึ่งจากช่อง 7 อย่าง เวียร์ ศุกลวัฒน์ มารับบทนำ

ปีนี้ต้องบอกว่าหนังไทยที่ผลงานเปรี้ยงปร้างนั้น ถือว่าน้อยมาก ๆ หนังล่าสุดอย่าง ไบค์แมน 2 ที่ผมเข้าไปดูก็ต้องบอกว่าผิดหวังเป็นอย่างมาก เลยไม่ได้มารีวิวให้รับฟังกัน เพราะ มันแทบจะไม่มีอะไรน่าประทับใจเลย

มันเลยทำให้ผมค่อนข้างที่จะลังเลกับหนังเรื่องใหม่ที่เพิ่งเข้าอย่าง ดิว ไปด้วยกันนะ ซึ่งดูจากชื่อเรื่อง ต้องบอกตามตรงว่ามันไม่น่าดึงดูดใจคอหนังเลยด้วยซ้ำ ไม่น่าจะตั้งชื่อนี้เป็นชื่อหนัง เพราะมันไม่ได้ทำให้น่าสนใจ และเมินเฉยไปเลยด้วยซ้ำในช่วงแรก ๆ ที่เข้าฉาย

แต่ด้วยพลังขอ M Pass ที่ผมเพิ่งสมัครไปของเครือเมเจอร์ ก็ถือโอกาสขอเข้าไปดูซักหน่อย ซึ่งก็เซอร์ไพรซ์ เล็กน้อย เมื่อรอบที่ผมดูนั้น คนแทบจะเต็มโรง ซึ่งงงว่ากระแส ไม่เห็นจะมีแถมโรงฉายยังน้อย คิดว่า คงจะจากไปแบบเงียบ ๆ เหมือนเรื่องอื่น ๆ ซะอีก แต่แปลกที่คนเต็มโรง

มาเข้าในส่วนของเนื้อเรื่อง ดิว ไปด้วยกันนะ จะดำเนินเรื่องราวที่เกิดขึ้น ปางน้อย ใน ปี พ.ศ. 2539 ของเด็กหนุ่มวัย 17 ปี สองคนที่ชื่อ ดิวกับภพ ที่เป็นคนใกล้ชิดกัน แต่ก็ต้องปกปิดไว้เนื่องจากสังคม ณ ตอนนั้นยังไม่ยอมรับกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ จนเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ทั้งคู่ต้องแยกจากกัน จนหลังจากนั้นอีก 23 ปีถัดมา ในปี พ.ศ. 2562 ภพได้กลับมายังปางน้อยอีกครั้ง

และเมื่อไปลองค้นหาข้อมูลมา พบว่าหนังเรื่องนี้ ค่าย ซีเจ เมเจอร์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ได้ให้บทภาพยนตร์ต้นฉบับกับคุณมะเดี่ยว โดยอิงจากบทภาพยนตร์เกาหลีเรื่อง Bungee Jumping of Their Own

ซึ่งบทดั้งเดิมเป็นเรื่องราวของอดีตหนุ่มสาวที่ไม่สมหวัง แต่ในบทที่คุณมะเดี่ยวแก้ไข เป็นเรื่องของดิวและภพ สองเด็กชายวัยมัธยมปลายในปางน้อย ซึ่งคุณมะเดี่ยวได้เขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้จากภาพส่วนหนึ่งของความทรงจำตัวเอง และช่วงจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตที่เห็นเพื่อนที่มีความหลากหลายทางเพศต้องเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองไปเพราะไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม ทำให้ในเรื่องนี้ไม่ได้ตรงกับหนังต้นฉบับมากนัก

หลังจากดูจบ ต้องบอกว่าเป็นหนังไทยที่น่าประทับใจที่สุดเรื่องนึงเลยทีเดียว การถ่ายทอดเรื่องราวผ่านตัวละครแต่ละตัวนั้น ต้องบอกว่าทำได้ดีมาก ๆ ทั้งช่วงวัยเด็ก และ วัยโตที่คุณเวียร์มารับบทภพ ในตอนปี 2562

เราจะได้ซึมซับไปกับบรรยากาศเมืองปางน้อย ที่ดูน่าอบอุ่น ประกอบกับ บทที่ทำมาได้ค่อนข้างดีมาก ๆ แทบจะไม่มีช่วงที่น่าเบื่ออยู่เลย แม้หนังจะยาวถึงกว่า 2 ชั่วโมงก็ตาม แม้จะเป็นความรักระหว่างชายกับชายก็ตาม แต่มันถ่ายทอดออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมมาก ๆ และที่สำคัญเราจะย้อนวัยกลับไปในยุค 90 ที่มีอุปกรณ์อย่าง วอร์คแมน เพจเจอร์ ที่ย้อนความทรงจำในวัยเด็กของเราได้ดีทีเดียว (หากคุณเกิดทันยุคดังกล่าว)

ซึ่งความเห็นส่วนตัวนั้น ผมมองว่าหนังเรื่องนี้ ทำได้ดีกว่า รักแห่งสยาม เสียอีก ซึ่งเป็นเรื่องเหลือเชื่อที่ทำไมมีฉายน้อยโรงเช่นนี้ ทั้งที่เป็นหนังไทยที่ทำมาดีมาก ๆ เรื่องนึงเลยทีเดียว ทั้ง location ทั้งเนื้อเรื่องที่ทำออกมาได้ลงตัว การถ่ายทอดการแสดงที่ยอดเยี่ยมจากนักแสดงทั้งหมด

และที่สำคัญคือบทสรุปของหนัง ที่ทำออกมาได้ดีมาก ผมไม่แน่ใจว่า มาจากบทของเกาหลีเรื่อง Bungee Jumping of Their Own หรือเปล่า แต่ต้องบอกว่า เป็นเรื่องราวที่ลงตัว มีความกลมกล่อม ไม่เสียดายเลยที่ได้เข้าไปดูหนังเรื่องนี้

ผมว่าหนังเรื่องนี้ เป็นหนังที่ควรจะอุดหนุนมาก ๆ สำหรับหนังไทย ที่แทบจะมีจำนวนน้อยลงเรื่อย ๆ ในปัจจุบัน ซึ่งเรื่อง ดิว ไปด้วยกันนะ ก็แสดงให้เห็นว่า หนังไทย ก็สามารถทำได้อย่างยอดเยี่ยม แม้จะใช้ทุนการสร้างไม่สูง แต่การที่บททุกอย่างมันลงตัว มันก็ทำให้หนังออกมาดีมาก ๆ อย่างที่เราจะได้เห็นกันจากหนังเรื่องนี้ ผมว่าสุดสัปดาห์นี้ เพื่อน ๆ ไม่ควรที่จะพลาดหนังดี ๆ อย่าง ดิว ไปด้วยกันนะ กันนะครับ รับรองว่าคุณจะออกจากโรงด้วยความสุขอย่างแน่นอนครับผม

References : https://th.wikipedia.org/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Movie Review : The King เดอะ คิง (Netflix)

ถือเป็นหนังเข้าใหม่ที่น่าสนใจเลยทีเดียวสำหรับ The King เดอะ คิง ผลงานการสร้างเองของ Netflix อีกเรื่องที่เพิ่งเข้ามาใหม่ในสัปดาห์นี้ และเป็นหนังแนวประวัติศาสตร์ที่ผมชอบเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงไม่พลาดที่จะมารีวิวให้ฟังกัน

สำหรับเนื้อเรื่องของ The King นั้นว่าด้วย ฮัล (ทิโมธี ชาลาเมท) เจ้าชายผู้เอาแต่ใจและไม่ปรารถนาจะสืบทอดราชบัลลังก์หันหลังให้ชีวิตในวังหลวงและอยู่อย่างสามัญชนคนธรรมดา แต่หลังจากพระราชบิดาผู้เหี้ยมโหดสิ้นพระชนม์

เจ้าชายฮัลก็ขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าเฮนรี่ที่ 5 และจำต้องใช้ชีวิตในแบบที่เคยทิ้งไป พระองค์ต้องหาทางรับมือกับพวกแก่งแย่งชิงดี รับช่วงต่อสงครามและความวุ่นวายที่เกิดขึ้น ตลอดจนมรสุมอารมณ์จากชีวิตในอดีต

รวมทั้งความสัมพันธ์กับจอห์น ฟอลสตาฟ (โจเอล เอ็ดเกอร์ตัน) อัศวินขี้เมาที่เป็นทั้งเพื่อนและพี่เลี้ยงคนสนิท “เดอะคิง (The King)” เป็นผลงานการกำกับการแสดงโดยเดวิด มิจด เขียนบทโดยเดวิด มิจดและโจเอล เอ็ดเกอร์ตัน นำแสดงโดยฌอง แฮร์ริส, เบน เมนเดลโซห์น, โรเบิร์ต แพตทินสัน และลิลลี่ โรส เดปป์

ต้องบอกว่า เป็นหนังที่เล่าที่มาที่ไปของ เรื่องราวของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 5 น้อยไปหน่อย ไม่ค่อยมีการปูพื้นของเรื่องราวอะไรมาก่อนเลย เรียกได้ว่า คนที่ไม่เคยรู้ประวัติของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 5 น่าจะงงกันพอสมควร

แต่สำหรับหนังที่สร้างโดย Netflix นั้นก็ต้องถือว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ลงทุนสูงพอสมควร แต่จะไปคาดหวังฉากรบสุดอลังการงานสร้าง เหมือนหนังในโรงใหญ่นั้น คงจะผิดหวัง เพราะเรื่องนี้ แทบจะไม่มีให้เห็นเลย โชว์การรบเพียงน้อยนิดในช่วงท้ายเรื่องเพียงเท่านั้น

หนังพยายามสร้างความดราม่า โดยเล่า เรื่องราวที่ส่งผลให้ พระเจ้าเฮนรี่ที่ 5 ต้องไปรบกับ ฝรั่งเศษ ซึ่งในประวัติศาสตร์ที่แท้จริงคือสงคราม 100 ปี ระหว่าง 2 ประเทศ ซึ่งเป็นสงครามที่ยิ่งใหญ่ แต่เรื่องนี้ถ่ายทอดออกมาได้แบบน่าผิดหวัง

สิ่งที่น่าเซอร์ไพรซ์คือ การแสดงของ โรเบิร์ต แพททินสัน ที่รับบทพระเจ้าโดแฟ็งแห่งฝรั่งเศษ ที่ต้องมาเล่นสงครามจิตวิทยา กับ พระเจ้าเฮนรี่ ของอังกฤษ ซึ่งถือว่าลบภาพลักษณ์ของ พระเอก ทไวไลท์ไปได้อย่างสิ้นเชิง แม้จะโผล่มาในช่วงกลางเรื่องแล้วก็ตาม แต่ถือว่าแสดงได้น่าสนใจมาก

เรื่องนี้ ต้องบอกว่า อย่าคาดหวังความอลังการมาก เพราะเป็นหนังที่ผลิตเองโดย Netflix ซึ่งทุนการสร้างจึงมีอย่างจำกัด แต่เสียดายเนื้อเรื่อง ที่น่าจะทำเป็นหนังใหญ่ได้ดีกว่านี้ หากลงทุนสูงกว่านี้ คิดว่าเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจมาก หากมีการถ่ายทอดประวัติของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 5 อย่างยิ่งใหญ่กว่านี้ และฉากรบที่มีความประทับใจกว่านี้ แต่ถ้าเทียบกับหนังหลาย ๆ เรื่องของ Netflix ก็ต้องบอกว่าอยู่ในระดับสูงกว่าหนังทั่วไป หากใครเป็นสมาชิกอยู่แล้ว ก็แนะนำให้ลองชมกันดูได้ครับผม

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol