Warren Buffet กับสิ่งที่แยกผู้นำที่ประสบความสำเร็จออกจากคนอื่น ๆ ทั้งหมด

Warren Buffet เคยขอให้นักเรียนกลุ่มหนึ่งนึกถึงเพื่อนร่วมชั้นที่พวกเขารู้สึกว่าประสบความสำเร็จในระยะยาว เช่น คนที่ทำการออมเงิน 10 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ของพวกเขาไปตลอดชีวิต

“คุณอาจจะเลือกคนที่คุณตอบสนองได้ดีที่สุด คนที่มีคุณสมบัติในการเป็นผู้นำ คนที่สามารถดึงความสามารถของคนอื่นมาทำประโยชน์ของตัวเองได้” Buffet กล่าวโดยอ้างถึงความซื่อสัตย์ของบุคคลนั้น “เขาคนนั้นต้องเป็นคนที่ใจกว้าง ซื่อสัตย์ และให้เครดิตคนอื่นในแง่คิดของตัวเอง”

ตัวอย่างคุณสมบัติความเป็นผู้นำของ Buffet เรียกได้ว่าหาได้ยากยิ่งในทุกวันนี้ ในขณะที่ประชาชนชาวอเมริกันกำลังฟื้นตัวจากบาดแผลที่เกิดจากผู้ก่อการจลาจลที่ Capitol

สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนอย่างยิ่งคือ ชาวอเมริกันต้องการผู้นำที่มีคุณธรรมจริยธรรมมากขึ้นเพื่อรับบทบาทที่มีอิทธิพลสูงทั้งในตำแหน่งทางการเมืองและในตำแหน่งขององค์กรต่าง ๆ ของ อเมริกา

ผู้นำที่แท้จริงในปี 2021

คำแนะนำของ Warren Buffet ไมว่าจะเป็นเรื่อง การไม่เห็นแก่ตัว ความเอื้ออาทร และความซื่อสัตย์ และยังมีอีก 5 ประการที่จะยกระดับความเป็นผู้นำของคุณและนำอนาคตที่สดใสกว่าให้กับพนักงานและโลกของคุณ

1. ห่วงใยคนของคุณ

“ให้ใส่ใจคนของคุณมากกว่าผลลัพธ์และพวกเขาจะทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้เพื่อให้ธุรกิจของคุณก้าวไปข้างหน้า” Dr. Jim Loehr ผู้เขียนหนังสือ Leading with Character: 10 Minutes a Day to a Brilliant Legacy

Loehr กล่าวว่า “การดูแลผู้อื่นเป็นกระบวนการที่ต้องมีความกระตือรือร้น … ผู้นำที่เข้าใจจะรักคนของพวกเขาเพราะสิ่งที่พวกเขาทำ … พวกเขาได้ให้ชีวิตและทุ่มเทแรงกายแรงใจให้แก่ธุรกิจของคุณ หากไม่มีพวกเขา , คุณจะไม่มีอะไรเลย.”

2. ให้คุณค่ากับความเป็นอยู่ของพนักงาน

ผู้นำขององค์กรที่ดีที่สุดให้ความสำคัญกับคนทั้งด้านอารมณ์ จิตใจ ร่างกาย และแม้แต่จิตวิญญาณเพื่อให้บรรลุผลลัพธ์ทางธุรกิจ แนวทางการเป็นผู้นำที่มีมนุษยธรรมเป็นศูนย์กลางจะให้ผลลัพธ์ต่อองค์กรที่ยอดเยี่ยมเสมอ

3. เป็นผู้นำด้วยความเอาใจใส่

ผู้นำที่เห็นอกเห็นใจเป็นสิ่งสำคัญในการทำให้พนักงานมีส่วนร่วม ความเป็นผู้นำที่เห็นอกเห็นใจจะเกี่ยวข้องกับการให้แต่ละคนในทีมมีส่วนร่วม และทำการรับฟัง จากนั้นก็ปฏิบัติตามความต้องการของพนักงาน

อย่างไรก็ตามหากผู้จัดการไม่ได้รับการฝึกอบรมให้เข้าใจวิธีรับรู้และตอบสนองต่อความต้องการเหล่านี้อาจส่งผลเสียต่อความผูกพันของพนักงานในองค์กรได้

4. เปิดรับมุมมองใหม่

ความแตกแยกทางการเมืองได้แทรกซึมเข้ามาในที่ทำงานเนื่องจากพนักงานหลายคนมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ปัจจุบันซึ่งอาจส่งผลต่อวิธีการปฏิบัติงาน

ในฐานะผู้นำอาจเป็นเรื่องยากที่จะทราบรายละเอียดที่ใกล้ชิดของความวุ่นวายในความขัดแย้งเหล่านี้ แทนที่จะทำลายความกลัวด้วยการบังคับหรือควบคุมเหล่าพนักงาน ให้ลองเปิดใจรับมุมมองใหม่ ๆ! ให้รับฟังเสียงของทุกคนและพยายามทำความเข้าใจกับทั้งสองฝ่าย

ใช้เวลาไตร่ตรองเพื่ออธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในที่ทำงานของคุณและผลกระทบต่อธุรกิจอย่างไร จากนั้นระดมความคิดว่าคุณจะใช้การเปิดกว้าง ความโปร่งใสการทำงานร่วมกัน และมุ่งเน้นไปที่สิ่งที่สำคัญเพื่อนำผู้คนมารวมกันและอยู่เหนือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้อย่างไร

5. คอยให้การสนับสนุนและช่วยเหลือ

ขึ้นอยู่กับผู้นำว่าจะสามารถช่วยขจัดอุปสรรคต่าง ๆ ของ พนักงาน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการทำงานได้

ก่อนที่จะตำหนิผู้ปฏิบัติงานให้คำนึงถึงความเครียดและความวิตกกังวลที่ผ่าน ที่พนักงานรู้สึกไม่ว่าจะเป็นจากการแพร่ระบาด การเหยียดสีผิว ความไม่สงบในสังคม และอนาคตทางการเมืองของประเทศ

การศึกษาล่าสุดพบว่า 53 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใหญ่ชาวอเมริกันรายงานว่าสุขภาพจิตของพวกเขาได้รับผลกระทบในทางลบ เนื่องจากความกังวลและความเครียดที่เกี่ยวข้องกับโควิด -19

แม้ว่าวัคซีนจะถูกนำออกใช้หลังการแพร่ระบาด ผู้นำต้องเริ่มจัดการปัญหาสุขภาพจิตให้กับ พนักงานในบริษัท ที่ได้รับความกดดันต่อเนื่องตลอดมา และถึงเวลาที่ต้องก้าวขึ้นมาทำอะไรสักอย่างเพื่อให้องค์กรของคุณเดินหน้าฝ่าวิกฤติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้สำเร็จ

ดูเหมือนสิ่งที่ประชาชนชาวอเมริกันเจอนั้นไม่ต่างจากที่ประชาชนไทยเราเจอ ทั้งเรื่องการแพร่ระบาด ความแตกแยกทางการเมือง ถือเป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับผู้นำทั้งองค์กรธุรกิจและการเมือง ที่จะนำเอา 5 วิธีดังกล่าวไปปรับใช้ได้นั่นเองครับผม

References : https://www.marcelschwantes.com/dr-jim-loehr/
https://www.marcelschwantes.com/virtual-training/
https://www.kff.org/coronavirus-covid-19/issue-brief/the-implications-of-covid-19-for-mental-health-and-substance-use/
https://www.inc.com/marcel-schwantes/first-90-days-warren-buffetts-advice-for-hiring-based-on-3-traits.html
https://www.newsbreak.com/news/2146803293504/warren-buffett-says-these-often-ignored-traits-separate-successful-leaders-from-all-others
https://www.theaustralian.com.au/

Afterpay กับการพลิกวิกฤติสู่โอกาสในห้วงเวลาการแพร่ระบาด ของไวรัส COVID-19

Nick Molnar ได้กลายมาเป็นไอคอนของคนรุ่นใหม่ชาวออสเตรเลีย หนุ่มน้อยวัย 30 ได้รับเครดิตจากการคิดค้นพฤติกรรมการใช้จ่ายของคนรุ่นมิลเลนเนี่ยมนับล้าน ที่ทำให้เขาได้กลายเป็นมหาเศรษฐีที่อายุน้อยที่สุดของออสเตรเลีย

Molnar ซึ่งเป็นนักศึกษาด้านการพาณิชย์ที่มหาวิทยาลัยซิดนีย์ ได้เริ่มสังเกตเห็นพฤติกรรมการใช้จ่ายของคนหนุ่มสาวที่เปลี่ยนไป คนรุ่นใหม่เริ่มสงสัยในผลิตภัณฑ์ทางการเงินแบบเดิม ๆ เช่น บัตรเครดิต ซึ่งอาจจะนำไปสู่การก่อหนี้ที่เพิ่มขึ้นในอนาคต

ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ทำให้ เขาได้พบว่า พ่อแม่หรือเพื่อนของพ่อแม่ของเขาต่างตกงานกันถ้วนหน้า และกลุ่มคนรุ่นมิลเลนเนี่ยมมีความคิดที่จะใช้เงินของตัวเองมากกว่าการสร้างหนี้ คนรุ่นนี้ต้องการจ่ายผ่านบัตรเดบิตมากกว่า เมื่อเทียบกับบัตรเครดิต เหมือนคนในรุ่นก่อน ๆ หน้า

แนวโน้มพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ จะเน้นไปที่การใช้บัตรเดบิตมากกว่าบัตรเครดิต
แนวโน้มพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ จะเน้นไปที่การใช้บัตรเดบิตมากกว่าบัตรเครดิต (CR:CNBC)

ดังนั้น Molnar และเพื่อนของเขา Anthony Eisen จึงตัดสินใจหาทางเลือกใหม่ที่เป็นมิตรกับกลุ่มคนยุคมิลเลนเนี่ยมสำหรับการชำระเงินแบบรอการตัดบัญชี โดยจะเรียกเก็บเงินค่าคอมมิชชั่นจากผู้ค้าปลีกเพื่อการขาย แทนที่จะเรียกเก็บเงินจากผู้บริโภคในการชำระเงิน ในรูปแบบของ “ซื้อตอนนี้จ่ายทีหลัง”

ซึ่งผู้ซื้อสามารถที่จะซื้อสินค้าได้สูงถึง 1,500 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (1,115 ดอลลาร์สหรัฐ) ในการผ่อนแบ่งจ่าย 4 งวดเท่า ๆ กัน ในขณะที่ผู้ค้าปลีกที่เข้าร่วมจะต้องจ่ายค่าคอมมิชชั่นอีกเล็กน้อย ประมาณ 4%-6% จากการขาายแต่ละครั้ง ซึ่งหากผู้ซื้อไม่มีการชำระเงินคืน จะถูกบล็อกจากบริการจนกว่าจะชำระค่าใช้จ่ายเต็มจำนวน

หลังจากที่ได้ทำการเปิดตัวในช่วงปลายปี 2014 ธุรกิจของเขาก็ได้เติบโตอย่างรวดเร็ว ผู้บริโภคโดยเฉพาะกลุ่มคนยุคมิลเลนเนียม ที่มีเงินสดจำนวนมากชอบรูปแบบการผ่อนชำระ ในขณะที่ผู้ค้าปลีกเริ่มกระตือรือร้นที่จะเพิ่มยอดขายโดยการมาร่วมกับบริการของ Afterpay เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

ภายในสองปี Afterpay สามารถระดมทุนได้สูงถึง 18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (25 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย) ในตลาดหลักทรัพย์ออสเตรเลีย ซึ่งในการเสนอทำ IPO เข้าตลาดหลักทรัพย์ได้มีผู้แห่แหนกันเข้ามาจองเพื่อซื้อหุ้นของ Afterpay เป็นจำนวนมหาศาล

จุดเปลี่ยนที่สำคัญคือ เมื่อพวกเขาได้เริ่มขยายกิจการไปสู่อเมริกาในปี 2018 หลังจากการทวีตของ Celeb ชื่อดังอย่าง Kim Kardashian ที่แบรนด์เครื่องสำอางค์ของน้องสาวเธอได้กลายมาเป็นพันธมิตรกับ Afterpay รวมถึง แบรนด์เสื้อกีฬายอดนิยมอย่าง Adidas ที่ต้องการเจาะพฤติกรรมใหม่ของผู้บริโภคในกลุ่มมิลเลนเนี่ยม

ทวีตของ Kim Kardashian สร้างกระแสให้กับ Afterpay ในตลาดอเมริกา
ทวีตของ Kim Kardashian สร้างกระแสให้กับ Afterpay ในตลาดอเมริกา

และการแพร่ระบาดของ COVID-19 ก็ยิ่งทำให้บริการของ Afterpay ยิ่งเติบโต จากการ lockdown ที่เกิดขึ้นกับหลาย ๆ เมือง ทำให้การทำธุรกรรมบัตรเครดิตลดลงกว่า 30% ซึ่งแม้ว่าธุรกรรมบัตรเดบิตจะลดลงเช่นเดียวกัน แต่ก็ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในเดือนพฤษภาคม เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มกลับมาจับจ่ายสินค้าปลีกและสินค้าปรับปรุงบ้านอีกครั้งในช่วงที่ถูกกักตัวอยู่ที่บ้าน

“ถ้าคุณได้ลองดูสิ่งที่เกิดขึ้นในการระบาดครั้งใหญ่นี้ จะคล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นในวิกฤติการเงินปี 2008 พฤติกรรมผู้บริโภคได้เปลี่ยนจากการใช้บัตรเครดิตเป็นเดบิต” Molnar กล่าว

หลังจากหุ้นของ After ลดลงเหลือ 8 ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อหุ้นในเดือนมีนาคม ปี 2020 ราคาหุ้นได้เพิ่มขึ้น 1,300% และได้ขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 105 ดอลลาร์ออสเตเลียในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

Tencent ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี ได้เข้ามาลงทุนมากกว่า 200 ล้านดอลลาร์ สำหรับการถือหุ้น 5% ในบริษัทในช่วงเดือนพฤษภาคม นั่นทำให้ Afterpay ได้กลายเป็นหุ้นที่ร้อนแรงที่สุดในออสเตรเลีย และทำให้ทั้ง Molnar และเหล่าผู้ร่วมก่อตั้ง กลายเป็นมหาเศรษฐีทันที

แต่แม้ว่า Afterpay จะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังมีโจทย์ใหญ่สำหรับบริษัทของ Molnar ในเรื่องการสร้างกำไร ในปี 2020 รายได้ของบริษัทเติบโตขึ้นสองเท่าจากปีก่อนหน้า แต่ก็พบกับการขาดทุนสูงถึง 16.8 ล้านดอลลาร์

ซึ่งเหมือนกับ Startup ส่วนใหญ่ ตอนนี้ Afterpay นั้นมุ่งเน้นไปที่การเติบโตไปข้างหน้า ด้วยการขยายบริการไปทั่วโลก เป้าหมายสำคัญของพวกเขาได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และ ยุโรป

Molnar วางแผนที่จะย้ายไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกาแบบเต็มตัว เพื่อมุ่งมั่นกับการขยายตัวของธุรกิจเขาในอเมริกา ในขณะที่ Co-Founder อย่าง Eisen จะคงยังอยู่เพื่อดูแลบริษัทที่ฐานบัญชาการหลักของพวกเขาในออสเตรเลีย

ต้องบอกว่าถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่น่าสนใจมาก ๆ ที่เติบโตสวนกระแส ความตกต่ำของเศรษฐกิจในยุคการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ในออสเตรเลีย 1 ใน 3 ของประชากรในกลุ่มมิลเลนเนี่ยม ใช้บริการของ Afterpay ในทุก ๆ เดือน

ในสหรัฐอเมริกา Transaction ที่เกิดขึ้นสูงถึง 4 พันล้านดอลลาร์ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ต้องบอกว่า ตอนนี้พวกเขาเพียงแค่อยู่ในจุดเริ่มต้นเท่านั้น โดยเฉพาะกับสร้างสรรค์บริการมาสอดรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ ซึ่งเมื่อคนรุ่นนี้เติบโตเต็มที่ Afterpay ก็พร้อมที่จะพุ่งทะยานไปข้างหน้าแบบฉุดไม่อยู่อีกต่อไปนั่นเองครับผม

References : https://baystbull.com/how-afterpay-ceo-nick-molnar-is-transforming-the-digital-shopping-experience/
https://www.jetstar.com/au/en/inspiration/articles/nick-molnar-success-hacks
https://www.cnbc.com/2020/12/08/afterpays-nick-molnar-is-australias-youngest-self-made-billionaire.html

Cheeky Chunk กับการทิ้งปริญญา MBA สู่เส้นทางมหาเศรษฐีค้าร่มออนไลน์

ร่ม อย่างที่เราได้รู้จักกันดีว่ามันถูกใช้เพื่อปกป้องเราจากฝน หรือ แสงแดด หลายคนมองร่มเป็นสินค้าที่มีคู่แข่งมากมาย และ เป็นธุรกิจที่ไม่น่าสนใจ แต่ชายที่มีนามว่า Patik Doshi มองเห็นโอกาสที่ต่างออกไป

Pratik ได้เริ่มต้นธุรกิจ Cheeky Chunk ในปี 2014 ในตอนแรกนั้นเขาได้วางจำหน่ายร่มสุดแหวกแนวของเขาไม่กี่แห่งในตลาดเล็ก ๆ ของประเทศอินเดีย แต่เนื่องจากได้รับการตอบรับที่ดี เขาจึงได้เริ่มมาเอาจริงเอาจัง และเริ่มต้นสร้างบริษัทขายร่มที่มีดีไซน์และเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร

Pratik ที่เรียนจบ MBA จากมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศอินเดีย ต้องทนให้เพื่อนหัวเราะเยาะเขาอยู่ตลอดเวลาในช่วงแรก ๆ ของการตั้งบริษัทค้าร่มของเขา ซึ่งในขณะที่เพื่อน ๆ MBA ได้รับเงินเดือนมหาศาล และนั่งโต๊ะทำงานสบาย ๆ ในห้องแอร์ แต่ชีวิตของ Pratik นั้นแตกต่างออกไป

Pratik คิดอย่างเดียวว่า ต้องสร้างตัวให้ทัดเทียมเพื่อน ๆ ให้ได้เร็วที่สุด เขาก็พยายามขยายตลาดร่มของเขาไปทั่วเมือง โดยการเริ่มต้นจาก 0 เพราะเขาเองก็แทบจะไม่มีเงินทุนในการขยายกิจการมากนัก

เขาได้นำร่ม 500 คัน ที่ทำการผลิตและจำหน่ายผ่านทางเพื่อน ๆ และครอบครัวของเขา โดยใช้เงินทุนตั้งต้นราว ๆ 135,000 รูปี หรือราว ๆ ห้าหมื่นบาทไทย เพื่อนำมาเป็นทุนในการออกแบบผลิตภัณฑ์และพัฒนาเว๊บไซต์ โดยเป็นเงินที่เขาได้รับจากการสอนพิเศษในสมัยเรียนมหาวิทยาลัย

ร่มที่ดีไซต์เป็นเอกลักษณ์ของ Cheeky Chunk
ร่มที่ดีไซต์เป็นเอกลักษณ์ของ Cheeky Chunk (CR:yourstory)

แต่ครึ่งปีแรกผ่านไปอย่างทุลักทะเล เขาแทบจะไม่สร้างกำไรจากธุรกิจขายร่มของเขาได้เลย ตอนนั้นเขาคิดว่าตัวเองต้องไปหางานที่่เหมาะสมจริง ๆ ที่ดีกว่าการมาขายร่ม และทำตัวให้เหมือนกับเพื่อน ๆ ที่นั่งตากแอร์ทำงานสบาย ๆ

มันเป็นเรื่องที่เจ็บปวดมาก ๆ ที่เมื่อเขามองเพื่อน ๆ ที่ได้ดิบได้ดีกันถ้วนหน้า เขาจึงต้องเลือกทางเดินของชีวิต โดยตัดสินใจที่จะลองพยายามอีกครั้ง เป็นครั้งสุดท้ายหากไม่ work ก็จะกลับไปทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนเหมือนเพื่อน ๆ คนอื่น

เขาจึงต้องทำร่มที่สมบูรณ์แบบ ที่ดีที่สุดในตลาด โดยปรับกระบวนการผลิต Pratik ได้ทำการจัดหาเฟรมร่มคุณภาพสูงจากซัพพลายเออร์ในประเทศ และจ้างผู้รับเหมามืออาชีพในเรื่องการพิมพ์และเย็บร่ม

เขาต้องทำหลาย ๆ อย่างด้วยตัวคนเดียวไม่ว่าจะเป็นการซ่อมเครื่องพิมพ์ลายเพื่อให้มันกลับมาทำงานได้อีกครั้ง หรือ การแบกผ้า 10 กก. ไว้บนบ่าเป็นระยะทาง 1 กิโลเมตร เพื่อให้แน่ใจว่าร่มของเขาจะได้รับการผลิตที่ตรงตามเวลา

หลังจากมาโฟกัสเรื่องคุณภาพ คำสั่งซื้อก็เพิ่มเข้ามามากขึ้น ซึ่งสูงถึง 400 คันต่อวัน จึงเป็นเรื่องยากที่เขาจะสามารถแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียวอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการแพ็คสินค้า ตรวจสอบผลิตภัณฑ์ การออกใบแจ้งหนี้ หรือ ดูแลงานอื่น ๆ

เมื่อยอดขายเพิ่มขึ้น Pratik ก็ต้องการทีมงานเพื่อขยายกิจการ
เมื่อยอดขายเพิ่มขึ้น Pratik ก็ต้องการทีมงานเพื่อขยายกิจการ (CR:yourstory.com)

เขาจึงได้เพิ่มทีมงานระดับท็อป 6 คน ซึ่งประกอบไปด้วยนักศึกษาฝึกงาน MBA 2 คน นักบัญชี และ เจ้าหน้าที่บรรจุร่มอีกตำแหน่งละ 2 คน เพื่อมาขยายกิจการร่มของเขา

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญก็คือการนำร่มเข้าสู่ตลาด Ecommerce เขาใช้เทคนิควิธีในการอัปโหลดรายชื่อผลิตภัณฑ์ทั้งหมด และใส่คำค้นหามากกว่า 100 คำ เพื่อให้ผู้คนสามารถค้นพบผลิตภัณฑ์ของเขาได้

ซึ่งเป็นการทำตลาดแบบ SEO (Search Engine Optimization) เมื่อเขาวางขายร่มคันแรกในเว๊บไซต์อย่าง amzon ตอนแรกคำค้นหาของเขาอยู่หน้า 20 แต่เพียงไม่ถึง 3 สัปดาห์มันก็ได้พุ่งขึ้นไปอยู่หน้าแรก และกลายเป็นร่มที่ขายดีที่สุดใน amazon.in ทันที

ปัจจุบัน Cheek Chunk ขายผ่านเว๊บไซต์ของพวกเขาเอง รวมถึงในแพล็ตฟอร์ม Ecommerce ต่างๆ มากมายไม่ว่าจะเป้น Flipkart , Amazon , Snapdeal และร้านค้าปลีกอีก 2-3 แห่งในเมืองมุมไบ

ยอดขายส่วนใหญ่มาจาก Ecommerce แทบจะทั้งสิ้น ในปี 2019 พวกเขาขายร่มไปมากกว่า 10,000 คัน ทำให้บริษัทร่มของเขากลายเป็นอีกหนึ่งบริษัทที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดใน แพล็ตฟอร์ม Ecommerce ของอินเดีย

แนวคิดที่น่าสนใจจาก Pratik กับธุรกิจขายร่มอย่าง Cheek Chunk เขาได้กล่าวว่า การถ่ายภาพที่สวยงามนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญต่อธุรกิจของเขา เขาเชื่อว่า 50 % ของการตลาดของผลิตภัณฑ์ของเขา มันได้ถูกสร้างการบอกต่อโดยตัวผลิตภัณฑ์และลูกค้าของเขาเอง

เขาแนะนำสิ่งที่สำคัญว่า อย่าจ่ายเงินให้ใครเด็ดขาด เพื่อมาอวยผลิตภัณฑ์ของตัวเอง ปล่อยให้การรีวิวแบบธรรมชาติจากลูกค้า เป็นการบอกต่อสร้างคุณค่าของผลิตภัณฑ์ของตัวคุณเองจะดีกว่า

มีคำพูดที่น่าสนใจจาก Pratik ที่กล่าวว่า “คุณจะไม่มีทางเห็นพวกเราขาย แก้วกาแฟธรรมดา ๆ หรือ เสื้อยืดธรรมดา ๆ ที่มีหลายคนทำมัน และเราไม่อยากเสียเวลาในการทำแบบเดียวกันกับคนอื่น คุณจะเห็นเราแก้ปัญหาที่แท้จริงด้วยความคิดสร้างสรรค์ของเราเท่านั้น”

“คุณอาจจะเห็นคนสิบคนที่ถือร่มสีดำที่ดูซ้ำซากจำเจน่าเบื่อ แต่คุณต้องยิ้มเมื่อเห็นคนที่สิบเอ็ดถือร่ม Cheeky Chunk สีเหลืองที่ออกแบบมาโดยความคิดสร้างสรรค์ของเรา นั่นคือสิ่งที่เราตั้งใจจะทำเพื่อผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของเรา”

References : https://yourstory.com/2015/07/cheeky-chunk-pratik-doshi
https://medium.com/the-innovation/the-man-whose-startup-made-millions-just-by-selling-umbrellas-2ab1d802a7
https://www.theweekendleader.com/Success/2693/happy-rainy-days.html

GrubHub กับการเปลี่ยนค่ำคืนที่แสนหิวโหยสู่ธุรกิจส่งอาหารหมื่นล้าน

มันเป็นเพียงแค่ ค่ำคืนหนึ่งที่เขารู้สึกหิวโหย แต่ Matt Maloney เล็งเห็นถึงโอกาสที่เป็นไปได้ ในปี 2004 เขาและเพื่อร่วมงาน Mike Evans ก็ได้ร่วมมือกันเปิดบริการสั่งอาหารออนไลน์ที่มีชื่อว่า GrubHub ในเมืองชิคาโก

ต้องบอกว่าการเกิดขึ้นของนวัตกรรมหรือธุรกิจใหม่ ๆ นั้น ไอเดียมักจะเกิดขึ้นเมื่อพบกับปัญหาที่ต้องแก้ไข แม้จะเป็นปัญหาง่าย ๆ อย่างการไม่มีตัวเลือกของอาหารเย็น หรือ ความเจ็บปวดในการต้องโทรหาร้านอาหารและสั่งโดยการที่ต้องเสียเวลาในการบอกเลขบัตรเครดิตให้กับร้าน

Matt Maloney และ Mike Evans สองหนุ่มผู้ซึ่งทำเป็นนักพัฒนาโปรแกรมให้กับ Apartments.com ด้วยการที่ทั้งคู่ต้องอยู่ทำงานดึก ๆ ดื่น ๆ เป็นประจำ ซึ่งทำให้พวกเขาเบื่อกับการที่ไม่มีตัวเลือกมากนักในการสั่งอาหารในช่วงตอนเย็น

และมันเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ทั้งคู่กำลังดำเนินการค้นหาข้อมูลทางภูมิศาสตร์สำหรับอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า เพื่อมาเติมเต็มบริการของ Apartments.com ซึ่งมันทำให้พวกเขาเอะใจว่า ทำไมมันถึงไม่มีบริการแบบนี้สำหรับการส่งอาหาร

เห็นไอเดียจากแผนที่ทางภูมิศาสตร์ของ Apartments.com
เห็นไอเดียจากแผนที่ทางภูมิศาสตร์ของ Apartments.com (CR:apartments.com)

ทั้งคู่ก็ได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลร้านอาหารรวมถึงถึงเมนู หลายร้อยเมนูทั่วเมืองชิคาโก และทำการเร่งเขียนโค้ดเพื่อสร้างบริการง่าย ๆ ของ GrubHub ขึ้นมา

ในตอนแรกพวกเขาได้คิด Business Model ง่าย ๆ คือการโฆษณา มีการเรียกเก็บเงิน 140 ดอลลาร์ สำหรับวางโฆษณาตำแหน่ง Premium เป็นเวลา 6 เดือนในเว๊บไซต์ของพวกเขา

แต่แนวคิดนี้ดูเหมือนจะไม่ได้รับการตอบรับจากเหล่าร้านค้า เพราะพวกเขามองว่าจะมาจ่ายเงินให้กับเว๊บไซต์ที่ไม่มีคนรู้จักไปทำไมกัน สุดท้ายพวกเขาจึงได้ปรับ Model ธุรกิจใหม่เป็นการเก็บค่าคอมมิชชั่น 10% จากสิ่งที่ร้านค้าขายแทน

แน่นอนว่าในช่วงนั้นถือว่ายังเป็นบริการใหม่ และพวกเขาสามารถ Scale บริษัทได้ง่าย ๆ ด้วยเงินทุนที่ไม่มากนัก พวกเขาทำกันแค่สองคนในช่วงแรก แม้ยังไม่มีนักลงทุนในชิคาโกคนใดสนใจกิจการของพวกเขา แต่พวกเขาก็ไม่ยอมแพ้

พวกเขาจึงลุยต่อด้วยการขยายกิจการไปที่เมืองซานฟรานซิสโก และเริ่มทำการตลาดแบบกองโจร ที่ซานฟรานซิสโก ร้านอาหารต่างๆ มีความเปิดกว้างมากกว่า ทำให้คำสั่งซื้อเริ่มเข้ามาอย่างคึกคัก ผู้คนในซานฟรานซิสโกต่างชื่นชอบบริการของ GrubHub และสุดท้ายมันก็ได้ดึงดูดนักลงทุนให้มาสนใจกิจการของพวกเขา

แต่อย่างไรก็ตามการขยายไปต่างเมือง ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ สำหรับพวกเขา เพราะพวกเขาก็ไม่ได้รู้จักพื้นที่ดังกล่าวมากเพียงพอ เมื่อเทียบกับชิคาโก เมืองที่เขาอาศัยอยู่ และรู้ลึกถึงทุกซอกทุกมุมของเมืองว่ามีร้านเด็ดอยู่ที่ไหน

พวกเขาไม่มีเงินทุนมากพอที่จะสร้างสำนักงานในทุก ๆ เมืองที่ขยายไปได้ เขาจึงต้องหาวิธีการทำตลาด และสร้างการรับรู้ และเพิ่มฐานข้อมูลร้านอาหารโดยใช้เงินลงทุนที่น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

GrubHub ถือเป็นหนึ่งในกิจการทางด้าน internet ที่แปลกประหลาด เพราะพวกเขาเน้นการโฆษณาแบบออฟไลน์ โดยเฉพาะการอัดเม็ดเงินเข้าไปที่ศูนย์กลางทางด้านการขนส่ง

ผู้คนส่วนใหญ่กลับบ้านจากที่ทำงานเวลา 6 โมงเย็น จะหิวและมีความอ่อนไหวกับข้อความโฆษณาของ GrubHub เป็นอย่างมากตามสถานีรถไฟต่าง ๆ ที่คนทำงานเดินทางอย่างพลุกพล่าน ในเมืองอย่างนิวยอร์ก ซิตี้ที่พวกเขาเพิ่งขยายไป GrubHub ได้ซื้อโฆษณาแบบไร้รอยต่อที่ฉาบอยู่บนรถไฟใต้ดิน และรถประจำทาง

ด้วยการเติบโตอย่างรวดเร็ว ก็ได้มีการควบรวมกิจการกับ Seamless ซึ่งเป็นคู่แข่งรายสำคัญ และเป็นแบรนด์ยอดนิยมในเมืองใหญ่อย่าง นิวยอร์ก โดยทั้ง Mike และ Matt ก็ได้ตัดสินใจที่จะยังคงรักษาแบรนด์ GrubHub และ Seamless ไว้ทั้งคู่

เข้าควบรวมกิจการกับ Seamless ที่โดดเด่นในเมืองนิวยอร์ก
เข้าควบรวมกิจการกับ Seamless ที่โดดเด่นในเมืองนิวยอร์ก (CR:fanside.com)

จุดเปลี่ยนอีกครั้งคือในปี 2010 เมื่อมือถือสมาร์ทโฟน กำลังเข้ามามีบทบาทมาก ๆ พวกเขาก็ได้เปิดตัวแพลตฟอร์มบนมือถือ มีการสร้างแอปบนแท็บเล็ตสำหรับร้านอาหารเพื่อยืนยันและดำเนินการสั่งซื้อได้สะดวกยิ่งขึ้น

Key หลักสำคัญที่เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จของ GrubHub คือการการันตีว่าจะทำการจัดส่งได้ใน 60 นาที หากคำสั่งซื้อของลูกค้าไม่ได้รับการยืนยันภายใน 5 นาที แสดงว่า GrubHub ไม่พร้อมจะส่งในช่วงเวลาดังกล่าว พวกเขามองเรื่องประสิทธิภาพเวลาในการส่งเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าทำไม่ได้ พวกเขาก็จะไม่รับ Order จากลูกค้าเด็ดขาด

การเติบโตของ GrubHub ต้องบอกว่ามาไกลเกินกว่าเพียงแค่ความหิวโหยในค่ำคืนหนึ่งของ Matt Maloney เป็นอย่างมาก เพราะตอนนี้พวกเขามีลูกค้ากว่า 19.9 ล้านคน และร้านอาหารที่อยู่ในแพล็ตฟอร์มกว่า 115,000 แห่ง ใน 3,200 เมือง และ 50 รัฐในประเทศอเมริกา และ เพิ่งถูกเข้าซื้อกิจการโดย Just Eat Takeaway ซึ่งเป็นบริการจัดส่งอาหารยักษ์ใหญ่ในยุโรป ที่ได้เข้าซื้อกิจการ GrubHub มูลค่ากว่า 7.3 พันล้านดอลลาร์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่นเองครับผม

References : https://en.wikipedia.org/wiki/Grubhub
https://www.inc.com/magazine/201411/liz-welch/how-i-did-it-matt-maloney-of-grubhub-and-seamless.html
https://www.theverge.com/2020/5/15/21260609/grubhub-phone-call-fees-controversial-pandemic-covid-19-criticism
https://www.intersection.com/success-story/grubhub/
https://www.chicagotribune.com/business/blue-sky/ct-matt-maloney-grubhub-email-resign-bsi-20161110-story.html

John Paul DeJoria จากยาจกคนไร้บ้าน สู่เส้นทางมหาเศรษฐีหมื่นล้าน

John Paul DeJoria จากคนไร้บ้านแสนอาภัพ ได้เปลี่ยนเงินทุนเพียง 700 เหรียญ ให้กลายเป็นบริษัท John Mitchell Systems ซึ่งเป็นบริษัทดูแลเส้นผมที่สามารถทำกำไรมากที่สุดในโลก สร้างความมั่งคั่งให้เขากลายเป็นเศรษฐีที่มีมูลค่าทรัพย์สินกว่า สามหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

เมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้ว DeJoria เป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยว ที่แทบจะไม่มีบ้านสำหรับไว้ซุกหัวนอนเลยด้วยซ้ำ หลังจากใช้เวลาสองปีกับกองทัพเรือสหรัฐ เขาก็ได้ออกมาเป็นพนักงานขาย สารานุกรมและประกันภัย โดยใช้วิธีการเคาะประตูไปตามบ้าน

DeJoria เข้าสู่โลกของการดูแลเส้นผม โดยได้เข้ามาเป็นพนักงานของ Redken แต่เขาก็ได้ถูกไล่ออกไปในปี 1980 จนเขาต้องเลือกทางเดินสุดท้ายของชีวิต ด้วยการชวน Paul Mitchell ช่างทำผมที่เขารู้จัก และกู้เงิน 700 เหรียญ มาเพื่อสร้างธุรกิจที่เป็นหนทางรอดสุดท้ายของชีวิตเขา

ช่วงแรกของการทำธุรกิจ เขาแทบจะไม่มีที่นอน ต้องนอนในรถ Rolls Royce คันเก่าอายุ 20 ปี แต่ต้องบอกว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องเพราะยอดขายของธุรกิจเขาได้เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ อย่างรวดเร็ว

จุดเปลี่ยนที่สำคัญคือ ในปี 1989 เขาก็ได้ร่วมก่อตั้ง Patron ซึ่งเป็นเตกีล่าระดับพรีเมี่ยม โดยใช้พนักงานชาวบ้านมากกว่า 1,000 คนในประเทศเม็กซิโก โดยได้เข้าไปสนับสนุนเศรษฐกิจในท้องถิ่นหลาย ๆ ด้าน ทั้งด้านการศึกษา และ ที่อยู่อาศัยสำหรับเด็กกำพร้า

ในช่วงต้นการเติบโตของ Patron นั้น มีรายได้เพียงแค่ 1 ล้านเหรียญต่อเดือน แต่ต้องบอกว่าด้วยการบริหารงานของ DeJoria ทำให้กิจการเตกีล่าของเขานั้นเติบโตขึ้นสองเท่าในทุก ๆ ปี

ซึ่งหลังจากได้เงินลงทุนหลายล้านดอลลาร์ ในการเพิ่มกำลังการผลิต เขาก็ไม่เคยทำให้พื้นที่โรงงานของเขาเกิดมลพิษ เพราะกระบวนการกลั่นของเขา นำน้ำกลั่นที่เหลือ กลับมาใช้ใหม่ เพื่อทำปุ๋ยให้กับผืนดิน

สุดท้ายเขาก็สามารถทำให้ Petron กลายมาเป็นเตกีล่าอันดับหนึ่งของโลก ซึ่งเขาก็ได้ทำการขายกิจการให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง บาคาร์ดี ในปี 2018

Patron ที่สุดท้ายขายให้ยักษ์ใหญ่อย่างบาคาร์ดี
Patron ที่สุดท้ายขายให้ยักษ์ใหญ่อย่างบาคาร์ดี

ชีวิตของ DeJoria เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วผ่านธุรกิจที่สร้างรายได้ให้กับเขาอย่างต่อเนื่อง และเขาก็ได้พยายามขยายธุรกิจออกไปในแขนงต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น เครือไนต์คลับ House of Blues , John Paul Pet ที่เขาเป็นหนึ่งในคนที่ชอบเลี้ยงสัตว์เป็นอย่างมาก และได้ตั้งปณิธานว่าจะเลือกทดสอบผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของเขาด้วยตัวเอง

เมื่อเขาได้มีโอกาสผ่านชีวิตที่ยากลำบากมาก่อน ในตอนนี้เขาจึงร่วมกับมหาเศรษฐีกว่า 150 คน เพื่อมอบรายได้ 50% เพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาโลกให้ดีขึ้น เขายังมีส่วนช่วยในองค์กรการกุศลกว่า 160 องค์กรทั่วโลก

ความหลงใหลในการให้ของ DeJoria นั้น ทำให้ DeJoria เซ็นสัญญากับ Bill Gates และ Warren Buffet ใน “The Giving Pledge” ในปี 2011 เพื่อนำรายได้ของเขากว่าครึ่งไปช่วยเหลือองค์กรการกุศลนี้

บริจาครายได้ครึ่งนึงให้ มูลนิธิ The Giving Pledge ของ bill Gates และ Warren Buffet
บริจาครายได้ครึ่งนึงให้ มูลนิธิ The Giving Pledge ของ bill Gates และ Warren Buffet (CR:vox.com)

นอกจากนี้เขายังได้ก่อตั้ง มูลนิธิ Peace Love & Happiness Foundation เพื่อเป็นศูนย์กลางในการบริจาคเพื่อการกุศลของเขา ที่สะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมหลักของบริษัทของเขา นั่นก็คือ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การช่วยเหลือผู้ยากไร้ และ การปกป้องชีวิตของสัตว์

และตอนนี้จากชายไร้บ้าน ที่แทบไร้ที่ซุกหัวนอน เขาได้มาอาศัยอยู่ในที่ดินมูลค่ากว่า 50 ล้านดอลลาร์ ในมาลิบู พร้อมของเล่นทั้งหมดที่ผู้ชายต้องการ ไม่ว่าจะเป็นมอเตอร์ไซต์ รถยนต์ เครื่องบินเจ็ทส่วนตัว

เขาได้ให้แนวคิดที่น่าสนใจมาก ๆ ในภาพยนต์สารคดีที่เกี่ยวกับเรื่องราวชีวิตของเขาที่มีชื่อว่า “Good Fortune”

“ทุกคนมีนิยามของความสำเร็จ” “ทุกวันนี้มันไม่ได้วัดกันแค่ที่ว่าคุณมีเงินเท่าไหร่ หรือ มีตำแหน่งใหญ่โตแค่ไหน แต่ความสำเร็จคือ คุณเก่งที่สุดในสิ่งที่คุณทำแล้วหรือไม่? และหากคุณพบเจอกับความสำเร็จ และคุณไม่ได้แบ่งปันมันให้กับใคร สิ่งนั้นคือความล้มเหลวในชีวิตของคุณ”

References : https://www.cnbc.com/2017/12/15/john-paul-dejoria-went-from-homeless-to-billionaire-following-3-rules.html
https://www.forbes.com/sites/danafeldman/2017/06/21/find-out-how-john-paul-dejoria-went-from-homeless-to-a-billionaire-in-new-doc-good-fortune/?sh=5375c6433794
https://tim.blog/2020/06/20/john-paul-dejoria-transcript/
https://en.wikipedia.org/wiki/John_Paul_DeJoria

https://variety.com/2017/biz/news/2017-philanthropist-of-the-year-john-paul-dejoria-1202510580/