มุมมองที่แตกต่างอย่างสุดขั้วต่อ Cryptocurrency

ถ้าเราได้เห็นข่าวที่มีต่อ cryptocurrency ชื่อดังอย่าง Bitcoin ในช่วงที่ผ่านมานั้น เราก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมถึงมีความเห็นออกเป็น 2 ขั้วอย่างชัดเจนระหว่างฝั่งสายการเงินการลงทุน กับ ฝั่งสายเทคโนโลยี ที่มีมุมมองตรงข้ามกันอย่างชัดเจน  ซึ่งเมื่อเรามาไล่เรียงดู timeline ของข่าวในช่วงปีที่ผ่านมาจะพบว่า

มุมมองที่แตกต่างอย่างสุดขั้วของเหล่า influences สายการเงิน และ เหล่า influences สาย technology ผ่านการพาดหัวข่าวจากสื่อต่าง ๆ 

1.สายการเงิน

2.สาย Technology

เราเห็นอะไรในข่าวที่ได้จากเหล่าผู้มีอิทธิพลทั้งสายการเงิน และ สายเทคโนโลยี จะเห็นได้ว่ามุมมองต่อ cryptocurrency ของฝั่งการเงินนั้นมองในแง่ลบเกือบแทบจะทั้งหมด น้อยคนนักที่จะกล่าวถึง bitcoin หรือ cryptocurrency ในด้านบวก แม้กระทั่งนักวิชาการชาวไทยเองก็ตามหลาย ๆ ท่านถ้าติดตามด้านความเห็น ที่ส่วนใหญ่จะเป็นความเห็นจากนักวิชาการทางด้านการเงินหรือนักเศรษฐศาสตร์นั้นจะมอง bitcoin ในด้านลบอยู่เสมอ แต่ทำไมฝั่ง technology กลับมองเป็นด้านบวกล่ะ

ต้องบอกว่าความซับซ้อนของระบบการเงินโลกนั้นที่มีการเชื่อมโยงกัน และการอ้างอิงมูลค่าต่าง ๆ ที่สายการเงินกล่าวอ้างกันนั้น เป็นทฤษฏีที่ใช้กันมาเนิ่นนานกว่า 100 ปีแล้ว และทฤษฏีเหล่านี้ ก็ถูกถ่ายทอดกันมารุ่นสู่รุ่นผ่านตำราเรียนต่าง ๆ ที่แทบจะเหมือนกันทั่วโลก แล้วเมื่อมีคนคิดระบบใหม่อย่าง cryptocurrency ขึ้นมาก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เหล่าผู้มีอิทธิพล หรือ นักวิชาการด้านการเงินการลงทุนนั้นจะกล่าวถึงเรื่องนี้คล้าย ๆ กัน และเป็นคำพูดที่ซ้ำ ๆ กันเช่น ฟองสบู่ เสี่ยงโชค ฟอกเงิน ว่างเปล่า ไม่มีมูลค่าอะไรเลย

จะเห็นได้ว่าหลาย ๆ ข่าว เราก็ได้ยินคำซ้ำ ๆ กันเพราะพวกเขาเหล่านี้นั้นมองรูปแบบของเทคโนโลยีทางด้านการเงินใหม่เหล่านี้ แทบจะเหมือนกันซึ่งก็ต้องบอกว่าเป็นความเห็นที่น่ารับฟัง เพราะ สุดท้ายแล้วคนเหล่านี้ก็ยังมีอิทธิพลต่อโลกการเงินการลงทุนของเราอยู่ดี ไม่ว่าเทคโนโลยีของโลกเรานั้นจะก้าวไกลไปขนาดไหนก็ตาม

ต่างจากสาย technology ที่เติบโตมากับนวัตกรรมอยู่แล้วเป็นทุนเดิม ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่มีแนวทางที่่สนับสนุนนวัตกรรมใหม่ ๆ อยู่ตลอดไม่เว้นแม้แต่นวัตกรรมทางด้านการเงินอย่าง cryptocurrency ซึ่งเหล่าคนสายเทคโนโลยีนั้น เข้าใจถึง concept ต่างๆ ของ cryptocurrency ได้เร็วกว่าฝั่งสายการเงินเป็นส่วนมากอยู่แล้ว เพราะมันเกิดจากนวัตกรรมทางด้าน it และกลุ่มผู้สร้างกลุ่มแรก ๆ นั้นเป็นคนฝั่ง it ซะเป็นส่วนใหญ่ จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นคนทางฝั่งเทคโนโลยีหรือ IT นั้นมองนวัตกรรมเหล่านี้ในแง่บวก

เพราะนวัตกรรมหลาย ๆ อย่างจากฝั่ง it ในช่วงไม่กี่ปีมานั้นเปลี่ยนวิถีชีวิตของมนุษย์ทั่วโลกไปอย่างสิ้นเชิงไม่ว่าจะเป็น มือถือ , social network , search engine สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มี impact ต่อการดำรงชีวิตของเราเป็นอย่างมากโดยใช้เวลาเพียงไม่กี่ปี ซึ่ง หลาย ๆ คนจากฝั่งเทคโนโลยี ก็น่าจะมองเห็นอนาคตของ cryptocurrency ไม่ต่างกันว่าจะมาปฏิวัติระบบการเงิน และปรับรูปแบบการเงินที่มีมายาวนานกว่า 100 ปี ของมนุษย์เราได้อีกครั้งหนึ่ง แต่มันจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่นั้น เราก็ต้องมาดูกันต่อไปครับผม

Reference Image : images.readwrite.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ใครคือ Satoshi Nakamoto เค้าสร้าง Bitcoin มาเพื่ออะไร?

ยังคงเป็นปริศนามาจนถึงวันนี้สำหรับ Satoshi Nakamoto ผู้ให้เกิดเนิด Bitcoin ว่าเค้าผู้นี้คือใคร

เนื่องจากกระแสของ blockchain ที่กำลังมาแรงในปัจจุบันรวมถึงการที่เคยพุ่งทะยานไปจนถึงจุดสูงสุดของมูลค่า Bitcoin ที่เป็น Crypto Currency ที่มีมูลค่าสูงสุด พาผู้คนร่ำรวยไปเป็นจำนวนมาก และในขณะเดียวกันก็มีอีกหลายคนที่ขาดทุน จนหมดตัว กับการซื้อขายสกุลเงิน ดิจิตอลอย่าง Bitcoin ซึ่งหลาย ๆ คนก็ยังคงสงสัยว่า Satoshi Nakamoto เค้าเป็นใครมาจากไหน แล้วเค้าสร้าง Bitcoin มาเพื่อเหตุใด?

ซึ่งใน profile ของ P2P Foundation นั้น Nakamoto อ้างว่าเขาได้พำนักอยู่ที่ประเทศ ญี่ปุ่น โดยเกิดในวันที่ 5 เมษายน 1975  ซึ่งการคาดเดาเกี่ยวกับตัวเขานั้นส่วนใหญ่จะ focus ไปที่เรื่องของ Cryptography และ เรื่องที่เกี่ยวกับ computer science มากกว่าเรื่องเชื้อชาติ ที่หลาย ๆ คนคาดว่าเขาน่าจะอาศัยจริงอยู่ใน อเมริกาและยุโรป มากกว่า

Satoshi Nakamoto นั้น ได้ทำการสร้าง Bitcoin และทำการ design ส่วนของ reference สำหรับการให้คนอื่นมา implement ต่อ  ซึ่งเค้าได้ทำการสร้าง database ตัวแรกของ blockchain รวมถึงได้ทำการแก้ปัญหาสำคัญของ digital currency คือ การแก้ปัญหาในเรื่อง double-spending 

ปัญหา Double-Spending คืออะไร?

ปัญหา double spending นั้นเป็นปัญหาที่สำคัญที่ทำให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยี blockchain ซึ่งเงินในรูปแบบ digital นั้น เราสามารถที่จะใช้ token เดียวกันในการจ่ายเงินได้มากกว่า 1 ครั้ง ซึ่งเนื่องจาก digital token นั้นอยู่ในรูปแบบของ file digital ซึ่งสามารถที่จะทำซ้ำหรือปลอมแปลงขึ้นมาได้ง่าย เช่นเดียวกับรูปแบบของเงินปลอม ซึ่งปัญหาของ Double-Spending นั้นหากไม่ได้รับการแก้ไขอาจนำมาซึ่งอัตราเงินเฟ้อได้ในระยะยาว และอาจจะทำให้ไม่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ใช้งานในที่สุด

การพัฒนา Bitcoin

เริ่มต้นจากในเดือนตุลาคมปี 2008 Nakamoto ได้ทำการส่ง paper ไปยัง metzdowd.com โดยเขาได้อธิบายเกี่ยวกับ bitcoin digital currency โดยมีหัวข้อของ paper คือ “Bitcoin: A Peer-to-Peer Electronic Cash System” ซึ่งหลังจากนั้นในเดือนมกราคม ปี 2009 ทาง Nakamoto ได้ทำการปล่อยตัว software version แรก โดยได้เริ่มสร้าง units แรกของ bitcoin ในรูปแบบของ bitcoin cryptocurrency และได้ปล่อยไปยัง website opensource ชื่อดังอย่าง sourceforge.net ในวันที่ 9 มกราคมปี 2009

ซึ่ง Nakamoto ได้อ้างว่าเขาได้เริ่มพัฒนา code ของ bitcoin ในปี 2007  ซึ่งการออกแบบตั้งแต่ตอนแรกนั้นเขาได้ออกแบบให้มีการรองรับประเภทของธุรกรรมได้หลากหลายรูปแบบ เขาจึงใช้ solution ที่เป็นรหัสเฉพาะตั้งแต่เริ่มต้น โดยผ่านการใช้ predicative script

หลังจากนั้น Nakamoto ได้ทำการสร้าง website bitcoin.org  และได้เริ่มหาความร่วมมือจากนักพัฒนาคนอื่น ๆ จนกระทั่งกลางปี 2010 เขาได้เริ่มส่งมอบตัว sourcecode ให้กับ Gavin Andresen และได้ทำการโอน อีกหลายส่วนที่เกี่ยวข้องกับ bitcoin ไปยังสมาชิกที่มีความสามารถโดดเด่นใน community ของ bitcoin  และเริ่มที่จะหยุดการมีส่วนร่วมกับโครงการดังกล่าว

โดย Nakamoto นั้นได้ทิ้งข้อความที่สำคัญไว้ใน block แรกของ bitcoin คือ “The Times 3 January 2009 Chancellor on binkout for bailout for the bank” จึงเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญว่า block แรกของ bitcoin นั้นมีการถือกำเนิดขึ้นใน วันที่ 3 มกรามคม ปี 2009 เวลา 18:15:05 GMT  ซึ่ง block แรกนี้ถือเป็น block ประวัติศาสตร์ของ bitcoin เพราะจะไม่เหมือนกับ block อื่น ๆ ที่ create ตามมาภายหลังจนถึงปัจจุบัน เพราะ เป็น block เดียวที่ไม่มี References อ้างไปถึง block ก่อนหน้า ซึ่งหลังจากนั้นก็ได้เริ่มมีการทดสอบ transaction ตั้งแต่ในช่วงกลางเดือนมกราคม ปี 2009 และก็เริ่มมีคนมาสร้างเหมืองทำ bitcoin ต่อมาจวบจนถึงปัจจุบัน

ซึ่งจากข้อมูลที่เปิดเผยของ transaction log ที่เป็น address ของ Nakamoto นั้นประเมินว่าเขามีปริมาณ bitcoins อยู่ที่ 1 ล้าน bitcoins ซึ่ง ณ วันที่ 17 ธันวาคม ปี 2017 ที่ราคาขึ้นไปแตะจุดสูงสุดของ bitcoin นั้นทำให้เขามีทรัพย์สินเป็นมูลค่ากว่า 19,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งทำให้เขากลายเป็นบุคคลที่รวยเป็นอันดับที่ 44 ของโลกโดยทันที

เอกลักษณ์ของ Satoshi Nakamoto

Nakamoto นั้นไม่เคยที่จะเปิดเผยตัวตนของตัวเองสู่โลกภายนอกแม้กระทั่งในการถกเถียงในเรื่องทางเทคนิคของ bitcoin ก็ตาม เขาก็ไม่เคยเปิดเผยตัวตน ซึ่งใน P2P Foundation นั้น Nakamoto ได้อ้างว่าตัวเองอายุ 37 ปี เป็นเพศชาย และอาศัยอยู่ในประเทศญี่ปุ่น แต่ผู้เชี่ยวชาญหลาย ๆ คนสันนิษฐานว่าเขาไม่ใช่คนญี่ปุ่น เนื่องจากภาษาอังกฤษที่เค้าใช้สื่อสารนั้นสามารถสื่อสารได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่ง น่าจะเป็นชาวตะวันตกมากกว่า รวมถึงตัว software ของ bitcoin เองนั้น ก็ไม่ได้มีเอกสารอ้างอิงใด ๆ ที่เป็นภาษาญี่ปุ่นเลย

ซึ่งข้อบ่งชี้ที่สำคัญในเรื่องภาษาอังกฤษของเค้านั้นมาจากการใช้คำศัพท์ที่เป็น British English เช่นการใช้วลี “blood hard” ซึ่งเป็นคำที่ใช้ในเครือจักรภพ รวมถึง comment ต่าง ๆ ในตัว sourcecode หรือ forum ต่างๆ  ที่เค้าไปตอบคำถามนั้นใช้คำที่เป็น British English ซึ่งหลายๆ  คนเชื่อว่าเค้าน่าจะมีสัญชาติใดสัญชาติหนึ่งในเครือจักรภพของอังกฤษ

และ Stefan Thomas ซึ่งเป็นหนึ่งในนักพัฒนาซอฟท์แวร์ชาวสวิส ที่อยู่ใน community ของ bitcoin นั้นได้ทำการเก็บข้อมูลในเรื่องของเวลาที่ Nakamoto มา post ความคิดเห็นใน forum มากกว่า 500 ครั้ง ซึ่งผลพบว่า Nakamoto นั้นจะไม่มา post ในช่วงเวลา 5 AM ถึง 11 AM GMT  ซึ่งเป็นที่คาดหมายว่าน่าจะเป็นช่วงเวลากลางคืนในประเทศที่ Nakamoto อาศัยอยู่ ซึ่งน่าจะเป็นช่วงเวลานอนของ Nakamoto ในช่วงเวลาดังกล่าว จึงไม่เห็นกิจกรรมใด ๆ ของ Nakamoto ในช่วงเวลานี้ ซึ่งเป็นที่คาดเดาว่าเขาน่าจะอาศัยอยู่ในช่วง TimeZone ที่เป็น Region UTC-05:00 หรือ UTC-06:00  ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่เขาน่าจะอยู่ในเขต อเมริกาเหนือ , อเมริกากลาง , แถวทะเลแคริบเบียน หรือ ทวีปอเมริกาใต้ก็เป็นไปได้ แต่ไม่น่าจะใช่ในญี่ปุ่นอย่างแน่นอน

บุคคลที่มีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นตัวจริงของ Satoshi Nakamoto

 

1.Nick Szabo 

Nick Szabo

Nick Szabo

ในปี 2013 blogger ที่ใช้นามว่า Skye Grey ได้ทำการเชื่อมโยง Nick Szabo กับ Bitcoin Whitepaper โดยใช้การวิเคราะห์แบบ stylometric ซึ่ง Szabo เป็นคนหนึ่งที่มีความกระตือรือร้นในเรื่องที่เกี่ยวกับ decentralized currency โดยได้เผยแพร่บทความเรื่อง “bit gold”  ซึ่งทำให้เค้านั้นถือได้ว่าเป็นปูชนียบุคคลของ bitcoin เลยก็ว่าได้ และเป็นที่รู้กันในวงกว้างอีกอย่างนึงว่า เขาเป็นคนที่ชอบใช้นามแฝง เพื่อปิดบังตัวตนในการให้ความเห็น หรือเขียนบทความต่าง ๆ

งานวิจัยของ Dominic Frisby นั้นก็มีหลักฐานเชื่อมโยงมากมายระหว่าง Szabo และ Satoshi Nakamoto แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานที่ยืนยัน 100% ได้ว่า Satoshi คือ Szabo โดยเค้าได้ให้ความเห็นไว้ใน RT The Keiser Report  ว่า “มีเพียงชายคนเดียวในโลกนี้ที่ยังมีลมหายใจอยู่ และ มีความรู้เฉพาะเจาะจงในด้านนี้มากที่สุดซึ่งก็น่าจะเป็น Szabo”   ในขณะที่ Szabo นั้นก็ได้ปฏิเสธ ว่า Satoshi นั้นไม่ใช่เค้าอย่างแน่นอน และเคยชินกับการที่ถูกมองว่าเป็น Satoshi ไปแล้ว รวมถึงสื่อชื่อดังอย่าง New York Times ก็ได้ออกบทความที่กล่าวไว้ว่า “หลักฐานที่น่าเชื่อถือที่สุดในการคาดเดาตัวตนของ Satoshi นั้นชี้ไปที่หนุ่มอเมริกันเชื้อสายฮังกาเรียนที่ชื่อ Nick Szabo

 

2.Dorian Nakamoto 

Dorian Nakamoto 

Dorian Nakamoto

 

ในเดือนมีนาคมปี 2014 บทความนิตยสาร Newsweek ที่เขียนโดย Leah McGrath Goodman ได้เขียนวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ของ Dorian Nakamoto หนุ่มอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ใน California ผู้ซึ่งมีชื่อในตอนแรกเกิดว่า “Satoshi Nakamoto” ไม่เพียงเฉพาะแค่ชื่อเค้าเท่านั้น แต่มีอีกหลายหลักฐานที่สามารถเชื่อมโยงไปยัง Dorian Nakamoto ว่าเขาคือผู้สร้าง Bitcoin โดย Dorian Nakamoto นั้นเริ่มเรียนทางด้านฟิสิกส์ที่ Cal Poly University in Pomona หลังจากนั้นเค้าก็ก้าวไปเป็น System Engineer และได้มีโอกาสทำงานด้าน Software Engineer ในบริษัทด้านเทคโนโลยีและข้อมูลทางด้านการเงิน โดย Nakamoto นั้นได้ถูกปลดออกถึง 2 ครั้งในช่วงต้นปี 1990 ก่อนที่จะมาฝักใฝ่ด้านเสรีนิยมอย่างชัดเจน โดยเขาได้เริ่มกระตุ้นให้ลูกสาวของเค้าเริ่มทำธุรกิจของตัวเอง มีการอ้างอิงคำพูดของ Dorian Nakamoto ส่วนนึงที่เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญในการฝักใฝ่เสรีนิยมอย่างชัดเจนของเค้า คือ เค้ามีแนวคิดที่ให้ลูกสาวทำธุรกิจเพราะ “ไม่อยากให้อยู่ภายใต้เงื้อมมือของรัฐบาล”

และคำสัมภาษณ์ของ Goodman ที่ถาม Nakamoto ถึงเรื่องของ bitcoin นั้น ในระหว่างการสัมภาษณ์ส่วนตัวแบบสั้น ๆ กับ Nakamoto เขาดูเหมือนจะยืนยันตัวตนของเขาในฐานะผู้ก่อตั้ง bitcoin ด้วยการระบุว่า “ผมไม่ได้มีส่วนร่วมในเรื่องนี้อีกต่อไป และผมไม่สามารถพูดถึงเรื่องนี้ได้ ตอนนี้มันอยู่ในการดูแลของผู้อื่นแล้ว และผมก็ไม่ได้มีการติดต่อใด ๆ กับทางฝั่ง bitcoin มานานมากแล้ว”  ซึ่งหลังจากบทความสัมภาษณ์ดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ออกไป ทำให้ได้รับความสนใจจากสื่อต่าง ๆ เป็นอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตามในระหว่างการสัมภาษณ์แบบเต็มรูปแบบนั้น Nakamoto ก็ได้ปฏิเสธความเชื่อมโยงของเขากับผู้ก่อตั้ง bitcoin และเขากล่าวว่าไม่เคยได้ยินเรื่องสกุลเงินดังกล่าวมาก่อน และคำสัมภาษณ์ก่อนหน้าที่หลุดออกไปนั้นเขาอ้างว่าตีความคำถามของ Goodman ผู้สัมภาษณ์ผิดไป

 

3.Hal Finney 

Hal Finney 

Hal Finney

สำหรับ Hal Finney นั้น เป็นหนึ่งในผู้ที่เรียกได้ว่าเป็นผู้ริเริ่ม bitcoin คนแรก ๆ (ที่นอกเหนือจาก satoshi nakamoto) ซึ่งเขานั้นเป็นผู้ใช้งาน bitcoin และคอยช่วยในการทำ File Bug Report รวมถึงมีส่วนในการปรับปรุงพัฒนาตัว software ที่สร้าง Bitcoin มาตั้งแต่ยุคแรก ๆ  โดยมีข้อสังเกตอยู่อย่างนึงว่า เขาอาศัยอยู่ห่างจาก Dorian Nakamoto (ผู้ต้องสงสัยอีกราย) เพียงไม่กี่ block

อ้างอิงจากนักข่าว Andy Greenberg จาก Forbes ที่ได้ปรึกษาไปยังบริษัท Juola & Associates ที่เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์งานเขียน เพื่อทำการเปรียบเทียบตัวอย่างงานเขียนของ Hal Finney กับ Satoshi Nakamoto ซึ่งผลพบว่ามีความใกล้เคียงกันมากอย่างเหลือเชื่อ ซึ่งทฤษฎีของ Greenberg นั้นได้วิเคราะห์ไว้ว่า Hal Finney นั้นอาจจะใช้ Satoshi Nakamoto เป็นนามแฝงในงานเขียนของเค้า และการที่เค้ามีที่อยู่ใกล้เคียงกับ Dorian Nakamoto ก็อาจจะเป็นไปได้ว่า เขาได้นำอัตลักษณ์ของ Dorian มาบดบังตัวตันที่แท้จริงของเค้าพร้อมกันไปด้วย เพื่อให้เพิ่มความยากในการตามตัวหา Satoshi Nakamoto ตัวจริง

อย่างไรก็ตามหลังจากที่ Greenberg ได้มีโอกาสพบกับตัวจริงของ Hal Finney  และได้เห็น email ที่เขียนตอบโต้ระหว่าง Hal Finney กับ Satoshi Nakamoto และ Hal Finney ยังได้แสดง Bitcoin Wallet ของเขารวมถึง transaction ของ bitcoin ยุคแรก ๆ ที่มีการส่งจาก Nakamoto มาให้เขาซึ่งเขายังไม่ได้ส่งกลับคืนให้ Nakamoto ด้วยซ้ำ รวมถึงได้ฟังคำปฏิเสธของ Hal Finney ว่าเขาไม่ใช่ผู้ก่อตัง bitcoin และไม่ใช่ Satoshi Nakamoto  ก็ทำให้ Greenberg นั้นพอจะสรุปได้ว่าสิ่งที่ Hal Finney ปฏิเสธนั้นน่าจะเป็นเรื่องจริง

 

4.Craig Steven Wright

Craig Steven Wright

Craig Steven Wright

มีหลายหลักฐานที่เชื่อมโยงว่า Craig Steven Wright น่าจะเป็น Satoshi Nakamoto ในวันที่ 8 ธันวาคมปี 2005 นิตยสาร Wired ได้ตีพิมพ์กล่าวถึง Craig Steven Wright อดีตนักวิชาการด้านคอมพิวเตอร์ชาวออสเตรเลียว่า “Craig Steven Wright ผู้คิดค้น Bitcoin หรือ จอมหลอกลวงที่อยากให้เชื่อว่าเป็นเขา”  และในเวลาเดียวกับ สื่อดังอย่าง Gizmodo ก็ได้ตีพิมพ์เรื่องราวที่มีหลักฐานจาก hacker ที่ทำการ hack บัญชี email ของ Craig Steven Wright โดยอ้างว่า Satoshi Nakamoto คือนามแฝงของ Craig Steven Wright

ซึ่งในวันที่ 9 ธันวาคมปี 2005 หลังจากการเผยแพร่ของ Wired เพียงไม่กี่ชั่วโมง บ้านของ Wright ในเมือง Gordon รัฐนิวเซาธ์เวลส์ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 10 นายบุกเข้าตรวจสอบ รวมถึงที่บริษัทของเขาในเมือง Ryde รัฐนิวเซาธ์เวลส์ก็ได้รับการตรวจค้นโดยตำรวจ ซึ่งทางการตำรวจออสเตรเลียได้ระบุว่าพวกเขาดำเนินการตรวจค้นบ้นของ Wright เนื่องจากเป็นการร้องขอจากสำนักงานสรรพากรของประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเรื่องดังกล่าวไม่เกี่ยวกับรายงานข่าวของ Wired ที่เกี่ยวกับ Bitcoin ซึ่งจากรายงานของ Gizmodo นั้นพบว่ามีความเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทด้านภาษีระหว่าง Wright และ ATO (สำนักงานสรรพากรออสเตรเลีย) ซึ่งมีมาหลายปีแล้ว

ในวันที่ 2 พฤษภาคม ปี 2016 Craig Wright ได้ทำการ post บน blog ส่วนตัวของเขา โดยอ้างว่าเขาเป็น Satoshi Nakamoto  ซึ่งบทความสัมภาษณ์กับสำนักข่าวบีบีซี ในวันเดียวกันนั้น ได้ระบุว่า ทางสำนักข่าวได้เห็น ความเกี่ยวข้องของ transaction แรกในการทำธุรกรรมของ bitcoin กับ message ที่ใช้รหัส private key เดียวกันกับที่ตัว Craig Steven Wright กล่าวอ้างถึง

การกล่าวอ้างของ Wright นั้นได้รับการสนับสนุนจาก Jon Matonis อดีตผู้อำนวยการของ Bitcoin Foundation และ นักพัฒนา Bitcoin อย่าง Gevin Andresen ซึ่งทั้งสองนั้นได้พบกับ Wright และได้เห็นหลักฐานที่ใกล้เคียงกับที่สำนักข่าว BBC นั้นได้เห็น

อย่างไรก็ตาม Peter Todd นักพัฒนา Bitcoin ก็ได้กล่าวถึง blog post ของ Wright ว่า หลักฐานในเรื่องการเข้ารหัสที่ Wright กล่าวอ้างนั้น ไม่น่าจะเป็นหลักฐานที่ proof ได้ว่าเขาคือ Satoshi Nakamoto ซึ่งทาง Bitcoin Core Project ก็ได้ออกแถลงการณ์ออกมาทาง twitter ไปในแนวทางเดียวกัน โดยกล่าวว่า “ในปัจจุบันนั้นยังไม่มีหลักฐานในเรื่องการเข้ารหัสลับที่ได้มีการเปิดเผยต่อสาธารณะและโดยเฉพาะอย่างยิ่งยังไม่มีหลักฐานใดอ้างไปได้ถึงผู้ที่สร้าง Bitcoin”  และ Jeff Garzik นักพัฒนาอีกราย ก็ได้ให้ความเห็นไปในทางเดียวกันอีกว่าหลักฐานที่ทาง Wright อ้างถึงนั้น ไม่สามารถพิสูจน์ได้จริงว่าเขาคือ Satoshi Nakamoto รวมถึง Dan Kaminsky นักวิจัยด้านความปลอดภัยทางด้านคอมพิวเตอร์ ได้สรุปการกล่าวอ้างของ Wright ว่า “เป็นการโกหกโดยเจตนา”

ในเดือนมิถุนายมปี 2016 London Review of Books ได้เผยแพร่บทความ โดย Andrew O’Hagan เกี่ยวกับเรื่องราวในหนังสือของเขาที่ชื่อ “The Secret Life:Three True Stories” ซึ่งทาง O’Hagan ได้ใช้ช่วงเวลาหลายสัปดาห์ในการพูดคุยกับ Wright  ซึ่งรวมถึงการได้อยู่กับ Wright ในช่วงเวลาที่ Wright ให้สัมภาษณ์กับสื่อต่าง ๆ อีกทั้ง O’Hagan นั้นยังได้มีโอกาสที่จะสัมภาษณ์บางส่วนของครวบครัวของ Wright เพื่อนร่วมงาน และคนอื่น ๆ อีกหลายคนที่เกี่ยวข้องกับการกล่าวอ้างของ Wright ว่าเขาคือ Satoshi Nakamoto

ซึ่งมีข้อสังเกตจาก O’Hagan ที่พบว่ามีบริษัทของแคนาดาที่ชื่อ nTrust ที่อยู่เบื้องหลังการกล่าวอ้างของ Wright ในเดือนพฤษภาคม ปี 2016  นอกจากนี้ O’Hagan ยังชี้ให้เห็นว่า รหัส Private Key ที่ Wright กล่าวอ้างเป็นหลักฐานนั้น เป็นรหัสที่ไม่ถูกต้อง อันเป็นผลมากจากข้อผูกพันทางกฏหมายที่ทำการตกลงไว้กับอีกบริษัทคือ Seychelles Trust ในการ deal กันก่อนหน้านั้น

 

5.ความเป็นไปได้อื่น ๆ 

 

ในปี 2011 บทความใน The New Yorker โดย Joshua Davis ได้อ้างถึงตัวตนของ Nakamoto ที่มีโอกาสเป็นไปได้ โดยกล่าวถึง นักเศรษฐศาสตร์ชาวฟินแลนด์ Dr. Vili Lehdonvirta และ นักศึกษาปริญญาโทด้าน Cryptography ที่ชื่อ Micheal Clear ซึ่งทั้งสองก็ได้ปฏิเสธว่าไม่ใช่ Satoshi Nakamoto

ในเดือน ตุลาคม ปี 2011 นักเขียนแนวสืบสวนสอบสวน จาก Fast Company ที่ชื่อ Adam Penenberg ได้อ้างถึงพยานและหลักฐานว่า Neal King , Vladimir Oksman และ Charles Bry อาจจะเป็นตัวจริงของ Satoshi Nakamoto ซึ่งมีหลักฐานทางด้านสิทธิบัตรของทั้งสามคนที่เกี่ยวข้องกับ Bitcoin และ domain bitcoin.org นั้นได้ทำการจดหลังจากสิทธิบัตรดังกล่าวประกาศใช้ได้เพียงสามวัน อย่างไรก็ตามทั้งสามก็ปฏิเสธการกล่าวอ้างดังกล่าว

ในเดือน พฤษภาคม ปี 2013  Ted Nelson ได้คาดการณ์ว่า Nakamoto คือนักคณิตศาสตร์ชาวญี่ปุ่นชื่อ Shinichi Mochizuki หลังจากที่บทความของ Ted ได้ตีพิมพ์ไปยังหนังสือพิมพ์ The Age ก็ได้กล่าวอ้างว่าถูกปฏิเสธโดย Mochizuki แต่ก็ไม่มีหลักฐานในการปฏิเสธดังกล่าว

ในปี 2013 บทความใน Vice Listed  ได้กล่าวอ้างถึง Gavin Andresen , Jed McCaleb และ Dustin D.Trammell นักวิจัยทางด้านความปลอดภัยทางคอมพิวเตอร์ ได้ถูกกล่าวอ้างว่าเป็น Satoshi Nakamo และทั้งหมดก็ได้ปฏิเสธการอ้างถึงดังกล่าว

ในปี 2013 นักคณิตศาสตร์ชาว อิสราเอลสองคน คือ Dorit Ron และ Adi Shamir ได้ตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับการเชื่อมโยงระหว่าง Nakamoto และ Ross William Ulbricht ซึ่งทั้งสองได้ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับ network ของ bitcoin transaction แต่ Ross ก็ปฏิเสธการกล่าวอ้างดังกล่าว

มีอีกแนวคิดหนึ่งที่ตั้งข้อสังเกตว่า Nakamoto นั้นไม่ใช่คนเพียงคนเดียว แต่อาจจะมีเป็นทีมงานมากกว่า ซึ่ง Laszlo Hanyecz อดีตนักพัฒนา Bitcoin ผู้ซึ่งเคย email ไปหา Nakamoto มีข้อสังเกตว่า code ของ bitcoin นั้นดีเกินไปกว่าที่คนเพียงคนเดียวจะเขียนออกมาได้

Elon Musk

Elon Musk

สุดท้ายคือในปี 2017 บทความ จากอดีตนักศึกษาฝึกงานใน spaceX ได้กล่าวถึงความเป็นไปได้ของ SpaceX และ CEO ของ Tesla อย่าง Elon Musk เป็น Nakamoto ตัวจริง โดยอาศัยความเชี่ยวชาญทางด้านเทคนิคของ Musk และอดีตที่มีความเกี่ยวข้องกับ Paypal ซึ่งเป็นบริการทางด้านการเงินที่ musk เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง  แต่ก็ได้ Elon Musk ก็ได้ปฏิเสธการกล่าวอ้างดังกล่าว

 

References :  en.wikipedia.org , www.financemagnates.com , bitconnect.co , www.azquotes.com , reasonstobitcoin.com , www.economist.comwww.betcoin.ag

 

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol