Series Review : Charité at War ชาริเต้ รักกลางสนามรบ

ต้องบอกว่าส่วนตัวเป็นคนที่ชอบเรื่องราวที่เกี่ยวกับสงครามโลก ครั้งที่ 2 มาก ๆ ทั้งสารคดี หรือ ภาพยนตร์จอยักษ์ หรือ ซีรีส์หลาย ๆ เรื่อง ผมจะเก็บเรียบทั้งหมด จึงได้เห็นหลากหลายแง่มุม จากสงครามครั้งประวัติศาสตร์ครั้งนี้

แต่ต้องบอกว่า Charité at War ชาริเต้ รักกลางสนามรบ ถือเป็นอีกหนึ่ง ซีรีส์ คุณภาพที่มาลงใน Netflix ที่ถ่ายทอดอีกมุมหนึ่งของสงครามครั้งนี้ได้อย่างน่าสนใจมาก ๆ

เรื่องราวที่ว่าด้วย ในปี 1943 เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลชาริเต้แห่งเบอร์ลินต้องรับมือกับผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่สองและการปกครองของพวกนาซี รวมทั้งแผนปฏิบัติการพัฒนาพันธุกรรมสุดอันตราย ที่โลกยากจะลืมเลือน

ต้องบอกว่า Charité at War เป็นซีรีส์ สัญชาติเยอรมันที่บอกเล่าเรื่องราวของบุคลากรทางการแพทย์ภายใต้การปกครองของนาซี โดยมีประเด็นหลักเป็นการตั้งคำถาม “คำปฎิญาณแห่งฮิปโปเครตีสจะไปด้วยกันกับคำสาบานตนต่อท่านผู้นำได้อย่างไร?”

มันเป็นสิ่งที่ conflict กันมาก ๆ กับความเป็นมืออาชีพทางด้านการแพทย์ของบุคลากรทางการแพทย์ในสงครามครั้งนี้ กับความจงรักภักดีต่อ ท่านผู้นำอย่างฮิตเลอร์

เป็นซีรีส์ กึ่งสารคดี ที่ว่ากันถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง ต้องบอกว่าเมื่อย้อนกลับไปในยุคนั้น จักรวรรดินาซีมีประชากรราว 4 แสนคนถูกบังคับให้ทำหมันเพราะมีประวัติพันธุกรรมบกพร่อง, ไม่สามารถพิสูจน์ตนว่าเป็นชนชาติอารยัน หรือเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่ารักร่วมเพศ ผู้ป่วยทางจิตและผู้มีร่างกายไม่สมบูรณ์ 2 แสนคนถูกสังหาร โดยใช้คำว่าการุณยฆาตเพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อรัฐและครอบครัว

มันเป็นความโหดร้าย โหดเหี้ยม ที่น่าสนใจมาก ๆ กับการกระทำดังกล่าว แต่ ก็มีตัวเอกในเรื่องอย่าง คุณหมอ เฟอร์ดินันด์ เซาเออร์บรูค ที่เป็นอาจารย์หมอและศัลยแพทย์ชื่อดังในยุคนั้น

หมอ เซาเออร์บรูค ที่มีความพยายามส่งข้อความสุดท้ายถึงทำเนียบรัฐบาลของจักรวรรดิไรซ์ที่ใกล้ล่มลาย ในชั่วโมงสุดท้ายก่อนเบอร์ลินจะถูกยึดครอง และในสภาพที่อาคารกว่า 90% ถูกทำลาย ชาริเต้ ยังคงเป็นโรงพยาบาลที่รองรับคนไข้ได้ถึง 800 คน ช่วยเหลือชาวเยอรมันที่กำลังถูกรุกไล่เข้าสู่เมืองเหลืองจนถึงนาทีสุดท้าย

ซีรีส์ สั้น ๆ ที่มีความยาวเพียงแค่ 6 ตอน แต่ต้องบอกว่ามันผสานเรื่องราวหลาย ๆ อย่างได้อย่างลงตัว ทั้งความรัก ทั้งชายหญิง ครอบครัว หรือแม้กระทั่งรักร่วมเพศ สงคราม ความโหดร้ายของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งไม่ใช่มีเพียงแค่ชาวยิว ที่ตกเป็นเหยื่อเพียงเท่านั้น

เป็นอีกหนึ่งมุมมองที่น่าสนใจมาก ๆ สำหรับคนที่สนใจภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับสงคราม ที่เราจะไม่เคยเห็นมุมมองในด้านมาก่อนเลย จึงแนะนำเลยครับสำหรับคนที่สนใจมุมมองใหม่จากสงครามครั้งประวัติครั้งนี้กับ Charité at War ชาริเต้ รักกลางสนามรบ

Geek Life EP24 : 3 เทคนิคเพื่อเอาชนะความกลัวการพูดในที่สาธารณะ

แม้แต่ผู้พูดที่มั่นใจที่สุดก็ยังหาวิธีที่จะทำให้ตนเองห่างเหินจากผู้ฟัง สมองของเราถูกตั้งโปรแกรมอย่างไร แล้วเราจะเอาชนะมันได้อย่างไร? กับการต้องพูดในที่สาธารณะกับคนจำนวนมาก

การแสดงน้ำใจและความเอื้ออาทรต่อผู้อื่น เป็นสิ่งที่กระตุ้นเส้นประสาทเวกัส ซึ่งมีผลต่อการตอบสนองการต่อสู้หรือหนี เมื่อเราเมตตาผู้อื่น เรามักจะรู้สึกสงบและเครียดน้อยลง ใช้หลักการเดียวกันในการพูด เมื่อเราเข้าใกล้การพูดด้วยจิตวิญญาณแห่งความเอื้ออาทร เราจะตอบโต้ความรู้สึกของการถูกโจมตีและมีความรู้สึกประหม่าน้อยลง

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://bit.ly/3zqqPn8

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://apple.co/2lEqPPg

🎧 ฟังผ่าน Google Podcast : 
http://bit.ly/2kxHtQ3

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://spoti.fi/2m0PTzR

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/AUeUH95VObY

References Image : https://www.inc.com/brent-gleeson/20-tips-for-mastering-art-of-public-speaking.html

Movie Review : Sweet & Sour รักหวานอมเปรี้ยว | กับพล็อตหักมุมสุดเซอร์ไพรส์

วันศุกร์สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมพยายามควานหาหนังใน Netflix ก็ได้ไปเจอกับเรื่อง Sweet & Sour รักหวานอมเปรี้ยว ที่ติดขึ้นเทรนด์ แนะนำใน Netflix จึงอยากลองเข้าไปดูหน่อยว่าหนังเรื่องนี้มีดียังไง

ต้องบอกว่า ตอนแรกก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก เพราะดูจากชื่อเรื่องและ trailer แล้ว เหมือนจะเป็นหนังรัก ซีรีส์ เกาหลี ธรรมดา ๆ เรื่องนึง

แต่ต้องบอกว่า หลังเรื่องนี้จบความคิดเปลี่ยนไป มันเป็นหนังที่ให้อารมณ์ประมาณ My Sassy Girl ยัยตัวร้ายกับนายเจี๋ยมเจี้ยม หนังดัง ที่หลาย ๆ คนน่าจะจดจำกันได้ดีที่เปิดตลาดหนังเกาหลี ในไทยได้อย่างประสบความสำเร็จ

หนังว่าด้วย เรื่องของชายหนุ่มคนหนึ่งกับหญิงสาวอีกสองคน ชายหนุ่มคนนี้ คือ จางฮยอก (Jang Ki Yong/จางกียง จากซีรีส์เรื่อง My Roommate Is A Gumiho, Search: WWW และ My Mister) ผู้ชายที่มีความสัมพันธ์รักกับพยาบาลสาว ดาอึน (Chae Soo Bin/แชซูบิน จากซีรีส์เรื่อง I am Not a Robot, Love in the Moonlight และ A Piece of Your Mind) ซึ่งแรกคบกันก็ดูจะหวานดีอยู่หรอก

แต่วันหนึ่ง ชีวิตหน้าที่การงานของเขาก็ดันมีจุดเปลี่ยน อยู่ดีๆ เขาก็ต้องย้ายตัวเองมาทำงานเป็นพนักงานชั่วคราวในบริษัทอีกแห่งหนึ่ง ในวันที่เขาเข้าไปทำงานองค์กรใหญ่ กลับกลายเป็นว่ามันไม่ได้มีแค่เขาคนเดียว

เพราะว่าในวันเดียวกันนั้น ก็มีพนักงานชั่วคราวอีกคนนึงเข้ามาด้วยพร้อมกัน เป็นหญิงสาวสวย เธอชื่อ โบยอง (Krystal/คริสตัล จากซีรีส์เรื่อง The Heirs, Prison Playbook และ The Bride of Habaek)

เนื่องด้วยมันเป็นบริษัทใหญ่ พวกเขาทั้งสองก็ต้องทำงานเต็มที่ ซึ่งตอนแรกนั้น จางฮยอกและโบยองก็เป็นคู่แข่งคนละทีมกัน แต่จู่ๆ ด้วยสถานการณ์บังคับของบริษัท ก็ได้ถูกจับมาทำงานร่วมกัน แล้วทั้งคู่ก็ใกล้ชิดกันและนั่นเองที่เป็นจุดเริ่มต้นของความรักหวานอมเปรี้ยว ตามชื่อเรื่อง!

Netflix ได้สรุปเนื้อเรื่องของ Sweet & Sour รักหวานอมเปรี้ยวไว้ได้อย่างน่าสนใจคือ : ท่ามกลางโอกาสและอุปสรรคต่าง ๆ นานา คู่รักพยายามก้าวผ่านประสบการณ์ทั้งร้ายและดี และประคับประคงความสัมพันธ์ระยะไกล ให้อยู่รอดในโลกแห่งความเป็นจริง

ต้องบอกว่า หนังเรื่องนี้ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในสังคมยุคปัจจุบัน ที่มักเกิดขึ้นกับคู่รักหลายคู่ รักแท้ จะแพ้ ระยะทางหรือไม่ เป็นสิ่งที่เราได้ยินกันอยู่บ่อย โดยเฉพาะในสังคมยุค Social ในปัจจุบัน

เอาจริง ๆ มันเป็นหนังที่พล็อตเรื่องเรียบง่ายมาก ๆ แต่ดูสนุกแบบเหลือเชื่อ การแสดงจากนักแสดงนำทั้งหมดนั้นทำได้ดีมาก ๆ จนเราหลงเข้าไปในโลกแห่งรักสามเศร้าครั้งนี้ แต่ สิ่งที่เซอร์ไพรส์สุด ๆ ก็คือ ตอนจบของหนัง ที่เรียกได้ว่า หลอกแกงคนดูได้อย่างแนบเนียน

ที่ต้องบอกว่า มันไม่ใช่เป็นเพียงแค่เรื่องรักสามเศร้าแบบธรรมดา แต่มันเป็นหนังที่หลอกคนดูจนเราแทบจะไม่เชื่อสายตาว่า ตอนจบไหงมันกลายเป็นแบบนี้ แนะนำให้ไปลองรับชมกันได้เลยครับ รับรองเซอร์ไพรส์อย่างแน่นอน

หนังสือ 2 เล่มที่เปลี่ยนวิธีที่ Mark Zuckerberg คิดเกี่ยวกับนวัตกรรม

Mark Zuckerberg ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของ Facebook ที่สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ โดยใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ผ่านเครือข่ายโซเชียลมีเดียของเขา แม้เขาจะขลุกกับโลกเทคโนโลยีใหม่ ๆ แต่เขาก็ยังรู้ถึงคุณค่าของหนังสือที่ดูเหมือนเป็นสิ่งล้าสมัย

“ผมพบว่าการอ่านหนังสือเป็นสิ่งที่ช่วยเติมเต็มสติปัญญา” เขาเขียนบนเฟซบุ๊กในปี 2015 ขณะที่เขาเริ่มท้าทายการอ่านหนังสือสองเล่มต่อเดือนเป็นเวลาหนึ่งปี เขากล่าวว่าหนังสือให้ประสบการณ์ที่เขาสามารถที่จะ ”ดื่มด่ำ” ไปกับมันได้

หนังสือที่ Zuckerberg อ่านบางเรื่องต้องบอกว่าเป็นเรื่องท้าทายด้านวิทยาศาสตร์เช่นหนังสือย่าง “Genome” โดย Matt Ridley ซึ่งเป็นหนังสือที่กล่าวถึงการสำรวจวิวัฒนาการของพันธุกรรม และ Zuckerberg เองยังให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์และการเมือง เช่น หนังสือ “World Order” ของอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เฮนรี คิสซิงเจอร์

รวมถึงในบางหัวข้อที่ให้ความสำคัญกับวิธีที่บริษัทต่างๆ สามารถขับเคลื่อนนวัตกรรมและส่งเสริมให้พนักงานมีความคิดสร้างสรรค์มากที่สุด และมีหนังสือที่น่าสนใจสองเล่ม ที่ Zuckerberg อ่านและชื่นชอบ:

1. “Creativity, Inc.” โดย Alice Wallace และ Edwin Catmull

Edwin Catmull ประธาน Pixar Animation Studios และ Walt Disney Animation Studios และนักเขียน Alice Wallace ให้ผู้อ่านได้ทราบถึงมุมมองภายในว่า Pixar กลายเป็นขุมพลังแห่งการสร้างสรรค์ในทุกวันนี้ได้อย่างไร

รายละเอียดหนังสือที่บริษัทดำเนินการเพื่อทำให้นวัตกรรมมีความสำคัญเป็นลำดับแรก ตัวอย่างเช่น Catmull โต้แย้งว่าบริษัทต่างๆ ควรส่งเสริมให้พนักงานแบ่งปันแนวคิดใหม่ๆ

“อย่ารอให้สิ่งต่าง ๆ สมบูรณ์แบบก่อนที่คุณจะแบ่งปันกับผู้อื่น” เขาเขียน “โชว์มันออกมาเลยไม่ต้องรอให้มันพร้อม 100% ก่อนหรอก”

Zuckerberg สนุกกับหนังสือที่ทาสีบนผนังสำนักงานใหญ่ของ Facebook ในเมือง Menlo Park รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นแนวความคิดที่คล้ายคลึงกัน: “Better done than perfect.”

“ผมชอบอ่านเรื่องราวโดยตรงเกี่ยวกับวิธีที่ผู้คนสร้างบริษัทที่ยอดเยี่ยม เช่น Pixar และบ่มเพาะนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์” Zuckerberg เขียน

2. “The Idea Factory” โดย Jon Gertner

“The Idea Factory” โดยนักข่าวและผู้แต่ง Jon Gertner ที่ได้ติดตามประวัติของ Bell Labs การดำเนินการวิจัยที่มีชื่อเสียงซึ่งก่อตั้งโดย Alexander Graham Bell ซึ่งทำงานเป็นส่วนหนึ่งของ AT&T มานานหลายปี และปัจจุบันเป็นเจ้าของโดย Nokia นักวิจัยหลายคนได้รับรางวัลโนเบลจากผลงานที่ Bell Labs

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในไม่ช้าหลังจากผู้บริหารของ AT&T สองสามคนตัดสินใจที่จะจัดการกับงานที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ในการสร้างสายโทรศัพท์ข้ามทวีปที่สามารถเชื่อมต่อการโทรระหว่างนิวยอร์กและซานฟรานซิสโก

แสดงให้เห็นว่าการทำงานร่วมกันระหว่างธุรกิจและวิทยาศาสตร์ที่ไม่ซ้ำใครนำไปสู่การสร้างบริษัทที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกได้อย่างไร

Zuckerberg กล่าวว่าเขาเลือกอ่านหนังสือเล่มนี้เพราะเขา “สนใจมากในสิ่งที่ทำให้เกิดนวัตกรรม — ประเภทของผู้คน คำถาม และสภาพแวดล้อม”

CEO ของ Facebook ไม่ใช่คนเดียวที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการอ่านเพื่อการพัฒนาตนเอง

เศรษฐีส่วนใหญ่ที่สร้างตัวด้วยตัวเองมักจะอ่านหนังสือวันละ 30 นาทีขึ้นไปเพื่อการพัฒนาตนเอง จากการสำรวจ 233 บุคคลผู้มั่งคั่งในประเทศสหรัฐอเมริกา

มหาเศรษฐีและนักลงทุนในตำนาน Warren Buffet อ่านหนังสือวันละหลายชั่วโมง Elon Musk ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Tesla ก็เป็นนักอ่านตัวยงเช่นกัน เมื่อเขาถูกถามเกี่ยวกับวิธีการที่เขากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรื่องจรวด เขากล่าวว่า “ผมอ่านหนังสือ.”

ต้องบอกว่า คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ที่เหล่านักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ทั้งในไทยและต่างประเทศ มักมีนิสัยอย่างนึงคล้าย ๆ กัน ก็คือ นิสัยในการรักการอ่าน

ตัว Zuckerberg เอง การที่ขลุกอยู่แต่กับเทคโนโลยี แต่ต้องบอกว่า Social media อย่าง Facebook เองนั้น คงไม่ใช่หวังพึ่งเพียงแค่เรื่องนวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างเดียวเพียงเท่านั้น แต่การที่เขาต้องมีความรู้รอบด้าน ก็เพื่อให้เข้าใจ และเท่าทันโลก

ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม แม้กระทั่งเรื่องระเบียบดุลอำนาจโลก เพราะอย่างที่เรารู้กันว่า Facebook นั้นส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อเรื่องราวต่าง ๆ ของโลก การปรับเปลี่ยน Features ต่าง ๆ นั้น ส่งผล impact ต่อความคิดของมนุษย์เราทั่วโลกซึ่งแน่นอนว่า มันส่งผลต่อเรื่องราว ๆ ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

แล้วคุณล่ะ เริ่มที่จะสร้างนิสัยรักการอ่านตั้งแต่วันนี้หรือยัง?

–> อ่าน Blog Series : มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก I’m CEO Bitch

References : https://fs.blog/2016/10/23-book-recommendations-mark-zuckerberg/
https://www.cnbc.com/2017/04/11/2-books-that-changed-the-way-mark-zuckerberg-thinks-about-innovation.html
https://www.inc.com/business-insider/mark-zuckerberg-favorite-books.html

Geek Story EP99 : ทำไม Linkedin ถึงสามารถบุกตลาดจีนได้สำเร็จ

ต้องบอกว่า Linkedin นั้นถือเป็นหนึ่งในบริษัททางด้าน internet น้อยรายจากอเมริกาที่สามารถเข้าถึงได้ในประเทศจีน ซึ่ง Facebook , Google , Twitter หรือ Pinterest นั้นต่างถูกบล็อก

ซึ่ง Linkedin นั้นจะมุ่งเน้นไปที่เครือข่ายของมืออาชีพ และได้รับความสนใจจากประชากรชาวเน็ตในประเทศจีน ซึ่งมีการเติบโตของกลุ่มผู้คนมืออาชีพกว่า 140 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวแทนของเหล่าพนักงานที่มีความรู้ประมาณ 1 ใน 5 ของโลก

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://bit.ly/3wcGrZj

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://apple.co/2lEqPPg

🎧 ฟังผ่าน Google Podcast : 
http://bit.ly/2kxHtQ3

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://spoti.fi/2m0PTzR

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/ZlEpDUbws-4