ข้อคิดสำคัญสำหรับ Driver ที่จะยึด Delivery Platform เป็นช่องทางทำมาหากินหลัก

พอดีผมได้มีโอกาสนั่งอ่าน ข่าวเกี่ยวกับ การรวมตัวประท้วงของพนักงานขนส่งของ Grab ที่ด้านหลังลานจอดรถห้างบิ๊กซีพัทยาใต้ เกี่ยวกับการเรียกร้องผลตอบแทนที่ดูเหมือนจะต่ำเตี้ยเรี่ยดินลงเรื่อย ๆ

นี่คือประเด็นสำคัญที่เหล่าพนักงาน Grab เข้ามาเรียกร้อง

“ครั้งล่าสุดที่เราชุมนุมประมาณเดือน พ.ย.62 ปรับจาก 50 กว่าบาทเหลือ 30 กว่าบาท และมาให้เราเก็บสะสมคะแนนเพื่อจะได้โบนัสมากขึ้น แต่ปัจจุบันมันลดต่ำลงไปเรื่อยๆ ซึ่งเรามันไม่ไหวกับสิ่งที่ตอบแทน คือเก็บสะสมเพชรถ้าได้ 250 เพชรขึ้นไป เราจะได้เพชรเม็ดละ 30 สตางค์ ตีเป็นเงิน 75 บาท รวมกับค่ารอบที่เราได้ 30 บาท ซึ่งบางคนเคยได้ 1,000 กว่าบาท เหลือ 300-400 บาท ซึ่งรายได้นั้นมันก็พออยู่ได้แต่มันไม่คุ้มในการที่เอารถเรามาวิ่ง ไหนจะค่าสึกหลอของรถ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ากิน ค่าโรงเรียนลูก ซึ่งวันนี้พวกเราจะหยุดบริการทั้งวันไม่รับออเดอร์ลูกค้า”

ซึ่งต้องมองตามความเป็นจริงว่า สิ่งที่บริษัทพวกนี้โดยเฉพาะบริการที่แข่งกันหนักอย่าง Delivery Service หรือ แม้กระทั่ง Platform Ecommerce อย่าง Shopee , Lazada ยอมขาดทุนมหาศาลทุก ๆ ปี

แน่นอนอยู่แล้วว่าพวกเขาต้องการ Data จากพฤติกรรมผู้บริโภคของเรา ว่าชอบสั่งอาหารแบบไหน มูลค่าเท่าไหร่ หรือช่วงเวลาใด และสุดท้ายพฤติกรรมเหล่านี้ก็จะกลายเป็นพฤติกรรมที่เราเคยชิน เหมือนที่เราเห็นใน platform Ecommerce อย่าง Lazada , Shopee ที่คนไทยเริ่มเสพติดกันหนักขึ้นเรื่อย ๆ

ด้วยการอัดโปรโมชั่นมากมายที่ดูเหมือนเป็นการสปอย Driver ที่เข้ามาร่วมในระบบ ทำให้มีคนเข้าไป join ใน platform เหล่านี้ แน่นอนว่า รายได้ในช่วงแรก ๆ ต้องกระฉูด เพราะเป็น เฟส เผาเงินที่ได้รับจากนักลงทุน มันไม่ใช่เงินจากการทำธุรกิจจริง ๆ ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยในการอัดเงินให้ Driver มากมายขนาดนี้ ถ้าพวกเขาคิดจะใช้ Model นี้แบบยั่งยืนจริง ๆ

แต่บริษัทเหล่านี้ ไม่ใช่นักบุญแน่นอน มาหว่านเงินแจกเล่น เหมือนช่วงแรก ๆ พวกเขาเอาข้อมูลไปวิเคราะห์อยู่แล้ว ซึ่งสุดท้ายแล้วนั้น ธุรกิจ มันก็คือ ธุรกิจ ที่ต้องทำเงินสร้างผลกำไรออกมา

ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้เลย ในโมเดลก่อนหน้าที่เราได้เห็นกันอยู่ มันเป็นคณิตศาสตร์ตัวเลขง่าย ๆ ว่าทำยังไงก็ขาดทุน สอดคล้องกับข่าวที่ออกมาช่วง COVID-19 ที่บริการพวกนี้ขาดทุนกันเป็นว่าเล่น เรียกได้ว่า ยิ่งโตยิ่งขาดทุน

เพราะฉะนั้น สิ่งที่พี่ ๆ Driver ควรทำ platform กับเหล่านี้ คือ รีบโกยมาให้มากที่สุด ให้เร็วที่สุด และควรหาทางเลือกสำรองไว้ ที่เราสามารถ control ทุกอย่างได้บ้าง (ตัวอย่างกรณี Ecommerce เช่น การสร้างเว๊บไซต์ของตัวเองขึ้นมาแทน) เพราะยังไงหากเป็นบ้านของตัวเองก็ไม่มีใครสามารถมาเปลี่ยนอะไรเราได้อยู่แล้ว

แล้วเปลี่ยนมุมมองกับพวก platform ต่าง ๆ เหล่านี้ ที่เรากำลังพึ่งพานั้นเป็นเพียงช่องทางหนึ่งในการหารายได้เพียงเท่านั้น อย่ามองเป็นช่องทางทำรายได้หลักเด็ดขาด เพราะวันนึง เค้าจะเปลี่ยนนโยบายอะไรก็ได้ เราไม่สามารถที่จะ control ได้เลย

ตัวอย่างมีให้เห็นมากมายแล้วที่อยู่ดี ๆ ก็เปลี่ยน policy ต่าง ๆ มากมาย ซึ่งสุดท้ายเราก็อยู่ไม่ได้ อย่างเช่นใน platform ใหญ่ ๆ อย่าง facebook , shopee , lazada หรือ อะไรก็แล้วแต่ ซึ่งสุดท้ายพวกนี้เค้าก็ต้องสร้างกำไรให้กับพวกเขาในท้ายที่สุดนั่นเองครับ

References Images : https://siamrath.co.th/

Geek Daily EP24 : เมื่องานวิจัยใหม่พบว่า AI และมนุษย์ทำงานร่วมกันได้ดีกว่าทำงานเพียงลำพัง

งานวิจัยใหม่จาก MIT แสดงให้เห็นว่าเมื่อมนุษย์และระบบ AI ทำงานร่วมกัน พวกเขาสามารถทำได้ดีกว่าต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่เพียงลำพัง ตัวอย่าง ระบบการวินิจฉัยทางการแพทย์มักถูกตรวจสอบโดยแพทย์ที่เป็นมนุษย์ และระบบการกลั่นกรองเนื้อหาจะกรองสิ่งที่พวกเขาสามารถทำได้ก่อนที่จะต้องการความช่วยเหลือจากมนุษย์ 

แต่อัลกอริธึมไม่ค่อยได้รับการออกแบบมาเพื่อปรับให้เหมาะสมสำหรับการทำงานของ AI ร่วมกับมนุษย์ ถ้าเป็นเช่นนั้นระบบ AI จะพยามยามปรับปรุงการตัดสินใจในการทำงานร่วมกับมนุษย์ก็ต่อเมื่อผลลัพธ์ที่ออกมานั้น สามารถทำให้การตัดสินใจโดยรวมดูดีขึ้นนั่นเอง

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://bit.ly/2PrQvtE

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://apple.co/2lEqPPg

🎧 ฟังผ่าน Google Podcast : 
https://bit.ly/33ufyV9

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://spoti.fi/3k9e20F

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/CJb9akxEi1I

References : https://arxiv.org/pdf/2006.01862.pdf

ถ้า TikTok กลายมาเป็นของอเมริกา คุณคิดว่าใครควรจะเป็นเจ้าของ?

แน่นอนว่า เรื่องราวของ TikTok นั้นถือเป็นวิบากกรรมของบริษัท ที่พยายามสร้างบริการแบบ Global แต่ต้องมาถูกเตะตัดขาจากพี่ใหญ่แห่งอเมริกา ที่มองว่า เป็นภัยต่อความมั่นคงหากให้บริการเหล่านี้มาเฉิดฉายในประเทศอเมริกา

การแพร่กระจายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ COVID-19 ที่เกิดขึ้น ทำให้บริการอย่าง TikTok นั้นยิ่งแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วทั่วโลก และสามารถเจาะขุมทรัพย์ตลาดที่สำคัญที่สุดได้นั่นก็คือ วัยรุ่นชาวอเมริกัน

ซึ่งเป็นตลาดที่เจาะได้ยากที่สุดและ หากเจาะตลาดนี้ได้แล้วนั้น บริการพร้อมที่จะทะยานขึ้นไปสู่กลุ่มคนอื่น ๆ ได้ง่าย เหมือนอย่างที่ facebook ทำสำเร็จมาแล้วกับบริการของพวกเขาในช่วงแรกที่เจาะกลุ่มเริ่มต้นที่นักศึกษามหาวิทยาลัยทั่วโลก ก่อนจะแพร่ระบาดอย่างไรวัส มีผู้ใช้งานกว่าพันล้านคนทั่วโลกอย่างที่เราได้เห็นในปัจจุบัน

เช่นเดียวกับ อีกหลากหลายบริการที่มักเจาะไปที่กลุ่มวัยรุ่นก่อน ก่อนที่จะทะยานขึ้นบริการที่สำคัญทั่วโลกได้ และ TikTok สามารถที่จะทำมันได้สำเร็จ

ปัญหาใหญ่ของพวกเขาตอนนี้ คือ กำลังจะถูกแบน หรือ ถูกบีบบังคับให้ขายให้กับบริษัทจากอเมริกา ซึ่งจากข่าวที่ออกมานั้น ดูเหมือน Microsoft จะกลายเป็นตัวเต็งในการซื้อกิจการนี้

ซึ่งแน่นอนว่า Microsoft นั้นต้องการตลาดนี้มานาน ต้องการส่วนแบ่งตลาดการโฆษณาในโลกออนไลน์ที่มีมหาศาล ที่ Microsoft ยังไม่สามารถเข้าไปกอบโกยได้ แม้จะมี บริการ Search Enginge อย่าง Bing แต่ก็ดูเหมือนจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ให้กับ Google อย่างย่อยยับ

Bing ที่ดูเหมือนจะไม่สามารถสู้ Google ได้เลย
Bing ที่ดูเหมือนจะไม่สามารถสู้ Google ได้เลย

แต่ถ้าถามว่าใครอยากได้ TikTok มากที่สุด คงหนีไม่พ้น Facebook อย่างแน่นอน ที่ตอนนี้ กำลังถูกแย่งชิงฐานผู้ใช้งานไปอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องของเวลาที่อยู่ใน Platform นั้นดูเหมือน ว่า TikTok จะสามารถดึงดูดวัยรุ่นให้อยู่ใน Platform ของพวกเขาได้มากกว่า

มันคือภัยคุกคามอย่างชัดเจนต่อธุรกิจ ของ Facebook แม้จะพยายามสร้างบริการเลียนแบบอย่าง Lasso หรือ สร้างบริการขึ้นมาในผลิตภัณฑ์ตัวเองอย่าง Instagram Reels ก็ตาม แต่ดูเหมือนยังไม่สามารถที่จะการันตีได้ว่าจะเอาชนะ TikTok ที่กำลังฮิตติดลมบนได้

แต่ดูจากประวัติศาตร์แล้วนั้น ต้องบอกว่า Microsoft กับ Facebook ถือเป็นพันธมิตรที่ดีต่อกันมานานแสนนาน ตั้งแต่ตั้งใจซื้อหุ้นสร้างมูลค่าให้กับ Facebook ในยุคแรกเริ่มเพื่อกันท่า Google ไม่ให้มาครอบครอง Facebook แล้วนั้น ดูเหมือนว่าหลังจากนั้นทั้งสองบริษัทจะกลายเป็นพันธมิตรกันอย่างเหนียวแน่น

ยามใดที่ Facebook ต้องออกศึกกับ Google ก็ดูเหมือนพี่ใหญ่อย่าง Microsoft ก็มักจะมาช่วยเหลืออยู่เสมอ ตัวอย่างเช่น ในตอนที่สู้กันเมื่อ Google Plus ของ Google ได้ออกมาพร้อม Features มากมายพร้อมฟังก์ชั่นเด็ดอย่าง Hangout ทางฝั่ง Microsoft ก็ส่ง Skype เข้ามาช่วยเหลือ Facebook ได้อย่างทันท่วงที ไม่ให้พลาดท่าแก่ Google ในศึกครั้งนั้น

ซึ่งด้วยความที่เป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่น ถึงขนาดว่า faceboook ยอมใช้ map ของ microsoft ไม่ได้ใช้ map ของ Google ใน platform ของตัวเอง ต้องบอกว่า หาก Microsoft ได้ TikTok มาครอบครอง โลกของ Social นั้นก็จะถูกยึดโดยทีมพันธมิตร Microsoft-Facebook ได้อย่างแน่นอน

แต่อีกฝั่งที่ผมเชียร์ ก็คือ Google ที่มองว่ายังขาด Product ที่เป็น Social Platform ที่แม้จะพยายามปลุกปั้น (Google Plus) หรือ เข้าซื้อกิจการมาก็แล้ว (Orkut) ก็ดูเหมือนว่ายังคงปั้นไม่ขึ้น กับบริการในด้าน Social

Orkut ที่ Google เคยซื้อกิจการมา
Orkut ที่ Google เคยซื้อกิจการมา

ซึ่ง TikTok เอง ก็ถือว่า เข้ามารุกรานธุรกิจหลักของ Google เช่นกัน เพราะมันก็ถือว่าเป็น Platform วีดีโอ ที่แม้จะเป็น วีดีโอ แบบสั้น ๆ แต่ก็ถือว่าแย่งฐานผู้ใช้งานหลักที่เป็นวัยรุ่นไปจาก Youtube เช่นเดียวกัน

ส่วนตัวก็ยังคิดว่า ควรจะ Balance โลก Social ให้เกิดการแข่งขันกันมากกว่านี้ ซึ่ง หาก TikTok ได้มาเป็นเจ้าของโดย Google น่าจะเป็นการดีกว่า ซึ่งจะคอย Balance โลก Social ให้แข่งขันกันสนุกขึ้น และ ข้อมูล พฤติกรรม ของพวกเราใน social จะไม่ตกอยู่ในฝั่งใดฝั่งหนึ่งมากเกินไปนั่นเอง

แล้วถ้า TikTok ต้องถูกครอบครองโดยบริษัท อเมริกันจริง ๆ คุณคิดว่าใครควรจะเป็นเจ้าของ Platform น้องใหม่ที่มาแรงสุด ๆ อย่าง TikTok กันแน่ครับ?

References : https://findyoursounds.com/2020/08/01/microsoft-in-talks-to-acquire-tiktok-say-reports/

Geek Daily EP23 : เมื่อ AI ด้าน HR ทำนายได้ว่าผู้สัมภาษณ์งานคนใดมีแนวโน้มที่จะย้ายงานบ่อย

นับตั้งแต่เริ่มมีการระบาดใหญ่ของ COVID-19 บริษัท จำนวนมากได้หันมาใช้ AI เพื่อช่วยในการจ้างงาน ระบบที่พบบ่อยที่สุดเกี่ยวข้องกับการใช้อัลกอริธึมทางด้าน AI เพื่อช่วยพิจารณาว่าผู้สมัครคนใดมีแนวโน้มที่จะมีความภักดีกับบริษัทนาน ๆ

การสร้างรูปแบบการเรียนรู้ด้วยเครื่องใหม่ (Machine Learning) ที่พยายามทำนายโอกาสที่ผู้สมัครจะได้งานและทำการเปลี่ยนงานบ่อยกว่าความต้องการของนายจ้าง เพราะการเก็บรักษาพนักงานเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับหลาย ๆ บริษัท โดยประมาณที่ 16% ของต้นทุนของเงินเดือนพนักงานแต่ละคน ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการหาพนักงานที่มีแนวโน้มที่จะอยู่กับองค์กรนาน ๆ

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://bit.ly/3k7zAL2

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://apple.co/2lEqPPg

🎧 ฟังผ่าน Google Podcast : 
https://bit.ly/2BTuIrA

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://spoti.fi/2XqaSMh

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/N67VKy1DZ8Y

References : https://www.technologyreview.com/2020/07/24/1005602/ai-hiring-promises-bias-free-job-hopping-prediction/
https://www.peoplematters.in/site/interstitial?return_to=%2Farticle%2Ftalent-acquisition%2Fhow-ai-is-transforming-the-hiring-process-16517

Geek Monday EP57 : Lawtech กับการใช้ AI เปลี่ยนภูมิทัศน์ใหม่ในธุรกิจด้านกฎหมาย

การศึกษาโดย Deloitte คาดการณ์ว่าจะมีงานด้านกฎหมายประมาณ 114,000 ตำแหน่งที่มีแนวโน้มว่าจะกลายเป็นแบบอัตโนมัติในอีก 20 ปีข้างหน้า และเทคโนโลยีดังกล่าวมีส่วนทำให้เกิดการสูญเสียตำแหน่งงานประมาณ 31,000 ตำแหน่ง

ในขณะที่เครื่องมือ AI และระบบอัตโนมัติในวิชาชีพด้านกฎหมายจะทำให้การทำงานของผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและทนายความทั่วทั้งคณะมีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยให้พวกเขาประมวลผลข้อมูลได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://bit.ly/2PeMw3B

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://apple.co/2lEqPPg

🎧 ฟังผ่าน Google Podcast : 
https://bit.ly/39Ph8C4

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://spoti.fi/3jXQrQt

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/aLPESy1KUPQ

References : https://academic.oup.com/cjres/article/13/1/135/5716343
https://lexmachina.com/about/
https://lexmachina.staging.wpengine.com/legal-analytics/
https://home.ravellaw.com/products-and-technology
https://outsideinsight.com/insights/4-ai-driven-lawtech-startups-changing-the-legal-landscape/
https://www.ft.com/content/f809870c-26a1-11e7-8691-d5f7e0cd0a16
https://www.forbes.com/sites/markcohen1/2017/08/29/global-legal-tech-is-transforming-service-delivery/#2d46ed881346
https://www.thomsonreuters.com/en/press-releases/2017/august/thomson-reuters-analysis-reveals-484-percent-increase-in-new-legal-services-patents-globally.html
https://www.luminance.com/product/diligence.html