บทเรียนจากยูเครน ชัยชนะของการประท้วง สู่ความพ่ายแพ้ของประเทศ

เป็นเวลากว่าร้อยปี ที่ ประเทศยูเครน เป็นจุดกึ่งกลางระหว่างฝั่งตะวันตก และ ตะวันออกของประเทศรัสเซีย ซึ่งในที่สุดในปี 1991 ยูเครนก็ได้รับเอกราช

การเมืองของยูเครนนิ่งมานาน จนการมาถึงของ วิคเตอร์ ยานูโควิช ในช่วงปี 2013 ผู้นำคนสำคัญที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์ประเทศยูเครนอย่างสิ้นเชิง จากการที่เขาเป็นคนฝักใฝ่ฝ่ายรัสเซีย และออกห่างจากยุโรป ซึ่งเป็นวิธีการที่ชาวยูเครนส่วนใหญ่รับไม่ได้ เพราะเป็นการพาประเทศเดินถอยหลังกับการไปคบหากับรัสเซีย

จุดเริ่มต้นของการปฏวัตินั้นเริ่มที่จตุรัส ไมดาน กลางกรุงเคียฟ เมืองหลวงของรัสเซีย ซึ่งเริ่มมีประชาชนที่ไม่พอใจ ประธานาธิบดี ยานูโควิช ได้ทยอย ๆ เข้าร่วมร่วมกับผู้นำฝ่ายค้าน ที่มาเข้าร่วมชุมนุมกับประชาชน

ด้วยกระแสทาง Social Network อย่าง Facebook ทำให้ประชาชนเริ่มทยอยมาที่จตุรัสไมดานมากขึ้นเรื่อย ๆ เป็นการต่อสู้ด้วยพลังของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่มีม๊อบจัดตั้งแบบบางประเทศแถวเอเชีย

ประชาชนต้องการเรียกร้องให้นำยูเครนเข้าสู่สหภาพยุโรป โดยวันแล้ววันเล่าที่ประชาชนต่างมาเรียกร้อง ก็ยังไม่มีการตอบสนองจากรัฐบาลเกิดขึ้น

ประชาชนหลั่งไหลมารวมตัวกันที่จตุรัสไมดาน
ประชาชนหลั่งไหลมารวมตัวกันที่จตุรัสไมดาน

เริ่มมีการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทางรัฐบาลส่งมาปราบปราม ภาพการปะทะนั้นได้รับการเผยแพร่ไปทั่ว Social Network รวมถึงช่องทีวีดัง ๆ จากทั่วโลก

หลังจากการถูกปราบปรามจากตำรวจที่จตุรัส ไมดานแล้วนั้น ผู้คนส่วนใหญ่ก็ได้หนีไปยังโบสถ์ เซ็นต์ไมเคิล หรือ วิหารทองคำ  และเริ่มมีการจัดระเบียบการชุมนุมมากขึ้น เริ่มมีส่วนของสเบียงอาหาร รวมถึง มีส่วนของศูนย์การแพทย์ เพื่อช่วยเหลือผู้ชุมนุม ซึ่งในช่วงเริ่มต้นของการชุมนุมนั้น ส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็นวัยรุ่นยุคใหม่ทั้งสิ้น

หลังจากการถูกปราบปรามในครั้งแรกก็ทำให้เริ่มมีประชาชนหลั่งไหลมาจากทั่วทุกสารทิศ ทั่วประเทศเพิ่มมากขึ้น ไม่เพียงเฉพาะประชาชนเมืองเคียฟแล้วเท่านั้น ซึ่งทำให้ขนาดของการชุมนุมมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าครั้งแรกที่จตุรัสไมดานอย่างเห็นได้ชัด

คนนับแสนเริ่มหลั่งไหลเข้าสู่ใจกลางเมืองเคียฟ ไม่ใช่แค่เพียงเหล่านักศึกษารุ่นใหม่อีกต่อไป ชาวยูเครนต่างพร้อมใจกันเป็นฝ่ายเดียว ไม่มีแบ่งแยกสี จากนั้นก็เดินหน้ากลับไปที่จตุรัสไมดานอีกครั้ง

ซึ่งคราวนี้ เหล่าคนดังทั้งหลาย รวมถึง เซเลบชื่อดัง ต่างมาร่วมชุมนุมด้วยทั้งสิ้น ทำให้การชุมนุมกลับมาครึกครื้นขึ้นอีกครั้งหลังจากการถูกปราบปรามในครั้งแรก

หลายคนที่โกรธแค้นจากที่ถูกปราบปรามในครั้งแรกนั้น เริ่มคิดแผนที่จะยึดทำเนียบประธานาธิบดี ที่อยู่ไม่ไกลจาก จตุรัสไมดาน ซึ่งคราวนี้เริ่มมีการใช้ความรุนแรงขึ้นจากกลุ่มผู้ชุมนุมเอง ตำรวจก็ต้องเริ่มจัดการโดยใช้แก๊สน้ำตาอีกครั้ง และ ด้วยจำนวนตำรวจที่มาป้องกันนั้นมีมากกว่าชุมนุม พร้อมอาวุธคือ กระบอง ที่ใช้ในการจัดการผู้ชุมนุม

การปะทะกันรอบสองนี้ทำให้ผู้ชุมนุมบาดเจ็บไปเป็นจำนวนมากกว่าครั้งแรก หลายคนบาดเจ็บสาหัส จากการกระทำของกลุ่มตำรวจ ทำให้ภาพเหล่านี้กระจายไปยังวงกว้าง ผ่านทั้ง Social Media รวมถึงช่องทีวีต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ

หลังจากนั้นเริ่มมีกระแสกดดันจากนานา ประเทศ เริ่มได้ส่งตัวแทนเข้ามาเจรจาปัญหากับรัฐบาลยูเครน เพื่อให้แก้ปัญหานี้อย่างสันติ

แต่ท่าทีของรัฐบาลนั้นเริ่มชัดเจนว่า ต้องการกวาดล้างผู้ชุมนุมสร้างความวุ่นวายให้หมด โดยยกกองกำลังตำรวจจำนวนมหาศาล มาล้อมจตุรัสไมดานไว้

ซึ่งในคืนวันที่ 11 ธันวาคมของ ปี 2013 สถานการณ์ก็เริ่มเปลี่ยน เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจที่พยายามผลักดันผู้ชุมนุมให้สลาย ไม่สามารถต้านทานพลังของผู้ชุมนุมที่เข้ามามากขึ้นได้ ทำให้ต้องถอนกำลังออกไป เริ่มมีการประนามจากนานาประเทศ เนื่องจากเหล่าผู้ชุมนุม ส่วนใหญ่ได้มีการชุมนุมอย่างสันติ

เจ้าหน้าที่เริ่มใช้ความรุนแรงกับประชาชน
เจ้าหน้าที่เริ่มใช้ความรุนแรงกับประชาชน

เมื่อถึงวันที่ 20 ของการชุมนุม รูปแบบการชุมนุม ก็พร้อมมากขึ้น มีการฝึกปฏิบัติกับสถานการณ์หากถูกสลายการชุมนุม เริ่มมีการตั้งสิ่งกีดขวาง ไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าถึงได้ รวมถึง เริ่มมีหน่วยลาดตระเวนบริเวณที่ชุมนุม เพื่อรักษาความปลอดภัย และไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มมือที่สามที่มีโอกาสเข้ามาสร้างสถานการณ์ รวมถึงกลุ่มผู้นำศาสนาเริ่มเข้ามามีบทบาทกับการชุมนุมมากยิ่งขึ้น

ในที่สุด ชาวยูเครนก็ต้องมาฉลองปีใหม่ที่จตุรัสไมดาน ร่วมกัน เค้าดาวน์ ต้อนรับปีใหม่ 2014 ร่วมกับกลุ่มผู้ชุมนุม กว่าแสนชีวิต

หลังจากนั้นการชุมนุมก็ยืดเยื้อมากว่า 2 เดือน ไม่มีอะไรเกิดขึ้นที่เป็นรุปธรรม ตามความต้องการของผู้ชุมนุมเลย พรรคฝ่ายค้านที่ไปทำหน้าที่ในสภาก็ไม่สามารถทำให้อะไรดีขึ้นไปได้ มีแต่การประชุม ๆ ซึ่งไม่มีอะไรคืบหน้าสำหรับเหล่าผู้ชุมนุมเลย รวมถึง ทาง ยานูโควิช ก็แสดงเจตจำนงให้ปล่อยให้การชุมนุมยืดเยื้อไปอย่างงี้ และไม่ได้ตอบสนองใด  ๆกับสิ่งที่ผู้ชุมนุมเรียกร้อง

กลุ่มผู้ชุมนุม เริ่มไม่เชื่อ กับการแก้ไขปัญหาโดยนักการเมือง เริ่มมีการต่อสู้อย่างจริงจรังกับตำรวจ โดยมีการปะทะกันหลายครั้ง ซึ่งรอบนี้ตำรวจเริ่มใช้ไม้แรงขึ้นเรื่อย ๆ เริ่มยิงกระสุนยาง เพื่อต้านกลุ่มผุ้ชุมนุม แต่เนื่องจากสถานการณ์เริ่มยืดเยื้อมานาน ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุม ไม่กลัวตำรวจอีกต่อไป รวมถึง มีการฝึกรับมือมาอย่างดี ทำให้ เริ่มมีการใช้ความรุนแรงจากทั้งสองฝ่ายมากยิ่งขึ้น กลุ่มผู้ชุมนุมเริ่มใช้อาวุธอย่าง ระเบิดเพลิง  เริ่มมีการจุดไฟเผายาง เพื่อป้องกันไม่ให้ตำรวจเข้าจู่โจม สถานการณ์เริ่มเลวร้ายลงไปเรื่อย ๆ

พอถึงวันที่ 63 ของการชุมนุม เริ่มมีความอลหม่านมากยิ่งขึ้น ตำรวจเริ่มจะมีการสลายการชุมนุมอีกครั้ง ตอนนี้สถานการณ์เริ่มร้ายแรง ตำรวจเข้าทำลาย แม้กระทั่ง สถานพยาบาลชั่วคราวที่ไว้รักษาอาการบาดเจ็บของผู้ชุมนุม  เริ่มมีการใช้กระสุนจริง กับผู้ชุมนุม ทำให้มีคนตายในที่สุด

หลังจากยืดเยื้อไปถึงวันที่ 90  ก็ได้มีการปะทะครั้งใหญ่ขึ้นอีกครั้ง ณ ขณะนี้ จตุรัส ไมดาน กลายเป็นกองเพลิงขนาดใหญ่ ที่ผู้ชุมนุมต่างจุดไฟเผา เพื่อไล่กลุ่มตำรวจ ต้องบอกว่า สถานการณ์เลวร้ายแบบสุด ๆ เริ่มมีการเผาตึกรามบ้านช่อง ทำให้เคียฟ กลายเป็นทะเลเพลิง เริ่มมีผู้เสียชีวิตมากขึ้นเรื่อย ๆ

ทั้งฝ่ายผู้ชุมนุม และ ตำรวจ  เริ่มกลายเป็นสงครามกลางเมืองเข้าไปทุกที ตอนนี้เริ่มมีการใช้อาวุธหนักเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตำรวจเริ่มนำปืนกลมาใช้ รวมถึง สไนเปอร์ เพื่อดักยิงกลุ่มผู้ชุมนุม แต่กลุ่มผู้ชุมนุม ก็ยังไม่มีท่าทีจะยอมแพ้แต่อย่างใด แม้ต้องเอาตัวเองไปรับกระสุน เพื่อช่วยเหลือเพื่อนที่บาดเจ็บออกมาก็ตาม

หลังจากผ่านวันสุดเลยร้าย รัฐบาลเริ่มโอนอ่อน เริ่มมีการเสนอทางเลือกให้ มีการเลือกตั้งในช่วงปลายปี 2014  แต่ต้องบอกว่าหลังจากความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงนั้น กลุ่มผู้ชุมนุม ไม่ยอมรับข้อเสนอดังกล่าว ต้องการให้ ยานูโควิช ลาออกเท่านั้น

สุดท้ายด้วยความกดดันจากทุกทาง ที่มีมาเรื่อย ๆ รวมถึงผู้คนที่ล้มตายไปเป็นจำนวนมาก ประชาชนก็ไม่ยอม ต้องให้เค้าออกเพียงอย่างเดียวเท่านั้น สุดท้าย ยานูโควิช ก็ทนความกดดันไม่ไหว ต้องหนีออกจากเคียฟไปในที่สุด  และชัยชนะ ก็เป็นของเหล่าผู้ชุมนุมในที่สุด เป็นการสิ้นสุดการปฏิวัติ ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งนึงของโลกเราเลยก็ว่าได้

ต้องบอกว่าการปฏิวัติครั้งนี้ ถือเป็นผลสำเร็จของการชุมนุมโดยประชาชนโดยแท้จริง สุดท้ายรัฐบาลก็ไม่สามารถทนต่อแรงกดดัน ที่ประชาชนต่อสู้มาอย่างยาวนานต่อเนื่องได้ จุดเปลี่ยนสำคัญน่าจะเกิดจากการใช้กำลังจนเริ่มควบคุมไม่อยู่ ทำให้มีการสังหารประชาชนโดยใช้กระสุนจริง ๆ และอาวุธที่ร้ายแรงอย่างต่อเนื่อง ๆ

ที่ยูเครน เหล่าประชาชนสู้ด้วยพลังที่บริสุทธิ์อย่างแท้จริง แม้จะมีแกนนำที่เป็นนักการเมืองฝ่ายค้านอยู่ด้วย แต่สุดท้าย เค้าก็ไม่เชื่อแกนนำเหล่านี้อยู่ดี เพราะมีผลประโยชน์ทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ ถึงแม้จะมีคนตายจำนวนมาก เค้าก็พร้อมที่จะฝ่าดงกระสุน โดยใช้เพียงโล่เป็นเกราะป้องกันเท่านั้น จะเห็นได้ถึงความบริสุทธิของพลังมวลชนจริง ๆ

ชัยชนะของการประท้วงจากพลังที่บริสุทธิ์ของประชาชนชาวยูเครน
ชัยชนะของการประท้วงจากพลังที่บริสุทธิ์ของประชาชนชาวยูเครน

จุดจบของการประท้วงหลายครั้ง ก็ เริ่มมาจากความรุนแรง จากฝั่งรัฐบาลทั้งนั้น ถ้าปราบปรามได้สำเร็จก็ถือเป็นผู้ชนะ แต่ที่ยูเครน แม้จะใช้กำลังยังไง ประชาชนก็ต่อสู้จนหยดสุดท้ายของชีวิต โดยแทบไม่มีอาวุธในการต่อกรกับตำรวจเลย ซึ่งต้องบอกว่าเป็นชัยชนะที่เกิดขึ้นจากพลังบริสุทธิ์ของประชาชนโดยแท้จริง

เหตุการณ์พลิกผัน เมื่อชัยชนะของการประท้วงนำมาสู่ความพ่ายแพ้ของประเทศยูเครน

ห้าปีต่อมา ยูเครนไม่ใช่พันธมิตรทางการเมืองของรัสเซียอีกต่อไป ยูเครนได้รับการผลักดันให้เข้าร่วมสหภาพยุโรป และ NATO ทำให้ชาวยูเครน สามารถเดินทางไปยังสหภาพยุโรปได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า

แต่ในไครเมียยังคงถูกยึดครอง บนความขัดแย้งที่ระอุ ยังมีผู้เสียชีวิตหลายคนต่อเดือนและชาวยูเครนจำนวนมากต้องเผชิญกับความยากจนมากกว่าก่อนการปฏิวัติเสียอีก

“ เราแย่กว่าเมื่อห้าปีที่แล้ว” Smolkovich ซึ่งเป็นสามีของ Ihor ทำงานที่ไซต์ก่อสร้างในเมือง Gdansk ทางตะวันออกเฉียงเหนือของโปแลนด์ และ Yulia ลูกสาวคนโตซึ่งเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยใช้เวลาช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมาขัดเล็บที่ร้านเสริมสวยในตุรกี

ในปี 2014 มีเพียง 15 เปอร์เซ็นต์ของชาวยูเครนที่มีรายได้อยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจน แต่เมื่อปี 2019 จำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 25 เปอร์เซ็นต์ ธนาคารโลก กล่าว

การปฏิวัติตามมาด้วยภาวะถดถอยที่ทำให้ค่าเงินฮรีฟนาของยูเครนลดลง เคียฟตัดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับมอสโกทำให้สูญเสียตลาดสำหรับอาหารและตัดความสัมพันธ์ที่ยาวนานหลายทศวรรษกับอุตสาหกรรมการผลิตของรัสเซีย รวมถึงอุตสาหกรรมการทหารและอวกาศ

รัฐบาลกลางไม่ได้ควบคุมพื้นที่อุตสาหกรรมและเหมืองถ่านหินในพื้นที่ทางตะวันออกอีกต่อไป และสงครามได้คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วมากกว่า 10,000 คนและมีผู้คนพลัดถิ่น 1.7 ล้านคนนับตั้งแต่เริ่มต้นในปี 2014

สภาพเศรษฐกิจของยูเครนดิ่งลงเหว และอยู่รอดได้โดยพึ่งพาการกู้ยืมเงินหลายพันล้านดอลลาร์จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ

แต่สิ่งที่เจ็บปวดที่สุด ยิ่งกว่าเศรษฐกิจที่ย่ำแย่สำหรับชาวยูเครน คือ ความรู้สึกที่ผู้นำยูเครนคนใหม่หลังการปฏิวัติอย่างยิ่งใหญ่โดยพลังบริสุทธิ์ของประชาชน ล้มเหลวในคำสัญญาที่ให้ไว้กับกลุ่มผู้ประท้วง

หนึ่งในนั้นคือคำมั่นสัญญาของ โปโรเชนโก ผู้นำคนใหม่หลังการปฏิวัติก็คือจะลงโทษผู้ที่สังหารผู้ประท้วง 106 คนที่เรียกว่า “Heavenly Hundred” ซึ่งรูปถ่ายของผู้เสียชีวิตสามารถพบเห็นได้ตามสถานที่ต่าง ๆ ทั้งในสถานที่ราชการ ในโรงเรียนและโบสถ์

ในช่วงปลายเดือนมกราคม 2019 ศาลในเคียฟได้ตัดสินให้ ยานูโควิช ถูกจำคุก 13 ปีในข้อหากบฏ แต่อดีตประธานาธิบดีก็อาศัยอยู่อย่างสุขสบายในรัสเซียตอนใต้

นายยูริ ลุตเซนโก อัยการของยูเครน กล่าวว่า เจ้าหน้าที่สืบสวนระบุผู้ต้องสงสัยว่าสังหารผู้ประท้วง 66 คน อย่างไรก็ตามพวกเขา 46 คน ได้หลบหนีไปรัสเซียหลังจากการถูกกำจัดของยานูโควิช และอีก 20 คนถูกคุมขังเพื่อรอการพิจารณาคดี

ผู้พิพากษาส่วนหนึ่งทั่วยูเครนที่ มีการแจ้งดำเนินคดีเก่าเหล่าผู้ประท้วง และลงโทษการจับกุมในช่วงการมีอำนาจของยานูโควิช 55 คนจากทั้งหมด 337 คนถูกไล่ออก

Roman Maselko ทนายความและกรรมการกำกับดูแลสำนักงานต่อต้านการทุจริตแห่งชาติของรัฐกล่าว เขากล่าวเสริมว่า ผู้พิพากษาที่เหลือยังคงทำงานต่อไปหรือเกษียณอายุไปพร้อมกับสิทธิประโยชน์อย่างเต็มที่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“ คำสัญญาจบลงด้วยการหลอกลวงเพราะประธานาธิบดีคนใหม่เข้ามามีอำนาจเพื่อเสริมสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเองเพียงเท่านั้น” เซอร์ไฮย์ เลชเชนโก นักวิเคราะห์การเมืองจากเคียฟ กล่าว

“ห้าปีเป็นเวลานานที่ต้องรอเมื่อต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและสำหรับเหยื่อส่วนใหญ่ที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากน้ำมือของตำรวจยูเครน แต่ความยุติธรรมก็ยังไม่อยู่ในสายตาของเหล่าผู้นำคนใหม่” Colm O Cuanachain จากองค์การนิรโทษกรรมสากลกล่าวกับนักข่าว

ปัญหาใหญ่อีกประการหนึ่งคือการทุจริตที่เป็นมะเร็งร้ายที่กัดกร่อนไปยังทุกภาคส่วนของประเทศยูเครน เป็นปัญหาหยั่งรากลึก ที่ยากจะแก้ไข แม้จะมีการปฏิวัติครั้งใหญ่จากพลังที่บริสุทธิ์ของประชาชนไปแล้วก็ตามที

การขาดความเด็ดขาดในการขจัดคอร์รัปชั่นตลอดจนความขัดแย้งที่ดำเนินอยู่กับรัสเซียทำให้ในการเลือกตั้งใหม่ของนายโปโรเชนโก เขาพ่ายแพ้อย่างถล่มทลายในเดือนเมษายน 2019

โดยเขาพ่ายแพ้ให้กับ Volodymyr Zelensky อดีตนักแสดงตลก ที่สัญญาว่าจะดำเนินการกับการทุจริตอย่างเด็ดขาด และทำการปฏิรูปเพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งเหมือนเป็นการมาเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่อีกครั้งสำหรับประเทศยูเครน

Volodymyr Zelensky ความหวังครั้งใหม่ของชาวยูเครน
Volodymyr Zelensky ความหวังครั้งใหม่ของชาวยูเครน

ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก ๆ สำหรับประเทศไทยเราเช่นเดียวกัน เมื่อเราได้เห็นบทเรียนจากหลายประเทศ ไม่ใช่แค่เพียงประเทศยูเครนเท่านั้น การปฏิวัติในยุคหลังที่ใช้เครื่องมือสำคัญอย่าง Social Media เป็นกลไกสำคัญในการปฏิวัติ พบว่า ผลที่ตามมานั้นทำให้ประเทศต่าง ๆ เหล่านี้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมาแทบจะทั้งสิ้น

ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ อาหรับสปริง ที่มีความเกี่ยวเนื่องกับสถาบันกษัตริย์ และ ผู้นำเผด็จการที่มาจากสายทหาร คล้าย ๆ กับในประเทศไทย หรือ การประท้วงครั้งใหญ่ในฮ่องกง (ที่ไม่ประสบผลสำเร็จ) ที่ต้องต่อสู้กับระบบที่ดูเหมือนเป็นเผด็จการเองก็ตาม

ซึ่งผลที่ตามมาได้สร้างปัญหาให้เกิดขึ้นต่อเนื่องในภายหลัง ไมว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ การคอร์รัปชั่นที่ไม่ได้รับการแก้ไข ปัญหาความขัดแย้งของผู้คนในสังคมที่ไม่ได้ลดลงไปเลย ซึ่งต้นตอของปัญหานั้นไม่ได้ถูกขจัดไปอย่างแท้จริงแม้จะผ่านการปฏิวัติมาแล้วก็ตามที

ซึ่งแน่นอนว่าการปฏิวัติที่สำเร็จอย่างที่เราเห็น มันเกิดขึ้นโดยพลังที่บริสุทธิ์โดยประชาชนเช่นเดียวกัน แต่หากทำได้สำเร็จเราก็ต้องหาวิธีที่จะทำให้ประเทศก้าวไปข้างหน้า อย่าให้ติดหล่ม และสร้างความขัดแย้งต่อเนื่องไม่จบสิ้นเหมือนอย่างที่เกิดขึ้นกับประเทศอื่นๆ ที่แสดงให้เห็นเป็นบทเรียนที่ผ่านมาแล้วนั่นเองครับ

References : https://www.brookings.edu/blog/order-from-chaos/2020/02/21/ukraine-six-years-after-the-maidan/
https://en.wikipedia.org/wiki/Tunisian_Revolution#:~:text=The%20protests%20constituted%20the%20most,Bouazizi%20on%2017%20December%202010.
https://www.aljazeera.com/news/2019/2/22/ukraine-at-crossroads-five-years-after-revolution-of-dignity
https%3A%2F%2Fwww.netflix.com%2Feg-en%2Ftitle%2F80031666&psig=AOvVaw0emkeGuLHTIllwynEDbCo8&ust=1603098681628000&source=images&cd=vfe&ved=0CA0QjhxqFwoTCODRi5fmvewCFQAAAAAdAAAAABAh
https://en.wikipedia.org/wiki/2014_Ukrainian_revolution
https://en.wikipedia.org/wiki/Arab_Spring

Geek China EP8 : China Internet Landscape and Digital Giants Part 3

2001-2008 ช่วงยุคของอาณาจักรทางอินเตอร์เน็ตในประเทศจีนเริ่มแผ่ขยาย การกำเนิดและการนำไปใช้งานของอินเตอร์เน็ตจากยุคที่แล้วเริ่มทำให้ผู้คนในประเทศเปิดหูเปิดตามากยิ่งขึ้น ผู้คนสามารถเข้าถึงความรู้ ข้อมูลข่าวสาร สินค้าและบริการ

อีกทั้งเป็นยุคที่สร้างโอกาสแห่งผู้ประกอบการ (entrepreneurs) หลายต่อหลายคนที่ต้องการสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ต่อมา ภาคนี้จะเล่าต่อถึง กลุ่ม Web Portal ขนาดใหญ่ที่กำเนิดจากยุคก่อนหน้าและถือเป็นยุคที่ยิ่งใหญ่ของกลุ่มอำนาจเก่าอย่าง SNS คือ
• Sohu (NASDAQ: SOHU)
• Netease (NASDAQ:NTES)
• Sina (NASDAQ: SINA)

ก่อนที่จะค่อยๆแพ้ไปให้กับ 3 ก๊กแห่งวงการอินเตอร์เน็ต หรือ The Three Kingdoms อย่าง BAT
• Baidu (NASDAQ: BIDU)
• Alibaba (NYSE: BABA/ SEHK:9988)
• Tencent (SEHK: 700)

นอกเหนือจากการสร้างอาณาจักรอย่างดุเดือดของ BAT ยุคนี้เราจะได้พบกับการกำเนิดของบริษัททางอินเตอร์เน็ตที่เกิดในยุคนี้ ได้แก่
• Dianping (ยุคก่อนที่จะมีการรวมตัวกับ Meituan)
JD.com (NASDAQ: JD)
• Qihoo 360 (SHA: 601360)
• Tudou (ก่อนที่จะถูกรวมตัวกับ Youku)
• Youku (NYSE:YOKU)

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://bit.ly/3o0xQoL

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://apple.co/2lEqPPg

🎧 ฟังผ่าน Google Podcast : 
http://bit.ly/2kxHtQ3

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://spoti.fi/3lVOvId

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/lxL4-kUFoe4

References Image : https://digiday.com/media/inside-chinas-triopoly-baidu-tencent-alibaba-dominate-market/

Digital Propaganda กับการปรับเปลี่ยนวิธีคิดของมนุษย์ ให้กลายเป็นรูปแบบ Logic มากยิ่งขึ้น

Propaganda หรือ การโฆษณาชวนเชื่อต้องบอกว่าเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับโลกของเรามาอย่างยาวนานมากแล้ว แต่ตอนนี้ มันกำลังวิวัฒนการใหม่ผ่านรูปแบบของข้อมูล Digital ที่เกิดขึ้นในโลกของ Social Platform ต่าง ๆ ที่รายล้อมอยู่รอบตัวเราในปัจจุบัน

ที่ผ่านมาการ โฆษณาชวนเชื่อนั้น มีทั้งสิ่งที่ดี และ สิ่งที่เลวร้าย กับผลที่ตามมา ซึ่ง ผลของ Propaganda ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดน่าจะเป็น การโฆษณาชวนเชื่อครั้งใหญ่ ครั้งแรกของรัฐบาลเยอรมนี หลังการพ่ายแพ้ของเยอรมนีในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

Hitler ได้ใช้ทฤษฎีการโฆษณาชวนเชื่อของเขาซึ่งเป็นฐานที่ทรงพลังสำหรับการขึ้นสู่อำนาจในปี พ.ศ. 2476 ซึ่งโฆษณาชวนเชื่อที่ถูกกรอกใส่หูประชาชนชาวเยอรมนี อย่างบ้าคลั่งในช่วงนั้น ผ่านสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น TV หรือ วิทยุ ถูกผลิตโดยกระทรวงการโฆษณาชวนเชื่อของประชาชนภายใต้การนำของ โจเซฟ เกิ๊บเบลส์

และเมื่อโลกของเราหมุนไปอย่างรวดเร็ว ตอนนี้สื่อที่มีบทบาทหลักในการชี้นำความเห็นของประชาชน ได้กลายมาเป็นแพลตฟอร์มที่อยู่บนโลกออนไลน์ ที่มี Impact สูงต่อสังคมมากกว่าสื่อในยุคเดิมอย่าง TV หรือ วิทยุ ไปเสียแล้ว

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคงจะเป็น Feed ในหน้า Social Network ชื่อดังต่าง ๆ ที่เราเล่นกันในปัจจุบัน ที่แต่ละคนนั้นจะได้เห็น Feed ข้อมูลที่ต่างกันคนละโลก แม้จะเป็นเพื่อนสนิทกันและมีกลุ่มเพื่อนเดียวกันก็ตามที แต่โลกที่เราเห็นในหน้าจอนั้นมันแตกต่างกันสิ้นเชิง

ซึ่งแน่นอนเมื่อเวลาผ่านไป เราก็จะอาจจะเข้าใจผิดว่า ทุกคนเห็นตรงกันกับเราแทบจะทั้งหมดผ่าน Feed หน้าจอที่เราได้รับจากความสนใจของเรา และเมื่อเราอยู่ในภาวะนั้น เราจะถูกชักจูงได้ง่ายมาก ๆ

ซึ่งตัวอย่างเรื่องการเมืองในประเทศเราน่าจะเป็น Case Study ที่แสดงให้เห็นถึงหลักการนี้ได้อย่างชัดเจนมาก ๆ เมื่อเราฝังตัวอยู่ในกลุ่มการเมืองฝั่งนึง ก็จะทำให้เราได้อยู่ในอีกโลกนึงที่แทบไม่ได้รับข้อมูลจากอีกฝั่งเลย

และจะเริ่มคิดว่า ทำไมคนกลุ่มตรงกันข้ามนั้นโง่จัง ซึ่งความจริงแล้ว ทั้งสองฝั่งนั้นคิดในแบบเดียวกันเลยว่าทำไมฝั่งตรงข้ามนั่นโง่จัง เพราะทั้งสองฝั่งนั้นไม่ได้เห็นชุดข้อมูลเดียวกันนั่นเอง

ซึ่งมันได้ส่งผลโดยตรง ให้มนุษย์เรานั้น เริ่มปรับแนวความคิดให้กลายเป็นแบบคอมพิวเตอร์ ซึ่ง ก็มีแค่ Logic 0 หรือ 1 ซึ่งต้องบอกว่ามันได้ปรับแนวคิดของมนุษย์เราทุก ๆ เรื่องไม่เว้นแม้แต่เรื่องของการเมืองอย่างที่เราได้เห็นกันในทุกวันนี้

ทั้งที่ความจริงแล้วนั้น ความคิดเห็นโดยเฉพาะในเรื่องของการเมืองนั้น มันมีรายละเอียดปลีกย่อยอยู่เยอะมาก ๆ ในแต่ละเรื่องที่แตกต่างกันไป แน่นอนว่ามันไม่สามารถที่จะแบ่งได้เหมือน Logic ทางคอมพิวเตอร์ที่มีแค่ 0 หรือ 1

เมื่อคุณแสดงความเห็นอย่างนึงที่เกี่ยวกับการเมืองที่ถูกใจผั่งนึง คุณจะถูกผลักไปอยู่ตรงข้ามของอีกฝั่งที่ไม่เห็นด้วยทันที ทั้งที่บางครั้งเรานั้น แสดงแค่จุดยืนในเรื่องนั้น ๆ เช่น เรื่องความรุนแรง เรื่องสถาบัน เรื่องเศรษฐกิจ หรือแม้กระทั่งนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลเองก็ตาม ซึ่งต้องบอกว่า มันมีทั้งด้านดีและด้านแย่ ซึ่งมันก็ต้องแยกออกไปเป็นเรื่อง ๆ

แต่ตอนนี้เราจะได้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนแนวคิดของมนุษย์เราที่กลายเป็นแบบเหมารวมมากขึ้น การออกความเห็นขัดใจฝั่งนึง จะถูกผลักไปฝั่งตรงข้ามทันที เช่น คุณคือสลิ่ม หรือ คุณคือพวกล้มเจ้า โดยที่แทบจะไม่ได้ฟังเหตุผลอะไร จากผู้ที่ออกความเห็นเลยด้วยซ้ำ

ซึ่งต้องบอกว่ามันไม่น่าแปลกใจ ว่าสิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นเรื่องปรกติมากขึ้น เรื่อย ๆ ของสังคมเรา และไม่ใช่แค่ในประเทศไทยเท่านั้น พลังของ Digital Propaganda ได้ส่งผลกระทบไปทั่วทั้งโลก

ตัวอย่างระดับโลกที่ชัดเจนที่สุดน่าจะเป็นเรื่องของ Cambridge Analytica ที่แสดงให้เห็นถึง พลังของ Digital Propaganda ว่าทรงพลังมากแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ หรือ Campaign Brexit ของประเทศอังกฤษ ที่แสดงให้เห็นถึงพลังของ Digital Propaganda เหล่านี้ ว่ากำลังมีบทบาทที่สำคัญโดยเฉพาะในเรื่องของความคิดเห็นทางด้านการเมืองในปัจจุบัน

เพราะฉะนั้น เมื่อเราอยู่ในแพลตฟอร์มเหล่านี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราจะต้องตั้งสติ และพินิจพิเคราะห์สิ่งต่าง ๆ ให้มากขึ้นกว่าเดิม รับฟังความเห็นที่หลากหลายขึ้น แม้จะขัดใจเรามากมายขนาดไหน (ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากมาก ๆ ) ในการเสพสื่อจากโลก Online Platform เหล่านี้นั่นเองครับผม

Image References : https://www.pexels.com/photo/graffiti-obey-propaganda-pattern-san-diego-18945/

Geek Story EP38 : ประวัติ Elon Musk The Real Life Iron Man (ตอนที่ 5 – ตอนจบ)

รูปแบบของ Tesla ไม่เพียงแค่ทำให้ ธุรกิจแนวคิดเดิม ๆ ของอุตสาหกรรมรถยนต์เปลี่ยนไปเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงออกว่ารถไฟฟ้าคือแนวคิดใหม่ของยานยนต์ด้วย อีกไม่นานบริษัทรถยนต์อื่น ๆ ล้วนจะต้องทำตามหลักการที่นำโดย Tesla

แม้หลายคน อาจจะเคยปรามาส มัสก์ว่าธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าคือโอกาสทางธุรกิจที่ห่วยแตกที่สุดของโลกใบนี้ เหล่านักลงทุนส่วนใหญ่ ต่างกระโจนหนี ในความคิดเพ้อฝันของมัสก์ โอกาสที่จะทำกำไรกับธุรกิจนี้มันมีน้อยมาก ๆ

แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้ Tesla แตกต่างจากคู่แข่งก็คือความมุ่งมั่นในการพุ่งชนวิสัยทัศน์ของตัวเองโดยไม่มีทีท่าว่าจะลดลงไปเลย ซึ่งนั่นก็คือการทุ่มเทสุดตัวให้กับการทำตามมาตรฐานของมัสก์ เพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดของสิ่งที่เคยมีมานั่นเอง

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://bit.ly/357xvrB

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://apple.co/2lEqPPg

🎧 ฟังผ่าน Google Podcast : 
http://bit.ly/2kxHtQ3

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://spoti.fi/2HbFEmR

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/Fz0n1vIBTDs

References : https://www.tharadhol.com/blog-series-elon-musk-the-real-life-iron-man/
https://www.makedigitalindian.com/real-world-iron-man-elon-musk-biography/

Geek Story EP37 : ประวัติ Elon Musk The Real Life Iron Man (ตอนที่ 4)

ดูเหมือนสถานการณ์ทุกอย่างจะดีขึ้น แต่ใครจะไปคาดคิดว่า อยู่ดี ๆ วิกฤตครั้งใหม่กำลังมาเยือน ขณะก้าวเข้าสู่ปี 2008 บริษัทกำลังจะหมดเงิน โรดส์เตอร์ ใช้เงินทุนในการพัฒนาไปกว่า 140 ล้านเหรียญ หากสถานการณ์ปรกติ มันไม่ยากเลยที่จะระดมทุนเพิ่มเติม แต่ทว่า ปี 2008 อย่างที่ทุกท่านทราบกัน มันคือวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดครั้งนึงของอเมริกา

ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ในสหรัฐฯกำลังถูกฟ้องล้มละลาย ท่ามกลางวิกฤติการเงินครั้งเลวร้ายที่สุดตั้งแต่ยุควิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ซึ่งท่ามกลางเรื่องเลวร้ายทั้งหมดนี้ มัสก์ ต้องโน้มน้าวเหล่านักลงทุนของ Tesla ให้ยอมลงทุนเพิ่มมากกว่า 10 ล้านเหรียญ

แต่ปัญหาคือ ตอนนั้นมีแต่ข่าวเสีย ๆ หาย  ๆ เกี่ยวกับอุตสาหกรรมรถยนต์ของอเมริกา ภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ แทบจะไม่มีใครซื้อรถกันแล้ว มัสก์กำลังอยู่ในเส้นทางที่เสี่ยงที่สุดในชีวิตของเขา ทั้งหมดที่เขาทำมาจะล้มครืนลงไปหรือไม่? เขาจะพา Tesla ฝ่าวิกฤติที่รุนแรงที่สุดครั้งนี้ไปได้อย่างไร ติดตามรับฟังกันต่อได้เลยครับผม

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://bit.ly/355D761

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://apple.co/2lEqPPg

🎧 ฟังผ่าน Google Podcast : 
http://bit.ly/2kxHtQ3

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://spoti.fi/2H8s3g5

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/5ZpXLj_216k

References : https://www.tharadhol.com/blog-series-elon-musk-the-real-life-iron-man/