Geek Daily EP55 : 0 หรือ 220 ล้านกับสองโอกาสสุดท้ายในการเข้าถึงกระเป๋าเงิน bitcoin ของ Stefan Thomas

Stefan Thomas ใช้ความพยายาม 8 จาก 10 ครั้งที่อนุญาตโดย Thumb Drive ของ IronKeys เพื่อเข้าถึงโทเค็นดิจิทัล Bitcoins 7,002 เหรียญของเขา ซึ่งตอนนี้มีมูลค่าเกือบ 40,000 เหรียญต่อ 1 bicoin และจะทำให้เขากลายเป็นเศรษฐีที่มีเงินกว่า 220 ล้านเหรียญสหรัฐ

Thomas กล่าวว่าเขาได้ลองใช้รหัสผ่านที่ใช้บ่อยที่สุดแปดรหัสเพื่อเข้าถึงฮาร์ดไดรฟ์ IronKey ของเขา แต่ทั้งหมดกลับกลายเป็นว่าผิด อุปกรณ์จะเข้ารหัสเนื้อหาทั้งหมดโดยอัตโนมัติหลังจากการเดาครั้งที่ 10 ที่ไม่ถูกต้อง ทำให้เขามีโอกาสเพียงแค่ 2 ครั้งสุดท้ายเท่านั้น

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
http://bit.ly/3sGOyfs

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://apple.co/2lEqPPg

🎧 ฟังผ่าน Google Podcast : 
http://bit.ly/2kxHtQ3

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://spoti.fi/2m0PTzR

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/VN6kCb6fyNg

References : https://nypost.com/2021/01/15/man-who-lost-password-to-220m-worth-of-bitcoin-says-hes-made-peace/
https://www.theguardian.com/technology/2021/jan/12/in-bits-the-programmer-locked-out-of-his-130m-bitcoin-account
https://www.theguardian.com/technology/2013/nov/27/hard-drive-bitcoin-landfill-site

John Paul DeJoria จากยาจกคนไร้บ้าน สู่เส้นทางมหาเศรษฐีหมื่นล้าน

John Paul DeJoria จากคนไร้บ้านแสนอาภัพ ได้เปลี่ยนเงินทุนเพียง 700 เหรียญ ให้กลายเป็นบริษัท John Mitchell Systems ซึ่งเป็นบริษัทดูแลเส้นผมที่สามารถทำกำไรมากที่สุดในโลก สร้างความมั่งคั่งให้เขากลายเป็นเศรษฐีที่มีมูลค่าทรัพย์สินกว่า สามหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

เมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้ว DeJoria เป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยว ที่แทบจะไม่มีบ้านสำหรับไว้ซุกหัวนอนเลยด้วยซ้ำ หลังจากใช้เวลาสองปีกับกองทัพเรือสหรัฐ เขาก็ได้ออกมาเป็นพนักงานขาย สารานุกรมและประกันภัย โดยใช้วิธีการเคาะประตูไปตามบ้าน

DeJoria เข้าสู่โลกของการดูแลเส้นผม โดยได้เข้ามาเป็นพนักงานของ Redken แต่เขาก็ได้ถูกไล่ออกไปในปี 1980 จนเขาต้องเลือกทางเดินสุดท้ายของชีวิต ด้วยการชวน Paul Mitchell ช่างทำผมที่เขารู้จัก และกู้เงิน 700 เหรียญ มาเพื่อสร้างธุรกิจที่เป็นหนทางรอดสุดท้ายของชีวิตเขา

ช่วงแรกของการทำธุรกิจ เขาแทบจะไม่มีที่นอน ต้องนอนในรถ Rolls Royce คันเก่าอายุ 20 ปี แต่ต้องบอกว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องเพราะยอดขายของธุรกิจเขาได้เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ อย่างรวดเร็ว

จุดเปลี่ยนที่สำคัญคือ ในปี 1989 เขาก็ได้ร่วมก่อตั้ง Patron ซึ่งเป็นเตกีล่าระดับพรีเมี่ยม โดยใช้พนักงานชาวบ้านมากกว่า 1,000 คนในประเทศเม็กซิโก โดยได้เข้าไปสนับสนุนเศรษฐกิจในท้องถิ่นหลาย ๆ ด้าน ทั้งด้านการศึกษา และ ที่อยู่อาศัยสำหรับเด็กกำพร้า

ในช่วงต้นการเติบโตของ Patron นั้น มีรายได้เพียงแค่ 1 ล้านเหรียญต่อเดือน แต่ต้องบอกว่าด้วยการบริหารงานของ DeJoria ทำให้กิจการเตกีล่าของเขานั้นเติบโตขึ้นสองเท่าในทุก ๆ ปี

ซึ่งหลังจากได้เงินลงทุนหลายล้านดอลลาร์ ในการเพิ่มกำลังการผลิต เขาก็ไม่เคยทำให้พื้นที่โรงงานของเขาเกิดมลพิษ เพราะกระบวนการกลั่นของเขา นำน้ำกลั่นที่เหลือ กลับมาใช้ใหม่ เพื่อทำปุ๋ยให้กับผืนดิน

สุดท้ายเขาก็สามารถทำให้ Petron กลายมาเป็นเตกีล่าอันดับหนึ่งของโลก ซึ่งเขาก็ได้ทำการขายกิจการให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง บาคาร์ดี ในปี 2018

Patron ที่สุดท้ายขายให้ยักษ์ใหญ่อย่างบาคาร์ดี
Patron ที่สุดท้ายขายให้ยักษ์ใหญ่อย่างบาคาร์ดี

ชีวิตของ DeJoria เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วผ่านธุรกิจที่สร้างรายได้ให้กับเขาอย่างต่อเนื่อง และเขาก็ได้พยายามขยายธุรกิจออกไปในแขนงต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น เครือไนต์คลับ House of Blues , John Paul Pet ที่เขาเป็นหนึ่งในคนที่ชอบเลี้ยงสัตว์เป็นอย่างมาก และได้ตั้งปณิธานว่าจะเลือกทดสอบผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของเขาด้วยตัวเอง

เมื่อเขาได้มีโอกาสผ่านชีวิตที่ยากลำบากมาก่อน ในตอนนี้เขาจึงร่วมกับมหาเศรษฐีกว่า 150 คน เพื่อมอบรายได้ 50% เพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาโลกให้ดีขึ้น เขายังมีส่วนช่วยในองค์กรการกุศลกว่า 160 องค์กรทั่วโลก

ความหลงใหลในการให้ของ DeJoria นั้น ทำให้ DeJoria เซ็นสัญญากับ Bill Gates และ Warren Buffet ใน “The Giving Pledge” ในปี 2011 เพื่อนำรายได้ของเขากว่าครึ่งไปช่วยเหลือองค์กรการกุศลนี้

บริจาครายได้ครึ่งนึงให้ มูลนิธิ The Giving Pledge ของ bill Gates และ Warren Buffet
บริจาครายได้ครึ่งนึงให้ มูลนิธิ The Giving Pledge ของ bill Gates และ Warren Buffet (CR:vox.com)

นอกจากนี้เขายังได้ก่อตั้ง มูลนิธิ Peace Love & Happiness Foundation เพื่อเป็นศูนย์กลางในการบริจาคเพื่อการกุศลของเขา ที่สะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมหลักของบริษัทของเขา นั่นก็คือ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การช่วยเหลือผู้ยากไร้ และ การปกป้องชีวิตของสัตว์

และตอนนี้จากชายไร้บ้าน ที่แทบไร้ที่ซุกหัวนอน เขาได้มาอาศัยอยู่ในที่ดินมูลค่ากว่า 50 ล้านดอลลาร์ ในมาลิบู พร้อมของเล่นทั้งหมดที่ผู้ชายต้องการ ไม่ว่าจะเป็นมอเตอร์ไซต์ รถยนต์ เครื่องบินเจ็ทส่วนตัว

เขาได้ให้แนวคิดที่น่าสนใจมาก ๆ ในภาพยนต์สารคดีที่เกี่ยวกับเรื่องราวชีวิตของเขาที่มีชื่อว่า “Good Fortune”

“ทุกคนมีนิยามของความสำเร็จ” “ทุกวันนี้มันไม่ได้วัดกันแค่ที่ว่าคุณมีเงินเท่าไหร่ หรือ มีตำแหน่งใหญ่โตแค่ไหน แต่ความสำเร็จคือ คุณเก่งที่สุดในสิ่งที่คุณทำแล้วหรือไม่? และหากคุณพบเจอกับความสำเร็จ และคุณไม่ได้แบ่งปันมันให้กับใคร สิ่งนั้นคือความล้มเหลวในชีวิตของคุณ”

References : https://www.cnbc.com/2017/12/15/john-paul-dejoria-went-from-homeless-to-billionaire-following-3-rules.html
https://www.forbes.com/sites/danafeldman/2017/06/21/find-out-how-john-paul-dejoria-went-from-homeless-to-a-billionaire-in-new-doc-good-fortune/?sh=5375c6433794
https://tim.blog/2020/06/20/john-paul-dejoria-transcript/
https://en.wikipedia.org/wiki/John_Paul_DeJoria

https://variety.com/2017/biz/news/2017-philanthropist-of-the-year-john-paul-dejoria-1202510580/

Geek Daily EP54 : Grab เติบโตจากบริการรถโดยสารไปสู่ ​​’Super App’ ได้อย่างไร

ปัจจุบัน Grab ถือเป็นสตาร์ทอัพที่มีมูลค่ามากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยมีมูลค่า Transaction ในปี 2019 ที่ 14,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และกลายเป็น “Super App” แห่งแรกของภูมิภาคอย่างรวดเร็ว

Business Insider ได้นั่งคุยกับผู้ร่วมก่อตั้งและ COO ของ Grab Tan Hooi Ling เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องราวของ Grab จนถึงตอนนี้และก้าวต่อไปของพวกเขาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
http://bit.ly/35NJ0Ws

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://apple.co/2lEqPPg

🎧 ฟังผ่าน Google Podcast : 
http://bit.ly/2kxHtQ3

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://spoti.fi/2m0PTzR

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/C-M1voZidkg

References : https://www.businessinsider.com/
https://globalcoinresearch.com/2020/05/10/super-app-strategy-in-asia/
https://beamstart.com/content/120110/tan-hooi-ling-grab-forbes-2019

BrewDog กับการระดมทุนแบบ Crowdfunding สู่ธุรกิจคราฟท์เบียร์ 2 พันล้านเหรียญ

BrewDog ซึ่ง James Watt และ Martin Dickie ได้เริ่มต้นธุรกิจเบียร์ตามความฝันเล็ก ๆ ของพวกเขาในประเทศสก็อตแลนด์ ในปี 2007 แต่ตอนนี้พวกเขาสร้างมันให้กลายเป็นธุรกิจเบียร์ยักษ์ใหญ่ มีโรงเบียร์ขนาดใหญ่ 4 แห่ง และกว่า 100 บาร์ในสถานที่ต่าง ๆ ทั่วโลกต่างเป็นลูกค้าของเขา

Watt และ Dickie เติบโตมาในหมู่บ้านชาวประมงเล็ก ๆ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศสกอตแลนด์ ที่มีชื่อว่า Fraserburgh Watt เรียนกฏหมายที่มหาวิทยาลัยเอดินเบอระ ด้วยความขบท เขาทำงานเป็นนักกฏหมายเพียงแค่ 2 สัปดาห์เท่านั้น ก่อนที่จะออกไปตามความฝันของตัวเอง

เขาได้ใช้เวลา 6 ปีต่อมาในการจับปลา และ กุ้งมังกร บนเรือประมงทางตอนเหนือของมหาสมุทรแอตแลนติก และ กลับมาปรุงเบียร์สุดรักเมื่อยามที่เขาขึ้นฝั่ง

ส่วน Dickie นั้น เป็นคอเบียร์มาตั้งแต่ 12 ขวบ เขาพบชุดต้มเบียร์ที่ใต้ห้องหลังคาของพ่อแม่ และเริ่มทำการทดลองกับฮ็อพสดแบบต่าง ๆ ร่วมกับพ่อเขา และได้ไปเจอกับ Watt ที่มหาวิทยาลัยเอดินเบอระ โดยเขาได้ไปศึกษาวิธีการกลั่นจากที่นั่น

หลังจบการศึกษาในปี 2004 เขาได้ไปทำงานเป็นผู้ผลิตเบียร์ที่ Thornbridge Brewery ในประเทศอังกฤษ และเมื่อ Watt เดินทางไปเยี่ยม ทั้งสองก็จะสนุกอยู่กับการปรุงเบียร์ IPA สไตล์อเมริกันซึ่งมีแอลกอฮอล์ที่ค่อนข้างสูง

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของชีวิตทั้งคู่เกิดขึ้นเมื่อพวกเขาได้ไปพบเจอกับ Michael Jackson นักเขียนเรื่องเบียร์ชื่อดังของยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาเบียร์ในปี 1980 หลังจากที่ Jackson ได้มาพบสองหนุ่มเป็นประจำเพื่อชิมเบียร์ที่พวกเขาปรุงขึ้นมา Jackson ก็บอกให้พวกเขาลาออกจากงานประจำ และ มาลุยกับธุรกิจเบียร์แบบ Full Time ได้เสียที

ทั้งคู่ได้รวบรวมเงินออมได้ประมาณ 39,000 เหรียญ และกู้เงินจากธนาคารเพิ่มอีก 26,000 เหรียญ เช่าโรงเก็บศพที่ถูกทิ้งร้าง และชิ้นส่วนการประกอบเบียร์ที่ถูกทิ้งร้างของสภาท้องถิ่นในเมือง

ทั้งคู่ไม่มีแม้แต่ทุนรอนสำหรับถังต้มเบียร์สแตนเลส ที่นักปรุงเบียร์มืออาชีพใช้กัน พวกเขาสามารถใช้ได้เพียงแค่ถังน้ำพลาสติกที่เหลือ ๆ จากท้องถิ่นที่พวกเขาอยู่

แต่พวกเขาก็อดทนต่อไป และในเดือนเมษายนปี 2007 BrewDog ก็ได้ผลิตเบียร์ชุดแรกสำเร็จ แต่โชคไม่เข้าข้างพวกเขานัก เพราะตอนนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤติการเงินปี 2008 พอดิบพอดี ไม่มีใครอยากจะมาเสียเงินซื้อเบียร์รสขม ที่แทบจะไม่มีคนรู้จัก

ด้วยการเริ่มต้นธุรกิจที่แสนอาภัพ พวกเขาต้องย้ายกลับไปพักอาศัยอยู่พ่อและแม่ เนื่องจากไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าสำหรับที่พัก แต่ทั้งสองก็ยังคงมองเป็นแค่เรื่องสนุก เพราะพวกเขาเพิ่งจะอายุเพียง 24 ปีเท่านั้น ซึ่ง Watt เองก็ยังไม่ได้ทิ้งอาชีพการทำประมงไปแต่อย่างใด

จุดเปลี่ยนอีกครั้งหนึ่งก็คือ ในปี 2008 BrewDog ได้ชนะการแข่งขันเบียร์ที่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Tesco และนี่เองที่ทำให้เบียร์ของ BrewDog จะมีโอกาสได้ไปวางขายในร้านค้ากว่า 400 แห่งของ Tesco ทั่วสหราชอาณาจักร ซึ่งคิดเป็นประมาณ 2,000 ขวดต่อสัปดาห์

ด้วยเงินกู้จากธนาคารที่มากขึ้นหลังจากได้เห็นยอด Order ที่สั่งเข้ามาจาก Tesco รวมถึงรายได้บางส่วนจากการตกปลาของ Watt ในที่สุด BrewDog ก็เริ่มเป็นธุรกิจอย่างจริงจัง จนถึงปี 2011 ธุรกิจก็มีความมั่นคงพอที่จะทำให้ Watt ลาออกจากงานประมง

และเพียงไม่นาน ความต้องการเบียร์ของพวกเขาก็พุ่งสูงขึ้น และมีปริมาณมากเกินกว่ากำลังการผลิตที่พวกเขาจะรับไหว พวกเขาต้องการเงินทุน เพื่อมาขยายกิจการโดยด่วน

พวกเขาจึงได้สร้างแนวคิดใหม่ด้วยการระดมทุนจากประชาชนทั่วไปที่รัก BrewDog โดยชักชวนให้มาเป็นหุ้นส่วนของพวกเขาซึ่งวิธีการนี้เรียกว่า Equity for Punks

ในปี 2009 หลังจากผ่านขั้นตอนด้านกฏหมายต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว BrewDog ก็พร้อมที่จะกลายเป็นบริษัทมหาชน โดยผู้ถือหุ้น จะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของกิจการ และจะได้รับสิทธิพิเศษส่วนลดตลอดชีพ 10% ที่บาร์ของ BrewDog และสิทธิ์ในการเป็นสมาชิกคลับเบียร์รายเดือนของ BrewDog

รูปแบบการลงทุน Equity for Punks
รูปแบบการลงทุน Equity for Punks (CR:BrewDog)

ซึ่งในรอบ Equity for Punks ครั้งแรกนั้น BrewDog ระดมทุนได้ 975,000 ดอลลาร์จากนักลงทุนประมาณ 1,330 ราย มาถึงปัจจุบันเข้าสู่รอบที่ 6 ของการระดมทุนแล้ว โดยประสบความสำเร็จสูงสุดเมื่อระดมทุนได้ 34 ล้านดอลลาร์จากนักลงทุน 70,000 คนในปี 2018

นักลงทุนในยุคแรกอย่าง Daniel Fetter พยาบาลในแนชวิลล์รัฐเทนเนสซี เริ่มลงทุน 10,000 ดอลลาร์ ใน Equity for Punks รอบแรกของปี 2010 มาถึงตอนนี้ผลตอบแทนที่เขาได้รับกว่า 100,000 ดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นอัตราผลตอบแทนสูงถึง 900% ( เทียบกับการลงทุนในตลาดหุ้น S&P500 ที่ให้ผลตอบแทนเพียงแค่ 185%)

ในเดือนเมษายนปี 2017 BrewDog ได้รับการระดมทุนจาก TSG Consumer Partners ซึ่งตั้งอยู่ในซานฟรานซิสโก 265 ล้านดอลลาร์ โดยเข้ามาถือสัดส่วนหุ้น 22.7%

และมันทำให้สามารถทำให้การเติบโตของ BrewDog ในประเทศสหรัฐอเมริกาพุ่งขึ้นแบบก้าวกระโดด เติบโตขึ้น 3 เท่าจากปี 2017 ที่มีกำลังการผลิต 10,000 บาร์เรล และเพิ่มขึ้นอีก 2 เท่าในปี 2019 ทำให้ติดอันดับ top 50 ของผู้ผลิตเบียร์ในสหรัฐได้ในท้ายที่สุด

ด้วยการแข่งขันที่ดุเดือดในตลาดสหรัฐอเมริกาที่มีมูลค่าตลาดกว่า แสนล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้ทั้ง Watt และ Dickie ต่างงัดกลยุทธ์ สุดพิศดารมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการฉายภาพตัวเองแบบเปลือยกายที่รัฐสภาในลอนดอนมีเพียงกล่องเบียร์ปกปิดของสงวนไว้เท่านั้น

ในปี 2018 เพื่อดึงดูดความสนใจต่อนักลงทุนกับ US Equity for Punks ครั้งที่สองในปีนั้น พวกเขาได้เช่าเฮลิคอปเตอร์เพื่อบินไปยัง Wall Street และได้ทิ้งแมวที่มีร่มชูชีพปล่อยลงมาที่พื้นด้านล่าง เพื่อล้อเลียน นายธนาคารแมวอ้วนแห่ง Wall Street

กลยุทธ์เรียกกระแสฮือฮาด้วยการปล่อยแมวลงมาจากฟากฟ้า
กลยุทธ์เรียกกระแสฮือฮาด้วยการปล่อยแมวลงมาจากฟากฟ้า (CR:americancraftbeer)

รวงถึงพวกเขาได้สร้างโมเดลสุดแหวกแนวในการต้มเบียร์ในสถานที่แปลก ๆ เช่น บนเที่ยวบินสายการบินบริติชแอร์เวย์ที่ความสูง 40,000 ฟุต หรือ ในรถกระบะฟอร์ด ที่วิ่งด้วยความเร็ว 92 ไมล์ต่อชั่วโมงบนสนามแข่งรถ Dover International Speedway และ ในเรือใบที่ท่าเรือบอสตันกับ แซม อดัมส์ หนึ่งในมหาเศรษฐีของอเมริกา

และเพื่อความมั่นคงยิ่งขึ้นในอนาคต พวกเขาก็มองถึงธุรกิจทางเลือกไว้เผื่อเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ไม่ว่าจะเป็น โรงแรมโอไฮโอเบียร์ ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกเช่น ตู้เย็นเบียร์ ห้องอาบน้ำที่มีฝักบัวในห้องพัก ซึ่งมีอัตราการเข้าพักสูงถึง 82% (เทียบกับ 68% สำหรับโรงแรมทั่วไปในโคลัมบัส)

หรือแม้กระทั่งการกระโจนเข้าสู่ธุรกิจ Streaming Service ที่พวกเขากำหนดราคาไว้ประมาณ 3 เหรียญต่อเดือน ซึ่งหลังจากถูกลูกค้าบ่นว่าบริการเริ่มช้า พวกเขาได้เปิดให้บริการฟรีในเดือนธันวาคม และมีผู้เข้าใช้งานกว่า 5 ล้านคน

ต้องบอกว่า ทั้ง Watt และ Dickie เด็กหนุ่มสองคนที่เดินทางมาจากตะวันออกเฉียงเหนือของสกอตแลนด์ พวกเขาเริ่มต้นธุรกิจด้วยหัวจิตหัวใจที่แข็งแกร่ง พวกเขายืนหยัดในสิ่งที่เขาเชื่อ และสิ่งที่พวกเขารัก และทำมันด้วยใจจนสร้างสิ่งที่เหลือเชื่อได้สำเร็จ และทำให้ธุรกิจของพวกเขากลายเป็นธุรกิจกว่า 2 พันล้านเหรียญสหรัฐได้ในทุกวันนี้นั่นเองครับผม

References : https://www.forbes.com/sites/kristinstoller/2020/01/14/the-new-beer-barons-how-two-scottish-kids-turned-wild-flavors-crowdfunding-and-plenty-of-attitude-into-a-2-billion-business/?sh=5375e40229c4
https://www.headspacegroup.co.uk/entrepreneurs-how-brewdog-started-from-nothing
https://en.wikipedia.org/wiki/BrewDog
https://www.theguardian.com/lifeandstyle/2016/mar/24/the-aggressive-outrageous-infuriating-and-ingenious-rise-of-brewdog

David Daneshgar กับการเริ่มธุรกิจ Startup ด้วยทุนจากเกมไพ่ Poker

หลากหลาย Startup ต่างเริ่มต้นด้วยเงินทุนในรูปแบบที่แตกต่างกัน บางรายใช้เงินจากครอบครัว หรือ หลาย ๆ ราย ก็ได้นักลงทุนใจดีอย่าง Angel Investor มาช่วยเหลือด้านเงินทุนในช่วงเริ่มต้นของการก่อร่างสร้างบริษัท

แต่ใครจะไปคิดว่ามีชายคนหนึ่งที่ชื่อ David Daneshgar เขาได้เริ่มธุรกิจ Startup ตลาดกลางสำหรับนักจัดดอกไม้ด้วยเงินทุนที่เขาได้จากการเล่นไพ่ Poker

ต้องบอกว่า Daneshgar นั้นเป็นผู้เล่น Poker ระดับมืออาชีพ เขาได้รับรางวัลระดับท็อปกับรางวัล Work Series of Poker ในปี 2008 และได้รับการจัดอันดับเป็นหนึ่งในผู้เล่น Poker ที่ดีที่สุดในโลก

ตอนอายุ 26 ปี เขาสามารถทำเงินได้หลายล้านดอลลาร์จาก Poker เกมที่มีการเดิมพันสูง ที่จะเป็นทุนสำคัญที่ใช้ในการพลิกชีวิตเขาภายในอีกไม่กี่ปีถัดมา

ในปี 2011 Gregg Weisstein และ Farbod Shoraka นั้นกำลังมองหานักลงทุนในช่วงเริ่มต้นกับธุรกิจใหม่ของเขาอย่าง BloomNation ซึ่งเขามองเห็นตลาดขนาดใหญ่ที่เป็น ตลาดกลางสำหรับนักจัดดอกไม้ที่ขายดอกไม้ให้กับผู้บริโภคโดยตรง

นั่นเองที่ทำให้ทั้งสองไปพบกับ Daneshgar ซึ่งได้ถามทั้งสองว่าต้องการเงินเท่าไหร่สำหรับการเริ่มต้นแพล็ตฟอร์มของ BloomNation

BloomNation ต้องการเงิน 30,000 เหรียญ เพื่อทำการเริ่มต้นในการจ้างพนักงานและเช่า server เพื่อพัฒนาตัวเว๊บไซต์เวอร์ชั่นแรกให้สำเร็จ

Daneshgar จึงได้เดินทางไปยังลอสแองเจลิสเพื่อแข่งขัน Poker เป็นเวลาสองวัน เพื่อชิงเงินรางวัลมูลค่า 30,000 เหรียญ โดยมี ทั้งสองคู่หู Weisstein และ Shoraka นั่งอยู่ที่โต๊ะ Poker ข้าง ๆ เขา ซึ่งบนแล็ปท็อปของพวกเขาทั้งสองกำลังออกแบบเว๊บไซต์ของ BloomNation อยู่ด้วย

การแข่งขันดำเนินไปอย่างเข้มข้น เมื่อถึงเกมตัดสินรอบชิงชนะเลิศ ที่มีเงินเดิมพัน 30,000 เหรียญ ทั้ง Weisstein และ Shoraka ก็ต้องหยุดทำงาน และหันมามองเกมรอบชิงชนะเลิศ ที่โครตตึงเครียด และเต็มไปด้วยความกดดัน

Daneshgar เดิมพันเงินตั้งต้นธุรกิจด้วยเกมไพ่ Poker
Daneshgar เดิมพันเงินตั้งต้นธุรกิจด้วยเกมไพ่ Poker

เพราะ BloomNation ต้องการเงิน 30,000 เหรียญ ซึ่งถ้าหาก Daneshgar เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในเกมดังกล่าวจะได้รับเงินรางวัลเพียงแค่ 15,000 เหรียญเท่านั้น ซึ่งมันไม่พอสำหรับในการเป็นทุนเริ่มต้นธุรกิจของพวกเขา

สุดท้ายด้วยความเทพของ Daneshgar เขาก็ชนะในรอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จและคว้าเงินรางวัล 30,000 เหรียญ ซึ่งเป็นเงินก้อนแรกของผู้ร่วมก่อตั้งของ BloomNation ที่จะระดมทุนให้กับเว๊บไซต์ของพวกเขา

หลังจบทัวร์นาเม้นท์ ทีมก็ออกไปเลี้ยงฉลองกันทันที ต้องบอกว่าเกม Poker ได้ทำสิ่งยิ่งใหญ่ที่ไม่มีใครนึกถึง ซึ่งนอกจากให้เงินกับทีมผู้ก่อตั้งแล้วนั้น มันได้เปลี่ยนกระบวนการคิดทั้งหมดในการทำธุรกิจเพื่อรับความเสี่ยงที่ Daneshgar ได้ฝึกวิชามาจากเกมไพ่ Poker นั่นเอง

สุดท้าย BloomNation ก็ไม่ได้อาศัย Poker เพื่อระดมทุนอีกต่อไป เพราะเมื่อธุรกิจของพวกเขาเริ่มเข้าไปเตะตานักลงทุนรายใหญ่ ๆ หลังจากผลิตภัณฑ์ใน Version แรก นั้นทำออกมาได้ดี

พวกเขาก็ได้รับเงินทุนในรอบถัดไปจากบริษัทการลงทุนยักษ์ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น Spark Capital , Andreessen Horowitz , Chicago Ventures , Mucker Capital และ CrunchFund กว่า 1.65 ล้านเหรียญ และทีมก็ขยายตัวอย่างรวดเร็วจากพนักงานเพียงแค่ 14 คน เป็น 40 คนภายในระยะเวลาเพียงไม่ถึงปี

ในเดือนตุลาคม 2014 BloomNation ได้ระดมทุนซีรีส์ A เพิ่มอีก 5.55 ล้านเหรียญจาก Ronny Conway, Andreessen Horowitz, Spark Capital, Chicago Ventures และ Crunchfund ซึ่งช่วยให้บริษัทขยายเครือข่ายร้านดอกไม้ และได้เพิ่มบริการจัดงานแต่งงาน / งานอีเวนต์ และเปิดตัวแอปบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ จนกลายเป็นบริการที่ได้รับการยอมรับ และประสบความสำเร็จ ด้วยเงินทุนตั้งต้นจากเกม Poker ของ Daneshgar นั่นเองครับผม

References : https://www.bloomnation.com/
https://www.businessinsider.com/bloomnation-founders-story-2014-8
https://en.wikipedia.org/wiki/BloomNation
https://alchetron.com/David-Daneshgar