Trade War ค่าแรงและรัฐจีน เมื่อบริษัทยักษ์ใหญ่ญี่ปุ่นเริ่มมีความพยายามลดการพึ่งพาการผลิตจากจีน

ในช่วงสิ้นเดือนกันยายนที่กำลังจะมาถึง สายการผลิตของโรงงานโตชิบาในต้าเหลียนจะหยุดทำการ มันเป็นเวลา 30 ปี หลังจากที่ยักษ์ใหญ่ด้านอิเล็กทรอนิกส์ของญี่ปุ่นเปิดโรงงานในเมืองทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ซึ่งเป็นการดำเนินการตามห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกที่ขยายไปสู่ประเทศจีน

โรงงานของโตชิบาในต้าเหลียนได้ขยายการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบธุรกิจในเอเชียของบรษัท ซึ่งเมื่อครั้งที่พวกเขาเริ่มเปิดทำการ มันก็ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของเครือข่ายการค้าและการผลิตของภูมิภาค 

แต่ตอนนี้ด้วยสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เปลี่ยนไป ค่าจ้างรายชั่วโมงโดยคนงานชาวจีนได้เพิ่มขึ้นสิบเท่าในรอบศตวรรษที่ผ่านมา เป็น 6.20 ดอลลาร์ แต่นั่นยังคงเป็นอัตราหนึ่งในสี่ของอัตราค่าแรงของคนญี่ปุ่น และเป็นสองเท่าของค่าจ้างแรงงานไทย

และแน่นอนว่าความตึงเครียดทางการเมืองกำลังทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์จีนกับกลุ่มธุรกิจ ที่เริ่มถูกรัฐเข้ามาควบคุมอำนาจต่าง ๆ มากขึ้นเรื่อยๆ จากที่ได้เห็นในหลากหลายกรณีที่เกิดขึ้นกับบริษัทเทคโนโลยีของจีนเอง หรือ สงครามการค้าที่เกิดขึ้นกับโลกตะวันตกที่กำลังทวีความรุนแรง

แนวโน้มเหล่านี้ช่วยอธิบายได้ว่าทำไมสัดส่วนของจีนในการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศของญี่ปุ่นจึงลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2012

จำนวนบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการผลิตที่บริษัทญี่ปุ่นมีอยู่ในประเทศจีนหยุดเติบโตเมื่อเกือบทศวรรษที่แล้ว ในขณะที่อื่น ๆ ในเอเชีย โดยเฉพาะอินเดีย อินโดนีเซีย ไทยและเวียดนาม ยังคงเติบโตต่อไป

โตชิบาจะชดเชยกำลังการผลิตบางส่วนด้วยการขยายโรงงาน 50 แห่งที่ญี่ปุ่นบ้านเกิดของพวกเขาและเวียดนาม และทำให้พวกเขาได้เข้าโครงการเงินอุดหนุนประจำปีของรัฐบาลญี่ปุ่นเพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูและการกระจายห่วงโซ่อุปทาน ที่มีเป้าหมายเพื่อลดการพึ่งพาจีน

บริษัทญี่ปุ่นอื่นๆ อีกหลายแห่งพบว่าตนเองอยู่ในสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน ในเดือนนี้ OKI Electric Industry ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รายเล็กของญี่ปุ่น ประกาศว่าโรงงานในเซินเจิ้น ซึ่งตั้งขึ้นเมื่อ 20 ปีที่แล้ว จะหยุดผลิตเครื่องพิมพ์ โดยกำลังการผลิตดังกล่าวจะย้ายไปยังโรงงานที่มีอยู่ในประเทศไทยและญี่ปุ่นแทน 

OKI Electric Industry ที่จะย้ายกำลังการผลิตจากเซินเจิ้นมาที่ไทย (CR:NNA Business News)
OKI Electric Industry ที่จะย้ายกำลังการผลิตจากเซินเจิ้นมาที่ไทย (CR:NNA Business News)

ถึงอย่างไรก็ตาม บริษัทส่วนใหญ่ก็ยังไม่รีบออกจากจีนโดยทันที การสำรวจเมื่อปีที่แล้วสำหรับ Japan External Trade Organisation ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาล พบว่า 8% ของบริษัทญี่ปุ่นกล่าวว่าพวกเขากำลังวางแผนที่จะลดกำลังการผลิตในประเทศจีน

บริษัทระดับโลกหลายแห่ง ตั้งแต่ Hasbro (ผู้ผลิตของเล่นชาวอเมริกัน) ไปจนถึง Samsung (บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของเกาหลีใต้) กำลังดำเนินการในลักษณะเดียวกัน 

มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะตัดห่วงโซ่อุปทานในประเทศจีน เพราะเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจเป็นอันดับสองของโลก เป็นรองเพียงแค่อเมริกาเท่านั้น และดูจากเทรนด์ที่เกิดขึ้นมีโอกาสที่จีนจะแซงหน้าอเมริกาในไม่ช้า

แน่นอนว่าสถานการณ์ในตอนนี้บริษัทต่างๆในญี่ปุ่น พบว่าตนเองถูกกดดัน โดยความจำเป็นในการลดต้นทุน โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ที่ดูเหมือนว่าญี่ปุ่นจะโดนโจมตีหนักทั้งสินค้าจากเกาหลีใต้และสินค้าแบรนด์ในประเทศจีนเอง

หลังจากผ่านยุคอนาล็อก ที่ต้องเรียกได้ว่ายุคนั้น บริษัทที่จำหน่ายสินค้าอิเล็กทรอนิกส์จากญี่ปุ่นนั้นเติบโตอย่างบ้าคลั่ง และได้รับความนิยมอย่างสูงทั่วโลก ทำให้เศรษฐกิจของพวกเขาขยายตัวอย่างรวดเร็ว

แต่ดูเหมือนตอนนี้ เมื่อเข้าสู่ยุคดิจิทัลแบบเต็มตัว ญี่ปุ่นดูจะตามหลัง เกาหลีใต้ หรือแม้กระทั่งจีนด้วยซ้ำ ในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่สอดรับกับกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และทำให้ตกอยู่ในภาวะเศรษฐกิจชะงักงันมานานหลายทศวรรษ

และตอนนี้ก็เป็นนโยบายของรัฐบาลญี่ปุ่นเองที่เริ่มสนับสนุนให้แบรนด์ยักษ์ใหญ่ต่าง ๆ ของพวกเขากลับมาตั้งฐานการผลิตในประเทศ เพื่อจ้างงานคนในประเทศ โดยให้เงินอุดหนุนเป็นจำนวนมากแก่บริษัทต่าง ๆเหล่านี้ หากย้ายการลงทุนมาอยู่ที่ประเทศบ้านเกิด

เราก็ต้องมาติดตามกันต่อไปนะครับ ว่าโลกยุคดิจิทัล ที่ดูเหมือนแบรนด์จากญี่ปุ่นจะถูกเมินจากเหล่าลูกค้า ทำให้หลาย ๆ แบรนด์ต้องแทบล้มหายตายจากไป หรือ ถูกขายกิจการออกไป แล้วสุดท้ายการเปลี่ยนนโยบายที่จะลดการพึ่งพาจีน จะทำพวกเขาจะกลับมายืนหยัดในแถวหน้าได้อีกครั้งหรือไม่

References : https://www.economist.com/business/2021/09/18/japanese-companies-try-to-reduce-their-reliance-on-chinese-manufacturing
https://www.ft.com/content/d1e2f806-1958-4cd6-8047-e27901786f26
https://thediplomat.com/2021/08/japans-challenge-in-the-age-of-china-us-rivalry/

เมื่อ LinkedIn มีความลำเอียง กับระบบ AI หาตำแหน่งงานที่ไม่แฟร์ อย่างที่คุณคาดคิด

ต้องบอกว่าเป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นกับแทบจะทุก ๆ แพล็ตฟอร์มยักษ์ใหญ่เลยทีเดียวนะครับสำหรับปัญหาในเรื่องความ Bias หรือลำเอียงที่เกิดขึ้น ซึ่งตอนนี้มันได้กลายเป็นปัญหาแม้กระทั่งในเรื่องการหางานของคุณ

ผมก็เป็นคนเชื่อเรื่องนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ที่ แพล็ตฟอร์มยักษ์ใหญ่ที่ตอนนี้แทบจะไม่ได้ถูกควบคุมโดยมนุษย์อีกต่อไป ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่ถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI และข้อมูลมหาศาลจาก Big Data

AI ได้ก่อกำเนิดขึ้นครั้งแรกจากการประชุมที่คณะคณิตศาสตร์ในมหาวิทยาลัยดาร์ตมัธ ในปี 1956 ซึ่งต้องบอกว่า กลุ่มคนในรุ่นนั้น มีเพียงแค่ 100 คนจากประชากรทั้งโลกที่เข้าไปมีบทบาทกับ AI ในยุคเริ่มต้น

ซึ่งคนกลุ่มหนึ่งในยุคนั้น ได้ตัดสินใจว่า เทคโนโลยีใหม่อย่าง AI จะมีการโชว์ให้โลกเห็นผ่านทางทักษะการเล่นเกม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเกมหมากรุก

นั่นเองได้เป็นที่มาให้เกิดการประชันหน้าครั้งแรกระหว่าง AI กับมนุษย์ในเกมหมากรุก ซึ่ง คาสปารอฟ แชมป์หมากรุกโลกชาวรัสเซีย ได้พ่ายแพ้ให้กับ Deep Blue ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ของ IBM

และมันส่งผ่านถึงยุคปัจจุบันโดยตรง กับแนวคิดเกี่ยวกับเทคโนโลยี AI ในปัจจุบันที่เราคิดว่ามันปรกติ แต่ที่จริงแล้ว มันเป็นแนวคิดที่มาจากกลุ่มคนที่เล็กมาก และไม่มีความหลากหลายเอาเสียเลย

ซึ่งแน่นอนว่า กลุ่มคนกลุ่ม ๆ แรกก็เป็นมนุษย์ ซึ่งมีอคติในเรื่องราวต่าง ๆ ในจิตใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และคนเหล่านี้ก็นำมาใส่มันลงไปในเทคโนโลยีอย่าง AI

ซึ่งนั่นเองมันได้นำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีอย่าง Machine Learning ที่มีการใช้งานกันอย่างแพร่หลายในทุก ๆ อุตสาหกรรมในปัจจุบัน

เมื่อการหางานถูกบดบังโดยอคติจาก AI

เมื่อหลายปีก่อน LinkedIn ค้นพบว่าอัลกอริธึมการแนะนำในการจับคู่ผู้สมัครงานมีโอกาสสร้างผลลัพธ์ที่ลำเอียง

อัลกอริธึมได้จัดอันดับผู้สมัครบางส่วนโดยพิจารณาจากแนวโน้มที่จะสมัครตำแหน่งหรือตอบสนองต่อนายหน้ามากกว่า ซึ่งสุดท้ายระบบลงเอยด้วยการอ้างถึงผู้ชายมากกว่าผู้หญิงสำหรับบทบาทที่เปิดกว้าง เพียงเพราะผู้ชายมักมีความทะเยอทะยานมากกว่าในการหาโอกาสใหม่ ๆ ในการทำงาน

แน่นอนว่าหากคุณเริ่มหางานใหม่ในวันนี้ ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI อาจะมีอิทธิพลต่อการหางานของคุณ

AI สามารถกำหนดสิ่งที่คุณเห็นในแพล็ตฟอร์ม และตัดสินใจว่าจะส่งเรซูเม่ของคุณไปยังนายหน้าของบริษัทหรือไม่ หรือบางครั้ง ก็อาจจะให้คุณเล่นเกม ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ที่จะวัดลักษณะบุคลิกภาพของคุณ และวัดว่าคุณเหมาะสมกับตำแหน่งงานต่าง ๆ หรือไม่

การหางานส่วนใหญ่ในปัจจุบันเริ่มต้นด้วยการค้นหาง่าย ๆ ผู้หางานหันไปใช้แพล็ตฟอร์มต่างๆ เช่น LinkedIn , Monster หรือ ZipRecruiter ซึ่งสามารถที่จะอัปโหลดประวัติโดยย่อ เรียกดูประกาศรับสมัครงาน และสมัครตำแหน่งงานที่ว่างได้

เป้าหมายของแพล็ตฟอร์มยักษ์ใหญ่เหล่านี้ คือ การจับคู่ผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับตำแหน่งที่มีอยู่ เพื่อจัดระเบียบตำแหน่งงาน และ ผู้สมัคร

แน่นอนว่าตอนนี้มันแทบจะไม่ได้ขับเคลื่อนโดยมนุษย์อีกต่อไป ทุกสิ่งทุกอย่างขับเคลื่อนโดยพลังของ AI ที่จะประมวลผลข้อมูลทั้งผู้หางานและนายจ้าง เพื่อรวบรวมรายการคำแนะนำสำหรับแต่ละรายการ

ซึ่งเครื่องมือในการจับคู่ส่วนใหญ่ได้รับการปรับแต่งให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

John Jersin อดีตรองประธานฝ่ายการจัดการผลิตภัณฑ์ที่ LinkedIn กล่าวว่า ระบบเหล่านี้อ้างอิงจากข้อมูลมูลสามประเภท : ข้อมูลที่ผู้ใช้ให้กับแพล็ตฟอร์มโดยตรง ข้อมูลโดยอ้างอิงจากผู้อื่นที่มีทักษะ ประสบการณ์และความสนใจที่คล้ายคลึงกัน และข้อมูลด้านพฤติกรรม เช่น ความถี่ที่ผู้ใช้ตอบกลับข้อความหรือโต้ตอบกับประกาศรับสมัครงาน

John Jersin อดีตรองประธานฝ่ายการจัดการผลิตภัณฑ์ที่ LinkedIn  ที่ออกมาให้ข้อมูลเรื่องดังกล่าว (CR:SHRM)
John Jersin อดีตรองประธานฝ่ายการจัดการผลิตภัณฑ์ที่ LinkedIn ที่ออกมาให้ข้อมูลเรื่องดังกล่าว (CR:SHRM)

ซึ่งอัลกอริธึมเหล่านี้ จะไม่รวมเอาชื่อ อายุ เพศ และเชื้อชาติ เนื่องจากการรวมเอาลักษณะเหล่านี้สามารถนำไปสู่อคติในระบบอัตโนมัติที่ถูกตัดสินใจจาก AI ได้

แต่มีข้อมูลที่น่าสนใจเมื่อทีมของ Jersin พบว่า อัลกอริธึมมีการตรวจจับพฤติกรรมที่แสดงโดยกลุ่มที่มีอัตลักษณ์ทางเพศเฉพาะ

ตัวอย่างเช่น ในขณะที่ผู้ชายมักจะสมัครงานที่ต้องใช้ประสบการณ์การทำงานที่มากกว่าคุณสมบัติของพวกเขา แต่ผู้หญิงมักจะไปสมัครงานที่มีคุณสมบัติที่ตรงตามข้อกำหนดของตำแหน่งนั้น ๆ

ซึ่งท้ายที่สุด อัลกอริธึม จะตีความรูปแบบพฤติกรรมเหล่านี้ และปรับคำแนะนำในลักษณะที่ทำให้ผู้หญิงเสียเปรียบโดยไม่ตั้งใจ

การหางานกำลังถูกขับเคลื่อนโดย AI มากกว่าทักษะงานจริง ๆ หรือไม่?

ก็ต้องบอกว่าเป็นคำถามที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน ว่าตอนนี้ แพล็ตฟอร์มต่าง ๆ ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยพลังของ AI และ Big Data นั้น ทำสิ่งต่าง ๆ ในการจับคู่คนหางานกับตำแหน่งงานได้ถูกต้อง 100% หรือไม่

จากที่กล่าวไปข้างต้น หากผู้หางานเรียนรู้อัลกอริธึม และ เข้าใจเทคนิคการทำงานของมันจริง ๆ ย่อมทำให้มีความได้เปรียบมากกว่าคนที่ไม่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องแพล็ตฟอร์มเหล่านี้

ลองยกตัวอย่างง่าย ๆ ในเรื่องความถี่ที่ผู้ใช้ตอบกลับข้อความหรือโต้ตอบกับประกาศรับสมัครงาน จุดนี้ มันแทบจะไม่เกี่ยวข้องกับทักษะงานใด ๆ เลย แต่อยู่ที่ความขยันในการเข้ามาปฏิสัมพันธ์กับระบบเสียมากกว่า ซึ่งมันเป็นส่วนสำคัญเสียด้วยในแพล็ตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ ที่ต้องการปฏิสัมพันธ์จากผู้ใช้ให้มากที่สุด

คุณเคยสงสัยหรือไม่ ทำไมเพื่อนคุณบางคนที่คุณอาจจะคิดว่า ความสามารถก็ไม่เท่าไหร่นี่หว่า แต่ทำไมได้แต่งานดี ๆ ก็ต้องบอกว่าการทำความเข้าใจกับอัลกอริธึมเบื้องหลังของแพล็ตฟอร์มเหล่านี้ ก็อาจทำให้คุณเป็นต่อได้ แม้คุณจะไม่ได้เป็นคนที่เก่งที่สุดในตำแหน่งงานนั้น ๆ ก็ตามที แต่คุณก็มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการหางานที่ดี ๆ ได้นั่นเองครับผม

References : https://www.xanjero.com/news/linkedin-search-engine-results-suggest-gender-bias/
https://www.johnjersin.com/
https://www.technologyreview.com/2021/06/23/1026825/linkedin-ai-bias-ziprecruiter-monster-artificial-intelligence
https://www.technologyreview.com/2021/02/11/1017955/auditors-testing-ai-hiring-algorithms-bias-big-questions-remain/

Geek Story EP120 : ประวัติ Tim Cook ผู้ยกระดับ Apple สู่จุดสูงสุด (ตอนที่ 6 – ตอนจบ)

ต้องบอกว่าเป็นการเดินทางมาไกลมาก ๆ ของชายที่ชื่อ Tim Cook ที่ต้องมารับภารกิจอันหนักอึ้งในการสานต่อบริษัท Apple ที่ Steve Jobs ทำไว้อย่างยิ่งใหญ่ แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเขาเป็นตัวจริง ที่สามารถยกระดับ Apple ให้สูงขึ้นไปอีก และไม่มีทีท่าว่าจะหยุดการเติบโตแต่อย่างใด

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบริหาร การปฏิบัติการ การสร้างนวัตกรรม Cook ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขานั้นสามารถทำให้ Apple ประสบความสำเร็จได้ แล้วอนาคตข้างหน้ากับแผนการในอนาคตของเขากับ Apple จะเป็นอย่างไร ไปรับฟังกันต่อได้เลยครับผม

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://bit.ly/3tTiDcD

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://apple.co/2lEqPPg

🎧 ฟังผ่าน Google Podcast : 
http://bit.ly/2kxHtQ3

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://spoti.fi/2m0PTzR

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/8dlclhjmf8c

Geek Story EP119 : ประวัติ Tim Cook ผู้ยกระดับ Apple สู่จุดสูงสุด (ตอนที่ 5)

จากตอนที่แล้ว Tim Cook หวังให้ Apple Watch เป็นเหมือนบทต่อไปของ Apple หลังยุค Steve Jobs เขาต้องการให้ Apple สร้างโอกาสที่จะทำตลาดอุปกรณ์เพื่อสุขภาพ ซึ่ง Apple Watch นั้นสามารถตอบโจทย์นี้ได้ทั้งหมด มันเป็นวิธีใหม่ในการสื่อสารจากข้อมือของลูกค้า และอุปกรณ์ด้านสุขภาพ ตลอดจนการครอบคลุมทุกข้อมูลดิจิตอลของการออกกำลังกายแบบครบวงจรผ่านอุปกรณ์ตัวนี้นั่นเอง

แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับตำนานบทใหม่ของ Apple ที่ถูกสร้างสรรค์ ขึ้นโดยมันสมองของ Tim Cook และ ทีมงานยุคผลัดใบของ Apple เขาจะทำได้สำเร็จเหมือนอย่างที่ Jobs เคยสร้าง iPod , iPhone หรือ iPad ให้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ ได้หรือไม่ รับฟังกันต่อได้เลยครับผม

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://bit.ly/3nKZhFx

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://apple.co/2lEqPPg

🎧 ฟังผ่าน Google Podcast : 
http://bit.ly/2kxHtQ3

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://spoti.fi/2m0PTzR

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/S8jDycRsvvo

Crypto กับการฟอกเงิน 5.0 เมื่อเงินสกปรกกำลังหลวมรวมเข้ากับเงินสะอาดได้แบบไร้รอยต่อ

เป็นบทความที่น่าสนใจจาก Financial Times เลยทีเดียวในบทความที่มีชื่อว่า Cryptocurrency : Rise of decentralised finance spartks ‘dirty money’ fears ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นจริงที่ Cryptocurrency กำลังพุ่งทะยานแบบฉุดไม่อยู่

Crypto แจ้งเกิดได้จาก Digital Silk Road

ก็ต้องบอกว่าสกุลเงินดิจิทัลอย่าง Bitcoin นั้นในช่วงแรกแทบจะไม่มีใครสนใจ จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่สุดของสกุลเงินดังกล่าวน่าจะมาจากชายที่ชื่อ Ross Ulbricht

เครื่องมือสำคัญที่สองที่ Ross ค้นพบคือ Bitcoin ซึ่งก่อนหน้านั้นด้วยการใช้ Browser Tor เพียงอย่างเดียวลูกค้าที่ต้องการซื้อยาเสพติดของ Ross สามารถเข้า Silk Road ได้โดยไม่ถูกติดตาม 

แต่ปัญหามันคือเรื่องการชำระเงิน สมมติว่าลูกค้าไม่ต้องการชำระเงินด้วยการส่งเงินสดทางไปรษณีย์ ทางเลือกอื่น ๆ ทั้งหมดสำหรับการชำระเงินดิจิทัลในยุคนั้นนั้นสามารถติดตามได้อย่างง่ายดายจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ

Ross Ulbricht ผู้เห็นศักยภาพของ Bitcoin ในการซื้อขายยาเสพติด (CR:WSJ)
Ross Ulbricht ผู้เห็นศักยภาพของ Bitcoin ในการซื้อขายยาเสพติด (CR:WSJ)

Ross เห็นว่า Bitcoin แก้ปัญหานี้ได้ หากผู้ซื้อจ่ายค่ายาด้วย Bitcoin บัญชีแยกประเภทของ Bitcoin blockchain จะบันทึกการเคลื่อนไหวของเหรียญ

แต่ที่อยู่ของ Bitcoin ที่ปลายทั้งสองข้างซึ่งเป็นตัวอักษรและตัวเลขจะไม่รวมชื่อของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรม ซึ่งข้อมูลระบุตัวตนเดียวเกี่ยวกับผู้ซื้อคือที่อยู่ไปรษณีย์ที่เขาขอให้รับยา และนี่เป็นเรื่องง่ายที่ทำโดยการจัดหาตู้ไปรษณีย์ที่ไม่ระบุชื่อเพื่อส่งยาเสพติด

ภายในโลกของ Bitcoin มีข้อสันนิษฐานทั่วไปว่าผู้ที่ต้องการซื้อสินค้าผิดกฎหมายน่าจะเป็นคนกลุ่มแรก ๆ ที่มีแรงจูงใจในการใช้ Bitcoin 

Silk Road สร้างกระแสใหม่ให้กับ Bitcoin และได้รับความสนใจจากบุคคลสำคัญ ๆ อย่างจริงจัง และผลักดันให้ราคาของ Bitcoin พุ่งไปใกล้แตะ 10 ดอลลาร์ เป็นครั้งแรกจากที่ไม่มีคนแทบจะสนใจเลยด้วยซ้ำในช่วงแรก ๆ

Crypto กับการฟอกเงิน 5.0

การฟอกเงินแบบเดิม ๆ ที่นำเงินสกปรกไม่ว่าจาก ยาเสพติด การพนัน หรือ คอร์รัปชั่นของโลกใบนี้มันมีมานานแสนนานแล้ว

วิธีการแบบเดิม ๆ เช่น นำเงินสกปรกเหล่านี้เข้ามาอยู่ในธุรกิจแบบปรกติ หรือ ไปลงทุนในสินทรัพย์ราคาสูง ๆ เช่น งานศิลปะชื่อก้องโลก ในไทยก็คงจะเป็นพระเครื่องแพง ๆ แต่ขอบเขตในโลกของ Crypto นั้นทำให้เงินสกปรกเหล่านี้กลายเป็นเงินสะอาดได้แบบไร้รอยต่อมากยิ่งขึ้น

“อาชญากรทุกประเภทใช้ Crytocurrency มากขึ้นเพื่อฟอกเงินที่ผิดกฏหมาย” หน่วยงานด้านไซเบอร์ดิจิทัลของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐกล่าวในรายงานที่ออกมาเมื่อปีที่แล้ว

“องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงแก๊งค้ายา นั้นพบว่า Cryptocurrency มีประโยชน์อย่างยิ่งในการซ่อนกิจกรรมทางการเงิน และเคลื่อนย้ายเงินจำนวนมหาศาลอย่างมีประสิทธิภาพข้ามพรมแดนโดยไม่ถูกตรวจจับ”

Chainalysis บริษัท นิติวิทยาศาสตร์ชั้นนำด้าน crypto ประมาณการว่ากิจกรรมที่ผิดกฎหมายคิดเป็น 0.34% ของปริมาณธุรกรรม cryptocurrency ในปี 2020 ลดลงจาก 2.1% ในปี 2019 เนื่องจากระดับกิจกรรม crypto โดยรวมเพิ่มขึ้นในปีที่แล้ว

Chainalysis บริษัท นิติวิทยาศาสตร์ชั้นนำด้าน crypto ที่วิเคราะห์ถึงการฟอกเงินที่ผิดกฏหมาย (CR:coindesk)
Chainalysis บริษัท นิติวิทยาศาสตร์ชั้นนำด้าน crypto ที่วิเคราะห์ถึงการฟอกเงินที่ผิดกฏหมาย (CR:coindesk)

Chainalysis กล่าวว่า ทุกคนรู้ดีว่าผู้กระทำผิดเช่นผู้ค้ายาเสพติด “กำลังฟอกเงินโดยแปลงเป็นสกุลเงินดิจิตอลและส่งมันออกไปทั่วโลก” 

David Jevans หัวหน้าผู้บริหารของ CipherTrace บริษัทข่าวกรอง cryptocurrency ที่ได้รับเงินทุนจากกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯ กล่าวว่า “DeFi ใช้ช่องโหว่ในการควบคุมเพราะพวกเขาไม่ได้ถือเงินของลูกค้าจริง ๆ”

“สิ่งนี้ทำให้เกิดคลื่นแห่งนวัตกรรมซึ่งยอดเยี่ยมมาก แต่ยังทำให้เกิดคลื่นแห่งนวัตกรรมโดยผู้ที่พยายามฟอกเงินผ่านระบบเช่นเดียวกัน” Jevans กล่าว

ซึ่งก็ต้องบอกว่าในยุคต่อไปเราคงไม่เห็นภาพเผด็จการผู้เรื่องอำนาจ พ่อค้ายาเสพติดก้องโลก หรืออาชญากรต่าง ๆ เมื่อถูกโค่นล่มหรือถูกไล่ล่า ต้องขนเงินเป็นกระสอบ ๆ หนีข้ามประเทศอีกต่อไป

เมื่อในตอนนี้มีเทคโนโลยีใหม่ที่ทำให้พวกเขาเหล่านี้สามารถใช้ช่องทางของ Cryptocurrency แล้วหนีไปได้แบบชิลล์ ๆ พร้อมกับเงินสกปรกจำนวนมหาศาล โดยแทบไม่ถูกตรวจสอบเลยนั่นเองครับผม

References : https://www.ft.com/content/beeb2f8c-99ec-494b-aa76-a7be0bf9dae6
https://en.wikipedia.org/wiki/Ross_Ulbricht
https://www.wired.com/2015/04/silk-road-1/
https://coinscreed.com/ukraine-shuts-down-cryptocurrency-exchanges-involved-in-money-laundering.html