แฟชั่นที่ขับเคลื่อนด้วยโรคระบาดสู่การดับอนาทของแอป Club House

ต้องบอกว่าเป็นการเริ่มต้นที่น่าสนใจมาก ๆ เมื่อ Clubhouse แอปที่เปิดตัวด้วยการเป็น exclusive network ที่ต้องได้รับเชิญเท่านั้นได้ได้ขับเคลื่อนโลกของโซเชียลมีเดียให้กลายเป็นกระแส Live Audio รูปแบบใหม่ที่มนุษย์เราอาจจะไม่เคยพบเจอมาก่อน 

ตลอดปี 2020 และต้นปี 2021 Clubhouse เป็นสถานที่สำหรับสนทนาที่เป็นที่นิยมอย่างมาก ทั้งการอภิปรายเชิงลึก และคำแนะนำทางธุรกิจทั่วไป Clubhouse ได้รับการอธิบายว่าเป็น “เครือข่ายโซเชียล Live Audio แห่งแรก” ซึ่งทำให้ในช่วงแรกหลังการเปิดตัวมีการเติบโตและอัตราการดาวน์โหลดอย่างมาก โดยมีผู้ใช้ 10 ล้านคนดาวน์โหลดในเดือนกุมภาพันธ์เพียงเดือนเดียว แม้จะพร้อมใช้งานบน iOS อย่างเดียวเพียงเท่านั้น 

ความนิยมของผู้บริโภคทำให้เกิดโอกาสมากมายต่อแบรนด์ต่าง ๆ ที่ต้องการติดต่อกับกลุ่มลูกค้าได้ในทันทีและเป็นส่วนตัวมากขึ้น แบรนด์จากอุตสาหกรรมทุกประเภทได้จัดสร้างห้อง และ เริ่มการสนทนาในแบบตนเอง หรือร่วมมือกับผู้ดำเนินรายการเพื่อนำเสนอแบรนด์ของตนสู่ผู้ชมกลุ่มใหม่ 

แอปจึงได้พัฒนาโปรแกรมครีเอเตอร์ของตัวเองที่ถูกเรียกว่า Clubhouse Creator First ซึ่งได้จัดหาอุปกรณ์ให้กับครีเอเตอร์ที่ได้รับการคัดเลือก และให้การสนับสนุนรวมถึงโอกาสในการสนับสนุนแบรนด์ต่าง ๆ  

จุดมุ่งหมายของ Clubhouse คือการช่วยให้ครีเอเตอร์ที่ได้รับการคัดเลือกสร้างเนื้อหาคุณภาพสูงซึ่งจะทำให้ครีเอเตอร์สามารถสร้างรายได้จากการสนทนาของพวกเขาจากเนื้อหาคุณภาพสูง Clubhouse ได้แนะนำ “Tips” ซึ่งผู้ฟังสามารถให้ทิปครีเอเตอร์ที่พวกเขาชื่นชอบได้

เมื่อพิจารณาจากสภาพห้องสนทนาของ Clubhouse แบบสด ๆ และจำนวนผู้ใช้ที่เข้ามาอย่างมหาศาลในช่วงต้นปี 2021 Clubhouse จึงเป็นพื้นที่ออนไลน์ที่ยอดเยี่ยมสำหรับแบรนด์ต่างๆ ในการประกาศเรื่องต่าง ๆ ให้กับกลุ่มแฟน ๆ ของพวกเขา 

ตัวอย่างเช่น NFL ที่ได้ร่วมมือกับ Clubhouse เพื่อสร้าง Club เฉพาะสำหรับการสนทนาสดเกี่ยวกับฟุตบอลใน Draft Week แฟน ๆ สามารถเข้าร่วมคลับเพื่อติดตามประกาศสด ฟังการสนทนาพิเศษกับนักกีฬาและโค้ช และรับเชิญบนเวทีเพื่อถามคำถาม 

ความสำเร็จของ Clubhouse ทำให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่นเริ่มทำงานในเวอร์ชันของตนเองหรือพัฒนาฟีเจอร์ที่มีอยู่เพื่อแข่งขัน 

Facebook ได้สร้างบริการของตัวเองชื่อว่า Live Audio Rooms;  ซึ่ง Facebook จะผสานรวม Live Audio Rooms เข้ากับ Groups และเพิ่มฟีเจอร์ Stars เพื่อให้ครีเอเตอร์สร้างรายได้จากเนื้อหาเสียงของตนได้

Instagram ได้พัฒนาฟีเจอร์ Live อย่างหนักเพื่อแนะนำ Lives แบบกลุ่ม และเพิ่มความสามารถในการเปิดและปิดกล้องและไมโครโฟนในการสตรีมสด การพัฒนานี้ทำให้โฮสต์มีความยืดหยุ่นมากขึ้นในระหว่างการสตรีมสด และขจัดแรงกดดันที่จะต้องดูและฟังอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเปิดโอกาสให้ครีเอเตอร์มีส่วนร่วมกับผู้ติดตามได้อย่างอิสระมากขึ้น 

เพื่อให้ทันกับการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น ในที่สุด Clubhouse ได้พัฒนาเวอร์ชันสำหรับผู้ใช้ Android Clubhouse ได้ทำการทดสอบเวอร์ชัน Android ในสหรัฐอเมริกาและเปิดตัวในสหราชอาณาจักร แคนาดา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ผู้ใช้ Android ในญี่ปุ่น บราซิล และรัสเซีย ได้ใช้แอปเป็นครั้งแรกในวันที่ 18 พฤษภาคม และเปิดให้ใช้งานทั่วโลกในวันที่ 21 พฤษภาคม 

อย่างไรก็ตาม Clubhouse ทำการเปิดตัวเวอร์ชั่น Android สายเกินไปหรือไม่?

ทำไม Clubhouse ถึประสบความสำเร็จ?

1. ให้การเข้าถึงคนดัง

เหตุผลหลักประการหนึ่งที่ Clubhouse ได้รับความนิยมจากผู้ใช้คือการเข้าถึงคนดัง ซีอีโอ และผู้นำทางความคิดได้ง่าย Elon Musk ซีอีโอของ Tesla ได้เผยแพร่แอปบน Twitter และกลายเป็นหนึ่งในแอปที่ดาวน์โหลดมากที่สุดของ Apple ในชั่วข้ามคืน 

นับตั้งแต่เขาโปรโมตแอปนี้ แอปนี้ก็มีรายชื่อเซเลบ ผู้ประกอบการ และนักการเมืองที่เข้ามาร่วมแพลตฟอร์มเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีการอภิปรายในหัวข้อต่างๆ มากมาย ผู้ใช้สามารถฟัง Mark Zuckerberg, Oprah, Justin Bieber, Jared Leto, Drake, Kevin Hart และอื่น ๆ อีกมากมาย

สามารถเข้าถึงเซเลบ ผู้ประกอบการ และนักการเมืองมากมาย (CR:Twitter)
สามารถเข้าถึงเซเลบ ผู้ประกอบการ และนักการเมืองมากมาย (CR:Twitter)

Clubhouse เปิดโอกาสให้แฟนๆ ได้ฟังและโต้ตอบกับดาราคนโปรดเป็นครั้งคราว (หากพวกเขาถูกพาขึ้นไปบนเวที) นอกจากนี้ การสนทนายังได้รับเอกสิทธิ์พิเศษโดยธรรมชาติเพราะเป็นการฟังแบบสด Clubhouse จะไม่บันทึกห้องหรือการสนทนา ดังนั้นเมื่อการสนทนาจบทุกอย่างจะถูกลบออกไปทันที

2. ให้บริการที่เป็นเอกลักษณ์และเนื้อหาที่มีคุณค่า

Clubhouse เมื่อเริ่มก่อตั้งเป็นแอปที่ค่อนข้างพิเศษ จุดขายหลักที่แตกต่างจากเครือข่ายโซเชียลอื่น ๆ คือลักษณะของเสียงแบบสด Clubhouse เป็นพื้นที่ที่เหมาะสำหรับผู้คนในการพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นโดยไม่มีสิ่งรบกวน ผู้ใช้ Clubhouse ทั่วไปกล่าวว่าการอยู่ในห้องที่มีสมาชิก VIP เพียงไม่กี่คน และได้ยินเฉพาะคนสำคัญพูดเท่านั้น รู้สึกใกล้ชิดและมีส่วนร่วมมากกว่าแพลตฟอร์มโซเชียลอื่นๆ

การมี moderatorในห้องสนทนาหมายถึงการทำให้การสนทนามีความเป็นระเบียบมากยิ่งขึ้น ผู้ดำเนินรายการสามารถปิดเสียงและเปิดเสียงผู้พูดได้ และผู้เข้าร่วมต้องยกมือก่อนที่จะได้รับการอนุมัติจาก moderator ให้พูดได้ ซึ่งช่วยให้ห้องมีเนื้อหาที่ชัดเจนและสามารถครอบคลุมหัวข้อต่างๆ ได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ยังสามารถนั่งเอนหลังและเพลิดเพลินกับการสนทนาได้หากต้องการ

3. Exclusive Network

Clubhouse เป็นแอปเฉพาะผู้ได้รับเชิญเท่านั้น ซึ่งหมายความว่าผู้ที่มีสิทธิ์เข้าถึงแอปอยู่แล้วจะต้องส่งลิงก์ให้เพื่อนเพื่อเข้าร่วมด้วย ซึ่งมันได้สร้างภาพลวงตาของการผูกขาดให้กับ Clubhouse ในช่วงแรก ๆ  และการที่ Clubhouse ไม่อนุญาตให้ผู้ใช้บันทึกห้องสนทนา ผู้ใช้ใน Clubhouse จะได้รับสิทธิ์เข้าถึงประกาศ การสนทนา และคำแนะนำต่าง ๆ เฉพาะในแอปเพียงเท่านั้น

รูปแบบเฉพาะผู้ได้รับเชิญเท่านั้นยังหมายความว่าผู้ใช้มีโอกาสพบปะและพูดคุยกับผู้ที่มีความคิดเหมือนกันมากขึ้น ซึ่งคล้ายกับการเป็นส่วนหนึ่งของคลับที่สุดพิเศษ

Exclusive Network ที่ต้องผ่านการ invite เท่านั้น (CR:The Verge)
Exclusive Network ที่ต้องผ่านการ invite เท่านั้น (CR:The Verge)

ทำไมความนิยมของ Clubhouse จึงลดลง?

ในเดือนเมษายน 2021 มีการดาวน์โหลดแอป Clubhouse เพียง 900,000 ครั้ง ซึ่งลดลงอย่างมากจากการดาวน์โหลด 10 ล้านครั้งในเดือนกุมภาพันธ์ นอกจากนี้ Clubhouse ยังพบว่ามีผู้ใช้เฉลี่ยต่อเดือนลดลงเกือบ 70% แล้วทำไมมันถึงเป็นเช่นนี้?

1. มันเป็นแฟชั่นที่ขับเคลื่อนด้วยโรคระบาด

เป็นเรื่องที่น่าเสียดายสำหรับ Clubhouse  เพราะจากการสำรวจของ Business Insider พบว่า 88% ของผู้เข้าร่วม 5,000 คนไม่ได้ใช้ Clubhouse อีกต่อไปเพราะพวกเขามองมันเป็นเพียงแค่แฟชั่น 

แม้จะมีการเปิดตัวเวอร์ชั่นสำหรับผู้ใช้ Android แล้ว แต่หลายคนเชื่อว่า Clubhouse ได้รับความนิยมอย่างมากจากการระบาดใหญ่เพราะพวกเราหลายคนอยากที่จะพูดคุยกับคนอื่น เมื่อชีวิตกลับคืนสู่สภาวะปกติ ผู้คนสูญเสียเวลาว่างจากการฟังบทสนทนาของ Clubhouse ธรรมชาติที่ฟังแบบสด ๆ ของ Clubhouse ทำให้ผู้ฟังไม่สามารถฟังตามความต้องการได้เหมือนกับพอดคาสต์

ด้วยการผ่อนปรนมาตรการล็อกดาวน์ ผู้ใช้สามารถรวมตัวกับเพื่อน ๆ และสนทนาแบบตัวต่อตัว ไม่จำเป็นต้องฟังการสนทนาของผู้อื่นอีกต่อไป

2. การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากแพลตฟอร์มอื่น

ฐานผู้ใช้ของ Clubhouse จำนวนมากจะถูกแย่งชิงโดยคู่แข่งที่มีชื่อเสียง (เช่น Instagram, Facebook และ Twitter) ที่ทำบริการเลียนแบบด้วยการพัฒนาความสามารถด้านเสียงของตัวเอง แพลตฟอร์มเหล่านี้ได้ปรับแต่งตัวเองให้เป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ครบวงจร ซึ่งสามารถมอบทุกสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการได้

นอกจากนี้ แพลตฟอร์มเหล่านี้เป็นที่ยอมรับและเป็นที่ชื่นชอบของผู้ใช้โซเชียลมีเดียอยู่แล้ว ทุกคนเข้าถึงได้ซึ่งหมายความว่าทุกคนสามารถแชทกับใครก็ได้ Spaces ของ Twitter ซึ่งเปิดตัวสำหรับผู้ใช้ Android และ iOS ทำให้หลายๆ คนย้ายกลับมาที่แพลตฟอร์มเก่า ๆ มากขึ้น

3. การแจ้งเตือนมากกินไป

ใครก็ตามที่เคยใช้ Clubhouse อาจเคยประสบกับการแจ้งเตือนของ Clubhouse แม้ว่าการแจ้งเตือนจะมีความสำคัญ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากฟีเจอร์แบบสด) Clubhouse ดูเหมือนว่าจะมีการแจ้งเตือนทุกครั้งที่มีการโต้ตอบกับแอป ซึ่ง Clubhouse ส่งการแจ้งเตือนสิ่งต่าง ๆ มากมายดังนี้ : 

– ช่วงเวลาที่ใครก็ตามที่คุณเคยบันทึกไว้ในรายชื่อผู้ติดต่อของคุณเข้าร่วมแอป

– เมื่อใครก็ตามที่คุณติดตามในแอปเริ่มสร้างห้อง

– เมื่อใครก็ตามที่คุณติดตามพูดในห้อง

– เมื่อคนที่คุณติดตามกำหนดเวลาการสนทนาในอนาคต

– เมื่อมีกำหนดการสนทนาสำหรับ Club ที่คุณติดตาม

– ถ้าคนที่คุณรู้จักส่ง Ping ให้คุณเข้าร่วมห้อง

ยิ่งคุณโต้ตอบกับสมาชิก club และการสนทนามากเท่าใด คุณก็จะได้รับการแจ้งเตือนมากขึ้นเท่านั้น ผู้ใช้หลายคนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความบ้าคลั่งของการแจ้งเตือนที่สร้างความรำคาญ และแม้ว่าจะสามารถลดจำนวนการแจ้งเตือนได้ แต่มันก็ไม่มีความชัดเจนจากแพลตฟอร์ม

4. สูญเสียความพิเศษไปแล้ว

ในขณะที่ยังคงดำเนินการให้มีผู้ใช้ใหม่ตามคำเชิญเท่านั้น Clubhouse ได้เพิ่มจำนวนผู้ใช้มากเกินไปจนผู้คนสูญเสียสถานะพิเศษ ในขณะที่การสนทนายังคงเป็นแบบสดอยู่ มีครีเอเตอร์จำนวนมากที่นำเสนอข้อมูลเดียวกันในเวลาที่สะดวกกว่า เช่นทางพอดคาสต์ หรือ youtube ซึ่งทำให้ไม่มีใครกังวลว่าจะพลาดคำแนะนำดี ๆ หรือ ข้อมูลพิเศษ ๆ สุด exclusive ที่หาที่อื่นไม่ได้อีกต่อไปนั่นเองครับผม

References : https://www.vanityfair.com/news/2021/04/the-clubhouse-party-is-over
https://startuptalky.com/clubhouse-downfall/
https://sociallypowerful.com/post/the-rise-and-fall-of-clubhouse

ข้อดีและข้อเสียสำหรับเอลซัลวาดอร์ ในการเป็นประเทศแรกที่ก้าวสู่ Bitcoin Nation

เอลซัลวาดอร์ได้กลายเป็นประเทศแรกในโลกที่ยอมรับ bitcoin เป็นเงินที่ถูกต้องตามกฎหมาย การสร้างวิสัยทัศน์ของประเทศใหม่จากประธานาธิบดี Nayib Bukele ที่หวังว่า bitcoin จะช่วยชาวซัลวาดอร์ที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศด้วยค่าคอมมิชชั่นจากเงินที่พวกเขาส่งกลับบ้านที่ถูกลง

แม้จะได้รับความนิยมแต่นโยบายดังกล่าวได้รับการตอบรับด้วยความสงสัยของชาวซัลวาดอร์หลายคนที่มีความกังวลเกี่ยวกับความผันผวนของสกุลเงินดิจิทัลและรูปแบบการทำงานของมันจะเป็นอย่างไร

ต่อไปนี้เป็นข้อดีและข้อเสียบางประการที่เกิดขึ้นกับแผนการของเอลซัลวาดอร์ ในการก้าวสู่ Bitcoin Nation ซึ่งเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายน 2021

การโอนเงิน

ชาวเอลซัลวาดอร์ในปีที่แล้วส่งเงินกลับบ้านเกือบ 6 พันล้านดอลลาร์จากต่างประเทศ ส่วนใหญ่มาจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเทียบเท่ากับประมาณ 23% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของประเทศ

Bukele กล่าวว่า bitcoin จะช่วยให้ชาวเอลซัลวาดอร์สามารถประหยัดเงินค่าคอมมิชชั่นสำหรับการโอนเงินได้ 400 ล้านดอลลาร์ในแต่ละปี

แต่ผู้คนจำนวนมากที่ส่งหรือรับดอลลาร์ไปยังเอลซัลวาดอร์ ไม่ไว้วางใจ bitcoin ในขณะเดียวกัน ข้อมูลของธนาคารโลกแสดงให้เห็นว่าต้นทุนการโอนเงินในสหรัฐฯ ของประเทศในอเมริกากลางที่มีค่าเงินดอลลาร์นั้นต่ำที่สุดในโลกอยู่แล้ว

มีเพียง 30% ของชาวซัลวาดอร์ที่มีบัญชีธนาคารในปี 2017 ตามรายงานของ World Bank ซึ่งมีความหวังว่า bitcoin จะสามารถส่งเสริมบริการทางการเงินในประเทศได้ อย่างไรก็ตามผลการศึกษาในปี 2020 สรุปว่า เอลซัลวาดอร์มีอัตราการใช้อินเทอร์เน็ตต่ำเป็นอันดับสองในละตินอเมริกาและแคริบเบียน ซึ่งอาจกลายเป็นข้อจำกัดที่สำคัญในการใช้สกุลเงินดิจิทัลออนไลน์

Carbon Footprint

แผน bitcoin ของเอลซัลวาดอร์ได้ให้ความสำคัญกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของ cryptocurrencies โดยที่ธนาคารโลกระบุถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นดังกล่าวท่ามกลางข้อกังวลมากมาย

การขุดเหมือนในสกุุลเงินดิจิทัลต้องใช้พลังงานจำนวนมาก และการปล่อย CO2 ทั่วโลกของอุตสาหกรรม bitcoin เพิ่มขึ้นเป็น 60 ล้านตัน เท่ากับไอเสียจากรถยนต์ประมาณ 9 ล้านคัน

Bukele พยายามที่จะตอบโต้ข้อกังวลด้านความยั่งยืนในเรื่องพลังงานโดยกล่าวว่าในเดือนมิถุนายนเขาได้สั่งให้ LaGeo บริษัท ไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพที่เป็นของรัฐพัฒนาแผนการที่จะเสนอสิ่งอำนวยความสะดวกในการทำเหมือง bitcoin โดยใช้พลังงานหมุนเวียนจากภูเขาไฟของประเทศ

การปฏิบัติตามกฎระเบียบ

แม้ว่าจะใช้ Bitcoin ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ที่ไม่ถูกควบคุมจากรัฐบาลกลาง แต่ก็มีคำเตือนว่าอาจเพิ่มความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ การเงิน และการดำเนินงานสำหรับสถาบันการเงิน รวมถึงกฎการต่อต้านการฟอกเงินและการจัดหาเงินทุนของผู้ก่อการร้าย

ในเดือนมิถุนายน 2021 หน่วยงานจัดอันดับ Fitch Ratings กล่าวว่า “กำไรจากการลงทุนจะไม่ถูกเก็บภาษีและสามารถจ่ายภาษีเป็น bitcoin ได้ ซึ่งสามารถดึงดูดกระแสเงินให้ไหลเข้าจากต่างประเทศของ bitcoin แต่ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงที่จะเป็นเงินจากกิจกรรมที่ผิดกฎหมายที่จะผ่านระบบการเงินของซัลวาดอร์ “

กองทุนการเงินระหว่างประเทศได้อ้างถึงข้อกังวลทางกฎหมายเกี่ยวกับการยอมรับ bitcoin ท่ามกลางการเจรจากับเอลซัลวาดอร์เกี่ยวกับข้อตกลงทางการเงินเกือบ 1 พันล้านดอลลาร์ซึ่งยังคงค้างอยู่

หลังจากที่กฎหมาย bitcoin ของ Bukele ได้รับการอนุมัติ หน่วยงานจัดอันดับ Moody’s ก็ปรับลดอันดับประเทศเอลซัลวาดอร์ พันธบัตรสกุลเงินดอลลาร์ของประเทศ ก็ตกอยู่ภายใต้แรงกดดัน เช่นกัน

อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ

Bukele ได้จัดตั้งกองทุนมูลค่า 150 ล้านดอลลาร์เพื่อให้สามารถแปลงเป็นสกุลเงินดอลลาร์ได้ แต่ความสงสัยยังคงมีอยู่ว่าประเทศจะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่เชื่อมโยงกับความผันผวนอย่างรวดเร็วของสกุลเงินดิจิทัล ซึ่งมูลค่าอาจแตกต่างกันไปหลายร้อยดอลลาร์ในหนึ่งวัน

Fitch แย้งว่า bitcoin จะส่งผลต่อบริษัทประกันภัยในเอลซัลวาดอร์ที่ต้องเผชิญกับสกุลเงินอันเนื่องมาจากอัตราแลกเปลี่ยนที่สูงขึ้นและความเสี่ยงจากความผันผวนของรายได้

“บริษัทประกันที่ถือ bitcoin ในงบดุลเป็นระยะเวลานานจะต้องเผชิญกับความผันผวนของราคาอย่างรุนแรง และเพิ่มความเสี่ยงด้านสินทรัพย์” Fitch กล่าว

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ถือ bitcoin นั้น ได้มีทดลองใช้วิธีการชำระเงินแบบใหม่นี้ใน El Zonte เมืองชายทะเลที่เป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นสำหรับสกุลเงินดิจิทัลในเอลซัลวาดอร์มาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

บทสรุป

ผมว่าเรื่องนี้ค่อนข้างน่าสนใจ กับประเทศอย่างเอลซัลวาดอร์ ซึ่งเมื่อก่อนหลายคนอาจจะแทบไม่รู้ว่าอยู่ในส่วนไหนของโลก แต่การเกาะกระแสไปกับสกุลเงินดิจิทัลอย่าง Bitcoin ทำให้พวกเขากลายเป็นข่าวไปทั่วโลก เป็นการ PR ประเทศฟรี ๆ ซึ่งตอนนี้ประเทศของพวกเขาคงเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกแล้ว

ถือเป็นการเดิมพันกับประเทศครั้งสำคัญ สร้างจุดเด่นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัล และทุ่มหมดหน้าตักให้กับเทคโนโลยีแห่งอนาคตนี้ ก็ถืออว่าเป็น case study ที่น่าสนใจมาก ๆ

ซึ่งแน่นอนว่า ผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นอย่างไรเรายังไม่รู้ อาจจะพาประเทศติดดอย หรือ อาจจะพุ่ง To the Moon แต่แนวคิดของ ประธานาธิบดี Nayib Bukele ที่ถือเป็นคนรุ่นใหม่ น่าจะเป็น Case Study ในการเลือกยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศที่น่าสนใจเลยทีเดียวครับผม

References :
https://datatopics.worldbank.org/g20fidata/country/el-salvador
https://www.reuters.com/world/americas/migrant-families-wary-el-salvador-becomes-first-adopt-bitcoin-2021-09-06/
https://www.reuters.com/technology/pros-cons-el-salvador-first-bitcoin-nation-2021-09-06/
https://d1softballnews.com/el-salvador-and-bitcoin-the-non-fungible-currency-race-continues/

Electronic Skin กับเทคโนโลยีเซ็นเซอร์ควบคุมหุ่นยนต์ด้วยการตอบสนองแบบสัมผัสเสมือนจริง

ความสามารถในการสร้างตัวเองให้กลายเป็นหุ่นยนต์นั้นมีหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การใช้งานจริงไปจนถึงเรื่องในจินตนาการจากนิยาย Sci-Fi อินเทอร์เฟซที่มีอยู่ซึ่งอาจทำให้สิ่งนี้เป็นไปได้มักจะมีขนาดใหญ่ แต่ electronic skin ไร้สายที่สร้างโดยนักวิจัยชาวจีนทำให้การควบคุมมีความเป็นธรรมชาติมากกว่า

แม้ว่าวันหนึ่งหุ่นยนต์อัจฉริยะอาจจะสามารถเชื่อมต่อกับส่วนประสานต่าง ๆ ของร่างกายมนุษย์ได้ แต่พวกมันก็ยังพยายามทำงานหลายอย่างที่เราอยากให้พวกมันทำ ในระหว่างนี้ หลายคนเชื่อว่าการสร้างวิธีที่มนุษย์จะใช้หุ่นยนต์ควบคุมจากทางไกล อาจเป็นวิธีการที่มีประโยชน์ที่สุด

วิธีการนี้อาจเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับสถานการณ์ที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ แต่ยังเกินความสามารถของหุ่นยนต์อัตโนมัติ ตัวอย่างเช่น การกำจัดระเบิดหรือการกำจัดของเสียกัมมันตภาพรังสี หรือผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยที่ติดเชื้อ

แม้ว่าหุ่นยนต์ควบคุมจากระยะไกลจะมีอยู่แล้ว แต่ความสามารถในการควบคุมพวกมันผ่านการเคลื่อนไหวของร่างกายตามธรรมชาติอาจทำให้ประสบการณ์ใช้งานง่ายขึ้นมาก 

นอกจากนี้ยังอาจเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการพัฒนาโครงกระดูกภายนอกของหุ่นยนต์ที่ใช้งานได้จริงหรือแม้แต่อวัยวะเทียมที่ดีขึ้น และทำให้สามารถสร้างประสบการณ์ที่สมจริงซึ่งผู้ใช้ควบคุมร่างกายของหุ่นยนต์ได้

แม้ว่าจะมีวิธีแก้ปัญหาสำหรับเปลี่ยนการเคลื่อนไหวของมนุษย์ให้กลายเป็นสัญญาณสำหรับหุ่นยนต์ แต่โดยทั่วไปแล้วจะเกี่ยวข้องกับการใช้อุปกรณ์ที่ยุ่งยากซึ่งผู้ใช้ต้องสวมใส่หรือระบบคอมพิวเตอร์วิชันซิสเต็มที่มีความซับซ้อนสูง

ตอนนี้ ทีมนักวิจัยจากประเทศจีนได้สร้าง electronic skin ที่ยืดหยุ่นซึ่งเต็มไปด้วยเซ็นเซอร์ เครื่องส่งสัญญาณไร้สาย และแม่เหล็กแบบสั่นขนาดเล็กที่สามารถให้การตอบสนองแบบสัมผัสแก่ผู้ใช้ได้ ด้วยการติดแผ่นแปะเหล่านี้กับส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น มือ ปลายแขน หรือเข่า ระบบสามารถบันทึกการเคลื่อนไหวของผู้ใช้และส่งไปยังหุ่นยนต์

งานวิจัยที่ได้อธิบายไว้ในบทความที่ตีพิมพ์ใน Science Advances สร้างขึ้นจากความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในด้านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ยืดหยุ่นได้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ผลงานหลักๆ ของงานวิจัยนี้คือทำให้ส่วนประกอบต่างๆ เข้าไปอยู่ในอุปกรณ์ขนาดกะทัดรัด ทรงพลัง และใช้งานง่าย

เซ็นเซอร์ของระบบใช้วัสดุแบบ piezoresistive ซึ่งความต้านทานไฟฟ้าจะเปลี่ยนแปลงเมื่ออยู่ภายใต้ความเค้น (Stress) ซึ่งช่วยให้พวกมันทำหน้าที่เป็นเซ็นเซอร์ในการดัดงอส่วนต่าง ๆ ของหุ่นยนต์ ดังนั้นเมื่อแผ่นปะติดเข้ากับข้อต่อของผู้ใช้ การเปลี่ยนแปลงของแรงต้านจะสอดคล้องกับมุมที่มันโค้งงอจริง

เซ็นเซอร์เหล่านี้เชื่อมต่อกับไมโครคอนโทรลเลอร์ส่วนกลางผ่านสายทองแดงที่แกว่งไปมาในลักษณะคล้ายงู ซึ่งรูปแบบซิกแซกนี้ช่วยให้สายไฟขยายออกได้ง่ายเมื่อมีการยืดหรืองอ และยังป้องกันไม่ให้สายไฟขาดจากแรงกด 

โดยสัญญาณแรงดันไฟจากเซ็นเซอร์จะถูกประมวลผลและส่งผ่าน Bluetooth โดยตรงไปยังอุปกรณ์หุ่นยนต์ที่อยู่ใกล้เคียงหรือคอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถส่งต่อผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้เช่นกัน

เซ็นเซอร์บนผิวหนังส่งต่อผ่าน  Bluetooth ทำให้มีความละเอียดสูงสมจริงขึ้น (CR:Tech Gaming Report)
เซ็นเซอร์บนผิวหนังส่งต่อผ่าน Bluetooth ทำให้มีความละเอียดสูงสมจริงขึ้น (CR:Tech Gaming Report)

นักวิจัยได้สร้างระบบป้อนข้อมูลกลับด้วยเซ็นเซอร์แบบ piezoresistive แบบเดียวกันที่สามารถติดเข้ากับส่วนต่างๆ ของอุปกรณ์หุ่นยนต์ได้ เช่น ที่ปลายนิ้วซึ่งทำหน้าที่เป็นเซ็นเซอร์แรงดัน

สัญญาณจากเซ็นเซอร์เหล่านี้จะถูกส่งไปยังผิวหนังอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งใช้เพื่อควบคุมแม่เหล็กขนาดเล็กที่สั่นสะเทือนที่ความถี่ต่างๆ ขึ้นอยู่กับว่ามีการใช้แรงกดมากเพียงใด นักวิจัยแสดงให้เห็นว่ามนุษย์ที่ควบคุมมือหุ่นยนต์สามารถใช้รับแรงสะท้อนเพื่อแยกความแตกต่างระหว่างลูกบาศก์ของยางที่มีระดับความแข็งที่ต่างกันได้

ที่สำคัญ เวลาตอบสนองของสัญญาณนั้นต่ำเพียง 4 ไมโครวินาทีในขณะที่ทำงานโดยตรงผ่านบลูทูธ และใช้เพียง 350 ไมโครวินาทีหากทำงานบนเครือข่าย Wi-Fi ในพื้นที่ ซึ่งต่ำกว่าตัวเลข 550 ไมโครวินาทีที่มนุษย์ใช้ในการตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่สัมผัสจริงได้ การส่งสัญญาณทางอินเทอร์เน็ตทำให้เวลาตอบสนองเพิ่มขึ้นอยู่ในช่วงระหว่าง 30 ถึง 50 มิลลิวินาที

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยพบว่าการผสมผสานรูปแบบต่างๆ จากอินพุทด้วยภาพจากแว่นตา VR ผู้ใช้ที่เป็นมนุษย์สามารถควบคุมรถจากระยะไกลด้วยนิ้วมือ ใช้แขนหุ่นยนต์เพื่อตรวจไวรัสโควิด-19 หรือแม้แต่สร้างหุ่นจำลองมนุษย์ หุ่นยนต์เดิน หมอบ ทำความสะอาดห้อง และหุ่นยนต์ที่ช่วยพยาบาลผู้ป่วย

ซึ่งอุปกรณ์ตัวนี้ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนในตัวซึ่งให้พลังงานเพียงพอสำหรับอุปกรณ์ทั้งหมดเพื่อทำงานอย่างต่อเนื่องได้นานกว่าหนึ่งชั่วโมง ในโหมดสแตนด์บายสามารถอยู่ได้เกือบสองสัปดาห์ และสายทองแดงของอุปกรณ์ยังสามารถทำหน้าที่เป็นเสาอากาศเพื่อชาร์จแบตเตอรี่แบบไร้สายได้อีกด้วย

ทั้งนี้ระบบดังกล่าวต้องมีการตรวจสอบให้ละเอียดถี่ถ้วนก่อนจึงจะนำไปใช้ในงานจริง แต่ความสามารถที่น่าประทับใจและการออกแบบที่ประณีตของมันบ่งบอกว่าเซ็นเซอร์ที่ยืดหยุ่นได้ตัวนี้ จะช่วยให้เราควบคุมหุ่นยนต์จากระยะไกลเหมือนในนวนิยาย Sci-Fi ได้ในอนาคตอันใกล้นั่นเองครับผม

References : https://www.science.org/doi/10.1126/sciadv.abl6700
http://www.taghribnews.com/en/news/535230/scientists-develop-electronic-skin
https://singularityhub.com/2022/01/17/sensor-packed-electronic-skin-controls-robots-with-haptic-feedback

Geek Daily EP103 : Instagram x NFTs จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่เตรียมลุยตลาด NFTs

รายงาน จากสำนักข่าว Financial Times ระบุว่า Meta และบริษัทในเครือ Instagram กำลังสำรวจเทคโนโลยี NFT  โดยอ้างว่า Meta และ Instagram กำลังสร้างแนวคิดเกี่ยวกับตลาดสำหรับผู้ใช้ในการซื้อและขาย NFT อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีคำพูดอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี NFT จากกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติของอเมริกาที่ตั้งอยู่ใน Menlo Park

แหล่งข่าวกล่าวว่าทั้งสองบริษัทมีฟีเจอร์ NFT ที่พร้อมแล้ว แต่แนวคิดสามารถเปลี่ยนแปลงได้เมื่อเวลาผ่านไป Meta อยู่ในระดับแนวหน้าในการพยายามเป็นผู้นำในเทรนด์ metaverse และเป็นเจ้าของ Oculus ที่พัฒนาเทคโนโลยี VR อย่างไรก็ตาม Meta ไม่ได้กล่าวถึงอะไรเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี NFT ในอนาคต อย่างไรก็ตาม Instagram ได้บอกใบ้ถึงการใช้ NFTs บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://bit.ly/3nKPDBQ

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://apple.co/32lKqcd

🎧 ฟังผ่าน Google Podcast : 
https://bit.ly/3qQG9qU

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://spoti.fi/3AnKftn

🎧 ฟังผ่าน Youtube : 
https://youtu.be/FZtIQu5_EGg

ผู้สนับสนุน..

Fillgoods ผู้ช่วยมืออาชีพของธุรกิจออนไลน์ ที่จะทำให้ชีวิตง่ายและสะดวกสบายขึ้นกว่าเดิม ด้วยฟีเจอร์ทั้งหมดออกแบบมาเพื่อซัพพอร์ตการทำงานของธุรกิจออนไลน์อย่างแท้จริง

ให้ทุกธุรกิจสามารถทำกำไรและสามารถขยายธุรกิจให้เติบโตได้ตามที่ต้องการอย่างไร้กังวล ร้านค้าที่ยังประสบปัญหาที่คอยฉุดยอดขายและโอกาสเติบโตให้ดิ่งเหว

สามารถติดต่อให้ Fillgoods เข้าไปเป็นผู้ช่วยธุรกิจคุณได้ที่สมัครใช้งานและติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://fillgoods.co/  สมัครตอนนี้มีโปรโมชันพิเศษมากมาย อัปเดตกิจกรรมและข่าวสารที่ https://www.facebook.com/fillgoods.co/ หรือโทร 021146800 กด 1

Swarm Hive Mind กับเทคโนโลยีทางการทหารใหม่ที่ควบคุมฝูงบินโดรน 130 ลำด้วยทหาร 1 นาย

ผมเป็นหนึ่งในคนที่สนใจเทคโนโลยีทางการทหาร หากเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ขึ้นมาจริง ๆ เราคงจินตนาการไม่ออกเลยว่าความล้ำสมัยของเทคโนโลยีทางด้านการทหารในตอนนี้มันจะเกิดอะไรขึ้นบ้างหากเกิดสงครามเต็มรูปแบบขึ้นมาจริง ๆ

ตัวอย่างที่น่าสยดสยองของความสามารถในการทำสงครามที่ทวีความรุนแรงขึ้น  ซึ่งเพนตากอนได้ช่วยพัฒนาเทคโนโลยีที่อนุญาตให้ทหารเพียงคนเดียวควบคุมโดรน 130 ลำสำหรับการปฏิบัติการทางทหาร

เบื้องหลังโครงการคือบริษัทผู้รับเหมาด้านการป้องกันประเทศ Raytheon ซึ่งทำงานร่วมกับ Defense Advanced Research Projects Agency (DARPA) ทีมงานประสบความสำเร็จในการทดสอบเทคโนโลยีใหม่ในสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกเมือง ตามข่าวประชาสัมพันธ์ของบริษัท 

โครงการดังกล่าวได้รับการขนานนามว่า “OFFensive Swarm-Enabled Tactics” (OFFSET) ผู้ปฏิบัติงานเพียงคนเดียวสามารถควบคุมฝูงบินโดรน ฝูงนี้ประกอบด้วยโดรน 130 ลำและโดรนจำลอง 30 ลำ ซึ่งทาง Raytheon อ้างว่าซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ที่ใช้ในฝูงบินโดรนช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถสั่งงานฝูงบินได้อย่างง่ายดายทั้งในร่มและกลางแจ้งในเขตเมือง 

“การควบคุมฝูงโดรนเปลี่ยนวิธีที่ผู้ปฏิบัติงานคิดเกี่ยวกับเทคโนโลยีโดรน” Shane Clark ผู้นำของโครงการ OFFSET ที่ Raytheon กล่าว

องค์ประกอบสำคัญของโปรแกรมนี้คือการใช้ฮาร์ดแวร์ราคาไม่แพง โดยไม่จำเป็นต้องใช้ความสามารถในการคำนวณและการตรวจจับที่มีประสิทธิภาพสูงในฮาร์ดแวร์ขนาดใหญ่ที่มีราคาแพง

โดย Raytheon ได้ทำการสร้างคลังข้อมูลกว้างๆ ของการสร้างกลยุทธ์อย่างง่ายที่ใช้ในการสร้างแผนเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของภารกิจ 

Raytheon ได้ออกแบบและกำหนดค่าวิธีการปรับแต่ง แยกส่วน และทำการกระจายการควบคุมในส่วนของการจัดการแพลตฟอร์มเพื่อให้สามารถบรรลุภารกิจในปัจจุบันและในอนาคตที่มีความหลากหลายได้

โดยเมื่อใดก็ตามที่เป็นไปได้ โดรนทั้งฝูงจะร่วมมือกันเพื่อตัดสินใจว่าจะทำภารกิจใดภารกิจหนึ่งให้สำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดได้อย่างไร

ซึ่งผู้ควบคุมฝูงบินโดรนจะไม่ทำอย่างนั้นที่โต๊ะและจอยสติ๊กเหมือนเก่าอีกต่อไป แต่พวกเขาจะใช้อินเทอร์เฟซเสมือนจริงอย่างเทคโนโลยี Virtual Reality (VR) ที่ช่วยให้พวกเขาสามารถมองผ่านโดรนแต่ละตัวได้ สิ่งนี้สร้าง “มุมมองเสมือนจริงที่สามารถโต้ตอบได้แบบเรียลไทม์ของสภาพแวดล้อมในขณะที่มีการรบ” Clark กล่าว

“คุณสามารถมองไปด้านหลังอาคารเพื่อเข้าถึงมุมมองของสถานที่ที่โดรนเข้าถึง และใช้สภาพแวดล้อมเสมือนจริงเพื่อทดสอบและดูว่าภารกิจของคุณเป็นไปได้หรือไม่” Clark อธิบาย 

ทีมงานยังได้สร้างอินเทอร์เฟซเสียงพูดที่ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถสั่งงานด้วยเสียงกับฝูงบินได้ Clark เสริมว่าสิ่งนี้จะช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานดำเนินการได้อย่างรวดเร็วในขณะที่ยังคงตระหนักถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในภารกิจนั้น ๆ

ต้องบอกว่าฝูงโดรนที่บินเข้าสู่สงครามเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีด้านสงครามที่น่าสนใจมาก ๆ นะครับ ลองนึกภาพที่คนๆ เดียวกำลังควบคุมฝูงโดรนขนาดใหญ่โดยใช้ VR และคำสั่งเสียงนั้นเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อจริงๆ และมันกำลังเกิดขึ้นแล้ว 

References : https://www.raytheonintelligenceandspace.com/news/advisories/raytheon-intelligence-space-drone-swarm-control-solution-shines-darpa-field
https://futurism.com/the-byte/terrifying-robot-swarm-smarter
https://www.techeblog.com/darpa-offset-drones/