การเดิมพันครั้งใหญ่กับอนาคตของ Adobe ด้วยการซื้อกิจการ Figma

เป็นเรื่องที่น่าสนใจในแวดวงเทคโนโลยีกับการเข้าซื้อกิจการที่คิดว่าจะกลายเป็นคู่แข่งในอนาคต ซึ่งเราได้เห็นมานับครั้งไม่ถ้วน ทั้ง Instagram , Whatsapp ที่ถูก take โดย Facebook (Meta) หรือ Youtube ที่ถูกกลืนกลินโดย Google

ข้อตกลงที่น่าตกใจ ของ Adobe ใน การซื้อบริษัทซอฟต์แวร์ออกแบบ Figma เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ด้วยเงินสดและหุ้นมูลค่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ เป็นจำนวนเงินที่มากที่สุดเท่าที่เคยเสนอให้กับบริษัทเทคโนโลยีเอกชนในสหรัฐฯ

แม้ว่าข่าวที่เกิดขึ้นทำให้ราคาหุ้นของ Adobe ลดลงไปกว่า 23 เปอร์เซ็นต์ และได้ผลักดันมูลค่าของข้อตกลงครั้งนี้ต่ำกว่าการซื้อกิจการ WhatsApp ของ Facebook ที่ 19 พันล้านดอลลาร์ แต่ราคาที่สูงลิบลิ่วกำลังเผชิญกับความเป็นจริงของตลาดหุ้น 

ในขณะที่บริษัทซอฟต์แวร์บนคลาวด์โดยเฉลี่ยซื้อขายกิจการกันในราคาที่ต่ำกว่า 10 เท่าของรายได้ประจำต่อปี กลับกัน Adobe จ่ายถึง 50 เท่า ความท้าทายคือการแสดงให้เห็นว่ามันเป็นการตอบสนองที่สมเหตุสมผลต่อโอกาสทางการตลาดใหม่ที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่การพุ่งเข้าใส่ของบริษัทที่หมดทางเลือกที่จะเดิน

ในปี 2011 Adobe ถือเป็นบริษัทซอฟต์แวร์รายแรกๆ ที่แทบไม่มีโอกาสเติบโตในตลาดการขายซอฟต์แวร์เดสก์ท็อปแล้ว จึงเป็นหนึ่งในบริษัทซอฟต์แวร์หัวขบวนที่เสี่ยงดวงยกเลิกการขายซอฟต์แวร์สำเร็จรูปและย้ายไปยังระบบคลาวด์เพื่อแสวงหาการเติบโต 

นั่นได้ทำให้ Adobe เป็นตัวอย่างสำหรับอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ทั้งหมดในการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบคลาวด์ 

นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs ระบุว่า 10 ปีที่แล้ว Wall Street มองว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นเพียงวิธีการขายซอฟต์แวร์การออกแบบเพิ่มเติมให้กับลูกค้าที่มีอยู่ของ Adobe จำนวน 12-13 ล้านราย

แต่ตัวเลขผู้ใช้สำหรับ Creative Cloud ของ Adobe ซึ่งรวมถึง Photoshop กลับเพิ่มขึ้นกว่าเดิมมาก น้องใหม่ไฟแรงอย่าง Figma กำลังขี่คลื่นลูกใหม่จากการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ เพราะพวกเขาออกแบบมาตั้งแต่ต้นเพื่อให้ทำงานในเบราว์เซอร์

ตัวเลขผู้ใช้สำหรับ Creative Cloud ของ Adobe ซึ่งรวมถึง Photoshop กลับเพิ่มขึ้นกว่าเดิมมาก (CR:SCC Newbyte)
ตัวเลขผู้ใช้สำหรับ Creative Cloud ของ Adobe ซึ่งรวมถึง Photoshop กลับเพิ่มขึ้นกว่าเดิมมาก (CR:SCC Newbyte)

แม้ว่าแนวทางในการทำงานบนเว็บทั้งหมดนั้นจะต้องเสียสละบางสิ่งในแง่ของคุณภาพ แต่ก็ทำให้ลูกค้าปัจจุบันมีวิธีการใหม่ในการใช้ซอฟต์แวร์การออกแบบและเปิดตลาดให้กับผู้ใช้จำนวนมากขึ้นเช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับระบบคลาวด์มาก่อน 

นอกจากนี้ยังดึงดูดผู้ใช้รุ่นใหม่ที่เติบโตขึ้นมาบนเว็บ ในโลกของการออกแบบ Figma ไม่ได้โดดเด่นที่สุดในการปฏิวัติบนเบราว์เซอร์นี้ด้วยซ้ำ บริษัทซอฟต์แวร์ออกแบบของออสเตรเลีย Canva ดูเหมือนเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อธุรกิจการออกแบบกระแสหลักของ Adobe มากเสียกว่า

ในระยะยาวสิ่งที่มักเกิดขึ้นเมื่อเทคโนโลยียุคใหม่ปรากฏขึ้นก็คือตลาดใหม่จะมีขนาดที่ใหญ่กว่าตลาดเก่ามาก แต่สิ่งนี้มักจะหมายถึงการเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีราคาต่ำกว่าหรือให้ลูกค้าบางรายได้ใช้ผลิตภัณฑ์แบบฟรี ๆ 

Adobe ได้เคลื่อนไหวไปในทิศทางนี้แล้ว โดยได้ประกาศ ซอฟต์แวร์ เวอร์ชัน “freemium” เมื่อปีที่แล้วโดยมุ่งเป้าไปที่ Canva เมื่อย้ายไปยังระบบคลาวด์

Adobe ประสบความสำเร็จในการโน้มน้าว Wall Street ให้ยอมรับการสร้างรายได้แบบรายปีเพื่อบุกเข้าสู่ตลาดใหม่มาก่อนหน้านี้แล้ว 

แต่ถ้าฝ่ายบริหารของ Adobe คิดว่าความสำเร็จที่ผ่านมาจะทำให้นักลงทุนเข้าใจได้ง่าย พวกเขาก็อาจจะเข้าใจผิดเพราะเหตุผลหนึ่งคือระดับความเสี่ยงที่สูงขึ้นในการซื้อกิจการครั้งใหญ่ครั้งนี้ 

และเช่นเดียวกับเหล่า startup หรือ disrupters ส่วนใหญ่ Figma สร้างวัฒนธรรมใหม่ที่แตกต่าง การถูกควบรวมอาจทำให้เกิดการปะทะกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ของวัฒนธรรม ซึ่งหากไม่ได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง อาจนำไปสู่การสูญเสียทั้งพนักงานและลูกค้า 

Figma สร้างวัฒนธรรมใหม่ที่แตกต่าง การถูกควบรวมอาจทำให้เกิดการปะทะกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ของวัฒนธรรม (CR:RSMS)
Figma สร้างวัฒนธรรมใหม่ที่แตกต่าง การถูกควบรวมอาจทำให้เกิดการปะทะกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ของวัฒนธรรม (CR:RSMS)

นอกจากนี้ การต่อยอดเครื่องมือออกแบบที่มีอยู่บนแพลตฟอร์มการทำงานร่วมกันของ Figma ยังทำให้เกิดความท้าทายด้านเทคนิคและการขาย นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงที่หน่วยงานกำกับดูแลการต่อต้านการผูกขาดจะพยายามเข้าไปแทรกแซงหากพวกเขามองว่าการเคลื่อนไหวของ Adobe เป็นวิธีการในการกำจัดคู่แข่ง 

แต่การซื้อกิจการครั้งนี้ก็มีความคล้ายคลึงกับการเข้าซื้อกิจการ Instagram และ WhatsApp ของ Facebook และการครอบครอง YouTube ของ Google 

เมื่อมองย้อนกลับไป หน่วยงานกำกับดูแลบางแห่งอาจจะรู้สึกผิดที่ปล่อยให้ข้อตกลงเหล่านี้ผ่านพ้นไปได้แบบง่ายดาย  

การเดิมพันครั้งใหญ่ของ Adobe กับอนาคตในครั้งนี้ ทำให้เกิดความผิดหวังในหมู่นักลงทุนด้านเทคโนโลยี การซื้อกิจการเพื่อเติบโตไม่ใช่สิ่งที่นักลงทุนถวิลหาอีกต่อไป พวกเขาต้องการความยั่งยืน และกำไรเพื่อตอบแทนผู้ถือหุ้นเพียงเท่านั้น

เป็นโจทย์ใหญ่ครั้งสำคัญของ Adobe เลยนะครับว่าการซื้อกิจการในครั้งนี้ด้วยการทุ่มเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเป็นสถิติใหม่ จะประสบความสำเร็จเหมือนสิ่งที่ Facebook หรือ Google ทำมาก่อนได้หรือไม่

References :
https://www.ft.com/content/1c655bf0-916e-4c05-a58c-f8ba19fa9892
https://www.channelnews.com.au/adobe-takes-on-canva-with-freemium-creative-cloud-offering
https://www.businesstoday.in/latest/corporate/story/adobe-to-buy-figma-for-20-bn-leads-to-drop-in-30-bn-market-value-of-photoshop-maker-347383-2022-09-16
https://www.deccanherald.com/business/business-news/adobe-to-buy-figma-for-20-bn-to-boost-arsenal-of-collaborative-design-tools-1145426.html

สายลับจีน x GE Secret เมื่อกระทรวงยุติธรรมสหรัฐกล่าวหาปักกิ่งใช้หน่วยสืบราชการลับเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมของตน

คณะลูกขุนของรัฐบาลกลางสหรัฐ ตัดสินลงโทษเจ้าหน้าที่ข่าวกรองระดับสูงของจีน ฐานพยายามขโมยความลับจากบริษัท General Electric ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เจ้าหน้าที่กระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปยังสหรัฐฯ เพื่อพิจารณาคดี

กระทรวงยุติธรรมกล่าวว่าคณะลูกขุนของรัฐบาลกลางในรัฐโอไฮโอพบว่า Xu Yanjun เจ้าหน้าที่ MSS อาวุโสจากมณฑลเจียงซูมีความผิดใน 5 กระทง รวมถึงอีก 2 กระทงที่พยายามกระทำการจารกรรมทางเศรษฐกิจ

Xu ถูกจับในเบลเยียมในปี 2018 เขาถูกเจ้าหน้าที่สหรัฐวางแผนจับที่นั่น ซึ่งมีการติดตามความพยายามของเขาในการขโมยเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการบิน โดยเฉพาะพัดลมเครื่องยนต์อากาศยานที่ผลิตขึ้นโดย GE Aviation

โดยเฉพาะ“สำหรับผู้ที่สงสัยเป้าหมายที่แท้จริงของสาธารณรัฐประชาชนจีน นี่ควรเป็นการปลุกให้ตื่นขึ้น” Alan Kohler ผู้ช่วยผู้อำนวยการแผนกต่อต้านข่าวกรองของเอฟบีไอ กล่าว 

“พวกเขากำลังขโมยเทคโนโลยีของอเมริกาเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการทหาร” 

Matthew Olsen หัวหน้าแผนกความมั่นคงแห่งชาติของกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า มันแสดงให้เห็นว่าจีนใช้การจารกรรมเพื่อทำให้อุตสาหกรรมของตนทันสมัยได้อย่างไร“

ด้วยการสนับสนุนจากพันธมิตรของเรา เราจะดำเนินการสอบสวน ดำเนินคดี และจัดการผู้ที่พยายามเอาผลงานการสร้างสรรค์ของอเมริกาอย่างผิดกฎหมายต่อไป”

เขากล่าวว่า การตัดสินลงโทษถือเป็นชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ของสหรัฐฯ ซึ่งพยายามอย่างหนักที่จะนำเจ้าหน้าที่ข่าวกรองของจีนขึ้นศาล 

มันเกิดขึ้นในขณะที่หน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ เพิ่มคำเตือนให้กับบริษัทต่างๆ เกี่ยวกับความพยายามของจีนในการขโมยเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมไฮเทคที่สำคัญ เช่น AI และ เทคโนโลยีอย่าง quantum computer

Xu ถูกกล่าวหาว่าได้ทำการเชิญพนักงานของบริษัทการบินชั้นนำและพาพวกเขาไปจีนเพื่อนำเสนอผลงานที่มหาวิทยาลัยต่างๆ เขาถามพนักงานของ GE Aviation ที่เดินทางไปจีนเพื่อช่วยให้เขาได้รับข้อมูลที่เป็น กรรมสิทธิ์ของ GE

แต่เขาถูกจับกุมในวันที่เขามาถึงยุโรปในการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือกับทางการเบลเยี่ยมในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

การจับกุมของเขาถือเป็นครั้งแรกที่เจ้าหน้าที่ MSS ถูกไล่ออกจากจีนและส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปยังสหรัฐฯ และมันเป็นมากกว่าชัยชนะเชิงสัญลักษณ์

การจับกุม Xu ถือเป็นครั้งแรกที่เจ้าหน้าที่ MSS ถูกไล่ออกจากจีนและส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปยังสหรัฐฯ (CR:Twitter)
การจับกุม Xu ถือเป็นครั้งแรกที่เจ้าหน้าที่ MSS ถูกไล่ออกจากจีนและส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปยังสหรัฐฯ (CR:Twitter)

มีหลักฐานมากมายที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ ทั้งเอกสารข่าวกรองอย่างเป็นทางการของจีน แม้แต่บันทึกส่วนตัว เมื่อ Xu ถูกจับ เขามี iPhone อยู่กับเขาซึ่งมีเนื้อหาที่เขาสำรองข้อมูลไว้บนคลาวด์ นั่นทำให้เจ้าหน้าที่สอบสวนของ FBI สามารถกู้คืนข้อมูลทั้งหมดจาก Apple ได้

ซึ่งมีเนื้อหาในอีเมล ทั้ง สไลด์ PowerPoint ที่มีข้อมูลทางเทคนิค รวมถึงอัลกอริธึมและข้อมูลการออกแบบที่ละเอียดอ่อนอื่นๆ สำหรับเครื่องบินที่ทางฝั่งอเมริกาผลิตขึ้น

เมื่อถามถึงกรณีนี้ กระทรวงการต่างประเทศของจีนตอบกลับว่า “ข้อกล่าวหาของสหรัฐฯ ถูกสร้างขึ้นอย่างสมบูรณ์ เราเรียกร้องให้สหรัฐฯ จัดการเรื่องนี้อย่างยุติธรรมและรับรองสิทธิที่ถูกต้องตามกฎหมายของพลเมืองจีน”

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐและเอฟบีไอได้ยกระดับปฏิบัติการปราบปรามการจารกรรมของจีน ท่ามกลางความกังวลว่าจีนกำลังจัดหาเทคโนโลยีที่สำคัญสำหรับบริษัททางการทหารและรัฐวิสาหกิจของจีน

ในการกล่าวสุนทรพจน์ที่ Economic Club of New York เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว Chris Wray ผู้อำนวยการ FBI ที่มักจะออกมาพูดเกี่ยวกับการสอดแนมของจีน ได้กระตุ้นให้บริษัทในสหรัฐฯ ระมัดระวังมากขึ้นเกี่ยวกับการจารกรรมทางไซเบอร์จากประเทศจีน

“โดยส่วนใหญ่ ภัยคุกคามนั้นมาจากรัฐบาลจีนหรือบริษัทต่างๆ ที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของพวกเขา” เขากล่าว “และพวกเขามักอ้างว่าจะขโมยไปทำไมในเมื่อพวกเขามีทรัพยากรมนุษย์ที่ดีอยู่แล้วในการพัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้” 

References :
https://www.ft.com/content/9181a2d2-ae0e-43f7-8ee4-a162f4b701c1
https://www.bloomberg.com/news/features/2022-09-15/china-wanted-ge-s-secrets-but-then-their-spy-got-caught
https://www.economist.com/china/2022/06/01/chinas-spies-are-not-always-as-good-as-advertised

Geek Talk EP26 : Skandal Bringing Down Wirecard สารคดีการต่อสู้ระหว่างนักข่าวกับบริษัทเทคโนโลยีลวงโลก

เรื่องราวของ Wirecard ที่มีการเปรียบเทียบว่าเป็น “Paypal ของเยอรมัน” และ Markus Braun ซีอีโอก็กลายเป็น “Steve Jobs of the Alps” บริษัทมีพนักงานเพิ่มขึ้นจาก 130 คนเป็น 6,500 คน และ ณ จุดหนึ่งมีมูลค่าถึง 20 พันล้านยูโร แต่ “ไม่มีใครเชื่อว่านี่เป็นงานของพวกอันธพาล”

Dan McCrum นักข่าวของ Financial Times ได้ออกมาตีแผ่เรื่องราวของบริษัทเทคโนโลยีลวงโลกแห่งนี้ ในการรายงานการสืบสวนเกี่ยวกับการกระทำผิดหลายอย่างของ Wirecard ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และเดิมพันด้วยการล่มสลายของบริษัทเทคโนโลยีที่เป็นเชิดหน้าชูตาของชาวเยอรมัน

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://bit.ly/3R1PqGk

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://apple.co/3xNbWvG

🎧 ฟังผ่าน Google Podcast : 
https://bit.ly/3UC8huo

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://spoti.fi/3BD1mZj

🎧 ฟังผ่าน Youtube : 
https://youtu.be/tKdyixgqoUU

Dan McCrum กับการต่อสู้เพื่อเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับบริษัทเทคโนโลยีลวงโลกอย่าง Wirecard

ในยุคของ crypto ผู้คนกำลังมองหาวิธีง่ายๆ ในการทำเงินบนโลกออนไลน์ โดยแทบไม่รู้ว่าหลายคนก็ได้ใช้วิธีการที่สกปรกเพื่อหาประโยนชน์จากสิ่งเหล่านี้เช่นเดียวกัน

นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่องอื้อฉาวฉาวโฉ่ที่ล้อมรอบบริษัทสตาร์ทอัพด้านฟินเทคของเยอรมัน Wirecard บริษัทที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงของโลกการเงินและเทคโนโลยี

แต่ในในปี 2020 ถูกตีแผ่เรื่องราวจากการดำเนินธุรกิจที่ทุจริตและการรายงานทางการเงินที่ฉ้อฉล และบริษัทต้องถึงกับล้มละลายเมื่อข้อมูลนี้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ

คนที่เปิดเผยการฉ้อโกงนี้เป็นครั้งแรกคือ Dan McCrum จาก Financial Times และเขาได้เขียนหนังสือ Money Men: A Hot Startup, A Billion Dollar Fraud, A Fight for the Truth จนถูกสร้างเป็นสารคดีของ Netflix เรื่อง Skandal!  Wirecard 

Wirecard คืออะไร?

Wirecard เริ่มดำเนินการในปี 1999 ที่มิวนิค และในปี 2002 Marcus Braun อดีตที่ปรึกษาของ KPMG ได้รับการแต่งตั้งเป็น CEO ณ จุดนี้ บริษัทมุ่งเน้นไปที่การให้บริการชำระเงินออนไลน์สำหรับบริษัทที่สถาบันการเงินแบบดั้งเดิมอื่น ๆ อาจปฏิเสธ เช่น เว็บไซต์ลามกหรือเว็บไซต์การพนัน

Wirecard นั้นได้สร้างความหวือหวาให้กับวงการด้วยเรื่องราวของบุคคลที่มีสีสันของชายสองคนที่ดูแล Wirecard ได้แก่ Markus Braun ผู้บริหารระดับสูงที่มองโลกในแง่ดีและสวมเสื้อคอเต่า (เลียนแบบ Steve Jobs) และ Jan Marsalek ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการแสนเจ้าเล่ห์และหลงตัวเอง  

สองผุ้นำของ Wirecard Markus Braun และ Jan Marsalek (CR:OE24)
สองผุ้นำของ Wirecard Markus Braun และ Jan Marsalek (CR:OE24)

ภายในปี 2005 Wirecard ได้ควบรวมกิจการกับ Electronic Business Systems แล้วทำการ IPO ในตลาดหลักทรัพย์แฟรงค์เฟิร์ต หนึ่งปีต่อมา บริษัทเข้าสู่ธุรกิจธนาคารโดยการซื้อ e-bank XCOM ซึ่งอนุญาตให้ทั้ง Visa และ Mastercard สามารถจัดการเงินสำหรับร้านค้าได้ 

ณ จุดนี้ บริการค่อนข้างมีความซับซ้อน ทำให้งบดุลในบัญชีตรวจสอบได้ยากขึ้น งบการเงินของบริษัทก็ค่อนข้างซับซ้อนเป็นอย่างมาก ทำให้แทบไม่มีใครรู้ว่าที่แท้จริงแล้วธุรกิจของ Wirecard คืออะไรกันแน่

เมื่อความผิดปรกติเกิดขึ้น

ในปี 2008 เมื่อหัวหน้าสมาคมผู้ถือหุ้นของเยอรมนีสังเกตเห็นความผิดปกติทางการเงินในงบดุล และ EY (Ernst & Young) ถูกให้เข้ามาเพื่อตรวจสอบบัญชีของบริษัท

อย่างไรก็ตาม Wirecard ยังคงดำเนินการอยู่และกำลังขยายไปทั่วโลก หลังจากระดมทุน 500 ล้านยูโรจากนักลงทุน พวกเขาได้เข้าซื้อบริษัทชำระเงินในเอเชียและตั้งฐานที่มั่นในสิงคโปร์ 

Financial Times เริ่มรายงานเกี่ยวกับบริษัทในปี 2015 และเผยแพร่เรื่องราวภายใต้ซีรี่ส์ ‘House Of Wirecard’ แต่เมื่อ Wirecard ตรวจสอบข้อกล่าวหาและปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นความจริง ทนายความของ Wirecard ได้ตอบโต้กลับและสั่งฟ้อง Financial Times 

J Capital Research ยังรายงานด้วยว่าการดำเนินงานในเอเชียของพวกเขานั้นไม่เหมือนอย่างที่พวกเขาคุยโม้ไว้ ซึ่ง Wirecard ปฏิเสธ และพวกเขาได้เคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในอเมริกาด้วยการซื้อธุรกิจบัตรเติมเงินจาก Citibank เพื่อให้สามารถเปิดตัวในสหรัฐอเมริกาได้

ภายในปี 2018 ที่ประเทศสิงคโปร์ มีผู้แจ้งเบาะแสซึ่งเป็นอดีตทนายความของ Wirecard ซึ่งเปิดโปง เรื่องราวของเงินที่บริษัทได้ส่งเงินไปยังอินเดียผ่านบุคคลที่สามอย่างฉ้อฉล 

แต่การสอบสวนถูกกวาดไปอยู่ใต้พรม และในปีนั้น บริษัทมีมูลค่า 24 พันล้านยูโร โดย Braun มีสัดส่วนถือหุ้นอยู่ที่ 1.6 พันล้านยูโร บริษัทมองหาแนวทางที่จะกลายเป็นยูนิคอร์นในเยอรมนี โดยสามารถแข่งขันกับบริษัทอเมริกันที่ใหญ่ที่สุดในซิลิคอนแวลลีย์ 

ในปี 2019 BaFin หน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินแห่งสหพันธรัฐเยอรมันเริ่มสอบสวน Wirecard และสั่งห้ามขายชอร์ตหุ้นเป็นเวลา 2 เดือน เนื่องจากเกรงว่าบริษัทจะมีการบิดเบือนตลาดหุ้น

แม้ว่า FT จะ เปิดเผยว่าธุรกิจของ Wirecard ครึ่งหนึ่งเป็นธุรกิจภายนอกที่แทบไม่มีอยู่จริง แต่ก็มีเรื่องที่น่าแปลกที่ Wirecard ยังสามารถเจรจาการลงทุนมูลค่า 900 ล้านยูโรจาก Softbank ของญี่ปุ่นได้

Softbank เข้าลงทุนกว่าพันล้านดอลลาร์ใน Wirecard (CR:Barron's)
Softbank เข้าลงทุนกว่าพันล้านดอลลาร์ใน Wirecard (CR:Barron’s)

มูลค่าหุ้นของ Wirecard เริ่มร่วงลงในปีเดียวกันนั้น Wirecard อ้างว่า “มีการสมรู้ร่วมคิดโดยผู้ขายชอร์ตหุ้น” และแต่งตั้งนักสืบเอกชนเพื่อติดตามผู้ที่รายงานหรือสืบสวนคดีนี้

Dan McCrum และทีมงานถูกสั่งพักงานเพื่อตรวจสอบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนสมรู้ร่วมคิดดังกล่าวหรือไม่ ทีมนักสืบเอกชนของ Wirecard ปลอมเป็นท่านชีคจากคูเวตหลอกว่าจะไปร่วมลงทุนกับหนึ่งในนักชอร์ตหุ้นที่ได้รับข้อมูลการสืบสวนมาจาก Financial Times

หลังจากนั้นบริษัทบัญชียักษ์ใหญ่อย่าง KPMG ถูกเชิญให้ไปทำการตรวจสอบควบคู่ไปกับ EY และ EY ได้รับเอกสารจากฟิลิปปินส์โดยอ้างว่ามีเงินทุน 1.9 พันล้านยูโรอยู่ในธนาคารสองแห่งในประเทศ 

เมื่อรายงานของ KPMG ถูกเปิดเผยในเดือนเมษายน ระบุว่า “ไม่สามารถยืนยันได้” ว่าเงินทุน 1.9 พันล้านยูโรนั้นมีอยู่จริง

ในเดือนมิถุนายน 2002 BaFin ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนทางอาญาเกี่ยวกับเรื่องที่ทำให้เข้าใจผิดต่อนักลงทุน Wirecard ก่อนการเผยแพร่รายงานของ KPMG 

สำนักงานของ Wirecard ถูกบุกค้น และอัยการมิวนิกเริ่มการสอบสวนคดีอาญากับ Braun เพียงไม่กี่วันต่อมา KPMG ได้เปิดเผยรายงานการตรวจสอบว่าเงิน 1.9 พันล้านยูโรหายไปจริง ๆ และหุ้นของพวกเขาก็ล้มพังทลายลงมาแทบจะทันที

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน Braun ลาออกและอีกสามวันต่อมา Wirecard เปิดเผยว่าเงินจำนวน 1.9 พันล้านยูโรไม่มีอยู่จริง ซึ่งเป็นการเปิดเผยข้อมูลจริง ๆ เป็นครั้งแรกของบริษัทในรอบหลายปี

Braun ถูกจับในข้อหาทำบัญชีเท็จและยักยอกตลาด และบริษัทประกาศล้มละลายในอีกสองวันต่อมา

ตอนนี้ Braun อยู่ที่ไหน

ในเดือนมีนาคม 2022 อัยการเมืองมิวนิกตั้งข้อหากับ braun ในข้อหาฉ้อโกง และยักยอกบัญชี และขณะนี้เขากำลังรอการพิจารณาคดี Braun ปฏิเสธในข้อกล่าวหาเหล่านี้และอ้างว่าเขาเองก็ตกเป็นเหยื่อของการฉ้อโกงเช่นกัน

จากการสืบสวนพบว่า Jan Marsalek มีการเชื่อมต่อกับหน่วยข่าวกรองในรัสเซียและลิเบียอย่างลับๆ ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้บงการกิจกรรมฉ้อโกงส่วนใหญ่ ซึ่งแม้กระทั่งตอนที่ทุกอย่างกำลังจะถูกเปิดเผยออกมา แต่เขาไม่เคยหยุดคิดการใหญ่

ในนาทีสุดท้าย Marsalek พยายามที่จะเบี่ยงเบนความสนใจจากเรื่องราวอันฉาวโฉ่ของ Wirecard โดยการเข้ายึด Deutsche Bank ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของเยอรมัน แต่มันก็ไม่สำเร็จ 

Marsalek หายตัวไปไม่นานหลังจากที่เขาถูกไล่ออกจากบริษัท และปัจจุบันเป็นที่ต้องการตัวของตำรวจเยอรมัน เขาอยู่ในรายชื่อผู้ลี้ภัยที่ต้องการตัวมากที่สุดของยุโรปของ Europol

Jan Marsalek ที่กลายเป็นผู้ร้ายที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดของ Europol (CR:DW)
Jan Marsalek ที่กลายเป็นผู้ร้ายที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดของ Europol (CR:DW)

บทสรุป

เรื่องราวของ Wirecard ถือเป็นอีกหนึ่งบริษัทเทคโนโลยีลวงโลกที่น่าสนใจมาก ๆ ที่สำคัญมันยังเกิดในประเทศอย่างเยอรมัน ซึ่งพวกเขาสามารถหลอกลวงหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐได้เป็นเวลานานมาก ๆ โดยที่ไม่มีใครระแคะระคาย

สิ่งที่เหลือเชื่อก็คือ ในขณะที่ชื่อของพวกเขากำลังเป็นข่าว แต่ Softbank ก็ยังกล้าเข้ามาลงทุนเป็นพันล้านดอลลาร์ นั่นช่วยให้ข้อสงสัยต่าง ๆ เกี่ยวกับ Wirecard ลดน้อยลงไป

เหล่านักการเมืองของเยอรมันปฏิเสธที่จะมาตรวจสอบอย่างจริงจังในช่วงแรก ๆ พวกเขามองแค่ว่าประเทศอื่นๆ ต่างอิจฉาที่มีฟินเทคชื่อดังเกิดขึ้นในเยอรมัน และ Wirecard ได้กลายเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่สำคัญและเป็นที่เชิดหน้าชูตาของประเทศ

นั่นเป็นยุคก่อนหน้าที่เทคโนโลยียังไม่ซับซ้อนเท่าในทุกวันนี้ เราได้เห็นกลลวงหลอกโดยอ้างเทคโนโลยีมากมาย ที่เกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน รวมถึงเส้นทางการฟอกเงินที่มีความซับซ้อนมากกว่าเมื่อก่อนเป็นอย่างมาก แต่สุดท้ายกลลวงหรือแชร์ลูกโซ่ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น มันก็คือมุกเดิม ๆ ที่แค่เปลี่ยนเทคโนโลยีที่เป็นฉากบังหน้าเพียงเท่านั้นนั่นเองครับผม

References :
https://www.economist.com/culture/2022/06/16/how-one-journalist-exposed-the-wirecard-scandal
https://www.reuters.com/article/us-germany-wirecard-inquiry-timeline-idUSKBN2B811J
https://www.esquire.com/uk/culture/a41040983/wirecard-scandal-true-story/
https://kunai-co.medium.com/how-wirecard-became-germanys-enron-7bf9f3c20039

Geek Story EP154 : วิธีที่ Samsung เอาชนะ Japan Inc. ด้วยการย้อนเกล็ดวิธีการของดินแดนอาทิตย์อุทัย

เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ทางธุรกิจที่น่าเหลือเชื่อมาก ๆ นะครับ กับวิธีการที่ Samsung เปลี่ยนจากบริษัทซัพพลายเออร์ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค ให้กลายมาเป็นแบรนด์ระดับโลกอย่างที่เราได้เห็นกันในทุกวันนี้

พวกเขาได้เปลี่ยนจากแค่บริษัทรับจ้างผลิตให้กับแบรนด์อื่น ๆ พลิกตัวเองให้กลายเป็น แบรนด์ผู้นำระดับโลกสำหรับทุกสิ่ง ไล่ตั้งแต่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค พีซี smartphone โทรทัศน์ ไปจนถึงหน่วยความจำและเซมิคอนดักเตอร์

ความน่าสนใจที่หลายคนไม่รู้ก็คือ บริษัทจากเกาหลีใต้ ใช้ตำราแบบเดียวกับบริษัทยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น และทำให้ดีกว่า มีความมุ่งมั่นมากกว่าเพื่อเอาชนะ และในที่สุดก็สามารถเอาชนะบริษัทจากญี่ปุ่นได้ด้วยเกมของตัวพวกเขาเอง

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://bit.ly/3BvM8W3

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://apple.co/3Sm568a

🎧 ฟังผ่าน Google Podcast : 
https://bit.ly/3S0YsV8

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://spoti.fi/3qT5f7v

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/7yOnlGQF6us