เมื่อสถิติบอกว่า แนวโน้ม มลพิษทางอากาศของกรุงเทพกำลังลดลง

ขึ้นหัวข้อมาคิดว่าหลาย ๆ คนอาจจะงงกับหัวข้อที่ผมจะเขียนในวันนี้ เมื่อพิจารณาจากปัญหามลพิษทางอากาศ PM 2.5 ที่กำลังโจมตีกรุงเทพของเราอย่างหนัก และมีรายงานข่าวมาอย่างต่อเนื่องถึงวิธีการที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าว

ซึ่งเรียกได้ว่ามีการโหมกระแสกันอย่างต่อเนื่องสำหรับปัญหา PM 2.5 ในประเทศไทย ที่ดูเหมือนจะไม่ได้รับการแก้ไขเสียทางจากทุกภาคส่วน และดูปัญหามันจะทวีความรุนแรงยิ่ง ๆ ขึ้น

แต่วันนี้ผมมีข้อมูลที่น่าสนใจอย่างนึงที่ถือเป็นข้อมูลในอีกแง่มุมหนึ่ง ที่น่าสนใจมาก ๆ ซึ่งนั่นก็คือ ค่าเฉลี่ยของฝุ่น PM2.5 ของเมืองหลวงของประเทศไทย ในปี 2017 – 2018 นั้นบอกอะไรเราได้บ้าง?

คราวนี้เราลองมาไล่ดูกันว่า ต้นเหตุของปัญหาที่แท้จริงมันมาจากไหนกันแน่ ซึ่งเมื่อลองมองดูเมืองที่มีมลพิษเฉลี่ยมากที่สุด เรียกได้ว่า อากาศแย่สุด ๆ ของเมืองไทยนั้น คือ เมืองสมุทรสาคร (ข้อมูล chart จาก references ด้านล่าง)

และเมื่อเทียบกับอันดับต้น ๆ จาก chart จะพบว่า ล้วนเป็นเมืองที่เป็นฐานการผลิตของอุตสากรรมแทบจะทั้งสิ้น ซึ่งคล้าย ๆ กับ สมุทรสาคร ที่ติดอันดับที่ 223 ด้วยความที่มีโรงงานจำนวนมากและปล่อยมลพิษออกมาเป็นจำนวนมากซึ่งมันไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเป็นเมืองที่อากาศแย่ที่สุดในไทยโดยเฉลี่ย

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดที่แสดงความสัมพันธ์ของเขตอุตสาหกรรมกับปัญหา PM 2.5 นั้น ก็คือเมืองในแถบยุโรปตะวันออกที่เป็นฐานการผลิตแหล่งใหญ่ของยุโรป ตัวอย่างเช่น เมือง dolni lutyne ของสาธารณรัฐ เชก ที่เป็นเมืองอุตสาหกรรมที่ติดอันดับมลพิษสูงในระดับต้น ๆ ของยุโรป เช่นเดียวกับหลาย ๆ เมืองในประเทศจีน อินเดีย ซึ่งล้วนแล้วแต่เห็นความสัมพันธ์ว่าเมืองใดที่มีปัญหามลพิษทางอากาศสูงนั้นจะเป็นเมืองที่เป็นแหล่งอุตสาหกรรมแทบจะทั้งสิ้น

ส่วนไทยนั้น ก็จะเห็นได้ชัดว่าเมืองที่ติดอันดับต้น ๆ นั้น เป็นเมืองอุตสาหกรรมทั้งนั้น ไมว่าจะเป็น สมุทรสาคร สมุทรปราการ ชลบุรี หรือ นครราชสีมาที่เป็นแหล่งอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือในประเทศไทย

กรุงเทพที่มาอันดับ 498 ใกล้เคียงกับ Modena ของ Italy
กรุงเทพที่มาอันดับ 498 ใกล้เคียงกับ Modena ของ Italy

ส่วนกรุงเทพ เมื่อมามองตัวเลขโดยเฉลี่ย กลายเป็นเมืองที่อากาศดีเลยด้วยซ้ำ หากคิดโดยเฉลี่ยในเมื่อเทียบกับเมืองต่าง ๆ ทั่วเอเชีย มลพิษของกรุงเทพยังใกล้เคียง เมืองในประเทศยุโรปอย่าง Modena ของประเทศ อิตาลี เ หากมาคิดค่าเฉลี่ยจริง ๆ เพราะติดอันดับที่ 498 โน่นเลย สำหรับกรุงเทพ

เราไม่ควรมองจีนเป็น Role Model ในการแก้ปัญหาเรื่อง PM2.5

จะเห็นได้ชัดเจนว่าจาก chart ในตัวอย่างท้ายบทความนั้น พบว่า จีนติดอันดับเมืองที่มีมลพิษมากที่สุดในโลกใน 400 อันดับแรก เรียกได้ว่า จีน ครองอันดับไปกว่าครึ่ง รวมถึงอินเดียเองด้วย

และปัญหานี้ มันไม่ได้เพิ่งเกิด มันเกิดมานานแล้ว และตอนนี้ จีน ก็ยังแก้ปัญหาไม่ได้ และดูเหมือนว่าจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นตามการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจของประเทศจีน

เราจะเห็นข่าวการจะแก้ไขปัญหานี้ของจีน ตั้งแต่การจัด olympic ปี 2008 แล้ว ที่จีนคิดจะแก้ปัญหาดังกล่าว แต่ก็แก้ไม่ได้สามารถซึ่งเมื่อเราพิจารณษข้อมูล AQI แบบ Realtime ในปัจจุบัน ในประเทศจีน ระดับของมลพิษนั้นสูงกว่าไทยเยอะมาก และอยู่ในระดับร้ายแรงเลยด้วยซ้ำในบางเมือง ซึ่งถือเป็นระดับที่อันตรายมาก ๆ

จีนที่ปัญหามลพิษเลวร้ายขั้นสุด ที่ยังไม่มีวี่แววแก้ปัญหานี้ได้เลย
จีนที่ปัญหามลพิษเลวร้ายขั้นสุด ที่ยังไม่มีวี่แววแก้ปัญหานี้ได้เลย

ซึ่งสาเหตุหลักก็แน่นอนว่า จีนมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด ทำให้ตอนนี้แทบจะกลายเป็นโรงงานของโลก ซึ่งแน่นอนว่าจีนต้องแลกกับมลพิษทางอากาศอย่างที่เราได้เห็น ซึ่งหากจีนยังต้องการเติบโตในระดับนี้ต่อไป ปัญหามลพิษของจีนก็ดูเหมือนไม่มีวี่แววที่จะแก้ไขได้ในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน ยกเว้นข่าว PR ที่เราเห็นออกมาจากหน้าสื่อที่เหมือนว่าเขาแก้ปัญหานี้ได้

การแก้ปัญหาที่ถูกจุดที่สุด

แน่นอนว่าแทนที่จะเดินรอยตามประเทศจีน เหมือนที่หลาย ๆ สื่อหลายช่องทางพยายามนำเสนอ ประเทศเราควรที่จะเดินตามรอยประเทศที่แก้ปัญหานี้สำเร็จไปแล้ว ดูจะเป็นเรื่องสมเหตุสมผลกว่า นั่นก็คือ ประเทศอเมริกา , ยุโรป หรือ ญี่ปุ่น

ถ้าดูจากสีจะพบว่าประเทศที่ไม่มีปัญหานี้จริง ๆ คือ อเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น ออสเตรีย มากกว่าจะเป็นจีน
ถ้าดูจากแผนที่โลกจะพบว่าประเทศที่แทบจะไม่มีปัญหานี้จริง ๆ คือ อเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น มากกว่าจะเป็นจีน

แน่นอนว่าผมเป็นอีกหนึ่งคนที่เห็นด้วยว่ารัฐบาลควรจะมีนโยบายจัดการเรื่องนี้ออกมาเพราะปัญหามันดูไม่มีทีท่าว่าจะแก้ได้ในเร็ววัน แต่ผมมองว่ามันคงเป็นการแก้ไขปัญหาได้แค่ปัญหาเฉพาะหน้าเพียงเท่านั้น

ซึ่งตัวเลขค่ามลพิษที่สูงมากในช่วงเวลาใด เวลาหนึ่ง อย่างที่เราเจอในตอนนี้นั้น ก็ถือเป็นเรื่องที่สำคัญ และ มันก็เกิดจากหลายปัญหาไม่ว่าจะเป็นเรื่องไฟป่า เรื่องของมลพิษของรถยนต์ หรือ เรื่องอื่น ๆ อีกมากมาย และที่สำคัญมันอาจจะไม่ได้เกิดจากสิ่งที่เราสร้างมาเอง 100% เช่น การเผาไฟในกัมพูชา อาจจะส่งผลกระทบต่อมลพิษในไทยได้เช่นกัน หรือ การเผาป่าในอินโดนีเซีย ที่ทำให้ภาคใต้ของเรารับมลพิษเข้าไปเต็ม ๆ อย่างที่เราเห็นกันในทุกปีนั่นเอง เพราะฉะนั้น มันไม่ใช่ปัญหาเฉพาะบุคคล เฉพาะประเทศ แต่มันเป็นปัญหาร่วมกันของคนทั้งโลกต่างหาก

ซึ่งตัวเลขค่าเฉลี่ยตลอดปีจากข้อมูลที่ผมได้เสนอในบทความนี้นั้น แม้มันจะเป็นช่วงปี 2017-2018 ก็ตาม แต่มันก็เป็นข้อมูลอีกแง่มุมหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะมันได้บอกถึง ต้นเหตุของปัญหาที่แท้จริงว่า มลพิษทางอากาศที่เกิดขึ้นบนโลกนั้น มันเกิดจากอะไรกันแน่ ซึ่งจากตัวเลขเฉลี่ย อย่างที่กล่าวไปข้างต้นนั้น ก็พอจะเป็นหลักฐานเพียงพอที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างแหล่งอุตสาหกรรม กับ ปัญหามลพิษทางอากาศ

แน่นอนว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจ มันต้องแลกกับ มลพิษที่เพิ่มขึ้นอย่างที่จีนทำ ทางแก้ของอเมริกา , ยุโรป หรือ ญี่ปุ่น ก็คือ ย้ายฐานการผลิตมาต่างประเทศให้หมด โดยเฉพาะประเทศที่อ้าแขนรับมากที่สุดนั่นก็คือประเทศจีนนั่นเอง สุดท้ายมันเลยมาสร้างมลพิษที่จีนแทน เป็นการจบปัญหาจากประเทศต้นทางได้สำเร็จ

ซึ่งหากไทยคิดจะแก้ปัญหานี้จริง ๆ จัง ๆ ก็คงต้องนำอุตสาหกรรมของไทย ย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน หรือ ไปให้ไกล ๆ จากประเทศไทยน่าจะเป็นคำตอบที่ถูกจุดที่สุดในการแก้ปัญหาเรื่อง PM2.5 ได้แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

แต่แน่นอนว่า มันคงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเรายังอาศัยอุตสาหกรรมเหล่านี้เป็นเครื่องจักรที่สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศอยู่ แต่สุดท้าย วิธีการนี้ มันก็เป็นการแก้ปัญหาที่ถูกจุดที่สุด และเด็ดขาดที่สุด เหมือนที่ อเมริกา , ยุโรป หรือ ญี่ปุ่น ทำได้สำเร็จนั่นเองครับ

References : https://www.airvisual.com/world-most-polluted-cities?page=1&perPage=50&cities=&fbclid=IwAR2XjgxabjHcTw51r0tsZP9denj0xMhelQgtekklbg3ocVqOUvCIeJrYLno

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ประวัติ Tim Cook ตอนที่ 10 : Apple’s Best CEO?

ต้องบอกว่า Steve Jobs ถือเป็น CEO ที่ไม่เหมือนใคร ที่เราอาจจะไม่ได้เห็นคนแบบเขาอีกเลยก็ได้ เพราะเขาไม่ได้เป็นแค่เพียง CEO ของ Apple เท่านั้น เขายังเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายดูแลผลิตภัณฑ์ของ Apple เป็นทั้งคนที่ตัดสินใจเรื่องสำคัญทุกอย่างของ Apple แต่ Tim Cook ไม่ใช่คนที่เหมือน Jobs

แต่สิ่งที่หลายคนอาจจะไม่ทราบ ก็คือสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการเติบโตของ Apple ในระยะยาวได้อย่างทุกวันนี้ ไม่ใช่ตัวผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นระบบโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นการบริหารซัพพลายเชนที่มีประสิทธิภาพ การกระจายเงินและการตลาด ซึ่งเป็น Cook ที่ได้พิสูจน์ความสามารถของเขาสำหรับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด

แล้วทำไมในสายตานักวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ชื่อดังอย่าง Horace Dediu ถึงมองว่า Cook เป็น CEO ที่ดีที่สุดของ Apple ตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมา

แม้ความรู้สึกจะดูขัดแย้งกับหลาย ๆ คน ที่เกิดคำถามว่า Cook จะเป็น CEO ที่ดีกว่า Jobs ได้อย่างไร Jobs เป็นผู้สร้างบริษัทตั้งแต่ต้น เขาได้สร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ไล่มาตั้งแต่ พีซี เครื่องแรก (Apple II) ไปจนถึง iPod , iPhone , iPad และอีกมากมาย

แต่ Dediu มองว่า Steve Jobs ไม่เคยเป็น CEO จริง ๆ Jobs มักจะพยายามหลีกเลี่ยงงานของ CEO ที่แท้จริง เพราะเขามักจะไปขลุกอยู่ในหน้าที่ของ หัวหน้าฝ่ายดูแลผลิตภัณฑ์เสมอต่างหาก

ในตอนที่ Jobs กลับมาในครั้งที่สองเพื่อมาแก้วิกฤตินั้น เขาได้มือดีอย่าง Cook มาช่วยดูแลงานด้านอื่น ๆ ที่เป็นหน้าที่ของ CEO เพื่อให้เขาสามารถทำสิ่งที่เขารักมากที่สุด นั่นก็คือการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ผ่านผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่มีออกมาอย่างต่อเนื่องจากเขาได้นั่นเอง

ตัว Tim Cook เองนั้นอาจจะได้รับการสนับสนุนจากเหล่าพนักงานของ Apple ที่อยู่เบื้องหลังเขา แต่ยังมีคำถามใหญ่สำคัญที่หลาย ๆ คนสงสัยอยู่ นั่นก็คือ Apple สามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ เช่นเดียวกับที่ Jobs เคยทำได้หรือไม่

แต่ในความเป็นจริงถ้าพิจารณาตลอดการทำงานของ Jobs กับ Apple นั้น ในหลาย ๆ ผลิตภัณฑ์ อย่าง Apple II ที่เปิดตัวในปี 1977 Mac เครื่องแรกที่ตามมาหลังจากนั้น 7 ปี iMac เครื่องแรกที่เปิดตัวในปี 1998

หลังจากนั้น 14 ปีต่อมาก็เป็น iPod , Mac OSX ส่วน iPhone เปิดตัวในปี 2007 หลังจาก iPod หกปี ส่วนผลิตภัณฑ์ชิ้นสุดท้ายที่ Jobs สรรค์สร้างขึ้นอย่าง iPad นั้นก็ตามมาหลังจาก iPhone 3 ปี ในปี 2010

ซึ่งเมื่อมาพิจารณาผลิตภัณฑ์ชิ้นเอกแต่ละตัวของ Jobs นั้นจะพบได้ว่า พวกมันไม่ได้ประสบความสำเร็จในวันที่เปิดตัวเลยในทันที แต่มันจะใช้เวลาพอสมควรก่อนที่จะประสบความสำเร็จ iPod ไม่ได้ขายอย่างถล่มทลายทันที แต่เป็นหลังจาก 3 ปีที่ Apple ได้เพิ่ม USB port เข้าไปให้สามารถใช้งานได้ง่ายในระบบปฏิบัติการ Windows

iPhone ก็ไม่ได้สร้างยอดขายแบบถล่มทลายทันทีหลังเปิดตัว จะมาบูมจริง ๆ ก็หลังจากนั้น 3 ปี หลังจากการเปิดตัวครั้งแรกในปี 2007 ซึ่งผลิตภัณฑ์ Apple น้อยมากที่ได้รับความนิยมอย่างทันทีทันใดหลังจากการเปิดตัว

แน่นอนว่า Steve Jobs ได้รับเครดิตสำหรับผลิตภัณฑ์ที่น่าทึ่งเหล่านี้ทันที และมันก็ควรจะเป็นอย่างนั้น แต่สิ่งสำคัญก็คือ ต้องจำไว้ว่าทุกอย่างที่ประสบความสำเร็จมันไม่ง่ายสำหรับเขาเสมอไป เช่นเดียวกัน Cook ก็ต้องเผชิญกับการต่อสู้ที่เหมือนกันหลายอย่าง ด้วยผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรมบางอย่างที่ต้องใช้เวลาพอสมควรตัวอย่างที่เห็นได้ชัดนั่นก็คือ Apple Watch

ต้องบอกว่า Apple Watch ของ Cook นั้นก็กำลังดำเนินการตามรูปแบบที่คล้ายคลึงกันกับผลิตภัณฑ์ของ Jobs การเปิดตัวของ Apple Watch ในยุค Cook นั้น ได้รับการตอบรับด้วยความสงสัย หรือ แม้กระทั่งดูถูกเลยด้วยซ้ำจากสื่อบางราย

แต่อย่างที่เราทราบว่าเพียงแค่ 3 ปีต่อมา Apple Watch กลายเป็น Smartwatch ที่มีส่วนแบ่งมากที่สุดในตลาด และมีขนาดใหญ่กว่าอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสทั้งหมด ซึ่ง Apple คาดว่าจะมียอดขาย Apple Watch กว่า 46 ล้านเครื่องจวบจนถึงปัจจุบัน

Tim Cook กับผลงานของเขาอย่าง Apple Watch
Tim Cook กับผลงานของเขาอย่าง Apple Watch

และมันมีแนวโน้มอย่างมีนัยสำคัญในปีที่ผ่านมาว่า Apple Watch ได้กลายเป็นแพลตฟอร์มที่ตอบสนองความทะเยอทะยานของ Apple ในด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ด้วยนวัตกรรมทางด้านซอฟต์แวร์เช่น HealthKit และ ResearchKit

ซึ่งทำให้ Apple ได้มีการวางรากฐานที่สำคัญสำหรับ smartwatch ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถตรวจสอบและปรับปรุงข้อมูลด้านสุขภาพและการออกกำลังกายของพวกเขาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นอกจากตัว Apple Watch ที่ติดตลาดไปแล้วนั้น Apple ภายใต้การนำของ Tim Cook ยังคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ ด้านอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น AirPods ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมเป็นอย่างมากในตลาดหูฟังไร้สายที่ Apple เข้ามาแย่งชิงตลาดในส่วนนี้ได้อย่างถล่มทลาย

ต้องบอกว่า Cook นั้นเป็นคนที่เห็นคุณค่าของนวัตกรรมในทุกระดับ และเขาก็มีวิสัยทัศน์ที่ดีพอสำหรับการเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ และมีความสามารถพิเศษในการรับรู้ว่าผลิตภัณฑ์ไหนจะกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดีและสามารถทำเงินให้กับ Apple ได้อย่างมหาศาลอย่างที่เราได้เห็นกันในทุกวันนี้นั่นเองครับ

แล้วเราได้อะไรจากการเรื่องราวของ Tim Cook จาก Blog Series ชุดนี้

ต้องบอกว่าจากเรื่องราวของ Tim Cook ใน Blog Series ชุดนี้ เราจะได้เห็นถึงรากฐานความเป็นผู้นำของ Cook ที่ Apple แม้เขาเองจะไม่ได้เป็นนักคิด ศิลปิน ผู้สร้างสรรค์ แบบเดียวกับที่ Steve Jobs เป็น

แต่เราจะเห็นได้ว่าการบริหารของเขาในฐานะ CEO ของ Apple ได้พา Apple ก้าวขึ้นมาอีกระดับ แม้ว่าในตอนที่รับงานนี้ ดูเหมือนว่ามันจะเป็นงานที่ยาก และแทบจะกล่าวได้ว่ามันเป็นงาน ๆ หนึ่งที่ยากที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้

แต่ผ่านมา 8 ปี Cook ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขาทำได้ และทำได้ดีด้วย เขาสามารถลบคำสบประหม่าต่าง ๆ รวมถึงจากนักวิจารณ์จากสื่อชื่อดังต่าง ๆ ที่ต่างคิดว่า Apple จะต้องถึงคราล่มสลาย เมื่อ Jobs ได้ลาจากโลกนี้ไป

เราจะเห็นได้ว่า การเป็นผู้นำในระดับโลกนั้น ไม่ว่าจะเป็นผู้นำทางด้านการเมือง หรือ ผู้นำทางด้านธุรกิจ ไม่ว่าคุณจะมีบุคลิก ลักษณะส่วนตัวแบบไหน คุณก็สามารถก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดขององค์กรได้

คุณไม่จำเป็นต้องเป็นนักสร้างสรรค์ นักนวัตกรรม หรือ คุณลักษณะนิสัยแบบก้าวร้าว แข็งกร้าว แบบที่ Jobs เป็น แต่ Cook แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างทางด้านการบริหารที่แทบจะตรงข้ามกับ Jobs เขาก็สามารถทำได้สำเร็จ

Cook เป็นคนนอบน้อม ถ่อมตัว รับฟังปัญหา ซึ่งแทบจะตรงข้ามกับ Jobs ทุกอย่างเลยก็ว่าได้ แต่เขาก็สามารถประสบความสำเร็จได้ โลกเรามีผู้นำองค์กร หรือ ผู้นำการเมืองในหลากหลายรูปแบบ คุณไม่จำเป็นต้องเหมือนใครแล้วจะประสบความสำเร็จด้วยการกลายเป็นเบอร์หนึ่งขององค์กรของคุณ

เพราะฉะนั้น เรา ทุกคน ไม่ว่าจะมีบุคลิกลัษณะแบบไหน เป็น คนแข็งกร้าว คนที่มีความคิดสร้างสรรค์ คนที่นอบน้อมถ่อมตน หรือ คนที่คิดอะไรแบบละเอียดไตร่ตรองถี่ถ้วนที่ดูเหมือนจะขัดใจหลาย ๆ คน ทุกบุคลิกลักษณะของมนุษย์เรานั้น ไม่ได้เป็นข้อจำกัดแต่อย่างใดในการก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในอาชีพได้ มันอยู่ที่ความสามารถ มันสมอง และความเป็นผู้นำ อย่างที่ Tim Cook แสดงให้เราได้เห็นจาก Blog Series ชุดนี้นั่นเองครับผม

References Image : https://www.wsj.com/articles/the-job-after-steve-jobs-tim-cook-and-apple-1393637952

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :The Death of God *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

อย่าลืมติดตามผลงานเรื่องต่อ ๆ ไปของผมก่อนใครได้ที่ blockdit นะครับ โหลดได้เลย

อย่าลืม ค้นหา “ด.ดล Blog” แล้ว กด follow กันด้วยนะครับผม

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Geek Monday EP35 : อนาคตของรถยนต์แบบบินได้

ดูจากเทรนด์ของเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นในตอนนี้แล้วนั้น เราจะพบว่า โลกกำลังจะเข้าสู่ยุคของยานพาหนะบินได้ เหมือนจินตนาการที่เกิดขึ้นในหนัง Hollywood ซึ่งจากเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ทำให้เราอาจจะได้เห็นยานพาหนะบินได้จริง ๆ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ก็เป็นได้

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

ฟังผ่าน Podbean : http://bit.ly/30y66N7

ฟังผ่าน Apple Podcast : https://apple.co/3ar7l52

ฟังผ่าน Google Podcast : http://bit.ly/2GgFWVT

ฟังผ่าน Spotify :  https://spoti.fi/2TCMaHl

ฟังผ่าน Youtube : https://youtu.be/ukq2-iWFK9w

References : https://fortune.com/2016/06/09/google-billionaire-larry-page-is-secretly-funding-flying-car-startups/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Movie Review : Underwater มฤตยูใต้สมุทร

ถือเป็นอีกหนึ่งหนังที่น่าสนใจเลยทีเดียว สำหรับ Underwater มฤตยูใต้สมุทร ที่มีการถ่ายทอดเรื่องราวฉีกแนวของสัตว์ประหลาดที่อยู่ใต้พื้นมหาสมุทร ที่ยังไม่มีใครเข้าถึงมาก่อน

หนังว่าด้วย เรื่องราวของ นอราห์ (Kristen Stewart) วิศวะเครื่องกลที่ปฏิบัติงานในแท่นขุดเจาะก้นมหาสมุทรมาเรียนาที่ลึกที่สุดในโลก แต่แล้วก็เกิดอุบัติเหตุไม่คาดคิดทำให้แท่นขุดเจาะพังเสียหายอย่างหนัก

พวกเขาต้องพยายามจะหาสาเหตุและซ่อมมันให้กลับมาใช้ได้อีกครั้ง ก่อนจะพบว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจเกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตบางอย่างที่พวกเขาไปปลุกมันขึ้นใต้สมุทรและจากงานที่ต้องปฏิบัติกลับกลายเป็นต้องเอาตัวรอดจากมฤตยูใต้สมุทรไม่คาดคิด

แน่นอนดูจากพล็อตเรื่องแล้ว ถือเป็นหนังที่น่าสนใจมาก ๆ ซึ่งการได้ Kristen Stewart มารับบทนำก็ทำให้หนังเรื่องนี้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น เพราะดำเนินเรื่องผ่านเธอเป็นตัวหลักของเรื่องทั้งหมด

แม้เนื้อเรื่องจะน่าสนใจมาก ๆ แต่ การตัดฉากมาเริ่มต้นแบบไม่มีการเกริ่นนำมาเรื่องราวมาก่อนเลย ทำให้รู้สึกตั้งตัวไม่ทันอยู่บ้าง เพราะหนังเปิดเรื่องก็เกิดการเหตุการณ์แท่นขุดเจาะถล่มเลยทันที

ซึ่งทำให้คนดูต้องมีการประติดประต่อเรื่อง และ ที่สำคัญก็คือ ไอแท่นที่ว่านี่มันมีรายละเอียดยังไง มีจุดตั้งฐานอยู่กี่จุด หรือ นางเอกอย่างนอราห์ กำลังหนีไปจุด ๆ ไหน ทำให้เรางงกับหนังเรื่องนี้ได้ เพราะเป็นการตัดภาพมาแบบฉับพลันเกินไป ไม่เกริ่นรายละเอียดให้คนดูได้รับรู้ก่อนซักนิด

ข้อเสียอีกอย่างนึงของหนังเรื่องนี้ คือ การที่มันดำเนินเรื่องใต้น้ำ มันทำให้เห็นรายละเอียดต่าง ๆ ไม่ชัดเป็นอย่างมาก คือ อาจจะเป็นเพราะผู้กำกับต้องการให้เราไปสัมผัสกับประสบการณ์จริง ๆ เหมือนพยายามให้เราได้ความรู้สึกร่วมไปกับตัวละคร แต่มันทำให้รายละเอียดหลาย ๆ มันไม่ชัดเจนมาก ๆ มันดูเบลอ ๆ ไปหมดทั้งเรื่อง ด้วยฉากใต้น้ำ ทั้งฝุ่น ทั้งซากปรักหักพังของแท่นขุดเจาะดังกล่าว

และไม่มีการเล่าทีไปที่มาของตัวละคร แต่ละตัวแต่อย่างใด ที่เป็นตัวหลักทั้งหมด ซึ่งเป็นสิ่งที่เสียดายมาก ๆ มันไม่มีเรื่องราวผ่านตัวละครนั้น ๆ ว่าพวกเขามาทำอะไรกันที่นี่ ทำหน้าที่อะไร คือ เจาะจงไปเฉพาะนางเอกเท่านั้น ทำให้เสียดายในส่วนนี้ไปมากพอสมควร

แต่ที่ทำได้ดีก็น่าจะเป็นฉากระทึกใจ ที่มาเป็นระยะ ๆ ทำให้คนดูได้มีส่วนร่วมกับความตื่นเต้นเหล่านี้ได้ดี มองดูก็เหมือนฉากตุ้งแช่ ของหนังผี นั่นเอง แต่มาในแนวสัตว์ประหลาดปริศนาที่อยู่ภายใต้ท้องทะเลลึก

ส่วนเรื่องของ Effect ต่าง ๆ ก็สามารถทำได้ดี อย่างสัตว์ประหลาดตัว boss ก็ถือว่าทำออกมาได้ดีมาก ๆ เลยทีเดียว เป็นการจินตนาการถึงสัตว์ประหลาดที่น่าจะอยู่ในทะเลลึกจริง ๆ ได้น่าสนใจเลยทีเดียว

แน่นอนว่าเรื่องนี้ Kristen Stewart แบกหนังแทบจะทั้งเรื่องด้วยตัวเธอคนเดียว เรียกได้ว่าเป็น ฮีโร่ ของเหล่าผู้รอดชีวิตตั้งแต่ต้นเรื่องไปจนจบเรื่อง ส่วนคนอื่น ๆ มาเพียงแค่ประกอบเรื่องราวให้สมบูรณ์เท่านั้น แต่เธอก็ทำได้ดีมาก ๆ เลยทีเดียว ด้วยความแข็งแกร่งของเธอที่สามารถเป็นตัวนำเรื่องได้อย่างยอดเยี่ยม

สรุปก็ไม่ได้ประทับใจอะไรมากกับหนังเรื่องนี้ ต้องบอกว่าคาดหวังไว้สูงกว่านี้ เพราะดูพล็อตตั้งแต่ตัวอย่างหนังแล้วน่าสนใจดี แต่ก็ถือว่าดูได้ แบบไม่ต้องลุ้นอะไรมากมายเท่าไหร่ หลาย ๆ คนก็น่าจะทายตอนจบของเรื่องได้อยู่แล้ว ก็ถือเป็นหนังที่น่าสนใจที่จะได้ไปเสพงานแสดงของ Kristen Stewart ที่น่าสนใจอีกเรื่องนึงเลยทีเดียวครับ

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ประวัติ Tim Cook ตอนที่ 9 : Into the Future

เมื่อเข้าสู่วันที่ 2 สิงหาคม ปี 2018 Apple ได้กลายเป็นบริษัทแรกที่มีมูลค่าสูงถึง 1,000,000,000,000 ดอลลาร์ นั่นก็คือล้านล้านดอลลาร์ แน่นอนว่ากำไรส่วนใหญ่นั้นเกิดขึ้นภายใต้ยุคของการบริหารงานโดย Tim Cook

ตั้งแต่ Cook ขึ้นมาเป็นผู้นำสูงสุดของ Apple หุ้น AAPL มีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า ซึ่งความสำเร็จเหล่านี้แม้จะมาจากผลิตภัณฑ์หลักอย่าง iPhone โดยเฉพาะ iPhone X ที่ทำการออกแบบใหม่ ทำให้ Apple สามารถขึ้นราคาขายได้ ส่งผลให้รายได้เพิ่มมากขึ้นแม้จำนวนเครื่องที่ขายได้จะน้อยลงก็ตาม

คงไม่เกินเลยที่จะกล่าวได้ว่า Steve Jobs เป็นผู้ให้กำเนิด iPhone แต่ Cook ได้นำผลิตภัณฑ์เรือธงของบริษัทนี้ขึ้นไปอยู่ในจุดที่สูงที่สุด พร้อมกับการเติบโตของบริษัทอย่างที่เราได้เห็นกันนั่นเองครับ

แม้เราจะไม่รู้ว่า Apple กำลังวางแผนอะไรต่อไปในอนาคต สถานการณ์ ณ ปัจจุบัน ของบริษัทที่ยังดูสดใส แน่นอนว่าความสำเร็จของ Apple มันคงไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านี้ ซึ่ง Cook และทีมงานของเขาก็ไม่พลาดที่จะมองไปยังธุรกิจในอนาคต อย่างเรื่องของรถยนต์ และอุตสาหกรรมสุขภาพ ซึ่งต้องบอกว่าเป็นสองอุตสาหกรรมที่ใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก

การดูแลสุขภาพเป็นอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา มีมูลค่ากว่า 24.5 พันล้านเหรียญ ส่วนด้านโลจิสติกส์และการขนส่งนั้นอยู่ในอันดับที่ 4 ซึ่งมีมูลค่ากว่า 12.8 พันล้านเหรียญ ซึ่งแน่นอนว่า Apple Watch กำลังเข้าไปช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาดที่ใหญ่มหึมานี้ ส่วนโครงการ Titan ทีว่ากันว่าเป็นโครงการรถยนต์ในอนาคตของ Apple ดูเหมือนจะยังมีอนาคตที่ไม่ชัดเจนนัก

Project Titan หนึ่งในการพัฒนาที่มีความทะเยอทะยานและน่าสนใจที่สุดภายใต้การนำของ Tim Cook เป็นโครงการรถยนต์ขับเคลื่อนแบบอัตโนมัติที่ถูกปิดไว้เป็นความลับ โดยมีรายงานว่า Cook ได้อนุมัติ Project Titan ในปี 2014 และมอบหมายให้ Steve Zadesky อดีตวิศวกรของ Ford ซึ่งทำงานเป็นรองประธานฝ่ายออกแบบผลิตภัณฑ์ของ Apple เป็นผู้ดูแลโปรเจ็คดังกล่าว

 Steve Zadesky ผู้มาดูแล Project Titan ให้กับ Apple
Steve Zadesky ผู้มาดูแล Project Titan ให้กับ Apple

ซึ่ง Zadesky เองได้ทำการรวบรวมวิศวกรด้านรถยนต์ รวมถึงทีมงานในส่วนต่าง ๆ ในการผลิตรถยนต์กว่า 1 พันคน ในการสร้าง Project Titan ซึ่งการจะได้ทีมงานคุณภาพมาร่วมทีมนั้น ก็ต้องเปิดศึกแย่งชิงตัวมาจากบริษัทยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมนี้ ไม่ว่าจะเป็น BMW , Mercedes-Benz หรือแม้กระทั่งเหล่าวิศวกรอัจฉริยะจากบริษัท Tesla เองก็ตาม

Apple ยังถูกฟ้องร้องโดยบริษัท A123 Systems ซึ่งเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าในรัฐแมสซาชูเซตส์ ที่ถูก Apple ดึงตัวพนักงานของพวกเขาไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งแน่นอนว่า Apple เองก็กำลังพัฒนาแผนกแบตเตอรี่ขนาดใหญ่เพื่อแข่งขันในสนามเดียวกับบริษัท A123 Systems ซึ่งการเสียวิศวกรไปจำนวนมากเช่นนี้ก็ทำให้ A123 นั้นต้องถูกบีบบังคับให้ปิดโครงการของพวกเขาไป

ซึ่งเหล่าทีมงานของ Project Titan ได้ย้ายถิ่นฐานมายังศูนย์บัญชาการใหญ่ของ Apple ที่ คูเปอร์ติโน่ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างรถยนต์คันแรกของ Apple โดยพวกเขาเริ่มต้นด้วยการศึกษาวิธีการต่าง ๆ ที่จะเป็นการคิดค้นทุกอย่างแบบใหม่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นประตูรถ หรือ เครื่องยนต์ที่สามารถเปิดและปิดโดยใช้เสียงที่เงียบที่สุด หรือแม้กระทั่งการตรวจสอบความเป็นไปได้ในการสร้างพวงมาลัยแบบใหม่โดยทำให้มันเป็นทรงกลม ซึ่งจะช่วยให้การเคลื่อนไหวด้านข้างนั้นสามารถทำได้ดียิ่งขึ้น

แต่เมื่อเริ่มโปรเจ็คจริง ๆ Apple ก็พบความจริงที่ว่า การสร้างรถยนต์ขึ้นมาจากศูนย์นั้นมันไม่ได้เป็นเรื่องง่ายเลย

ในเดือน กรกฎาคม ปี 2016 หัวหน้าทีมอย่าง Zadesky ก็ลาออกจาก Apple ด้วยเหตุผลส่วนตัว และเริ่มมีข่าวลือถึงความวุ่นวายที่เกิดขึ้นกับโปรเจ็ค Titan เหล่าทีมผู้บริหารไม่มีความชัดเจนในสิ่งที่พวกเขาต้องการให้ Project Titan

แผนการของ Zadesky ที่ทำการส่งมอบให้กับบริษัทนั้น เป็นการสร้างรถยนต์แบบกึ่งอัตโนมัติ แต่ยังคงต้องพึ่งพาการขับขี่โดยมนุษย์อยู่ แต่ทาง Jony Ive ต้องการผลักดันให้โปรเจ็คนี้เป็นรถยนต์แบบขับเคลื่อนอัตโนมัติเต็มรูปแบบ ซึ่งจะให้ลูกค้าได้ประสบการณ์ใหม่แบบเต็มที่ในรถยนต์คันแรกของ Apple

ในเดือนกรกฎาคมปี 2016 Apple ได้ทำการมอบหมาย Project Titan ให้กับ Bob Mansfield อดีตรองประธานอาวุโสด้านวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ของ Mac ที่ได้เกษียณไปแล้วให้กลับมาช่วยดูแลโปรเจ็คดังกล่าวแทน Zadesky

แต่หลังจากนั้น ก็มีรายงานว่า ในเดือน กันยายนปี 2016 มีพนักงานหลายสิบคนถูกปลดออกจากโครงการดังกล่าว เนื่องจาก Apple ต้องการที่จะ Reboot โครงการนี้ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่แท้จริงอีกครั้ง และหลังจากนั้นอีก 1 เดือนต่อมาก็มีพนักงานในโครงการดังกล่าวต้องออกไปอีกกว่า 100 คน

ซึ่งหลังจากที่ Apple ได้รับใบอนุญาตจากกรมยานยนต์ของแคลิฟอร์เนียเพื่อทดสอบรถยนต์ที่ขับเคลื่อนแบบอัตโนมัติ ในปี 2017 Apple ก็ได้เริ่มนำแพลตฟอร์มการขับเคลื่อนรถยนต์แบบอัตโนมัติมาใช้บนถนน โดยมันถูกทดสอบโดยรถ SUV Lexus RX450h จำนวนหนึ่ง ซึ่งแต่ละคันจะมีกล้องเรดาห์และเซ็นเซอร์มากมายติดอยู่กับรถ เพื่อทำการทดสอบ

ทดสอบเทคโนโลยีขับเคลื่อนอัตโนมัติของ Apple ด้วย SUV ของ Lexus
ทดสอบเทคโนโลยีขับเคลื่อนอัตโนมัติของ Apple ด้วย SUV ของ Lexus

Tim Cook ได้ออกมาพูดถึง Project Titan เป็นครั้งแรกในเดือนมิถุนายมปี 2017 เมื่อเขายืนยันว่า รถยนต์ของ Apple นั้นจะขับเคลื่อนโดยอัตโนมัติโดยสมบูรณ์แบบ ซึ่ง Cook ได้กล่าวว่า เทคโนโลยีการขับเคลื่อนแบบอัตโนมัติดังกล่าวนั้นเป็นเทคโนโลยีหลักที่มีความสำคัญกับ Apple มาก เขามองมันว่า จะเป็นแม่แบบที่สำคัญของโครงการ AI ทั้งหมดของ Apple ในอนาคตนั่นเอง

และแน่นอนว่า Cook นั้นให้ความสำคัญกับการผลิตเป็นอย่างมาก อย่างที่ประสบความสำเร็จมาในผลิตภัณฑ์หลักต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น iPhone , iPad หรือ เครื่อง Mac แต่สำหรับ Project Titan เขาต้องการหาวิธีใหม่ ๆ ในการผลิตรถยนต์

ซึ่ง Cook เองก็มีแนวโน้มที่จะพิจารณาทุกอย่างใหม่ในการะบวนการผลิต ตั้งแต่วัสดุทางเลือกใหม่ ๆ ที่อาจจะไม่ใช้เหล็กเหมือนทางเลือกปรกติที่ทั้งอุตสาหกรรมใช้กัน รวมถึงการจัดการบริหารซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนต่าง ๆ ซึ่งอาจจะเป็นงานหนักอีกครั้งของ Tim Cook ที่ต้องมา Design ทุกอย่างเหล่านี้ใหม่ทั้งหมด เพื่อสร้างรถยนต์แห่งอนาคตที่แท้จริงให้กับ Apple

แม้ตอนนี้ดูเหมือนสถานะของ Project Titan ยังดูไม่ชัดเจนนัก แต่ก็อย่างที่เราได้เห็นในหลาย ๆ โปรเจ็คของ Apple ที่มีขนาดใหญ่ ล้วนประสบกับปัญหาในการพัฒนาแทบจะทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น iPod , iPhone ก็ล้วนไม่มีอะไรที่ถูกต้องตั้งแต่แรก เพราะทุก ๆ อย่างที่ Apple ทำ มันเป็นนวัตกรรมใหม่ และมักจะเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน

แต่สุดท้ายเราก็ได้เห็นว่า ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ก็สามารถแก้ปัญหาจนออกมาขายเชิงพาณิชย์ได้และที่สำคัญมันก็สามารถประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งแฟน ๆ Apple ก็หวังว่า Project Titan รถยนต์แห่งอนาคตของ Apple ก็จะสามารถผลิตออกมาได้ในท้ายที่สุด และสามารถปฏิวัติอุตสาหกรรมรถยนต์ได้ เหมือนอย่างที่ Apple เคยทำมากับ อุตสาหกรรมเครื่องเล่นเพลงผ่าน iPod หรือนวัตกรรมชิ้นเอกในการปฏิวัติวงการมือถือผ่าน iPhone ได้ในท้ายที่สุดนั่นเองครับ

สำหรับตอนหน้าจะเป็นตอนสุดท้ายของ Series เรื่องราวของ Tim Cook กันแล้วนะครับ จะเป็นบทสรุปทั้งหมดของเรื่องราว อย่าลืมติดตามกันด้วยนะครับผม

–> อ่านตอนที่ 10 : Apple’s Best CEO ? (ตอนจบ)

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :The Death of God *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

References : http://www.roamingbuzz.com/tech-giant-apple-will-release-self-driving-car-project-titan/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol