QQ x MSN กับมหาศึกช่วงชิงผู้นำแอปส่งข้อความเพื่อความอยู่รอดของ Tencent ในประเทศจีน

ในปี 2004 Jeff Xiong Minghua ซึ่งเป็นขุนพลจากสำนักงานใหญ่ Microsoft ได้ถูกส่งตัวมายังเซี่ยงไฮ้ เป้าหมายของการส่งตัวมาในครั้งนี้ไม่มีอะไรมาก พวกเขาต้องการขยายบริการ MSN บริการส่งข้อความสุดฮิตที่กำลังกลายเป็นกระแสไปทั่วโลกบุกตลาดในประเทศจีน

Pony Ma ผู้ก่อตั้ง Tencent ตอนนั้นได้สร้างบริการ QQ จนประชาชนชาวจีนติดหนึบ แต่ยังไม่มีโมเดลในการหารายได้ที่ชัดเจนนัก

ต้องบอกว่าย้อนกลับไปในยุคนั้น Microsoft เป็นคู่แข่งที่น่ากลัวมาก ๆ แบบหลอนประสาทคู่แข่งได้เลย บุกไปทำธุรกิจที่ไหน ประเทศไหน คู่แข่งแทบจะตายเรียบ ด้วยสรรพกำลังที่มีมากมายมหาศาลทั้งเงินทุนและทรัพยาบุคคลที่ไม่เป็นสองรองใครในโลกเทคโนโลยี

Pony Ma ก็คิดอย่างงั้น MSN เองก็มีฐานผู้ใช้จำนวนมากในประเทศจีนอยู่แล้ว แม้จะไม่มีการดำเนินการอย่างเป็นทางการในประเทศจีนก็ตาม จำนวนผู้ใช้ยังมากกว่า NetEase ซึ่งเป็นคู่แข่งที่เล็กกว่าของ Tencent ถึงสามเท่า

MSN มีข้อได้เปรียบมากมาย ด้วยอินเทอร์เฟซสุดล้ำ ดึงดูดใจชาวเมืองที่เป็นพนักงานออฟฟิสและนักศึกษา ซึ่งต่างมอง QQ เป็นบริการกลุ่มรากหญ้าที่ไม่ถูกจริตกับพวกเขา

ในบรรดาธุรกิจและผู้ใช้งานกลุ่มชนชั้นกลางกว่า 20 ล้านคนในจีน ณ เวลานั้น MSN มีส่วนแบ่งการตลาดสูงถึง 53% ซึ่งสูงกว่า QQ ถึง 6%

เรื่องตลกของอุตสาหกรรมในตอนนั้นคือ QQ ได้ลงทุนลงแรงทั้งหมด ให้ความรู้แก่ผู้ใช้และปลูกฝังนิสัยของพวกเขา และ MSN ก็ได้เข้ามาในตลาดในเวลาที่เหมาะสมเพื่อเก็บเกี่ยวลูกค้าที่พร้อมจะอัปเกรดไปใช้ของนอกอย่าง MSN

QQ ถูกมองว่าเป็นบริการแชทสำหรับคนที่อายุน้อยและมีรายได้น้อย ซึ่งใช้มันเพื่อสื่อสารขณะเล่นเกมบนเดสก์ท็อปและแสวงหาการเชื่อมต่อในโลกเสมือนจริง

แต่ MSN นั้นจะเข้ามายกระดับไปอีกขั้น มันจะกลายเป็นเครื่องมือสำหรับชุมชนวัยทำงานและเป็นช่องทางในการแบ่งปันข้อมูลและเอกสารสำหรับการดำเนินธุรกิจ

Jeff ย้ายกลับไปเซี่ยงไฮ้อย่างเป็นทางการในปี 2003 โดยพาภรรยา ลูกชายคนโต และลูกสาวคนเล็กที่เติบโตในซีแอตเทิลไปด้วย เพื่อช่วย Microsoft ขยายธุรกิจในประเทศจีน

Jeff Xiong Minghua ซึ่งเป็นขุนพลจากสำนักงานใหญ่ Microsoft (CR:Technote)
Jeff Xiong Minghua ซึ่งเป็นขุนพลจากสำนักงานใหญ่ Microsoft (CR:Technote)

เขาใช้เวลาไม่นานในการรวบรวมทีมงานที่แข็งแกร่ง 30 คน ด้วยอิทธิพลของเขา เขารวบรวมผู้มีความสามารถจากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วประเทศ

สำหรับทีมผู้ก่อตั้ง Tencent แล้ว ราวกับว่าเรือบรรทุกเครื่องบินกำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่น่านน้ำของพวกเขา และพวกเขากำลังต้องสู้กับเรือรบที่มีขีปนาวุธชั้นสูงจากอเมริกา

เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับเนื้อหาที่ให้บริการผ่าน MSN บริษัทได้ว่าจ้างธุรกิจพอร์ทัลจากพันธมิตรในท้องถิ่น โดยนำเสนอธุรกิจประเภทต่าง ๆ เช่น ecommerce รถยนต์ และข่าวสารให้กับบริษัทต่าง ๆ รวมถึง Alibaba

มันเป็นการดำเนินธุรกิจที่แสนชาญฉลาดของ Microsoft ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงที่เกิดจากข้อบังคับท้องถิ่นในด้านเนื้อหา แต่ยังสามารถสร้างรายได้จากบริการแชท

MSN ยังได้ขโมยรูปแบบ UI มาจาก QQ ซื้อกิจการบริษัทท้องถิ่นของจีนเพื่อให้สามารถแปลงข้อความที่ผู้คนได้รับบนเดสก์ท็อปเป็นข้อความในมือถือในราคาเพียง 1.20 ดอลลาร์ต่อเดือน ในขณะเดียวกันก็มีการเชื่อมโยงบริการกับ Yahoo ทั่วโลก กลยุทธ์เหล่านี้เรียกได้ว่าเป็นภัยคุกคามที่มีต่อ Tencent เป็นอย่างมาก

เพื่อเป็นการต่อสู้กลับ Pony ได้ทำการยกเครื่อง QQ ครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เปิดตัวสู่สาธารณะ ในเดือนกันยายน 2004 QQ ได้เพิ่มขีดความสามารถในการแบ่งปันไฟล์และพื้นที่จัดเก็บเพื่อเพิ่มความนิยมในหมู่คนวัยทำงาน

นับเป็นก้าวแรกในการพลิกฟื้นธุรกิจของ Tencent โดย Pony พิสูจน์ให้เห็นว่าบริษัทของเขาสามารถเอาชนะใจผู้ใช้ที่มีกำลังซื้อมากขึ้นได้เช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ Pony ยังตัดสินใจที่จะโผล่ออกจากถ้ำ ซึ่งปรกติเขาแทบไม่ออกงานใด ๆ โดยแสดงวิสัยทัศน์ของเขาที่มีต่อ QQ ในการประชุมสื่อให้โลกเห็น

ภายในเดือน มิถุนายน 2005 QQ มีผู้ใช้งาน 440 ล้านคน ซึ่งเทียบเท่าจำนวนประชากรของสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นรวมกัน เขาเสนอให้คำจำกัดความของการส่งข้อความโต้ตอบแบบทันทีได้รับการนิยามใหม่

เขาได้เสริมว่าผลิตภัณฑ์อย่าง QQ ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือในการสื่อสารอีกต่อไป แต่เป็นแพลตฟอร์มสำหรับข้อมูลความบันเทิง เกม บล็อก และวีดีโอ Pony ประกาศอย่างยิ่งใหญ่ว่าแพลตฟอร์มการแชทกำลังเปลี่ยนชีวิตผู้คน และ “จีนจะเป็นผู้นำโลกในการส่งข้อความแบบโต้ตอบทันที”

ฝั่งของ Microsoft เนื่องจากปัญหาการจัดการภายในที่ Microsoft ในประเทศจีนขับเคลื่อนตัวเองได้อย่างยากลำบาก เนื่องจากโครงสร้างที่คล้ายระบบราชการที่ข้อมูลจะถูกส่งต่อไปยังสำนักงานใหญ่ การตัดสินใจของ MSN China จึงช้ากว่าคู่แข่งอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งมันต้องแข่งกับเวลา

ตัวอย่างเช่น วิศวกรชาวจีนเสนอให้ผู้ใช้ MSN สามารถรับข้อความที่ส่งถึงพวกเขาได้ในขณะที่พวกเขาออฟไลน์ อย่างไรก็ตาม คำเสนอแนะดังกล่าวต้องถูกถกเถียงที่สำนักงานใหญ่ แต่ที่ Tencent พวกเขาสามารถสร้างคุณสมบัติดังกล่าวได้ภายในไม่กี่สัปดาห์

การตอบสนองที่รวดเร็ว การสร้างนวัตกรรมและการอัปเกรดเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นหนึ่งในจุดเด่นของ Tencent แม้กระทั่งในทุกวันนี้ก็ตาม

แนวคิดนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ ‘xiao bu kuai pao, kuai su die dai’ ซึ่งหมายถึงการก้าวเล็ก ๆ เพื่อดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติที่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีของจีนนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

พันธมิตรในท้องถิ่นของธุรกิจด้านพอร์ทัลยังขาดกลยุทธ์ที่สอดคล้องกันเพื่อสร้างรายได้จากทราฟฟิกของ MSN และเพื่อให้ชนะใจผู้ลงโฆษณามากขึ้น พวกเขามักจะตัดราคากันและบีบราคาโฆษณาให้ถูกที่สุด

เมื่อหน่วยงานกำกับดูแลของจีนเริ่มปราบปรามในพื้นที่ข้อความมือถือ มันก็จำกัดการเติบโตทางรายได้ของ MSN ด้วย ในขณะเดียวกัน Tencent ก็ไม่ละความพยายาม โดยทุ่มเทสรรพกำลังทั้งหมดให้กับ QQ

ความท้าทายที่สำคัญอีกประการหนึ่งสำหรับ MSN ก็คือการเก็บข้อมูลผู้ใช้ที่สำคัญทั้งหมดต้องมีการส่งไปยังเซิร์ฟเวอร์ในสหรัฐอเมริกา ทำให้บริการของพวกเขาช้าเป็นเต่า

MSN เก็บข้อมูลผู้ใช้ที่สำคัญทั้งหมดมีการส่งไปยังเซิร์ฟเวอร์ในสหรัฐอเมริกา (CR: Tech In Asia)
MSN เก็บข้อมูลผู้ใช้ที่สำคัญทั้งหมดมีการส่งไปยังเซิร์ฟเวอร์ในสหรัฐอเมริกา (CR: Tech In Asia)

เหตุผลที่ Microsoft ต้องดำเนินการแบบนี้เพราะจีนสั่งห้ามบริษัทต่างชาติดำเนินการศูนย์ข้อมูลของตนเอง และบริษัทปฏิเสธที่จะเก็บข้อมูลลงในผู้บริการท้องถิ่น ซึ่งเป็นประเด็นละเอียดอ่อนสำหรับรัฐบาล

นั่นหมายความว่าผู้ใช้ MSN ในประเทศจีนต้องใช้เวลานานถึงสองนาทีในการเข้าสู่ระบบ ซึ่งส่งผลกระทบต่อประสบการณ์ผู้ใช้เป็นอย่างมาก เมื่อถึงเวลาที่พวกเขาตัดสินใจที่จะย้ายไปตั้งศูนย์ข้อมูลในฮ่องกง ซึ่งใกล้กับจีนแผ่นดินใหญ่มากขึ้น ในเวลานั้น MSN ก็ได้สูญเสียส่วนแบ่งการตลาดที่สำคัญให้กับ QQ ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ความผิดพลาดร้ายแรงที่สุดของ MSN เกิดขึ้นช่วงปลายปี 2005 เมื่อมีการรวมบริการแชทของ MSN เข้ากับแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ที่เรียกว่า MSN Live

สำหรับผู้ใช้หลายคน การอัปเกรดดูเหมือนมันได้กลายเป็นหน้าเว็บแทน และดูเหมือนว่าบริการแชทของบริษัทจะหายไปในชั่วข้ามคืน เมื่อทีมของ Pony ได้เห็น MSN Live เวอร์ชันใหม่ พวกเขาก็รู้ทันทีว่าการต่อสู้สิ้นสุดลงแล้ว พวกเขาได้รับชัยชนะเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

Microsoft ที่ก่อตั้งโดย Bill Gates ได้กลายเป็นอีกหนึ่งตำนานรายชื่อบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีจากซิลิกอน วัลเลย์ ที่ถูกคู่แข่งจากจีนโค่นล้ม

ไม่ว่าจะเป็น eBay และ Amazon ที่ถูกบดขยี้จาก Alibaba คู่แข่งตัวฉกาจของ Tencent หรือ Uber ที่พ่ายแพ้ให้กับ Didi

แต่เมื่อมองย้อนกลับไป Microsoft ไม่เคยถือว่าสงครามบริการส่งข้อความโต้ตอบแบบทันทีในประเทศจีนมีความสำคัญสูงสุด เพราะสถานการณ์ในตอนนั้น พวกเขากำลังยุ่งอยู่กับการต่อสู้กับ Google ในสหรัฐอเมริกาบ้านเกิด จีนมีสัดส่วนเพียง 2% ของธุรกิจทั่วโลก แต่สำหรับ Tencent แล้ว Pony และทีมของเขาพร้อมแทบจะทุกอย่างที่จะล้มยักษ์

Jeff อาจเป็นคู่แข่งของ Pony ในประเทศจีน แต่ฝ่ายหลังกลับไม่เคยโกรธเคือง อันที่จริง เขารู้สึกประทับใจในตัว Jeff ที่มีการสู้รบกันมาหลายปี

ทั้งสองพบกันครั้งแรกในปี 2005 เมื่อ Jeff ไปเสิ่นเจิ้นเพื่อช่วยซื้อบริษัทให้กับ Microsoft ซึ่งทาง Pony ได้ติดต่อให้ Jeff ไปร่วมรับประทานอาหารเย็น พวกเขาพูดคุยกันถูกคอเกี่ยวกับเรื่องราวของเทคโนโลยี

Jeff รู้สึกว่าทีมของ Tencent ยังคงติดอยู่ในยุคหินเมื่อพูดถึงแนวคิดของการบริหารจัดการทีมเทคโนโลยี รวมถึงข้อเท็จจริงที่ว่าพวกเขาไม่มีแนวทางที่เป็นระบบอะไรเลยในการจัดการทั้งเรื่อง UI หรือแม้กระทั่ง Bug ของซอฟต์แวร์

“มันเหมือนกับว่า Microsoft อยู่บนท้องฟ้าและ Tencent ยังคงอยู่บนโลก มีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่พวกเขาต้องทำเพื่อยกระดับบริษัท” Jeff กล่าว

โลกของเทคโนโลยี การมีเครื่องไม้เครื่องมือชั้นยอด หรือการไปยึดถือตามตำราสูตรสำเร็จต่าง ๆ ที่มันดูเว่อร์เกินจริง ในบางครั้งก็ไม่อาจที่จะสู้กลุ่มคนที่คลุกฝุ่นคลุกดินไร้ซึ่งระเบียบแบบแผนเหมือนที่ Pony ทำได้สำเร็จกับ QQ มาแล้วนั่นเองครับผม

References :
หนังสือ Influence Empire: Inside the Story of Tencent and China’s Tech Ambition โดย Lulu Chen
https://luxatic.com/pony-ma-and-his-tencent/

CROSSROADS Maldives ร่วมกับ สิงห์ โซดา ชวนคนรักปาร์ตี้ สัมผัสความมันส์แนวใหม่ ครั้งแรกกับ “ปาร์ตี้ริมสระน้ำธีมไทย”

ครอสโร้ดส์ มัลดีฟส์ (CROSSROADS Maldives) เตรียมจัดงานปาร์ตี้ริมสระน้ำ “Thai Beats & Ocean Waves” ผลงานสุดครีเอทของ SAii Beach Club ร่วมระเบิดความมันส์กับ สิงห์ โซดา ตลอด 2 วัน ตั้งแต่ 15 – 16 มิถุนายน 2567 ณ ครอสโร้ดส์ มัลดีฟส์ 

งาน “Thai Beats & Ocean Waves” ปาร์ตี้ริมสระสุดอลังการครั้งแรก ที่จะนำเสน่ห์ของเกาะภาคใต้ประเทศไทยยกไว้มาไว้กลางมัลดีฟส์ ผลงานสุดครีเอทของ “SAii Beach Club” (ทราย บีช คลับ) ร่วมระเบิดความมันส์กับ “สิงห์ โซดา” (Singha Soda) สนุกฉ่ำตลอด 2 วัน ตั้งแต่ 15 – 16 มิถุนายน 2567 ณ ครอสโร้ดส์ มัลดีฟส์ (CROSSROADS Maldives) จุดหมายปลายทางไลฟ์สไตล์แห่งแรกและแห่งเดียวของมหาสมุทรอินเดีย บนชายฝั่งอันงดงามของ Emboodhoo Lagoon! 

สำหรับปาร์ตี้ครั้งนี้ จะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 15 มิถุนายน (เวลา 18.00 น. – 1.00 น.) โดยเนรมิตบรรยากาศของเกาะทางใต้ของไทยมาสู่มัลดีฟส์ ในปาร์ตี้ RED ZAA พร้อมกองทัพดีเจ โชว์ไฟ และเครื่องดื่มสูตรพิเศษ และในวันที่ 16 มิถุนายน (เวลา 13.00 น. – 1.00 น.) กับ “ปาร์ตี้โฟมแดง-ขาว” ให้สายปาร์ตี้ได้มันส์ตั้งแต่กลางวันยันกลางคืน 

อีกหนึ่งไฮไลท์ของงานคือไลน์อัพสุดพิเศษจาก “DJane” ดีเจหญิงแถวหน้าเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็น DJane Plearnpleng, DJane Dollar, DJane Saipan, DJane Nicestyle และ DJane Foamberry เหล่าดีเจสาวสุดฮอตจะขนเอาเพลงแนวเฮ้าส์และเทคโนสุดมันส์มาสร้างความเร้าใจให้กับงานปาร์ตี้นี้ ผสานแสงไฟเลเซอร์สุดตระการตา แดนเซอร์ การแสดงโชว์ไฟ และอื่นๆ อีกมากมาย

นอกจากงานปาร์ตี้แล้ว “ครอสโร้ดส์ มัลดีฟส์” (CROSSROADS Maldives) จุดหมายปลายทางไลฟ์สไตล์แห่งแรกและแห่งเดียวในมหาสมุทรอินเดีย ยังมอบการพักผ่อนที่เหนือระดับและครบวงจรให้ฟินขึ้นอีกสองเท่า โดยโครงการครอสโร้ดส์ มัลดีฟส์ ซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารงานของ เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) (S Hotels and Resorts PCL.: SHR) ผู้นำด้านการบริหารงานโรงแรมและรีสอร์ทระดับนานาชาติในเครือ บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) (Singha Estate PCL.: S)

เปิดตัวครั้งแรกในปี 2019 และได้เปลี่ยนโฉมวงการท่องเที่ยวของมัลดีฟส์ ด้วยรีสอร์ทที่ได้รับรางวัลถึง 3 แห่ง ได้แก่ Hard Rock Hotel Maldives, SAii Lagoon Maldives, Curio Collection by Hilton และรีสอร์ทที่เพิ่งเปิดใหม่ล่าสุดอย่าง SO/ Maldives รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ได้แก่ The Marina @CROSSROADS ท่าจอดเรือยอชท์ถนนคนเดินไลฟ์สไตล์ที่นำเสนอความบันเทิง ร้านค้าบูติค ประสบการณ์ทางวัฒนธรรม ร้านอาหารและบาร์กว่า 20 ร้าน

รวมถึงแบรนด์ดังระดับโลกอย่าง Ministry of Crab และ Hard Rock Cafe ซึ่งทำให้ ครอสโร้ดส์ มัลดีฟส์ กลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักเดินทางและนักปาร์ตี้ ที่มองหาสถานที่แปลกใหม่ สำหรับการพักผ่อนสุดสัปดาห์ที่เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งนี้ สร้างเวทีสำหรับการผจญภัยที่น่าจดจำ ด้วยทำเลที่ตั้งอันยอดเยี่ยมบนเกาะ South Malé Atoll ห่างจากสนามบินนานาชาติ Velana ของ Malé เพียง 15 นาทีโดยสปีดโบ๊ท 

สอดคล้องกับแนวคิดของ “SAii” (ทราย) แบรนด์ไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมี่ยมจาก เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท โดยคอนเซปต์ของ SAii Beach Club (ทราย บีช คลับ) ได้ผสมผสานการพักผ่อนแบบ Eco-Chic เข้ากับความหรูหราที่เข้าถึงง่าย สร้างจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวสามารถผ่อนคลายในบรรยากาศที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม เชื่อมโยง และมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม คู่รักและแกงค์เพื่อนคนสนิทสามารถลิ้มรสอาหารนานาชาติจากร้านอาหารหลากหลาย อาทิ Mr. Tomyam และ Terra & Mar จิบเครื่องดื่มสูตรพิเศษที่ Singha Splash และดื่มด่ำกับขนมหวาน ที่ Gelato Bar 

มร. ไมเคิล มาร์แชลล์ (Mr. Michael Marshall) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท กล่าวว่า “เรารู้สึกตื่นเต้นที่จะต้อนรับแขกสู่ปาร์ตี้ริมสระว่ายน้ำบนเกาะสไตล์ไทยครั้งแรกของเราที่ ครอสโร้ดส์ มัลดีฟส์ โดยความร่วมมือกับ สิงห์ โซดา งานนี้จะตอกย้ำว่า “มัลดีฟส์” ไม่ใช่แค่จุดหมายปลายทางสำหรับคู่รักและฮันนีมูนอีกต่อไป แต่เป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวทุกสายทั่วโลกให้ได้มาพบปะ ปาร์ตี้ และแบ่งปันประสบการณ์อันน่าประทับใจร่วมกับ สำหรับปาร์ตี้สองวันนี้ จะผสมผสานความสนุกระดับโลก เข้ากับบรรยากาศเกาะทะเลใต้ของไทย ให้นักเดินทางได้ผ่อนคลายและปาร์ตี้กับคนที่รัก”  

สำหรับบัตรเข้างานปาร์ตี้ริมสระ “Thai Beats & Ocean Waves” เปิดจำหน่ายแล้วทาง Megatix ที่เดียวเท่านั้น! แพ็คเกจสุดพิเศษ: พัก 2 คืน สำหรับผู้ใหญ่ 2 ท่าน ที่โรงแรม SAii Lagoon Maldives, Curio Collection by Hilton บัตรเข้าร่วมงานปาร์ตี้ RED ZAA และปาร์ตี้โฟมแดง-ขาว พร้อมโต๊ะ VIP ทั้งสองงาน หรือ เลือกพัก 2 คืน สำหรับผู้ใหญ่ 2 ท่าน ที่ Hard Rock Hotel Maldives พร้อมแพ็คเกจเดียวกัน สำหรับผู้สนใจสามารถจองบัตรผ่านช่องทางออนไลน์ https://megatix.in.th/events/thai-beats-ocean-waves  ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ครอสโร้ดส์ มัลดีฟส์ ได้ที่ https://crossroadsmaldives.com/

วิธีที่ Samsung เอาชนะ Japan Inc. ด้วยการย้อนเกล็ดวิธีการของดินแดนอาทิตย์อุทัย

เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ทางธุรกิจที่น่าเหลือเชื่อมาก ๆ นะครับ กับวิธีการที่ Samsung เปลี่ยนจากบริษัทซัพพลายเออร์ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค ให้กลายมาเป็นแบรนด์ระดับโลกอย่างที่เราได้เห็นกันในทุกวันนี้

พวกเขาได้เปลี่ยนจากแค่บริษัทรับจ้างผลิตให้กับแบรนด์อื่น ๆ พลิกตัวเองให้กลายเป็น แบรนด์ผู้นำระดับโลกสำหรับทุกสิ่ง ไล่ตั้งแต่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค พีซี smartphone โทรทัศน์ ไปจนถึงหน่วยความจำและเซมิคอนดักเตอร์

ความน่าสนใจที่หลายคนไม่รู้ก็คือ บริษัทจากเกาหลีใต้ ใช้ตำราแบบเดียวกับบริษัทยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น และทำให้ดีกว่า มีความมุ่งมั่นมากกว่าเพื่อเอาชนะ และในที่สุดก็สามารถเอาชนะบริษัทจากญี่ปุ่นได้ด้วยเกมของตัวพวกเขาเอง

Jong Yong Yun บุตรบุญธรรมของ Kun Hee Lee อดีตประธานกรรมการระดับตำนานของ Samsung Group ได้ใช้เวลาห้าปีในญี่ปุ่น

เขาได้ถูกส่งตัวไปญี่ปุ่นครั้งแรกในปี 1978 เพื่อเป็นหัวหน้าสำนักงานสาขาของบริษัทที่นั่น ในปี 1992 Yun กลับมายังญี่ปุ่นอีกครั้งในฐานะประธานและซีอีโอของสำนักงานใหญ่ Samsung ที่โตเกียว

Jong Yong Yun บุตรบุญธรรมของ Kun Hee Lee อดีตประธานกรรมการระดับตำนานของ Samsung Group ได้ใช้เวลาห้าปีในญี่ปุ่น (CR:Emaze)
Jong Yong Yun บุตรบุญธรรมของ Kun Hee Lee อดีตประธานกรรมการระดับตำนานของ Samsung Group ได้ใช้เวลาห้าปีในญี่ปุ่น (CR:Emaze)

ซึ่งถ้าย้อนกลับไปตอนนั้น ผู้บริหารและผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นไม่เคยเรียก Samsung ด้วยการออกเสียงที่ต้องการว่า “Samsung” แต่พวกเขาเรียกว่า “ซันเซ” ซึ่งแปลคำภาษาเกาหลีเป็นคำว่า “สามดาว” ในภาษาญี่ปุ่น

ทศวรรษ 1970 และ 1980 เป็นช่วงที่วุ่นวายสำหรับอุตสาหกรรมสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคของญี่ปุ่น

JVC และ Sony มีส่วนร่วมในสงคราม VCR ที่ดุเดือด Sony ได้สร้างหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เรียกว่า Walkman บริษัทอย่าง Pioneer , RCA และ JVC ต่อสู้กันอย่างดุเดือดในศึกวีดีโอดิสก์แบบอนาล็อก ส่วน Sony และ Philips ได้ร่วมมือกับผลักดัน CD

ในทางตรงกันข้าม กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคของ Samsung ประกอบด้วย ทีวี วิทยุ เครื่องบันทึกเทปวิทยุ และเครื่องใช้ต่าง ๆ ซึ่งสำหรับ Samsung แล้ว VCR มีอุปสรรคในการเข้ามาร่วมแข่งที่สูงมากเป็นพิเศษ

ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 บริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำของญี่ปุ่นได้ทำงานร่วมกันเพื่อจัดทำข้อตกลงการอนุญาตให้ใช้สิทธิต่าง ๆ แต่ Samsung แทบไม่เคยมีทรัพย์สินทางปัญญาในการค้าขายมาก่อนเลยด้วยซ้ำ

Yun กล่าวว่า ในการสร้าง VCR “เราต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ไม่เพียงให้กับ JVC เท่านั้น แต่ยังต้องจ่ายให้ Sony และ RCA ด้วย เนื่องจาก VCR แต่ละตัวได้รวมเอาเครื่องรับสัญญาณทีวีที่ RCA จดสิทธิบัตรไว้ด้วย”

Yun ได้บรรยายถึง Samsung ในสมัยนั้นว่าเป็น “Kohatsu” หรือ “ผู้ที่มาช้าเกินไป” ในภาษาญี่ปุ่น มันเป็นความหมายแฝงในเชิงดูถูกเล็กน้อย เพื่อกีดกันชาวเกาหลีออกจากกลุ่มของพวกเขาในยุคนั้น ซึ่งเหล่าผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์จากญี่ปุ่น ไม่เคยปล่อยให้ Samsung เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม หรือ พันธมิตรของพวกเขาเลย

แต่เมื่อก้าวไปสู่ปี 2008 สิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือ Samsung เป็นผู้นำที่ไม่เคยมีปัญหาในตลาดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคในโลกยุคดิจิทัล

ยักษ์ใหญ่จากเกาหลีไม่เคยคิดที่จะเข้าข้างกับ format ใด ๆ หรือมาตรฐานใด ๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Blu-ray หรือ HD DVD หรือมาตรฐานเครือข่ายต่าง ๆ ภายในบ้าน Samsung แทบจะไม่สนใจ

Yun กล่าวว่า “เราลองทุกรูปแบบ เราแค่ไม่รู้ว่าใครจะเป็นผู้ชนะ นี่คือปรัชญาของเรา”

Chris Fisher ซีอีโอของ The Ether group ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาใน Silicon Valley ตั้งข้อสังเกตว่า “Samsung ยึดมั่นในปรัชญาที่ว่าผู้บริโภคนั้นไม่มีความแน่นอนและตลาดก็ไม่มีความแน่นอน ไม่มีบริษัทใดเข้าใจเรื่องนี้ได้ดีกว่า Samsung พวกเขาเดิมพันในเทคโนโลยีทั้งหมดที่จะชนะ”

ตัวอย่างที่น่าสนใจเกิดขึ้นในสงคราม MP3 ในขณะที่ Sony มี Walkman ที่พยายามผลักดันตัวเองให้เป็นเครื่องเล่นพกพา แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ให้กับ iPod ที่ Apple เลือก Samsung เพื่อจัดหาชิปที่ทำให้ iPod มีความบางเป็นอย่างมาก

ในทำนองเดียวกัน ยักษ์ใหญ่ของเกาหลีก็ได้ทำตลาดในช่วงแรกของตลาดโทรศัพท์มือถือ โดยมีวิสัยทัศน์ แพลตฟอร์มที่บรรจบกันทางดิจิทัล ทั้งหน่วยความจำ จอภาพ และเทคโนโลยี LSI ของตัวเองสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมาก

การเข้าสู่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของเกาหลีใต้ในปี 1970 เป็นไปตามหลักการ 4 ประการ ที่คู่แข่งชาวญี่ปุ่นเคยปฏิบัติมาในช่วงทศวรรษ 1960 ซึ่งได้แก่ เน้นการผลิตจำนวนมาก เรียนรู้จากเทคโนโลยีต่างประเทศ และใช้กลยุทธ์ทำตามผู้นำ และใช้ประโยชน์จากการสนับสนุนจากรัฐบาล

Samsung ได้ผลักดันให้หลักการเหล่านี้ขึ้นถึงขีดสุด

ในแต่ละปี Samsung ได้ว่าจ้างพนักงานมากถึง 5,000 คน โดย 90% เป็นวิศวกร หลายคนจบปริญญาตรีขึ้นไป ซึ่งเป็นทรัพยากรบุคคลด้านวิศวกรรมที่แทบไม่มีที่สิ้นสุด

“Samsung มีทีมวิศวกรมากถึง 20 ทีม ซึ่งทำงานคู่ขนานกันเพื่อแก้ปัญหาเดียวกัน” Fisher ของ Ether Group กล่าว

ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทเทคโนโลยีทีวีบนมือถือเคยเปิดเผยเรื่องราวที่น่าสนใจไว้ว่า

“ถ้าคุณทำงานกับ Nokia คุณจะรู้ว่าโปรเจ็กต์ของคุณอยู่ที่ไหน เว้นแต่จะมีใครทำเคสดี ๆ ที่ดีไซน์ของโทรศัพท์บางรุ่นใช้ไม่ได้ รุ่นของโทรศัพท์ที่คุณร่วมโปรเจ็กต์อยู่จะไม่ถูกยกเลิก”

ในทางตรงกันข้ามโครงการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 70 ถึง 90 โครงการ ที่ Samsung ดำเนินการควบคู่กัน ณ เวลาเดียวกัน มีเพียง 25% เท่านั้นที่โปรเจกต์เหล่านี้จะเข้าสู่ตลาดจริง ๆ ได้สำเร็จ

ในเกาหลีใต้ ผู้สำเร็จการศึกษาระดับแนวหน้าของโรงเรียนวิศวกรรมที่ดีที่สุดของประเทศ สามารถสอบและสมัครงานกับบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ ซึ่งรวมถึง Samsung

ผู้สำเร็จการศึกษาระดับแนวหน้าของโรงเรียนวิศวกรรมที่ดีที่สุดของประเทศ สามารถสอบและสมัครงานกับบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ ซึ่งรวมถึง Samsung (CR:Samsung Semiconductor)
ผู้สำเร็จการศึกษาระดับแนวหน้าของโรงเรียนวิศวกรรมที่ดีที่สุดของประเทศ สามารถสอบและสมัครงานกับบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ ซึ่งรวมถึง Samsung (CR:Samsung Semiconductor)

เมื่อได้ร่วมงานกับบริษัทใหญ่ ๆ แบบ Samsung พวกเขาทำงานเป็นเวลาสามปีเพื่อแลกกับการสละสิทธิ์การรับราชการทหารสองปี และหากพวกเขาทำงานที่ Samsung เงินเดือนของพวกเขาจะได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาลเกาหลี

ภายในปี 1982 เมื่อ Samsung เริ่มเข้าสู่ตลาดหน่วยความจำอย่างเต็มตัว ไม่มีใครจินตนาการว่าบริษัทอย่าง Samsung จะตามทันยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น แต่กลับกันพวกเขาไล่ล่าบริษัทจากญี่ปุ่นอย่างรวดเร็ว

อันที่จริงในช่วงปลายทศวรรษ 1980 บริษัทอย่าง Hitachi , NEC , Toshiba และบริษัทญี่ปุ่นอื่น ๆ ได้ครองตลาดโลกใน DRAM ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

แต่ Samsung สู้ไม่ถอย เพราะถือว่าธุรกิจหน่วยความจำมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ในมุมมองของ Samsung การใช้ส่วนประกอบหลักของตัวเองจะช่วยลดการพึ่งพาซัพพลายเออร์จากญี่ปุ่นได้อย่างมาก ทำให้สามารถเพิ่มความสามารถใหม่ ๆ ในผลิตภัณฑ์เพื่อผู้บริโภคได้

Samsung ผสมผสานความรู้ใหม่ ๆ ที่ได้รับจากต่างประเทศ เช่น Micron Technology เข้ากับทักษะที่พวกเขาสั่งสมมา บริษัทได้พัฒนา DRAM ในรุ่นต่อ ๆ มา และในปี 1995 ได้กลายเป็นบริษัทแรกที่เปิดตัว DRAM ขนาด 64 MB

ในทางตรงกันข้ามหลังจากฟองสบู่ของเศรษฐกิจญี่ปุ่นแตก ผู้ผลิตหน่วยความจำของญี่ปุ่นก็ขาดแคลนทรัพยากร แต่วิกฤติการเงินในเอเชียกระทบเกาหลีใต้อย่างมากในปี 1997 ที่ทำให้ Samsung มีหนี้สินล้นพ้นตัวจนใกล้จะล้มละลาย

ในปีนั้น Yun ได้รับเลือกจาก Lee ซึ่งเป็นประธานของกลุ่มบริษัท Samsung ให้เข้ารับตำแหน่งผู้นำของ Samsung Electronics

Yun ได้ลดพนักงานของ Samsung Electornics ลง 30% แต่พวกเขาได้เดิมพันกับธุรกิจหน่วยความจำ เพราะในตอนนั้นญี่ปุ่นแทบจะไม่ลงทุนในธุรกิจนี้ต่อไปอีกแล้ว 

Samsung รู้ถึงรากเหง้าของการผลิต และเชื่อมั่นในสัญชาตญาณในการผสานรวมในแนวตั้ง ทั้งที่ในตอนนั้นนักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่ ได้กระตุ้นให้ Samsung เลิกสนใจธุรกิจอย่างหน่วยความจำได้แล้ว

และนั่นคือสิ่งที่เป็นผลตามมา ดูสิ่งที่เกิดขึ้นกับ Motorola , Philips และ Siemens ในตอนนี้ พวกเขาไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขอดีตได้อีกต่อไปแล้ว เมื่อ Samsung ชนะในศึกหน่วยความจำ พวกเขาก็สามารถผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สำคัญแทบจะทุกอย่างบนโลกใบนี้ อย่างที่เราได้เห็นกันในทุกวันนี้นั่นเองครับผม

References :
https://bit.ly/3JBLJFh
https://bit.ly/3QpWJHU
https://bloom.bg/3SzMUJu

Geek Daily EP231 : เมื่อหัวหน้าฝ่าย AI ของ Meta กล่าวว่า AI ยังฉลาดเทียบกับสุนัขไม่ได้เลย

Yann LeCun หัวหน้าฝ่าย AI ของ Meta ได้กล่าวเน้นย้ำถึงช่องว่างที่สำคัญระหว่างความสามารถ AI ในปัจจุบันและโอกาสของพวกมันในการบรรลุความฉลาดระดับมนุษย์ ซึ่งบางคนอาจคิดว่า AI จะช่วยกอบกู้หรือทำลายล้างโลกเราได้ แต่สำหรับ LeCun เรามีแนวโน้มมากขึ้นที่จะมี AI แบบ “ระดับแมว” หรือ “ระดับสุนัข” เท่านั้นในปีถัดไปต่อจากนี้

การที่ AI จะเข้าสู่ระดับความฉลาดที่แท้จริงต้องการข้อมูลจำนวนมหาศาลที่เกินกว่าข้อความและอินพุตภาพและเสียงอื่นๆ ที่มีอยู่ทั้งหมดในปัจจุบัน

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://tinyurl.com/3znpvvba

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://tinyurl.com/ycyxs9uu

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://tinyurl.com/49stxexm

🎧 ฟังผ่าน Google Podcast : 
https://tinyurl.com/2zah9smv

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/8C6_6eOeWm0

การจากลาของ Ilya Sutskever เมื่อทีมที่รับผิดชอบด้านการปกป้องมนุษยชาติของ OpenAI กำลังถูกทำลาย

ในทางการเมืองหากหัวหน้ากลุ่มรัฐประหารกระทำการยึดอำนาจไม่สำเร็จ กลุ่มคนเหล่านั้นก็จะกลายเป็นกบฏทันที เฉกเช่นเดียวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่สั่นสะเทือนโลกเทคโนโลยีในมุ้งของ OpenAI

มันเป็นช่วงเวลา 72 ชั่วโมงที่น่าตื่นเต้นที่สุดสำหรับชายอย่าง Ilya Sutskever แต่มันก็เป็นจุดสิ้นสุดของการเดินทาง 15 ปี ที่ทำให้เขาเติบโตจากนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาที่ทดลองกับอัลกอริธึมที่ไม่เป็นที่รู้จักไปสู่การเป็นผู้นำการรัฐประหารที่ปลดหนึ่งในบุคคลที่โดนเด่นที่สุดใน Silicon Valley อย่าง Sam Altman

แต่สุดท้าย Sutskever ก็เป็นได้เพียงแค่กบฏ …

Sutskever ที่ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในลูกศิษย์ของปรมาจารย์ AI อย่าง Andrew Ng และได้เข้าร่วมสุดยอดทีม AI อันดับต้น ๆ ของโลกอย่าง Google Brain ก่อนที่จะถูกชักชวนโดย Elon Musk ให้มาร่วมงานเป็นหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ด้าน AI ที่ OpenAI

รากเหง้าของ OpenAI

ในงานเลี้ยงอาหารค่ำในปี 2015 ที่ Rosewood Sand Hill โรงแรมสุดหรูใน Silicon Valley ในตอนนั้น Google เพิ่งเข้าซื้อกิจการของ Deepmind บริษัทสตาร์ทอัพด้าน Neural Network จากลอนดอน

ทุกคนในแวดวงเทคโนโลยีต่างมองไปในทิศทางเดียวกันว่า Google มีความได้เปรียบอย่างมากที่จะพัฒนาเทคโนโลยี AGI ซึ่งเป็นระบบ AI ที่มีความสามารถเทียบเท่ากับมนุษย์เมื่อเผชิญกับงานที่ไม่คุ้นเคย

ในงานเลี้ยงอาหารค่ำทั้ง Altman และ Musk พร้อมด้วยคนอื่น ๆ ได้พูดคุยเกี่ยวกับเริ่มต้นห้องปฏิบัติการด้าน AI ที่มีความโปร่งใส เปิดเผยแหล่งที่มา และอุทิศตนเพื่อทำให้ประโยชน์ของเทคโนโลยี AI ขั้นสูงมีความเป็นประชาธิปไตยสำหรับทุกคน

นั่นทำให้ในวันนั้น Musk และสมาชิกคนอื่น ๆ ของกลุ่ม “PayPal Mafia” รวมถึง Peter Thiel และ Reid Hoffman ได้ลงทุนหลายล้านดอลลาร์เพื่อให้ห้องปฏิบัติการด้าน AI แนวคิดใหม่นี้เกิดขึ้นได้

Musk ที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการสร้าง OpenAI (CR:Britannica)
Musk ที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการสร้าง OpenAI (CR:Britannica)

OpenAI ซึ่งเปิดตัวในปี 2015 แต่หลังจาก Musk ต้องการที่จะเข้ามาควบคุมและพ่ายแพ้ในการต่อสู้เพื่อแย่งชิงบริษัทในปี 2018 ทำให้องค์กรแห่งนี้ที่ต้องการทรัพยากรโดยเฉพาะด้านการเงินรวมถึงพลังในการประมวลผลได้หันไปจูบปากกับ Microsoft

Altman ได้ปรับรูปแบบองค์กรใหม่สร้างหน่วยธุรกิจที่ต้องมีการหากำไรภายใต้องค์กรหลักที่เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ผิดเพี้ยน และมีส่วนสำคัญที่ทำให้เขาถูกไล่ออกชั่วคราวก่อนที่จะกลับมายึดอำนาจคืนได้สำเร็จเมื่อปลายปีที่แล้ว

ซึ่งนับตั้งแต่แยกทางกับ OpenAI เรียกได้ว่าตอนนี้ทั้ง Musk และ Altman แทบจะไม่เผาผีกันแล้ว มีการโจมตีกันด้วยถ้อยคำที่รุนแรงผ่านเครือข่ายโซเชียลมีเดียรวมถึงในสถานที่สาธารณะอื่น ๆ มันน่าสนใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ในความสัมพันธ์ของทั้งคู่

นับตั้งแต่แยกทางกับ OpenAI ทาง Musk เองได้แสดงท่าทีที่รังเกียจเอามาก ๆ กับทิศทางใหม่ของ OpenAI ภายใต้การนำของ Altman โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจาก OpenAI ยอมรับการลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์จาก Microsoft

ภายในปี 2021 บริษัทได้เปิดตัว DaLL-E ซึ่งเป็น AI ที่ใช้ในการสร้างรูปภาพที่ทำให้ผู้คนเริ่มหันมาสนใจ แต่หลังการเปิดตัว ChatGPT ในปี 2022 มันล้ำหน้ามากจนสามารถดึงดูดความสนใจจากทั่วโลกได้แทบจะทันที

“OpenAI ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นโอเพ่นซอร์ส (ซึ่งนั่นคือเหตุผลที่ทำไมมันถึงถูกเรียกว่า ‘OpenAI’) บริษัทที่แต่เดิมตั้งขึ้นเพื่อไม่แสวงหาผลกำไรและคอยสร้างแรงกดดันให้กับบริษัทอย่าง Google แต่ตอนนี้ได้กลายสภาพเป็นบริษัทที่ปิดแหล่งที่มาและมุ่งเน้นผลกำไรสูงสุดที่ควบคุมโดย Microsoft ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

Musk ได้ทวีตไว้เมื่อต้นปี “มันไม่ใช่สิ่งที่ผมตั้งใจไว้เลย”

Musk เองได้เตือนมานานถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากเทคโนโลยี AI ขั้นสูงที่อาจจะสร้างภัยอันตรายต่อมวลมนุษยชาติ แต่เขาก็ยังเห็นถึงศักยภาพหากเทคโนโลยีนี้ได้รับการพัฒนาอย่างปลอดภัย

และก้าว Boom ขึ้นมาของเทคโนโลยี AI นี่เองที่นำไปสู่ความแตกแยกใน Silicon Valley ที่ด้านหนึ่งเรียกว่ากลุ่ม Doomers ซึ่งเชื่อว่าหากปล่อยให้ AI ก้าวไปข้างหน้าโดยไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างเข้มงวดจะก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อมนุษยชาติ และด้วยเหตุนี้จึงสนับสนุนให้มีกฎระเบียบที่เข้มงวดยิ่งขึ้น

อีกฟากฝั่งเรียกตัวว่า Boomers ที่เน้นย้ำถึงการผลักดันศักยภาพของเทคโนโลยี AI ขัดขวางกฎระเบียบต่าง ๆ ที่จะเข้ามาจัดการหรือควบคุม AI และผลักดันให้ใช้เชิงพาณิชย์และสร้างกำไรจากเทคโนโลยีให้ได้มากที่สุด

กลุ่ม Boomers ใช้แนวคิดที่เรียกว่า “effective accelerationism” ซึ่งไม่เพียงแต่ผลักดันให้ AI พัฒนาต่อไปโดยไม่มีอุปสรรคเพียงเท่านั้น แต่ยังควรเร่งความเร็วมันอีกด้วย ผู้นำในเรื่องนี้คือ Marc Andreessen ผู้ก่อตั้ง Andreessen Horowitz บริษัทร่วมลงทุนผู้หิวกระหายเงิน

กลุ่ม Doomers ถือเป็นผู้บุกเบิกการแข่งขัน AI ในยุคแรกมีทุนหนา ในขณะที่ฝั่ง Boomers ขยับจี้ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แม้จะเป็นบริษัทขนาดเล็กกว่าและชอบรูปแบบของการเป็นโอเพ่นซอร์สมากกว่าก็ตามที

การจากลาของ Sutskever

มันเป็นเวลาหลายเดือนแล้วที่ OpenAI สูญเสียพนักงานคนสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นกบฏคิดรัฐประหาร Altman แต่ไม่สำเร็จ ซึ่งคนส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับการทำให้ AI มีความปลอดภัยต่อมวลมนุษยชาติ

ซึ่งต้องบอกว่า Sutskever เป็นผู้นำของทีม Superalignment ของบริษัท ซึ่งเป็นทีมที่ได้รับมอบหมายให้ทำให้แน่ใจว่า AI จะสอดคล้องกับเป้าหมายของผู้สร้าง แทนที่จะกระทำการอย่างคาดเดาไม่ได้และเป็นอันตรายต่อมนุษยชาติ โดยใช้พลังการประมวลผลของบริษัทราวๆ 20% เพื่อให้แน่ใจว่าระบบ AI ที่สร้างขึ้นจะไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์

แน่นอนว่า Sutskever ไม่ใช่คนเดียวที่จากลา ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว เมื่อคณะกรรมการของ OpenAI พยายามรัฐประหาร Altman พนักงานที่คำนึงถึงความปลอดภัยมากที่สุดของบริษัทอย่างน้อยห้าคนก็ได้ลาออกหรือถูกไล่ออกไป

สื่อต่างประเมินการลาออกของ Sutskever ว่าเขาไม่ได้เพียงแค่มองเทคโนโลยีในแง่ร้ายเพียงเท่านั้น แต่สาเหตุสำคัญที่ลาออกไปก็คือ เขาเริ่มมองโลกในแง่ร้ายเกี่ยวกับมนุษย์เสียมากกว่า และโดยเฉพาะมนุษย์ที่ชื่อ “Altman” ที่เหล่าพนักงานที่เคยศรัทธาในตัวเขาเริ่มทยอยจากลาไป

Sutskever ที่เริ่มมอง Altman เปลี่ยนไป (CR:EU Reporter)
Sutskever ที่เริ่มมอง Altman เปลี่ยนไป (CR:EU Reporter)

มันเป็นเรื่องของความไม่ไว้วางใจในตัว Altman โดยเฉพาะ แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านี้ไม่ได้มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ OpenAI บังคับให้พนักงานลงนามในข้อตกลงการเลิกจ้างพร้อมกับห้ามแพร่งพรายข้อมูลภายในเป็นเด็ดอันขาด มิฉะนั้นพนักงานคนนั้นอาจจะสูญเสียผลประโยชน์ที่ได้รับจากบริษัทหลายล้านดอลลาร์เลยทีเดียว

แม้ในพื้นที่สาธารณะ จะมีการเล่นละครที่แสดงให้เห็นถึงมิตรภาพระหว่าง Sutskever กับ Altman ซึ่ง เมื่อ Sutskever ได้ลาออกไป Altman ได้โพสต์บน X ว่า “Sutskever กำลังมุ่งไปที่โครงการส่วนตัวที่มีความหมายกับตัวผมมาก” และยังโพสต์ต่ออีกว่า “นี่เป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับผมมาก Ilya Sutskever คือ ….เพื่อนรัก”

ซึ่งดูจากการโพสต์และท่าทีของ Sutskever ก็รู้ว่ามันเป็นการเล่นละครของ Altman เพียงเท่านั้น เพราะไม่มีใครเห็น Sutskever ที่สำนักงาน OpenAI เป็นเวลาประมาณหกเดือนแล้วนับตั้งแต่ความพยายามในการรัฐประหารของเขา

Sam Altman กับคำถามเรื่องจริยธรรม

ความวัวไม่ทันหายความควายก็เข้ามาแทรกทันที เพราะเหตุการณ์สุดเหลือเชื่อจากการกระทำของ CEO บริษัทระดับท็อปอย่าง OpenAI ก็เกิดขึ้น

เมื่อ Sam Altman ที่ต้องการจ้างนักแสดงชื่อดังอย่าง Scarlett Johansson เมื่อปีที่แล้วให้พากย์เสียงให้กับโมเดล GPT-4o ซึ่งทางนักแสดงได้ปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าวไปด้วยเหตุผลส่วนตัว

แต่เมื่อ GPT-4o เปิดเผยให้โลกได้ยลโฉม Johansson ก็ตกใจและรู้สึกโกรธมาก ๆ เมื่อโมเดล AI มีเสียงคล้ายกับเธอมาก และเธอเองก็ได้ว่าจ้างทนายและได้เขียนจดหมายสองฉบับถึง Altman เพื่อขอให้ OpenAI ให้รายละเอียดว่าทำการสร้างเสียงของ Sky (AI) ได้อย่างไร

 Scarlett Johansson ที่รู้สึกโกรธเป็นอย่างมาก (CR:Wikimedia common)
Scarlett Johansson ที่รู้สึกโกรธเป็นอย่างมาก (CR:Wikimedia common)

และที่น่าอับอายที่สุดของเป็นโพสต์ใน X ของ Altman เองที่ได้โพสต์คำว่า “Her” ซึ่งอ้างอิงภาพยนตร์ชื่อเดียวกับที่ Johansson พากเสียงให้กับผู้ช่วย AI ที่สร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับมนุษย์ในเรื่อง

เอาจริง ๆ เรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่ไม่น่าให้อภัยที่คนระดับ CEO กระทำการที่หลุดได้ขนาดนี้ ทำให้หลาย ๆ สื่อตั้งคำถามถึงเรื่องจริยธรรมที่เริ่มไม่ไว้วางใจในตัว Altman ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลหลุดที่ออกมาเกี่ยวกับ Sutskever

แม้ OpenAI จะพยายามแถว่า Sky ไม่ใช่เสียงเลียนแบบของ Johansson เพราะจริง ๆ แล้วมันเป็นของนักแสดงมืออาชีพคนอื่นที่บริษัทไม่ได้เอ่ยนาม เพราะต้องการปกป้องความเป็นส่วนตัวของเขา แต่ใครจะไปเชื่อเรื่องราวเหล่านี้ โดยเฉพาะกับการกระทำของ Altman ที่ต้องการให้ทุกคนเข้าใจว่าเป็นเสียงของ Johansson

บทสรุป

มีคำถามมากมายเกี่ยวกับอนาคตของ OpenAI ซึ่งการที่สุดยอดพนักงานหัวกะทิระดับ Sutskever ยังต้องจากลา รวมถึงพนักงานระดับเทพอีกหลายคนที่ทยอยออกไปก่อนหน้านี้

รวมถึง OpenAI ยังเผชิญกับการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากบริษัทเทคโนโลยีรายอื่น ๆ เช่น Google ซึ่งกำลังลงทุนอย่างหนักในการวิจัยและพัฒนา AI มีการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่รวม Google Brain เข้ากับ Deepmind และมีโอกาสูงที่จะกลับมาแซงหน้า OpenAI ได้

ในเชิงโครงสร้างองค์กรของ OpenAI สถานการณ์ในตอนนี้เรียกได้ว่า Altman เข้ามากุมอำนาจแบบเบ็ดเสร็จได้เป็นที่เรียบร้อย หลักจากได้ทยอยบีบคนที่เห็นต่างออกไปทีละคนจนแทบจะหมดสิ้นไปแล้ว

มันมีบทความหนึ่งจากสื่อชื่อดังอย่าง The Economist ที่วิเคราะห์ตัวของ Altman ว่าชายคนนี้เป็นยอดอัจฉริยะตัวจริง หรือเป็นเพียงแค่นักฉวยโอกาส เพราะเส้นทางชีวิตของเขาตั้งแต่ที่ y Combinator นั้นก็ถูกตั้งคำถามมาโดยตลอด

ที่ Y Combinator เขาเป็นผู้นำตั้งแต่ปี 2014 และก็โดนไล่ออกในปี 2019 เนื่องจากพยายามที่จะ scale บริษัทอย่างรวดเร็วจนเกินไป ที่ OpenAI เขาก็ทะเลาะกับผู้คนไปทั่วแม้กระทั่ง Elon Musk และรายล่าสุดอย่าง Sutskever

หากมีสิ่งที่ที่ชัดเจนมาก ๆ ในตัวของ Altman นั่นก็คือความทะเยอทะยาน แม้มันจะเป็นสิ่งปรกติในแวดวง Silicon Valley แต่เป้าหมายของเขาในครั้งมันดูใหญ่ยิ่ง เพราะมันคือเทคโนโลยีที่จะกุมอำนาจทุกอย่างและไม่มีอำนาจไหนที่จะเหนือไปกว่าอำนาจในการควบคุมเทคโนโลยี AI นี้อีกแล้ว

Paul Graham ผู้ร่วมก่อตั้ง y Combinator เคยกล่าวคำที่น่าสนใจถึง Altman ที่ขณะนั้นอายุเพียง 20 ต้น ๆ ไว้ว่า “เขา (Altman) สามารถโดดร่มเข้าไปในเกาะที่เต็มไปด้วยมนุษย์กินคน และเมื่อเวลาผ่านไปห้าปี เขา (Altman) จะได้เป็นกษัตริย์ในเกาะที่เต็มไปด้วยมนุษย์กินคนแห่งนี้”

คงเป็นคำที่ฉายภาพชายคนนี้ได้ชัดเจนที่สุดเลยทีเดียว …

References :
https://www.vox.com/future-perfect/2024/5/17/24158403/openai-resignations-ai-safety-ilya-sutskever-jan-leike-artificial-intelligence
https://fortune.com/2024/05/14/openai-chief-scientist-ilya-sutskever-is-leaving-sam-altman/
https://www.forbes.com/sites/antoniopequenoiv/2024/05/21/sam-altman-apologizes-to-scarlett-johansson-over-openai-chatbot-voice-she-called-eerily-similar-to-hers/?sh=349815d02c86
https://www.economist.com/business/2023/11/22/the-many-contradictions-of-sam-altman