Pegasus Spyware คืออะไรและมันเข้ามาแฮ็คโทรศัพท์ของคุณได้อย่างไร

ต้องบอกว่ากลายเป็นข่าวร้อนในบ้านเรากับการที่บริษัท Apple ได้ส่งการแจ้งเตือนภัยคุกคามที่จะตกเป็นเหยื่อของแฮกเกอร์ในประเทศไทย เอลซัลวาดอร์ และยูกันดา เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ทาง Apple ได้ยื่นฟ้องบริษัทสัญชาติอิสราเอลอย่าง NSO Group

นักเคลื่อนไหวและนักวิจัยชาวไทยอย่างน้อย 6 คนที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลได้รับการแจ้งเตือน ซึ่งรวมถึงอาจารย์ประจักษ์ คงกีรติ อาจารย์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิจัย สริณี อาชวานันทกุล และนักเคลื่อนไหวชาวไทย ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ของกลุ่ม iLaw Citizen Lab ซึ่งติดตามการแฮ็กและการเฝ้าระวังที่ผิดกฎหมาย ระบุในปี 2018 ว่าเป็นผู้ดำเนินการสปายแวร์ Pegasus ที่ทำงานอยู่ในประเทศไทย

ซึ่งต้องบอกว่า Pegasus มันคือชื่อของ Spyware ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมา เมื่อมันเข้าสู่โทรศัพท์ของคุณโดยที่คุณไม่รู้ตัว มันสามารถเปลี่ยนเป็นอุปกรณ์เฝ้าระวัง 24 ชั่วโมงได้ทันที 

มันสามารถคัดลอกข้อความที่คุณส่งหรือรับ เก็บเกี่ยวภาพถ่ายของคุณ และบันทึกการโทรของคุณ มันอาจแอบถ่ายคุณผ่านกล้องของโทรศัพท์ หรือเปิดใช้งานไมโครโฟนเพื่อบันทึกการสนทนาของคุณ มันสามารถระบุได้ว่าคุณอยู่ที่ไหน ไปที่ไหนมา และใครที่คุณพบ

Pegasus เป็นซอฟต์แวร์สำหรับแฮ็ก หรือ Spyware ที่พัฒนา ทำการตลาด และให้สิทธิ์อนุญาตแก่รัฐบาลทั่วโลกโดย NSO Group บริษัทสัญชาติอิสราเอล มีความสามารถในการแพร่ระบาดไปในโทรศัพท์หลายพันล้านเครื่องที่ใช้ระบบปฏิบัติการ iOS หรือ Android

Pegasus เวอร์ชันแรกสุดที่ค้นพบโดยนักวิจัยในปี 2016 โทรศัพท์จะถูกสิ่งที่เรียกว่า spear-phishing ซึ่งเป็นข้อความหรืออีเมลที่หลอกล่อให้เป้าหมายคลิกลิงก์ที่เป็นอันตราย

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่นั้นมา ความสามารถในการโจมตีของ NSO ก็ก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ  Pegasus สามารถทำได้ผ่านการโจมตีที่เรียกว่า “zero-click” ซึ่งไม่ต้องการการโต้ตอบใด ๆ จากเจ้าของโทรศัพท์เพื่อบรรลุเป้าหมายในการโจมตี 

ซึ่งพวกมันมักจะใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ “zero-day” ซึ่งเป็นข้อบกพร่องในระบบปฏิบัติการที่ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือยังไม่ทราบและไม่สามารถแก้ไขได้

ในปี 2019 WhatsApp เปิดเผยว่าซอฟต์แวร์ของ NSO ถูกใช้เพื่อส่งมัลแวร์ไปยังโทรศัพท์มากกว่า 1,400 เครื่องโดยใช้ช่องโหว่ “zero-day”  เพียงแค่โทร WhatsApp ไปยังอุปกรณ์เป้าหมาย โค้ด Pegasus ที่เป็นอันตรายก็สามารถติดตั้งบนโทรศัพท์ได้ แม้ว่าเป้าหมายจะไม่รับสายก็ตาม 

ซึ่งไม่นานมานี้ NSO ได้เริ่มใช้ช่องโหว่ในซอฟต์แวร์ iMessage ของ Apple ทำให้สามารถเข้าถึง iPhone หลายร้อยล้านเครื่องทางลับๆ Apple กล่าวว่ากำลังอัปเดตซอฟต์แวร์อย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันการโจมตีดังกล่าว

ความเข้าใจทางเทคนิคของ Pegasus และวิธีค้นหา breadcrumbs ที่เป็นหลักฐานในโทรศัพท์หลังจากติดไวรัสสำเร็จ ได้รับการปรับปรุงโดยการวิจัยที่ดำเนินการโดย Claudio Guarnieri ผู้บริหาร Security Lab ของ Amnesty International ในเบอร์ลิน

Claudio Guarnieri ผู้บริหาร Security Lab ของ Amnesty International ที่ออกมาอธิบายในเรื่องนี้ (CR:news.hitb.org)
Claudio Guarnieri ผู้บริหาร Security Lab ของ Amnesty International ที่ออกมาอธิบายในเรื่องนี้ (CR:news.hitb.org)

Guarnieri อธิบายว่าลูกค้าของ NSO ได้ทิ้งข้อความ SMS ที่น่าสงสัยสำหรับการโจมตีแบบ Zero-click ที่ละเอียดอ่อนมากขึ้น “สิ่งต่างๆ ซับซ้อนขึ้นมากสำหรับเป้าหมายที่จะสังเกตเห็นได้”

สำหรับบริษัทเช่น NSO การใช้ประโยชน์จากซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งบนอุปกรณ์โดยค่าเริ่มต้น เช่น iMessage หรือใช้กันอย่างแพร่หลาย เช่น WhatsApp เนื่องจากสามารถเพิ่มจำนวนโทรศัพท์มือถือที่ Pegasus สามารถโจมตีได้สำเร็จเป็นจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว

ในฐานะพันธมิตรด้านเทคนิคของโครงการ Pegasus ซึ่งเป็นกลุ่มองค์กรสื่อระดับนานาชาติรวมถึง Guardian ห้องปฏิบัติการของ Amnesty ได้ค้นพบร่องรอยของการโจมตีที่ประสบความสำเร็จโดยลูกค้า Pegasus บน iPhone ที่ใช้ iOS เวอร์ชันล่าสุดของ Apple การโจมตีเกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ในเดือนกรกฎาคม 2021

การวิเคราะห์ทางเทคนิคของโทรศัพท์ของเหยื่อยังระบุหลักฐานที่บ่งชี้ว่าการค้นหาจุดอ่อนของ NSO อย่างต่อเนื่องอาจขยายไปสู่แอปทั่วไปอื่นๆ ในบางกรณีที่ Guarnieri และทีมวิเคราะห์ การรับส่งข้อมูลบนเครือข่ายเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับแอพ Photos และ Music ของ Apple สามารถเห็นได้ในช่วงเวลาของการโจมตี ซึ่งบ่งชี้ว่า NSO อาจเริ่มใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ใหม่ๆ เหล่านี้

ในกรณีที่การโจมตีแบบ spear-phishing หรือ zero-click ล้มเหลว Pegasus สามารถติดตั้งบนตัวรับส่งสัญญาณไร้สายที่อยู่ใกล้เป้าหมาย ซึ่ง NSO จะติดตั้งด้วยตนเองหากพวกเขาสามารถขโมยโทรศัพท์ของเป้าหมายได้

เมื่อติดตั้งบนโทรศัพท์แล้ว Pegasus สามารถเก็บเกี่ยวข้อมูลหรือแยกไฟล์ได้ ทั้งข้อความ SMS, สมุดที่อยู่, ประวัติการโทร, ปฏิทิน, อีเมลและประวัติการท่องอินเทอร์เน็ตทั้งหมดสามารถถูกนำมาใช้ประโยชน์ได้

“เมื่อ iPhone ถูกบุกรุก มันจะทำให้ผู้โจมตีได้รับสิทธิ์ที่เรียกว่ารูทหรือสิทธิ์ระดับผู้ดูแลระบบบนอุปกรณ์” Guarnieri กล่าว “ Pegasus สามารถทำได้มากกว่าสิ่งที่เจ้าของอุปกรณ์ตัวจริงสามารถทำได้เสียอีก”

ทนายความของ NSO อ้างว่ารายงานทางเทคนิคของ Amnesty International เป็นการคาดเดา โดยอธิบายว่าเป็น “การรวบรวมสมมติฐานแบบไม่มีมูล” อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่ได้โต้แย้งข้อค้นพบหรือข้อสรุปเฉพาะใดๆ ออกมา

NSO ได้ทุ่มเทความพยายามอย่างมากในการทำให้ซอฟต์แวร์ตรวจจับได้ยาก และขณะนี้การติดไวรัส Pegasus นั้นทำให้ระบุได้ยาก นักวิจัยด้านความปลอดภัยสงสัยว่า Pegasus เวอร์ชันล่าสุดจะอยู่ในหน่วยความจำชั่วคราวของโทรศัพท์เท่านั้น แทนที่จะเป็นฮาร์ดไดรฟ์ ซึ่งหมายความว่าเมื่อปิดเครื่องแล้ว ร่องรอยของซอฟต์แวร์ทั้งหมดจะหายไป

หนึ่งในความท้าทายที่สำคัญที่สุดที่ Pegasus นำเสนอต่อนักข่าวและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนคือความจริงที่ว่าซอฟต์แวร์ใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ที่ยังไม่ได้ค้นพบ ซึ่งหมายความว่าแม้แต่ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือที่ใส่ใจเรื่องความปลอดภัยมากที่สุดก็ไม่สามารถป้องกันการโจมตีได้

“นี่เป็นคำถามที่ถามผมเกือบทุกครั้งที่เราทำการตรวจสอบเรื่องการโจมตีกับใครสักคน: ‘ผมจะทำอย่างไรเพื่อหยุดสิ่งนี้ไม่ให้เกิดขึ้นอีก’” Guarnieri กล่าว “คำตอบที่แท้จริงคือไม่มีทางเป็นไปได้”

บทสรุป

ต้องบอกว่า Pegasus เป็นตัวอย่างล่าสุดที่แสดงให้เห็นว่าเราทุกคนมีความเสี่ยงต่อการสอดรู้สอดเห็นข้อมูลทางดิจิทัลของเราได้อย่างไร โทรศัพท์ของเราจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลส่วนใหญ่ของเรา ทั้งรูปภาพ ข้อความ และอีเมล  Spyware สามารถเปิดเผยสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของเราได้โดยตรง โดยผ่านการเข้ารหัสที่ปกป้องข้อมูลที่ส่งผ่านอินเทอร์เน็ตของเรา

เรื่องนี้น่าสนใจนะครับ เพราะตอนนี้เราทำธุรกรรมต่าง ๆ มากมายบนโลกออนไลน์ ผ่านทั้งมือถือ หรือ อุปกรณ์ส่วนตัวต่าง ๆ ที่เข้าสู่ อินเทอร์เน็ตได้ รวมถึงธุรกรรมในการลงทุนต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น การเทรด cryptocurrency ที่ตอนนี้สามารถทำได้ง่ายเพียงแค่ปลายนิ้ว

เราจะเห็นข่าวมากมายที่เกิดขึ้น ว่าหลาย ๆ คนโดนโจมตี สามารถขโมยเงินดิจิทัลออกไปจากกระเป๋าส่วนตัวของเราได้แบบเหลือเชื่อมาก ๆ ซึ่งหลายคนก็ทำทุกวิถีทางตามที่มีการแนะนำให้ทำแทบจะหมดแล้วก็ตาม ก็ยังโดนขโมยออกไปได้

นี่เป็นตัวอย่างของภัย Cyber ที่ถูกเปิดเผยออกมา แต่อย่าลืมว่า ยังมีภัยเงียบอีกมากมายที่พวกเขาไม่ได้ถูกเปิดเผยตัวตนออกมา และแม้กระทั่งบริษัทมูลค่าระดับล้านล้าน อย่าง Apple ก็ยังไม่การันตีในความปลอดภัยได้เลย เพราะแน่นอนว่า ช่องโหว่ หรือ Bug นั้นเป็นของคู่กันอยู่แล้วกับการพัฒนานวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ ซึ่งยิ่งการทำให้อะไร ๆ มันใช้ง่ายมากขึ้นเท่าไหร่ ความเสี่ยงมันก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้นนั่นเองครับผม

References : https://theconversation.com/what-is-pegasus-a-cybersecurity-expert-explains-how-the-spyware-invades-phones-and-what-it-does-when-it-gets-in-165382
https://www.cnet.com/tech/mobile/apple-sues-pegasus-spyware-developer-what-you-need-to-know/
https://www.theguardian.com/news/2021/jul/18/what-is-pegasus-spyware-and-how-does-it-hack-phones
https://techcrunch.com/2021/11/24/apple-nso-hacking-notify/

Hologram ทะลุมิติ เมื่อนักวิทยาศาสตร์คิดค้นกล้องที่มองผ่านอุปสรรคได้ทุกอย่างได้ที่ขวางกั้น

วิศวกรของ Northwestern University ได้คิดค้นกล้องความละเอียดสูงตัวใหม่ที่สามารถมองเห็นวัตถุทึบแสง เช่น หมอก ผิวหนัง หรือแม้กระทั่งกระดูกของมนุษย์ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ดูเหมือนหลุดมาจากนิยายวิทยาศาสตร์  

กล้องอาศัยระบบจับแสงที่เรียกว่า“ความยาวคลื่นภาพสามมิติสังเคราะห์” ซึ่งมันทำงานโดยกระจายแสงเลเซอร์ไปยังวัตถุที่ซ่อนอยู่ จากนั้นสะท้อนกลับไปที่กล้อง โดยที่ AI จะสร้างสัญญาณขึ้นใหม่เพื่อแสดงวัตถุที่ซ่อนอยู่ 

โดยวิธีการถ่ายภาพสามมิติช่วยให้นักวิทยาศาสตร์มองเห็นวัตถุที่เคลื่อนไหวเร็ว เช่น รถที่ขับเข้าโค้ง หรือแม้แต่หัวใจที่เต้นผ่านหน้าอกของมนุษย์จึงสามารถนำมาใช้ในระบบนำทางสำหรับการเตือนล่วงหน้าสำหรับรถยนต์หรือสำหรับการถ่ายภาพทางการแพทย์ได้

Florian Willomitzer ผู้ช่วยศาสตราจารย์ที่ McCormick School of Engineering และผู้นำวิจัยกล่าวว่า “เทคโนโลยีของเราจะนำเสนอคลื่นลูกใหม่แห่งความสามารถในการสร้างภาพ” เขาเสริมว่าวิธีการของกล้อง “สามารถนำไปใช้กับคลื่นวิทยุสำหรับการสำรวจอวกาศหรือการถ่ายภาพใต้น้ำได้”

เปลี่ยน ‘ผนังเป็นกระจก’ 

เนื่องจากแสงเดินทางเป็นเส้นตรงเท่านั้น จึงต้องมีสิ่งกีดขวาง (เช่น ผนัง ไม้พุ่ม หรือรถยนต์) เพื่อให้อุปกรณ์ใหม่มองเห็นได้รอบมุม แสงถูกปล่อยออกมาจากชุดเซ็นเซอร์ (ซึ่งสามารถติดตั้งไว้บนรถได้) ไปยังสิ่งกีดขวาง จากนั้นกระทบกับวัตถุรอบมุม  โดยแสงจะสะท้อนกลับไปที่สิ่งกีดขวางและกลับเข้าไปในตัวตรวจจับของชุดเซ็นเซอร์ในท้ายที่สุด

Willomitzer กล่าวว่า “เหมือนกับว่าเราสามารถวางกล้องคอมพิวเตอร์เสมือนไว้บนพื้นผิวที่ห่างไกลทุกแห่งเพื่อมองโลกจากมุมมองของพื้นผิว”

สำหรับผู้ที่ขับรถบนถนนที่คดเคี้ยวผ่านภูเขาหรือคดเคี้ยวผ่านป่าในชนบท วิธีนี้สามารถป้องกันอุบัติเหตุได้โดยการเปิดเผยให้เห็นรถคันอื่นหรือกวางที่อยู่บริเวณทางโค้งที่พ้นสายตาในการขับขี่ปรกติ”

เทคนิคนี้เหมือนกับว่าเราสามารถเปลี่ยนผนังเป็นกระจก” Willomitzer กล่าว “เทคนิคนี้สามารถทำงานได้ในเวลากลางคืนและในสภาพอากาศที่มีหมอกหนา”

แม้ว่าเทคโนโลยีนี้จะเป็นเครื่องต้นแบบ แต่ Willomitzer เชื่อว่าในที่สุดจะถูกนำมาใช้เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่หลีกเลี่ยงอุบัติเหตุได้ “ยังอีกยาวไกลกว่าที่เราจะได้เห็นภาพจำลองเหล่านี้สร้างขึ้นในรถยนต์หรือได้รับการอนุมัติสำหรับการใช้งานทางการแพทย์” เขากล่าว “อาจจะ 10 ปีหรือมากกว่านั้น แต่ในที่สุดมันก็จะมาถึง”

References : https://scitechdaily.com/new-holographic-camera-sees-the-unseen-around-corners-through-fog-and-human-tissue/
https://www.mccormick.northwestern.edu/news/articles/2021/11/new-holographic-camera-sees-the-unseen-with-high-precision/
https://www.nature.com/articles/s41467-021-26776-w

Geek Story EP130 : ประวัติ Delivery Hero แอปส่งอาหารนัก Take Over จากเยอรมนี

ต้องบอกว่าเป็นการเดินทางที่น่าสนใจมาก ๆ ของ Delivery Hero Holding ที่ตอนนี้ได้แพร่กระจายกิจการของพวกเขาไปทั่วโลกผ่านกลยุทธ์การเข้า take over ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ app ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในไทยอย่าง Food Panda

Delivery Hero Holding ก่อตั้งขึ้นในกรุงเบอร์ลินโดย Niklas Östberg, Kolja Hebenstreit, Markus Fuhrmann และ Lukasz Gadowski ในเดือนพฤษภาคม 2011โดยมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ในการผลักดันให้แพล็ตฟอร์มของพวกเขากลายเป็นแพล็ตฟอร์มสั่งอาหารออนไลน์ทั่วโลก

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://bit.ly/32m8jjt

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://apple.co/30SCKNz

🎧 ฟังผ่าน Google Podcast : 
https://bit.ly/3DVRdXy

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://spoti.fi/3FNWEIU

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/wBDhzDzJB0g

Era of big government เมื่อโลกกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ในการมีรัฐบาลที่มีขนาดใหญ่ขึ้น

เป็นอีกหนึ่งบทความที่น่าสนใจจาก The Economist ที่กล่าวถึงเรื่องของยุคใหม่ของรัฐบาลที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก เนื่องจากปัญหาการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ทำให้องค์กรต่าง ๆ ของรัฐมีขนาดใหญ่ขึ้นเพราะต้องใช้ทุกวิถีทางในการพยุงประเทศของตัวเองให้ผ่านพ้นวิกฤติไปได้

การรับมือกับโรคระบาดครั้งนี้ เป็นบาดแผลใหญ่ให้กับหลาย ๆ รัฐบาลทั่วโลก ผู้นำหลายคนต้องจากลาเพราะไม่สามารถแก้ปัญหาวิกฤตินี้ได้ และมีผู้นำอีกหลายท่านที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพโดยเฉพาะเมื่อประเทศเกิดวิกฤติที่ไม่มีใครเคยคาดคิดมาก่อนอย่างการระบาดของ COVID-19

รัฐบาลทั่วโลกต้องจ่ายเงินไปกว่า 17 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อรับมือกับโรคระบาดนี้ ซึ่งนั่นรวมถึงเรื่องการกู้เงินและการที่รัฐบาลต้องค้ำประกัน ซึ่งเป็นตัวเลขรวมที่สูงถึง 16% ของ GDP ของทุกประเทศในโลก

การใช้จ่ายของรัฐบาลทั่วโลกจะมากขึ้นตามสัดส่วนของ GDP อเมริกาเตรียมทุ่ม 1.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อขยายรัฐสวัสดิการ ยุโรปกำลังออกกองทุนเพื่อนการลงทุนมูลค่า 750 พันล้านยูโร และ ญี่ปุ่นกำลังให้คำมั่นว่าจะสร้างรูปแบบของทุนนิยมใหม่ ที่ขับเคลื่อนโดยรัฐบาลมากยิ่งขึ้น

ภาพสะท้อนดังกล่าวเราก็สามารถมองเห็นได้ในรัฐบาลไทยเช่นเดียวกัน ที่มีการอัดเม็ดเงินจำนวนมหาศาลผ่านโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ ทั้ง เที่ยวด้วยกัน คนละครึ่ง ชิมช็อปใช้ ฯลฯ ซึ่งแน่นอนว่าต้องผ่านการกู้เงินจำนวนมหาศาลเช่นเดียวกันเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ก้าวไปได้ในช่วงวิกฤติ COVID-19

ในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า รัฐบาลหลายๆ ประเทศต้องพบกับความท้าทายครั้งสำคัญ ทั้งเรื่องภาวะโลกร้อน ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ ปัญหาสังคมสูงวัยที่ต้องมีค่าใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

ภัยคุกคามระยะยาวของรัฐที่มีขนาดใหญ่ขึ้นก็คือ ระบบราชการ การทุจริตคอร์รัปชั่น การกำจัดเสรีภาพส่วนบุคคล ซึ่งยิ่งรัฐมีขนาดใหญ่ขึ้นปัญหาเหล่านี้ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น แต่ภัยคุกคามเหล่านี้ก็มาพร้อมโอกาสอีกมากมาายที่จะทำให้รัฐบาลสามารถเติบโตได้

แน่นอนว่าในยุค Digital Disruption ผ่านเทคโนโลยีใหม่ ๆ มากมาย รัฐที่จะมีขนาดใหญ่ขึ้น แต่ก็ต้องขับเคลื่อนด้วยความว่องไวมากขึ้น

ส่วนตัวผมมองว่าเรื่อง Digital ของประเทศเราก็เดินหน้ามาได้ไกลพอสมควรแล้ว COVID-19 ยิ่งทำให้เรากลายเป็นสังคม Cashless แบบภาคบังคับได้รวดเร็วยิ่งขึ้น กลายเป็นความเคยชินไปแล้วตอนนี้ หลายคนแทบจะเลิกพกเงินสด

ซึ่งแน่นอนว่าการผลักดันให้ประชาชนเข้าถึงระบบ Digital มากยิ่งขึ้น ตัวอย่างในไทยอย่างแอป เป๋าตังค์ นั้นก็ทำให้รัฐบาลสามารถอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ประชาชนโดยตรงผ่านโครงการต่าง ๆ ของรัฐได้ง่ายยิ่งขึ้น

แนวโน้มที่ชัดเจนของรัฐสมัยใหม่ก็คือ ต้องขับเคลื่อนหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐโดยใช้รูปแบบ Digital มากยิ่งขึ้น การใช้เอกสารต่าง ๆ มากมายที่เป็นอุปสรรคเรื่องความคล่องตัวนั้นควรจะกำจัดให้มากที่สุด เหมือนตัวอย่างที่ประเทศเอสโตเนียทำได้สำเร็จ

หน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐต้องมีความคล่องตัวขึ้น มีตัวอย่างน่าสนใจของความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของรัฐบาลอเมริกาในช่วงการระบาดใหญ่ครั้งนี้ก็มาจากการขับเคลื่อนภายในหน่วยงานเล็ก ๆ เช่น Operation Warp Speed ซึ่งช่วยทำให้เกิดการพัฒนาวัคซีนของอเมริกา และช่วยโลกเราให้รอดพ้นจากวิกฤติครั้งนี้ได้นั่นเองครับผม

Refererences : https://econ.st/3CMcQrV
https://www.slideshare.net/PhilosophicalInvestigations/the-era-of-big-government

Bitcoin City เมื่อเอลซัลวาดอร์วางแผนที่จะสร้างเมืองทั้งเมืองโดยใช้ Bitcoin

รัฐบาลของเอลซัลวาดอร์กำลังทุ่มหมดหน้าตักให้กับ Bitcoin มากขึ้นไปอีก เมื่อมีรายงานว่าประธานาธิบดี Nayib Bukele ได้เปิดเผยแผนการที่จะสร้าง “Bitcoin City” ใกล้ภูเขาไฟตามแนวอ่าว Fonseca ระหว่างเมือง La Unión และ Conchagua ที่เป็นเมืองใหญ่ของประเทศ

โดยจะมีโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพเป็นของตัวเองเพื่อช่วยสนับสนุนการขุด crypto โดยเมืองใหม่แห่งนี้จะไม่มีการเก็บภาษีจาก รายได้ เงินเดือน หรือภาษีทรัพย์สิน จะมีเพียงแค่ภาษีมูลค่าเพิ่มเพียงเท่านั้น

เมืองจะมีรูปร่างเหมือนเหรียญ ซึ่ง Bukele ได้วางแผนที่จะสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกเต็มรูปแบบและช่วยสร้างงานให้กับผู้คนใน La Unión ที่สามารถเดินทางไปทำงานในการพัฒนาเมืองใหม่นี้ได้

Bukele ไม่ได้ให้ไทม์ไลน์ที่ชัดเจนนักสำหรับการสร้างเมืองแห่งนี้ ในขณะเดียวกันเขาได้เปิดตัว “พันธบัตร Bitcoin” มูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยครึ่งหนึ่งจะใช้สำหรับการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการขุด ส่วนที่เหลือใช้เพื่อซื้อสกุลเงินดิจิทัลมากขึ้น 

Samson Mow หัวหน้ากลยุทธ์สำหรับผู้พัฒนาพันธบัตร Blockstream กล่าวว่าเอลซัลวาดอร์จะเริ่มขายการถือครอง crypto หลังจากห้าปีและจ่ายเงินปันผลพิเศษให้กับผู้ถือพันธบัตร ด้วยผลตอบแทนเริ่มต้นร้อยละ 6.5 ซึ่งอาจแสดงถึงโอกาศครั้งสำคัญสำคัญสำหรับประเทศหากทุกอย่างเป็นไปด้วยดี

ต้องบอกว่าการเดิมพันครั้งนี้ ถือเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่สำหรับประเทศที่มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศมากกว่า 24.6 พันล้านดอลลาร์ในปี 2020 และหวังจะได้รับประโยชน์จากสกุลเงินดิจิทัลอย่าง Bitcoin

ฝ่ายบริหารของ Bukele พึ่งพา Bitcoin เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการลงทุนเป็นจำนวนมาก แต่โดยรวมถือว่าสถานะทางการเงินของรัฐบาลยังคงอยู่ในเส้นทางขาขึ้น

แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนนักว่าผู้อยู่อาศัยและนักลงทุนจะแห่กันไปที่เมืองที่เน้น Bitcoin แห่งใหม่นี้หรือไม่ แม้ว่าจะมีแรงจูงใจด้านภาษีก็ตามที แต่ต้องบอกว่าเมืองแห่งนี้จะกลายเป็นอาณาเขตใหม่สำหรับการเดิมพันกับสกุลเงินดิจิทัลของประเทศเอลซัลวาดอร์

บทสรุป

ผมว่าเรื่องนี้ค่อนข้างน่าสนใจ กับประเทศอย่างเอลซัลวาดอร์ ซึ่งเมื่อก่อนหลายคนอาจจะแทบไม่รู้ว่าอยู่ในส่วนไหนของโลก แต่การเกาะกระแสไปกับสกุลเงินดิจิทัลอย่าง Bitcoin ทำให้พวกเขากลายเป็นข่าวไปทั่วโลก เป็นการ PR ประเทศฟรี ๆ ซึ่งตอนนี้ประเทศของพวกเขาคงเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกแล้ว

ถือเป็นการเดิมพันกับประเทศครั้งสำคัญ สร้างจุดเด่นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัล และทุ่มหมดหน้าตักให้กับเทคโนโลยีแห่งอนาคตนี้ ก็คือว่าน่าสนใจมาก ๆ

ซึ่งแน่นอนว่า ผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นอย่างไรเรายังไม่รู้ อาจจะพาประเทศติดดอย หรือ อาจจะพุ่ง To the Moon แต่ผมมองแนวคิดของ ประธานาธิบดี Nayib Bukele ที่ถือเป็นคนรุ่นใหม่ น่าจะเป็น Case Study ในการเลือกยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศที่น่าสนใจเลยทีเดียวครับผม

References : https://independentpress.cc/el-salvador-introduces-bitcoin-city-backed-by-bitcoin-bonds/2021/11/21/
https://www.engadget.com/el-salvador-bitcoin-city-190829261.html
https://www.powerengineeringint.com/news/renewables-rich-el-salvador-plans-bitcoin-city