Geek Story EP194 : กระเป๋านับพันล้าน ธุรกิจบริการกับการพุ่งทะยานของ Apple สู่ใจกลาง Wall Street

ในช่วงปลายปี 2018 Tim Cook ได้ลดคำสั่งซื้อชิ้นส่วนประกอบที่รวมอยู่ใน iPhone 3 รุ่นล่าสุด แม้ว่า iPhone X จะทำให้แฟรนไชส์ของ iPhone กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งก็ตามที

Cook และบริษัทมีความคาดหวังสูงสำหรับ iPhone รุ่น XR โดยเฉพาะในประเทศจีน ซึ่ง Cook ได้ทำการตลาดโทรศัพท์รุ่นดังกล่าวให้ผู้ติดตามนับล้านบน Weibo แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียชั้นนำของจีน แต่ก็ต้องบอกว่าสถานการณ์ ณ ขณะนั้น ภูมิทัศน์การแข่งขันของจีนกำลังเปลี่ยนไป Huawei ผู้ผลิตมือถือรายใหญ่ทำการตลาดด้วยโทรศัพท์หลายรุ่นที่มีคุณสมบัติที่ดีกว่าและราคาถูกกว่าของ Apple

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://tinyurl.com/bdewtxy5

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://tinyurl.com/2nt59snm

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://tinyurl.com/4zfme2ew

🎧 ฟังผ่าน Google Podcast : 
https://tinyurl.com/2ehfyd46

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/b1_UeCYl7lc

Good cop, Bad cop กับกลยุทธ์ในการดึงดูดเงินลงทุนในแบบฉบับ Jack Ma

ในเดือนตุลาคมปี 1999 กลุ่มทุนซึ่งนำโดยโกลด์แมน แซคส์ และประกอบไปด้วย Fidelity Investment Group , Invest AB ตลอดจนกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีของรัฐบาลสิงค์โปร์ ได้เข้าร่วมกันลงทุนในบริษัทอาลีบาบาด้วยเงินก้อนแรก เป็นจำนวนห้าล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งนี่ถือเป็นกองทุน Angle Fund ก้อนแรกในประวัติศาสตร์ของบริษัทอาลีบาบา

หลังจากได้รับเงินทุนก้อนแรกจากโกลด์แมน แซคส์ แล้วนั้น แจ็ค หม่า ผู้ร่วมก่อตั้งอาลีบาบาก็เริ่มวุ่นวายกับการหาที่ตั้งบริษัทใหม่จากออฟฟิสที่ใช้บ้านของเขาริมทะลาสาบเมืองหางโจว แจ็คต้องการขยายพื้นที่ให้มากขึ้นรวมถึงการเฟ้นหาพนักงานใหม่เพื่อมาขยายกิจการของอาลีบาบา

แต่มีการนัดสำคัญครั้งหนึ่งที่เพื่อนของเขาในปักกิ่งต้องการให้แจ็คมาพบบุคคลลึกลับจากญี่ปุ่นผู้ซึ่งต้องการที่จะพบปะกับแจ็ค หม่า

และในที่สุดตัวละครลับนั้นก็เผยโฉมออกมา เพราะเขาคนนั้นก็คือ มาซาโยชิ ซัน (Masayoshi son) ผู้โด่งดังจากญี่ปุ่นนั่นเอง สิ่งที่ทำให้ มาซาโยชิ ซัน ดังเป็นพลุแตกคือการเข้าไปลงทุนใน YAHOO กว่า 355 ล้านเหรียญ ซึ่งมีผลทำให้ ณ ขณะนั้น YAHOO กลายเป็นบริษัทอินเทอร์เน็ตที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกและเขายังทำให้เขากลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของญี่ปุ่นอีกด้วย

ตอนนั้นเป็นฤดูหนาวในปี 1999 มาซาโยชิ เดินทางมายังประเทศจีนเพื่อขยายอาณาจักรด้านอินเทอร์เน็ตของเขา ซึ่งการพบปะกับแจ็คนั้นเกิดขึ้นในอาคารพาณิชย์ทางตะวันออกของปักกิ่งตึกนี้มีชื่อเสียงโด่งดังว่าอาคารฟู่หัว

ตอนนั้นมาซาโยชิได้เดินทางมาพร้อมกับกลุ่มนักลงทุนหลายรายเพื่อมาดูกิจการที่น่าสนใจที่จะลงทุน และแจ็คเป็นหนึ่งผู้ที่จะต้องพรีเซนต์กิจการเพื่อดึงดูดนักลงทุนเหล่านี้

หลังจากฟังเรื่องราวจากหลากหลายกิจการอย่างน่าเบื่อ เพราะตัวของมาซาโยชินั้นฟังเรื่องราวของกิจการหน้าใหม่มามากมายทั่วโลกแล้ว ซึ่งยังไม่เห็นมีอะไรที่น่าสนใจจึงชี้ไปยังแจ็คให้ขึ้นไปพรีเซนต์บริษัทของเขาให้ฟัง

บริษัทอื่น ๆ นั้นใช้เวลาเป็นชั่วโมงเพื่อร่ายยาวคุณสมบัติของบริษัทเพื่อดึงเงินจากมาซาโยชิให้ได้ แต่แจ็คกลับใช้เวลาเพียงแค่ 6 นาทีเท่านั้น ก็สิ้นสุดการพรีเซนต์เพราะตอนนั้นแจ็คไม่ได้ต้องการเงินเลยเขาเพิ่งได้รับเงินลงทุนก้อนแรกจากโกลด์แมน แซคส์ ซึ่งยังพอเลี้ยงดูบริษัทไปได้อีกเป็นปี ๆ 

แต่นั่นมันทำให้มาซาโยชิสนใจเว็บไซต์อาลีบาบาของแจ็คเป็นพิเศษ โดยให้แจ็คทำการเปิดตัวเว็บไซต์ให้ดู ซึ่งตัวมาซาโยชิแทบจะไม่ได้ตรวจสอบอะไรอาลีบาบาเลยสักนิด มาซาโยชิได้ตัดสินใจอย่างรวดเร็วทันทีต้องการลงทุนในอาลีบาบา 49% แต่แจ็คซึ่งตอนนั้นไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินก็ยังไม่ได้ตกปากรับคำอะไรทั้งสิ้น แต่มาซาโยชิได้ทิ้งท้ายไว้โดยทำการเชื้อเชิญแจ็คมาที่โตเกียวเพราะเขาอยากคุยกับแจ็คแบบตัวต่อตัวที่โตเกียว

ในเดือนมกราคม ปี 2000 แจ็คได้หนีบโจเซฟ ไช่ขุนพลด้านการเงินคู่ใจเดินทางมาที่โตเกียวด้วย โดยเป้าหมายอยู่ที่สำนักงานใหญ่ของซอฟต์แบงก์ เพื่อมาเจรจาเรื่องการลงทุนกับมาซาโยชิ โดยทั้งคู่มีการหารือกันว่าจะจัดการกับมาซาโยชิอย่างไรซึ่งสรุปกันว่าคนหนึ่งจะรับบทพระเอกอีกคนเล่นบทผู้ร้าย และแน่นอนว่าพระเอกก็คือโจเซฟ ส่วนผู้ร้ายคือ แจ็คนั่นเอง

มันเป็นการเจรจาที่แจ็คเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างมาก ฝ่ายอาลีบาบานั้นมีเพียงแค่แจ็คกับโจเซฟ แต่ฝ่ายซอฟต์แบงค์มีทีมงานเรียงกันเป็นหน้ากระดาน โดยมีมาซาโยชิอยู่ตรงกลางเปรียบเทียบกันแล้วฝ่ายซอฟต์แบงค์มีทีมงานมากว่าหลายเท่า

แจ็คและโจเซฟ ไช่ ขุนพลคู่ใจบุกเยือนถ้ำเสือที่โตเกียว (CR:Yahoo Finance)
แจ็คและโจเซฟ ไช่ ขุนพลคู่ใจบุกเยือนถ้ำเสือที่โตเกียว (CR:Yahoo Finance)

แต่ต้องเข้าใจการบริหารสไตล์ญี่ปุ่น ในสายตาของลูกน้อง มาซาโยชินั้นเปรียบเสมือนองค์จักรพรรดิ หลังฟองสบู่แตกในปี 2000 นั้น การลงทุนทั่วโลกของซอฟต์แบงค์ลดลง 90% ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการตัดสินใจตามลำพังของมาซาโยชิ แทบจะทั้งสิ้น

เขาเป็นผู้ก่อตั้งซอฟต์แบงค์ เป็นประธานและ CEO ซึ่งมีอำนาจเต็มที่ในการจัดสรรเงินทุนของบริษัท ซึ่งต่อให้การลงทุนนั้นจะล้มเหลวยังไงก็ตาม ยังไงสิทธิ์ขาดเด็ดขาดก็อยู่ที่มาซาโยชิเพียงคนเดียวเท่านั้น

การเจรจาเป็นไปอย่างเคร่งเครียดแจ็คต้องการเงื่อนไขสามข้อถึงจะเจรจาต่อ โดยเงื่อนไขข้อแรกคืออาลีบาบาจะรับการลงทุนจากซอฟต์แบงค์รายเดียว ( ไม่มีการร่วมลงขันกันกับบริษัทอื่น) ส่วนข้อสองนั้นแจ็คกล่าวถึงเรื่องการถือหุ้น ซอฟต์แบงค์จะต้องไม่มุ่งแต่ผลประโยชน์ระยะสั้นและต้องถือลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ยึดถือรูปแบบการพัฒนาอาลีบาบาในระยะยาวเป็นหลัก  ส่วนข้อสุดท้ายต้องให้มาซาโยชิมานั่งเป็นกรรมการของบริษัท

ดูเหมือนสองข้อแรกจะไม่มีปัญหาอะไรกับมาซาโยชิ แต่ปัญหาใหญ่คือข้อสามที่ต้องไปนั่งเป็นกรรมการบริษัทนั้นดูท่าจะไม่เหมาะสม เพราะมาซาโยชิไม่เคยเป็นกรรมการของบริษัทที่ตัวเองลงทุนแม้เขาจะใส่เงินไปจำนวนมหาศาลให้กับหลาย ๆ บริษัท เขาต้องการคงบทบาทสำคัญคือผู้ลงทุนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

แต่แจ็คก็ยังยืนกรานที่จะให้มาซาโยชิมาเป็นกรรมการให้ได้ สุดท้ายจึงเจรจากันที่ตรงกลางโดย มาซาโยชิรับเป็นกรรมการแต่คงไม่ได้เข้าร่วมประชุมบ่อย ๆ เหมือนกรรมการคนอื่น ๆ เพราะเขาเป็นคนที่ยุ่งมาก โดยเสนอตัวเป็นที่ปรึกษาแต่ยังนั่งในตำแหน่งกรรมการของอาลีบาบาให้แจ็คได้ตามที่เขาต้องการ

สุดท้ายก็เป็นเรื่องเงินซึ่งเป็นหน้าที่ของโจเซฟ ที่จะทำการเจรจาต่อรอง การเสนอราคาในครั้งแรกจากมาซาโยชินั้นถูกปฏิเสธไปแบบไร้เยื่อใย มาซาโยชิพยายามยื่นข้อเสนออีก 2 ครั้งโดยนั่งเคาะตัวเลขในเครื่องคิดเลขแล้วยื่นไปให้โจเซฟตัดสินใจและก็เหมือนครั้งแรกมาซาโยชิถูกปฏิเสธถึงสามครั้ง ซึ่งเรืองแบบนี้เขาแทบไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิต

สุดท้ายด้วยความโมโหมาซาโยชิจึงเสนอราคาครั้งสุดท้ายด้วยการอัดเม็ดเงินลงทุน 30 ล้านเหรียญสหรัฐแลกกับหุ้นอาลีบาบา 30% ในที่สุดหลังจากหารือกันอย่างถี่ถ้วนแล้วนั้นแจ็คและโจเซฟก็ตอบตกลงในข้อเสนอดังกล่าว 

แจ็คและมาซาโยชิ ที่สุดท้ายสามารถตกลงดีลประวัติศาสตร์ได้ลงตัว (CR:Bloomberg)
แจ็คและมาซาโยชิ ที่สุดท้ายสามารถตกลงดีลประวัติศาสตร์ได้ลงตัว (CR:Bloomberg)

แต่แล้วสุดท้ายดีล 30 ล้านเหรียญของมาซาโยชิแลกกับหุ้น 30% นั้นมันก็เริ่มทำให้แจ็ครู้สึกลำบากใจ เพราะมันเป็นเงินจำนวนมากโขเลยทีเดียว และที่สำคัญเขายังไม่รู้ว่าจะเอาเงินไปทำอะไรด้วยซ้ำ แถมมันยังทำให้สิทธิการถือครองหุ้นของระดับผู้บริหารในอาลีบาบาหายไปเกือบหมด และมันยังทำให้โครงสร้างผู้ถือหุ้นเสียสมดุลและทำให้มาซาโยชิ กลายเป็นผู้ควบคุมหุ้นไปโดยปริยาย

ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนว่าถ้าให้มาซาโยชิถือหุ้นมากมายนั้น การดึงดูผู้ลงทุนใหม่เพื่อเพิ่มทุนในอนาคตอาจจะมีปัญหาขึ้นมาก็ได้ ซึ่งเป็นสภาพที่แจ็ครับไม่ได้และผู้ถือหุ้นอื่น ๆ เช่นโกลด์แมน แซคส์ ก็รับไม่ได้เช่นเดียวกัน แม้จะแจ็คจะถืออำนาจตัดสินใจอยู่ก็ตาม

วันรุ่งขึ้นหลังจากการเจรจาครั้งแรกแจ็คจึงไปหาผู้ช่วยของมาซาโยชิ แล้วเสนอเงื่อนไขใหม่โดยขอลดเงินลงทุนเหลือเพียง 20 ล้านเหรียญ ทำให้ผู้ช่วยของมาซาโยชิถึงกับงงงวยกับความคิดของแจ็คที่ต้องการเงินน้อยลง

แต่ผู้ช่วยของมาซาโยชิพยายามเจรจาให้รับเงื่อนไขเดิม เพราะมันจะเป็นเรื่องยุ่งยากวุ่นวายเปล่าๆ  กับนายของเขา ซึ่งสุดท้ายโจเซฟจึงให้แจ็คติดต่อไปหามาซาโยชิโดยตรงจะดีกว่าติดต่อผ่านอีเมล

ซึ่งสุดท้ายมาซาโยชิก็ยอมรับการตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลงเงินลงทุนของแจ็ค ซึ่งเขาก็มองเป็นผลดีเพราะจะคงสถานะความเป็นเจ้าของอาลีบาบาให้กับแจ็คได้มากที่สุดเพื่อให้แจ็คได้ทุ่มเทกับอาลีบาบาได้อย่างเต็มที่

หลังจากนั้นไม่นานอาลีบาบาก็ลงนามอย่างเป็นทางการกับซอฟต์แบงค์ โดยบริษัทซอฟต์แบงค์ออกทุน 20 ล้านเหรียญ เป็นเงินลงทุนครั้งที่สองของประวัติศาสตร์อาลีบาบา ซึ่งหลังจากนั้นแจ็คก็ได้ใช้เงินที่ได้มารวม 25 ล้านเหรียญในมือ เริ่มขยายกิจการอย่างบ้าคลั่งมีการตั้งบริษัทร่วมทุนที่ญี่ปุ่นและเกาหลี ตั้งศูนย์ R&D ที่สหรัฐอเมริกา ตั้งสำนักงานในยุโรป และการสร้างสำนักงานใหญ่ในฮ่องกง และผลักดันกิจการให้เติบโตอย่างยิ่งใหญ่อย่างที่เราได้เห็นกันในทุกวันนี้นั่นเองครับผม

References :
หนังสือ Alibaba : The House That Jack Ma Built by Duncan Clark
หนังสือ ชีวประวัติ แจ็ค หม่า มีชีวิตอยู่เพื่อสะท้านโลก
ผู้เขียน หลิวซื่ออิง
ผู้แปล ชาญ ธนประกอบ

“สิงห์ปาร์ค” เปิดตัว “Tea Infuse” ชาชงเย็น พร้อมดื่ม สานความสำเร็จชาน่าน ซิกเนเจอร์ เบลนด์

“สิงห์ปาร์ค เชียงราย” เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ชา ต่อยอดความสำเร็จชาน่าน ซิกเนเจอร์ เบลนด์ เปิดตัวสินค้าใหม่ “Tea Infuse” ชาชงเย็น ในรูปแบบซองซาเช่ สามารถใส่ขวดน้ำ เขย่าพร้อมดื่มได้ทันที โดยใช้ใบชาอัสสัมคัดพิเศษจากจังหวัดน่าน และใบชาคุณภาพจากไร่สิงห์ปาร์ค เชียงราย ผ่านนวัตกรรมการผลิต Cold Brew ด้วยการสกัดใบชาอย่างรวดเร็วในน้ำเย็น ทำให้มีรสชาติ ที่กลมกล่อม และคงกลิ่นหอมใบชาซึ่งเอกลักษณ์ไว้อย่างครบถ้วน

นายพงษ์รัตน์ เหลืองธำรงเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สิงห์ปาร์ค เชียงราย จำกัด เปิดเผยว่า จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อการเลือกเครื่องดื่มมากขึ้นและหนึ่งในเทรนด์ที่มาแรง คือ การบริโภคชา ส่งผลให้ตลาดมีการขยายตัว

สะท้อนการเติบโตตลาด ชาพร้อมดื่ม (Ready To Drink Tea) ทุกมิติ ทั้งปริมาณการบริโภค การเติบโตด้านมูลค่าในช่องทางจำหน่ายต่างๆ โดยตลาดชาพร้อมดื่ม เชิงมูลค่าเติบโตสูงสุด 18% เชิงปริมาณเติบโต 16.6% ด้านช่องทางจำหน่าย เช่น ผ่านร้านค้าทั่วไป เติบโต 16% อัตราการเติบโตของชายังถือว่าสูงมากที่สุด เมื่อเทียบกับภาพรวมของเครื่องดื่มทั้งหมด

ซึ่งสอดคล้องกับชาสิงห์ปาร์ค ที่ได้รับความนิยมทั้งการบริโภคทั้งในประเทศและการส่งออก ซึ่งเราให้ความสำคัญกับคุณภาพตั้งแต่การเพาะปลูก จนถึงกระบวนการผลิตที่มีมาตรฐาน จากไร่ชาในจังหวัดเชียงรายและจังหวัดน่านที่มีความเหมาะสมทั้งทางภูมิอากาศ และภูมิประเทศ

ทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพพัฒนาสู่ผลิตภัณฑ์ชาที่มีความหลากหลายตอบสนองความต้องการของตลาดจาก ความสำเร็จของชาน่านซิกเนเจอร์ เบลนด์ ที่เปิดตัวไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา และศูนย์ Tea Tuning Center ของเราได้พัฒนาสู่ “Tea Infuse” ชาชงเย็นแบบซอง ที่เพิ่มความสะดวกในการดื่มชาให้กับผู้ที่ชื่นชอบการดื่มชา ซึ่งใช้ใบชาอัสสัม และใบชาอู่หลงเกรดพรีเมี่ยมจากไร่ของเราทั้งที่น่านและเชียงราย ผ่านกรรมวิธีการสกัดเย็นหรือ Cold Brew Tea เพื่อให้ใบชาถูกสกัดได้อย่างรวดเร็วในน้ำเย็น ทำให้ได้รสชาติกลมกล่อม นุ่มละมุน

Tea Infuse ชาชงเย็น มี 3 รสชาติ ได้แก่ ชาอู่หลง (Oolong Tea) กลิ่นดอกคาโมมายล์ ดอกหอมหมื่นลี้ ผสมแอล-ธีอะนิน ชารสชาติกลมกล่อม ช่วยให้ผ่อนคลายพักสมองระหว่างวันหรือระหว่างทำงาน เหมาะกับทุกคนที่ต้องการผ่อนคลาย และสมองปลอดโปร่ง, ชาแดง (Red Tea) กลิ่นกุหลาบและกลิ่นสตรเบอร์รี่ ใบชาอัสสัมคาแร็กเตอร์พิเศษจากจังหวัดน่าน ผสมคอลลาเจนเติมเต็มความสดใสให้ทุกวัน และชาเขียวมัทฉะ (Green Tea) กลิ่นแอปเปิ้ลและกลิ่นเปปเปอร์ ผสมไฟเบอร์

คัดสรรใบชาคุณภาพดีจากโรงงานมารุเซ็น ผ่านการเพาะปลูกตามแบบฉบับของญี่ปุ่น เพิ่มความสดชื่นจากรสชาติความเปรี้ยวอมหวานของแอปเปิ้ลเขียว มีกลิ่นหอมจากเปปเปอร์มิ้นต์ และเพิ่มส่วนผสมของไฟเบอร์ เหมาะกับผู้บริโภคที่มีไลฟ์สไตล์ชอบออกกำลังกายหรือสนุกกับกิจกรรมนอกบ้านและต้องการความมีชีวิตชีวาในทุกวัน

Geek Daily EP230 : GPT-4o vs Project Astra เมื่อโลกเข้าสู่ยุค Multimodal AI แบบเรียลไทม์

มันดูร้อนรนแบบแปลก ๆ นะครับที่ทาง OpenAI พยายามที่จะตัดหน้า Google เพื่อเปิดตัว GPT-4o ซึ่งดูเหมือนว่าเป็นวิถีทางที่ Google ดำเนินมาตั้งแต่แรกนั่นก็คือ Multimodal AI

งาน Google IO 2024 ทางฝั่ง Google ก็ได้เปิดตัว Project Astra ซึ่งมันเห็นได้ชัดเจนว่าความสามารถมันแทบไม่ต่างจากสิ่งที่ GPT-4o ทำและบางอย่างด้วยฐานข้อมูลขนาดใหญ่กว่า Google ดูจะเหนือกว่าซะด้วยในบาง domain

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://tinyurl.com/mvrptu5r

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://tinyurl.com/y9yu3z34

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://tinyurl.com/5xw3mc6w

🎧 ฟังผ่าน Google Podcast : 
https://tinyurl.com/mr6bwpnx

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/JvqilGcPKfo

เส้นทางเทคโนโลยี Multitouch กับวิธีการผสมผสานแนวคิดใหม่ ๆ เพื่อปฏิวัติวิธีที่เราสื่อสารกับคอมพิวเตอร์

เมื่อ Apple ได้ทำการเปิดตัวอินเทอร์เฟซแบบ multitouch ที่มาพร้อมกับการเปิดตัว iPhone ในปี 2007 มันเหมือนโลกของการปฏิสัมพันธ์กับมือถือหรือคอมพิวเตอร์ได้เปลี่ยนประวัติศาสตร์ไปอย่างสิ้นเชิง

ต้องบอกว่าเทคโนโลยีดังกล่าวนั้นใช้เวลาถึงสามทศวรรษกว่าจะออกมาให้โลกได้ยลโฉมอย่างสมบูรณ์แบบพร้อมกับการเปิดตัว iPhone รุ่นแรกจาก Apple

การสาธิตที่ใช้เวลาราว ๆ 65 นาทีอันน่าตื่นเต้นที่ Steve Jobs เหมือนกับกำลังร่ายมนต์บนเวทีการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ของพวกเขา การบีบนิ้วเพื่อย่อ-ขยาย การเลื่อนไปมา รูปแบบของแป้นพิมพ์เสมือน มันดูสุดแสนจะ perfect

ตัดภาพมาที่ปัจจุบันต้องบอกว่าอินเทอร์เฟซแบบ multitouch นั้นกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนนับพันล้านทั่วโลก ใช้ในงานต่าง ๆ เช่น การเช็คอีเมล เล่มเกม แต่เพลง แต่ถ้าย้อนกลับไปจุดกำเนิดของมันต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่น่าทึ่ง เพราะมันเกิดมาจากสาเหตุที่น่าตกใจก็คือ การป้องกันไม่ให้เครื่องบินชนกันในอากาศ

จากการควบคุมการจราจรทางอากาศสู่ห้องปฏิบัติการฟิสิกส์

ในช่วงต้นทศวรรษ 1960 วิศวกรชาวอังกฤษคนหนึ่งชื่อ E. A. Johnson จาก Royal Radar Establishment เริ่มคิดค้นไอเดียอินเทอร์เฟซใหม่สำหรับควบคุมการจราจรทางอากาศเพื่อจัดการเส้นทางการบิน เข้า-ออก สนามบินในสหราชอาณาจักร

ยุคของการบินพานิชย์กำลังเริ่มต้นขึ้น เส้นทางบินรอบเมืองใหญ่มีความซับซ้อนมากขึ้น เครื่องบินใหม่สามารถบินด้วยความเร็วสูงกว่าเดิม ทำให้การควบคุมการจราจรทางอากาศเป็นเรื่องที่จำเป็นยิ่งขึ้น

Johnson ได้สร้างต้นแบบของสิ่งที่ตอนนี้เรียกว่า “capacitive touchscreen” ซึ่งมีคุณสมบัติหลักที่ยังคงใช้อยู่ในอุปกรณ์หน้าจอสัมผัสแบบ multitouch มาจวบจนถึงปัจจุบัน

E. A. Johnson จาก Royal Radar Establishment ผู้บุกเบิกเทคโนโลยี touchscreen (CR:embeddedcomputing)
E. A. Johnson จาก Royal Radar Establishment ผู้บุกเบิกเทคโนโลยี touchscreen (CR:embeddedcomputing)

เนื่องจากกระจกไม่สามารถนำกระแสไฟฟ้าได้ จึงมีการเคลือบหน้าจอด้วยตาข่ายโปร่งแสงของวัสดุนำไฟฟ้า เช่น อินเดียมทินออกไซด์ โดยไฟฟ้าจะไหลผ่านตาข่ายอยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อนิ้วสัมผัสบนหน้าจอ กระแสไฟฟ้าจะไหลผ่านผิวหนังแทนตาข่าย ทำให้อุปกรณ์สามารถตรวจจับตำแหน่งของนิ้วบนจอได้

ในช่วงปลายทศวรรษ 1960 นักควบคุมจราจรทางอากาศของอังกฤษได้นำอุปกรณ์ของ Johnson มาใช้ในการทำงาน แต่เทคโนโลยีนี้กลับไม่ได้รับการพัฒนาต่อยอดมากนัก

กลายเป็นนักฟิสิกส์ชาวอเมริกันจากมหาวิทยาลัยเคนตักกี้ ชื่อ Samuel Hurst ที่กำลังทำงานกับอุปกรณ์ Van de Graaff accelerator ที่ใช้ศึกษาอนุภาคประจุไฟฟ้า

วันหนึ่ง Hurst ก็เกิดปิ๊งไอเดียที่จะใช้กระดาษนำไฟฟ้าในการบันทึกพิกัดแกน x และ y จากการทดลองโดยอัตโนมัติ ซึ่งจะทำให้กระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลเร็วขึ้น

ในระหว่างการสร้างอุปกรณ์ Hurst เริ่มคิดว่าเทคโนโลยีเดียวกันนี้สามารถประยุกต์ใช้กับพิกัดแกน x และ y ของจอคอมพิวเตอร์ได้

ไม่นานนัก Hurst ก็ทิ้งอุปกรณ์ Van de Graaff accelerator และก่อตั้งบริษัทชื่อ Elographics ผลิตหน้าจอสัมผัสสำหรับคอมพิวเตอร์ โดยเริ่มต้นจากห้องใต้ดินในบ้านของเขาเอง

Hurst ทำนายได้อย่างถูกต้องว่าอินเทอร์เฟซแบบสัมผัสจะเป็นก้าวสำคัญในการทำให้คอมพิวเตอร์เข้าถึงได้ง่ายขึ้น “คุณเพียงแค่มองหน้าจอ จิ้มนิ้ว แล้วจะได้คำตอบ” Hurst ผู้ล่วงลับในปี 2011 เคยกล่าวกับสื่อมวลชนไว้ว่า “ทุกคนสามารถจิ้มนิ้วได้!”

การสาธิตอันน่าตื่นเต้น

สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไปในช่วงต้นทศวรรษ 2000 เมื่อนักวิชาการหลายคน รวมถึงบริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีและห้องปฏิบัติการวิจัยและพัฒนาของบริษัทในซิลิกอน วัลเลย์หลายแห่ง เริ่มทดลองจัดการบนหน้าจอโดยตรงโดยใช้นิ้วหลายนิ้วพร้อมกัน

บทพิสูจน์แรกของการปฏิวัติที่กำลังจะมาถึงเกิดขึ้นบนเวทีการประชุม TED ในปี 2006 โดยศาสตราจารย์จากสถาบันวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์คูรันต์ มหาวิทยาลัยนิวยอร์กอย่าง Jeff Han

กลุ่มวิจัยของ Han ที่ NYU ได้พัฒนาต้นแบบอินเทอร์เฟซ mutitouch ซึ่งกลายมาเป็นสิ่งที่เราได้เห็นกันทั่วไปในทุกวันนี้ เช่น การลากไอคอนด้วยการสัมผัสนิ้วบนหน้าจอและเลื่อนไปตามพื้นผิว การบีบหรือแยกสองนิ้วเพื่อย่อหรือขยายรูปภาพ

“มีคนส่งวีดีโอให้ผมดู Jeff Han ได้แสดงรูปแบบของอินเทอร์เฟซดังกล่าวประมาณหนึ่งสัปดาห์ก่อน TED 2006” Chris Anderson บรรณาธิการจัดงาน TED เล่า “มียอดวิวเพียงไม่กี่พันครั้ง ผมรู้สึกตื่นเต้นมากและรีบติดต่อเขาทันที และขอร้องให้เขาละทิ้งทุกอย่างและมุ่งตรงมายัง Monerey”

“ผมกำลังจะนำเสนอบางสิ่งที่กำลังจะออกจากห้องทดลอง” Han ได้ประกาศในช่วงเริ่มต้นของการพูด “ผมคิดว่ามันจะเปลี่ยนวิธีที่เราปฏิสัมพันธ์กับคอมพิวเตอร์ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป”

อุปกรณ์สาธิตของเขาคือ จอภาพขนาดใหญ่วางอยู่เหมือนโต๊ะวาดแบบที่อยู่ตรงหน้าเขา ระหว่างการพูด เขาได้แสดงการใช้งานอย่างคร่าว ๆ เช่น การจัดการรูปภาพ การนำทางแผนที่ และภาพเคลื่อนไหวบางส่วนที่เขาจัดการด้วยมือ

แต่ไฮไลต์ที่แท้จริงของการแสดงนั้นไม่ใช่เนื้อหาบนหน้าจอ แต่เป็นวิธีที่อินเทอร์เฟซของ Han ช่วยให้เขาสามารถปฏิสัมพันธ์กับมัน

“มีช่วงหนึ่งประมาณสองนาทีหลังจากเริ่มการ present ผู้ชมก็ตระหนักทันทีว่าอนาคตของอินเทอร์เฟซบนคอมพิวเตอร์จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง” Chris Anderson กล่าว “เขา (Han) กำลังแสดงรูปภาพ เขาใช้สองนิ้วยืดรูปภาพหนึ่งใบให้เต็มหน้าจอ และคุณได้เห็นท่าทีของผู้คนที่ตื่นเต้นกับสิ่งนี้”

การสาธิตของ Jeff Han ใน TED 2006 ที่ทำให้ผู้ชมตื่นเต้นเอามาก ๆ (CR:Youtube)
การสาธิตของ Jeff Han ใน TED 2006 ที่ทำให้ผู้ชมตื่นเต้นเอามาก ๆ (CR:Youtube)

Project Purple

ในขณะที่ Han กำลังทำงานกับต้นแบบหน้าจอแบบ multitouch บริษัทสตาร์ทอัพชื่อ Fingerworks ซึ่งกำลังทดลองระบบคล้าย ๆ กัน ก็ได้ถูก Apple เข้าซื้อกิจการไปแบบเงียบ ๆ เพื่อช่วยพัฒนาโปรเจกต์ลับชื่อ Project Purple (iPhone รุ่นแรก)

Ken Kocienda ได้เข้าร่วมงานกับ Apple ก่อนโปรเจกต์ Purple จะเริ่มต้นได้ไม่นาน โดยแรกเริ่มทำงานกับเว็บเบราว์เซอร์ Safari ซึ่งเปิดตัวในปี 2003

Kocienda จำได้ว่าเคยเห็นการสาธิตอินเทอร์เฟซ Project Purple เวอร์ชันแรก ๆ โดย Bass Ording นักออกแบบระดับตำนานของ Apple โดยที่ผู้ใช้สามารถที่จะปัดหน้าจอเพื่อเลื่อนรายการที่ยาวได้อย่างรวดเร็วในขณะที่จะมีการรูปแบบการกระดอนเพื่อบอกว่าคุณไปจนถึงจุดสิ้นสุดของหน้าจอนั้น ๆ แล้ว

แม้ว่าอินเทอร์เฟซของ Project Purple นั้นจะดูว้าวเป็นอย่างมาก แต่มันก็มีข้อบกพร่องบางประการ โดยเฉพาะการใช้งานแป้นพิมพ์เสมือนบนหน้าจอขนาดเล็กที่เป็นเรื่องยากมาก

ในยุคนั้น Blackberry กำลังเรืองอำนาจเป็นอุปกรณ์หลักสำหรับการสื่อสารแบบพกพาด้วย physical keyboard

การเสนอแนวคิดแบบสุดล้ำของ Project Purple เป็นสิ่งที่ท้าทายโดยเฉพาะพื้นที่ของอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับแป้นพิมพ์เสมือน ต้องแทรกไปยังตำแหน่งที่ใช้ในการแสดงเว็บเพจ แผนที่ หรือภาพความละเอียดสูง หากต้องการพิมพ์ แป้นพิมพ์เสมือนจะเด้งขึ้นมา และผู้ใช้ต้องป้อนข้อความโดยแตะบนหน้าจอ

แม้จะฟังดูล้ำมาก ๆ แต่ในทางปฏิบัติเรียกได้ว่าหายนะ เนื่องจากขนาดของโทรศัพท์ หากผู้ใช้ต้องการแป้นพิมพ์เต็มรูปแบบด้วยตัวอักษร 26 ตัว แป้นพิมพ์เสมือนต้องมีขนาดเล็กมาก ๆ ซึ่งมันเล็กจนนิ้วมนุษย์ไม่สามารถพิมพ์ได้อย่างแม่นยำ

Ken Kocienda ผู้มีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาเรื่องแป้นพิมพ์เสมือน (CR:X)
Ken Kocienda ผู้มีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาเรื่องแป้นพิมพ์เสมือน (CR:X)

ในช่วงแรก ๆ Apple ได้มอบหมายให้ทีมงานเล็ก ๆ ทีมหนึ่งทำงานกับแป้นพิมพ์เสมือนสำหรับ Project Purple แต่เมื่อผ่านไปสัปดาห์แล้วสัปดาห์เล่า Scott Forstall ผู้บริหารที่ดูแล Project Purple จะเข้ามาทดสอบและลองใช้งานรุ่นล่าสุด พยายามพิมพ์ชื่อตัวเองด้วยแป้นพิมพ์เสมือน แต่ผ่านไปแต่ละสัปดาห์มันก็ดูเหมือนยังไม่ work

Keyboard constellations

Ken Kocienda ได้กลายเป็นคนที่สำคัญที่สุดในการแก้ไขปัญหาของแป้นพิมพ์เสมือน ซึ่งเขาได้ค้นพบวิธีการสุดเจ๋งในขณะเดินรอบ ๆ สำนักงานใหญ่ของ Apple

ตอนนั้นเขาตระหนักว่าทุกครั้งที่ผู้ใช้พิมพ์คำบนแป้นพิมพ์เสมือน จะมีรูปแบบคำที่ต้องการอยู่แล้ว Kocienda ได้แปลงคำในพจนานุกรม หลังจากนั้นก็ได้ปรับเป็นรูปร่างแบบเฉพาะตัวตามการจัดเรียงตัวอักษรบนแป้นพิมพ์

โดยเมื่อผู้ใช้พิมพ์สามตัวอักษร ซอฟต์แวร์จะดูตำแหน่งและจุด และทำการเดาว่าตัวอักษรใดมีรูปร่างคล้ายคลึงกันมากที่สุด

หลังจากการประชุมมาราธอนเป็นเวลาสามสัปดาห์ Apple ได้จัดให้มีการรวมตัวของทีมงาน Project Purple ในห้องประชุม และทำการ present สิ่งที่สุดท้ายเรียกว่า “keyboard derby” โดย Scott Forstall จะทำการสาธิตให้ Steve Jobs ดูด้วยการพิมพ์บนแป้นพิมพ์เสมือน

แนวคิด keyboard derby ของ Kocienda (CR:peacecommission)
แนวคิด keyboard derby ของ Kocienda (CR:peacecommission)

ซึ่งเบื้องหลังนั้นซอฟต์แวร์บันทึกการกดปุ่มที่ Forstall ได้ทำการสาธิตดังนี้ “yui r as r [space] r nm r yui r [space] nm r as r nm r qwe”

ซึ่งหลังจากแปลงตัวอักษรที่ดูสับสนวุ่นวายเหล่านั้นให้กลายเป็น pattern ข้อความบนหน้าจอกลายเป็น “Scott is my name.”

Kocienda สามารถเอาชนะความท้าทายนี้ได้สำเร็จ และผลิตภัณฑ์ที่กำลังจะกลายเป็น iPhone ก็พร้อมที่จะเปิดเผยสู่สายตาโลกแล้ว

นวัตกรรมที่ผสานรวมสู่การปฏิวัติ

ต้องบอกว่าแนวคิดของนวัตกรรมใหม่ ๆ หลายอย่างนั้นเป็นผลจากความร่วมมือกันในรูปแบบที่มีความหลากหลาย

เทคโนโลยี multitouch เริ่มต้นจากความก้าวหน้าทางกลไกไฟฟ้า การใช้คุณสมบัตินำไฟฟ้าของนิ้วมือมนุษย์ในการโต้ตอบกับพิกเซลบนหน้าจอ หลังจากนั้นก็ใช้แนวคิดใหม่ ๆ ในการออกแบบรูปแบบการใช้งานเพื่อจินตนาการถึงวิธีการต่าง ๆ ที่นิ้วมือของเราสามารถจัดการกับพิกเซลเหล่านั้นแบบเรียลไทม์ได้

ความมหัศจรรย์ในการเลื่อนไปตามพื้นผิว การบีบหรือแยกสองนิ้วเพื่อย่อหรือขยายรูปภาพ มันได้กลายเป็นสุดยอดนวัตกรรมที่ต้องอาศัยความร่วมมือกันของหลากหลายองค์กร ไล่ตั้งแต่หน่วยงานรัฐบาล เช่น The Royal Radar Establishment สถานบันการศึกษา เช่น University of Kentuckey และ NYU และบริษัทเทคโนโลยีอย่าง Apple

เมื่อ Steve Jobs เดินขึ้นบนเวทีในเดือนมกราคม 2007 และสาธิตรูปแบบการใช้งานที่เหมือนดั่งเวทมนตร์ของ iPhone เป็นครั้งแรก ดูเหมือนว่ามันกลายเป็นหนึ่งในห้วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ทางด้านเทคโนโลยี

แต่เบื้องหลังความเรียบง่ายที่ Steve Jobs ได้แสดงให้โลกเห็น ที่นำไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่ทำรายได้สูงสุดในประวัติศาสตร์ของระบบทุนนิยม ซึ่งเวทมนตร์เบื้องหลังเรื่องง่าย ๆ ในการใช้งานนั้น ใช้เวลาสร้างสรรค์มานานกว่า 50 ปี ก่อนมันจะเสร็จสมบูรณ์บนฝ่ามือของ Steve Jobs

References :
หนังสือ The One Device: The Secret History of the iPhone โดย Brian Merchant
หนังสือ CREATIVE SELECTION โดย KOCIENDA KEN
https://www.netguru.com/blog/hidden-heroes-three-musketeers-of-technology
https://en.wikipedia.org/wiki/Multi-touch
https://issuu.com/avsystemsaus/docs/interactive_touch_panel.pptx/s/20467080
https://9to5mac.com/2018/08/08/excerpt-iphone-software-keyboard-design/