Geek Story EP649 : YMTC คือใคร? ม้ามืดจากจีนที่ทำเอาเจ้าตลาดชิปอย่าง Samsung ยังต้องกลัว

ลองจินตนาการถึงเกมโป๊กเกอร์ที่มีเงินเดิมพันสูงถึง 8.4 แสนล้านบาท บนโต๊ะมีขาประจำอย่างสหรัฐอเมริกาและเกาหลีใต้ที่ครองเกมมานานนับทศวรรษ แต่วันดีคืนดี กลับมีผู้เล่นหน้าใหม่จากจีนเดินเข้ามาพร้อมกับเงินทุนมหาศาลจากรัฐบาล และหงายไพ่เทคโนโลยีที่ไม่มีใครบนโต๊ะเคยเห็นมาก่อน

นี่ไม่ใช่ฉากในคาสิโน แต่คือสมรภูมิ “ตลาดชิปหน่วยความจำ” โลกที่กำลังดุเดือด

บริษัทอายุน้อยอย่าง YMTC ก้าวขึ้นมาสร้างความหวาดหวั่นให้ยักษ์ใหญ่อย่าง Samsung และหาทางรอดจากการถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรขั้นเด็ดขาดได้อย่างไร การเดิมพันครั้งนี้จะพลิกโฉมโลกดิจิทัลของเราไปทางไหน

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://is.gd/jHrxRK

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://is.gd/oIqePN

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://is.gd/uGBuo9

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/9xElM4FeBP0

รีวิวหนังสือ Think Simple เคล็ดลับจัดระเบียบความคิด ให้ชีวิตเบาสบายขึ้น 10 เท่า

ต้องบอกว่าส่วนตัวเองผมก็เป็น FC งานเขียนของคุณโสภณมาตั้งแต่ที่ได้อ่านหนังสือเล่มแรกอย่าง หนังสือ The Nerd of Microsoft

หลังจากนั้นก็ติดตามผลงานเรื่อยมา และได้เห็นอะไรหลาย ๆ อย่างจากประสบการณ์การทำงานของคุณโสภณเองทั้งการเป็นพนักงานเงินเดือนและเจ้าของธุรกิจ

ส่วนใหญ่ผมชอบฟังผ่านพอดแคสต์ในรายการ StartYup ในช่อง Infinity podcast ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในคนที่มี stories ที่น่าสนใจมาก ๆ

หนังสือเล่มนี้ “think simple” เป็นหนังสืออีกเล่มที่ถ่ายถอดเรื่องราวทั้งผ่านประสบการณ์และการเรียนรู้ของคุณโสภณได้อย่างน่าสนใจ

ผมว่าทุกวันนี้หลายคนน่าจะเคยสงสัยกันว่าทำไมชีวิตทุกวันนี้มันถึงวุ่นวายจัง ทั้งที่เราก็มีเครื่องทุ่นแรงเต็มไปหมด…

ตื่นเช้ามาก็ต้องเช็กอีเมล ไถฟีดโซเชียล ตอบแชตงาน แถมยังต้องคิดอีกว่าจะกินอะไรดี

พอถึงที่ทำงานก็เจอเรื่องปวดหัวอีกเพียบ ทั้งงานที่สุมหัว ประชุมที่ยาวเหยียด และเป้าหมายที่ต้องทำให้ได้

เราพยายามจัดการทุกอย่างด้วยการโหลดแอปแพลนเนอร์ ซื้อสมุดจดเล่มใหม่ หรือหาวิธีจัดการเวลาแบบคนดัง

แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับกลายเป็นว่า ยิ่งเราพยายามจัดระเบียบมากเท่าไหร่ ชีวิตก็ยิ่งดูยุ่งเหยิงมากขึ้นเท่านั้น…

บางทีปัญหาอาจจะไม่ได้อยู่ที่ตัวงานหรือเวลาที่มีจำกัด

แต่อยู่ที่วิธีคิดของเราเองที่ชอบทำให้เรื่องง่ายกลายเป็นเรื่องยาก

เรามักจะติดนิสัยคิดเผื่อ วางแผนซ้อนแผน และพยายามควบคุมทุกอย่างให้อยู่ในกำมือ

จนลืมไปว่าบางทีการปล่อยวางและตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป อาจจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด…

หนังสือ think simple ของ โสภณ กำลังพยายามบอกเรื่องนี้กับเรา

ผู้เขียนไม่ใช่ไลฟ์โค้ชที่มาสอนทฤษฎีปรัชญาให้ชวนง่วง

แต่เป็นคนที่เคยผ่านจุดสูงสุดและต่ำสุดในชีวิตการทำงานมาแล้วทั้งในฐานะมนุษย์เงินเดือนและผู้ประกอบการ

เขาเอาประสบการณ์เหล่านั้นมาเล่าย่อยให้เราฟังแบบเป็นกันเองและสอดแทรกองค์ความรู้จากหนังสือเล่มดังๆ ได้อย่างน่าสนใจ

เนื้อหาในเล่มพูดถึงความจริงที่ว่า มนุษย์เราชอบสร้างความซับซ้อนให้ตัวเอง

เวลาเจอปัญหา เรามักจะคิดหาวิธีแก้ที่มันดูอลังการงานสร้าง

เพราะเรามีความเชื่อฝังหัวว่า ปัญหายากๆ มันก็ต้องแก้ยากๆ ด้วยวิธีที่เหนือชั้น

แต่ในความเป็นจริง วิธีแก้ปัญหาที่ได้ผลที่สุดมักจะเป็นวิธีที่ซื่อบื้อและตรงไปตรงมาที่สุด…

ลองนึกถึงตำนาน Gordian Knot ในยุคกรีกโบราณ

มันคือปมเชือกที่ถูกผูกไว้แบบโคตรซับซ้อน ไม่มีใครแก้ได้มาหลายร้อยปี

คนเก่งๆ มากมายพยายามมานั่งแกะเชือกทีละเส้น แต่ก็ยอมแพ้ไปหมด

จนกระทั่ง Alexander the Great เดินทางมาถึง

แทนที่เขาจะมานั่งงมแกะเชือกเหมือนคนอื่น เขากลับชักดาบออกมาแล้วฟันเชือกขาดกระจุยในดาบเดียว…

ซึ่งนี่แหละคือแก่นแท้ของการคิดแบบ “Simple”

มันไม่ใช่การมานั่งแก้ปัญหาที่ซับซ้อน แต่คือการตัดปัญหาทิ้งไปเลย

ในชีวิตจริง ปมเชือกพวกนั้นก็คือความคาดหวัง กฎเกณฑ์ และความกังวลที่เราเอามาผูกมัดตัวเอง

เรากลัวว่าคนอื่นจะมองยังไง กลัวว่าถ้าทำแบบนี้แล้วจะเกิดปัญหาตามมา

จนสุดท้ายเราก็ไม่ได้ลงมือทำอะไรเลย เพราะมัวแต่คิดเยอะเกินไป…

เหตุผลหลักๆ ที่คนเราชอบคิดเยอะ เป็นเพราะเราเสียดายเวลาและแรงที่ลงไปแล้ว

อย่างเวลาทำงาน ถ้าเราอุตส่าห์ทำสไลด์มาตั้งยี่สิบหน้า จะให้ตัดทิ้งเหลือสามหน้าก็แอบเสียดาย

เราเลยยัดข้อมูลทุกอย่างลงไปให้หัวหน้าดู เพื่อโชว์ว่าเราตั้งใจทำงาน

ผลคือคนฟังงง จับประเด็นไม่ได้ และงานก็ไม่ผ่านอยู่ดี…

หนังสือเล่มนี้บอกให้เรากล้าที่จะทิ้ง กล้าที่จะบอกว่าอะไรไม่สำคัญ

คนเก่งไม่ใช่คนที่ทำงานได้เยอะที่สุดในเวลาเท่าเดิม แต่คือคนที่รู้ว่างานไหนไม่ต้องทำต่างหาก

ความสามารถในการจัดลำดับความสำคัญคือทักษะที่แพงมากในยุคนี้…

เวลาเจอเรื่องผิดหวังก็เหมือนกัน

คนทั่วไปมักจะหาเหตุผลร้อยแปดมาอธิบายว่าทำไมถึงพัง โทษดิน โทษฟ้า โทษตัวเอง

แต่คนที่คิดง่ายๆ เขาจะมองแค่ว่า มันพลาดไปแล้ว จะเอาไงต่อ

เขาจะเก็บแค่บทเรียนแล้วเดินหน้าต่อ ไม่มานั่งฟูมฟายให้เสียเวลา

การตัดอารมณ์ดราม่าทิ้งไป ช่วยให้เราตั้งหลักได้เร็วขึ้นเยอะ…

ซึ่งหลายคนอาจจะเถียงว่า ชีวิตจริงมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น

เรามีภาระ มีหนี้สิน มีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบ จะให้มาคิดตื้นๆ ได้ยังไง

แต่ยิ่งชีวิตมีเรื่องให้แบกเยอะ เรายิ่งต้องทำให้ระบบความคิดของเราเบาที่สุด

อะไรที่อยู่นอกเหนือการควบคุม ก็ปล่อยมันไป โฟกัสแค่สิ่งที่เราทำได้ตรงหน้าก็พอ…

การเลือกที่จะไม่ทำอะไรบางอย่าง ให้ผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่พอๆ กับการเลือกทำ

ทุกครั้งที่เราบอกปัดงานที่ไม่สำคัญ เรากำลังซื้อเวลาคืนมาให้สิ่งสำคัญ

มันคือการแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่าสุดๆ

ถึงเวลาที่เราต้องกลับมาจัดบ้านในหัวตัวเองใหม่ อะไรที่รกก็ทิ้งไปซะ…

ความสุขไม่ได้แปลว่าต้องมีทุกอย่าง หรือสำเร็จเบอร์ใหญ่เสมอไป

แต่มันคือการรู้ว่าเรามีพอแล้ว และไม่ต้องวิ่งตามใครให้เหนื่อย

ลองหยุดฟังเสียงคนอื่น แล้วกลับมาฟังเสียงตัวเองดูบ้าง

เราอาจจะพบว่าสิ่งที่เราต้องการจริงๆ มันก็แค่การได้ใช้ชีวิตสงบๆ และไม่ต้องปวดหัวกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง…

หนังสือ “think simple” เหมือนเพื่อนที่คอยดึงสติเรา

ว่าอย่าไปบ้าจี้ตามโลกที่มันหมุนเร็วและวุ่นวายเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุค AI ที่มันเฟ้อมาก ๆ ในตอนนี้

เรามีสิทธิ์ที่จะเลือกใช้ชีวิตแบบชิลๆ คิดอะไรให้มันง่ายๆ บ้างก็ได้

ชีวิตมันอาจจะยาก แต่มันไม่ต้องยากเว่อร์ขนาดนั้น…

ลองกลับไปดูว่าวันนี้มีเรื่องอะไรที่เรากำลังทำให้มันวุ่นวายเกินเบอร์อยู่หรือเปล่า

มีปัญหาไหนที่เราสามารถหยิบดาบมาฟันให้จบๆ ไปได้บ้าง

ถ้าพร้อมแล้ว ก็ชักดาบออกมาฟันปมเชือกในหัวทิ้งได้เลย..

References : หนังสือ Think Simple โดย คุณ โสภณ ศุภมั่งมี

Geek Story EP648 : Apple กำลังจะกลายเป็นเมืองร้าง? กับมรดกที่ Tim Cook กำลังทิ้งไว้ให้ CEO คนใหม่

ถ้าพูดถึงบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกอย่าง Apple ภาพที่เราเห็นคืออาณาจักรที่แข็งแกร่งและเต็มไปด้วยนวัตกรรม

แต่รู้หรือไม่ว่า ภายใต้ฉากหน้าที่สวยงาม วันที่ Tim Cook เตรียมก้าวลงจากตำแหน่ง ซีอีโอคนใหม่กลับไม่ได้เตรียมเดินเข้าสู่ห้องบัญชาการรบที่ยิ่งใหญ่ ทว่าเขากำลังเดินเข้าสู่ “เมืองร้าง” ที่ไร้เงาขุนพลระดับตำนาน

เกิดอะไรขึ้นกับทีมผู้บริหารยุค Steve Jobs? ทำไมคนเก่งระดับหัวกะทิถึงทยอยลาออก? แล้วว่าที่ซีอีโอคนใหม่อย่าง John Ternus จะกอบกู้จิตวิญญาณที่หล่นหายไป เพื่อสร้างอนาคตใหม่ให้บริษัทได้หรือไม่?

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://is.gd/xpBZ0w

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://is.gd/yc1mpF

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://is.gd/4PaqbS

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/onZGxj7OvYA

Geek Story EP647 : Adobe โค่น Apple และคู่แข่งทั้งหมดจนผูกขาดตลาดได้อย่างไร?

ลองจินตนาการดูว่า หากคุณเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยีที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดใน Silicon Valley มีทรัพย์สินมหาศาล และบริษัทกำลังแข่งขันอย่างดุเดือดในตลาดระดับโลก แต่แล้วในเช้าวันหนึ่งที่คุณขับรถไปทำงานตามปกติ กลับมีชายฉกรรจ์พร้อมอาวุธปืนบุกเข้ามาประชิดตัว บังคับให้คุณขึ้นรถตู้ ปิดตา และนำตัวคุณไปขังไว้ในห้องมืด เพื่อเรียกค่าไถ่เป็นเงินหลายแสนดอลลาร์สหรัฐ เรื่องราวนี้ไม่ใช่พล็อตภาพยนตร์แอ็กชันฮอลลีวูด แต่เป็นเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในปี 1992 กับ Charles Geschke ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Adobe

ในขณะที่ชีวิตของเขากำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย บริษัท Adobe เองก็กำลังตกอยู่ท่ามกลางสมรภูมิรบทางธุรกิจที่ดุเดือดที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์เทคโนโลยี นั่นคือสงครามเพื่อแย่งชิงความเป็นผู้นำในตลาดซอฟต์แวร์เชิงสร้างสรรค์ หรือ Creative Software Market ซึ่งพวกเขาต้องเผชิญหน้ากับคู่แข่งยักษ์ใหญ่มากมาย รวมถึง Apple

นี่คือเรื่องราวการเดินทางของ Adobe ตั้งแต่จุดเริ่มต้นในห้องวิจัย การฝ่าวิกฤตการลักพาตัวผู้บริหาร ไปจนถึงกลยุทธ์ทางธุรกิจอันแยบยลที่บดขยี้คู่แข่งจนราบคาบ และทำให้พวกเขากลายเป็นมหาอำนาจที่ผูกขาดวงการครีเอทีฟมาจนถึงทุกวันนี้

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://is.gd/1PTzly

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://is.gd/giYs1z

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://is.gd/5ydeqL

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/UsMZJhQABlQ

เกิดอะไรขึ้นกับ Vevo? ทำไมค่ายเพลงระดับโลกถึงต้องยอมสยบให้กับ YouTube

ย้อนกลับไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน หากเราเปิดดูมิวสิกวิดีโอเพลงฮิตบน YouTube สิ่งหนึ่งที่เรามักจะเห็นจนชินตาก็คือคำว่า Vevo ต่อท้ายชื่อศิลปินคนโปรด

ไม่เพียงแค่นั้น ที่มุมซ้ายหรือขวาล่างของหน้าจอวิดีโอ ก็มักจะมีโลโก้ตัวอักษรนี้ประทับอยู่เสมอ จนหลายคนอาจเคยสงสัยว่าบริษัทนี้คือใครกันแน่…

อิทธิพลของแบรนด์นี้ยิ่งใหญ่ถึงขั้นที่ว่า ครีเอเตอร์หรือยูทูบเบอร์บางคนในยุคนั้น ถึงกับเอาโลโก้นี้ไปแปะในวิดีโอของตัวเอง เพียงเพื่อให้ผลงานดูเป็นทางการและมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น

แต่เวลาผ่านไป โลโก้ที่คุ้นเคยและชื่อที่เคยต่อท้ายช่องศิลปินดัง กลับค่อยๆ เลือนหายไปจากสายตาของเรา

เกิดอะไรขึ้นกับอดีตยักษ์ใหญ่แห่งวงการมิวสิกวิดีโอรายนี้…

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นในช่วงที่อุตสาหกรรมดนตรีกำลังเผชิญกับวิกฤตครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

ในอดีตยุคที่โทรทัศน์ยังเป็นสื่อกระแสหลัก มิวสิกวิดีโอมักจะถูกนำไปออกอากาศตามสถานีเครือข่ายชื่อดังอย่าง MTV หรือ NBC ซึ่งเป็นช่องทางหลักในการโปรโมตศิลปิน

โมเดลธุรกิจในตอนนั้นเรียบง่าย ค่ายเพลงและโปรดิวเซอร์สามารถทำเงินได้โดยตรงจากเครือข่ายสถานีโทรทัศน์ รวมถึงเม็ดเงินมหาศาลจากสปอนเซอร์และผู้ลงโฆษณาที่ต้องการแย่งชิงเวลาออกอากาศ

แต่แล้วการมาถึงของอินเทอร์เน็ตก็เข้ามาทำลายล้างสมดุลเดิมจนหมดสิ้น พฤติกรรมของผู้คนเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน แผ่น CD และแผ่นเสียงกลายเป็นอดีต…

อินเทอร์เน็ตเปิดประตูสู่บริการแชร์ไฟล์เพลงแบบผิดกฎหมาย ผู้คนในยุคนั้นหันไปใช้โปรแกรมอย่าง Napster และ LimeWire เพื่อดาวน์โหลดเพลงโปรดมาฟังโดยไม่ต้องเสียเงินแม้แต่บาทเดียว

คำถามที่เกิดขึ้นในใจผู้บริโภคคือ ทำไมเราถึงต้องจ่ายเงินซื้ออัลบั้มเต็ม ในเมื่อเราสามารถหาเพลงทุกเพลงบนโลกมาฟังได้ฟรีเพียงแค่มีอินเทอร์เน็ต

สิ่งนี้ทำให้อุตสาหกรรมดนตรีสูญเสียรายได้ไปอย่างมหาศาล ค่ายเพลงน้อยใหญ่ต่างตกอยู่ในสภาวะเลือดไหลไม่หยุด และแทบจะไม่สามารถทำกำไรจากผลงานเพลงได้เลย

ในช่วงเวลานั้น แพลตฟอร์มสตรีมมิงอย่าง Spotify หรือร้านค้าดิจิทัลอย่าง iTunes เพิ่งจะอยู่ในช่วงตั้งไข่

อุตสาหกรรมดนตรีจึงยังมองไม่เห็นหนทางสร้างรายได้ที่ชัดเจนในยุคดิจิทัล…

เมื่อถูกบีบให้จนมุม ยักษ์ใหญ่จึงต้องร่วมมือกันเพื่อหาทางรอด ค่ายเพลงทรงอิทธิพลอย่าง Universal Music Group และ Sony Music Entertainment จึงตัดสินใจจับมือกัน

การรวมตัวกันครั้งนั้นนำไปสู่การก่อตั้งบริษัทใหม่ที่ชื่อว่า Video Evolution หรือที่เรารู้จักกันในชื่อย่อว่า “Vevo”

การที่ Universal และ Sony ซึ่งเป็นสองในสามค่ายเพลงที่ใหญ่ที่สุดในโลก หรือกลุ่ม The Big Three ลงมาร่วมเล่นในเกมนี้ ถือเป็นการขยับตัวครั้งสำคัญ

เพราะทั้งสองค่ายนี้มีอำนาจต่อรองมหาศาล และเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เพลงรวมถึงค่ายเพลงย่อยๆ อีกนับไม่ถ้วน

พวกเขามองเห็นโอกาสที่จะกลับมาควบคุมทิศทางของตลาดอีกครั้ง

เป้าหมายในการสร้าง Vevo นั้นชัดเจนมาก นั่นคือการสร้างพื้นที่สำหรับเสิร์ฟประสบการณ์มิวสิกวิดีโอระดับพรีเมียมที่มีคุณภาพสูงสุดให้กับผู้ชมทั่วโลก…

แต่แทนที่ Vevo จะสร้างแพลตฟอร์มวิดีโอของตัวเองขึ้นมาใหม่จากศูนย์ พวกเขากลับเลือกวิธีที่ชาญฉลาดกว่านั้น นั่นคือการไปหาที่ที่ผู้คนรวมตัวกันอยู่แล้ว

ในช่วงเวลานั้น แพลตฟอร์มที่คนทั้งโลกใช้ดูวิดีโอมากที่สุดคือ YouTube ซึ่งกินส่วนแบ่งยอดวิวมิวสิกวิดีโอทั่วโลกไปกว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์

แต่ YouTube เองก็กำลังเผชิญกับปัญหาใหญ่ พวกเขาสามารถสร้างรายได้จากวิดีโอบนแพลตฟอร์มได้เพียงแค่สามเปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับต้นทุน…

ต่างจากแพลตฟอร์มคู่แข่งอย่าง Hulu ที่สามารถขายโฆษณาแทรกเข้าไปในทุกคอนเทนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แต่ YouTube ก็รู้ดีว่ามิวสิกวิดีโอคือแม่เหล็กชั้นดีที่ดึงดูดผู้คน

การเจรจาครั้งประวัติศาสตร์จึงเกิดขึ้น ค่ายเพลงจะนำมิวสิกวิดีโอระดับพรีเมียมของตนไปฉายบน YouTube โดยมี Vevo ทำหน้าที่เป็นผู้จัดจำหน่ายรายใหญ่แต่เพียงผู้เดียว

ส่วน Google ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ YouTube จะทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการระบบหลังบ้านและดูแลเซิร์ฟเวอร์ทั้งหมด ทั้งบนแพลตฟอร์มหลักและบนเว็บไซต์ของ Vevo

สิ่งที่ทำให้ดีลนี้ทรงพลังคือโมเดลการหารายได้ Vevo ได้รับสิทธิ์ในการบริหารจัดการพื้นที่โฆษณาในมิวสิกวิดีโอของศิลปินในสังกัดด้วยตัวเองทั้งหมด…

ปกติแล้วโฆษณาบน YouTube มักจะถูกขายผ่านระบบอัตโนมัติ ผู้ลงโฆษณาประมูลพื้นที่โดยเลือกแค่กลุ่มเป้าหมาย แต่ไม่สามารถระบุเจาะจงได้ว่าจะไปโผล่ที่วิดีโอไหน

แต่ Vevo เลือกใช้วิธีขายสล็อตโฆษณาแบบเจาะจงพื้นที่ แบรนด์สามารถเลือกได้เลยว่าต้องการให้โฆษณาของตนไปปรากฏอยู่ก่อนหน้ามิวสิกวิดีโอของศิลปินเบอร์ใหญ่อย่าง Drake หรือ Taylor Swift

การการันตีได้ว่าจะได้พื้นที่บนคอนเทนต์คุณภาพ ย่อมดึงดูดแบรนด์ใหญ่ให้กล้าทุ่มเม็ดเงินมหาศาล คล้ายกับการแย่งกันซื้อโฆษณาในช่วงพักครึ่งของศึก Super Bowl

โมเดลธุรกิจนี้ทำให้ Vevo สามารถทำเงินจากค่าโฆษณาได้สูงกว่าช่องทั่วไปหลายเท่าตัว

เมื่อกลยุทธ์ชัดเจน พวกเขาก็ได้รับเงินระดมทุนก้อนใหญ่เพื่อเตรียมเปิดตัว…

Vevo เปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคมปี 2009 พร้อมกับคลังวิดีโอกว่าสามหมื่นรายการจากศิลปินระดับซูเปอร์สตาร์อย่าง Eminem ไปจนถึง Lady Gaga

กระแสตอบรับในวันนั้นถล่มทลายจนทำให้เว็บไซต์ถึงกับล่ม ภายในเดือนแรกพวกเขากวาดยอดวิวไปได้มากกว่าสามสิบห้าล้านครั้ง แซงหน้าคู่แข่งในยุคนั้นไปอย่างขาดลอย

Vevo ขยายอิทธิพลไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว และยังสามารถดึงค่ายเพลงยักษ์ใหญ่อีกรายอย่าง Warner มาร่วมเป็นพันธมิตรได้สำเร็จ ทำให้พวกเขาแทบจะผูกขาดตลาดมิวสิกวิดีโอ…

ยอดวิวเกินแปดสิบเปอร์เซ็นต์ของ Vevo มาจาก YouTube ศิลปินทุกคนจึงต้องมีช่องที่ต่อท้ายด้วยชื่อบริษัท เพื่อเป็นการยืนยันตัวตนและการจัดการลิขสิทธิ์อย่างเป็นทางการ

แต่ภายใต้ตัวเลขที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด กลับมีรอยร้าวซ่อนอยู่ในโครงสร้างธุรกิจ Vevo กำลังเผชิญกับปัญหาใหญ่ที่แก้ไม่ตก นั่นคือพวกเขาแทบจะไม่มีกำไรเหลือเลย

รายได้มหาศาลที่หามาได้ ต้องถูกหักแบ่งไปให้กับ YouTube ในฐานะเจ้าของพื้นที่ และส่วนที่เหลือก็ต้องส่งมอบให้ค่ายเพลงผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตัวจริง

ในขณะที่ต้นทุนในการบริหารจัดการบริษัทกลับสูงลิ่ว Vevo จึงถูกบีบให้ต้องดิ้นรนหาทางรอด

พวกเขาเริ่มพยายามสร้างคอนเทนต์รูปแบบอื่นอย่างบทสัมภาษณ์หรือคอนเสิร์ต…

แต่คอนเทนต์ออริจินัลเหล่านั้นก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จมากนัก

พวกเขาจึงหันมาลุยตลาดแอปพลิเคชันบนมือถือ ซึ่งในช่วงแรกสามารถสร้างกระแสได้ดีเยี่ยม

ภายในปี 2011 แอปพลิเคชันของ Vevo เติบโตจนมียอดวิวกว่าสามพันเจ็ดร้อยล้านครั้งต่อเดือน สร้างรายได้มหาศาล แต่ปัญหาก็ยังวนกลับมาจุดเดิมคือเงินไม่ได้อยู่กับพวกเขา

Vevo พยายามลดการพึ่งพา YouTube ด้วยการสร้าง Vevo TV และนำแพลตฟอร์มไปฝังไว้ตามสมาร์ททีวีต่างๆ อย่าง Apple TV และ Roku

เป้าหมายลึกๆ ของพวกเขาคือการสร้างแพลตฟอร์มสตรีมมิงมิวสิกวิดีโอแบบเก็บค่าสมาชิกรายเดือน เพื่อสร้างแหล่งรายได้ของตัวเองอย่างแท้จริง…

แต่พฤติกรรมผู้บริโภคไม่ใช่เรื่องที่จะเปลี่ยนกันได้ง่ายๆ เมื่อผู้คนเคยชินกับการดูมิวสิกวิดีโอฟรีมานานหลายปี การจะโน้มน้าวให้พวกเขาควักกระเป๋าจ่ายเงินจึงเป็นเรื่องที่ยากเกินไป

ความพยายามในการดิ้นรนของ Vevo ดำเนินมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในปี 2018 ซึ่งถือเป็นปีแห่งมรสุมที่พัดเข้ามาทำลายโครงสร้างของบริษัทจนพังทลาย

เริ่มจากประเด็นความน่าเชื่อถือภายในองค์กร เมื่อผู้บริหารระดับสูงถูกจับได้ว่าเข้าไปพัวพันกับเรื่องอื้อฉาว และยังมีความพยายามที่จะดึงข้อมูลส่วนตัวผู้ใช้จากโซเชียลมีเดีย

แต่ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้สถานการณ์ของ Vevo ดิ่งลงเหว คือการตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีทางไซเบอร์ครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในวงการดนตรี…

กลุ่มแฮกเกอร์ที่ชื่อว่า OurMine สามารถเจาะผ่านระบบรักษาความปลอดภัยเข้าไปในเซิร์ฟเวอร์หลักของ Vevo และขโมยข้อมูลความลับรวมถึงไฟล์วิดีโอขนาดมหาศาลออกมาเผยแพร่

สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก เมื่อแฮกเกอร์อีกกลุ่มนามว่า Kuroi’SH และ Prosox สามารถเจาะเข้าถึงระบบหลังบ้านของช่อง YouTube ภายใต้การดูแลของ Vevo ได้สำเร็จ

สิ่งที่พวกเขาก่อกวนคือการลบวิดีโอเพลง Despacito ซึ่งในขณะนั้นครองแชมป์มิวสิกวิดีโอที่มียอดวิวสูงที่สุดในโลกออกไปจากระบบจนสร้างความตื่นตระหนกไปทั่ว

ไม่เพียงแค่นั้น แฮกเกอร์ยังไล่เปลี่ยนชื่อคลิปและภาพหน้าปกของศิลปินระดับโลกอีกหลายคน โดยทิ้งข้อความอ้างอิงถึงประเด็นทางการเมืองไว้เบื้องหลัง…

แม้ว่าท้ายที่สุดทีมงานจะสามารถกู้คืนวิดีโอและระบบกลับมาได้ แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของแบรนด์นั้นไม่อาจประเมินค่าได้

วิกฤตครั้งนี้ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนไปทั้งองค์กร ซีอีโอตัดสินใจก้าวลงจากตำแหน่ง ผู้บริหารระดับสูงทยอยลาออก และตามมาด้วยการปลดพนักงานออกจำนวนมาก

ในขณะที่ Vevo กำลังอยู่ในช่วงอ่อนแอที่สุด พันธมิตรที่เคยพึ่งพาอาศัยกันอย่าง YouTube ก็ได้เปิดตัวบริการ YouTube Music ออกมาสู่ตลาดอย่างเป็นทางการ…

การขยับตัวของ YouTube ครั้งนี้เป็นการประกาศตัวเป็นคู่แข่งในตลาดสตรีมมิงอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยระบบนิเวศที่แข็งแกร่งกว่า และฐานผู้ใช้งานที่มีอยู่ล้นมือ

Vevo รู้ตัวดีว่าพวกเขาไม่มีทางชนะในเกมนี้ แผนการที่จะสร้างแพลตฟอร์มสตรีมมิงมิวสิกวิดีโอของตัวเองเพื่อต่อกรกับเจ้าถิ่น จึงต้องล้มพับไปโดยปริยาย

เมื่อไม่มีทางเลือกอื่น Vevo จึงตัดสินใจยอมจำนน พวกเขายุติการดำเนินงานบนแอปพลิเคชันและแพลตฟอร์มอื่นๆ ของตัวเองทั้งหมด และถอยกลับมาตั้งหลัก…

บริษัทลดบทบาทของตัวเองลงมาเหลือเพียงการเป็นผู้จัดจำหน่ายเนื้อหาหลังบ้าน และปล่อยให้แพลตฟอร์มหลักเป็นผู้ดูแลประสบการณ์การใช้งานของผู้ชมแทน

ทางฝั่ง YouTube เองก็ได้เข้ามาจัดระเบียบโครงสร้างใหม่ทั้งหมด

พวกเขาทำการควบรวมบัญชีที่มีชื่อ Vevo ต่อท้าย เข้ากับช่องหลักอย่างเป็นทางการของศิลปินแต่ละคน

การปรับเปลี่ยนครั้งนี้เพื่อลดความซ้ำซ้อนและทำให้ผู้ใช้งานสามารถค้นหาวิดีโอได้ง่ายขึ้นในที่เดียว

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงไม่ค่อยเห็นชื่อแบรนด์นี้ต่อท้ายชื่อช่องอีกต่อไป…

แม้ในปัจจุบัน Vevo จะไม่ได้มีสถานะเป็นแพลตฟอร์มที่ทรงอิทธิพลเหมือนในอดีต

แต่พวกเขาก็ไม่ได้หายตายจากไปไหน บริษัทยังคงดำเนินธุรกิจอยู่เงียบๆ ในฐานะผู้จัดจำหน่าย

มิวสิกวิดีโอกว่าครึ่งล้านรายการยังคงถูกบริหารจัดการโดยพวกเขา ซึ่งสร้างยอดวิวรวมกันได้มากกว่าสองหมื่นหกพันล้านครั้งในแต่ละเดือน

แต่หากเราลองกดเข้าไปที่เว็บไซต์หลักของ Vevo ในวันนี้ ระบบก็จะทำหน้าที่เพียงแค่ส่งเรากลับไปเปิดวิดีโอนั้นบนแพลตฟอร์ม YouTube อยู่ดี…

เรื่องราวทั้งหมดของ Vevo เป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนให้เห็นถึงสัจธรรมของการทำธุรกิจบนพื้นที่ของผู้อื่น

การพยายามสร้างอาณาจักรบนที่ดินที่เราไม่ได้เป็นเจ้าของนั้นมีความเสี่ยงเสมอ

แม้พวกเขาจะมีความพยายามที่จะสร้างบ้านของตัวเอง แต่ก็ไม่สามารถเอาชนะความเคยชินของผู้บริโภคที่เลือกจะอยู่ในศูนย์กลางที่สะดวกสบายกว่าได้

ไม่มีเหตุผลใดที่ผู้คนจะต้องเสียเวลาไปสมัครใช้บริการแพลตฟอร์มใหม่ เพื่อเข้าไปดูคอนเทนต์เดิมที่พวกเขาสามารถหาดูได้ง่ายๆ จากแพลตฟอร์มที่เปิดใช้ทุกวัน…

ท้ายที่สุดแล้ว อดีตยักษ์ใหญ่ที่เคยมีความฝันจะครอบครองโลกมิวสิกวิดีโอ ก็ต้องยอมถอยร่นลงมาเป็นเพียงโลโก้จางๆ ที่ประทับอยู่มุมล่างของหน้าจอ

สิ่งนี้ยังคงหลงเหลือไว้เพื่อเป็นสัญลักษณ์เตือนใจว่า ในโลกของธุรกิจดิจิทัล ผู้ที่ครอบครองแพลตฟอร์มและเข้าใจพฤติกรรมผู้ใช้งานอย่างแท้จริงเท่านั้น ถึงจะเป็นผู้ชนะในเกมระยะยาว

และนั่นคือบทสรุปของตำนาน Vevo แบรนด์ที่เกิดมาเพื่อพยายามกอบกู้อำนาจของอุตสาหกรรมดนตรี แต่กลับต้องยอมสยบให้กับแพลตฟอร์มที่พวกเขาเคยต้องพึ่งพาอาศัยมาโดยตลอด…

References : [billboard,theverge,variety,techcrunch,medium]