Avatars Robot กับการทดแทนการบินจริง ๆ ของคุณที่แสนเหนื่อยล้า

การเดินทางทางอากาศเชิงพาณิชย์เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ผู้โดยสารหลย ๆ คนต้องการที่จะใช้เวลาในช่วงคริสต์มาสกับพ่อแม่ของคุณ ณ เมืองอีกซีกโลกหนึ่ง? คุณจะต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในการเดินทางด้วยสายการบินเหล่านี้

แต่ตอนนี้สายการบินที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นหวังที่จะสร้างการเดินทางใหม่ – โดยตัดเครื่องบินออกจากสมการดังกล่าว และเพิ่มในหุ่นยนต์ทางไกลที่มีรูปแบบเสมือนจริง

ในวันจันทร์ที่งานมหกรรมรวมเทคโนโลยีขั้นสูงของโตเกียวออลนิปปอนแอร์เวย์ส (ANA) ได้เปิดตัว newme ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ที่มีหน้าตาเหมือน iPad ติดอยู่บน Roomba

ความคิดคือ newme สามารถใช้เป็นสัญลักษณ์สำหรับนักเดินทางที่ต้องการให้พวกเขามีความสามารถในการสัมผัสกับปลายทางโดยไม่ต้องเดินทาง พ่อแม่ของคุณอาจมีน้องคนใหม่ที่บ้านของพวกเขา ตัวอย่างเช่นและเมื่อใดก็ตามที่คุณต้องการเยี่ยมชมคุณแค่สวมหูฟัง VR ควบคุมหุ่นยนต์ และทำการวิดีโอแชทกับแม่และพ่อในขณะที่มันได้ให้ประสบการณ์จริง ๆ เหมือนไปอยู่ที่บ้านกับพ่อแม่ของคุณ

จากการแถลงข่าว ANA มีแผนที่จะติดตั้ง Avatars ตัวใหม่ 1,000 ตัวในช่วงฤดูร้อนปี 2020 เพื่อให้ผู้ใช้สามารถสัมผัสประสบการณ์การแข่งขันกีฬาจากบ้านของพวกเขาหรือประสบการณ์ในการช็อปปิ้งในอีกซีกหนึ่งของโลกของโลกได้

ในที่สุด ANA เชื่อว่า newme และอวตารอื่น ๆ ที่กำลังพัฒนาสามารถอนุญาตให้ผู้คน“ เดินทาง” ไปยังจุดหมายปลายทางที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ก่อนหน้านี้ ซึ่งแม้แต่ทะเลลึกหรือฐานบนดวงจันทร์มันก็สามารถช่วยคุณได้

และหุ่นยนต์ดังกล่าวยัง สามารถช่วยให้แพทย์รักษาผู้ป่วยจากฝั่งตรงข้ามของโลกได้ พวกเขายังสามารถใช้เป็นที่ทำงานแทนคนที่ไม่สามารถออกจากบ้านได้เนื่องจากความพิการ

“ เมื่อวางโลกไว้ที่ปลายนิ้วของคุณ Avatars Robot เหล่านี้จะเปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้กับคุณ” ซีอีโอ ของ ANA Shinya Katanozaka กล่าวในงานแถลงข่าว“ เทคโนโลยีดังกล่าวนี้จะช่วยพัฒนาทุกอย่างตั้งแต่ธุรกิจและการศึกษาไปจนถึงการดูแลสุขภาพและความบันเทิงนั่นเอง”

References : https://www.bloomberg.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

หุ่นยนต์ใหม่ของ Toyota กับการเป็นผู้ช่วยดูแลบ้านของคุณ

หุ่นยนต์ในบ้านสามารถทำให้ชีวิตของเราง่ายขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือพวกมันยังสามารถให้ผู้สูงอายุมีอิสระในการใช้ชีวิตมากขึ้น แต่การฝึกอบรมหุ่นยนต์เพื่อใช้งานในบ้านเป็นเรื่องยากเพราะบ้านแต่ละหลังนั้นมีเอกลักษณ์และเต็มไปด้วยวัตถุมากมายในรูปแบบและการผสมผสานที่แตกต่างกัน 

สถาบันวิจัยโตโยต้า ( TRI ) อาจมีวิธีแก้ปัญหาเหล่านี้ : โดยการใช้เทคโนโลยี Virtual Reality เพื่อเปลี่ยนวิธีการฝึกอบรมหุ่นยนต์เหล่านี้

ระบบการฝึกอบรม VR ช่วยให้ครูมนุษย์เห็นสิ่งที่หุ่นยนต์เห็นในรูปแบบ 3 มิติจากเซ็นเซอร์ ครูสามารถสั่งการหุ่นยนต์ และใส่คำอธิบายประกอบในรูปแบบฉาก 3 มิติ เช่นการเพิ่มโน้ตเกี่ยวกับวิธีการจับที่จับ 

ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ผู้ฝึกสอนมนุษย์สามารถสอนหุ่นยนต์ให้ทำงานด้วยความหลากหลายของวัตถุแทนที่จะเป็นงานเฉพาะอย่างที่พวกเขาเคยทำในสภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้มากกว่า

ระบบ TRI ช่วยให้หุ่นยนต์ที่จะมีความยืดหยุ่นมากขึ้น พวกเขาไม่ต้องการแผนที่บ้านทั้งหมด แต่พวกเขาจำเป็นต้องเข้าใจวัตถุที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมที่กำลังทำอยู่ และต้องขอบคุณการเรียนรู้อย่างรวดเร็วของมัน เมื่อหุ่นยนต์ตัวหนึ่งได้รับการฝึกฝนในงานแต่ละงานที่มนุษย์สอน

แม้ระบบยังไม่สมบูรณ์แบบนัก ในวิดีโอของ บริษัท TRI เตือนผู้ชมว่าหุ่นยนต์ดังกล่าวเป็นการสร้างต้นแบบการวิจัยไม่ใช่แนวคิดผลิตภัณฑ์ อย่างไรก็ตามระบบที่ใช้ VR สามารถเปลี่ยนวิธีการเรียนรู้ของหุ่นยนต์และวิธีการที่เราสามารถใช้พวกมันในการตั้งค่าที่แตกต่างกันได้นั่นเอง

References : https://www.engadget.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Facebook กำลังลงทุนในเครื่องอ่านคลื่นสมองผ่าน Wristband

Facebook ได้ประกาศการลงทุนครั้งใหม่ในบริษัท Startup อย่าง CTRL-Labs ซึ่งเป็นสายรัดข้อมือในการส่งสัญญาณไฟฟ้าจากสมองไปยังคอมพิวเตอร์

ข้อตกลงซึ่ง CNBC ได้รายงานว่ามีมูลค่าประมาณ 1 พันล้านเหรียญ ซึ่งถือเป็นการลงทุนที่มากที่สุดครั้งนึงของ Facebook ในรอบทศวรรษที่ผ่านมาก ซึ่งก่อนนหน้านี้ Facebook ได้จ่าย 2 พันล้านเหรียญ ในบริษัท VR อย่าง Oculus VR ในปี 2014 

นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มการลงทุนอย่างมากในความทะเยอทะยานของฮาร์ดแวร์ที่เพิ่มขึ้นของ Facebook เนื่องจากเทคโนโลยี CTRL-Labs จะถูกนำไปใช้ในโครงการอีกหลาย ๆ โครงการ และ โครงการ VR ในอนาคตของเครือข่ายสังคมออนไลน์

Andrew Bosworth หัวหน้าฝ่าย AR และ VR ของ Facebook ได้ประกาศในหน้า Facebook ส่วนตัวของเขา โดย Bosworth กล่าวว่า CTRL-Labs ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดยผู้สร้าง Internet Explorer และ Thomas Reardon นักประสาทวิทยา“ จะเข้าร่วมกับทีม Facebook Reality Labs ของเราที่เราหวังว่าจะสร้างเทคโนโลยีประเภทนี้ในระดับสูงและนำไปสู่ผลิตภัณฑ์เพื่อผู้บริโภคได้เร็วขึ้น ”

Patrick Kaifosh เป็นผู้ร่วมก่ออีกคนของ CTRL-Labs และเขาก็เป็นนักประสาทวิทยา  Reardon CEO ของ บริษัท ได้ทิ้งอาชีพของเขาในด้านวิศวกรรมซอฟต์แวร์เพื่อศึกษาด้านประสาทวิทยาศาสตร์และได้รับปริญญาเอกในปี 2017 บริษัท ก่อตั้งขึ้นเมื่อปีก่อนและได้ระดมทุนร่วม 67 ล้านดอลลาร์

ในแง่ที่น่าสนใจ CTRL-Labs ได้ซื้อชุดสิทธิบัตรเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เกี่ยวกับปลอกแขน Myo ซึ่งเป็นอุปกรณ์ควบคุมท่าทางและการเคลื่อนไหวที่พัฒนาโดย North ซึ่งเดิมชื่อ Thalmic Labs Myo

ปลอกแขน Myo กับการควบคุมการเคลื่อนไหว
ปลอกแขน Myo กับการควบคุมการเคลื่อนไหว

โดยปลอกแขนวัดไฟฟ้า หรือ EEG, เป็นการแปลงกิจกรรมของกล้ามเนื้อให้กลายมาเป็น Data แบบดิจิตอล แต่ North ได้ออกไปทำผลิตภัณฑ์อื่น และตอนนี้ทำให้ทั้งคู่มี startup ด้าน AR ที่รู้จักในฐานะ Focals ที่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นใน North นั้นอาจจะกลายเป็นคู่แข่งของ Focals

Bosworth กล่าวว่าสายรัดข้อมือของ CTRL-Labs จะเป็นเครื่องมือในการพัฒนาวิธีการใหม่ในการโต้ตอบกับเครื่องโดยไม่จำเป็นต้องใช้เมาส์และคีย์บอร์ดแบบเดิมอีกต่อไป โดยเป็นการใช้หน้าจอสัมผัสหรือตัวควบคุมทางกายภาพในรูปแบบใด รูปแบบหนึ่ง “ เทคโนโลยีเช่นนี้มีศักยภาพที่จะเปิดโอกาสใหม่ ๆ ในการสร้างสรรค์และปรับเปลี่ยนสิ่งประดิษฐ์ในในโลกของศตวรรษที่ 21” เขาเขียน “ นี่คือการลงทุนของเราในเทคโนโลยี VR และ AR ซึ่งในวันหนึ่ง มันสามารถเปลี่ยนวิธีที่เราเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ได้”

สำหรับ Facebook การซื้อกิจการครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยีแห่งอนาคต โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีข่าวว่า Facebook กำลังออกแบบแว่นตา AR สองรุ่นที่แตกต่างกัน เช่นเดียวกันกับ Snap Spectacles และอีกรุ่นหนึ่งที่ระบุว่าเป็นอุปกรณ์แบบ Google Glass แบบสแตนด์อโลน ซึ่งพื้นฐานสำคัญสำหรับเทคโนโลยีอินเตอร์เฟซ CTRL-Labs ที่ใช้ในการเชื่อมต่อกับสมองนั่นเอง

References : https://www.theverge.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

VR กับการจำลองความหลอนของคนติดยาเสพติด

เมื่อเรื่องราวที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดที่สุดกับวัฒนธรรมต่อต้านในยุค 60 อย่าง สารหลอนประสาทเช่น LSD และเห็ดวิเศษ/เห็ดเมา เริ่มเข้ามาสู่วิทยาศาสตร์กระแสหลัก ศูนย์การวิจัยที่กำลังเปิดตัวทั่วโลกและการศึกษาที่นับไม่ถ้วนดูเหมือนว่าจะ ลดทอนความได้เปรียบที่เป็นไปได้ของการทำให้สิ่งเสพติดเหล่านี้สร้างประสบการณ์ประสาทหลอนให้กับเหล่าผู้เสพ

ตอนนี้ NewAtlas ได้ตีพิมพ์เรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับขอบเขตใหม่ของการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องประสาทหลอน: นักเทคโนโลยีที่พยายามสร้าง “การเดินทาง” เหล่านี้โดยใช้เทคโนโลยี Virtual Reality

รายละเอียดเรื่องประสบการณ์ VR ออกแบบมาเพื่อทำให้เกิดความรู้สึกของการเดินทางg-เข้าสู่ภาวะประสาทหลอน ซึ่งนำโดยผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ฝรั่งเศส Jan Kounen ที่ได้สร้าง ประสบการณ์ VR ใน “ Ayahuasca ” ศิลปิน ซานเดอร์ บอส ในผลงาน Visionarium “

ในขณะที่ผลงานเหล่านี้ได้สร้างภาพบางส่วนได้อย่างไม่น่าเชื่ออย่างไรก็ตามพวกเขาขาดการทำซ้ำในด้านอื่น ๆ ของประสบการณ์ประสาทหลอนของการติดยาเสพติดจริง ๆ

“ สำหรับประสบการณ์ที่รุนแรงกว่านี้ เรายังไม่มีข้อมูลใด ๆ ในการจำลองสิ่งเหล่านั้นด้วย VR ในขณะนี้ ” Keisuke Suzuki หนึ่งในนักวิจัยของเครื่องประสาทหลอนกล่าวกับ Atlas

ถึงกระนั้น Suzuki ก็หวังว่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต

“ซึ่งสิ่งเหล่านี้นั้นจะมาเปลี่ยนแปลงของจิตสำนึกของเรา โดยอาจจะต้องรวมเอาเทคโนโลยี VR กับ เทคนิคด้านประสาทวิทยาอื่น ๆ รวมถึง เทคโนโลยีอื่น ๆ ให้สมจริงขึ้น เช่น การเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์” เขาบอกกับ NewAtlas  “ แต่มันยังคงต้องใช้เวลาและความพยายามในการไปให้ถึงระดับที่จำลองทุกอย่างได้เหมือนจริงสำหรับความหลอนของการติดยาเสพติดนั่นเอง”

References : https://newatlas.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Virtual Reality กับการช่วยรักษาโรคทางพันธุกรรม

ทีมนักวิจัยได้พัฒนาวิธีการใช้ Virtual Reality Headsets เพื่อดูแบบจำลองข้อมูลพันธุกรรมแบบ 3 มิติ ซึ่งเป็นการจำลองรวบรวมข้อมูลจากการหาลำดับจีโนม , DNA โดยนำข้อมูลมาจากกล้องจุลทรรศน์

“ โดยการรวมข้อมูลลำดับจีโนมกับข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิสัมพันธ์ของยีน เราสามารถสร้างแบบจำลอง 3 มิติที่แสดงให้เห็นว่าองค์ประกอบด้านจัดระเบียบของยีนนั้นสัมพันธ์กันหรือไม่” ศ. จิม ฮิวจ์ รองศาสตราจารย์ด้าน Genome Biology จาก Oxford University ได้กล่าวในการแถลงข่าว  “ มันทำให้ง่ายต่อการเข้าใจกระบวนการที่เกิดขึ้นภายในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต”

แต่ละเซลล์ของทั้งหมดที่มีจำนวน 37 ล้านล้านเซลล์ในร่างกายมนุษย์ที่เป็นผู้ใหญ่ จะมี DNA ขนาดสองเมตรแฝงอยู่ภายในนิวเคลียส เรามีความสามารถในการลำดับดีเอ็นเอมานานมากแล้ว

แต่หากเราใช้เทคโนโลยี VR มาช่วยให้สามารถเห็นภาพการจัดเรียงแบบเฉพาะ ก็อาจทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในการค้นหาข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญเกี่ยวกับโรคทางพันธุกรรมของมนุษย์เพราะมนุษย์นั่นเอง

นักวิจัยกำลังใช้เทคนิคการสร้างภาพโดยใช้เทคโนโลยี VR เพื่อศึกษาโรคเบาหวานโรคมะเร็งและเส้นเลือดตีบ โดยเป้าหมายระยะยาวของโครงการนี้จะช่วยให้ความพยายามในการสร้างวิธีการแก้ไขยีนที่ผิดปกติและทำการแก้ไขมัน เพื่อให้มนุษย์ปราศจากโรคภัยร้ายแรงดังกล่าวในอนาคตได้อย่างยั่งยืนนั่นเอง

References : 
https://futurism.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol