สหภาพแรงงาน! ตัวช่วยพนักงาน หรือ ภาระอังหนักอึ้งขององค์กร?

นายจ้างและลูกจ้างนั้น ดูเหมือนจะมีมุมมองเรื่ององค์กรที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ในอดีตสหภาพแรงงานนั้น ถือเป็นองค์กรที่สำคัญมาก ๆ ในการเป็นตัวแทนของลูกจ้างเพื่อไปเจรจากับนายจ้างมานานหลายศตวรรษ ซึ่งจุดเริ่มต้นของการเกิดสหภาพแรงงานนั้นก็คงต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมเลยทีเดียว

การผลิตในยุคเก่านั้น แรงงานเป็นสิ่งสำคัญต่อการขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจ นายจ้างค่อนข้างที่จะแคร์ลูกจ้างมาก ๆ มีการปรับสถานที่ทำงาน การให้สวัสดิการต่าง ๆ ที่ดีเลิศ ซึ่งยุคเริ่มต้นนั้น สหภาพแรงงานนั้นจะมีการก่อตั้งในโรงงานเหล็ก โรงงานสิ่งทอ และเหมืองแร่

แต่เมื่อเวลาได้ดำเนินผ่านไป สหภาพแรงงานได้แพร่กระจายไปสู่อุตสาหกรรมอื่น ๆ อย่างรวดเร็ว ซึ่งส่วนใหญ่นั้นจะเกี่ยวข้องกับ เศรษฐกิจยุคเก่า ตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นต้นมา และเริ่มลามมาถึง อุตสาหกรรมด้านการขนส่ง สาธารณูปโภค รวมถึงรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในยุคหลัง

แต่ด้วยอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่มีการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการเข้าสู่ยุค Digital Disruption ที่หลายๆ องค์กรนั้นถูก Disruption อย่างหนักจากเทคโนโลยีใหม่ ๆ ทำให้การตั้งสหภาพแรงงานแบบดั้งเดิมนั้นทำได้ยากขึ้นมาก ๆ

เราจึงได้เห็นเฉพาะสหภาพแรงงาน ที่เก่าแก่ อย่างในไทย ก็มีหลายองค์กรที่แข็งแกร่งมาจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น สหภาพแรงงานของการบิน หรือ รัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ของไทยนั้นก็มักจะมีสหภาพแรงงานเหล่านี้ ที่มีอำนาจต่อรองค่อนข้างสูง

ตัวอย่างที่เห็นภาพมาก ๆ คือบรรดาโรงงานการผลิตต่าง ๆ ในประเทศฐานการผลิตใหญ่ของโลกอย่างประเทศจีน ซึ่งมักจะคัดค้านการเกิดขึ้นของสหภาพเหล่านี้ ซึ่งใน Documentary ดังใน Netflix อย่าง American Factory นั้นก็ตีแผ่ภาพดังกล่าวให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ในเรื่องของความพ่ายแพ้ของคนอเมริกา ที่ไม่สามารถที่จะไปผลิตสู้โรงงานจากจีนได้เลย เพราะในสารคดีชุดนี้มันได้ชี้ให้เห็นความแตกต่างหลาย ๆ อย่างระหว่างแรงงานชาวอเมริกาและจีน

มันเป็นความแตกต่างทุก ๆ อย่าง ทั้งประสิทธิภาพ ความคล่องตัว ระเบียบวินัย แทบจะทุก ๆเรื่องนั้น ความสามารถของแรงงานจีนนั้นกินขาดอย่างเห็นได้ชัด แถมยังไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องสหภาพแรงงาน ที่ทางฝั่งอเมริกานั้นพยายามเรียกร้องอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย

ซึ่งแน่นอนว่า อิทธิพลของสหภาพแรงงานนั้นค่อนข้างสูง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการต่อรองค่าจ้าง หรือการจัดการอุปทานด้านแรงงาน ซึ่งมีงานวิจัยที่น่าสนใจที่พบว่า การเจรจาต่อรองผ่านสหภาพแรงงานนั้น นายจ้างจะต้องจ่ายค่าแรงที่สูงกว่าจุดตัดสมดุลปรกติ (จุดตัดของเส้นอุปทานแรงงานและความต้องการแรงงาน)

ต้องเรียกว่าในอดีตนั้น สหภาพแรงงานเหล่านี้ ล้วนมีอิทธิพลอย่างมาก ไมว่าจะเป็นเรื่องการหาแรงงานเข้าสู่บริษัท การกดดันอัตราค่าจ้าง และมีกฏหมายรองรับที่คุ้มครองในระดับหนึ่งของกิจกรรมในสหภาพแรงงานเหล่านี้

ซึ่งอย่างที่กล่าวไปว่า ในเศรษฐกิจยุคเก่านั้น เป็นยุค ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ซึ่งทำให้สหภาพแรงงานเหล่านี้สามารถอยู่ต่อไปได้ และคงอิทธิพลต่อไปได้ นายจ้างก็ไม่ค่อยกล้าที่จะล้มสหภาพแรงงานเหล่านี้ และองค์กรส่วนใหญ่ก็เป็นแบบผูกขาด

แต่ในยุค Disruption อย่างที่เราได้เห็นในปัจจุบัน นั้นการเคลื่อนตัวที่ช้า การไม่สามารถตัดสินใจเชิงธุรกิจได้แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เนื่องจากเกรงกลัวอิทธิพลของสหภาพแรงงาน ในที่สุดก็ทำให้หลายองค์กรนั้นถึงจุดจบได้เช่นเดียวกัน เพราะมันได้กลายเป็นยุคของปลาเร็วกินปลาช้าไปเสียแล้ว การขับเคลื่อนองค์กรที่ช้า เราก็ได้เห็นถึงสภาพของหลาย ๆ องค์กรที่มีสหภาพแรงงานที่แข็งแกร่ง แต่พวกเขาก็ไม่สามารถแข่งขันได้ และสุดท้ายก็อาจต้องเข้าสู่ภาวะล้มละลายไปในที่สุดนั่นเองครับ

References : https://www.investopedia.com/articles/economics/09/unions-workers.asp https://www.investopedia.com/financial-edge/0113/the-history-of-unions-in-the-united-states.aspx

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Series Review : Chernobyl เชอร์โนบิล มหันตภัยนิวเคลียร์โลกไม่ลืม

ห่างหายจากการ Review หนังและซีรี่ย์ ไปนานเนื่องจากการเข้าสู่วิกฤติโควิด ทำให้โรงหนังปิดทำการมาอย่างยาวนาน ซึ่งช่วงหลังผมเองก็ได้หันมาดู ซีรี่ย์มากยิ่งขึ้น ทั้งฝั่งของ Netflix , HBO หรือของ Apple Plus ซึ่งมีหลายเรื่องที่น่าสนใจมาก ๆ

แต่เท่าที่ได้ดูหลายเรื่อง Chernobyl เชอร์โนบิล มหันตภัยนิวเคลียร์โลกไม่ลืมของทางฝั่ง HBO เป็น ซีรี่ย์ ที่ทำให้ผมประทับใจเป็นพิเศษ เพราะผมเป็นคนนึงที่สนใจโดยเฉพาะเรื่องประวัตศาสตร์ต่าง ๆ ทั้งเหตุการณ์สำคัญ ๆ รวมถึงบุคคลสำคัญ ๆ ของโลก ซึ่ง Documentary เหล่านี้ผมเก็บมาหมดเรียบแทบจะทุกเรื่อง

สำหรับ Chernobyl นั้น เป็น Mini Series ที่มีเพียงแค่ 5 ตอน ซึ่งสร้างโดย HBO เป็นการเล่าเรื่องราวของการเกิดเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Chernobyl ที่ได้เกิดระเบิดขึ้น ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ใหญ่ของโลก ที่ทาง HBO ได้นำมาตีแผ่ถึงเรื่องราวที่แท้จริงที่เกิดขึ้นว่าในตอนนั้นมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

แม้จะเป็น Mini Series แต่เรื่องนี้ใช้นักแสดงมากฝีมือ ไม่ว่าจะเป็น Jared Harris , Stellan Skarsgard แและ Emily Watson ที่มารับบทนำในเรื่อง ที่มาทอดเรื่องราวความเป็นไปของเรื่องราวที่เกิดขึ้น แม้จะมีการเติมแต่งเรื่องราวบางส่วนไปบ้าง แต่เรื่องราวส่วนใหญ่นั้นจะเป็นการอ้างอิงมาจากเหตุการณ์จริง ที่ถ่ายทอดออกมาได้น่าสนใจมาก ๆ

ซึ่งเล่าเรื่องผ่านตัวละครเอกอย่าง ศาสตราจารย์ วาเลรี เลกาซอฟ (Jared Harris) ซึ่งเป็นรองผู้อำนวยการสถานบันคูร์ชาทอฟ ซึ่งเป็นสถานบันที่วิจัยและค้นคว้าเทคโนโลยีทางด้านนิวเคลียร์ชื่อดังของสหภาพโซเวียตในขณะนั้น

ต้องบอกว่ายุคนั้นถือเป็นยุคปลาย ๆ ของสหภาพโซเวียต ที่กำลังแข่งขันกับโลกเสรีอย่างอเมริกา และนิวเคลียร์ถือเป็นเทคโนโลยีหนึ่ง ที่พวกเขาล้ำหน้ากว่าใคร และไม่เป็นรองใครในโลก แต่การเกิดระเบิดขึ้นที่เชอร์โนบิลนั้น ถือเป็นการตอกหน้าความผิดพลาดครั้งสำคัญของสหภาพโซเวียตเลยทีเดียว

มันเป็นเรื่องของความดราม่า ทั้งเรื่องการเมือง รูปแบบการปกครอง และ วิถีชีวิตของชาวสหภาพโซเวียตในยุคนั้น ที่ต้องบอกว่ามีดินแดนที่กว้างใหญ่ไพศาลเป็นอย่างมาก และซีรีย์เรื่องนี้ ก็ถ่ายทอดออกมาได้อย่างดีเยี่ยม ทั้ง location ของการถ่ายทำ และโทนของซีรีย์ ที่ทำออกมาได้ย้อนยุค สมจริง ให้เราได้เรียนรู้ไปกับเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นได้อย่างยอดเยี่ยมมาก ๆ

ซึ่งรายละเอียดทุกอย่างที่โลกมองมายังสหภาพโซเวียตในยุคนั้น ก็ต้องบอกว่า ซีรีย์เรื่องนี้ทำได้ดีในทุก ๆ รายละเอียด ไม่ว่าจะเป็น โทรศัพท์ , เสื้อผ้า , ทรงผม , ฉากต่าง ๆ ตึกรามบ้านช่องทั้งหมด ทุก ๆ รายละเอียดยิบย่อยทั้งหมดเรียกได้ว่า HBO ลงทุนมหาศาลเลยทีเดียวกับ ซีรีย์ชุดนี้

มีการตัดฉากเพื่อให้หนังเฉลยด้วยตัวมันเอง และเราต้องคอยรอลุ้นจนถึงตอนจบว่า คืนที่เกิดเหตุการณ์นั้น มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เพราะความผิดพลาดส่วนบุคคล ความผิดพลาดระดับนโยบาย หรือ ความประมาทกันแน่

แน่นอนว่า ทุกอย่างจะค่อย ๆ เฉลยผ่านตัวละครนำทั้งหมดที่ผมได้กล่าวไป และพวกเขาถ่ายทอดออกมาได้ยอดเยี่ยม ตัวประกอบทั้งหมดที่นำมาเล่น เหมือนหนังฟอร์มยักษ์ดี ๆ นี่เอง เพราะลงทุนสูงมากสำหรับซีรีย์ แต่ HBO นั้นก็ทำได้ดีในจุดนี้มาตั้งแต่ต้น ตัวอย่างเช่น ซีรีย์สงครามโลกครั้งที่สองอย่าง Band of Brothers ที่หลาย ๆ คนน่าจะจำความประทับใจกันได้ดี

ต้องบอกว่าเป็นหนึ่งในซีรีย์ ที่ผมชอบมากที่สุดเรื่องนึงเลยทีเดียว หลังจากได้ดูจบ เพราะมันมีทุกอรรถรส ที่ผสมผสานได้อย่างลงตัว แม้จะมีสิ่งที่ขัดใจอยู่บ้าง เพราะดารานำนั้นเป็นอังกฤษจ๋า และ ส่วนใหญ่จะเป็นสำเนียงแบบอังกฤษ ซึ่งมันก็ทำให้ดูแปลกพอสมควรที่นำมาถ่ายทอดเรื่องราวของสหภาพโซเวียต แต่ ถือว่าได้นักแสดงระดับท็อปทำให้งานนั้นออกมาดีเยี่ยมในเรื่องการแสดงของเหล่านักแสดงนำทั้งหมด

การถ่ายทอดเรื่องราวของ ความเสียสละของทหาร และ หน่วยต่าง ๆ ของสหภาพโซเวียต ที่ต้องการกู้วิกฤตครั้งนี้ ที่เราแทบจะยังไม่เคยทราบมาก่อน แต่พวกเขาก็ทำให้สามารถผ่านวิกฤติไปได้อย่างงดงาม แม้จะมีผลกระทบต่างๆ ต่อโลกเรามากมาย หลังจากการเกิดเหตุที่ Chernobyl แต่ ถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้โลกเราได้เรียนรู้ จากเรื่องราวจริง ๆ ถึงความน่ากลัวของภัยอันตรายจากนิวเคลียร์ และจะไม่ทำให้มันเกิดขึ้นได้อีกในอนาคตนั่นเองครับผม

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol