ประวัติ Jho Low ตอนพิเศษ : The Fall of Najib Razak

ในช่วงปลายเดือนเมษายน ปี 2018 เป็นเวลาที่ชาวมาเลเซียรอคอย เพราะนั่นเป็นการนับถอยหลังสู่การเลือกตั้งครั้งสำคัญของประเทศมาเลเซีย เหลือเพียงแค่ 11 วัน ที่จะมีการเลือกตั้งระดับประเทศครั้งสำคัญของมาเลเซีย

มันเป็นการเลือกตั้งครั้งที่ 14 ของประเทศมาเลเซีย ที่สถานการณ์ในตอนนั้น มีผู้สมัครจากพรรคหลัก ๆ อยู่สองพรรค คือ กลุ่มพรรคแนวร่วมรัฐบาลแห่งชาติ หรือ “BN” ที่สนับสนุน Najib Razak และ กลุ่มแนวร่วมพรรคฝ่ายค้าน “ปากาตัน ฮาราปัน” หรือ PH ที่นำโดยอดีตนายกมหาเธร์ โมฮัมหมัด

ซึ่งต้องบอกว่า พรรคแนวร่วมรัฐบาล หรือ “BN” นั้น เป็นพรรคเก่าแก่ที่นำโดย UMNO ที่มีนายกรัฐมาตรี Najib Razak เป็นแกนนำหลัก พวกเขาไม่เคยแพ้การเลือกตั้ง มาตั้งแต่มาเลเซียได้รับเอกราชจากอังกฤษ

แต่เรื่องราววุ่น ๆ ของศึกแย่งชิงอำนาจครั้งนี้มันก็เกิดขึ้นตั้งแต่ การยื่นใบสมัครเพื่อรับการเลือกตั้ง เทียน ฉัว ซึ่งเป็นหนึ่งในแกนนำของพรรคแนวร่วมฝ่ายค้าน PH ซึ่ง ถูกปฏิเสธการสมัครเข้าเลือกตั้ง เนื่องจากปัญหาด้านเอกสาร ต้องบอกว่าเป็นอีกหนึ่งวิธีการสกปรก ที่รัฐบาลที่มีอำนาจอยู่ในตอนนั้นใช้เล่นงานพรรคแนวร่วมฝ่ายค้าน

และเมื่อถึง 9 วันก่อนการเลือกตั้ง ได้มีการหาเสียงไปทั่วทั้งประเทศมาเลเซีย มีการจัดเตรียมป้ายหาเสียงมากมาย ในหัวเมืองใหญ่ ๆ หลาย ๆ เมืองของมาเลเซีย แต่ดูเหมือน คณะกรรมการการเลือกตั้งของมาเลเซียนั้น จะวางตัวไม่เป็นกลาง เมื่อสั่งให้พรรคแนวร่วมฝ่ายค้านดึงป้ายหาเสียงออก โดยใช้อำนาจเพื่อสั่งการให้ทำลายป้ายหาเสียงของคู่แข่ง โดยเฉพาะป้ายที่มีรูปของอดีตนายกมหาเธร์ นั้น จะถูกกรีดนำรูปหน้าของมหาเธร์ออกไป

พรรคแนวร่วมฝ่ายค้านหาเสียงแบบเต็มที่ แม้จะถูกกีดกันใด ๆ จากอำนาจรัฐ
พรรคแนวร่วมฝ่ายค้านหาเสียงแบบเต็มที่ แม้จะถูกกีดกันใด ๆ จากอำนาจรัฐ

และการแข่งขันระหว่างทั้งสองแนวร่วมนั้น ก็ดุเดือดขึ้นเรื่อย ๆ เหล่าผู้นำของพรรคนั้น ต้องลงไปตามเขตเลือกตั้ง เพื่อทำการหาเสียงให้กับผู้สมัครของพวกเขา Najib Razak นั้นยังเชื่อมั่นในตัวเองว่าด้วยบุคลิกส่วนตัวของเขา จะช่วยให้ภาพลักษณ์ของพรรคดีขึ้น แม้เรื่องของ 1MDB จะฉาวโฉ่ไปทั่วโลกแล้วก็ตามที แต่เหล่าสาวกของเขา ก็ยังเชื่อมั่นในตัว Najib อยู่

ฝั่งของ มหาเธร์ นั้นก็ออกมาปราศัยเพื่อต้องการให้ประเทศเปลี่ยนแปลงเสียที โดยกล่าวหา Najib ว่าเป็นผู้นำที่ไม่ได้ต่อสู้เพื่อประเทศ เหมือนผู้นำคนอื่น ๆ ในอดีตที่ผ่านมา แต่ล้วนเป็นการต่อสู้เพื่อทรัพย์สินของตัวเองแทบจะทั้งสิ้น ซึ่งมหาเธร์ นั้นต้องการแสดงความรับผิดชอบเพราะเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้ Najib ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี

และเพียงแค่ 8 วันก่อนการเลือกตั้ง ทาง กกต ของมาเลเซียก็ได้ทำเรื่องเซอร์ไพรซ์อีกครั้งด้วยการประกาศว่าจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในวันพุธที่ 9 พฤษภาคม ปี 2018 ซึ่งปรกติการเลือกตั้งในวันพุธมันแทบจะไม่มีประเทศไหนจัดขึ้นอยู่แล้ว เพราะเป็นวันทำงานปรกติ มันเป็นเกมการเมืองของฝ่ายมีอำนาจที่ไม่ต้องการให้คนมาลงคะแนนเสียงเยอะ ๆ ซึ่งแน่นอนว่าประชาชนชาวมาเลเซีย นั้นไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง และพวกเขาต้องทำบางอย่างเพื่อโต้ตอบ

เหล่าประชาชนชาวมาเลเซีย รู้สึกว่ากำลังถูกท้าทาย พวกเขารู้สึกโกรธแค้น การกระทำของเหล่าผู้ที่มีอำนาจ พวกเขาต้องหยุดงาน แน่นอนว่าบางคนไม่มีเงินพอที่จะกลับบ้านเพื่อไปเลือกตั้งเสียด้วยซ้ำ

ในสังคมออนไลน์ มีแต่คนก่นด่า เรื่องดังกล่าว ที่มาจัดการเลือกตั้งในวันทำงาน และเป็นวันพุธ ซึ่งไม่ใกล้กับวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ดูเหมือนว่า Najib กำลังพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ได้อำนาจกลับมา เพราะเขารู้ว่าถ้าเขาแพ้ในรอบนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างในเรื่อง 1MDB จะถูกขุดคุ้ยขึ้นมาอย่างแน่นอน

ซึ่งประชาชนชาวมาเลเซีย ต้องการให้ประเทศเปลี่ยน พวกเขาจึงได้เปิดกองทุนขอรับเงินบริจาคผ่าน Social Media เพื่อไปมอบให้กับผู้ที่ขัดสน ที่จะใช้ในการเดินทางกลับบ้านเพื่อไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งครั้งนี้ให้ได้ ซึ่งเมื่อแคมเปญดังกล่าวสิ้นสุดลง การระดมทุนครั้งนี้ ช่วยให้ชาวมาเลเซีย 2,800 คนได้กลับบ้านเพื่อไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง

เทียน ฉัว หลังจากที่เขาถูกปฏิเสธลงสมัครรับการเลือกตั้งในครั้งแรก แล้วผิดหวัง เขาจึงได้ขอยื่นอุธรณ์ ต่อศาลสูงสุดของมาเลเซีย แต่ก็ถูกปฏิเสธว่าไม่ใช่เขตอำนาจของศาลที่จะตัดสินเรื่องดังกล่าว สุดท้ายเขาจึงตัดสินใจที่หันไปสนับสนุนผู้สมัครจากพรรคอิสระแทนเพื่อไม่ให้คะแนนเสียงของเขานั้นตกไปอยู่กับพรรคแนวร่วมรัฐบาลแห่งชาติของ Najib Razak

แน่นอนว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นเรื่องราวของ 1MDB ก็กำลังฉาวโฉ่อยู่พอดี ซึ่ง Najib นั้นได้ตั้ง Arul Kanda ขึ้นมาเป็น CEO ของกองทุน 1MDB และให้เขาช่วยทำการกลบเกลื่อนร่องรอยของกองทุน 1MDB ที่หลุดฉาวโฉ่ออกมา

ในช่วงเลือกตั้งนั้น Arul Kanda ได้เดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ ทั่วทั้งประเทศมาเลเซีย เพื่ออธิบายความเข้าใจผิดเกี่ยวกับกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติหรือ 1MDB รวมถึงโจมตีพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม แต่สถานที่ส่วนใหญ่ที่ Arul Kanda ไปนั้น ต่างถูกประชาชนโห่ไล่

ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2018 สองวันก่อนการเลือกตั้ง มีการประท้วงเกิดขึ้นตามเมืองต่าง ๆ ทั่วโลกที่มีประชาชนชาวมาเลเซียอาศัยอยู่ เมื่อบัตรเลือกตั้งของพวกเขายังไม่ส่งมาถึงมือ ทั้งที่การเลือกตั้งจะจัดขึ้นในอีกสองวันข้างหน้า ซึ่งชาวมาเลเซียในต่างประเทศ กล่าวหา กกต. ว่าตั้งใจส่งบัตรเลือกตั้งล่าช้า

ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขาเหล่านี้ ต่างกังวลว่า บัตรเลือกตั้งที่ได้รับล่าช้านั้น เมื่อเขาส่งบัตรกลับไปจะถึงทันเวลาหรือเปล่าเพราะเหลือเพียงแค่ 2 วันก็จะมีการเลือกตั้งครั้งใหญ่ของประเทศแล้ว

ซึ่งต้องบอกว่า การที่จะส่งคะแนนเสียงของพวกเขาให้ไปถึงได้ทันเวลานั้น เป็นสิ่งที่ทำได้ยากมาก ๆ ด้วยความที่ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ และประชาชนชาวมาเลเซียตระหนักถึงสิทธิ์ของพวกเขาเป็นอย่างมาก จึงไม่ได้อยากให้มีคะแนนที่เสียไปเปล่า ๆ แม้แต่คะแนนเดียว

สำหรับผู้ที่ได้รับบัตรแล้ว ก็มีบางส่วนยินดีที่จะเดินทางกลับประเทศไปเพื่อพบบรรยากาศการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ครั้งนี้ และแน่นอนว่า พวกเขายินดีที่จะพาบัตรเลือกตั้งของเพื่อน ๆ ที่ไม่ได้เดินทางมาด้วยนั้น ส่งไปให้ถึงมือของกกต ให้สำเร็จ เพื่อทุกคะแนนเสียงที่มีคุณค่าของชาวมาเลเซียที่มีอยู่ทั่วโลก

ในคืนวันสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง อดีตนายกมหาเธร์ ได้ออกปราศัยครั้งสำคัญ เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนชาวมาเลเซียออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง เพราะเสียงทุกเสียงในการเลือกตั้งครั้งนี้นั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมาก

ฟากฝั่งของ พรรคแนวร่วมแห่งชาติ ของ Najib ก็ขึ้นเวทีปราศัยใหญ่เช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่แปลกมาก ๆ ที่ สีหน้าท่าทางของ Najib นั้นดูท่าทีมีความกังวลเป็นอย่างมาก ดูเหมือน Najib นั้นจะรู้ตัวว่าความนิยมของพรรคตนนั้นเริ่มตามหลัง กลุ่มแนวร่วมพรรคฝ่ายค้านที่นำโดย อดีตนายกมหาเธร์ เสียแล้ว

ในการปราศัยครั้งสุดท้าย Najib พยายามพูดถึงนโยบาย ประชานิยมแบบสุดโต่งเพื่อหวังดึงคะแนนเสียง ไม่ว่าจะเป็น การลดภาษี การยกเลิกค่าทางด่วน และอื่น ๆ อีกมากมายที่ล้วนแล้วแต่เป็นนโยบายประชานิยม แต่กลับกัน การปราศัยครั้งสุดท้ายของอดีตนายกมหาเธร์นั้น พยายามเข้าถึงอารมณ์ของประชาชนเพื่อเอาชนะในศึกที่ยิ่งใหญ่ครั้งนี้ให้จงได้

และในที่สุดก็มาถึงวันเลือกตั้งจริง ๆ วันที่ 9 พฤษภาคม ปี 2018 ต้องบอกว่าเป็นบรรยากาศการเลือกตั้งที่ประชาชนชาวมาเลเซียไม่เคยพบเจอมาก่อน เพราะผู้คนต่างหลั่งใหลกันมาเข้าคูหาเลือกตั้ง ในหลาย ๆ คูหานั้น ผู้คนต่อแถวยาวออกไปถึงข้างนอกถนน แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครอารมณ์เสียที่จะมารอใช้สิทธิ์การเลือกตั้งครั้งนี้เลย ทุกคนต่างมีรอยยิ้ม และมีความสุข และต่างคิดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้กำลังจะเปลี่ยนโชคชะตาของประเทศมาเลเซีย

ซึ่งแม้จะมีการร้องเรียนเรื่องการทุจริตเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบัตรปลอม หรือ เรื่องการสวมสิทธิ์เลือกตั้ง แต่ต้องบอกว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ มีคนมากมายที่มาเป็นอาสาสมัคร เพื่อสังเกตการณ์ การนับคะแนน เพราะพวกเขาต้องการให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมที่สุด และไร้ข้อครหาใด ๆ

ในการเลือกตั้งครั้งนี้มีประชาชนเข้ามาใช้สิทธิ์กว่า 12 ล้านคน แม้จะเป็นการเลือกตั้งในวันทำงาน แต่ผู้คนต่างหลั่งไหลกันมาลงคะแนนกันอย่างมากมาย และนี่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศนี้

หลังจากปิดคูหาเลือกตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้งก็เริ่มนับคะแนนทันที เมื่อนับคะแนนไปได้ถึงประมาณ 1 ทุ่ม ทุกอย่างมันเหมือนจะดูดีสำหรับ Najib Razak เพราะคะแนนเริ่มออกสตาร์ท แบบนำห่าง แต่พอถึง เวลา 2-3 ทุ่ม พรรคแนวร่วมฝ่ายค้าน ก็เริ่มที่จะตีตื้น เอาชนะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

ประชาชนแห่กันมารวมตัวรอลุ้นผลคะแนน
ประชาชนแห่กันมารวมตัวรอลุ้นผลคะแนน

มีการสลับกับขึ้นนำอยู่ตลอดเวลาของทั้งสองฝั่ง ต้องเรียกได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนกับการเลือกตั้งของมาเลเซีย ที่พรรคแนวร่วมรัฐบาลที่นำโดยพรรค UMNO นั้นมักจะชนะแบบขาดลอยอยู่เสมอ ต้องบอกว่าเป็นช่วงเวลาที่บีบหัวใจเหล่าประชาชนชาวมาเลเซียอย่างมากในคืนนั้น

แต่หลังจากช่วง 3 ทุ่มครึ่งเป็นต้นไป พรรคแนวร่วมฝ่ายค้าน ก็คะแนนทิ้งนำห่างออกไปเรื่อย ๆ ส่วนผู้สมัครอิสระที่ เทียน ฉัว ให้การสนับสนุนหลังจากที่เขาหมดสิทธิ์ลงเลือกตั้ง ก็ได้รับชัยชนะ แม้จะเป็นนักการเมืองหน้าใหม่ที่เป็นเด็กหนุ่มและลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งแรกก็ตามที

ที่ทำการพรรค UMNO ใจกลางเมืองหลวงกรุงกัวลาลัมเปอร์ นั้นดูเงียบเหงา แม้จะมีผู้สนับสนุน Najib อยู่บ้าง แต่ดูเหมือนพวกเขากำลังสิ้นหวัง พวกเขาต่างเฝ้ามองดูผลคะแนนทางโทรศัพท์มือถือ ไม่มีการเฉลิมฉลองใด ๆ เพราะปรกติแล้วพรรค UMNO จะประกาศชัยชนะจากสำนักงานใหญ่ของพรรค ซึ่งดูเหมือนว่าตอนนี้พวกเขาจะรู้ตัวแล้วว่ากำลังแพ้ศึกใหญ่ครั้งนี้

แต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง ก็ยังคงไม่ประกาศผลออกไป และพยายามถ่วงเวลาให้มากที่สุด ซึ่งการเลือกตั้งปรกตินั้น ในช่วงเวลาประมาณ 4-5 ทุ่ม ก็จะมีการประกาศผลอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้ว แต่ครั้งนี้เป็นสิ่งที่ผิดปรกติอย่างมาก

เหล่าสมาชิกอาวุโสของพรรค UMNO เริ่มมีการไปรวมตัวกันที่บ้านพักของ Najib Razak และไม่มีใครรู้ว่าพวกเขากำลังประชุมกันเรื่องอะไร ทำให้บรรยากาศตอนนั้นมันน่าอึดอัดมาก ๆ สำหรับประชาชนชาวมาเลเซีย มีข่าวลือแพร่สะพัดว่า Najib จะให้ทหารเข้ามาจัดการไม่ให้พรรคแนวร่วมฝ่ายค้านสามารถตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ

ในช่วงดึก ทหารเริ่มออกมา และเมืองปุตราจายา ถูกปิดตาย ถนนสำคัญหลาย ๆ สายถูกปิด มีประชาชนเริ่มออกมาประท้วงให้ประกาศผลการเลือกตั้ง โดยเมื่อถึงเวลาเที่ยงคืน มีผู้คนเริ่มออกมาเดินขบวนประท้วงบนท้องถนนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

มันเป็นการออกมาชุมนุมกันได้ไม่ได้มีการนัดหมาย เพราะประชาชนต่างต้องการรู้ว่า มันเกิดอะไรขึ้น และทำไมยังไม่มีการประกาศผลการเลือกตั้งเสียที ซึ่งเมื่อถึงตีหนึ่ง ผลการเลือกตั้งก็ยังคงไม่มีการประกาศออกมา ผู้คนก็เลยสรุปกันเองว่า ชัยชนะในวันนั้นเป็นของพรรคแนวร่วมฝ่ายค้าน ของอดีตนายกมหาเธร์

ผู้คนเริ่มเข้ามามากขึ้นเรื่อย ๆ และเริ่มมีรถสลายการชุมนุมของทหารเข้ามาในพื้นที่ ซึ่งทหารได้สั่งให้มีการสลายการชุมนุม แต่ด้วยจำนวนประชาชนที่เข้ามามีเยอะมาก ทำให้พวกเขาไม่ได้เชื่อฟังคำสั่งของเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด

และเมื่อถึงเวลา 4:40 น. ในเช้าวันถัดไป ในที่สุด คณะกรรมการการเลือกตั้งก็ได้ออกมาประกาศผลการเลือกตั้งในที่สุด พรรคแนวร่วมฝ่ายรัฐบาล (BN) ของ Najib นั้นได้ตำแหน่งไป 79 ที่นั่ง ส่วนพรรคแนวร่วมฝ่ายค้านของมหาเธร์นั้นได้ไป 104 ที่นั่ง เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ประเทศมาเลเซีย ที่ได้รัฐบาลชุดใหม่ที่ไม่ได้มาจากการนำของพรรค UMNO

และในวันต่อมา ประชาชนชาวมาเลเซีย ต่างมารอพิธีสาบานตนต่อกษัตริย์ของมาเลเซีย เพื่อประกาศให้มีรัฐบาลชุดใหม่ในประเทศมาเลเซียอย่างเป็นทางการ แต่ดูเหมือน ยังไม่มีวี่แววว่าจะมีพิธีสาบานตน ทำให้มีข่าวลือสะพัดมากมาย ว่ารัฐบาลชุดเก่ายังไม่ยอมถอย และอาจเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นได้ ประชาชนต่างออกมารอ และรวมกลุ่มกันทั่วทั้งเมืองหลวงของมาเลเซีย

แต่ในที่สุด เมื่อเวลา 3 ทุ่ม ของวันที่ 10 พฤษภาคม 2018 ผู้นำพรรคแนวร่วมฝ่ายค้านอย่าง มหาเธร์ โมฮัมหมัด ก็ได้เข้าสู่พิธีสาบานตน เพื่อเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของประเทศมาเลเซียอย่างเป็นทางการ และถือเป็นการปิดฉากอำนาจของ Najib Razak ที่มีมาอย่างยาวนาน พร้อมด้วยเรื่องฉาวโฉ่ที่ดังกระฉ่อนไปทั่วโลกในกองทุน 1MDB ไปได้ในท้ายที่สุดนั่นเองครับ

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :Prologue *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

เครดิตข้อมูลจาก : iFlix Documentary (บังกิต 11 วันพลิกชาติ)

References Image : https://qz.com/1320081/ex-malaysian-prime-minister-najib-razak-arrested-in-1mdb-corruption-investigation/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ประวัติ Jho Low ตอนที่ 19 : The End of The Beginning

ณ กรุง วอชิงตัน ดี.ซี ในเดือนกรกฏาคมปี 2016 อัยการสูงสุดของสหรัฐอเมริกา Loretta Lynch ก้าวขึ้นไปที่ไมโครโฟนในห้องแถลงข่าว ในห้องแถลงข่าวที่สำนักงานกระทรวงยุติธรรม ครู่หนึ่งต่อมาเธอได้ประกาศยึดทรัพย์สินครั้งที่ใหญ่ที่สุดตลอดกาลครั้งหนึ่ง ในคดีฉ้อโกงครั้งประวัติศาสตร์ในประเทศมาเลเซีย

Lynch ได้อธิบายถึงการที่รัฐบาลสหรัฐกำลังพยายามยึดทรัพย์สินมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ ที่ถูกซื้อมาโดยเงินที่ขโมยจากกองทุน 1MDB ซึ่งเป็นคดีคอร์รัปชั่นที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ที่มีการบันทึกไว้

“กระทรวงยุติธรรมสหรัฐจะไม่อนุญาตให้ใช้ระบบการเงินอเมริกันเป็นสื่อกลางในการทุจริต” Lynch กล่าว “เหล่าผู้ที่เกี่ยวข้องและสมรู้ร่วมคิดในการโกงครั้งประวัติศาสตร์นี้ สหรัฐจะไม่หยุดยั้งในความพยายามที่จะปฏิเสธพวกเขาถึงรายได้จากอาชญากรรมของพวกที่ได้ทำมา”

นี่คือการจับกุมผู้กระทำความผิดที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา ทีมอัยการสูงสุดของสหรัฐ ได้ร่วมมือกับ FBI ด้วยความระมัดระวัง ในการติดตามสืบสวนสอบสวนเรื่องนี้

คดีนี้มีชื่อว่า “Jho Low” ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ชื่อของ Low ถูกเรียกต่อสาธารณชนโดยหน่วยงานที่บังคับใช้กฏหมาย เช่นเดียวกับ Riza Aziz , Khadem Al Qubaisi และ Mohammed Al Husseiny รวมถึง Tarek Obaid

Tim Leissner ถูกเรียกว่า “Goldman Managing Director” ซึ่งแม้จะมีการสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูงจาก Goldman ในธุรกิจ 1MDB แต่สุดท้าย Leissner เองก็ไม่สามารถอยู่รอดได้จากหลักฐานการสนับสนุนแบบลับ ๆ ให้กับ Low ในการเปิดบัญชีในลักเซมเบิร์ก ซึ่งสุดท้ายเขาก็ได้ลาออกจากธนาคารในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2016

ในช่วงต้นปี 2017 สิงค์โปร์ได้สั่งห้าม Leissner จากอุตสาหกรรมการเงินเป็นเวลา 10 ปี ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกันกับหน่วยงานกำกับดูแลอุตสหกรรมการเงิน (Financial Industry Regulatory Authority) ซึ่งเป็นหน่วยงานในสหรัฐอเมริกาได้ห้ามเขาจากอุตสาหกรรมหลักทรัพย์ของอเมริกา หลังจากที่เขาไม่ตอบสนองต่อการร้องขอเอกสารและข้อมูลอื่น ๆ อันเนื่องจากการที่เขาได้ลาออกจาก Goldman ไปแล้ว

ส่วนสิ่งทีน่าตกใจก็คือ นายกรัฐมนตรี Najib Razak ที่ถูกขนานนามว่า “Malaysian Official 1” ซึ่งในคดีที่อธิบายว่าเขาเป็นญาติของ Riza Aziz และดำรงตำแหน่งผู้มีอำนาจสูงสุดใน 1MDB และต่อมาภายหลังได้เพิ่ม Rosmah ภรรยาของ Najib เข้าไปในคดีเพิ่มเติมโดยถูกเรียกว่า “ภรรยาของ Malaysian Official 1”

ซึ่งการพาดพิงเรื่องดังกล่าวนั้น ทำให้ Najib ถึงกับตกใจกับสิ่งที่สหรัฐกำลังดำเนินการ นี่เป็นคดีแพ่งที่กำลังจะยึดทรัพย์สินของพวกเขา ส่วนตัวของ Jho Low เองนั้น ก็ได้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปที่อเมริกาทันที รวมถึงตัว Najib เองที่ได้ส่งผู้ช่วยรองนายกไปยังสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่นิวยอร์กในปีนั้นแทนตัวเขา

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐได้กล่าวว่า เงินจำนวนอย่างน้อย 3.5 พันล้านดอลลาร์ ได้หายไป และจากการประเมินนั้นพบว่าเงินอีกอย่างน้อย 1 พันล้านดอลลาร์ นั้นได้หายไปภายใน 1 ปีหลังจากนั้น ซึ่งนั่นรวมถึง อสังหาริมทรัพย์ทั้งใน ลอสแองเจลลิส นิวยอร์ก และ ลอนดอนที่ Low ได้ซื้อไว้และโอนไปยัง Riza Aziz ลูกเลี้ยงของ Najib นั่นเอง

ทางการสหรัฐได้ยื่นฟ้องร้องคดีแพ่งเพิ่มเติมจำนวนมาก โดยมีเป้าหมายที่รายการทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากบริษัทผลิตภาพยตร์ Granite บ้านหลังงามมูลค่า 8 ล้านดอลลาร์ ที่ Low มอบให้นางแบบสาว Miranda Kerr รวมถึงงานศิลปะมูลค่ากว่า 13 ล้านดอลลาร์ ที่ Low มอบให้กับ Leonardo DiCaprio

แน่นอนว่า Jho Low เป็นจุดศูนย์กลางสำคัญของการสอบสวนเรื่องราวทั้งหมด แม้มันจะไม่ชัดเจนว่าคนอื่น ๆ จะเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น Riza Aziz , Al Qubaisi , Al Husseiny , Jasmine Loo ที่ปรึกษากฏหมาย แต่พวกเขาเหล่านี้ก็ถือเป็นเป้าหมายในการดำเนินการสอบสวนทางคดีอาญา

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ ยังคงพิจารณาถึงบทบาทของ Leissner ต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ทั้งหมด แต่ต้องบอกว่า ในรอบเกือบทศวรรษนับตั้งแต่เกิดวิกฤติการณ์ทางการเงิน Hamburger Crisis ในปี 2008 นั้น มีพนักงานจาก Wall Street เพียงหนึ่งคนเท่านั้นที่ถูกจองจำในคุก ส่วนที่เหลือก็รอดไปได้อีกตามเคย แม้จะทำให้เศรษฐกิจล่มสลาย ทำให้คนหลายล้านคนต้องตกงาน แต่เหล่านายธนาคารจาก Wall Street ก็แทบจะไม่ได้รับผลกรรมใด ๆ จากสิ่งที่พวกเขาสร้างมันขึ้นมา

วิกฤติการเงินในปี 2008 สุดท้ายเหล่านักการเงินใน Wall Street ก็รอดตัวอยู่ดี
วิกฤติการเงินในปี 2008 สุดท้ายเหล่านักการเงินใน Wall Street ก็รอดตัวอยู่ดี

ในวันที่ 27 มีนาคม ปี 2016 Yeo Jiawei พ่อมดทางการเงิน ผู้เชี่ยวชาญเรื่องกลไกทางการเงินที่ซับซ้อน และเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่สำคัญของ Low ที่ถูกทางการสิงคโปร์เฝ้าติดตามการกระทำต่าง ๆ ของเขา ซึ่งเขาพยายามปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับเรื่องราวทั้งหมดนี้ แต่ดูเหมือนสุดท้าย เขาก็ต้องลงเอยที่คุก เช่นเดียวกัน

เช่นเดียวกับในสหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ได้ทำการเข้ายึดทรัพย์สินกว่า 177 ล้านดอลลาร์ ในบัญชีของ Jho Low และครอบครัวของเขา ทางการสิงคโปร์ได้ทำการเพิกถอนใบอนุญาตการดำเนินธุรกิจธนาคารของ BSI เป็นครั้งแรกในรอบ 3 ทศวรรษ ที่ประเทศสิงคโปร์ที่เป็นศูนย์กลางทางการเงินของเอเชียมีการสั่งปิดธนาคาร

ส่วน Yak Yew Chee นายธนาคารส่วนตัวของครอบครัว Low นั้น หลังจากให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ ก็ถูกตัดสินให้จำคุก 18 สัปดาห์ หลังจากมีการสารภาพว่าได้ทำการปลอมแปลงรายงานธุรกรรมที่มีความน่าสงสัย เขาได้รับเงินค่าส่วนแบ่งจากการยักยอกครั้งประวัติศาสตร์นี้ เพียงไม่กี่ล้านดอลลาร์เท่านั้น

สำนักงานอัยการสูงสุดของสวิตเซอร์แลนด์ ได้ทำการเปิดการสอบสวนทางอาญาในเรื่อง 1MDB โดยมุ่งเน้นไปที่บทบาทของ Low และ Qubaisi รวมถึงการสั่งปรับธนาคาร BSI กว่า 95 ล้านฟรังก์สวิส จากผลกำไรที่ได้มาซึ่งมิชอบ และหลังจากเปิดทำการมาเป็นเวลา 143 ปี ในที่สุด BSI ก็ปิดกิจการลงในปี 2017 โดยทรัพย์สินของ BSI ถูกโอนย้ายไปยังธนาคารสวิสอีกแห่งหนึ่ง ภายใต้คำสั่งจากทางการในที่สุด

ในฤดูใบไม้ร่วงปี 2016 ตำรวจของอาบูดาบี ได้ทำการเข้าจับกุม Khadem Al Qubaisi ต้องบอกว่ามันเป็นการเคลื่อนไหวที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อนในอ่าวเอมิเรตส์ สถานที่ที่การจัดการเรื่องที่สกปรก หรือทุจริตของชนชั้นสูงนั้นมักไม่ค่อยได้รับการเปิดเผย

แต่บทบาทของ Al Qubaisi ในเรื่องอื้อฉาวใน 1MDB นั้น ได้ถูกเปิดเผยให้โลกเห็นถึงความน่าอับอายมาสู่อาบูดาบี แม้เขาจะถูกไล่ออกจาก IPIC ไปตั้งแต่ปี 2015 แล้วก็ตาม แต่การถูกจับกุมถือเป็นเรื่องใหญ่มากในดินแดนแถบนี้

เจ้าหน้าที่จากอาบูดาบี และ 1MDB ยังคงเจรจาต่อรองว่าจะแยกแยะปัญหาหนี้สินที่เกิดขึ้นอย่างไร ความหวังจากจีนก็ช่วยได้ไม่มากนัก เมื่อประธานาธิบดี สี จิ้น ผิง ปฏิเสธที่จะลงนามในข้อตกลงบางส่วน เพราะไม่ต้องการมีส่วนร่วมในเรื่องนี้ แม้จะช่วยให้มาเลเซียใกล้ชิดกับจีนมากยิ่งขึ้นก็ตาม

ถึงตอนนี้ ผู้ปกครองอาบูดาบีต้องการให้ความอับอายครั้งนี้จบลงโดยเร็วที่สุด IPIC ใช้เงินสำรอง 3.5 พันล้านดอลลาร์จ่ายออกไปโดยไม่ได้หวังว่า 1MDB นั้นจะสามารถชำระคืนหนี้ให้พวกเขาได้อีกแล้ว และมันได้กลายเป็นประวัติศาสตร์ด่างพร้อยของกองทุนที่ดำเนินมากว่า 32 ปี ของมูลค่ากองทุนกว่า 70,000 ดอลลาร์ โดยชายสุดแสบที่ชื่อ Jho Low

ความพยายามของ Low ในการปกปิดขั้นตอนการทุจริตใน PetroSadui นั้นก็ล้มเหลวเช่นเดียวกัน ในเดือนพฤศจิกายนปี 2017 เจ้าชาย Turki ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทได้ถูกกักตัว หลังจากการขึ้นสู่อำนาจของผู้ปกครองคนใหม่ของซาอุดิอารเบีย ซึ่งการถูกริดรอนอำนาจของเจ้าชาย Turki เป็นการทำลายโอกาสที่จะกู้ชื่องเสียงกลับมาของ Low จนหมดสิ้นไปในที่สุด

ซึ่งในท้ายที่สุดเขาก็ทำได้เพียงแค่หนี และ พยายามหอบเงินส่วนที่เหลือออกไปได้ให้มากที่สุด และหนีไปใช้ชีวิต โดยไม่มีโอกาสได้ออกมาพบปะผู้คนในโลกภายนอกอีกต่อไปนั่นเอง เขาต้องลืมชีวิตมหาเศรษฐีที่เขาใช้มาหลายปี และเสพมันเหมือนยาเสพติด จนแยกไม่ออกระหว่างโลกแห่งความจริง และเรื่องราวโกหกที่เขาสร้างขึ้นมา

ส่วนนายรัฐมนตรี Najib เขาเริ่มทำราวกับว่า 1MDB นั้นไม่เคยมีอยู่จริง เขายกเลิกคณะกรรมการกองทุน และให้กระทรวงการคลังที่เขาเป็นหัวหน้ามาดูแลแทน ค่าใช้จ่ายของการทุจริตเหล่านี้นั้นส่งผลกระทบต่อประชาชนของประเทศมาเลเซียอีกหลายรุ่น

สุดท้ายเรื่องราวทั้งหมดก็กระทบกับประชาชนชาวมาเลเซียไปอีกหลายรุ่น
สุดท้ายเรื่องราวทั้งหมดก็กระทบกับประชาชนชาวมาเลเซียไปอีกหลายรุ่น

Moody’s ประเมินว่า รัฐบาลมาเลเซียต้องชำระหนี้กองทุนประมาณ 7.5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเทียบเท่า 2.5% ของ GDP ประเทศมาเลเซีย นักลงทุนต่างชาติกังวัลกับเรื่องอื้อฉาว ส่งผลให้เงินริงกิตในประเทศมีมูลค่าลดลง 30% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐในเวลาเพียงไม่กี่เดือน

หนี้ของกองทุนกว่าครึ่งนั้นอยู่ในรูปแบบเงินดอลลาร์ ซึ่งเงินริงกิตที่อ่อนกว่านั้นทำให้มีค่าใช้จ่ายมากขึ้นในการชำระหนี้เหล่านี้ แทนที่กองทุนอย่าง 1MDB นั้นจะสร้างงานใหม่ให้กับประชาชนชาวมาเลเซีย แต่มันกลับกลายเป็นภาระทางการเงินให้กับประเทศในอีกหลายสิบปีข้างหน้า ซึ่งสุดท้ายหนี้สินเหล่านี้ที่มาจากกองทุน 1MDB นั้น ก็จะกลายเป็นระเบิดเวลา ที่กำลังจะมาถึง และคอยกัดกร่อนทำลาย อนานคตของประชาชนชาวมาเลเซีย ในภายภาคหน้านั่นเองครับ

แล้วเราได้อะไรจากการเรื่องราวของ Jho Low จาก Blog Series ชุดนี้

ต้องบอกว่ามาเลเซียนั้นเป็นหนึ่งในประเทศที่น่าอิจฉา ที่มีอาณาเขตติดกับเรา ที่เขาสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ยกระดับคุณภาพเศรษฐกิจ ให้ก้าวหน้าแซงประเทศไทย ไปได้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

แน่นอนว่าปัจจัยสำคัญ คือการมีพรรคการเมืองที่เข้มแข็งอย่างพรรค UMNO และได้ผู้นำที่มีประสิทธิภาพมาตั้งแต่ยุคก่อตั้งประเทศ ทำให้พวกเขาสามารถที่จะพัฒนาบ้านเมืองให้ก้าวหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว และ การเมืองที่นิ่ง และมีเสถียรภาพ ทำให้พวกเขาไม่มีอุปสรรคใด ๆ เลยในการพัฒนาประเทศ ซึ่งตรงข้ามกับประเทศไทยเราที่มีปัญหาอุปสรรคทางการเมืองมาตลอดทศวรรษหลัง

แต่การเข้ามาของชายที่ชื่อ Jho Low มันทำให้มาเลเซียเปลียนไปได้ถึงขนาดนี้ ต้องบอกว่าเขาเป็นคนที่น่าทึ่ง ถ้านับความสามารถที่เขาสามารถทำการใหญ่ได้ถึงเพียงนี้ ด้วยตัวละครเพียงไม่กี่คน แต่สามารถสร้างประวัติศาสตร์การโกง ยักยอก ทรัพย์ของประเทศได้มากมายมหาศาลถึงเพียงนี้

Connection เป็นสิ่งสำคัญอย่างแรกที่เราได้เรียนรู้จาก Low เขาอาศัย Connection ที่เขาสร้างมาตั้งแต่เยาว์วัย ทำสิ่งที่เหลือเชื่อได้ ผ่านความสามารถและวาทะศิลป์ของเขาที่ทำให้คนที่เกี่ยวข้องต่างหลงเชื่อในคารมของเขา โดยคนเหล่านี้เป็นคนระดับมหาเศรษฐี หรือนักการเงินระดับท็อปของโลกแทบจะทั้งสิ้น

อีกส่วนหนึ่ง เราได้เห็นถึงด้านมืดของโลกการเงิน ความซับซ้อนของกลไกทางเงินที่เหล่า มหาเศรษฐี หรือ ผู้ที่ทำธุรกิจผิดกฏหมายใช้ในการฟอกเงินกัน และเราจะเห็นได้ว่ามันมีอยู่จริง และมันอยู่ในทั่วทุกมุมโลก ที่มีบริการเหล่านี้ให้ใช้ได้เหมือนกับมันเป็นสิ่งถูกต้อง

ซึ่งแน่นอนว่าโลกทุนนิยม ผลประโยชน์แอบแฝงต่าง ๆ ทั้งที่ถูกต้อง และไม่ถูกต้องนั้น เป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ ในการผลักดันเรื่องราวต่าง ๆ ตามที่เราได้เห็นใน Blog Series ชุดนี้ มันไม่ใช่ครั้งแรกที่เหล่า ธนาคารระดับโลก หรือ สถาบันการเงินระดับโลกเหล่านี้ ทำเรื่องราวเหล่านี้เพราะเห็นแก่ผลประโยชน์ที่ได้รับ ที่มันดูล่อตาล่อใจ และให้ผลตอบแทนที่มหาศาล

เพราฉะนั้น มันไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมเรายังเห็นแชร์ลูกโซ่ หรือ การหลอกการลงทุนต่าง ๆ ที่มาถึงประชาชนทั่วไป และพวกเขาเชื่อว่ามันสามารถทำได้จริง เพราะขนาดกองทุนระดับโลก หลายพันล้าน หลายหมื่นล้าน ที่เราได้เห็นใน Blog Series ชุดนี้ยังเห็นถึงความโลภ โดยไม่ได้วิเคราะห์ถึงพื้นฐานทางธุรกิจ และผลตอบแทนจากการลงทุนที่แท้จริงเสียด้วยซ้ำ แต่พวกเขาก็พร้อมที่จะกระโจนเข้าหาโอกาสเหล่านี้ทันที เพราะผลประโยชน์ล้วน ๆ ทั้งบนโต๊ะ หรือ ใต้โต๊ะที่ได้รับจากตัว Jho Low นั่นเอง

สุดท้าย มันคือเรื่องราวของผลประโยชน์ มันคือการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันของ สถาบัน กองทุน หรือ หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่กำลังแสวงหาวิธีการที่จะได้รับผลประโยชน์ที่สูงที่สุดจากโลกทุนนิยม ซึ่ง ชายที่ชื่อ Jho Low นั้นมองเห็นถึงช่องโหว่ตรงนี้ และเขาก็เป็นคนฉลาดพอที่จะทำให้โอกาสเหล่านี้ มาสร้างประโยชน์ให้กับตัวเขาและผู้ที่เกี่ยวข้องของเขาได้นั่นเอง

แต่ท้ายที่สุด ความจริงทุกอย่างมันก็ต้องปรากฏ เหมือนหลาย ๆ กรณีที่เกิดขึ้นบนโลกของเรา มันคือ รูปแบบ pattern เดิม ๆ แค่เปลี่ยนตัวละครตัวใหม่ เปลี่ยนสถานที่ ซึ่งโลกเรานั้นไม่เคยเรียนรู้ จากข้อผิดพลาดในอดีตที่ผ่านมาเลย และสุดท้าย เรื่องราวเหล่านนี้ ที่เกิดขึ้นเหมือนที่ Jho Low ทำมันก็คงจะเกิดขึ้นอีก ไม่ที่ใดก็ที่หนึ่งในโลกนี้ ในอนาคตอย่างแน่นอนครับผม

–> อ่านตอนพิเศษ : The Fall of Najib Razak

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :Prologue *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

Credit แหล่งข้อมูลบทความ

Image References : https://today.line.me/id/pc/article/Cypriot+bishop+denies+pushing+for+Jho+Low+to+get+EU+passport-99758E

อย่าลืมติดตามผลงานเรื่องต่อ ๆ ไปของผมก่อนใครได้ที่ blockdit นะครับ โหลดได้เลย

อย่าลืม ค้นหา “ด.ดล Blog” แล้ว กด follow กันด้วยนะครับผม

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol