นักวิทยาศาสตร์กำลังสร้างสิ่งมีชีวิตลูกผสมระหว่างมนุษย์กับหนู

ในที่สุดแพทย์ก็หวังว่า สิ่งมีชีวิตที่ออกแบบใหม่ที่มีลูกผสมระหว่างมนุษย์กับหนู จะสามารถนำมาใช้เป็นรูปแบบที่ถูกต้องมากขึ้นสำหรับการวิจัยทางการแพทย์ หรือแม้แต่เพื่อเป็นอวัยวะมนุษย์ที่ใช้สำหรับทดแทนเพื่อผู้ป่วยที่กำลังรอการบริจาคอวัยวะอยู่

ในทางพันธุกรรม chimera หมายถึงสิ่งมีชีวิตที่สร้างขึ้นจากกลุ่มประชากรเซลล์ที่มีต้นกำเนิดทางพันธุกรรมแตกต่างกันตั้งแต่สองชนิดขึ้นไป มาเจริญอยู่ร่วมกัน แต่แยกกันอยู่คนละชั้น

พูดแบบง่ายๆ ก็คือคล้ายๆ กับสองคนในร่างเดียว เหมือนมีแฝดแฝงอยู่ ซึ่งถ้าเป็นในสัตว์ก็มักจะมีลักษณะทั้งสองเพศอยู่ร่วมกันเช่นมีทั้งรังไข่ และอัณฑะ อย่างเช่นในแมวบางตัวที่เป็นลายกระ (tortoiseshell cat) เป็นต้น

แม้เรื่องราวของ chimeras นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ลูกผสมระหว่างมนุษย์และสัตว์เช่นหนูนั้น มันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่เทคนิคทางชีววิทยา ขณะสร้าง chimeras ใหม่นี้ อาจนำไปสู่อนาคตทางการแพทย์ที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก

แม้เซลล์ต้นกำเนิดของมนุษย์นั้นยากที่จะรวมเข้ากับสัตว์อื่น ๆ เนื่องจากเซลล์ชนิดต่าง ๆ พัฒนาในอัตราที่ต่างกัน แต่เคล็ดลับที่ทำให้เกิดขึ้นได้ในการสร้างลูกผสมระหว่างมนุษย์กับหนู ตามการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวันพุธที่ผ่านมาใน Science Science Advance คือ งานวิจัยนี้ได้ทำการย้อนเวลาของเซลล์มนุษย์ให้กลับไปสู่ในช่วงระยะต้นๆ ของการเจริญเติบโต

แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็มีอยู่อย่างจำกัด ตัวอ่อนของลูกผสมระหว่างมนุษย์กับหนู ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด คือ ได้ลูกผสมที่เป็นมนุษย์เพียงแค่ 4 เปอร์เซ็นต์ในแง่ของจำนวนเซลล์ แต่สำหรับเซลล์อื่น ๆ ในการทดลองนั้นมีเซลล์มนุษย์เพียงแค่ 0.1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

เซลล์ของมนุษย์ได้แบ่งตัวออกไป และรวมตัวให้เป็นอวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจ และตับ นักวิจัยพบว่าเซลล์เม็ดเลือดแดงของมนุษย์มีความอุดมสมบูรณ์เป็นพิเศษในตัวอ่อนหนู เซลล์มนุษย์จำนวนเล็กน้อยปรากฏตัวในเนื้อเยื่อที่จะสร้างสมอง 

แต่มันไม่มีเซลล์มนุษย์อยู่ในเซลล์ที่ใช้ในการสร้างอสุจิและไข่ และความสามารถของ chimeras ในการทำซ้ำเป็นหนึ่งในคำถามด้านจริยธรรมที่น่าเป็นห่วงเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตที่นักวิทยาศาสตร์ยังคงกังวลอยู่

เมื่ออยู่ในตัวอ่อนของหนู การเจริญเติบโตของเซลล์มนุษย์จะช้าลง เพื่อให้เข้ากับโฮสต์ของพวกมัน โดยปกติเซลล์ต้นกำเนิดของมนุษย์นั้น จะใช้เวลานานก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นเซลล์รับแสง

แต่มันไม่ใช่เมื่อเซลล์ของมนุษย์อยู่ในตัวอ่อนของหนู “หากคุณใส่เซลล์ของมนุษย์ตัวเดียวกันในตัวอ่อนหนูมันจะตายไปอย่างรวดเร็ว” นักวิจัย กล่าว “ใน 17 วันคุณจะได้รับเซลล์ที่ครบกำหนดเหล่านี้ซึ่งอาจใช้เวลาเป็นเดือนกว่าจะได้รับตัวอ่อนมนุษย์ที่เป็นปกติ”

นักวิทยาศาสตร์คนอื่น ๆ ได้ให้ความเห็นว่า ห้องปฏิบัติการที่แตกต่างกันจำเป็นต้องทำซ้ำกับผลลัพธ์ดังกล่าว และถ้ามันได้ผล มันจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของวงการวิทยาศาสตร์เลยทีเดียว”

เนื่อจากบทความนี้เป็นงานวิจัยที่ค่อนข้างมีความซับซ้อน จาก paper ใน References ซึ่งโดยสรุปก็คือ เทคนิคดังกล่าวเป็นเทคนิคใหม่ ที่ ทำการย้อนเวลาของเซลล์มนุษย์ให้กลับไปสู่ในช่วงระยะต้นๆ ของการเจริญเติบโต

ซึ่งผลลัพธ์ หากสามารถทำได้จริง และทดสอบซ้ำได้สำเร็จนั้น ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง สำหรับการสร้างอวัยวะเทียมให้กับผู้ป่วย ในอนาคตได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอการบริจาคอวัยวะอีกต่อไปนั่นเองครับ

References : https://futurism.com/the-byte/scientists-creating-mouse-human-hybrids https://www.sciencenews.org/article/mouse-human-chimera-hybrid-embryos https://advances.sciencemag.org/content/6/20/eaaz0298

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

รีวิว Icarus (อิคารัส) สารคดีเปิดโปงแผนโด้ปทีมชาติรัสเซียจาก Netflix

ต้องบอกว่าเป็นหนังสารคดีจาก Netflix ที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งเลยทีเดียวสำหรับ Icarus (อิคารัส) ที่เป็นสารคดีที่เปิดโปงแผนการโด๊ปยา ครั้งยิ่งใหญ่ของวงการกีฬาโลก ในประเทศรัสเซีย

ก่อนที่จะได้ดูสารคดีเรื่องนี้ ก็พอได้ยินข่าวมาบ้าง ในช่วงโอลิมปิก ที่ ริโอ ปี 2016 ที่รัสเซียมีปัญหาในเรื่องของการส่งนักกีฬาเข้าแข่งขัน ตอนนั้นก็ยังไม่รู้รายละเอียดอะไรมาก แค่ฟังผ่าน ๆ แต่ยังไม่รู้ว่าต้นตอของเรื่องราวทั้งหมดคืออะไร

แต่หลังจากได้ดู Icarus ต้องบอกว่ามันเป็นการ แฉ เรื่อราวฉาวโฉ่ของวงการกีฬาที่ยิ่งใหญ่มาก และไปยุ่งเกี่ยวกับชาติมหาอำนาจอย่างรัสเซีย และ มีผลโดยตรงต่อประธานาธิบดี ที่เคยเป็นอดีต KGB เก่าอย่าง วลาดิเมียร์ ปูติน ทำให้เรื่องราวยิ่งน่าสนใจมาก ๆ

ความน่าสนใจก็คือ การที่ ไบรอัน โฟเกล ที่เป็นผู้สร้างสารคดี ชุดนี้ เอาตัวเองเข้าไปทดลองกับการโด๊ปยา แล้วดูว่า ประสิทธิภาพของตัวเองนั้นเพิ่มขึ้นไปแค่ไหน ซึ่งพบว่า มันเพิ่มประสิทธิภาพให้กับตัวเขาสูงขึ้นถึง 30% เลยทีเดียว ซึ่งแน่นอนว่า เขาทดลองกับการปั่นจักรยาน ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวอื้อฉาว ของ แลนซ์ อาร์มสตรอง ที่เคยเป็นข่าวใหญ่มาก่อนหน้านี้

สารคดี ถ่ายทอดเรื่องราว ก่อนที่มันจะกลายเป็นประเด็นใหญ่ คือ ถ่ายก่อน แล้วประเด็นนี้สุดท้ายมันกลายเป็นประเด็นใหญ่ขึ้นมา จากการออกมาแฉ ของกริกอรี่ โรดเชนคอฟ นักวิทยาศาสตร์ ที่ดูแลห้องแล็บของสถานบันต่อต้านการใช้สารกระตุ้นของประเทศรัสเซีย ซึ่งเป็นหนึ่งในห้องแล็บมาตรฐานระดับโลกที่ดูแลเรื่องการตรวจโด๊ป

เรื่องราว มันเกี่ยวพัน กับ อำนาจ เรื่องของการเมือง การชิงดีชิงเด่น รวมถึงการโฆษณาชวนเชื่อของประเทศรัสเซีย เพราะมันเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ ของ ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ที่ต้องการความนิยมที่เพิ่มขึ้น หลังจากคะแนนความนิยมของเขาตกต่ำอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งเรื่องราวนั้น เป็นการแฉ เรื่องราวหลัก ๆ ของ กีฬาโอลิมปิกส์ ฤดูหนาวที่เมือง โซชิ ประเทศรัสเซีย ที่ได้เป็นเจ้าภาพในครั้งนั้น และปูติด ต้องการกู้หน้าจากคะแนนเสียงความนิยมที่ตกต่ำอย่างต่อเนื่องของเขา

ซึ่ง เขาต้องทำทุกวิถีทางในการกู้หน้าชื่อเสียง คะแนนเสียงของเขาที่มีต่อประชาชนชาวรัสเซีย ซึ่งกีฬา น่าจะเป็นจุดนึงที่ทำให้คะแนนเสียงของเขากลับมาได้ เขาจึงได้ทำทุกวิถีทางที่จะคว้าเหรียญโอลิมปิกส์ในครั้งนั้นให้ได้มากที่สุดในฐานะเจ้าภาพ

ซึ่งสารคดี ค่อย ๆ เผยเรื่องราวรายละเอียดออกมาถึงวิธีการ ที่ใช้หลบเลี่ยงการตรวจโด๊ปเหล่านี้ ซึ่งถือเป็นการแหกตาชาวโลกครั้งยิ่งใหญ่ครั้งนึง ในกีฬาเลยก็ว่าได้ เพราะนักกีฬากว่า 50% ของ รัสเซียในโอลิมปิกส์ครั้งนั้น ใช้สารกระตุ้นที่ผิดกฏ ทำให้เกิดความได้เปรียบ

และเรื่องราวยังแฉต่อเนื่องย้อนไปถึงอดีต ว่าในวงการกีฬานั้น เรื่องราวเหล่านี้มันมีอยู่จริง มันมีข้อได้เปรียบที่สำคัญของนักกีฬาจากสารกระตุ้นเหล่านี้ ที่สามารถเอาชนะคู่แข่งได้ ซึ่งเป็นการแฉความสกปรกของวงการกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

แล้วเรื่องราวบทสรุปทั้งหมดนั้นจะเป็นอย่างไร ผมยังไม่ขอ Spoil อยากให้ทุก ๆ ท่านไปดูกันเอง ซึ่งต้องบอกว่าเป็นหนึ่งในสารคดีที่ทรงพลังมากที่สุดเรื่องนึง ที่ผู้สร้างนั้นต้องเสี่ยงกับหลาย ๆ อย่าง และทำมันออกมาได้อย่างดีเยี่ยมครับ แนะนำว่าไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol