เนื้อสังเคราะห์กำลังจะกลายเป็น Trend ใหม่ของชาวอเมริกา

Startup ชื่อดังในด้านอาหารอย่าง Beyond Meat’s ที่นอกเหนือจากการขายเนื้อสัตว์สังเคราะห์ที่เติบโตถึงสามเท่าในไตรมาสนี้ ในรายงานผลประกอบการครั้งแรก วันนี้ บริษัท ยังกล่าวอีกว่าคาดว่าจะถึงจุดคุ้มทุนภายในปีนี้ 

โดย หุ้นของ บริษัท ได้ถูกเทขายออกอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่การเสนอขายหุ้นครั้งแรก แม้กระทั่งก่อนรายงานผลประกอบการที่ดีอย่างน่าประหลาดใจ และอาจเป็นข่าวดีสำหรับนักลงทุนของ Silicon Valley ที่สนับสนุน บริษัท อาหารปลอมอื่น ๆ

นอกเหนือจากทำให้เนื้อดีแล้ว : Beyond Burger ที่ทำ Fastfood ก็เช่นกัน ดังนั้น Impossible Foods ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญ (เช่นพวกเขาทำ Impossible Burger) อาจมีการเจริญเติบโตที่ใกล้เคียงกัน 

ซึ่งเพียงสองวันที่ผ่านมาThe Wall Street Journal รายงานว่าผู้ส่งเบอร์เกอร์ปลอดเนื้อกำลังดิ้นรนเพื่อตอบสนองความต้องการจากความต้องการของร้านอาหารจานด่วนทั้งหลาย กลุ่มผู้บริโภคเหล่านี้หันไปหาเบอร์เกอร์ผักเพื่อดึงดูดลูกค้ารายย่อยซึ่งพวกเขามองว่าเป็นเรื่องสำคัญสำหรับอาหารประเภทดังกล่าวที่“ มีความยั่งยืนและสร้างสุขภาพที่ดี”

ไม่ว่าจะคลิกกับลูกค้าหรือไม่ก็ตามพวกเขากำลังทำให้นักลงทุนมีความสุขมาก นอกเหนือจากราคาเสนอขายของ Beyond Meat อยู่ที่ 25 ดอลลาร์ และขึ้นไปอยู่ที่ 46 ดอลลาร์ต่อหุ้น ก่อนที่มันปิดตัวลงในวันนี้ที่  99.50 ดอลลาร์ต่อหุ้น ก่อนที่จะมีการรายงานรายได้ 

เบอร์เกอร์จาก Beyond Meat
เบอร์เกอร์จาก Beyond Meat

หลังจากที่ตลาดหุ้นพุ่งสูงถึง  119 ดอลลาร์ ของคู่แข่งอย่าง Impossible Foods ซึ่งสามารถระดมทุนได้ถึง 300 ล้านดอลลาร์ในรอบการระดมทุนครั้งล่าสุด รอยเตอร์รายงานเมื่อเดือนพฤษภาคม นักลงทุนของพวกเขานั้นรวมถึง Khosla Ventures, Bill Gates, Google Ventures, Jay Z, Katy Perry และ Serena Williams

เหล่า Startup ไม่เพียงแค่เล่นในตลาดเนื้อสัตว์สังเคราะห์ มีทั้งเหล้าปลอมจาก บริษัท อย่าง Endless Westและ Replica Wine Perfect Day Foods และRipple Foods ที่กำลังทำนมโดยปราศจากสัตว์ หรือ เกลือ NuTek เป็นเกลือที่มีโซเดียมน้อย (และโพแทสเซียมมากขึ้น)

มันยังเร็วไปสำหรับ Beyond Meat ซึ่งบริษัทยังเดินทางไม่ถึงหนึ่งปีเต็มในการเป็นบริษัทมหาชน แต่ถ้าประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องก็น่าจะช่วยให้ตลาดอาหารสังเคราะห์อื่น ๆ เติบโตไปด้วย ซึ่ง ผู้ผลิตอาหารสังเคราะห์เหล่านี้ร่วมกันกับนักลงทุนกลุ่มเดียวกันที่มีความสนใจในการทำเงินจากความสำเร็จของพวกเขา จากการกลายเป็น Trend ใหม่ของเหล่าอาหารสังเคราะห์ที่กำลังมีความต้องการสูงขึ้นอย่างชัดเจนในตอนนี้นั่นเองครับ

References : 
https://www.theverge.com/2019/6/6/18655747/beyond-meat-burger-success-may-mean-more-fake-food-is-on-the-way

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Blog Series : Paypal Mafia – Billion Dollar Boys’ Club of Silicon Valley

Paypal Mafia กลุ่มทีมงานก่อตั้งของบริการชำระเงินในตำนานของ Silicon Valley อย่าง Paypal เราอาจจะได้ยินข่าวเพียงแค่ Elon Musk หรือ Peter Thiel ที่มีบทบาทต่อการขับเคลื่อน Silicon Valley มาจวบจนถึงปัจจุบัน

แต่ Paypal Mafia นั้นยังมีบุคคลอีกหลายคนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งพวกเขาเหล่านี้นั้นล้วนแต่มีอิทธิพลต่อ Silicon Valley แม้กระทั้งอิทธิพลต่อโลกของเราไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เหล่านักเทคโนโลยีที่หันเห มาเป็นนักลงทุน เพื่อขับเคลื่อน Silicon Valley ให้กลายเป็นดินแดนที่น่าหลงไหล ดึงดูด วิศวกร อัจฉริยะจากทั่วโลกให้เข้ามาทำงาน

แม้ Paypal นั้นจะถูกซื้อกิจการไปเป็นที่เรียบร้อยในปี 2002 แต่พวกเขาเหล่านี้ เหล่า Paypal Mafia ยังไม่ยอมหยุดเพื่อไปเสวยสุขจากเงินส่วนแบ่งก้อนโต แต่ตรงกันข้ามพวกเขามีพลังอันเหลือล้นที่จะช่วยกันปฏิวัติอุตสาหกรรมทางเทคโนโลยีใน Silicon Valley สืบเนื่องต่อมาจวบจนถึงปัจจุบัน ให้อเมริกา และ Silicon Valley กลายเป็นแนวหน้าของโลกเทคโนโลยีอย่างที่เราได้เห็นกัน

แล้วพวกเขาเหล่านี้เป็นใครกันบ้าง มีบทบาทอย่างไร อย่าพลาดติดตามใน Blog Series ชุดนี้นะครับกับ Paypal Mafia – Billion Dollar Boys’ Club of Silicon Valley

–> อ่านตอนที่ 1 : Jawed Karim

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ด้านมืดของ Peter Thiel

ต้องบอกว่า Peter Thiel เป็นผู้ที่มีอิทธิพล ลำดับต้น ๆ ใน silicon valley เลยก็ว่าได้ ถือว่าเป็นนักลงทุน อันดับต้น ๆ ผู้ขับเคลื่อนเหล่า Startup หน้าใหม่ของอเมริกา รวมถึงการเป็นผู้ลงทุนกลุ่มแรก ๆ ของ facebook  social network อันดับหนึ่งของโลก

ภาพของ Peter Thiel ในเหล่า Startup ทั้งหลาย เปรียบดั่งเหมือนพระเจ้า บริษัท Startup ใหม่ๆ  ต่างมุ่งเข้าหา Peter Thiel เพื่อเสนอ idea ธุรกิจ รวมถึง model ธุรกิจใหม่ๆ  เพื่อชักจูง Peter Thiel เข้ามาลงทุนให้ได้  ซึ่งก็ต้องบอกว่า Peter Thiel นั้นเป็นผู้อยู่เบื้องหลังผู้ให้เงินลงทุน กับ Startup ชื่อดังหลาย ๆ ราย เช่น LinkedIn  , Yelp  หรือ Yammer  ซึ่งล้วนแต่เป็นกิจการที่กำลังทะยานมูลค่าสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งสิ้น

ซึ่ง Peter Thiel นั้นเป็นหนึ่งในกลุ่ม Paypal มาเฟีย ที่มามีอิทธิพล ต่อโลกของ Startup ยุคใหม่ เฉกเช่นเดียวกับเพื่อนร่วมก่อตั้งของเขา ที่โด่งดังในตอนนี้อย่าง Elon Musk กลุ่ม Paypal มาเฟีย หลังจากขายกิจการ Paypal ให้กับ Ebay เป็นที่เรียบร้อย ก็หันมาเปิด Venture Capital เพื่อลงทุนต่อกับกลุ่ม Startup ใหม่ และพร้อมผลักดันให้ธุรกิจใหม่ ๆ เกิดขึ้น เฉกเช่นเดียวกับ ที่ facebook เคยทำได้

Hulk Hogan ที่ออกมาดำเนินคดีฟ้องร้อง

Hulk Hogan ที่ออกมาดำเนินคดีฟ้องร้อง

เราอาจจะได้เห็นตามข่าว ล้วนมีแต่ด้านดี ๆ มอง Peter Thiel เป็นนักคิด นักพัฒนา หัวก้าวหน้า เพียงด้านเดียว แต่เค้าเป็นคนหนึ่งที่มารู้ภายหลัง ในเรื่องการสนับสนุนเงินทุนด้านการฟ้องร้องสื่อชื่อดังอย่าง Gawker.com เว๊บข่าวที่ตีแผ่ความจริงเรื่องต่าง ๆ ในสังคม ที่สื่อในกระแสไม่สามารถเผยแพร่ได้ จากการฟ้องร้องของ Hulk Hogan ที่ทำการฟ้องร้อง Gawker.com ที่ได้นำ clip หลุดการมีเพศสัมพันธ์กับภรรยาของเพื่อนเขา

clip หลุดการมีเพศสัมพันธ์กับภรรยาของเพื่อนเขา

clip หลุดการมีเพศสัมพันธ์กับภรรยาของเพื่อนเขา

เรื่องนี้ น่าสนใจอย่างยิ่ง ทำไม นักธุรกิจระดับหมื่นล้าน อย่าง Peter Thiel นั้นต้องมาสนับสนุนให้ฟ้อง Gawker.com ให้ถึงขั้นล้มละลายได้  ไม่น่าแปลกใจเลยเพราะ Gawker.com นั้นเล่น ในหลายประเด็นที่สื่อหลักไม่สามารถนำเสนอได้ เช่น เรื่องประเด็นเรื่องรสนิยมทาง เพศของ Peter Thiel ซึ่งคิดว่า Peter Thiel นั้นถึงขั้นเกลียด Gawker.com ที่มาเล่นประเด็นเรื่องนี้กับเขา รวมถึงแนวคิดต่าง ๆ ของ  Peter Thiel ที่ต้องบอกว่าแปลกประหลาดมาก ๆ ที่สื่อเทคโนโลยี ไม่ได้นำเสนอมุมมองด้านนี้ของ Peter Thiel ซักเท่าไหร่

คดีนี้ถือว่าเป็นคดีที่น่าสนใจในวงการสื่อของอเมริกา เนื่องจากการมาเปิดเผยภายหลังของ Peter Thiel ว่าเป็นผู้สนับสนุนหลักในการฟ้องร้อง Gawker.com และประกาศจุดยืนชัดเจนว่าต้องการให้ Gawker.com ล้มละลาย เนื่องจากความเกลียดส่วนตัว ซึ่งทำให้วงการสื่อสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีผลต่อเรื่องอิสระในการนำเสนอของสื่อชัดเจน และ ที่สำคัญ ต่อไปหากมีนายทุนคนไหนไม่พอใจ ก็จะหาวิธีในการทำลายสื่อด้วยวิธีการนี้ได้อีกนั่นเอง แต่ในที่สุดแล้วคดีนี้ นั้น Hulk Hogan ก็สามารถเอาชนะคดีได้ จนสุดท้ายต้องทำให้ Gawker.com ต้องยื่นขอล้มละลาย เพราะไม่สามารถนำเงินมาจ่ายชดเชยตามค่าปรับได้ ตามที่ศาลสั่ง เป็นตัวจุดชนวนที่น่าสนใจในวงการสื่อสารมวลชนอเมริกา ที่นายทุนรายใหญ่ สามารถ เอาชนะสื่อรายเล็ก ๆ อย่าง Gawker.com ได้

References : wikipedia.org

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Tencent กับมูลค่าที่ก้าวข้ามผ่าน facebook

ต้องยอมรับกันก่อนว่า บริษัททางด้านเทคโนโลยีจาก silicon valley ที่คิดจะเข้าไปเจาะตลาดจีนนั้นเป็นเรื่องไม่ง่าย เนื่องมาจากปัจจัยหลายประการ ทั้งทางด้านวัฒนธรรม รวมถึง รูปแบบการปกครอง และ นโยบายของรัฐจีนนั้น ค่อนข้างกีดกัน บริษัทจากทางฝั่งตะวันตก

มีบริษัทน้อยรายที่ประสบความสำเร็จในตลาดจีนได้เช่น apple แต่มีบริษัทมากมายที่ต้องมาตกม้าตายที่ตลาดจีน ทั้ง google ,ebay , amazon หรือรายล่าสุดอย่าง Uber ที่ต้องถอยทัพหนีจากตลาดจีนไปเมื่อไม่นานมานี้

ทำให้บริษัทเจ้าถิ่นสามารถที่จะสร้างตัวขึ้นมาได้อย่างรวดเร็วในทศวรรษหลัง ทั้ง ยักษ์ใหญ่อย่าง Alibaba ที่นำโดย Jack Ma , Baidu เจ้าพ่อ search engine จากจีน รวมถึงบริษัทที่เราจะกล่าวถึงใน blog นี้อย่าง Tencent ซึ่งแม้จะมีข่าวน้อย แต่ก็ทำรายได้เป็นอันดับหนึ่งในจีน แซงหน้า Alibaba ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ถ้าพูดถึง Tencent ก็ต้องกล่าวถึง Wechat บริการด้านการ chat ที่ครอบครองตลาดจีนได้อย่างเบ็ดเสร็จ ซึ่งเป็นต้นทางของบริการหลาย ๆ อย่างของ Tencent ทั้งระบบ E payment หรือ เกมส์ ที่เป็นรายได้หลักของบริษัทในขณะนี้ และลงทุนในบริษัททางด้านเทคโนโลยีต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศอีกมากมาย

ซึ่งผมก็เคยเขียน blog เกี่ยวกับ tencent ไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งตอนนี้นั้น มูลค่าของ tencent ได้มีมูลค่า Market Value แซง facebook ยักษ์ใหญ่ทางด้าน social network จากอเมริกาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมูลค่าล่าสุดนั้นสูงถึง 528,000 ล้านดอลล่าร์  มากกว่า มูลค่า facebook ณ ปัจจุบันอยู่ 6 พันล้านดอลล่าร์

อาจจะเป็นการแซงเพียงชั่วคราวจากมูลค่าหุ้นที่เพิ่มขึ้นมา แต่ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะบริษัทที่ติด Top Ten ของโลกนั้น ล้วนเป็นบริษัทใน silicon valley ซะเป็นส่วนมาก แต่การเข้ามาของ tencent นั้นสามารถเบียดบริษัทจากชาติตะวันตกขึ้นมาเป็นบริษัทที่มูลค่าติดอันดับต้น ๆ ของโลกได้

ซึ่งมีโอกาสสูงที่บริษัทอื่น ๆ เช่น Alibaba หรือ Baidu นั้นก็มีโอกาสที่จะขึ้นมาทาบรัศมีของบริษัทจาก silicon valley เช่นกันในอนาคตอันใกล้นี้ เนื่องจากการเติบโตของผู้ใช้งาน internet ในประเทศจีน รวมถึงการเกิดขึ้นของชนชั้นกลางอีกจำนวนมากในประเทศจีน ทำให้สามารถสร้างกำลังซื้อ รวมถึงการใช้บริการต่าง ๆ ที่บริษัทเทคโนโลยีของจีนเหล่านี้ให้บริการอยู่ ก็มีโอกาสที่จะทำให้บริษัทเหล่านี้รายได้เพิ่มสูงขึ้นไปอีกในอนาคตอันใกล้นี้

เราคนไทยก็ต้องหันมามองจีนใหม่ ตอนนี้จีนนั้นได้พัฒนาทางด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะด้าน internet ไปไกลแล้ว บริการต่าง ๆ ของจีนทั้ง e-commerce  ระบบ payment นั้นต้องยอมรับว่ามีการพัฒนา และใช้งานกันในชีวิตประจำวันของคนจีนเป็นปรกติแล้ว ซึ่งบางอย่างนั้นได้ก้าวล้ำกว่าชาติตะวันตกไปอีกด้วย

ซึ่งสิ่งเหล่านี้นั้นล้วนมาจากพื้นฐานทางด้านงาน R&D ของจีน ซึ่งวิศวกรชาวจีนนั้นก็ไม่ได้มีความสามารถด้อยไปกว่าชาวตะวันตกเลยด้วยซ้ำ จะเห็นได้ว่า paper ทางวิชาการต่าง ๆ ในปัจจุบันนั้น ส่วนใหญ่เป็นของชาวจีนมากกว่าทางตะวันตกแล้ว ซึ่งงานวิจัยเหล่านี้บ่งบอกได้ถึงแนวโน้มของเทคโนโลยีต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านคอมพิวเตอร์นั้น มีโอกาสสูงที่บริษัทจากจีนนั้นจะมีนวัตกรรมที่แซงหน้าบริษัทจากตะวันตกไปได้อย่างแน่นอน

Image Ref : news.abs-cbn.com