Book Review : คิดแบบ ลี กวน ยู

 

ถือเป็นหนังสือเล่มเล็กที่เปี่ยมไปด้วยเนื้อหาสรุปเรื่องราวความเป็นมาของประเทศสิงคโปร์ได้ดีทีเดียวสำหรับหนังสือ คิดแบบ ลี กวน ยู ของสำนักพิมพ์ แสงดาว

ความจริงแนวคิดการพัฒนาแบบสิงคโปร์นั้นเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างมาก สำหรับประเทศที่มีขนาดเล็กและแทบไม่มีทรัพยากรใด ๆ เลยอย่างประเทศสิงคโปร์ ลี กวน ยู นั้นถือเป็นบุคคลที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาของประเทศสิงคโปร์อย่างมากตั้งแต่เริ่มต้นก่อตั้งประเทศสิงค์โปร์ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

เราลองมองย้อนกลับไปในยุคหลังสงครามโลกใหม่ๆ  ตอนนั้นถือว่าประเทศไทยเรานั้นยังเจริญกว่าสิงคโปร์มาก ๆ แถมเราก็ไม่ได้เป็นประเทศแพ้สงครามเสียทีเดียว บ้านเมืองเราก็ไม่ได้เสียหายอะไรมากถ้าเทียบกับเพื่อนบ้านเราที่ใช้เป็นเขตสู้รบซะส่วนใหญ่ ในตอนแรกนั้น สิงคโปร์เป็นเพียงแค่สหพันธรัฐหนึ่งของมาเลเซียเท่านั้น หลังจากรวมได้ไม่นาน ลี กวน ยูก็ต้องแยกออกเป็นประเทศอิสระ ซึ่งตอนนั้นเขาก็ไม่ได้อยากจะแยกจากมาเลเซีย เสียทีเดียว เนื่องจาก ประเทศสิงคโปร์ นั้นแทบจะไม่มีอะไรเลยทั้งทรัพยากรธรรมชาติ และ ทรัพยากรมนุษย์ ยังต้องพึ่งพาน้ำสะอาดจากมาเลเซียเสียด้วยซ้ำ แต่เนื่องจากความแตกต่างทางชาติพันธุ์มาก เนื่องจากส่วนใหญ่คนในเกาะสิงคโปร์นั้นเป็นชาวจีนอพยพ จึงมีวัฒนธรรมที่แตกต่างจาก มาเลเซีย ซึ่งเป็นชาวมุสลิม เสียเป็นส่วนใหญ่ทำให้อยู่ร่วมกันได้ยาก

หลังจากแยกออกมาเต็มตั้วนั้น แนวคิดหลักของ ลี กวน ยู ก็คือสร้างชาติใหม่ โดยเน้นเปิดรับการลงทันจากต่างชาติ และเนื่องจาก ที่ตั้งของสิงคโปร์นั้นเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางการเดินเรือที่สำคัญทำให้ เป็นข้อได้เปรียบเพียงข้อเดียวของสิงคโปร์ในขณะนั้น ที่จะทำให้เขาสร้างชาติขึ้นมาได้

ลี กวน ยู นั้นค่อนข้างจะเป็นผู้นำแบบแนวเผด็จการ โดยรวบอำนาจทั้งหมดไว้ และ ทำลายคู่แข่งด้วยวิธีต่าง ๆ แต่ถือเป็นกลยุทธ หนึ่งที่ใช้ในการบริหารประเทศ เพราะมีนโยบายการพัฒนาระยะยาวที่ชัดเจนไม่ต้องเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เมื่อเปลี่ยนผู้นำเหมือนหลายประเทศ และประชาชนก็มีชีวิต กินดีอยู่ดีขึ้นทำให้เลือกเขากลับมาทุกครั้งเมื่อมีการเลือกตั้งใหม่ และในสภานั้นก็มีอำนาจแทบจะเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

แนวทางในการบริหารนั้นเน้นพัฒนาคุณภาพของคนเป็นอันดับแรก ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญพื้นฐานของการพัฒนาสิงคโปร์มาจวบจนถึงปัจจุบันนี้ และเน้นการลงทุนโดยภาครัฐ ทั้งหมดผ่านกองทุนของประเทศอย่าง Government of Singapore Investment  Corporation ( GIC ) โดยลงทุนในหลาย ๆ ธุรกิจที่สำคัญอย่าง ธุรกิจการบิน ธนาคาร การลงทุน การเดินเรือ หรือ ทางด้านการแพทย์ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของสิงคโปร์ ลี กวน ยู เน้นการพัฒนาด้านการค้าการลุงทุน มีการจัดตั้งศูนย์กลางทางการเงิน เพื่อรองรับการเป็น hub ทางด้านการเงินของภูมิภาคนี้

ถ้าเปรียบกับประเทศไทยนั้นก็จะคล้ายกับในยุคของ นายก ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี จะเห็นได้ว่าเขาได้พยายามควบคุมอำนาจทุกอย่างไว้ และ บริหารแบบแนวเผด็จการ ซึ่งก็ไม่ต่างจากนาย ลี กวน ยูที่บริหารสิงคโปร์ ซึ่งผมมองว่า ถ้าเราบริหารประเทศไปด้วยแนวทางเดียวกันโดยใช้เวลาในช่วงเวลาหนึ่งนั้น ก็จะมีผลต่อการเติบโตของไทยเช่นเดียวกับการบริหารแบบสิงคโปร์ ซึ่งก็น่าคิดเหมือนกันว่า ถ้าหากนายก ทักษิณ นั้นได้บริหารประเทศมาต่อซัก 10-20 ปีนั้น ประเทศเราก็มีโอกาสที่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วได้แบบสิงคโปร์หรือไม่ ซึ่งแนวคิดแบบนี้นั้นก็ work ในหลายประเทศ และก็ไม่ work ในหลายประเทศเช่นกัน โดยเฉพาะประเทศที่มีความเป็นประชาธิปไตยสูงก็จะมีคนต่อต้านมากมายรวมถึงมีโอกาสที่ขัดกับผลประโยชน์กับบางกลุ่มได้เช่นเดียวกับในประเทศไทย

สุดท้ายหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ให้แนวคิดในการบริหารประเทศแบบเดียวกับสิงคโปร์ถึงจะมีเนื้อหาไม่มากนัก แต่ก็พอที่จะสรุปภาพรวมทั้งหมดของแนวคิดของลีกวนยูได้ ซึ่งก็แนะนำให้หามาอ่านเป็นอย่างยิ่งครับ

เก็บตกจากหนังสือ 

  • แนวความคิดแบบประชาธิปไตย แบบ กึ่งเผด็จการนั้น ในระยะสั้นเราอาจจะไม่เห็นภาพ แต่ถ้ามองในระยะยาวก็อาจจะ work ในการบริหารกับบางประเทศเช่นสิงคโปร์
  • ประเทศสิงคโปร์นั้น มีอายุเพียงแค่ 60 กว่าปีเท่านั้น แต่มีการเจริญเติบโตรวดเร็วมาก ซึ่ง ก็มีโอกาสกับประเทศไทยเหมือนกัน ถ้าเดินเครื่องติด มันก็จะมีพลังงานในการขับเคลือนเศรษฐกิจไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วและใช้เวลาเพียงไม่กี่สิบปี ในการก้าวขึ้นไปเป็นประเทศพัฒนาแล้วอย่างสิงคโปร์ได้เช่นเดียวกัน
  • ประเทศสิงคโปร์นั้นเน้นการพัฒนาคน โดยเน้นทางด้านการศึกษาเป็นอันดับแรกทำให้ผู้คนมีความรู้สูงและส่วนใหญ่สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างดีเยี่ยมทำให้ไม่เป็นอุปสรรคในการติดต่อกับต่างชาติ

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage : facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit : blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter : twitter.com/tharadhol
Instragram : instragram.com/tharadhol

Movie Review : Citizenfour


Review

สำหรับหนังเรื่องนี้ ที่มีโอกาสได้เข้าฉายในไทยนั้น ผมมองว่าถือว่าเป็นโอกาสที่ดีของเราที่ได้มีโอกาสได้ดู documentary จากเรื่องจริงที่ได้กลายมาเป็นหนังในเรื่องนี้ ซึ่งจะต่างจากหนังของ Julian assange อย่าง  The fifth Estate ซึ่งเป็นหนังที่ถูกนำมาเล่าใหม่โดยอิงมาจากเรื่องจริงซึ่งจะทำให้ได้อรรถรสของการดูหนังมากกว่า หนังแนวสารคดี อย่าง citizenfour เรื่องนี้

สำหรับเรื่องนี้นั้นเป็นการถ่ายทอดเรื่องราวของ Edward Snowden ตั้งแต่ช่วงแรกที่มีการติดต่อนักข่าวของ The Guardian อย่าง Glenn Greenwald  ผู้ที่บทบาทสำคัญในการดำเนินเรื่องในในสารคดีเรื่องนี้

เช่นเดียวกับในหนังอย่าง the fifth estate หนังเรื่องนี้ตีแผ่เรื่องราวที่ค่อนข้างเป็นประเด็นใหญ่ที่ไม่ใช่แค่เฉพาะสหรัฐอเมริกา แต่เป็นประเด็นที่ค่อนข้างอ่อนไหวต่อทั้งโลกเราเลยก็ว่าได้ ทำให้เราต้องมามองเรื่องของ Privacy  ของ Data ในระบบ internet ในปัจจุบัน ซึ่งเราใช้ดำรงชีวิตอยู่ทั้งการใช้ social network , การส่ง email , การใช้ messenger หรือ การใช้โทรศัพท์มือถือ ซึ่งล้วนแล้วแต่สำคัญต่อการใช้ชีวิตในยุคอินเตอร์เน็ตอย่างปัจจุบัน

ถ้ามองโดยส่วนตัวคิดว่า รัฐบาลสหรัฐนั้น น่าจะมีการล้วงข้อมูล อยู่แล้ว แต่ไม่คิดว่าจะมีการล้วงได้ทุกข้อมูลของพลเมืองสหรัฐเช่นนี้ ซึ่งถือเป็นประเด็นใหญ่มากมีผลต่อการดำรงชีวิตของเราแทบจะทุกคน ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ผม เริ่มหันมามองการใช้ internet แม้กระทั่งในประเทศไทย ซึ่งคิดว่า รัฐบาลก็น่าจะมีการล้วงข้อมูลในบางส่วนออกไปได้ โดยเฉพาะ web หรือ service ใด ๆ ที่ไม่ได้มีการเข้ารหัสนี่ โดนแน่ ๆ แต่พวกที่มีการเข้ารหัสนั้น ก็คิดว่า ก็น่าจะถอดได้เช่นกัน เหมือนที่สหรัฐทำ

เข้ามาที่ประเด็นของหนังนั้น ก็ถือว่า โดยรวมนั้นก็ถือว่าติดตาม เพราะเป็นประเด็นข่าวที่ค่อนข้างดังที่ edward snowden นั้นได้ยอมเปิดเผยตัวตน ที่ ฮ่องกง ซึ่งถือว่าผลที่ตามมาของเค้านั้นมากมายอย่างยิ่ง เพราะเป็นเรื่องของความมั่นคงของชาติที่เป็นมหาอำนาจที่สุดของโลกอย่าง สหรัฐอเมริกา เรื่องนี้เป็นหนังเชิงสารคดีที่ควรจะหามาดูอย่างยิ่งโดยเฉพาะพวกเราที่อยู่ในยุคที่ทุกอย่าง online อย่างในปัจจุบัน และเราก็ไม่ควรให้เกิดการเข้าถึงข้อมูลแบบนี้ในประเทศไทย

เก็บตกจากหนัง

  • หนังเป็นหนังเชิงสารคดีซึ่งใช้ตัวแสดงจริงทั้งหมดและถ่ายทำจริงจาก video ที่ได้ทำการบันทึกไว้ในช่วงเวลาดังกล่าว
  • Edword Snowden นั้นในตอนแรกก็ไม่ได้คิดถึงผลที่จะตามมาว่ามันจะโหดร้ายได้ขนาดนี้ ที่เขาได้เลือกเปิดเผยตัวตน
  • ตอนนี้เขาก็ยังลี้ภัยอยู่ยังไม่สามารถกลับไปยัง USA เช่นเดียวกับ case ของ Julian Assange

คะแนน

8/10


สรุป
“เป็นเรื่องที่กล่าวถึง Privacy ที่เราทุกคนควรจะทราบไว้ เพื่อดำรงชีวิตในยุค everything is online”

ประวัติ Reed Hastings ผู้ก่อตั้ง เน็ตฟลิกซ์

ถือว่าเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจเรื่องหนึ่งในวงการ Technology Start up ของ America สำหรับ Platform ดังอย่าง Netflix ซึ่งมีที่มาที่ไปค่อนข้างหน้าสนใจ เลยทีเดียว ถือเป็น startup ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างยาวนาน ในวงการธุรกิจของอเมริกา

ประวัติ Reed Hastings (รีด แฮสติงส์)

Reed Hastings นั้น เรียนจบ ระดับมัธยมศึกษาจาก Buckingham Browne & Nichols School Cambridge หลังจากเรียนจบ ในระดับมัธยมศึกษา ก็ได้ไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่ Bowdoin College ในสาขาด้านคณิตศาสตร์

และหลังจากนั้น เขาได้อาสาสมัคร ไปยังประเทศ Swaziland ซึ่งเป็นประเทศด้อยพัฒนาในทวีป Africa เพื่อทำการสอนวิชาคณิตศาสาตร์ ที่เขาได้ร่ำเรียนมา ให้เหล่านักเรียน ในช่วงปี 1983-1985

ภายหลังจากกลับมาจากเป็นอาสาสมัคร เขาก็ใช้ profile เหล่านี้ในการเข้าศึกษาต่อที่ มหาวิทยาลัย Standford University และสำเร็จการศึกษาในระดับ Master Degree ในสาขาวิชา วิทยาศาสตร์ คอมพิวเตอร์ในปี 1988

Reed Hastings นั้นได้ตั้งบริษัทของตนเองในชื่อ Pure Software โดยนำเสนอ solution ในการแก้ปัญหาปัญหาต่าง ๆ ให้เหล่าองค์กร หรือ SME ต่าง ๆ และสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วเป็นอย่างมาก

หลังจากนั้น ในปี 1997 ได้ทำการร่วมกับ Marc Randolph และจับมือกันเพื่อก่อตั้งบริษัท Netflix ขึ้น เพื่อดำเนินธุรกิจด้านการให้เช่าสื่อความบันเทิง แบบ online ให้แก่ลูกค้าที่อยู่ในประเทศอเมริกา

จับมือกับ Marc Randolph เพื่อสร้าง netflix

จับมือกับ Marc Randolph เพื่อสร้าง netflix

Netflix นั้นผ่านมรสุมของธุรกิจมาอย่างมากมายตั้งแต่เริ่มคิด idea ในการสร้างธุรกิจการเช่าหนังแบบ Online โดยใช้ระบบเหมาจ่าย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ใหม่เอามาก ๆ สำหรับในยุคนั้น ที่ร้านเช่า DVD แทบจะอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่งตามเหมืองใหญ่

แต่ไม่ใช่ปัญหาของ Reed Hastings ผู้ก่อนตั้ง Netflix ซึ่งจบมาทางด้าน computer science ได้ทำการสร้าง model ธุรกิจใหม่และ สร้างระบบ online ที่ใช้ในการเช่าหนังโดยมีการผสมผสานระหว่าง Technology และ การบริการได้อย่างลงตัวกล่าวคือ เป็นการเลือกหนังจาก website แต่จะมีการส่งให้ยืมผ่านระบบไปรษณีย์ ซึ่งในยุคนั้น เครื่องเล่น DVD ยังเป็นส่ิ่งสำคัญประจำบ้านของทุกครัวเรือนในสหรัฐ ยังไม่มีการดูหนัง online streamming อย่างเช่นในปัจจุบัน

ตอนที่เขาได้เริ่มกิจการนั้น ผู้คนปรกติยังใช้การเช่าหนังผ่านระบบร้านเช่า ซึ่งที่เป็นยักษ์ใหญ่ในสหรัฐขณะนั้นก็คือ Blockbuster ซึ่งมีรายได้หลายพันล้านเหรียญต่อปี แต่ ทาง Reed Hastings ก็ใช้ Technology เข้ามาผสมผสานกับรูปแบบของ model ธุรกิจใหม่ทำให้บริษัทของเค้าเจริญเติบโตไปได้อย่างรวดเร็ว

ถีงแม้ภายหลังทาง blockbuster จะมาทำ service แข่งนั้น โดยการลดราคาแข่งขัน สุดท้ายแล้ว ก็ทำให้ service อื่นๆ  ตายลงไปหมดและ Netflix ก็ได้ไป take over มาเนื่องจากทาง Netflix เน้นความพึงพอใจของลูกค้าสูงสุด และเข้าใจลูกค้าได้ดีสุด จนสุดท้ายนั้นบริษัท Blockbuster ได้ถึงกับล้มละลาย ซึ่งถือเป็น Case Study ที่น่าศึกษาของบริษัทที่ไม่มีการปรับตัวให้ทันกับเทคโนโลยีสมัยใหม่

netflix ทำให้ blockbuster ถึงกับล้มละลาย

netflix ทำให้ blockbuster ถึงกับล้มละลาย

ถึงแม้ทาง netflix จะ win ในศึกแรกมาได้ แต่ก็ต้องมาเจอศึกใหม่กับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนเป็นใหญ่อย่างรวดเร็วทั้งทางด้าน infrastucture ของ internet ซึ่งทำให้ internet มี speed สูงมาก และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนเป็น โหลดจากทาง Web แทนทั้งที่ถูกกฏหมายและผิดกฏหมายรวมถึงการเกิดขึ้นของระบบ Bit Torrent ทำให้ยอดสมาชิกร่วงลงเป็นจำนวนมาก

Bittorrent ศัตรู ตัวฉกาจของ netflix

Bittorrent ศัตรู ตัวฉกาจของ netflix

แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจาก Reed Hastings นั้นเป็นคนที่ปรับตัวอย่างรวดเร็วทำให้รู้ว่าอนาคตจะเป็นเช่นหากไม่มีการปรับตัวเพราะผู้บริโภคได้เปลี่ยนรูปแบบการดูหนังไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เค้าเลยได้สร้างระบบ Streaming ขึ้นมาเพื่อให้สามารถชม online ผ่าน internet ได้ และมีการปรับตัวเข้ากับ Platform ใหม่ ๆ ทั้งระบบ IOS หรือ Android รวมถึงการดูผ่าน Web Streaming ซึ่งทำให้สามารถรอดจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของผู้บริโภคไปได้ ซึ่ง Case นี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับการปรับตัวได้ทันกับ Technology ที่เปลี่ยนไปไม่งั้นเราคงไม่เห็น Netflix เติบโตมาได้จนถึงวันนี้ครับ

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage : facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit : blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter : twitter.com/tharadhol
Instragram : instragram.com/tharadhol

Bloomberg Game Changer : How Microsoft Attacked the Beast who created Netscape, Mozilla Firefox & invested Skype

โดยส่วนตัวนั้นเป็นคนชอบดู Documentary ของทางเมืองนอก โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับวงการ IT และ Series หนึ่งที่ชอบติดตามดูเป็นพิเศษคือ Game Change : ของทางฝั่ง Bloomberg ที่ได้สร้าง Documentary ไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาที่น่าสนใจในหลาย ๆ ประเด็น

สำหรับตอนที่จะกล่าวใน blog นี้คือ How Microsoft Attacked the Beast who created Netscape, Mozilla Firefox & invested Skype เป็นเรื่องราวในยุคต้นกำเนิดของ Internet ซึ่งเราคงมองภาพไม่ออกในยุคแรก ๆ  ที่ยังไม่มี internet ใช้ ในสมัยนั้นถือว่าเป็นเรื่องใหม่มาก ๆ สำหรับการสร้าง Web Browser มาซัวในยุคปลาย 1990

สำหรับ Browser ตัวแรกของโลกนั้นต้องยกให้กับ Mosaic ที่พัฒนาโดย Lab ของ University of Illinois of Urbana Chanpaign ที่ผู้ที่ได้ว่าเป็นผู้ถือกำเนิดมันก็คือ Marc Andreessen ซึ่งต้องถือเป็นเจ้าพ่อ internet ในยุคแรก ๆ เลยก็ว่าที่ทำให้ internet เป็น Graphic ที่สวยงามให้คนทั่วไปใช้งานได้อย่างง่ายดาย ซึ่งในช่วงนั้นยังเป็นรูปแบบของ text mode อยู่ หลังจากปล่อยให้ Download Free และเป็นที่นิยมอย่างมากแล้วนั้น Marc ก็ถูกนายทุน โดย  Jim Clark ที่ชักชวน Marc ให้มาเปิดบริษัทเพื่อพัฒนา Web Browser เพื่อขายเป็น commercial โดยได้ร่วมตั้ง Netscape ขึ้นมา ต้องถือว่าโชคดีผมก็มีโอกาสได้ใช้ Netscape กับเค้าเหมือนกัน ๆ กันยุคแรก ๆ  ก่อนที่ Microsoft จะใช้ IE ตีตลาดจนไม่เหลือที่ว่างให้ Netscape และก็ได้มีโอกาสได้สร้าง HTML Web ในช่วงแรก ๆ เหมือนกันซึ่งเป็นประสบการณ์ที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เบนเข็มมาเรียนทางด้าน Computer Engineer

ในช่วงปลาย 1990 นั้น Marc ถือว่าเป็นบุคคลที่โด่งดังมาก เนื่องจากหลังจากสร้าง NetScape และปล่อยออกสู่ตลาดนั้น ก็ได้นำบริษัททำ IPO เพื่อเข้าตลาดหุ้นโดยแทบจะทันที ซึ่งตอนนั้นก็ทำให้ตลาดหุ้นปั่นป่วนอยู่พอสมควร เนื่องจากมูลค่าหุ้นขึ้นไปสูงถึงระดับ 171$  ในช่วงเปิดตัวแรก ๆ  ทำให้บริษัทมีมูลค่าทันทีถึง  2 พันล้านเหรียญในยุคนั้น ซึ่งถือว่ามากพอตัว   และทำให้เค้ากลายเป็นเศรษฐีหนุ่มทันทีจากมูลค่าหุ้น และนักลงทุน ที่ร่วมก็รวย ๆ กันไปตาม ๆ กันจากมูลค่าหุ้นที่พุ่งขึ้นสูงสุดในช่วงดังกล่าว

แต่การเกิดขึ้นของ NetScape นั้นเหมือนเป็นการปลุกยักษ์ให้ตื่น Microsoft ในสมัยนั้นเป็นบริษัทที่มูลค่าแทบจะสูงที่สุดในโลกของ Technology Company ซึ่ง Gate ก็ไม่รอช้า ในช่วงนั้นก็เป็นช่วงที่ Microsoft ต้องออก OS ใหม่พอดีซึ่งก็คือ Microsoft Windows 95  โดยทาง Microsoft นั้นใช้แผนที่เหนือเมฆ คือนำ Internet Exproler ออกสู่ตลาดโดยแถมมากับระบบปฏิบัติการ Windows 95 เลยแทบจะทันที โดย microsoft นั้นก็ได้พัฒนาตัว IE โดยใช้พื้นฐานมาจาก Mosaic ที่ Marc เป็นคนพัฒนาขึ้นในตอนอยู่  University of illinois of Urbana Chanpaign นั่นเอง ซึ่ง Microsoft นั้นเป็นบริษัทที่ทุนหนาอยู่แล้วจึงไม่มีปัญหาเรื่องการเงินแต่อย่างใด ในการแถม Browser ไปกับระบบปฏิบัติการ และเป็นยิ่งส่งเสริมให้คนหันมาใช้ ระบบปฏิบัติการ Windows 95 มากยิ่งขึ้นเสียไปอีก ซึ่งเป็นความโหดมากของ microsoft ในการแทบจะ ฆ่า Netscape ออกไปจากตลาด และ เพิ่มยอดขายของ Windows 95 เหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวเลยทีเดียว

สุดท้ายก็มีการฟ้องร้องกันหาว่า Microsoft ผูกขาดการตลาดของระบบปฏิบัติการ ทางฝั่ง microsoft นั้นก็ไม่แยแสในเรื่องที่เกิดขึ้นเดินหน้าแถม Browser ต่อไปจนครองส่วนแบ่งแทบจะทั้งหมดของ Browser ในขณะนั้น และ ทำให้ Netscape ต้องถูกขายให้กับ AOL ในภายหลังก่อนจะพัฒนากลายมาเป็น Moziila Firefox อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ส่วนคดีความฟ้องร้องนั้น ถึงแม้สุดท้าย ศาลจะพิพากษาให้ Microsoft เป็นฝ่ายผิด แต่ microsoft ก็ยินยอมจ่ายค่าปรับเพียงร้อยกว่าล้านเหรียญเท่านั้น ซึ่งเปรียบเหมือนในสงครามนี้ microsoft ยอมแพ้ในศาลแต่ ในเชิงธุรกิจนั้น Netscape ได้ตายไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่นเอง

Movie Review : Whiplash


Review

ต่อเนื่อง Series Oscar 2015 ด้วยเรื่อง Whiplash จากผลงานการกำกับ ของ Demien Chazelle  เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ได้รับการเข้าชิงในหลายสาขา และ สาขาใหญ่ที่ได้รับรางวัลคือ ดาราสมทบชายยอดเยี่ยมจาก J.K. Simmons  ที่รับบท Fletcher Conductor ผู้ควบคุมวงที่รับบทบาทโหดได้อย่างสมจริง และส่งให้เขาได้รับรางวัลดังกล่าวไป

หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวงดนตรี และ นักดนตรี โดยเฉพาะมือกลองที่พระเอกคือ Miles Teller ที่รับบท Andrew หนุ่มที่ใฝ่ฝันที่จะได้เป็นมือกลองอาชีพ แต่ถูกขัดขวางโดนผู้เป็นผู้ที่ไม่อยากให้ลูกประกอบอาชีพนี้  เรื่องนี้ทำให้ลืมบทเก่า ๆ ที่ได้รับของ Miles Teller ไปเลยที่ส่วนใหญ่จะรับบทที่เป็นวัยรุ่นทั่วไป ซึ่งไม่ได้ทำให้เค้าได้แสดงศักยภาพการแสดงออกมาเต็มที่เท่าไหร่ แต่เรื่องนี้ทำให้เราได้เห็นถึงการเล่นบท Drama ของเขาที่ถือว่าเป็นการแสดงที่ดีที่สุด เท่าที่เคยได้เล่นมาเลยในตลอดช่วงหลายปีให้หลังเลยก็ว่าได้

ส่วน J.K Simmons นั้นการันตีด้วยรางวัลที่ผ่านมามากมาย ไม่ต้องห่วงเรื่องการแสดง และเรื่องนี้ก็เป็นบทพิสูจน์ถึงความเป็นนักแสดงคุณภาพของเขาที่ได้รับรางวัลใหญ่อย่าง ดาราสมทบชายยอดเยี่ยม ซึ่งความจริงนั้น เรื่องนี้เค้าแทบจะแบกรับหนังทั้งเรื่องไว้ และส่งการแสดงให้กับ Miles Teller ทำให้แสดงได้อย่างดีมาก ๆ

ตัวหนังนั้นเป็นหนัง Drama โดยผสมผสานเรื่องของความรัก และ ครอบครัวเข้ามา และสิ่งสำคัญของเรื่องนี้ที่ขาดไม่ได้คือ ดนตรี Jazz ซึ่งเป็นส่วนที่ผสมที่ลงตัวเอามาก ๆ แต่จะเสียดายตรงตอนจบของหนังนิดหน่อยที่มันยังไม่ค่อยสุดเท่าไหร่ น่าจะมีบทการจบของหนังที่ดีกว่านี้ แต่เนื่องจากเป็นหนังที่ปูทางเรื่องของดนตรีมาทั้งเรื่องทำให้ นักดนตรีหรือคนที่เกี่ยวข้องกับวงดนตรี ( โดยเฉพาะ Jazz) อาจจะอินกับหนังเรื่องนี้ได้ดีกว่าคนทั่วไป แต่ก็เป็นหนังที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่งครับ

เก็บตกจากหนัง

  • การเล่นดนตรี Jazz นั้นไม่ใ่ช่เรื่องง่าย
  • จังหวะของเพลง Caravan หรือ Whiplash ที่เป็นจังหวะกลองนั้นโหดน่าดู
  • ดูเรื่องนี้จะอินกับบทบาทการเล่นของ J.K. Simmons มาก ๆ
  • หนังเรื่องนี้สื่อให้เราทราบถึงอาชีพของนักดนตรีหรือศิลปินนั้นก็เปรียบเป็นอาชีพที่เต้นกินรำกินที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวซักเท่าไหร่ ไม่ต่างจากในประเทศไทย

คะแนน

9/10


สรุป
“ดนตรี jazz , ความรัก , ครอบครัว คือส่วนผสมที่ลงตัวสำหรับหนังเรื่องนี้”