SpaceX ร่วมมือกับ Nasa เพื่อหาจุดลงจอดบนดาวอังคารสำหรับยาน Starship

ณ ขณะนี้ เราอาจยังไม่รู้วิธีการเดินทางไปยังดาวอังคารที่แน่นอน แต่ในอนาคตอันใกล้ บริษัท SpaceX ที่นำโดย Elon Musk กำลังนำยาวอวกาศ Starship ของพวกเขาเพื่อค้นหาวิธีเพื่อลงจอดบนดาวอังคารให้สำเร็จ

โดย Space X ได้ใช้ประโยชน์จากภาพจากยานอวกาศ Mars Reconnaissance Orbiter ของนาซ่าซึ่งเป็นดาวเทียมถ่ายภาพที่กำลังโคจรรอบดาวอังคารในปัจจุบันเพื่อกำหนดพื้นที่เชื่อมโยงไปถึงยานอวกาศยานอวกาศ Starship

นักประวัติศาสตร์ด้านอวกาศ Robert Zimmerman พบภาพพร้อมแนบรายละเอียดของจุดลงจอดของยานอวกาศ Starship ของบริษัท SpaceX” ในข้อมูลจากยานอวกาศของนาซ่า

ซึ่งภาพพื้นผิวดาวอังคารถูกถ่ายโดยระบบกล้องความละเอียดสูงที่เรียกว่า HiRISE บนยานอวกาศและอัพโหลดไปยังเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยแอริโซนาซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในการใช้งานกล้องดังกล่าว

โดยในช่วงสองปีที่ผ่านมานี้ บริษัท ได้จำกัดการค้นหาไปยังพื้นที่ราบขนาดใหญ่ที่เรียกว่าอาร์คาเดียพลาเทีย ซึ่งมีการเชื่อมโยงไปถึงจุดที่มีศักยภาพห้าจากหกจุดที่อยู่ในบริเวณแถบดังกล่าว

การวิจัยก่อนหน้าแสดงให้เห็นว่าที่ราบสามารถปกคลุมด้วยน้ำแข็งที่มีความตื้นจำนวนมาก ซึ่งไม่เพียง แต่จะช่วยให้สามารถเข้าถึงน้ำเพื่อการยังชีพและบรรจุเชื้อเพลิงจรวดเพื่อกลับสู่โลก แต่ที่ราบจะค่อนข้างง่ายต่อการลงจอดเนื่องจากไม่มีสิ่งกีดขวางทางภูมิศาสตร์เช่น หินหรือ ภูเขาขนาดใหญ่

ซึ่งพื้นที่ละติจูดของที่ราบนั้น ยังหมายความว่าบริเวณแถบ อาร์เคเดียพลาเทีย นั้นมีสภาพภูมิอากาศที่อุ่นกว่าพื้นที่อื่น ๆ ของดาวอังคาร ซึ่งระดับความสูงต่ำยังส่งผลถึงแรงดันอากาศที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยซึ่งอาจทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันอันตรายจากรังสีที่รุนแรง

ดังนั้นเมื่อไหร่ที่ยาน Starship จะเดินทางครั้งยิ่งใหญ่ครั้งนี้? ตามที่ CEO Elon Musk กล่าว, โดย SpaceX มีการประเมินว่ายาน Starship จะปฏิบัติภารกิจครั้งแรกในวงโคจรในช่วงต้นปี 2020 และจะมุ่งหน้าไปยังดาวอังคารเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในปี 2022

References : https://www.teslarati.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Elon Musk : มนุษย์เราสื่อสารช้าเกินไปสำหรับ AI ในอนาคตที่จะเข้าใจ

มีอุปสรรคทางภาษาที่สำคัญระหว่างมนุษย์กับคอมพิวเตอร์ ซึ่งแน่นอนการที่มนุษย์จะสื่อสารกับคอมพิวเตอร์นั้นทำได้โดยการสื่อสารผ่านภาษาทั้งในรูปแบบของข้อความและรูปภาพ ซึ่ง อินพุตทั้งหมดนั้นช้ากว่า การสื่อสารโดยตรงระหว่างมนุษย์ด้วยกันเอง

แต่กับคอมพิวเตอร์นั้นมีความสามารถในการรับรู้ในเวลาที่แตกต่างจากมนุษย์เป็นอย่างมาก นั่นเป็นเพราะความสามารถในการประมวลผลข้อมูลด้วยความเร็วสูงกว่าที่มนุษย์ทำได้นั่นเอง

และเมื่อนักวิทยาศาสตร์สามารถสร้าง AI หรือปัญญาประดิษฐ์ที่มีความสามารถเหนือมนุษย์ขึ้นมาได้สำเร็จ การสื่อสารระหว่างมนุษย์และเครื่องจักรอาจะต้องเลิกใช้วิธีการแบบเดิม ๆ ตามที่ Elon Musk ได้กล่าวไว้

ปัญหาเหล่านี้นั้น Musk เชื่อว่ามาจากความเร็วที่แตกต่างกันระหว่างมนุษย์และคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการประมวลผลข้อมูลต่าง ๆ  ซึ่งด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าในปัจจุบันนั้น เหล่าวิศวกรคอมพิวเตอร์ได้สร้างตัวประมวลผลที่ทำงานด้วยความเร็วที่รวดเร็วกว่าในอดีตเป็นอย่างมาก

แต่ในทางตรงกันข้ามสมองมนุษย์ของเรากลับทำงานช้าลงมาก  ซึ่งด้วยความแตกต่างดังกล่าวนั้น Elon Musk คิดว่ามันสามารถที่จะทำลายความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และ AI ในอนาคตได้

Musk อธิบายว่าคอมพิวเตอร์สามารถประมวลผลข้อมูลได้เร็วกว่ามนุษย์มากเพียงใดในระหว่างการนำเสนอเกี่ยวกับ AI เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ตามรายงานของ Business Insider

“ สำหรับคอมพิวเตอร์…สามารถประมวลผลข้อมูลในระดับมิลลิวินาที และสามารถทำงานได้อย่างไม่มีเหน็ดเหนื่อย แต่สำหรับมนุษย์ มันแทบจะไม่มีอะไรไปสู้คอมพิวเตอร์ได้เลย” Musk กล่าว 

โดย Musk อ้างว่า Neuralink ซึ่งเป็น บริษัทที่สร้างส่วนติดต่อของสมองกับคอมพิวเตอร์ของเขาอาจจะช่วยเราในการสื่อสารกับ AI ขั้นสูงในอนาคตได้ 

“คอมพิวเตอร์ในอนาคตก็จะอาจจะใจร้อนได้ ถ้าไม่มีอะไรตอบสนองมันได้รวดเร็วเพียงพอ” Musk กล่าวกับ Business Insider “ คอมพิวเตอร์มองการคุยกับเราเหมือนกับการพูดคุยกับต้นไม้ – แต่ไม่ใช่เลยนั่นคือมนุษย์ต่างหาก”

References : 
https://www.businessinsider.com
https://strangesounds.org/wp-content/uploads/2019/07/neuralink-elon-musk-wants-to-read-your-mind.jpg

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Geek Monday EP17 : Tesla กับการใช้ AI , Big Data สร้างความแตกต่างทางธุรกิจ

เทสลารวบรวมข้อมูลจากยานพาหนะทุกคันและคนขับอย่างมีประสิทธิภาพด้วยเซ็นเซอร์ภายในและเซ็นเซอร์ภายนอกที่สามารถรับข้อมูลเกี่ยวกับการจัดวางตำแหน่งมือของคนขับบน ไปจนกระทั่งวิธีการใช้งานรถในแบบต่าง ๆ ของผู้ขับ

ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เป็นการช่วยเทสลาในการปรับแต่งระบบข้อมูล เพื่อใช้เพื่อสร้างแผนที่ ที่มีข้อมูลที่ละเอียดค่อนข้างสูง ซึ่งแสดงให้เห็นทุกอย่างตั้งแต่การเพิ่มความเร็วโดยเฉลี่ยในการจราจรบนถนน ไปจนถึงสถานที่อันตรายซึ่งทำให้ผู้ขับขี่ต้องระมัดระวัง

การนำเอาเทคโนโลยี Machine Learning ร่วมกับข้อมูลในระบบคลาวด์จะดูแลการให้ความรู้กับเหล่ายานพาหนะของเทสลาทั้งหมด

ในขณะที่การคำนวณที่ล้ำสมัยจะเป็นตัวตัดสินว่าการกระทำใดที่รถจำเป็นต้องดำเนินการ ณ ขณะกำลังขับขี่ และเทสลายังสามารถสร้างเครือข่ายกับรถเทสลาคันอื่น ๆ ในบริเวณใกล้เคียงเพื่อแบ่งปันข้อมูลและข้อมูลเชิงลึกในท้องถิ่นพื้นที่เหล่านั้น

ซึ่งในอนาคตอันใกล้ที่มีรถยนต์ขับเคลื่อนแบบอัตโนมัติเริ่มแพร่หลาย เครือข่ายเหล่านี้ ก็จะมีการติดต่อกับรถยนต์จากผู้ผลิตรายอื่น รวมถึงระบบอื่น ๆ เช่นกล้องจราจร เซ็นเซอร์ตามถนนหรือแม้กระทั่งโทรศัพท์มือถือที่ผู้ขับขี่ใช้งานอยู่นั่นเอง

ซึ่งการมุ่งเน้นในการนำเอาเทคโนโลยีใหม่ อย่าง AI หรือ Big Data มาช่วยเหลือผู้ขับขี่นั้นจะนำเทสลาไปสู่ชัยชนะในการต่อสู้ที่กำลังจะมาถึงเพื่อความเป็นเลิศของตลาดรถยนต์ในอนาคตนั่นเองครับ

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ  

ฟังผ่าน Podbean : 
https://tharadhol.podbean.com/e/geek-monday-ep17-tesla-ai-big-data/

ฟังผ่าน Spotify : 
https://open.spotify.com/episode/3JI2V2cYoXRpSuXmJIH5K7

ฟังผ่าน Youtube :
https://youtu.be/mAGRODwuc98

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Dog Mode กับฟังก์ชันความปลอดภัยสำหรับสุนัขในรถยนต์ Tesla

แผนการของ Tesla เพื่อให้สุนัขปลอดภัยในขณะที่เจ้าของกำลังออกจากรถไปทำธุระ ปล่อยให้เจ้าสุนัขตัวโปรดต้องอยู่ในรถ ซึ่งมีข้อบกพร่องที่เป็นอันตรายเป็นอย่างมาก  แต่โชคดีที่ บริษัทกำลังแก้ไขมันให้ปลอดภัยกับสุนัขมากที่สุด

ในเดือนกุมภาพันธ์เทสลาได้เพิ่มฟีเจอร์ Autopilot แบบใหม่ที่เรียกว่า“ Dog Mode ” ให้กับรถยนต์ของตน เมื่อเปิดใช้งานการตั้งค่าจะช่วยให้ผู้ขับขี่จอดรถของพวกเขา แต่ให้เครื่องปรับอากาศทำงานต่อไป  โดยเป็นแนวความคิดที่ว่าพวกเขาสามารถปล่อยให้สุนัข อยู่ในยานพาหนะได้อย่างปลอดภัยหากพวกเขาต้องการก้าวออกทำธุระข้างนอกในเวลาชั่วขณะ

ข้อความบนจอแสดงผลของคอนโซลกลาง จะสังเกตเห็นอุณหภูมิในรถยนต์ได้ ดังนั้นคนที่เดินผ่านไปผ่านมาบริเวณจะได้รู้ว่าสุนัขนั้นปลอดภัยที่อยู่ในยานพาหนะของ Tesla นั่นเอง

แต่เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ราห์อูล ซูด เจ้าของเทสลาได้ทวีตข้อความที่แจ้งไปยังซีอีโอของเทสลา อย่าง อีลอนมัสค์ เพื่อแจ้งให้เขาทราบถึงข้อบกพร่องที่ร้ายแรงในฟีเจอร์นี้ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้

“ วันนี้ฉันใช้ “Dog Mode” และโชคดีที่ฉันได้เปิดค้างแอพไว้ เพราะความกลัว เนื่องจากรถของฉันมีอุณหภูมิอยู่ที่ 85 องศา และกำลังไต่ขึ้นไปเรื่อย ๆ !” ราห์อูล ซูด  ได้รายงานไปใน Twitter “  Dog Mode นั้นใช้งานได้เฉพาะในแบบอัตโนมัติ แต่หากคุณตั้งค่าพัดลมด้วยตนเองและปิดเครื่อง AC ไว้มันจะไม่ทำงานตามปรกติ “

Musk ตอบกลับอย่างรวดเร็วต่อทวีตของ ซูด ทำให้เขารู้ว่า Tesla จะต้องทำการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างรวดเร็วที่สุด  แต่อย่างน้อยตอนนี้ใครก็ตามที่วางแผนจะทิ้งสัตว์เลี้ยงไว้ใน Tesla ในขณะที่จะออกไปธุระข้างนอกนั้น จะต้องตรวจสอบอีกครั้งว่าพวกเขาจะไม่เปลี่ยนความเร็วพัดลมของรถด้วยตนเอง เพราะอาจจะเกิดภัยร้ายกับเจ้าสุนัขตัวน้อยของท่านได้

References : 
https://www.engadget.com/2019/08/01/tesla-fix-dog-mode/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

เตรียมท่องอวกาศ! เมื่อ SpaceX เตรียมปล่อย Starship ในปี 2021

ในขณะที่เรายังไม่เห็น Starship ขึ้นบินได้เลยในขณะนี้นั้น  ซึ่ง SpaceX เพิ่งเสร็จสิ้นการทดสอบ สั้น ๆในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งจากผลการทดสอบล่าสุดนั้น ดูเหมือนมันอาจไม่นานเกินรอแล้ว สำหรับการบินในอวกาศเชิงพาณิชย์ครั้งแรกของมนุษย์เรา 

อ้างอิงจาก  VP of commercial sales ของ SpaceX  Jonathan Hofeller ที่กล่าวว่า บริษัท หวังว่าจะส่งมันขึ้นสู่อวกาศ สำหรับภารกิจเชิงพาณิชย์ ครั้งแรกให้ได้ในปี 2021 โดยเขาได้เปิดเผยในงานอีเวนต์ในอินโดนีเซียว่า SpaceX อยู่ในช่วงการเจรจากับลูกค้าสามราย สำหรับเที่ยวบินเชิงพาณิชย์ และบริษัทต้องการส่งขึ้นสู่วงโคจรโดยเร็วที่สุด

SpaceX นำเอากระสวยอวกาศ Big Falcon Rocket หรือ BFR จนกระทั่งมันถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Starship และอีกตัวหนึ่งคือเจ้า Rocket Booster ที่เปลี่ยนชื่อกลายมาเป็น Super Heavy ซึ่งทั้งสองนั้นเป็นคู่แข่งที่กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาในเท็กซัสและฟลอริด้าประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นไปได้ว่ายานอวกาศ version สุดท้ายที่จะใช้ในเชิงพาณิชย์นั้น จะรวมเอาเทคนิค และวิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดของทั้งสองทีม มารวมกันเพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

รวมกันเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพที่สูงที่สุด
รวมกันเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพที่สูงที่สุด

แม้ว่าอาจจะมีความแตกต่างระหว่างสองทีมงาน แต่ทั้งสองกลุ่มกำลังออกแบบยานพาหนะที่สามารถบรรทุกน้ำหนักขนาด 20 เมตริกตันไปยังวงโคจร geostationary และมากกว่า 100 เมตริกตันสู่ Low Earth Orbit 

ซึ่งสุดท้ายนั้น SpaceX วางแผนที่จะใช้ทั้งสองรูปแบบที่ผสมผสานกันในนาม SpaceX-Super Heavy เพื่อบรรทุกตามภารกิจ ไปยังดวงจันทร์และดาวอังคาร แต่มันก็ยังคงต้องการการทดสอบการเดินทางบนโลกให้มีประสิทธิภาพที่สูงที่สุดก่อนด้วย

ซึ่งก่อนที่เปิดตัวทางการพาณิชย์อย่างเป็นทางการนั้น  SpaceX จะต้องวางระบบการเปิดตัวโดยผ่านการทดสอบที่เข้มงวดยิ่งขึ้น ซึ่งทาง Hofeller กล่าวว่ากำลังทำการทดสอบแบบฮอพมากขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า และเป้าหมายของ บริษัท คือ “ภายในปีนี้จะพยายามทำให้การโคจรเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และการปฏิบัติการแบบเต็มรูปแบบนั้นจะต้องเสร็จสิ้นพร้อมใช้งานภายในสิ้นปีหน้านั่นเอง”

References : 
https://www.engadget.com/2019/06/29/spacex-starship-first-commercial-flight-2021/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol