ทำไม Social Media ถึงทำให้เรามีความ Bias แล้วเราจะแก้ไขมันได้อย่างไร

ทุกครั้งที่เข้าสู่โลกของเครือข่าย Social Media โดยเฉพาะเมื่อสถานการณ์ของสังคมอยู่ในภาวะที่มีความแตกแยกสูงอย่างที่เราได้เห็นตัวอย่างในเรื่องของการเมืองไทยในปัจจุบัน มันได้กลายเป็นสนามรบท่ามกลางการแบ่งพรรคแบ่งพวก แต่มันเกี่ยวอะไรกับ Social Media ที่ทำให้ผู้คนแตกขั้ว สร้างความขัดแย้งได้ถึงเพียงนี้?

เพื่อหาคำตอบนักวิจัยอย่าง Dr. Damon Centola ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัย Pennsylvania ผู้อำนวนการของศูนย์ Network Dynamics Group ได้ทำการทดลองทาง Social Media ซึ่งได้มีการแบ่งกลุ่มคนที่มีการสนับสนุนพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันออกเป็นกลุ่มเล็ก ๆ แยกกัน โดยที่มีสมาชิกเป็นแฟน ๆ ของพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียวในกลุ่มนั้น 

และได้ทำการเลือกประเด็นที่แบ่งขั้วมากที่สุดที่ทางทีมงานนักจัยคิดได้ ได้แก่ หัวข้อในเรื่องของการอพยพ การควบคุมอาวุธปืน และการว่างงาน และทำการถามผู้เข้าร่วมแต่ละคนว่าพวกเขาคิดอย่างไรกับปัญหาเหล่านั้น

จากนั้นให้คนอื่น ๆ จากแต่ละกลุ่มได้พูดคุยกัน และทบทวนความคิดเห็นของพวกเขา หลังจากการอภิปราย ถกเถียง และการแก้ไขหลายรอบ ทางทีมนักวิจัยได้ประเมินมุมมองของแต่ละกลุ่มอีกครั้ง

สิ่งที่น่าแปลกใจ คือการสนทนาดังกล่าว ไม่ได้ทำให้คนแบ่งขั้วมากขึ้น แต่กลับน้อยลง หลังจากโต้ตอบใน Social Network กับเพื่อนร่วมงานที่คิดเหมือน ๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นทางฝั่งพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตก็ได้รับความคิดเห็นที่ปานกลาง ไม่ได้สุดโต่งแต่อย่างใด แม้จะเป็นกลุ่มคนที่มีความคิดแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงก็ตามที

ทุกกลุ่มมีการถกเถียงกันอย่างอิสระ ซึ่งนำไปสู่ความคิดเห็นที่ ใกล้เคียงกับความคิดเห็นในด้าน “ตรงกันข้าม” ของกลุ่มการเมืองอีกฝั่งมากที่สุด

ทีมนักวิจัยรู้สึกประหลาดใจกับผลการทดลองของมัน เทคโนโลยีช่วยให้เราสามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับเครือข่ายสังคมออนไลน์ของผู้คนได้มากขึ้น โดยหักล้างข้อสันนิษฐานหลายประการเกี่ยวกับพฤติกรรมมนุษย์

แม้แต่ทีมงานของ Dr. Damon Centola ที่ Network Dynamics Group ก็ยังแปลกใจกับผลที่เกิดขึ้น : เหตุใดการทดลองทาง Social Media ครั้งนี้จึงพบสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเวลาที่เขาได้เห็นในโลก Social Media

คำตอบอยู่ในสิ่งที่ Social Media ได้สร้างคนกลุ่มใหม่ขึ้นมา ซึ่งนั่นก็คือ กลุ่ม Influencers (ผู้มีอิทธิพลทางความคิด)

ต้องบอกว่าตอนนี้คนส่วนใหญ่มีความเข้าใจมากพอสมควรแล้วว่า Influencer คืออะไร ซึ่ง คำ ๆ นี้ สร้างความร่ำรวยให้กับคนหนุ่มสาวที่มีไลฟ์สไตล์ และได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์ต่าง ๆ ผ่านทางเครือข่าย Social Media ไม่ว่าจะเป็น Facebook , Instagram, TikTok หรือ YouTube 

แต่คำนี้มีความหมายทางวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะเครือข่ายทางสังคมที่เฉพาะเจาะจงมาก โดยเฉพาะใน Social Media คนกลุ่มนี้มักจะมีรูปแบบความสัมพันธ์กับแฟน ๆ ของเขาแบบรวมศูนย์

คนจำนวนน้อยหรืออาจเป็นเพียงคนเดียวที่กลายเป็น “ศูนย์กลาง” ของเครือข่ายเชื่อมต่อกับคนอื่น ๆ มากมายในที่อยู่รอบนอก 

เครือข่ายสังคมออนไลน์จำนวนมากที่อยู่รอบนอกมีการเชื่อมต่อกันเพียงเล็กน้อย ในขณะที่มีเพียงไม่กี่คนที่ถูกเรียกว่า Influencers (ผู้มีอิทธิพลทางความคิด) ที่กลายเป็นศูนย์กลางของเครือข่ายที่เชื่อมต่อกับเกือบทุกคน 

ซึ่งสิ่งนี้นี่เองที่ทำให้คนเหล่านี้อยู่ในตำแหน่งที่ทรงพลังในการสามารถใช้ “อิทธิพล” เหนือกลุ่มคนอื่น ๆ ในระดับที่มีอิทธิพลสูงกว่าคนอื่น ๆ ในเครือข่ายเป็นอย่างมาก

ในทางตรงกันข้ามเครือข่ายที่ Dr. Centola ใช้ในการศึกษาของนั้นมีลักษณะแบบเท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นสิ่งตรงกันข้ามกับการรวมศูนย์ 

โดยในเครือข่ายที่เท่าเทียมกันทุกคนมี Connection เท่า ๆ กัน ดังนั้นความคิดเห็นของแต่ละคนจึงมีอิทธิพลทั่วไปทั้งเครือข่าย ไม่มีใครคนใดคนหนึ่งมีอิทธิพลต่อความคิดของพวกเขามากจนเกินไปนั่นเอง

คุณลักษณะสำคัญของเครือข่ายที่เท่าเทียมกันคือความคิดและความคิดเห็นใหม่ ๆ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกที่ในชุมชนและกระจายไปยังทุก ๆ คน 

แต่ในเครือข่ายแบบรวมศูนย์ เช่น เว็บไซต์ Social Media หลายแห่งแนวคิดจะถูกกรองผ่านหรือบางครั้งก็ถูกปิดกั้นโดยผู้มีอิทธิพลทางสังคมที่ทรงพลังกลุ่มหนึ่งเพียงเท่านั้น

ซึ่งแน่นอนว่าพลังในการเชื่อต่อถึงกันดังกล่าวนั้น มีผลทำให้สิ่งที่ยิ่งใหญ่สามารถเกิดขึ้นได้ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดทางการเมือง ข่าวปลอม หรือ เรื่องลวงโลกต่าง ๆ ซึ่งต้องบอกว่า Social Media แบบรวมศูนย์ และ Social Media แบบเท่าเทียม มีผลกระทบที่แตกต่างกันมากในเรื่องของอคติและการยอมรับความคิดใหม่

กลุ่มคนในเครือข่าย Social Media มีแนวโน้มที่จะเชื่อข่าวปลอมจาก Influencers มากกว่าคนทั่วไป
กลุ่มคนในเครือข่าย Social Media มีแนวโน้มที่จะเชื่อข่าวปลอมจาก Influencers มากกว่าคนทั่วไป

ใน Social Media แบบรวมศูนย์หากผู้มีอิทธิพลที่อยู่ตรงกลางแสดงอคติของพรรคพวกเพียงเล็กน้อยก็สามารถขยายแนวความคิดไปได้ทั่วทั้งกลุ่ม 

แต่ในเครือข่ายที่มีความเสมอภาคความคิดต่างๆจะกระจายไปตามคุณภาพของพวกเขา ไม่ใช่บุคคลที่โน้มน้าวพวกเขา เกิดการสะท้อนภูมิปัญญามากมายในเครือข่ายรอบข้างในกลุ่มคนเหล่านี้ 

เมื่อ Social Network ช่วยให้คนเหล่านั้นสามารถพูดคุยกันได้ความคิดใหม่ ๆ ที่ท้าทายอคติของกลุ่มก็สามารถถูกระงับและถูกปิดกั้นไม่ให้แพร่กระจายไปยังวงกว้างได้ เพราะผ่านการถกเถียงกันในกลุ่มเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่นเอง

เพื่อดูว่าเครือข่ายที่เท่าเทียมกันอาจส่งผลกระทบต่อปัญหาที่ถกเถียงประเภทอื่น ๆ อย่างไรทาง Dr. Centola ได้ทำการทดลองอีกครั้งกับผู้สูบบุหรี่และผู้ไม่สูบบุหรี่โดยพูดถึงความเสี่ยงของการสูบบุหรี่ 

ซึ่งผลการทดลองน่าสนใจมาก เพราะมันส่งผลกระทบ เช่นเดียวกับการศึกษาในเรื่องของการแบ่งขั้วทางการเมือง ทั้งสองกลุ่มมีแนวโน้มที่จะถกเถียงไปสู่ความเข้าใจที่ถูกต้องมากขึ้นเกี่ยวกับความเสี่ยงจากการสูบบุหรี่ 

ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อผู้เข้าร่วมสัมภาษณ์หลังการศึกษาพวกเขารายงานว่ามีความคิดเห็นที่ได้รับการยอมรับมากขึ้นจากอีกฝ่าย ทั้งผู้สูบบุหรี่และผู้ไม่สูบบุหรี่ต่างมองว่าอีกกลุ่มมีความสมเหตุสมผลและน่าเชื่อถือมากกว่าเกี่ยวกับความเสี่ยงของการสูบบุหรี่ แต่การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและการขจัดอคติ จะใช้ได้ผลก็ต่อเมื่อมีการสร้างเครือข่ายที่มีความเท่าเทียมกัน

ปัญหาของความลำเอียงของพรรคพวกกำลังทวีความรุนแรงขึ้นบน Social Media เนื่องจากเครือข่ายออนไลน์มักถูกจัดระเบียบโดยผู้มีอิทธิพลหลักไม่กี่คน 

คุณลักษณะของโซเชียลมีเดียนี้นี่เอง ที่เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้ข้อมูลผิด ๆ และข่าวปลอมแพร่หลาย ในเครือข่ายแบบรวมศูนย์ดั่งที่เราได้เห็นกันในยุคปัจจุบัน

ผู้มีอิทธิพลที่มีความคิดเอนเอียงมีผลกระทบอย่างมากต่อชุมชนของพวกเขา ทำให้ข่าวลือเล็ก ๆ ข่าวปลอม หรือ แนวคิดอคติทางการเมือง ถูกขยายไปสู่ความเข้าใจผิดและความเชื่อผิด ๆ อย่างกว้างขวางนั่นเอง

งานวิจัยชิ้นนี้ ต้องบอกว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก และเป็นการให้แนวคิดที่น่าสนใจ ที่เกี่ยวกับเรื่อง Influencers ที่กำลังมีอิทธิพลเกินกว่าที่เราคิด ในโลกออนไลน์ในยุคปัจจุบัน

สิ่งที่เราสามารถหลีกเลี่ยงได้ตามงานวิจัยชิ้นนี้ ก็คือ การพยายามเข้าหากลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น Facebook Group หรือ บอร์ดต่าง ๆ ที่ดูมีความเท่าเทียมทางความคิด โดยพยายามที่จะรับข้อมูลจากเหล่า Influencers หรือ ผู้มีอิทธิพลในโลกออนไลน์ต่าง ๆ ให้น้อยลงไป

จะทำให้ให้ความแตกแยกต่าง ๆ ที่ถกเถียงกันนั้น เดินหน้าสู่ความเป็นกลางมากยิ่งขึ้น เมื่อได้รับข้อมูล และ ถกเถียงกับบุคคลที่มี power ไม่แตกต่างกันกับเรานั่นเอง

ต้องบอกว่าตอนนี้ทั่วโลกต้องต่อสู้กับเรื่องอคติและการแบ่งขั้วมานานแล้ว แต่ปัญหาตอนนี้มันกลายเป็นเรื่องใหญ่มาก ๆ เพราะมันถือเป็นเรื่องของประชาธิปไตยในการได้รับข้อมูลที่ไม่เท่าเทียมกัน เพราะกำลังส่งผลต่อเรื่องใหญ่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโลกร้อน เรื่องการแบ่งขั้วทางการเมือง การเกิดแนวความคิดแบบสุดโต่ง และกำลังสร้างปัญหาให้กับโลกเรามากมายอย่างที่เราได้เห็นกันในทุกวันนี้นั่นเองครับผม

References : https://www.scientificamerican.com/article/why-social-media-makes-us-more-polarized-and-how-to-fix-it/
https://www.pnas.org/content/116/22/10717


 


ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA


Line OA


Geek Forever’s Podcast


“Open Your World With Technology


AI , Blockchain และเทคโนโลยีใหม่ ๆ กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในหลายธุรกิจ ทั้ง แวดวงการเงิน สุขภาพ หรือ งานด้านบริการต่าง ๆ ผมเป็นคนหนึ่งที่สนใจเกี่ยวกับ AI หรือ Machine Learning

Podcast ของผมจะเล่าเรื่องราวต่าง รวมถึงเรื่องที่ผมสนใจอื่น ๆ เช่น startup หนังสือ หนัง หรือ กีฬาฟุตบอล อยากชวนคนที่สนใจให้ลองมาติดตาม podcast ของผมกันด้วยนะครับ

ฟังผ่าน podbean
ฟังผ่าน podbean
ฟังผ่าน Apple Podcasts
ฟังผ่าน Apple Podcasts
ฟังผ่าน Google Podcasts
ฟังผ่าน Google Podcasts
ฟังผ่าน Spotify
ฟังผ่าน Spotify
ฟังผ่าน Youtube
ฟังผ่าน Youtube


ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่

Fanpage : www.facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit : www.blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter : www.twitter.com/tharadhol
Instragram : instragram.com/tharadhol
TikTok : tiktok.com/@geek.forever
Youtube : www.youtube.com/c/mrtharadhol
Linkedin : www.linkedin.com/in/tharadhol
Website : www.tharadhol.com