ก็ต้องบอกว่าดินสอกดแท่งโปรดในกระเป๋าดินสอสมัยเรียน กับทีวีจอแบนขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ในห้องนั่งเล่นของใครหลายคน
สิ่งของที่ดูไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันสองอย่างนี้ มีจุดเริ่มต้นมาจากผู้ชายคนเดียวกัน
ชายผู้เริ่มต้นชีวิตจากศูนย์ เป็นเด็กกำพร้าที่ต้องออกจากโรงเรียนเพื่อมาทำงานใช้แรงงาน
ชายผู้สูญเสียทุกอย่าง ทั้งโรงงานและครอบครัวไปในชั่วข้ามคืนจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ
แต่กลับลุกขึ้นมาสร้างอาณาจักรธุรกิจแสนล้านได้ ด้วยวิทยุเพียงเครื่องเดียว…
นี่คือเรื่องราวของ Sharp Corporation บริษัทที่มีอายุกว่า 100 ปี จากจุดสูงสุดที่เป็นความภาคภูมิใจของชาวญี่ปุ่น สู่จุดที่เกือบจะล่มสลายจนต้องขายวิญญาณให้ต่างชาติ
…
ย้อนกลับไปในปี 1912 ที่ Tokyo Tokuji Hayakawa (โทคุจิ ฮายาคาวา) เด็กหนุ่มวัยเพียง 19 ปี เริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วยการเป็นช่างทำโลหะ
ด้วยความที่เป็นคนช่างสังเกตและชอบประดิษฐ์ เขาได้คิดค้นหัวเข็มขัดรูปแบบใหม่
หัวเข็มขัดนี้มีความพิเศษคือสามารถรัดสายได้โดยไม่ต้องเจาะรู เขาตั้งชื่อมันว่า Tokubido ซึ่งมันขายดีจนทำให้เขาพอจะลืมตาอ้าปากและตั้งตัวได้
แต่สิ่งที่เปลี่ยนชีวิตเขาและโลกใบนี้จริงๆ คือโจทย์การผลิตไส้ในของดินสอกด
ในยุคนั้นดินสอกดมีคุณภาพแย่มาก ไส้หักง่าย และกลไกก็ฝืดเคือง Tokuji ทุ่มเทพัฒนาจนได้กลไกที่ผลักไส้ดินสอออกมาได้อย่างแม่นยำ สวยงาม และทนทาน
เขาตั้งชื่อผลงานชิ้นเอกนี้ว่า Ever-Ready Sharp Pencil หรือดินสอที่แหลมคมพร้อมใช้งานตลอดเวลา
คำว่า Sharp จากดินสอแท่งนั้นเอง ได้กลายมาเป็นชื่อบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ยักษ์ใหญ่ที่เราคุ้นเคยกันในทุกวันนี้
ธุรกิจกำลังไปได้สวย โรงงานขยายใหญ่โต และดูเหมือนอนาคตจะสดใส แต่แล้วโชคชะตาก็เล่นตลกอย่างโหดร้ายที่สุด…
วันที่ 1 กันยายน 1923 เวลา 11:58 น. เหตุการณ์ Great Kanto Earthquake หรือแผ่นดินไหวครั้งใหญ่คันโตได้เกิดขึ้น
มันไม่ได้มาแค่แรงสั่นสะเทือนที่ทำลายตึกรามบ้านช่อง แต่มันมาพร้อมกับไฟนรกที่เผาผลาญเมืองให้เป็นจุณ
Tokuji รอดชีวิตมาได้ แต่เขาต้องสูญเสียภรรยาและลูกเล็กๆ 2 คนไปในกองเพลิง
โรงงานที่สร้างมากับมือวอดวายจนไม่เหลือซาก แถมยังมีหนี้สินก้อนโตจากสินค้าที่ผลิตส่งไม่ทันตามกำหนด
ให้ลองจินตนาการถึงความรู้สึกของชายคนหนึ่ง ที่สูญเสียทั้งครอบครัวและธุรกิจไปพร้อมกันในวันเดียว ถ้าเป็นคนอื่นอาจจะยอมแพ้ไปแล้ว
แต่ Tokuji เลือกที่จะรับผิดชอบหนี้สินทั้งหมดด้วยวิธีที่เจ็บปวด
เขาได้ทำการยกสิทธิบัตรดินสอกดอันล้ำค่าให้เจ้าหนี้ไปฟรีๆ เพื่อแลกกับการล้างหนี้ แล้วหอบเสื้อผ้าไม่กี่ชิ้น ย้ายไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ Osaka ซึ่งที่นั่น เขาได้พบกับโอกาสครั้งใหม่ที่เรียกว่า วิทยุ
ในยุคนั้น วิทยุเป็นของเล่นราคาแพงที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ
Tokuji ไม่มีความรู้เรื่องไฟฟ้าเลยแม้แต่นิดเดียว แต่เขาไปซื้อวิทยุมาแกะดูข้างใน แล้วทดลองสร้างมันขึ้นมาใหม่ด้วยตัวเอง
จนในปี 1925 เขาก็ทำสำเร็จ เป็นวิทยุแร่เครื่องแรกที่ประกอบในญี่ปุ่น ภายใต้แบรนด์ Sharp และขายในราคาที่คนทั่วไปจับต้องได้
DNA ของบริษัทถูกฝังรากลึกตั้งแต่วันนั้น นั่นคือการสร้างสิ่งที่คนอื่นคิดว่าเป็นไปไม่ได้ ให้กลายเป็นสินค้ามหาชน
จากวิทยุ พวกเขาขยับไปทำทีวีขาวดำเครื่องแรกของญี่ปุ่นในปี 1953 ทั้งที่ตอนนั้นยังไม่มีสถานีโทรทัศน์ออกอากาศด้วยซ้ำ
แต่เขาเชื่อว่าถ้าเราทำเครื่องรอ เดี๋ยวสถานีส่งสัญญาณก็จะมาเอง และมันก็เป็นจริงแบบนั้น Sharp กลายเป็นราชาแห่งทีวีในยุคเริ่มต้น
แต่จุดเปลี่ยนสำคัญที่ปูทางไปสู่วิกฤตในอีกหลายสิบปีต่อมา เริ่มจากการต่อสู้ที่เรียกว่า Calculator Wars หรือสงครามเครื่องคิดเลข
ในยุค 60s เครื่องคิดเลขมีขนาดเท่าโต๊ะทำงาน หนักเป็นสิบกิโล Sharp กระโดดเข้ามาในสนามนี้ และต้องสู้กับคู่แข่งตัวฉกาจมากมาย
อาวุธลับที่ Sharp งัดมาใช้สู้คือเทคโนโลยีหน้าจอแบบใหม่…
เทคโนโลยีนั้นเรียกว่า Liquid Crystal Display หรือที่เราเรียกสั้นๆ ว่า LCD
ในปี 1973 Sharp เปิดตัวเครื่องคิดเลขพกพาที่ใช้จอ LCD เครื่องแรกของโลก มันบางเพียง 2 เซนติเมตร และประหยัดไฟกว่าเดิมเป็นพันเท่า
ความสำเร็จครั้งนี้ยิ่งใหญ่มาก มันทำให้ Sharp เชื่ออย่างสุดหัวใจว่า LCD คืออนาคต และเทคโนโลยีที่ดีกว่า จะเป็นผู้ชนะเสมอ
ความเชื่อนี้แหละ ที่จะกลายมาเป็นดาบสองคมในอนาคต…
ข้ามมาที่ช่วงปี 1998 เศรษฐกิจญี่ปุ่นกำลังซบเซา บริษัทอิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่เริ่มเป๋
Katsuhiko Machida ประธานคนใหม่ของ Sharp ในเวลานั้นประกาศวิสัยทัศน์ Crystal Clear เขาต้องการเปลี่ยนสินค้าทุกอย่างของ Sharp ให้มีจอ LCD เป็นส่วนประกอบ
และเดิมพันหมดหน้าตักด้วยการเลิกทำทีวีจอตู้ แล้วทุ่มทรัพยากรทั้งหมดไปที่ทีวี LCD เพียงอย่างเดียว
ตอนแรกมันดูเหมือนการตัดสินใจที่อัจฉริยะ ทีวีแบรนด์ Aquos ฮิตระเบิด กลายเป็นทีวีที่ทุกคนอยากได้ ครองส่วนแบ่งตลาดโลกถล่มทลาย
เมื่อประสบความสำเร็จ Sharp ก็เริ่มมั่นใจในตัวเองมากยิ่งขึ้น พวกเขาทุ่มเงินลงทุนมหาศาลสร้างโรงงานระดับตำนานที่ชื่อว่า Kameyama Plant ในปี 2004
โรงงานนี้ถูกยกย่องว่าเป็น Kameyama Model คือผลิตทุกอย่างเองในญี่ปุ่นแบบครบวงจร เพื่อป้องกันความลับรั่วไหล
สื่อมวลชนต่างชื่นชมว่านี่คือต้นแบบของอุตสาหกรรมญี่ปุ่นยุคใหม่
แต่หารู้ไม่ว่า โลกกำลังหมุนเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ Sharp มัวแต่หวงวิชา เก็บตัวอยู่ในญี่ปุ่น และมุ่งเน้นแต่ของพรีเมียม
คู่แข่งอย่าง Samsung และ LG จากเกาหลี รวมถึงผู้ผลิตจากไต้หวัน กำลังใช้วิธีที่ต่างออกไป
พวกเขาเน้นผลิตจำนวนมาก เน้นราคาถูก และขยายตลาดไปทั่วโลก
แทนที่ Sharp จะระวังตัว พวกเขากลับทำสิ่งที่ตรงกันข้ามด้วยความมั่นใจเกินร้อย
ในปี 2007 Sharp ตัดสินใจลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้วยการสร้างโรงงานใหม่ที่เมือง Sakai จังหวัด Osaka มูลค่ากว่าแสนล้านบาท
โรงงาน Sakai นี้ถูกออกแบบมาให้เป็นโรงงานผลิตจอ LCD ที่ใหญ่ที่สุดและทันสมัยที่สุดในโลก สามารถผลิตจอกระจกแผ่นยักษ์ที่เอามาตัดเป็นทีวีขนาด 60 นิ้วได้สบายๆ
Sharp มั่นใจว่า ของดี เดี๋ยวคนก็ซื้อ พวกเขาหวังว่าจะขายจอเหล่านี้ให้กับ Sony และส่งออกทีวีจอใหญ่ไปขายเศรษฐีในอเมริกา
แต่แล้วฝันร้ายก็เกิดขึ้นในปี 2008 วิกฤตเศรษฐกิจโลก Subprime Crisis ทำให้กำลังซื้อทั่วโลกหดตัว ความต้องการทีวีจอใหญ่ราคาแพงหดหายวูบ
ในขณะเดียวกัน เทคโนโลยีการผลิตจอ LCD ของคู่แข่งพัฒนาขึ้นจนคุณภาพทัดเทียม Sharp แต่ราคาถูกกว่ามาก ราคาจอ LCD ในตลาดโลกร่วงลงเหว จากแผ่นละ 800 เหรียญ เหลือแค่ร้อยกว่าเหรียญ
โรงงาน Sakai ที่เพิ่งสร้างเสร็จ กลายเป็นเหมือนเมืองร้าง เดินเครื่องผลิตได้ไม่ถึงครึ่งของกำลังการผลิต
มิหนำซ้ำ ดีลที่คุยไว้กับ Sony ก็ล่มไม่เป็นท่า เพราะความผิดพลาดในการบริหารจัดการ
Sharp ตกอยู่ในสถานการณ์ กลืนไม่เข้าคายไม่ออก มีของดีอยู่ในมือ แต่ต้นทุนการผลิตสูงลิ่ว ขายแพงก็ไม่มีคนซื้อ ขายถูกก็ขาดทุน
จากกำไรปีละเป็นพันล้านดอลลาร์ กลายเป็นขาดทุนยับเยิน ในปี 2012 บริษัทขาดทุนสุทธิกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ผู้บริหารระดับสูงที่เคยรุ่งโรจน์ต้องทยอยลาออก บริษัทต้องปลดพนักงานนับหมื่นคนเพื่อลดค่าใช้จ่าย และที่เจ็บปวดที่สุดคือ พวกเขาต้องมองหาคนมาช่วยชีวิต…
ในขณะที่ Sharp กำลังหายใจรวยริน มีชายคนหนึ่งจับตามองอยู่ เขาคือ Terry Gou ผู้ก่อตั้ง Foxconn จากไต้หวัน บริษัทที่เรารู้จักกันดีในฐานะผู้รับจ้างผลิต iPhone ให้ Apple ทำไม Foxconn ถึงอยากได้ Sharp
เพราะ Foxconn เก่งเรื่องการประกอบ แต่ไม่มีเทคโนโลยีจอภาพเป็นของตัวเอง
การได้ Sharp ซึ่งมีเทคโนโลยีจอขั้นเทพเข้ามา จะทำให้ Foxconn ครบเครื่อง สามารถกินรวบทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ผลิตชิ้นส่วนไปจนถึงประกอบเสร็จ การเจรจาเป็นไปอย่างยืดเยื้อและเต็มไปด้วยความขัดแย้ง
ตอนแรกผู้บริหาร Sharp พยายามดิ้นรนทุกวิถีทางที่จะไม่ขายให้ต่างชาติ เพราะศักดิ์ศรีของบริษัท 100 ปี และความเป็นชาตินิยมของญี่ปุ่น
พวกเขาพยายามขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลญี่ปุ่น แต่หนี้สินมันท่วมหัวจนเกินเยียวยา สุดท้าย ในปี 2016 Sharp ก็จำยอมต้องขายกิจการ
Foxconn เข้าซื้อกิจการ Sharp ด้วยมูลค่าประมาณ 3,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นับเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ที่บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับไอคอนของญี่ปุ่น ถูกบริษัทต่างชาติเทคโอเวอร์ไปอย่างสมบูรณ์
หลังจากเปลี่ยนมือ Foxconn ส่งคนเข้ามาบริหารแบบรื้อระบบ จากวัฒนธรรมองค์กรญี่ปุ่นที่เชื่องช้า ตัดสินใจแบบประนีประนอม กลายเป็นสไตล์ไต้หวันที่รวดเร็ว ดุดัน และเน้นผลกำไร
พวกเขาตัดธุรกิจที่ไม่ทำเงินทิ้ง ย้ายฐานการผลิต และใช้เครือข่ายระดับโลกของ Foxconn ช่วยลดต้นทุน จนเหลือเชื่อว่า ภายในเวลาแค่ปีกว่าๆ Sharp กลับมาทำกำไรได้อีกครั้ง
เรื่องราวของ Sharp บอกอะไรเรา…
อย่างแรก เทคโนโลยีที่ดีที่สุด ไม่ได้แปลว่าจะชนะเสมอไป Sharp มัวแต่หลงใหลในความสมบูรณ์แบบของจอภาพตัวเอง จนลืมมองว่าตลาดต้องการอะไร
ผู้บริโภคส่วนใหญ่อาจจะไม่ได้ต้องการจอที่ชัดที่สุดในโลก แต่ต้องการจอที่ “ดีพอใช้” ในราคาที่คุ้มค่า
อย่างที่สอง คือความเสี่ยงของการใส่ไข่ในตะกร้าใบเดียว Sharp ทุ่มทรัพยากรทั้งหมดไปที่ LCD เพียงอย่างเดียว
เมื่อตลาด LCD พังเพราะภาวะล้นตลาดและราคาตก บริษัทก็พังตามไปด้วย ต่างจากคู่แข่งอย่าง Samsung ที่มีทั้งธุรกิจชิป มือถือ และเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ คอยพยุงกัน
และอย่างสุดท้าย การปรับตัวคือหัวใจของการอยู่รอด Sharp เคยปรับตัวเก่งมากในยุคแรก จากหัวเข็มขัด สู่ดินสอ สู่วิทยุ และทีวี
แต่พอมาถึงยุคดิจิทัล พวกเขากลับติดอยู่ในกับดักความสำเร็จเดิมๆ ยึดติดกับโรงงานในญี่ปุ่น จนก้าวไม่ทันโลกที่หมุนเร็วขึ้น
วันนี้ Sharp ในมือของ Foxconn อาจจะไม่ใช่ Sharp คนเดิมที่เรารู้จัก มันอาจจะมีความเป็นญี่ปุ่นน้อยลง แต่มีความเป็นธุรกิจมากขึ้น
และถึงแม้ความเป็นเจ้าของจะเปลี่ยนไป แต่ตำนานของเด็กหนุ่มกำพร้าผู้สร้างอาณาจักรจากเถ้าถ่าน ก็จะยังคงเป็นบทเรียนที่ล้ำค่าให้กับโลกธุรกิจตลอดไป…
References : [sharp-world, asia.nikkei, reuters, theverge, bbc]




