ใครฆ่า Palm? ผู้บุกเบิกที่ไปไม่ถึงฝั่งฝัน กับปู่ทวดสมาร์ทโฟนที่โลก(เกือบ)ลืม

ลองจินตนาการย้อนกลับไปในโลกยุคก่อนปี 2000 โลกที่คำว่า “สมาร์ทโฟน” ยังไม่ถูกบัญญัติขึ้นในพจนานุกรมของคนทั่วไป

ยุคที่นักธุรกิจต้องพกสมุดนัดหมายเล่มหนาเตอะ ปากกาหลายด้าม และถ้าอยากจะเช็กอีเมล ก็ต้องกลับไปเปิดคอมพิวเตอร์เครื่องใหญ่ที่สำนักงานหรือที่บ้าน

แต่ท่ามกลางความยุ่งยากเหล่านั้น มีบริษัทหนึ่งที่มีวิสัยทัศน์ไกล

พวกเขาเชื่อว่าพลังของคอมพิวเตอร์ไม่ควรถูกจำกัดอยู่แค่บนโต๊ะทำงาน แต่มันควรจะย่อส่วนลงมาอยู่ในฝ่ามือของเราได้

บริษัทนี้เคยยิ่งใหญ่ถึงขนาดครองส่วนแบ่งการตลาดเกินครึ่งโลก เคยถูกยกย่องว่าเป็นผู้กำหนดอนาคตของมนุษยชาติ และเป็นผู้ให้กำเนิดอุปกรณ์ที่เรียกว่า PDA

ชื่อของพวกเขาคือ Palm…

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นในปี 1992 จากชายคนหนึ่งที่ชื่อว่า Jeff Hawkins ซึ่งในเวลานั้นเขามีความฝันที่แตกต่างจากคนอื่น

ในขณะที่โลกไอทีกำลังตื่นเต้นกับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น

แต่ Jeff Hawkins กลับมองหาความเรียบง่ายและการพกพาที่สะดวกสบาย

มีตำนานเล่าขานกันในซิลิคอนวัลเลย์ว่า ก่อนที่อุปกรณ์เครื่องแรกจะถือกำเนิด Jeff Hawkins ได้ทำสิ่งที่ดูเหมือนคนเสียสติ

เขาตัดท่อนไม้ก้อนหนึ่งให้มีขนาดพอดีมือ แล้วพกมันติดตัวไปทุกที่ ไม่ว่าจะไปประชุม ไปทานข้าว หรือเดินเล่น

ทุกครั้งที่เขาคิดอยากจะจดบันทึกหรือดูปฏิทิน เขาจะหยิบเจ้าก้อนไม้นั้นออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แล้วใช้ไม้จิ้มฟันทำท่าขีดเขียนลงไปบนท่อนไม้นั้น

เขาทำแบบนี้เพื่อจินตนาการและตอบคำถามตัวเองว่า อินเทอร์เฟซแบบไหนที่ใช้งานได้เร็วที่สุด ปุ่มกดควรอยู่ตรงไหน และทำอย่างไรให้มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันโดยไม่รู้สึกเกะกะ…

ท่อนไม้นั้นเองคือจุดเริ่มต้นของ Design Thinking ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในโลกเทคโนโลยี

Jeff Hawkins ก่อตั้งบริษัท Palm Computing ขึ้นมา โดยในช่วงแรกพวกเขาเน้นทำซอฟต์แวร์ให้กับค่ายอื่น อย่างเช่นโปรเจกต์ Zoomer PDA ที่ทำร่วมกับ Casio

แต่เส้นทางของผู้บุกเบิกมักไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ โปรเจกต์แรกนั้นล้มเหลวไม่เป็นท่า ยอดขายต่ำเตี้ยเรี่ยดิน เพราะเทคโนโลยีในยุคนั้นยังไม่พร้อม แบตเตอรี่หมดเร็วเกินไปและตัวเครื่องก็ใหญ่เทอะทะ

แต่ในความล้มเหลวนั้น Jeff Hawkins กลับมองเห็นเพชรเม็ดงามที่ซ่อนอยู่

ปัญหาระดับโลกในยุคนั้นคือ คอมพิวเตอร์ไม่สามารถอ่านลายมือหวัดๆ ของมนุษย์ได้ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นอุปสรรคใหญ่ของการทำอุปกรณ์พกพาที่ไม่มีคีย์บอร์ด

แทนที่จะพยายามสร้างซอฟต์แวร์ให้ฉลาดพอที่จะอ่านลายมือมนุษย์ Palm เลือกวิธีที่ “สวนกระแส”

พวกเขาสร้างภาษาเขียนแบบใหม่ที่เรียกว่า Graffiti ขึ้นมา

แนวคิดคือการสอนมนุษย์ให้เขียนในแบบที่คอมพิวเตอร์เข้าใจได้ง่าย เช่น ถ้าจะเขียนตัว A ก็แค่ลากเส้นทรงแหลมโดยไม่ต้องยกปากกา ถ้าจะเขียนตัว B ก็ลากเส้นโค้งสองที

ฟังดูเหมือนจะยุ่งยากที่ผู้ใช้ต้องมานั่งเรียนรู้วิธีเขียนใหม่ แต่ปรากฏว่ามันเวิร์กอย่างเหลือเชื่อ

เพราะมันทำให้การจดบันทึกดิจิทัลทำได้รวดเร็วและแม่นยำจนน่าตกใจ…

ความอัจฉริยะนี้ไปเข้าตาบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง U.S. Robotics จนมีการขอซื้อกิจการ Palm Computing ไปด้วยมูลค่า 44 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 1995

และภายใต้ร่มเงาของบริษัทแม่ที่มีเงินทุนหนา Jeff Hawkins ก็ได้ปล่อย “ของจริง” ออกมาเขย่าโลก

นั่นคือ Pilot 1000

โจทย์ของ Pilot นั้นเรียบง่ายแต่ทรงพลังมาก มันไม่ได้พยายามจะเป็นคอมพิวเตอร์ย่อส่วนที่มีฟีเจอร์ร้อยแปดพันเก้า แต่พยายามจะเป็น “ผู้ช่วย” ที่ทำหน้าที่ไม่กี่อย่างให้ดีที่สุด

มันต้องเล็กพอที่จะใส่กระเป๋าเสื้อ ราคาต้องต่ำกว่า 300 ดอลลาร์ และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องเชื่อมต่อข้อมูลกับคอมพิวเตอร์ PC ได้แบบไร้รอยต่อ

ปุ่มกดเพียงปุ่มเดียวที่เรียกว่า HotSync กลายเป็นนวัตกรรมเปลี่ยนโลก

แค่กดปุ่มนี้ ข้อมูลในมือถือกับในคอมพิวเตอร์จะตรงกันทันที ซึ่งในยุค 90 เรื่องนี้ถือเป็นเวทมนตร์

ความสำเร็จของ Pilot นั้นถล่มทลาย นิตยสาร PC World ถึงกับยกย่องให้มันเป็นหนึ่งในแกดเจ็ตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล กราฟชีวิตของ Palm พุ่งทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดอย่างรวดเร็ว

แต่เมื่อขึ้นสู่จุดสูง ปัญหาภายในย่อมตามมา…

ในปี 1997 U.S. Robotics ถูกบริษัทเครือข่ายยักษ์ใหญ่ 3Com ซื้อกิจการไป ทำให้ Palm ต้องเปลี่ยนเจ้าของเป็นครั้งที่สองในเวลาเพียงไม่กี่ปี

วัฒนธรรมองค์กรของบริษัทใหญ่เริ่มขัดแย้งกับวิญญาณสตาร์ตอัพของ Palm ผู้บริหารชุดใหม่มองไม่เห็นภาพเดียวกับที่ Jeff Hawkins เห็น

ความอึดอัดนี้รุนแรงจนทำให้ผู้ก่อตั้งตัดสินใจลาออกจากบริษัทที่ตัวเองสร้างมากับมือ เพื่อไปตั้งบริษัทใหม่ชื่อว่า Handspring

นี่เป็นปรากฏการณ์ที่แปลกประหลาดมาก เพราะกลายเป็นว่าในตลาดตอนนั้น มีบริษัทสองแห่งที่ขายของหน้าตาเหมือนกัน ใช้ระบบปฏิบัติการ Palm OS เหมือนกัน และมี DNA ของผู้สร้างคนเดียวกัน มาแข่งกันเอง

Palm ภายใต้ 3Com ยังคงแข็งแกร่งด้วยส่วนแบ่งการตลาดมหาศาล

แต่ Handspring ก็ไล่ตามมาติดๆ ด้วยนวัตกรรมที่สดใหม่กว่า อย่างช่องเสียบอุปกรณ์เสริมที่เปลี่ยน PDA ให้เป็นกล้องหรือเครื่องเล่นเพลง

การแข่งขันระหว่าง “ร่างต้น” กับ “ร่างโคลน” นี้เอง ที่ผลักดันให้ตลาดเติบโตอย่างบ้าคลั่งจนเข้าสู่ยุคฟองสบู่ดอตคอม

เมื่อเข้าสู่ปี 2000 Palm ตัดสินใจแยกตัวออกมาเป็นบริษัทมหาชน

ในวันแรกที่หุ้นเข้าเทรด ราคาพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วจนมูลค่าบริษัทสูงกว่ายักษ์ใหญ่อย่าง Ford หรือ GM เสียอีก

แต่ความหอมหวานนั้นอยู่ได้ไม่นาน เมื่อฟองสบู่แตก มูลค่าของ Palm ก็ร่วงกรูดลงมาหายไปกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ภายในเวลาเพียงปีเดียว

สถานการณ์บีบให้เกิดการรวมตัวกันอีกครั้ง

Palm ตัดสินใจซื้อกิจการ Handspring คู่แข่งที่แยกตัวออกไปกลับคืนมา ซึ่งเท่ากับว่าทีมผู้ก่อตั้งเดิมได้กลับมาสู่บ้านเก่าที่พวกเขาสร้าง

การรวมตัวครั้งนี้ นำมาสู่การกำเนิดของนวัตกรรมที่ชื่อว่า Treo

Treo คือบรรพบุรุษของสมาร์ทโฟนยุคปัจจุบัน มันคือการเอามือถือมารวมร่างกับ PDA มีคีย์บอร์ดให้กดพิมพ์ได้มันมือ มีหน้าจอสี และเล่นอินเทอร์เน็ตได้

ในตอนนั้น Treo คือสัญลักษณ์ของความทันสมัย นักธุรกิจระดับโลกต่างพก Treo ไว้เช็กอีเมล

มันคือยุคที่ Palm กำลังจะกลายร่างจากแค่สมุดจดบันทึกดิจิทัล ไปสู่การเป็นสมาร์ทโฟนอย่างเต็มภาคภูมิ

คู่แข่งในตอนนั้นมีเพียงแค่ BlackBerry ที่เน้นตลาดองค์กร และ Windows Mobile ของ Microsoft ที่พยายามยัดเยียดหน้าตา Windows ลงบนจอมือถือเล็กๆ ซึ่งใช้งานยากเหลือเกิน

ดูเหมือนว่า Palm กำลังเดินมาถูกทาง พวกเขามีทั้งฮาร์ดแวร์ที่แข็งแกร่ง และแบรนด์ที่คนรัก

แต่แล้ว… วันที่ 9 มกราคม 2007 โลกก็ได้เปลี่ยนไปตลอดกาล

บนเวทีที่ซานฟรานซิสโก ชายที่ชื่อ Steve Jobs หยิบอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งขึ้นมา แล้วบอกว่าวันนี้ Apple จะสร้างนิยามใหม่ให้กับโทรศัพท์

การมาของ iPhone รุ่นแรก คือฝันร้ายที่ Palm ไม่ทันได้ตั้งตัว

สิ่งที่น่าสนใจคือ ปฏิกิริยาของผู้บริหาร Palm ในตอนนั้น Ed Colligan ซีอีโอของ Palm เคยให้สัมภาษณ์ด้วยความมั่นใจว่า บริษัทคอมพิวเตอร์อย่าง Apple ไม่มีทางเดินดุ่มๆ เข้ามาแล้วแย่งตลาดมือถือไปได้ง่ายๆ หรอก

แต่เขาคิดผิด…

iPhone ไม่ได้แค่มีหน้าจอสัมผัส แต่มันมาพร้อมกับเทคโนโลยี Multi-touch ที่ใช้นิ้วแตะได้เลยโดยไม่ต้องพึ่งปากกา Stylus ก้านเล็กๆ ที่แสนจะเกะกะแบบที่ Palm ใช้

iPhone ทำให้ระบบปฏิบัติการ Palm OS ที่เคยดูใช้ง่าย กลายเป็นของโบราณคร่ำครึไปในชั่วข้ามคืน

หน้าจอของ Palm ดูหยาบกร้านเมื่อเทียบกับความคมชัดของ iPhone และประสบการณ์การใช้งานที่ลื่นไหลราวกับเวทมนตร์ของ iOS

ไม่ใช่แค่ Apple ที่เป็นภัยคุกคาม แต่ทางฝั่ง Google ก็กำลังซุ่มทำ Android ขึ้นมาเพื่อถล่มตลาดเช่นกัน

Palm รู้ตัวแล้วว่า ถ้ายังขืนใช้ Palm OS เดิมต่อไป พวกเขาตายแน่นอน

พวกเขาจึงทุ่มสุดตัว เดิมพันด้วยชีวิต สร้างระบบปฏิบัติการใหม่ขึ้นมาจากศูนย์เพื่อมาฆ่า iPhone โดยเฉพาะ ระบบนั้นมีชื่อว่า webOS

webOS ถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางวิศวกรรมซอฟต์แวร์ มันล้ำหน้ากว่าทั้ง iOS และ Android ในตอนนั้นด้วยซ้ำ

ฟีเจอร์เด็ดของมันคือ Cards ที่ให้เราจัดการแอปพลิเคชันที่เปิดค้างไว้ในรูปแบบไพ่ที่เลื่อนไปมาได้ ซึ่งเป็นต้นแบบของระบบ Multitasking ที่สมาร์ทโฟนทุกเครื่องใช้ในปัจจุบัน

Palm เปิดตัวมือถือรุ่น Palm Pre ที่มาพร้อมกับ webOS ด้วยความหวังว่าจะกอบกู้สถานการณ์

นักวิจารณ์ทั่วโลกต่างชื่นชมว่า webOS เป็นระบบที่ดีที่สุด แต่ปัญหาก็คือ มันมาช้าเกินไป…

Palm Pre แม้จะดูดี แต่ตัวเครื่องกลับมีปัญหาเรื่องคุณภาพการผลิต แป้นพิมพ์ที่สไลด์ออกมามีคมบาดนิ้ว และแอปพลิเคชันที่มีน้อยกว่า App Store ของ Apple อย่างเทียบไม่ติด

ที่สำคัญคือ พลังการตลาดของ Palm ไม่สามารถสู้กระแสความคลั่งไคล้ iPhone ได้เลย

จากเดิมที่เคยเป็นผู้นำ ตอนนี้ Palm กลายเป็นผู้ตามที่กำลังหอบหายใจรวยริน

ตัวเลขขาดทุนแดงเถือกเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งบริษัทไปต่อไม่ไหว

ในปี 2010 HP ยักษ์ใหญ่ด้านคอมพิวเตอร์ ตัดสินใจทุ่มเงิน 1,200 ล้านดอลลาร์ ซื้อกิจการ Palm ด้วยความหวังว่าจะนำระบบ webOS ไปใช้กับแท็บเล็ตและคอมพิวเตอร์ของตัวเองเพื่อท้าชนกับ iPad

ดูเหมือนจะเป็นความหวังใหม่ แต่กลับกลายเป็นโศกนาฏกรรม

วัฒนธรรมองค์กรของ HP นั้นอุ้ยอ้ายและสับสนกว่า Palm หลายเท่า

HP เปิดตัวแท็บเล็ต TouchPad ที่รันด้วย webOS แต่กลับทำการตลาดที่ล้มเหลว และตั้งราคาที่สูงเกินจริง

เรื่องตลกร้ายที่ถูกเล่าขานกันคือ HP ตัดสินใจฆ่าแบรนด์ Palm และยุติไลน์การผลิตอุปกรณ์ webOS ทั้งหมดหลังจากวางขาย TouchPad ได้เพียงแค่ 49 วัน

ผู้บริหาร HP ประกาศเลิกทำดื้อๆ และนำ TouchPad ที่เหลือในสต็อกมาเทขายในราคาเลหลังเพียง 99 ดอลลาร์ จากราคาเปิดตัวเกือบ 500 ดอลลาร์

เกิดเหตุการณ์จลาจลย่อมๆ ในร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าที่คนแห่ไปแย่งซื้อกัน เพราะมันถูกกว่ากรอบรูปดิจิทัลเสียอีก แต่นั่นคือการซื้อไปเพราะราคา ไม่ใช่เพราะศรัทธาในแบรนด์

นั่นคือจุดจบอย่างเป็นทางการของ Palm ในฐานะผู้สร้างนวัตกรรม

พนักงานระดับหัวกะทิกระจัดกระจายไปอยู่กับ Google และ Apple ส่วนระบบปฏิบัติการ webOS ที่แสนจะล้ำเลิศ ถูกขายทอดตลาดไปให้กับ LG ซึ่งสุดท้ายมันก็ไปจบลงที่การเป็นระบบปฏิบัติการในสมาร์ททีวี

ส่วนแบรนด์ Palm… ชื่อนี้ถูกขายต่อไปให้กับ TCL บริษัทจากจีน

แม้ว่าในปี 2018 จะมีความพยายามปลุกผี Palm ขึ้นมาใหม่ แต่เป็นเพียงสมาร์ทโฟนเครื่องจิ๋วระบบ Android ที่พยายามขายจุดเด่นเรื่องการลดการเสพติดหน้าจอ ซึ่งไม่ได้มีจิตวิญญาณดั้งเดิมของ Palm หลงเหลืออยู่อีกแล้ว

มันเป็นเพียงแค่การแปะป้ายชื่อเก่า ลงบนสินค้าใหม่ที่ไม่คุ้นตา

จากบริษัทที่เริ่มต้นด้วยท่อนไม้เพียงก้อนเดียว สู่การปฏิวัติวิธีที่มนุษย์จัดการข้อมูล จนถึงวันที่ต้องพ่ายแพ้ให้กับคลื่นลูกใหม่อย่าง Apple และ Google

เรื่องราวของ Palm บอกเราว่า ในโลกเทคโนโลยีนั้น นวัตกรรม เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ

Palm มีวิสัยทัศน์ที่ถูกต้อง พวกเขารู้ว่าอนาคตคือมือถือ พวกเขามีระบบปฏิบัติการที่ดีเยี่ยมอย่าง webOS

แต่สิ่งที่พวกเขาพลาดคือ Timing และ Execution ที่ไม่เฉียบขาดพอ รวมถึงการปรับตัวที่ช้ากว่าคู่แข่งในเสี้ยววินาทีสำคัญ

Ed Colligan อาจจะพูดถูกว่าคนทำคอมพิวเตอร์จะเข้ามาในตลาดมือถือไม่ได้ง่ายๆ แต่สิ่งที่เขาคาดไม่ถึงคือ คนทำคอมพิวเตอร์คนนั้นชื่อ Steve Jobs

แม้ตัวบริษัทจะไม่อยู่แล้ว แต่ถ้าเราลองมองดูสมาร์ทโฟนในมือเราตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นการปัดหน้าจอเพื่อปิดแอป การแจ้งเตือนที่เด้งขึ้นมา หรือการซิงค์ข้อมูลผ่านระบบคลาวด์

ฟีเจอร์เหล่านี้ ล้วนมีรากฐานมาจากสิ่งที่ Palm พยายามสร้างขึ้นมาทั้งสิ้น

Palm อาจจะตายไปแล้ว แต่ DNA ของพวกเขายังคงไหลเวียนอยู่ในทุกครั้งที่เราสัมผัสหน้าจอสมาร์ทโฟนมาจวบจนถึงทุกวันนี้…

References : [theverge, engadget, wired, cnet, medium]