หากย้อนเวลากลับไปเมื่อราวๆ ปี 2014 หรือ 2015 ในยุคที่ตลาดสมาร์ทโฟนกำลังเฟื่องฟูถึงขีดสุด
หากคุณเป็นคนที่ติดตามข่าวสารในวงการไอที เชื่อว่าต้องเคยได้ยินชื่อแบรนด์จีนแบรนด์หนึ่ง ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นไม่เหมือนใคร
แบรนด์ที่ไม่ได้ขายแค่ความคุ้มค่า แต่ขายงานดีไซน์และสุนทรียภาพทางเสียงระดับโลก
แบรนด์นั้นมีชื่อว่า Meizu…
แต่ถ้าลองกวาดสายตามองไปในตลาดปัจจุบัน คุณจะพบว่าชื่อนี้แทบจะเลือนหายไปจากความทรงจำของผู้คน
ราวกับว่าพวกเขาได้หายสาบสูญไปจากโลกของเทคโนโลยี ถูกกลืนกินโดยคลื่นยักษ์ของแบรนด์เพื่อนร่วมชาติอย่าง Xiaomi หรือ Huawei ที่ยึดครองพื้นที่สื่อไปจนหมดสิ้น
เกิดอะไรขึ้นกับอดีตดาวรุ่งพุ่งแรงรายนี้
พวกเขาพ่ายแพ้ให้กับอะไร การบริหารที่ผิดพลาด หรือกระแสลมของการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงเกินจะต้านทาน
…
ย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้น Meizu ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือ
ในปี 2003 ที่เมือง Zhuhai ชายหนุ่มผู้มีโลกส่วนตัวสูงนามว่า Jack Wong ได้ก่อตั้งบริษัทนี้ขึ้น
ด้วยความหลงใหลในเสียงดนตรี เขาเริ่มต้นจากการผลิตเครื่องเล่น MP3
และด้วยความที่เป็นคนใส่ใจในรายละเอียดแบบเข้าขั้นสมบูรณ์แบบ ผลิตภัณฑ์ของเขาจึงได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในหมู่นักฟังเพลง
ในยุคนั้น หากใครถือเครื่องเล่น Meizu M6 เดินไปไหนมาไหน ก็เปรียบเสมือนการประกาศตัวว่าเป็นคนมีรสนิยม
แต่แล้วจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของโลกก็มาถึงในปี 2007
เมื่อ Steve Jobs ประกาศเปิดตัว iPhone รุ่นแรก สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่การแนะนำสินค้าใหม่ แต่มันคือการเปลี่ยนพฤติกรรมของมนุษยชาติไปตลอดกาล
Jack Wong ซึ่งมีวิสัยทัศน์คล้ายคลึงกับศาสดาแห่ง Apple มองเห็นอนาคตนี้ทันที
เขารู้ดีว่ายุคสมัยของเครื่องเล่น MP3 กำลังนับถอยหลังสู่การล่มสลาย
เขาจึงตัดสินใจหักดิบ เปลี่ยนทิศทางบริษัทเข้าสู่อุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนอย่างเต็มตัว ทั้งที่ยังไม่มีประสบการณ์มาก่อน…
ผลลัพธ์ที่ได้คือ Meizu M8 สมาร์ทโฟนหน้าจอสัมผัสรุ่นแรกๆ ของจีนที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม
แม้หน้าตาจะดูคล้ายคลึงกับ iPhone จนถูกครหา แต่ไส้ในของมันคือความพยายามที่จะสร้างสิ่งใหม่บนระบบปฏิบัติการ Windows CE
ความกล้าหาญในครั้งนั้น ทำให้ชื่อของ Meizu เริ่มเป็นที่จับตามองในฐานะผู้บุกเบิก
แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขากลายเป็นตำนานจริงๆ คือการมาถึงของระบบปฏิบัติการ Android
ในขณะที่แบรนด์จีนอื่นๆ พยายามยัดสเปกแรงๆ เข้ามาแข่งกันในราคาถูก
Meizu กลับเลือกที่จะเดินเกมที่แตกต่าง
พวกเขาไม่ได้ขายแค่ฮาร์ดแวร์ แต่พวกเขาสร้างจิตวิญญาณให้กับซอฟต์แวร์ผ่านสิ่งที่เรียกว่า “Flyme OS”
มันคือหน้าตาการใช้งานที่ถูกออกแบบมาอย่างประณีต มินิมอล และลื่นไหล
ในยุคที่ Android ทั่วไปมักจะมีหน้าตาที่แข็งทื่อและใช้งานยาก Flyme OS เปรียบเสมือนงานศิลปะที่จับต้องได้
บวกกับคุณภาพเสียงระดับเทพที่ติดตัวมาตั้งแต่ยุค MP3 ทำให้ Meizu มีฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่นมาก
ช่วงปี 2014 ถึง 2015 คือยุคทองที่หอมหวานที่สุดของพวกเขา
รุ่นยอดฮิตอย่าง Meizu M2 Note กลายเป็นสมาร์ทโฟนที่ใครๆ ก็อยากได้
ด้วยปุ่มโฮมแบบ “mBack” ที่เป็นเอกลักษณ์ แตะเพื่อย้อนกลับ กดเพื่อกลับหน้าโฮม เป็นนวัตกรรมที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง
ยอดขายของพวกเขาพุ่งทะยานแตะหลัก 20 ล้านเครื่อง ท้าชนกับยักษ์ใหญ่อย่าง Xiaomi ได้อย่างสมศักดิ์ศรี
ดูเหมือนว่าเส้นทางข้างหน้าจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ในความเป็นจริง เมฆดำก้อนใหญ่กำลังก่อตัวขึ้น…
ตลาดสมาร์ทโฟนในจีนเปรียบเสมือนป่าดงดิบที่ไร้ความปรานี
ฝั่งหนึ่ง Xiaomi ยอมเฉือนเนื้อตัวเอง ขายสินค้าราคาถูกแบบแทบไม่เอากำไรเพื่อยึดครองฐานลูกค้า
อีกฝั่งหนึ่ง อาณาจักร BBK Electronics เจ้าของแบรนด์ Oppo และ Vivo ก็ทุ่มงบการตลาดมหาศาล จ้างดาราและปูพรมโฆษณาทุกหัวระแหง
Meizu ที่มีสายป่านสั้นกว่า เริ่มหายใจไม่ทั่วท้อง
พวกเขาต้องการเงินทุนเพื่อต่อลมหายใจ และนั่นนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท
ในปี 2015 ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซอย่าง Alibaba ยื่นมือเข้ามาพร้อมเม็ดเงินลงทุนก้อนโตกว่า 590 ล้านดอลลาร์
ในตอนแรก ทุกคนต่างคิดว่านี่คืออัศวินขี่ม้าขาวที่จะมาช่วยกอบกู้สถานการณ์
แต่โลกธุรกิจไม่มีของฟรี
เงินลงทุนก้อนนั้นมาพร้อมกับเงื่อนไขที่เปรียบเสมือนยาพิษ คือสมาร์ทโฟนของ Meizu ต้องเปลี่ยนไปใช้ระบบปฏิบัติการ “YunOS” ของ Alibaba
การเปลี่ยนแปลงนี้ทำลายหัวใจสำคัญของ Meizu ลงอย่างราบคาบ
ระบบ “Flyme OS” ที่เคยลื่นไหลและเป็นที่รัก กลับต้องมาทำงานอยู่บนพื้นฐานของระบบที่ยังไม่สมบูรณ์
ผู้ใช้งานเริ่มเจอปัญหา บั๊กเต็มเครื่อง และที่ร้ายแรงที่สุดคือการเข้าถึงบริการของ Google กลายเป็นเรื่องยากลำบาก
จากแบรนด์ที่คนรักเพราะประสบการณ์การใช้งาน กลายเป็นแบรนด์ที่สร้างความหงุดหงิดให้กับผู้ใช้…
เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ปัญหาไม่ได้จบแค่ซอฟต์แวร์ แต่ลามมาถึงฮาร์ดแวร์
เมื่อ Meizu ถูกฟ้องร้องโดย Qualcomm เจ้าตลาดชิปเซ็ตประมวลผล ในข้อหาละเมิดสิทธิบัตร
ส่งผลให้พวกเขาถูกตัดขาดจากชิปเซ็ตตระกูล Snapdragon ซึ่งเป็นมาตรฐานของสมาร์ทโฟนระดับโลก
ทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่คือการหันไปซบ MediaTek
ซึ่งในยุคนั้น ชิปเซ็ตค่ายนี้ยังมีชื่อเสียในเรื่องความร้อนและการจัดการพลังงาน
ลองจินตนาการดูว่า คุณซื้อสมาร์ทโฟนเรือธงราคาแพง ดีไซน์สวยหรู แต่พอกดใช้งาน เครื่องกลับร้อนจี๋และแบตเตอรี่หมดฮวบฮาบ
ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเริ่มพังทลายลงเรื่อยๆ
เมื่อหลังชนฝา ผู้บริหารของ Meizu ก็เริ่มเกิดอาการ Panic
พวกเขาพยายามดิ้นรนหาทางออกด้วยการสร้างนวัตกรรมที่แปลกประหลาด หวังจะกู้ชื่อเสียงกลับมาแบบทางลัด
เราจึงได้เห็น “Meizu Pro 7” มือถือที่มีหน้าจอที่สองอยู่ด้านหลังเครื่อง
ไอเดียดูดี แต่การใช้งานจริงกลับไม่ตอบโจทย์ แถมยังทำให้ต้นทุนสูงขึ้นโดยใช่เหตุ
หรือจะเป็นโปรเจกต์สุดล้ำอย่าง “Meizu Zero” มือถือไร้ปุ่ม ไร้รูชาร์จ ไร้ช่องใส่ซิม
มันดูล้ำยุคเกินไปจนกลายเป็นความเพ้อฝัน ตลาดไม่ตอบรับ และเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานก็ยังไม่พร้อม
ความล้มเหลวซ้ำซากส่งผลให้บุคลากรคนสำคัญเริ่มทยอยลาออก
รวมถึง Li Nan ผู้บริหารฝ่ายการตลาดที่เป็นมันสมองสำคัญขององค์กร
จากยอดขายหลายสิบล้านเครื่อง ดิ่งลงเหลือเพียงหลักแสน ส่วนแบ่งการตลาดในจีนลดลงเหลือไม่ถึง 0.1%
Meizu ในวันนั้น มีสภาพไม่ต่างอะไรกับคนไข้ที่นอนรอความตายในห้องไอซียู…
ร้านค้าปิดตัวลง แบรนด์ที่เคยยิ่งใหญ่กำลังจะกลายเป็นเพียงหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์
แต่แล้ว ปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้นในรูปแบบที่ไม่มีใครคาดคิด
ในปี 2022 บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่อย่าง Geely ได้เข้ามาซื้อกิจการของ Meizu
คำถามที่น่าสนใจคือ บริษัทรถยนต์จะอยากได้บริษัทมือถือที่ใกล้เจ๊งไปทำไม
คำตอบซ่อนอยู่ในเทรนด์แห่งอนาคต ที่รถยนต์กำลังจะกลายเป็น “คอมพิวเตอร์เคลื่อนที่”
Geely ไม่ได้ต้องการโรงงานผลิตมือถือ หรือยอดขายเครื่องที่ตกต่ำ
แต่สิ่งที่พวกเขาต้องการคือ มันสมองของวิศวกรและจิตวิญญาณของ “Flyme OS”
รถยนต์ยุคใหม่ต้องการระบบปฏิบัติการที่ชาญฉลาด ลื่นไหล และเชื่อมต่อกับชีวิตของผู้คนได้แนบเนียน
และนั่นคือสิ่งที่ Meizu เชี่ยวชาญที่สุดมาตลอด…
ภายใต้ร่มเงาของเจ้าของใหม่ Meizu ได้รับการชุบชีวิตอีกครั้ง
พวกเขากลับมาปล่อยสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ แก้ไขปัญหาเรื่องชิปเซ็ต กลับมาใช้ Snapdragon และทำสิ่งที่ถนัดคือการออกแบบที่สวยงาม
แต่บทบาทของพวกเขาเปลี่ยนไปแล้ว
Meizu ไม่ได้กลับมาเพื่อจะเอาชนะ Xiaomi อีกต่อไป
แต่พวกเขากลับมาเพื่อเป็นกุญแจสำคัญในการเชื่อมต่อผู้ใช้งานเข้ากับรถยนต์ไฟฟ้าของ Geely
ระบบปฏิบัติการถูกยกเครื่องใหม่เป็น “Flyme Auto” ฝังอยู่ในหน้าจอรถยนต์หรู
ทำให้การใช้งานแอปพลิเคชัน โทรศัพท์ หรือความบันเทิงในรถ กลายเป็นเรื่องเดียวกับการใช้มือถือ
และเพื่อตอกย้ำทิศทางใหม่ ในปี 2024 Meizu ได้ประกาศสิ่งที่น่าตกใจอีกครั้ง
พวกเขายืนยันว่าจะยุติการพัฒนาสมาร์ทโฟนในรูปแบบดั้งเดิม
และจะทุ่มเทสรรพกำลังทั้งหมดไปกับการพัฒนา AI และ ecosystem สำหรับรถยนต์แทน
จากราชา MP3 สู่ผู้ท้าชิงในตลาดสมาร์ทโฟน และวันนี้พวกเขากลายเป็นส่วนหนึ่งของยานยนต์แห่งอนาคต
เรื่องราวของ Meizu บอกเราอีกครั้งว่า การยึดติดกับความสำเร็จเดิมๆ คือกับดักที่น่ากลัวที่สุด
Jack Wong เคยกล้าหาญที่จะทิ้งธุรกิจ MP3 เพื่อมาทำมือถือ เพราะเขามองเห็นอนาคต
แต่น่าเสียดายที่ในสมรภูมิมือถือ เขาอาจก้าวพลาดและปรับตัวช้าเกินไปในบางจังหวะ
ทว่าในตอนจบ การที่ Meizu ยอมทิ้งศักดิ์ศรีของแบรนด์มือถือ เพื่อไปเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมรถยนต์
ก็นับเป็นการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดที่น่าสนใจ
เพราะในโลกธุรกิจ ไม่มีใครสนใจว่าในอดีตคุณเคยยิ่งใหญ่แค่ไหน
โลกสนใจแค่ว่า ในวันนี้และพรุ่งนี้ คุณยังมีประโยชน์อะไรหลงเหลืออยู่บ้าง
แม้วันนี้เราอาจจะไม่ได้เห็นสมาร์ทโฟน Meizu อยู่ในมือของผู้คนทั่วไปอีกแล้ว
แต่จิตวิญญาณของพวกเขา ซอฟต์แวร์ที่พวกเขาสร้าง อาจกำลังโลดแล่นอยู่บนท้องถนน
พาใครสักคนเดินทางไปสู่จุดหมาย… โดยที่เจ้าของรถอาจไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่า
ระบบอัจฉริยะที่เขากำลังใช้งานอยู่ มีจุดกำเนิดมาจากเครื่องเล่นเพลงเล็กๆ เครื่องหนึ่งเมื่อ 20 ปีก่อน…
References : [reuters, techcrunch, gizmochina, pandaily, scmp]






