ยุโรปพลาดตรงไหน? จากผู้คิดค้นสู่ผู้ตามในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์

ปัจจุบันทวีปยุโรปได้กลายสภาพเป็นเพียงผู้เล่นรายเล็กๆ ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก

หากเรามองดูกำลังการผลิตชิปทั่วโลก บริษัทในยุโรปมีสัดส่วนเพียงน้อยนิดในแวดวงการออกแบบและการผลิตชิ้นส่วนเทคโนโลยีขั้นสูงเหล่านี้

แม้ในยุโรปจะมีบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกที่ผลิตเครื่องจักรและเคมีภัณฑ์สำหรับการผลิตชิปอย่าง ASML หรือ Infineon

แต่สัดส่วนกำลังการผลิตของยุโรปโดยรวมกลับลดลงจากอดีตอย่างน่าใจหาย

สิ่งที่น่าสนใจก็คือชาวยุโรปคือกลุ่มแรกๆ ที่คิดค้น “Transistor” ขึ้นมา หลังจากที่ชาวอเมริกันทำสำเร็จเพียงไม่กี่เดือน

ยุโรปโดยเฉพาะประเทศฝรั่งเศสเคยเป็นผู้บุกเบิกการวิจัยเทคโนโลยีนี้ในยุคแรกเริ่ม

ทว่าความได้เปรียบอันมหาศาลในตอนต้นกลับถูกปล่อยให้สูญเปล่าไปอย่างน่าเสียดาย…

ย้อนกลับไปในปี 1947 ศูนย์วิจัย Bell Labs ในสหรัฐอเมริกาได้สร้าง “Transistor” ตัวแรกของโลกขึ้นมาสำเร็จ แต่หลังจากนั้นเพียงหกเดือนก็มีข่าวใหญ่เกิดขึ้นที่กรุงปารีส

นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันชื่อ Herbert Matera และ Heinrich Welker ที่ย้ายมาทำงานในฝรั่งเศสหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ได้ประดิษฐ์สิ่งที่คล้ายคลึงกันขึ้นมาสำเร็จระหว่างการทำงานวิจัย

พวกเขาพบว่าหากปรับเปลี่ยนแรงดันไฟฟ้าในขั้วหนึ่ง จะสามารถควบคุมและขยายสนามไฟฟ้าในอีกขั้วหนึ่งได้ อุปกรณ์ชิ้นนี้ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ Point contact transistor…

รัฐบาลฝรั่งเศสในยุคนั้นตื่นเต้นมากและตั้งชื่อมันว่า “Transistron” พร้อมกับจัดงานแถลงข่าวใหญ่โตในปี 1949

สื่อฝรั่งเศสถึงกับยกย่องว่าสิ่งนี้เหนือกว่าเทคโนโลยีของอเมริกาเสียด้วยซ้ำ

แต่แล้วจุดเปลี่ยนที่เลวร้ายก็มาถึง รัฐบาลฝรั่งเศสมีความหวาดกลัวต่อสงครามนิวเคลียร์ จึงตัดสินใจโยกย้ายทรัพยากรและเงินทุนทั้งหมดไปที่การพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์แทน

โครงการวิจัย “Transistron” ถูกทิ้งร้าง นักวิทยาศาสตร์ทั้งสองคนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องแยกย้ายกลับเยอรมนีและอพยพไปสหรัฐอเมริกา

นี่คือโอกาสทองครั้งแรกที่ยุโรปปล่อยให้หลุดมือไป

เข้าสู่ช่วงทศวรรษ 1950 ความพยายามด้านเซมิคอนดักเตอร์ของยุโรปยังคงเผชิญกับอุปสรรคอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกระบวนการผลิตที่ยุ่งยากและคาดเดาผลลัพธ์ได้ยาก

ทีมวิจัยของฝรั่งเศสเลือกที่จะถอยกลับไปหาการวิจัยเชิงทฤษฎีที่ปลอดภัยกว่า แทนที่จะลงมือแก้ปัญหาหน้างาน ซึ่งต่างจากอุตสาหกรรมของอเมริกาที่รับมือกับความไม่แน่นอนนี้ได้ดีกว่ามาก…

อเมริกาใช้วิธีเปิดเผยองค์ความรู้ด้านการผลิตและให้สิทธิบัตรอย่างเสรี

ทีมงานชาวอเมริกันมีความหลากหลายข้ามสายวิชา ทั้งนักฟิสิกส์และวิศวกรเครื่องกลมารวมตัวกันเพื่อแก้ปัญหา

มุมมองที่หลากหลายนี้นำไปสู่การคิดค้น Planar process ที่ทำให้บริษัทอย่าง Fairchild Semiconductor สามารถผลิต “Transistor” ที่เสถียรในปริมาณมหาศาลได้สำเร็จ

ในขณะที่บริษัทในฝรั่งเศสลงทุนในการวิจัยต่ำมาก และยังคงยึดติดกับเทคโนโลยีหลอดสุญญากาศที่คุ้นเคย

จนกระทั่งเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 1957 รัฐบาลฝรั่งเศสต้องตัดงบประมาณสนับสนุนอย่างหนัก

อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศจึงพังทลายลง ภายในสิ้นทศวรรษ 1950 ฝรั่งเศสก็สูญเสียความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีไปอย่างสมบูรณ์ และตกเป็นรองแม้กระทั่งประเทศญี่ปุ่น…

พอเข้าสู่ทศวรรษ 1960 โลกก็เข้าสู่ยุคของ “Integrated circuit” หรือ IC ซึ่งเป็นการนำวงจรไฟฟ้าทั้งหมดมาบีบรวมกันไว้ในชิปเดียว

ในยุคนี้จุดชี้ชะตาระหว่างอเมริกากับยุโรปคือเรื่องของความต้องการตลาด

ในสหรัฐอเมริกาลูกค้ารายใหญ่ที่สุดคือกองทัพ โครงการขีปนาวุธและอวกาศต้องการชิปที่มีประสิทธิภาพสูงสุดเสมอ

สิ่งนี้บีบบังคับให้บริษัทอเมริกันต้องพัฒนานวัตกรรมขั้นสุดยอดออกมาให้ได้

แต่ในยุโรปความต้องการชิปมาจากตลาดผู้บริโภคเป็นหลัก ซึ่งเน้นไปที่ราคาถูกและใช้งานพื้นฐาน

บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Philips และ Siemens มองว่าเซมิคอนดักเตอร์เป็นเพียงชิ้นส่วนประกอบในวิทยุหรือโทรทัศน์

พวกเขาจึงเลือกพัฒนาเทคโนโลยีรุ่นเก่าอย่าง Germanium ต่อไปเรื่อยๆ

พวกเขาไม่ยอมกระโดดไปหาเทคโนโลยี Silicon เพราะเชื่อว่าเหมาะกับงานเฉพาะทางเท่านั้น

นี่คือการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างมหันต์และส่งผลกระทบระยะยาวต่อภูมิภาค…

เมื่อถึงทศวรรษ 1970 อุตสาหกรรมเข้าสู่ยุค Large-Scale Integration ความซับซ้อนของชิปพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด บริษัท Intel เปิดตัว Microprocessor รุ่นแรกในปี 1971

การทำงานของคอมพิวเตอร์ถูกรวบรวมไว้ในชิปตัวเดียว ต้นทุนการวิจัยและผลิตพุ่งสูงขึ้นตามกลไกของ Moore’s Law

ยุโรปขาดความสามารถในการผลิตชิปประสิทธิภาพสูงเหล่านี้อย่างสิ้นเชิง

ที่สำคัญคือยุโรปไม่มีบริษัทคอมพิวเตอร์ที่แข็งแกร่งพอจะเป็นผู้ซื้อรายใหญ่เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมชิปในประเทศได้เลย เมื่อเทียบกับบริษัทอเมริกันอย่าง IBM

ในขณะเดียวกันประเทศญี่ปุ่นก็เริ่มต้นจากจุดที่คล้ายกับยุโรป แต่รัฐบาลญี่ปุ่นใช้วิธีปกป้องตลาดในประเทศและเปิดตัวโครงการ VLSI ในปี 1976 อย่างจริงจัง

ญี่ปุ่นอัดฉีดงบประมาณให้บริษัทในประเทศร่วมมือกันพัฒนาเทคโนโลยีรุ่นต่อไป จนสามารถเจียระไนเทคนิคการผลิตและก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดโลกได้สำเร็จอย่างงดงาม…

หันกลับมาดูที่ยุโรป รัฐบาลเยอรมนีตะวันตกก็พยายามอัดฉีดเงินให้แก่อุตสาหกรรมในประเทศเช่นกัน

แต่เงินเหล่านั้นถูกส่งไปให้บริษัทยักษ์ใหญ่ที่บริหารงานแบบอนุรักษ์นิยม

Siemens ชอบลงทุนในพันธบัตรมากกว่าเทคโนโลยีจนถูกล้อเลียนว่าเป็นธนาคารที่มีแผนกอิเล็กทรอนิกส์

ส่วน AEG ก็ประสบภาวะขาดทุนจนต้องถูกขายกิจการและแยกชิ้นส่วนไปในที่สุด

พอเข้าสู่ทศวรรษ 1980 ถึง 1990 ยุโรปเริ่มตระหนักแล้วว่าพวกเขากำลังจะสูญเสียอุตสาหกรรมนี้ไปตลอดกาล

ยุโรปขาดดุลการค้าด้านเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างมหาศาล

ผู้กำหนดนโยบายจึงเปลี่ยนแผนครั้งใหญ่ รัฐบาลฝรั่งเศสและเยอรมนีเริ่มทุ่มเงินอุดหนุนเกิด Mega project เพื่อพัฒนาชิปหน่วยความจำ DRAM และ SRAM…

แม้โครงการนี้จะสร้างชิปได้สำเร็จ แต่ในความเป็นจริงคือพวกเขาต้องไปขอซื้อเทคโนโลยีมาจากบริษัทญี่ปุ่นอย่าง Toshiba อีกทอดหนึ่งเพื่อนำมาผลิตต่อ

แถมกว่าจะผลิตเสร็จ ตลาดโลกก็ก้าวข้ามไปใช้ชิปรุ่นที่ใหม่กว่าเรียบร้อยแล้ว

อุตสาหกรรมนี้เคลื่อนตัวเร็วเกินกว่าที่โครงสร้างความร่วมมืออันเชื่องช้าของยุโรปจะตามทัน

หลังจากนั้นยุโรปก็ตั้งโครงการใหม่ชื่อ JESSI ด้วยงบประมาณมหาศาล

แต่โครงการก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า สมาชิกถอนตัว ท้ายที่สุดบริษัทยุโรปก็ยอมแพ้ในตลาดชิปหน่วยความจำ

ในทศวรรษ 1990 กำแพงการเข้าสู่ตลาดนี้สูงลิ่ว โรงงานผลิตชิปมีต้นทุนสูงถึงพันล้านดอลลาร์

บริษัทยุโรปจำนวนมากเลือกที่จะลดต้นทุนด้วยการจ้างผลิตแทนการสร้างโรงงานเอง…

บริษัทอย่าง TSMC ในไต้หวันบุกเบิกโมเดลโรงงานรับจ้างผลิตชิปอิสระ ทำให้ห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดหลั่งไหลไปรวมตัวกันที่ทวีปเอเชียในที่สุด

ยุโรปจึงถอยร่นไปเป็นเพียงผู้เชี่ยวชาญในตลาดเฉพาะกลุ่มอย่างชิปสำหรับยานยนต์และอุตสาหกรรมเท่านั้น สัดส่วนการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ของยุโรปดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง

จากที่เคยมีส่วนแบ่งร้อยละ 60 ของโลกในปี 1979 ลดลงเหลือเพียงร้อยละ 10 ในปี 1990 และทรงตัวอยู่ในระดับที่ต่ำต้อยนั้นมาตลอดสามทศวรรษ

จุดพลิกผันล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวิกฤตโรคระบาดทำให้เกิดปัญหาชิปขาดแคลนทั่วโลก

อุตสาหกรรมยานยนต์ของยุโรปซึ่งเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจต้องหยุดชะงักอย่างหนัก…

เหตุการณ์นี้ปลุกให้สหภาพยุโรปตื่นขึ้นมาเผชิญหน้ากับความจริงที่เจ็บปวดว่า พวกเขาพึ่งพาเทคโนโลยีจากเอเชียและอเมริกามากเกินไปจนสูญเสียความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

ในปี 2021 สหภาพยุโรปจึงได้ประกาศแผนตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งการผลิตชิปของยุโรปในตลาดโลกให้กลับมาเป็นร้อยละ 20 โดยระดมเงินลงทุนมหาศาลเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรม

เป้าหมายนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะการจะไปถึงจุดนั้นได้ ยุโรปต้องดึงดูดบริษัทต่างชาติให้มาตั้งโรงงาน และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างแท้จริง

จากประวัติศาสตร์กว่า 50 ปีที่ผ่านมา ยุโรปไม่เคยขาดแคลนเงินทุนหรือความสามารถในการวิจัย แต่จุดอ่อนคือการขาดตลาดรองรับที่แข็งแกร่งและคล่องตัว…

นโยบายที่มักจะอุ้มชูแต่บริษัทยักษ์ใหญ่หน้าเดิม และความล่าช้าในการปรับตัวให้ทันกับเทคโนโลยีที่พลิกโฉมโลก ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้พวกเขาพ่ายแพ้ในอดีตมาโดยตลอด

กฎหมาย EU Chips Act จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ยุโรปกลับมาผงาดในสมรภูมิเซมิคอนดักเตอร์ได้สำเร็จ หรือจะเป็นเพียงการทุ่มเงินมหาศาลซ้ำรอยประวัติศาสตร์เดิม

เรื่องราวนี้เป็นบทเรียนชั้นดีของการขึ้นสู่จุดสูงสุดและการร่วงหล่นของอุตสาหกรรมระดับโลก

การตัดสินใจที่ผิดพลาดเพียงไม่กี่ครั้งสามารถเปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์ไปตลอดกาล

เพราะในยุคที่ชิปคอมพิวเตอร์คือทรัพยากรที่มีค่าที่สุดในโลก ใครที่คุมเทคโนโลยีนี้ได้ก็เท่ากับคุมอนาคตของเศรษฐกิจโลกได้นั่นเอง…

References : [asianometry, bloomberg, cnbc, reuters, ft]