ผมว่าท่านผู้อ่านหลายท่านอาจจะไม่ทราบกันนะครับว่า จุดเริ่มต้นของอาณาจักรวิดีโอเกมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจที่จะสร้างมันขึ้นมาตั้งแต่แรก แต่เกิดจากความแค้นและการถูกหักหลังทางธุรกิจ
หากย้อนกลับไปในอดีต ใครจะไปคิดว่าบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่าง Sony จะกลายมาเป็นราชาแห่งวงการเกมที่ล้มยักษ์ใหญ่เจ้าตลาดเดิมได้ราบคาบ
เรื่องราวนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องราวของศักดิ์ศรี การเดิมพันด้วยอนาคต และกลยุทธ์ทางธุรกิจที่เปลี่ยนโลกความบันเทิงไปตลอดกาล
…
ย้อนกลับไปในวันฤดูร้อนปี 1991 ที่งาน Consumer Electronic Show หรือ CES ในเมืองชิคาโก
Olaf Olafsson ผู้บริหารของ Sony ยืนอยู่บนเวทีด้วยความภาคภูมิใจ เพื่อประกาศพันธมิตรทางธุรกิจครั้งประวัติศาสตร์ระหว่าง Sony และเจ้าตลาดเกมในยุคนั้นอย่าง Nintendo
ดีลนี้ฟังดูสวยหรูราวกับความฝัน มันคือการจับมือกันสร้างอุปกรณ์เสริม CD-ROM สำหรับเครื่อง Super Nintendo Entertainment System หรือ SNES
ลองจินตนาการดูว่า หากความเชี่ยวชาญด้านเกมของ Nintendo ผนวกเข้ากับเทคโนโลยีแผ่น CD อันล้ำสมัยของ Sony วงการเกมจะก้าวกระโดดไปได้ไกลแค่ไหน…
แต่แล้ว โลกธุรกิจก็สอนให้รู้ว่า ไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร
เช้าวันรุ่งขึ้น Nintendo ได้ทำการหักหลัง Sony แบบชนิดที่เรียกว่าช็อกโลก
พวกเขาประกาศยกเลิกข้อตกลงกับ Sony กลางอากาศ แล้วหันไปจับมือกับคู่แข่งอย่าง Philips แทน
การกระทำครั้งนั้น ไม่ต่างอะไรกับการตบหน้า Sony กลางที่สาธารณะ
ความอับอายในวันนั้นได้จุดชนวนไฟแค้น และกลายเป็นจุดกำเนิดของโปรเจกต์ลับที่จะสั่นสะเทือนวงการเกมในเวลาต่อมา
นั่นคือโปรเจกต์ “PlayStation”
บุคคลสำคัญที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้คือชายที่ชื่อว่า Ken Kutaragi วิศวกรผู้ทะเยอทะยานที่ต่อมาเราเรียกเขาว่าบิดาแห่ง PlayStation
เดิมที Kutaragi ทำงานร่วมกับ Nintendo มาตั้งแต่ปี 1988 เขาคือคนสร้างชิปเสียง SPC700 ให้กับเครื่อง SNES ซึ่งความสามารถของเขานั้นโดดเด่นจนผู้บริหาร Nintendo ต้องยอมรับ
ตัวของ Kutaragi เองก็มีความชื่นชมในเครื่อง Famicom และเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า เกมคอนโซลนี่แหละ คืออนาคตของความบันเทิงภายในบ้าน…
แต่เมื่อประธาน Nintendo อย่าง Hiroshi Yamauchi ตัดสินใจหักหลัง Sony ความชื่นชมนั้นก็เปลี่ยนเป็นความโกรธ
Kutaragi เดินตรงเข้าไปหา Norio Ohga ประธานของ Sony ในขณะนั้น และโน้มน้าวด้วยความมุ่งมั่นว่า เราต้องทำเครื่องเกมของเราเอง เพื่อแข่งกับ Nintendo
แต่เส้นทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แม้แต่ภายใน Sony เอง ผู้บริหารระดับสูงหลายคนก็ยังมองว่า วงการเกมเป็นเพียงเรื่องของของเล่น
บอร์ดบริหารรุ่นเก่ามองว่า Nintendo และ Sega เป็นแค่ผู้ผลิตของเล่นเด็ก ไม่คู่ควรที่บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเครื่องใช้ไฟฟ้าภาพและเสียงอย่าง Sony จะลดตัวลงไปแข่งขันด้วย
พวกเขาอยากให้ Sony เจรจาธุรกิจกับบริษัทใหญ่ๆ มากกว่าจะกระโดดลงมาในตลาดที่ดูห่างไกลจากวัฒนธรรมองค์กรเช่นนี้
แต่ในการประชุมครั้งสำคัญเดือนมิถุนายนปี 1992 Kutaragi ได้งัดไม้ตายออกมาโชว์
มันคือระบบ CD-ROM ที่เขาแอบซุ่มพัฒนาอย่างลับๆ
ระบบนี้มาพร้อมความสามารถในการแสดงผลกราฟิก 3D ที่น่าตื่นตาตื่นใจ ซึ่งเหนือชั้นกว่าทุกสิ่งที่เครื่องเกมในยุคนั้นทำได้
Norio Ohga เห็นแววตาและความมุ่งมั่นนั้น จึงตัดสินใจเดิมพันครั้งใหญ่ สนับสนุนวิสัยทัศน์ของ Kutaragi อย่างเต็มที่ แม้จะมีเสียงคัดค้านจากรอบข้างก็ตาม
และนั่นคือก้าวแรกของการประกาศสงคราม…
วันที่ 27 ตุลาคม 1993 Sony ประกาศเข้าสู่ตลาดเกมคอนโซลอย่างเป็นทางการ
ในช่วงแรก ทีมงานยังมีความลังเลว่า เครื่องเกมนี้ควรจะเน้นกราฟิกแบบไหนดี ระหว่างภาพ 2D แบบเดิมที่คุ้นเคย หรือจะกระโดดไปสู่โลก 3D ที่ยังไม่มีใครกล้าเสี่ยง
แต่คำตอบก็ปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน เมื่อพวกเขาได้เห็นความสำเร็จของเกม Virtua Fighter ของค่าย Sega ในร้านเกมตู้
กราฟิกตัวละครที่เป็นเหลี่ยมมุมแบบ Polygon ได้พิสูจน์แล้วว่า ยุคสมัยของ 3D มาถึงแล้ว และ PlayStation จะต้องมุ่งไปในทิศทางนี้
Sony ทุ่มสุดตัวกับการออกแบบสเปกเครื่อง ขุมพลังหลักคือ CPU 32-bit R3000A ที่ทำงานร่วมกับชิปประมวลผลกราฟิกที่ออกแบบมาเพื่อการเรนเดอร์ภาพสามมิติโดยเฉพาะ
พร้อมระบบเสียงคุณภาพระดับ CD สิ่งเหล่านี้คือสเปกที่เรียกได้ว่าล้ำหน้าที่สุดในปี 1994
วันที่ 3 ธันวาคม 1994 PlayStation วางจำหน่ายครั้งแรกในญี่ปุ่น ด้วยราคา 39,800 เยน
ผลตอบรับถล่มทลาย ผู้คนต่อแถวยาวเหยียดหน้าร้านค้า แม้แต่ Norio Ohga เองยังเล่าว่า เขาเริ่มรู้ตัวว่า PlayStation ยิ่งใหญ่แค่ไหน ก็ตอนที่เพื่อนฝูงและญาติมิตรเริ่มโทรมาขอร้องให้เขาช่วยหาเครื่องเกมให้ลูกหลาน
เพียงวันแรกวันเดียว PlayStation ขายไปได้ถึง 100,000 เครื่อง และทะลุ 2 ล้านเครื่องภายในเวลาแค่ 6 เดือน…
แม้ในช่วงแรกคู่แข่งอย่าง Sega Saturn จะทำยอดขายนำหน้าไปก่อนด้วยกระแสของเกม Virtua Fighter แต่ Sony ก็ไล่ตามมาติดๆ และค่อยๆ แซงหน้าไปในที่สุด
แต่สมรภูมิที่แท้จริงที่ทำให้ PlayStation กลายเป็นตำนาน คือการเปิดตัวในตลาดอเมริกา
ในงาน E3 ปี 1995 มีเหตุการณ์ดราม่าที่กลายเป็นตำนานเล่าขานมาจนถึงทุกวันนี้
ก่อนหน้านั้นไม่กี่ชั่วโมง Sega ได้ประกาศราคาเครื่อง Saturn ที่ 399 ดอลลาร์สหรัฐ
เมื่อถึงคิวของ Sony ผู้บริหารอย่าง Olaf Olafsson ได้เชิญ Steve Race ขึ้นมาบนเวที ทุกคนคาดหวังการแถลงข่าวที่ยืดยาวและเต็มไปด้วยศัพท์เทคนิค
แต่ Steve Race เดินขึ้นไปที่โพเดียม แล้วพูดสั้นๆ เพียงคำเดียวว่า
“299”
แล้วเดินลงจากเวทีไปทันที ท่ามกลางเสียงปรบมือและเสียงเชียร์ที่ดังสนั่นฮอลล์
นี่คือการฆ่าตัดตอนคู่แข่งที่เลือดเย็นที่สุด การตัดราคาที่ถูกกว่าถึง 100 ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ Sega Saturn กลายเป็นของแพงเกินความจำเป็นในสายตาผู้บริโภคทันที
เมื่อบวกกับกองทัพเกมเปิดตัวที่น่าตื่นตาตื่นใจอย่าง Wipeout, Ridge Racer และ Tekken
ทำให้เมื่อ PlayStation วางขายในอเมริกาเหนือ มันทำยอดขายใน 2 วัน ได้มากกว่าที่ Saturn ทำมาตลอด 5 เดือน
ความสำเร็จนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากกลยุทธ์ที่แยบยลของ Sony
ในขณะที่ Nintendo และ Sega ยังคงมองว่ากลุ่มลูกค้าหลักคือเด็กและวัยรุ่น Sony มองเห็นโอกาสที่แตกต่าง
พวกเขามองเห็นกลุ่มคนวัย 20 ปีขึ้นไป คนรุ่นใหม่ที่มีกำลังซื้อ และเติบโตมาพร้อมกับเกมในยุค 80
Jeff Glendenning ผู้จัดการฝ่ายการตลาด ได้นำประสบการณ์จากวงการดนตรีและคลับใต้ดินมาใช้
เขาเปลี่ยนภาพลักษณ์ของเกมจากการเป็นของเล่นเด็ก ให้กลายเป็นไลฟ์สไตล์ที่เท่และทันสมัย
เกมอย่าง Wipeout คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด เกมแข่งยานอวกาศความเร็วสูงที่มีกราฟิกสุดล้ำ และที่สำคัญคือเพลงประกอบที่เป็นดนตรีอิเล็กทรอนิกส์จากศิลปินระดับโลกอย่าง The Chemical Brothers และ Prodigy
Sony พา PlayStation เข้าไปอยู่ในผับ บาร์ และเทศกาลดนตรี พวกเขาทำให้การเล่นเกมกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Pop Culture
ใบปลิวโฆษณาถูกออกแบบมาให้ดูขบถและยั่วยุ วลีเด็ดอย่าง “More powerful than God” ในงานเทศกาลดนตรี Glastonbury สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์แต่ก็ได้ผลในแง่การจดจำ…
จุดเปลี่ยนสำคัญอีกอย่างคือการปฏิวัติสื่อบันทึกข้อมูล
ในขณะที่ Nintendo ยังคงยึดติดกับ “ตลับเกม” หรือ Cartridge สำหรับเครื่อง Nintendo 64 เพราะเชื่อมั่นในการโหลดข้อมูลที่รวดเร็วและป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ได้ดีกว่า
แต่ตลับเกมมีข้อจำกัดมหาศาล คือความจุที่น้อยและราคาผลิตที่แพง
Sony เลือกใช้แผ่น CD ซึ่งผลิตได้ถูกกว่า เร็วกว่า และที่สำคัญคือมีความจุมากกว่าตลับเกมหลายร้อยเท่า
ความจุที่มหาศาลนี้เองที่เป็นกุญแจสำคัญให้ผู้พัฒนาเกมสามารถใส่ฉากคัตซีนที่เป็นวิดีโอและเพลงประกอบแบบออเคสตราลงไปได้
และนั่นนำมาสู่การย้ายค่ายครั้งประวัติศาสตร์ของ Square ผู้สร้างเกมตระกูล Final Fantasy
เดิมที Final Fantasy เป็นเกมคู่บุญของ Nintendo มาโดยตลอด
แต่เมื่อ Square ต้องการสร้าง Final Fantasy VII ที่มีความอลังการของกราฟิก 3D และเนื้อเรื่องที่ซับซ้อน พื้นที่ในตลับเกมของ Nintendo 64 นั้นไม่เพียงพอ
Final Fantasy VII บน PlayStation จึงถือกำเนิดขึ้นในปี 1997 ด้วยความจุถึง 3 แผ่นดิสก์
เกมนี้ได้สร้างปรากฏการณ์ไปทั่วโลก มียอดขายถล่มทลายถึง 9.8 ล้านชุด และเป็นการเปิดประตูให้เกมแนว RPG เข้าสู่ตลาดกระแสหลักในตะวันตกอย่างเต็มตัว
ไม่ใช่แค่ Final Fantasy เท่านั้น PlayStation ยังมีเกมระดับตำนานอีกมากมาย…
Gran Turismo เกมจำลองการขับรถที่สมจริงที่สุดในยุคนั้น ขายได้เกือบ 11 ล้านชุด ต้องใช้ดิสก์ถึง 2 แผ่นเพื่อบรรจุข้อมูลรถและสนามแข่ง
Metal Gear Solid เกมที่ปฏิวัติแนวลอบเร้นด้วยการเล่าเรื่องแบบภาพยนตร์ หรือ Resident Evil ที่ให้กำเนิดแนวสยองขวัญเอาชีวิตรอด
ความสำเร็จของเกมเหล่านี้ ตอกย้ำว่า Sony เดินมาถูกทางแล้ว
อีกหนึ่งอาวุธลับที่ Sony งัดออกมาใช้คือจอยคอนโทรลเลอร์แบบใหม่ที่เรียกว่า DualShock
การเพิ่มก้านอนาล็อกสองก้านและระบบสั่นที่ตอบสนองต่อเหตุการณ์ในเกม ทำให้ประสบการณ์การเล่นเกมสมจริงขึ้นไปอีกขั้น
ปุ่มเรขาคณิต สามเหลี่ยม วงกลม กากบาท สี่เหลี่ยม ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ที่คนทั่วโลกจดจำได้ทันที
ตัดภาพมาที่ปี 1998 สถานการณ์ของคู่แข่งอย่าง Sega กำลังย่ำแย่
แม้พวกเขาจะพยายามแก้เกมด้วยการออกเครื่อง Dreamcast ที่มีสเปกสูงกว่า แต่ส่วนแบ่งการตลาดในอเมริกาเหนือของ PlayStation ก็ปาเข้าไปถึง 60% แล้ว
ความแข็งแกร่งของแบรนด์ PlayStation นั้นมาถึงจุดที่ว่า ร้านค้าปลีกและผู้เล่นแทบไม่สนใจเครื่องเกมอื่นเลย
และเมื่อ Sony ประกาศเปิดตัว PlayStation 2 ในปี 1999 มันก็เหมือนกับการตอกฝาโลงคู่แข่งอย่างสมบูรณ์แบบ…
แต่เรื่องที่น่าทึ่งคือ แม้ PlayStation 2 จะวางขายแล้ว เครื่อง PlayStation 1 รุ่นแรกก็ยังคงขายดีต่อไป
Sony ได้ออกรุ่นปรับปรุงโฉมใหม่ที่ชื่อว่า PS One ซึ่งมีขนาดเล็กลง
และเชื่อหรือไม่ว่าในปี 2000 เครื่อง PS One ตัวเล็กนี้ทำยอดขายได้มากกว่าเครื่องคอนโซลอื่นๆ ทุกเครื่องในตลาด รวมถึงขายดีกว่าพี่ชายของมันอย่าง PlayStation 2 ในช่วงแรกเสียอีก
PlayStation 1 มีอายุขัยในตลาดยาวนานถึง 11 ปี โดยยุติการผลิตในปี 2006
ด้วยยอดขายรวมกว่า 102 ล้านเครื่องทั่วโลก และซอฟต์แวร์เกมที่ขายไปได้เกือบ 1,000 ล้านแผ่น นี่คือเครื่องพิสูจน์ความสำเร็จที่ไม่ใช่แค่เรื่องของโชคช่วย
บทเรียนจากความสำเร็จของ PlayStation 1 บอกอะไรเราบ้าง
ข้อแรก ความล้มเหลวอาจเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่า
ถ้าในวันนั้น Nintendo ไม่หักหลัง Sony เราอาจจะเห็นเพียงแค่เครื่องเล่น CD เสริมสำหรับเครื่องเกมของ Nintendo และโลกนี้อาจจะไม่มีแบรนด์ PlayStation เกิดขึ้นเลย
ความโกรธแค้นในวันนั้นถูกแปรเปลี่ยนเป็นพลังขับเคลื่อนที่มุ่งมั่น จนสามารถเอาชนะยักษ์ใหญ่ได้
ข้อสอง การกล้าที่จะแตกต่าง
ในขณะที่คนอื่นทำเกมสำหรับเด็ก Sony กล้าที่จะทำเกมสำหรับผู้ใหญ่
ในขณะที่คนอื่นยึดติดกับตลับเกม Sony กล้าที่จะเดิมพันกับแผ่น CD
ในขณะที่คนอื่นทำเกม 2D Sony กล้าที่จะผลักดันกราฟิก 3D
ความกล้าที่จะมองต่างมุมนี้เอง คือสิ่งที่เปลี่ยน Sony จากผู้ตามให้กลายเป็นผู้นำ
ข้อสาม เทคโนโลยีต้องมาพร้อมกับจังหวะเวลาที่เหมาะสม
Sony ไม่ได้เป็นคนแรกที่ใช้ CD-ROM ก่อนหน้านั้นมี Sega CD และ 3DO แต่ Sony คือคนที่ทำมันได้ลงตัวที่สุด
ทั้งในแง่ของสเปกเครื่องที่รองรับ 3D ได้ดีเยี่ยม ราคาที่จับต้องได้ และกองทัพเกมที่ดึงดูดใจ
จากวันนั้นจนถึงวันนี้ PlayStation ไม่ได้เป็นแค่เครื่องเกม แต่มันคือวัฒนธรรม
มันเปลี่ยนมุมมองของคนทั่วโลกที่มีต่อวิดีโอเกม จากกิจกรรมฆ่าเวลาของเด็กๆ กลายเป็นสื่อบันเทิงที่มีความซับซ้อน มีความเป็นศิลปะ และเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง
วันนี้ PlayStation กลายเป็นเสาหลักที่ค้ำจุนอาณาจักร Sony และเป็นแบรนด์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดแบรนด์หนึ่งของโลก
และทั้งหมดนี้ เริ่มต้นจากความพ่ายแพ้และการถูกปฏิเสธในห้องประชุมเมื่อสามสิบกว่าปีก่อน
เรื่องราวของ PlayStation สอนให้เรารู้ว่า บางครั้ง การถูกผลักให้ตกหน้าผา อาจเป็นวิธีเดียวที่ทำให้เรารู้ว่า เรามีปีกที่จะบินได้สูงแค่ไหน…
References : [wikipedia, ign, polygon, playstation, guinnessworldrecords]





