ถ้าเราย้อนเวลากลับไปสักช่วงปี 2005 หลายคนคงยังจำความรู้สึกของการมีโทรศัพท์มือถือเครื่องแรกได้ และเป็นไปได้สูงว่าโทรศัพท์เครื่องนั้นคือ “Nokia”
ในยุคนั้น Nokia ไม่ได้เป็นแค่ผู้นำตลาด แต่คือคำจำกัดความของคำว่าโทรศัพท์มือถือ เสียงเรียกเข้าแบบคลาสสิกของ Nokia คือเพลงประกอบของยุคสมัยอย่างแท้จริง
ด้วยส่วนแบ่งการตลาดทั่วโลกที่เคยสูงเกือบ 40% อาณาจักรของ Nokia ดูเหมือนจะมั่นคงและไม่มีวันสั่นคลอน พวกเขาคือยักษ์ใหญ่ที่ไม่มีใครกล้าต่อกร
แต่เคยสงสัยไหมว่า บริษัทที่ยิ่งใหญ่และดูเหมือนจะไม่มีวันล้ม กลับหายไปจากสารบบของผู้นำในตลาดสมาร์ทโฟนได้อย่างไรในเวลาเพียงไม่กี่ปี
เรื่องราวนี้ไม่ใช่แค่การพ่ายแพ้ต่อคู่แข่ง แต่เป็นโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นจากภายใน เป็นเรื่องราวของนวัตกรรมที่ถูกทำลาย และอนาคตที่ถูกช่วงชิงไปต่อหน้าต่อตา
จุดเริ่มต้นของรอยร้าวทั้งหมด เกิดขึ้นลึกเข้าไปในศูนย์วิจัยของ Nokia ที่ซึ่งมีทีมวิศวกรกลุ่มเล็กๆ กำลังมองเห็นอนาคตที่แตกต่างออกไป
พวกเขาเชื่อว่าระบบปฏิบัติการ Symbian ที่เป็นหัวใจของ Nokia ในตอนนั้น เริ่มอุ้ยอ้ายและไม่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ที่กำลังจะมาถึง
ทีมนี้จึงได้ริเริ่มโครงการใหม่บนพื้นฐานของ Linux ระบบปฏิบัติการโอเพนซอร์สที่ยืดหยุ่นกว่ามาก พวกเขาเรียกมันว่า Maemo
ผลงานชิ้นแรกๆ ของทีม Maemo คืออุปกรณ์ที่เรียกว่า Internet Tablet อย่าง Nokia 770 ซึ่งเปิดตัวในปี 2005 มันคือภาพร่างของแท็บเล็ตในยุคปัจจุบัน
อุปกรณ์เหล่านี้คือสัญญาณเตือนว่า Nokia กำลังซุ่มพัฒนานวัตกรรมที่ก้าวล้ำ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ได้สร้างศัตรูที่อันตรายที่สุดขึ้นมา นั่นคือคนในองค์กรเดียวกัน
ปัญหาที่ร้ายแรงที่สุดของการทำธุรกิจ อาจไม่ใช่คู่แข่งที่น่ากลัว แต่คือการเมืองภายในองค์กรของตัวเอง และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ Nokia
ทีม Symbian ซึ่งเป็นผู้กุมอำนาจหลักในบริษัท มองว่าการเติบโตของ Maemo ไม่ใช่โอกาส แต่เป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อตำแหน่งและอิทธิพลของพวกเขา
ความขัดแย้งนี้เห็นได้ชัดเจนที่สุด เมื่อทีม Maemo พัฒนาอุปกรณ์รุ่น N810 และต้องการใส่ฟังก์ชันโทรศัพท์เข้าไปด้วย
แต่พวกเขากลับถูกขัดขวางโดยผู้บริหารฝั่ง Symbian ที่มีอำนาจมากกว่า เหตุผลง่ายๆ ก็คือ พวกเขากลัวว่าถ้า Maemo โทรออกได้ มันจะมาแย่งชิงตลาดของ Symbian
นี่คือจุดเริ่มต้นของการที่บริษัทเริ่มต่อสู้กับตัวเอง แทนที่จะร่วมมือกันเพื่อพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ออกไปสู้กับโลกภายนอก
และในขณะที่ Nokia กำลังวุ่นวายกับการสกัดกั้นกันเองอยู่นั้น ในปี 2007 โลกก็ได้รู้จักกับคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดอย่างแท้จริง
Steve Jobs ได้เปิดตัว iPhone เครื่องแรก มันคือการปฏิวัติที่เปลี่ยนกฎเกณฑ์ของตลาดโทรศัพท์มือถือไปตลอดกาล
ไม่นานหลังจากนั้น Google ก็ได้ส่ง Android เข้าสู่สมรภูมิ ทำให้ Nokia ที่กำลังสับสนอยู่แล้ว ต้องเผชิญกับศึกสองด้านอย่างเต็มตัว
สถานการณ์ภายนอกที่กดดัน ควรจะทำให้คนในองค์กรสามัคคีกัน แต่ที่ Nokia มันกลับตรงกันข้าม วิกฤตการณ์นี้ยิ่งทำให้ทุกคนต้องดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอด และปกป้องโครงการของตัวเองมากขึ้น
ความวุ่นวายไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องของคน แต่ยังลามไปถึงเรื่องเทคโนโลยีด้วย ทีม Maemo และทีม Symbian พัฒนาซอฟต์แวร์บนเครื่องมือคนละชุดที่เข้ากันไม่ได้เลย
ลองนึกภาพการสร้างเมืองใหญ่ ที่มีทีมหนึ่งสร้างรางรถไฟขนาดมาตรฐาน แต่อีกทีมกลับสร้างรางรถไฟขนาดพิเศษที่ใช้ร่วมกันไม่ได้ มันคือความสิ้นเปลืองทรัพยากรอย่างมหาศาล
ซ้ำร้าย การตัดสินใจเลือกพันธมิตรด้านฮาร์ดแวร์ก็ยังผิดพลาดครั้งใหญ่อีกด้วย Nokia เลือกที่จะจับมือกับ Intel แทนที่จะเป็น Qualcomm ที่เชี่ยวชาญด้านชิปสำหรับมือถือมากกว่า
ในเวลานั้น Intel ยังไม่มีชิปที่พร้อมสำหรับตลาดสมาร์ทโฟนอย่างแท้จริง ทำให้การพัฒนาต้องล่าช้า และเสียเปรียบคู่แข่งที่ก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
แล้วอะไรคือฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ Nokia พัง? คำตอบคือการมาถึงของ CEO คนใหม่ที่ชื่อ Stephen Elop ในปี 2010
Elop อดีตผู้บริหารจาก Microsoft เข้ามารับตำแหน่งท่ามกลางความคาดหวังว่าเขาจะมากอบกู้วิกฤต แต่สิ่งที่เขาทำกลับเป็นการเร่งให้ทุกอย่างพังทลายเร็วขึ้น
เขาได้ส่งอีเมลถึงพนักงานทุกคน ที่ต่อมารู้จักกันในชื่อ “Burning Platform Memo” โดยเปรียบเทียบว่า Nokia กำลังยืนอยู่บนแท่นขุดเจาะน้ำมันที่ไฟลุกท่วม และทางรอดเดียวคือการกระโดดหนี
และการกระโดดที่เขาเลือกก็คือ การทิ้งทุกอย่างที่ Nokia เคยสร้างมา ทั้ง Symbian และ MeeGo (ซึ่งเป็นระบบที่พัฒนาต่อจาก Maemo) แล้วหันไปซบอก Microsoft อย่างเต็มตัว
การตัดสินใจใช้ Windows Phone เป็นระบบปฏิบัติการหลักเพียงหนึ่งเดียว คือการเดิมพันครั้งสุดท้ายที่ Nokia ไม่มีวันชนะ
แต่ในโศกนาฏกรรมครั้งนี้ กลับมีเรื่องน่าประหลาดใจเกิดขึ้น การที่บริษัทหันไปให้ความสำคัญกับ Windows Phone ทำให้การเมืองภายในที่เคยเป็นอุปสรรคได้หมดไป
ทีม MeeGo ที่ถูกลดขนาดและไม่มีใครสนใจอีกต่อไป กลับได้รับอิสระอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน พวกเขาทุ่มเทพลังทั้งหมดเพื่อสร้างผลงานชิ้นสุดท้ายออกมา
และผลลัพธ์ของมันก็คือ “Nokia N9”
Nokia N9 ที่เปิดตัวในปี 2011 คือบทพิสูจน์ถึงศักยภาพที่แท้จริงของวิศวกร Nokia มันคือผลงานชิ้นเอกที่งดงามและล้ำสมัยในทุกมิติ
ตัวเครื่องที่ไร้รอยต่อ และระบบปฏิบัติการที่ควบคุมด้วยการปัดนิ้ว หรือ “Swipe UI” คือสิ่งที่มาก่อนกาล จนแม้แต่ระบบปฏิบัติการในปัจจุบันยังนำแนวคิดนี้ไปใช้
N9 คือภาพของอนาคตที่ Nokia ควรจะเป็น มันคือเครื่องยืนยันว่า หากปราศจากการเมืองภายในที่บั่นทอน Nokia ก็มีดีพอที่จะต่อกรกับคู่แข่งทุกรายในตลาด
แต่มันก็เป็นเพียงภาพที่ได้เห็นแค่ชั่วครู่ เพราะ N9 ถูกประกาศให้เป็นอุปกรณ์ MeeGo เครื่องแรกและเครื่องสุดท้าย อนาคตของบริษัทได้ถูกกำหนดไว้แล้ว
หลังจากนั้น เรื่องราวก็ดำเนินไปสู่บทสรุปที่ทุกคนรู้กัน โทรศัพท์ตระกูล Lumia ที่ใช้ Windows Phone ไม่สามารถกอบกู้สถานการณ์ได้
และในที่สุด แผนกโทรศัพท์มือถือที่เคยเป็นตำนานของ Nokia ก็ถูกขายให้กับ Microsoft เป็นการปิดฉากอาณาจักรที่เคยยิ่งใหญ่ลงอย่างสมบูรณ์
เรื่องราวอาจจะดูเหมือนจบลงด้วยความพ่ายแพ้ แต่จิตวิญญาณของนวัตกรรมไม่ได้ตายไปพร้อมกับบริษัท
ทีมวิศวกรหัวกะทิกลุ่มเดิมที่เคยสร้าง MeeGo ได้ตัดสินใจออกมาตั้งบริษัทใหม่ของตัวเองในชื่อ “Jolla”
พวกเขาได้นำเอามรดกทางความคิดจาก MeeGo มาพัฒนาต่อยอด และพยายามสร้างเส้นทางของตัวเองขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
บทเรียนจาก Nokia ไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีที่ล้าหลัง แต่เป็นเรื่องของวิสัยทัศน์ผู้นำที่ล้มเหลว และวัฒนธรรมองค์กรที่ทำลายตัวเองจากภายใน
มันคือเครื่องเตือนใจสำหรับทุกบริษัทว่า ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในอดีต ไม่ได้เป็นหลักประกันสำหรับความสำเร็จในอนาคตเลย
เพราะในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ศัตรูที่น่ากลัวที่สุด อาจไม่ใช่คู่แข่งที่อยู่นอกประตู แต่อาจเป็นกระจกเงาที่สะท้อนภาพของตัวเราเอง.
References : [arstechnica, engadget, theverge, wikipedia, gsmarena]






