หากเราพูดถึงจุดกำเนิดของโลกเทคโนโลยีที่เรียกว่า Silicon Valley
หลายคนอาจนึกถึงโรงรถของ Steve Jobs หรือหอพักมหาวิทยาลัยของ Mark Zuckerberg
แต่ความจริงแล้ว เรื่องราวทั้งหมดไม่ได้เริ่มต้นด้วยความสวยหรู หรือมิตรภาพอันงดงามของคนหนุ่มสาว
แต่มันเริ่มต้นขึ้นจากความขัดแย้ง ความกดดัน และการทรยศครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ธุรกิจ
…
ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 1950 โลกเทคโนโลยียังไม่ได้หมุนเร็วเหมือนในปัจจุบัน
ศูนย์กลางของนวัตกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในยุคนั้น ไม่ได้อยู่ที่แคลิฟอร์เนีย แต่อยู่ที่ Bell Labs ในนิวยอร์ก
ที่นั่นมีชายคนหนึ่งชื่อว่า William Shockley
เขาไม่ใช่คนธรรมดา แต่คืออัจฉริยะระดับรางวัลโนเบล ผู้มีส่วนสำคัญในการคิดค้น ทรานซิสเตอร์ สิ่งประดิษฐ์ที่เข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าโลกอิเล็กทรอนิกส์ไปตลอดกาล
ด้วยความสำเร็จระดับนี้ William Shockley จึงได้รับการยกย่องให้เป็นดั่งศาสดาของวงการวิทยาศาสตร์
แต่ความฉลาดทางปัญญา กับความฉลาดทางอารมณ์ บางครั้งก็เป็นเส้นขนานที่ไม่มีวันบรรจบกัน…
ในปี 1956 William Shockley ตัดสินใจลาออกจาก Bell Labs เพื่อกลับมายังบ้านเกิดที่เมือง Palo Alto รัฐแคลิฟอร์เนีย
เป้าหมายของเขาคือการสร้างอาณาจักรธุรกิจของตัวเอง ภายใต้ชื่อ Shockley Semiconductor Laboratory
เขาต้องการสร้างทรานซิสเตอร์ชนิดใหม่ที่ทำจากซิลิคอน ซึ่งในยุคนั้นถือเป็นเรื่องที่ท้าทายและล้ำหน้ามาก
ด้วยชื่อเสียงระดับโลก William Shockley สามารถดึงดูดนักวิจัยระดับหัวกะทิจากทั่วสหรัฐอเมริกาให้มาร่วมงานด้วยได้อย่างไม่ยากเย็น
เขาคัดเลือกทีมงานด้วยวิธีการทดสอบทางจิตวิทยาและวัดระดับ IQ อย่างเข้มข้น
จนในที่สุดเขาก็ได้ทีมงานในฝัน เป็นกลุ่มนักวิทยาศาสตร์หนุ่มไฟแรง ดีกรีปริญญาเอก ที่พร้อมจะทุ่มเทชีวิตเพื่องานวิจัยเปลี่ยนโลก
ดูเหมือนว่าทุกองค์ประกอบแห่งความสำเร็จจะมารวมตัวกันอยู่ที่นี่แล้ว
มีผู้นำวิสัยทัศน์ไกล มีทีมงานระดับอัจฉริยะ และมีเทคโนโลยีแห่งอนาคตอยู่ในมือ
แต่สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็คือ ภายใต้หน้ากากของนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ William Shockley กลับเป็นผู้บริหารที่มีบุคลิกภาพที่เป็นพิษร้ายแรง…
William Shockley บริหารงานด้วยความหวาดระแวงและจับผิด
เขาไม่ไว้ใจใครเลยแม้แต่ลูกน้องของตัวเอง
บรรยากาศในบริษัทเต็มไปด้วยความตึงเครียด มีการติดตั้งเครื่องดักฟังโทรศัพท์ และพนักงานห้ามพูดคุยแลกเปลี่ยนผลการทดลองกันเองหากเขาไม่อนุญาต
มีเรื่องเล่าว่า ครั้งหนึ่งเลขานุการคนหนึ่งมีแผลที่นิ้วโป้ง William Shockley ถึงกับสั่งให้มีการสอบสวนพนักงานทุกคน
เพราะเขาคิดไปเองว่ามีใครบางคนพยายามวางยาพิษหรือปองร้ายคนในบริษัท ทั้งที่ความจริงแล้วเธอแค่ถูกหมุดปักกระดาษทิ่มเท่านั้น
นอกจากความหวาดระแวงแล้ว ความโลเลก็เป็นอีกปัญหาใหญ่
William Shockley มักจะเปลี่ยนทิศทางการวิจัยไปมาตามอารมณ์ เดี๋ยวจะทำสิ่งนี้ เดี๋ยวจะเปลี่ยนไปทำสิ่งนั้น ทำให้งานวิจัยไม่คืบหน้าเท่าที่ควร
สำหรับกลุ่มนักวิจัยหนุ่มไฟแรงที่หวังจะมาสร้างนวัตกรรมเปลี่ยนโลก การต้องมาติดอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่เป็นพิษแบบนี้ ไม่ต่างอะไรกับการตกนรกทั้งเป็น
ความอดทนของมนุษย์มีขีดจำกัด และสำหรับอัจฉริยะกลุ่มนี้ ขีดจำกัดนั้นมาถึงเร็วกว่าที่คิด
แกนนำกลุ่มนักวิจัย 8 คน เริ่มจับกลุ่มคุยกันถึงอนาคตที่มืดมนหากพวกเขายังทนอยู่ที่นี่
นำทีมโดย Robert Noyce และ Gordon Moore สองนักวิจัยหนุ่มผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล
พวกเขาพยายามหาทางออกด้วยการเจรจากับนักลงทุนของบริษัท เพื่อขอให้เข้ามาช่วยจัดการปัญหาการบริหารงานของ William Shockley
แต่ความพยายามนั้นไร้ผล เพราะในสายตานักลงทุน William Shockley คือพระเจ้า คือเจ้าของรางวัลโนเบลที่แตะต้องไม่ได้
ส่วนเด็กหนุ่ม 8 คนนี้ เป็นเพียงพนักงานที่ไม่มีใครรู้จัก
เมื่อหลังชนฝา ทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่คือต้องลาออก
แต่การลาออกในยุคนั้นไม่ได้ง่ายเหมือนสมัยนี้ การที่พนักงานรวมหัวกันลาออกเพื่อไปตั้งบริษัทแข่งกับนายจ้างเก่า ถือเป็นเรื่องผิดมารยาททางสังคมอย่างรุนแรง
แต่พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว
Eugene Kleiner หนึ่งในแกนนำกลุ่ม ตัดสินใจเขียนจดหมายไปหาพ่อของเขาที่นิวยอร์ก เพื่อขอคำแนะนำเรื่องการหานักลงทุน
โชคชะตาเข้าข้าง เมื่อจดหมายฉบับนั้นไปถึงมือของ Arthur Rock นายธนาคารหนุ่มแห่งวอลล์สตรีท
Arthur Rock มองเห็นโอกาสบางอย่างที่คนอื่นมองข้าม เขาบินข้ามประเทศมาเพื่อพบกับกลุ่มกบฏทั้ง 8 คน
การเจรจาหาเงินทุนในยุคที่คำว่า Venture Capital ยังไม่เป็นที่รู้จักนั้นยากลำบากอย่างยิ่ง
Arthur Rock ถูกปฏิเสธจากบริษัทใหญ่ถึง 35 แห่ง ไม่มีใครอยากเสี่ยงลงทุนกับกลุ่มคนที่เพิ่งหักหลังเจ้านาย และไม่มีสินทรัพย์อะไรเลยนอกจากมันสมอง
แต่ในที่สุด พวกเขาก็พบกับ Sherman Fairchild มหาเศรษฐีผู้มีวิสัยทัศน์
Sherman Fairchild ตกลงมอบเงินทุนก้อนแรกจำนวน 1.38 ล้านดอลลาร์ เพื่อให้พวกเขาก่อตั้งบริษัทใหม่ในชื่อ Fairchild Semiconductor
มีเรื่องเล่าในตำนานว่า ในวันที่ตกลงกันนั้น เอกสารสัญญายังร่างไม่เสร็จเรียบร้อย
Arthur Rock จึงหยิบธนบัตรดอลลาร์ออกมา 10 ใบ วางบนโต๊ะ และให้ทั้ง 8 คนเซ็นชื่อลงบนธนบัตรเหล่านั้นเพื่อเป็นสัญญาใจ
และนั่นคือฟางเส้นสุดท้ายที่ตัดขาดความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากับ William Shockley
เมื่อ William Shockley รู้เรื่องนี้ เขาโกรธแค้นมากและเรียกอดีตลูกน้องทั้ง 8 คนนี้ด้วยคำที่เจ็บแสบว่า “The Traitorous Eight”
หรือแปลเป็นไทยว่า แปดคนทรยศ…
คำคำนี้ถูกตั้งขึ้นเพื่อประจาน แต่หารู้ไม่ว่า ในเวลาต่อมา ชื่อนี้จะกลายเป็นตำนานของผู้สร้างโลกใบใหม่
เมื่อหลุดพ้นจากเงาของ William Shockley กลุ่ม The Traitorous Eight ก็เดินหน้าพัฒนานวัตกรรมอย่างรวดเร็ว
สิ่งที่พวกเขาทำแตกต่างจากเดิมคือ การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้าง ไม่มีระบบอาวุโสที่กดขี่ ทุกคนมีสิทธิเสนอความคิดเห็น
ผลลัพธ์ที่ได้คือการคิดค้นกระบวนการผลิตทรานซิสเตอร์แบบใหม่ที่สามารถพิมพ์วงจรลงบนแผ่นซิลิคอนได้โดยตรง
ซึ่งนำไปสู่การกำเนิดของ Integrated Circuit หรือไมโครชิปที่เราใช้กันอยู่ในทุกวันนี้
Fairchild Semiconductor เติบโตอย่างก้าวกระโดด ยอดขายพุ่งทยานจนกลายเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม
พวกเขาเอาชนะคู่แข่งรายใหญ่ได้ราบคาบ และกลายเป็นผู้ผลิตชิปให้กับโครงการอวกาศของ NASA
แต่ประวัติศาสตร์มักซ้ำรอยเสมอ
เมื่อองค์กรขยายใหญ่ขึ้น ความคล่องตัวเริ่มหายไป และปัญหาเรื่องโครงสร้างผลตอบแทนที่ไม่เป็นธรรมก็เริ่มก่อตัว
จิตวิญญาณของความเป็นผู้ประกอบการในตัว The Traitorous Eight เริ่มเรียกร้องอีกครั้ง
ในปี 1968 Robert Noyce และ Gordon Moore ตัดสินใจลาออกจาก Fairchild Semiconductor ที่พวกเขาสร้างมากับมือ
เพื่อออกไปก่อตั้งบริษัทใหม่ที่ชื่อว่า Intel
Intel ที่ผลิตชิปคอมพิวเตอร์ให้คนทั้งโลกใช้ ก็ถือกำเนิดขึ้นจากการลาออกครั้งที่สองของกลุ่มคนกลุ่มนี้นั่นเอง
และไม่ใช่แค่สองคนนี้ สมาชิกคนอื่นๆ ก็ทยอยลาออกไปสร้างตำนานของตัวเองเช่นกัน
Jerry Sanders ฝ่ายขายระดับเทพของ Fairchild ออกไปก่อตั้งบริษัท AMD เพื่อมาเป็นคู่แข่งตลอดกาลของ Intel
Eugene Kleiner ผันตัวไปเป็นนักลงทุน ก่อตั้งบริษัท Kleiner Perkins ที่ต่อมากลายเป็นผู้ให้เงินทุนแก่ยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon และ Google
ปรากฏการณ์การแตกหน่อของบริษัทเหล่านี้ ถูกเรียกว่า “Fairchildren”
มีการประเมินว่า หากนำมูลค่าตลาดของบริษัททั้งหมดที่มีต้นกำเนิดมาจาก Fairchild Semiconductor มารวมกัน
มันจะมีมูลค่ามหาศาลกว่า GDP ของหลายประเทศรวมกันเสียอีก
บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำในปัจจุบันอย่าง Apple, Google, Nvidia หรือ Oracle ต่างก็มีรากฐานความสัมพันธ์เชื่อมโยงกลับมาที่กลุ่มคนกลุ่มนี้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
จนกระทั่งนักข่าวคนหนึ่งสังเกตเห็นการกระจุกตัวของบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้ในพื้นที่แถบ Santa Clara Valley
และตั้งชื่อให้มันว่า “Silicon Valley”
กลับมาที่ William Shockley
หลังจากทีมงานลาออกไป บริษัทของเขาก็ไม่เคยประสบความสำเร็จอีกเลย
เขาปิดบริษัท และใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างโดดเดี่ยว พร้อมกับความแค้นที่ไม่เคยจางหาย
เขาไม่เคยเข้าใจเลยว่า ทำไมคนเก่งๆ เหล่านั้นถึงทิ้งเขาไป
William Shockley อาจจะเป็นอัจฉริยะที่คิดค้นทรานซิสเตอร์ แต่เขาขาดคุณสมบัติสำคัญของการเป็นผู้นำ นั่นคือความไว้เนื้อเชื่อใจ
ในขณะที่ The Traitorous Eight พิสูจน์ให้เห็นว่า เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุด ไม่ได้เกิดจากห้องแล็บที่เต็มไปด้วยกฎระเบียบ
แต่เกิดจากพื้นที่แห่งอิสระ ที่อนุญาตให้มนุษย์ได้ปลดปล่อยศักยภาพของตัวเองออกมาได้อย่างเต็มที่
การทรยศในวันนั้น ไม่ใช่การทำลายล้าง
แต่มันคือการจุดระเบิดทางปัญญาที่สว่างไสวที่สุดในศตวรรษที่ 20
ถ้าไม่มีการตัดสินใจเดินออกมาในวันนั้น เราอาจจะยังไม่มีคอมพิวเตอร์ส่วนตัว ไม่มีสมาร์ตโฟน และโลกของเราอาจจะล้าหลังไปกว่านี้อีกหลายสิบปี
เรื่องราวนี้สอนให้เรารู้ว่า บางครั้ง “ความภักดี” ก็ไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องที่สุดเสมอไป หากมันขัดขวางการเติบโต
การกล้าที่จะเป็นกบฏ เพื่อสร้างสิ่งที่ดีกว่า อาจเป็นหนทางเดียวที่จะเปลี่ยนโลกได้
และนี่คือเรื่องราวที่แท้จริงของ Silicon Valley ดินแดนที่ถูกสร้างขึ้นจากมันสมอง และความกล้าหาญของคน 8 คน
ที่โลกเคยตราหน้าว่าเป็น คนทรยศ…
References : [computerhistory, intel, pbs, ieee, wired]


