ย้อนเวลากลับไปวันที่ 27 สิงหาคม 1998 ตอนนั้นชายที่ร่ำรวยที่สุดในอเมริกากำลังนั่งหน้าเครียดอยู่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะสอบสวน…
ในห้องนั้นเต็มไปด้วยความอึดอัด บรรยากาศกดดันอย่างหนักหน่วง ทนายความฝั่งรัฐบาลสหรัฐฯ ยิงคำถามใส่เขาอย่างไม่ลดละตลอดการสืบสวนหลายชั่วโมง
ชายคนนั้นคือ Bill Gates ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยีที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกอย่าง Microsoft
ในยุคกลางทศวรรษ 1990s เขาคือผู้ที่อยู่ตรงศูนย์กลางของการปฏิวัติวงการคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล เป็นคนที่ใครๆ ก็มองว่าเป็นอัจฉริยะที่เปลี่ยนแปลงโลก
แต่ในเวลานั้นภาพลักษณ์อันสมบูรณ์แบบที่ชาวอเมริกันหลงรักกำลังพังทลายลง เพราะเบื้องหลังความสำเร็จของเขากำลังถูกขุดคุ้ย
ความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่นี้ เต็มไปด้วยกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ไร้ความปราณี การบีบบังคับ และการทำลายล้างคู่แข่งอย่างเลือดเย็น…
เรื่องราวทั้งหมดนี้ หากจะทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ เราต้องย้อนกลับไปในช่วงปลายทศวรรษ 1970
ในยุคนั้น ราชาแห่งวงการคอมพิวเตอร์ที่ไม่มีใครกล้าท้าทายคือบริษัทใหญ่อย่าง IBM ซึ่งครองส่วนแบ่งตลาดคอมพิวเตอร์ไปมากกว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์
คอมพิวเตอร์ในยุคนั้นไม่ใช่เครื่องเล็กๆ ที่วางบนโต๊ะทำงาน แต่มันคือเครื่องเมนเฟรมขนาดมหึมาที่ต้องใช้พื้นที่ทั้งห้องในการติดตั้ง…
เด็กหนุ่มอย่าง Bill Gates เฝ้ามองความยิ่งใหญ่ของ IBM ด้วยความชื่นชม เขาศึกษาความสำเร็จและเส้นทางของบริษัทนี้อย่างหมกมุ่น
แต่เมื่อเวลาผ่านไป โลกก็เริ่มเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ การมาถึงของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล หรือ PC เริ่มสั่นคลอนบัลลังก์ของ IBM อย่างหนัก
ความนิยมของเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก ทำให้ผู้บริหาร IBM หวาดกลัวว่ามันจะมาแย่งตลาดเมนเฟรมที่เป็นรายได้หลักของพวกเขา
พวกเขาจึงต้องรีบสร้าง PC ของตัวเองให้เร็วที่สุด เพื่อลงมาแข่งขันในตลาดที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดนี้…
แต่ปัญหาคือการพัฒนาผลิตภัณฑ์แบบเดิมของ IBM ต้องใช้เวลาถึง 4 ปี ซึ่งช้าเกินไปสำหรับโลกเทคโนโลยีที่หมุนเร็ว
พวกเขาจึงเลือกใช้วิธีซื้อฮาร์ดแวร์ชิ้นส่วนต่างๆ ที่มีขายอยู่แล้วในตลาดมาประกอบเข้าด้วยกัน เพื่อร่นระยะเวลาการผลิตให้สั้นลง
สิ่งเดียวที่ IBM ยังขาดอยู่คือระบบปฏิบัติการ พวกเขาจึงหันไปหา Bill Gates เพื่อขอให้ช่วยพัฒนาซอฟต์แวร์ให้…
นี่คือจุดเริ่มต้นของดีลธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ศตวรรษที่ 20
Bill Gates และผู้ร่วมก่อตั้งยอมทำระบบปฏิบัติการ MS DOS ให้ แต่มีข้อแม้ที่ชาญฉลาดว่าเขาต้องมีสิทธิ์นำซอฟต์แวร์นี้ไปขายให้บริษัทอื่นด้วย
IBM ที่ตอนนั้นสนใจแค่กำไรจากการขายเครื่องฮาร์ดแวร์ ไม่ได้มองเห็นมูลค่ามหาศาลของซอฟต์แวร์เลย
พวกเขาจึงตอบตกลงไปง่ายๆ โดยไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังมอบกุญแจทองคำที่จะเปิดประตูสู่การครองตลาด PC ทั้งหมดให้กับ Microsoft…
ทันทีที่คอมพิวเตอร์ของ IBM เปิดตัวในปี 1981 มันก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า จนบริษัทอื่นๆ แห่กันลอกเลียนแบบฮาร์ดแวร์มาผลิตขายแข่งกัน
ตลาดคอมพิวเตอร์เต็มไปด้วยแบรนด์ใหม่ๆ ที่หั่นราคาแข่งขันกันอย่างดุเดือดจนแทบไม่ได้กำไร
แต่คนที่โกยเงินและเป็นผู้ชนะตัวจริงกลับเป็น Microsoft ที่แค่นั่งเฉยๆ แล้วเก็บค่าลิขสิทธิ์จากคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง…
เมื่อก้าวเข้าสู่ยุค 1990 หน้าจอคอมพิวเตอร์ก็เปลี่ยนจากตัวหนังสือสีเขียวบนพื้นดำ มาเป็นภาพกราฟิกที่สวยงามและใช้เมาส์คลิกได้
Microsoft ทุ่มเงินกว่าสามร้อยล้านดอลลาร์เพื่อเปิดตัว Windows 95 สร้างกระแสให้คนแห่มาต่อคิวซื้อราวกับเป็นคอนเสิร์ตร็อก
หลังจากวันนั้น Microsoft ก็ครองส่วนแบ่งตลาดระบบปฏิบัติการ PC ไปมากกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ และส่งให้ Bill Gates ขึ้นแท่นเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกทันที…
แต่ความสำเร็จระดับผูกขาดนี้ไม่ได้มาเพราะความเก่งกาจของผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว
Microsoft มีกลยุทธ์ทางธุรกิจที่คนในวงการรู้กันดีว่าเหี้ยมโหดสุดๆ ซึ่งก็คือกลยุทธ์ “Embrace, Extend, and Extinguish”
แปลง่ายๆ คือ โอบกอด ขยายผล และทำลายล้าง ซึ่งพวกเขาใช้จัดการกับคู่แข่งทุกรายที่ขวางหน้า…
ตัวอย่างเช่นเมื่อมีคู่แข่งที่สร้างระบบปฏิบัติการได้เสถียรกว่า Microsoft จะทำเป็นใจกว้างให้ซอฟต์แวร์ตัวเองใช้งานร่วมกันได้ในตอนแรก
จากนั้นพวกเขาจะปรับแต่งฟีเจอร์ใหม่ๆ ให้ทำงานได้ดีเฉพาะบนแพลตฟอร์มของตัวเองเท่านั้น เพื่อสร้างความยุ่งยากให้คู่แข่ง
สุดท้ายพวกเขาแอบฝังโค้ดไว้ให้เครื่องแสดงข้อความแจ้งเตือนข้อผิดพลาดเวลาใช้งานระบบของคนอื่น ทำให้ผู้ใช้หวาดกลัวและเลิกใช้ไปในที่สุด…
ไม่เพียงแค่นั้น Microsoft ยังใช้อำนาจเหนือตลาดที่มี ไปทำสัญญาบีบบังคับผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ทุกราย
พวกเขาบังคับให้จ่ายค่าลิขสิทธิ์ตามจำนวนเครื่องประมวลผล ไม่ว่าจะติดตั้งระบบปฏิบัติการของ Microsoft หรือไม่ก็ตาม
ผู้ผลิตรายไหนที่แอบไปติดตั้งระบบปฏิบัติการของคู่แข่ง ก็จะโดนขูดรีดหรือถึงขั้นโดนตัดสิทธิ์การใช้งาน ซึ่งเท่ากับเป็นการฆ่าธุรกิจนั้นให้ตาย…
จนกระทั่งภัยคุกคามครั้งใหญ่ที่สุดโผล่มาสั่นคลอนอาณาจักรแห่งนี้ สิ่งนั้นคือการมาถึงของอินเทอร์เน็ต
การถือกำเนิดของเบราว์เซอร์อย่าง Netscape ทำให้คนทั่วไปเข้าถึงเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
Netscape กำลังจะทำให้ระบบปฏิบัติการของ Microsoft กลายเป็นแค่ทางผ่าน เพราะคนจะหันไปใช้เวลาทั้งหมดอยู่บนเบราว์เซอร์แทน…
Microsoft สัมผัสได้ถึงอันตราย จึงรีบเข็นเบราว์เซอร์ของตัวเองอย่าง Internet Explorer ออกมาสู้
แม้ในช่วงแรกฟังก์ชันของมันจะตามหลังคู่แข่งอยู่มาก แต่ Microsoft มีไพ่ตายที่คู่แข่งไม่มี นั่นคือการครองตลาด Windows เบ็ดเสร็จ
พวกเขาจัดการมัดรวม Internet Explorer เข้ากับ Windows รุ่นใหม่ๆ ให้ผู้ใช้ได้ใช้ฟรีๆ โดยเป็นเบราว์เซอร์เริ่มต้น…
แถมยังข่มขู่ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ว่าห้ามติดตั้ง Netscape มาให้ลูกค้าเด็ดขาด แลกกับการได้ส่วนลดค่าลิขสิทธิ์
ผลลัพธ์จากกลยุทธ์มัดมือชกนี้ ทำให้ Netscape สูญเสียส่วนแบ่งตลาดจนแทบจะสูญพันธุ์ไปในเวลาเพียงไม่กี่ปี
และเรื่องนี้เองที่กลายเป็นฟางเส้นสุดท้าย ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ หมดความอดทนกับพฤติกรรมของยักษ์ใหญ่รายนี้…
ในปี 1998 กระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯ ตัดสินใจฟ้องร้อง Microsoft ในข้อหาผูกขาดตลาดและมีพฤติกรรมต่อต้านการแข่งขัน
ทนายความนำวิดีโอหลักฐานการให้การของ Bill Gates ที่ตอบคำถามแบบเลี่ยงไปเลี่ยงมาและดูไม่ให้ความร่วมมือมาเปิดเผยกลางศาล
แม้ Microsoft จะพยายามสู้คดีและอ้างว่าตลาดยังมีการแข่งขัน แต่ผู้พิพากษาก็มองเห็นถึงการใช้อำนาจผูกขาดอย่างชัดเจน…
ผู้พิพากษาตัดสินว่า Microsoft มีความผิดจริง และสั่งลงโทษด้วยบทลงโทษที่รุนแรงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
นั่นคือการสั่งให้แบ่งแยกบริษัท Microsoft ออกเป็นสองส่วน เพื่อไม่ให้ใช้อำนาจจากระบบปฏิบัติการมากลั่นแกล้งใครได้อีก
นี่คือความพ่ายแพ้ที่ย่อยยับ อาณาจักรเทคโนโลยีที่ทรงอิทธิพลที่สุดกำลังจะถูกฉีกเป็นชิ้นๆ…
แต่แล้วโชคชะตาก็เกิดพลิกผันแบบที่ไม่มีใครคาดคิด เพราะความอยู่รอดของ Microsoft กลับไปผูกอยู่กับเรื่องอื้อฉาวของประธานาธิบดี
ในตอนนั้น Bill Clinton กำลังดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ รัฐบาลของเขามีนโยบายที่เข้มงวดกับการตรวจสอบบริษัทยักษ์ใหญ่
ท่ามกลางเศรษฐกิจที่กำลังรุ่งเรืองสุดขีด Bill Clinton กลับไปมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับเด็กฝึกงานสาววัยยี่สิบสองปีชื่อ Monica Lewinsky…
เมื่อข่าวลือเริ่มหนาหูและหลักฐานค่อยๆ โผล่ออกมา Bill Clinton เลือกที่จะออกทีวีและโกหกประชาชนชาวอเมริกัน
เขาพูดประโยคประวัติศาสตร์ว่า “I did not have sexual relations with that woman.” เพื่อเอาตัวรอด
แต่สุดท้ายเมื่อชุดเดรสสีน้ำเงินที่มีคราบดีเอ็นเอถูกนำมาตรวจ เขาก็จำนนต่อหลักฐานและต้องยอมรับสารภาพความจริง…
เรื่องราวนี้กลายเป็นคดีอื้อฉาวทางการเมืองที่รุนแรงที่สุด จนทำให้เขาเป็นประธานาธิบดีคนที่สองที่ถูกกระบวนการถอดถอน
ผลกระทบจากเรื่องฉาวนี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ส่งผลกระเพื่อมไปถึงชะตากรรมของคดี Microsoft อย่างจัง
ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2000 รองประธานาธิบดีอย่าง Al Gore ได้ก้าวขึ้นมาเป็นตัวแทนพรรคลงชิงตำแหน่ง…
ด้วยความกลัวว่าภาพลักษณ์อันย่ำแย่ของ Bill Clinton จะดึงคะแนนเสียงของเขาให้ตกต่ำลง Al Gore จึงตัดสินใจรักษาระยะห่าง
เขาปฏิเสธที่จะให้ประธานาธิบดีมาช่วยลงพื้นที่หาเสียง ซึ่งนั่นกลายเป็นการคำนวณทางการเมืองที่ผิดพลาดอย่างรุนแรง
Al Gore พ่ายแพ้การเลือกตั้งให้กับ George W. Bush ด้วยคะแนนเสียงที่เฉือนกันเพียงไม่กี่ร้อยเสียงในรัฐฟลอริดา…
เมื่อ George W. Bush ก้าวขึ้นเป็นผู้นำประเทศ ทิศทางนโยบายของรัฐบาลก็เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ
รัฐบาลชุดใหม่นี้มีแนวคิดสนับสนุนภาคธุรกิจอย่างเต็มที่ และไม่ชอบการเข้าไปก้าวก่ายหรือจัดระเบียบองค์กรเอกชน
กระทรวงยุติธรรมในยุคนี้ไม่ได้มอง Microsoft ว่าเป็นภัยคุกคามที่ต้องถูกทำลาย แต่มองว่าเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จทางเศรษฐกิจ…
ดังนั้นเมื่อ Microsoft ยื่นอุทธรณ์คำตัดสิน รัฐบาลใหม่จึงปัดตกคำสั่งที่จะแยกบริษัททิ้งไปอย่างรวดเร็ว
พวกเขาเจรจายอมความกันง่ายๆ โดยให้ Microsoft สัญญาว่าจะเปิดกว้างระบบให้คู่แข่งมากขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
และนั่นทำให้บริษัทที่รวยที่สุดและผูกขาดมากที่สุด รอดพ้นจากความตายและยังคงสภาพเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่เหมือนเดิม…
แล้วสิ่งที่ Microsoft ทำหลังจากรอดพ้นวิกฤตและกำจัดคู่แข่งบนตลาดเบราว์เซอร์ไปจนหมดสิ้นคืออะไร
คำตอบคือพวกเขาไม่ได้ทำอะไรเลย Microsoft หยุดการอัปเดตและพัฒนา Internet Explorer ไปนานถึง 5 ปีเต็ม
การกระทำนี้เท่ากับเป็นการแช่แข็งนวัตกรรมบนโลกอินเทอร์เน็ตไปครึ่งทศวรรษ เพราะเมื่อไร้คู่แข่ง พวกเขาก็ไม่มีแรงจูงใจที่จะพัฒนาสิ่งใหม่…
เรื่องราวทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าในโลกของการทำธุรกิจ ความเก่งกาจหรือผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยมอาจไม่ใช่ตัวตัดสินผลลัพธ์เสมอไป
การเติบโตของบริษัทระดับโลกมักถูกขับเคลื่อนและถูกกำหนดทิศทางด้วยเกมการเมืองและเหตุการณ์ทางสังคมที่คาดเดาไม่ได้
ชายที่รวยที่สุดในโลกสามารถรักษาความมั่งคั่งและอำนาจเบ็ดเสร็จของเขาเอาไว้ได้ ก็เพราะเรื่องฉาวส่วนตัวของผู้นำประเทศ…
ประวัติศาสตร์ได้จารึกไว้ว่า จุดเปลี่ยนของเทคโนโลยีที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ บางครั้งก็มาจากความลับที่ถูกเก็บซ่อนไว้ในทำเนียบขาว
ความเชื่อมโยงที่น่าประหลาดใจเหล่านี้ ทำให้โลกธุรกิจเป็นเรื่องที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนและมีมิติที่น่าค้นหาอยู่เสมอ
References : [justice, nytimes, wired, cnbc, history]

