อวสาน LG Mobile! กับนวัตกรรมสุดขั้วที่พาตัวเองดิ่งลงเหว

ย้อนกลับไปในยุคที่โทรศัพท์มือถือยังไม่ใช่สี่เหลี่ยมผืนผ้าหน้าตาเหมือนกันไปหมด โลกใบนี้เคยเต็มไปด้วยสีสันและรูปทรงที่คาดไม่ถึง…

หลายคนอาจจะเคยสัมผัสหรืออย่างน้อยก็เคยเห็นมือถือฝาพับสุดเท่ หรือมือถือแบบสไลด์ที่แค่หยิบขึ้นมาก็ดูดีมีสไตล์ บ่งบอกถึงรสนิยมของผู้ใช้ได้อย่างชัดเจน

ในยุคนั้น แบรนด์ยักษ์ใหญ่จากเกาหลีใต้อย่าง LG คือหนึ่งในผู้นำแห่งการออกแบบ พวกเขาสร้างนวัตกรรมที่ทำให้ตลาดต้องตื่นตะลึงอยู่เสมอ

LG ไม่ใช่บริษัทธรรมดาทั่วไป แต่เป็นกลุ่มธุรกิจระดับ Chaebol ที่ทรงอิทธิพลระดับประเทศ มีตั้งแต่อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าไปจนถึงนวัตกรรมจอภาพระดับโลก

จุดพีกที่สุดของพวกเขาคงหนีไม่พ้นปี 2005 เมื่อโลกได้รู้จักกับ “LG Chocolate” โทรศัพท์มือถือหน้าตาเรียบหรูที่มาพร้อมปุ่มสัมผัสเรืองแสงสีแดง

มันไม่ใช่แค่เครื่องมือสื่อสาร แต่มันคือแฟชั่นไอเทมที่ใครๆ ก็อยากครอบครอง

ยอดขายถล่มทลายจนพาแบรนด์ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในฐานะผู้เล่นรายใหญ่ของโลก

ดูเหมือนว่าเส้นทางของพวกเขาจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ เป็นราชาแห่งดีไซน์ที่ไม่มีใครโค่นล้มได้ และคงไม่มีอะไรมาหยุดยั้งความยิ่งใหญ่นี้ได้อีกแล้ว…

จนกระทั่งปี 2007 ชายที่ชื่อ Steve Jobs ได้เดินขึ้นเวทีพร้อมกับอุปกรณ์สี่เหลี่ยมสีดำที่เรียกว่า iPhone

วินาทีนั้น โลกของโทรศัพท์มือถือแบบเดิมๆ ได้พังทลายลง ปุ่มกดกลายเป็นของโบราณ และหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่คืออนาคตที่ทุกคนต้องการ…

แบรนด์มือถือทั่วโลกต่างต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดจากพายุแห่งการเปลี่ยนแปลง

LG เองก็เช่นกัน พวกเขาเลือกที่จะกระโดดเข้าสู่สมรภูมิใหม่ด้วยระบบปฏิบัติการ Android

แต่นั่นกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของรอยร้าว ที่ค่อยๆ กัดกินธุรกิจมือถือของพวกเขาจากภายในอย่างช้าๆ โดยที่ไม่มีใครคาดคิด

ปัญหาแรกที่ต้องเผชิญคือการติดอยู่ตรงกลางสมรภูมิ ในขณะที่ตลาดบนถูกยึดครองโดย Apple และ Samsung ที่มีภาพลักษณ์พรีเมียมและระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง

ตลาดล่างก็ถูกตีขนาบด้วยแบรนด์จีนอย่าง Huawei และ Xiaomi ที่เน้นกลยุทธ์สเปกคุ้มค่าในราคาที่เข้าถึงง่ายจนคู่แข่งตั้งตัวไม่ติด

สมาร์ตโฟนของ LG มีสเปกที่ดี แต่ก็ไม่ได้มีภาพลักษณ์ที่หรูหราพอจะสู้เบอร์หนึ่ง และไม่ได้มีราคาถูกพอที่จะดึงดูดกลุ่มลูกค้าระดับเริ่มต้น…

เมื่อไม่สามารถสู้ด้วยพลังของแบรนด์และราคาได้ พวกเขาจึงหันกลับไปหาอาวุธเก่าที่เคยสร้างชื่อให้ในอดีต นั่นคือการสร้างความแตกต่างด้วยการออกแบบ

แต่ในโลกของสมาร์ตโฟน ผู้บริโภคไม่ได้มองหาแค่รูปทรงที่แปลกใหม่ พวกเขามองหาประโยชน์ที่สามารถใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน

สิ่งที่เกิดขึ้นคือการเลือกเดินในเส้นทางของการสร้าง “Gimmick” หรือลูกเล่นที่หวือหวาแต่ขาดความยั่งยืน ทุ่มงบมหาศาลไปกับสิ่งที่ไม่ตอบโจทย์…

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือรุ่น LG G5 ในปี 2016 สมาร์ตโฟนแนวคิดแบบประกอบร่างที่สามารถถอดเปลี่ยนชิ้นส่วนด้านล่างเพื่อเพิ่มขีดความสามารถได้

ไอเดียนี้ฟังดูบรรเจิดและล้ำยุคมาก แต่ในชีวิตจริง ไม่มีใครอยากปิดเครื่องทุกครั้งเพียงเพื่อเปลี่ยนโมดูลกล้อง สุดท้ายแนวคิดนี้ก็ถูกพับเก็บไปอย่างรวดเร็ว

ถัดมาคือรุ่น LG G8 ThinQ ในปี 2019 ที่มาพร้อมระบบสแกนเส้นเลือดดำในฝ่ามือเพื่อปลดล็อกหน้าจอ และการโบกมือสั่งการในอากาศ

เทคโนโลยีนี้ดูล้ำสมัยราวกับหลุดออกมาจากภาพยนตร์ไซไฟ แต่มันกลับทำงานได้ช้าและไม่เสถียรเอาเสียเลยเมื่อเทียบกับการสแกนลายนิ้วมือแบบปกติ…

ไม่เพียงแค่นั้น ปัญหาการตั้งชื่อรุ่นก็เป็นอีกหนึ่งฝันร้ายของการตลาด ในปีเดียวพวกเขาสามารถเปิดตัวซีรีส์ K ตามด้วยซีรีส์ G และซีรีส์ V ออกมาพร้อมกัน

ผู้บริโภคเกิดความสับสนอย่างหนัก ไม่มีใครรู้ว่ารุ่นไหนคือตัวท็อป รุ่นไหนคือตัวรอง แบรนด์สูญเสียเอกลักษณ์และโครงสร้างที่ชัดเจนไปอย่างสิ้นเชิง

และสิ่งที่ทำลายความเชื่อมั่นของแฟนคลับอย่างรุนแรงที่สุด คือนโยบายด้านซอฟต์แวร์และการรักษามูลค่าของตัวเครื่องที่ย่ำแย่

สมาร์ตโฟนจากค่ายนี้ขึ้นชื่อเรื่องราคาตกไวที่สุด ซื้อราคาเต็มตั้งแต่วันแรกที่วางขาย ผ่านไปเพียงไม่กี่เดือนราคาอาจร่วงลงไปเกือบครึ่ง…

แถมการอัปเดตระบบปฏิบัติการก็มาล่าช้ากว่าคู่แข่งในตลาด บางรุ่นถูกลอยแพตั้งแต่ปีแรก ทิ้งให้ผู้ใช้ต้องเผชิญกับปัญหาซอฟต์แวร์ที่ไม่สมบูรณ์

วงจรเหล่านี้ทำร้ายแผนกมือถืออย่างสาหัส โทรศัพท์ขายไม่ออก ต้องเร่งลดราคา แบรนด์เสียมูลค่า ลูกค้าหมดความเชื่อมั่น และนำไปสู่การขาดทุนในที่สุด

ตัวเลขการขาดทุนสะสมตลอดหลายปีทะลุ 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มันเป็นบาดแผลที่ลึกเกินกว่าจะเยียวยาได้ด้วยการออกรุ่นใหม่…

ผู้บริหารระดับสูงพยายามหาทางออกสุดท้าย ด้วยการเสนอขายกิจการโทรศัพท์มือถือให้บริษัทอื่นเข้ามาดูแลต่อ แต่ความจริงที่โหดร้ายก็ปรากฏขึ้น

ไม่มีบริษัทไหนบนโลกนี้ต้องการซื้อแผนกมือถือของ LG เลยแม้แต่รายเดียว ทุกคนต่างเมินเฉยต่ออดีตยักษ์ใหญ่ที่กำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน

และแล้วในวันที่ 5 เมษายน ปี 2021 คำประกาศช็อกโลกก็หลุดออกมา บริษัทตัดสินใจยุติบทบาทในอุตสาหกรรมสมาร์ตโฟนอย่างเป็นทางการ…

มันคือการปิดฉากตำนานยักษ์ใหญ่ที่เคยยืนตระหง่านท้าทายกาลเวลา ทิ้งไว้เพียงความทรงจำและบทเรียนทางธุรกิจที่ประเมินค่าไม่ได้

ความล้มเหลวครั้งนี้ไม่ใช่เพราะเทคโนโลยีของพวกเขาตามหลังคู่แข่ง แต่เป็นเพราะวิสัยทัศน์ที่หลงทางและกลยุทธ์ที่อ่านเกมผิดพลาด

การพยายามเป็นทุกอย่างให้ทุกคน แต่สุดท้ายกลับไม่ได้เป็นอะไรที่โดดเด่นในใจผู้บริโภคเลย คือสาเหตุหลักของการล่มสลายในครั้งนี้…

อย่างไรก็ตาม แม้ชื่อแบรนด์นี้จะหายไปจากชั้นวางสมาร์ตโฟน แต่มรดกที่พวกเขาทิ้งไว้กลับฝังรากลึกอยู่ในโทรศัพท์ทุกเครื่องที่เราใช้ในปัจจุบัน

เลนส์มุมกว้างหรือกล้อง Ultra Wide ที่เราขาดไม่ได้ในวันนี้ มีจุดเริ่มต้นมาจากการเบิกทางของรุ่น LG G5

หน้าจอความละเอียดสูงระดับ Quad HD ที่แสดงผลได้คมชัดเต็มตา ก็เคยถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกๆ ของโลกในรุ่น LG G3

หรือแม้แต่การถ่ายวิดีโอแบบ Manual ที่ผู้ใช้สามารถปรับแต่งค่าต่างๆ ได้ราวกับมืออาชีพ ก็เป็นแนวคิดที่มาจากรุ่น LG V10…

โลกของเทคโนโลยีต้องจารึกไว้ว่า พวกเขาคือนักทดลองตัวยง เป็นผู้บุกเบิกที่กล้าเสี่ยง กล้าเดินออกนอกกรอบในวันที่คนอื่นเลือกทางที่ปลอดภัย

การหายไปของพวกเขาทำให้วงการสมาร์ตโฟนดูเงียบเหงาและคาดเดาได้ง่าย ทุกแบรนด์ต่างแข่งขันกันแค่อัปเกรดสเปกภายในทีละเล็กทีละน้อย

แม้วันนี้จะเหลือเพียงภาพจำ แต่อดีตราชาแห่งนวัตกรรมรายนี้ ก็ได้สร้างสีสันให้วงการเทคโนโลยีอย่างที่หาใครเปรียบได้ยาก

ท้ายที่สุด เรื่องราวนี้สอนให้รู้ว่า ในสมรภูมิธุรกิจที่หมุนไว การมีเทคโนโลยีล้ำสมัยอยู่ในมืออาจไม่เพียงพอที่จะการันตีความสำเร็จ

หากขาดความเข้าใจในสิ่งที่ลูกค้าต้องการอย่างแท้จริง นวัตกรรมที่ล้ำหน้าที่สุด ก็อาจเป็นได้เพียงความทรงจำที่ถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลา…

References : [reuters,theverge,arstechnica,bbc,gsmarena]