World Class ของจริง

ความแตกต่างระหว่างนักเตะเกรด A กับ นักเตะ World Class นั้น มักจะทดสอบได้ในเกมส์ใหญ่ ๆ ที่มีความกดดันสูง ซึ่งนักเตะระดับ world class นั้นแม้ว่าจะมีความกดดันแค่ไหน ในเกมส์ ใหญ่แค่ไหน ก็พร้อมที่จะเป็น Heroes ของทีมได้ทุกเมื่อ

อย่างเช่นเกมส์เมื่อคืน ผลงาน แฮททริค ของ โรนัลโด้ รวมถึงผลงานการยิงคนเดียวในเกมส์รอบก่อนรองชนะเลิศกับ บาเยิร์น มิวนิค คงไม่ต้องสงสัยถึงความเป็น world class ของ โรนัลโด้ ที่ได้รับรางวัล บัลลังดอร์ มาถึง 4 สมัยอย่างไม่ต้องสงสัย  ซึ่งในตอนนี้ส่วนตัวคิดว่าตอนนี้ในโลกนี้มีเพียงสองคนเท่านั้นที่เป็น นักเตะระดับ World Class จริง ๆ  คือ เมสซี่ กับ โรนัลโด้ เท่านั้น ที่พร้อมจะโชว์ศักยภาพพลิกเกมส์ในเกมส์ใหญ่ๆ  ที่มีความกดดันสูงได้

ย้อนกลับมาดูทีมอาเซน่อลนั้น เราอาจจะเห็น Ozil กับ Alexis ที่เป็นนักเตะระดับฝีเท้าเกรด A  แต่ต้องยอมรับว่ายังห่างชั้นกับความเป็น World Class อยู่อีกมาก โดยเฉพาะ Ozil ที่ในเกมส์ใหญ่ๆ  ที่มีความกดดันสูงนั้น แทบจะไม่มีบทบาทต่อทีมเลย ไม่สามารถพลิกเกมส์ในเกมส์ใหญ่ ๆ ได้แม้แต่ครั้งเดียวตั้งแต่เข้ามาร่วมทีม Arsenal เกือบ 4 ปี Ozil มักจะฉายแววเฉพาะ ในเกมส์ที่ไม่มีความกดดัน ที่เล่นได้แบบสบาย ๆ อิสระที่จะเล่นเท่านั้น รวมถึงความมั่นใจก็ลดลงไปมากจากเมื่อก่อนสมัยอยู่ รีล มาดริด ในช่วงที่เล่นกับ โรนัลโด้ ถือได้ว่าเข้าขากันมาก ส่วน Alexis นั้นเป็นนักเตะที่เล่นเห็นแก่ตัวมากเกินไป บางครั้งก็ไม่ได้เล่นตามแผนที่กุนซือวางไว้ ทำให้ทีมปั่นป่วนพอควร แต่ระดับฝีเท้านั้นก็ถือว่ายังไม่ถึงกับ world class

หากทีมต้องการก้าวเข้าไปถึงระดับแชมป์ แชมเปี้ยนลีคจริง ๆ นั้น อาเซน่อลก็ต้องทุ่มทุนคว้านักเตะระดับ เกรด A ขึ้นไปเพิ่มมากกว่านี้ เพื่อไปต่อสู้กับยักษ์ใหญ่ทีมอื่น ๆ ได้อย่างสูสีกว่านี้ ซึ่ง4-5 ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าไปไม่รอดในรอบ 16 ทีมทุกครั้ง ซึ่งถ้าหวังจะคว้าแชมป์ ก็ต้องมีการลงทุนที่มากกว่านี้ หรือ อีกหนทางก็คือการเปลี่ยนแปลงกุนซือ เพื่อนำไปสู่แรงผลักดันใหม่ ๆ แท็กทิคใหม่ ๆ ไม่ใช่วนเวียนอยู่แบบนี้ไปอีกนานแสนนาน หาก wenger ยังคงอยู่คุมทีม

Image Ref :  http://indianexpress.com

 

อีหรอบเดิม

ต้องยอมรับกันตามความเป็นจริงว่าตอนนี้ Spurs เป็นทีมที่ดีกว่า Arsenal ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเฉพาะในฤดูกาลนี้ จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า Spurs นั้นสามารถรักษามาตรฐานจากฤดูกาลที่แล้วได้อย่างดีรวมถึงมีการเสริมทัพที่มาต่อจิกซอว์ ให้ทีมแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมมาก

บอกตามตรงก็ไม่ได้หวังสำหรับผลการแข่งขันเมื่อคืนที่ Spurs เอาชนะ Arsenal ไปอย่างไม่ยากเย็น เนื่องจากดูความกระหายชัยชนะของทีมเด็กหนุ่มอย่าง Spurs นั้น ช่างแตกต่างจากนักเตะของ Arsenal อย่างสิ้นเชิงในเวลานี้  ตอนแรกคิดว่าไว้คงหวังอย่างมากแค่เสมอ แต่หลังจากดูการเล่นในครึ่งแรก ก็ต้องยอมรับในความแข็งแกร่งของ Spurs ในฤดูกาลนี้จริง ๆ และเป็นทีมของจริง ที่คิดว่าน่าจะลุ้นแชมป์กับ Chelsea ในช่วงท้าย  ๆ อย่างสนุก

กลับมาที่ตัว wenger จะเห็นได้ว่านัดหลัง ๆ เริ่มมีการเปลี่ยนแทคทิค การเล่นเป็น หลัง 3 ตัวเลียนแบบ chelsea แต่ก็ได้ผลบ้างในช่วง 2-3 นัดที่ผ่านมา อาจจะเพราะ ไม่ได้เจอคู่แข่งที่หินเท่าไหร่ จึงยังคิดว่า แทคทิคดังกล่าว ไม่ได้ทำให้ทีมดีขึ้นอย่างชัดเจน เพราะทีมไม่เคยเล่นกันมาเลย จะมาลองเอาตอนนี้ ผมคิดว่ามันสายไปหน่อย น่าจะให้ทีมได้ปรับตัวในการเล่นมากกว่านี้ อาจจะมีผลงานที่ดีกว่านี้ในระยะยาวมากกว่า

สำหรับการเปลี่ยนตัวของ wenger นั้นจะเห็นได้ว่าแทบจะเหมือนกันทุกนัด ทั้งตัวผู้เล่นที่จะเปลี่ยนลง รวมถึง เวลาที่จะเปลี่ยนลงไป ทำไมถึงได้วนลูป อยู่อย่างงี้ไม่ทราบแน่ชัด wenger น่าจะเป็นกุนซือที่ตกยุคไปแล้วในปัจจุบัน ไม่สามารถทำทีมยกระดับขึ้นมาได้เลย ซึ่งฤดูกาลนี้จะว่าไปก็ลงทุนไปไม่ใช่น้อย ๆ กับการทุ่มซื้อนักเตะมาในจำนวนเงินที่ไม่ต่างกับ แมนยู หรือ เชลซีมากนัก แต่ผลงานกลับแย่ลงกว่าปีที่แล้วเสียอีก

จะว่าไปตัวผู้เล่นในทีมขณะนี้ก็ไม่ได้ขี้เหร่อะไรเลย คิดว่าถึงเวลาที่ต้องเปิดทางให้คนใหม่ ๆ นำแทคทิคใหม่ ๆ เข้ามาใช้กับทีมบ้าง ไม่งั้น เราจะเห็นภาพซ้ำแบบนี้ ไปอีกกี่ฤดูกาล ก็ยังไม่มีใครสามารถตอบได้ หาก wenger ยังไม่คิดจะวางมือจริง ๆ

 

Img Ref : http://www.football.london

ไม่มีโอกาสดีเท่าปีนี้อีกแล้ว

นับจากปี 2004 ที่ได้แชมป์ premierleague ครั้งสุดท้าย ถ้านับจนถึงปีนี้ ก็นับได้ 11 ปีแล้วที่ ทีมอย่างอาเซน่อลไม่เคยได้สัมผัสแชมป์ premierleague อีกเลยนับจากชุด invisible ทีมชุดไร้พ่ายในฤดูกาล 2003-2004

แต่ก็เป็นสิ่งที่แฟนบอลพอยอมรับได้ที่ยังมีถ้วย FA Cup มาให้เชยชมบ้างในช่วง 2 ฤดูกาลหลัง ซึ่งก็ถือว่า wenger ก็ไม่ได้ทำทีมได้ขี้เหร่ไปซักเท่าไหร่ โดยผลงานโดยรวมก็ดีขึ้น โดยสามารถขึ้นมาอยู่อันดับ 3 ได้ในรอบ ๆ หลายปี ซึ่งมักจะไปลุ้นที่ 4 แบบหืดจับตอนท้ายฤดูกาลตลอด

ซึ่งคงเป็นผลจากการที่ทีมเราไม่ได้เสียนักเตะตัวหลักไปในช่วงหลัง ๆ และมีผู้เล่นชั้นดีเสริมทัพเข้ามาอยู่เรี่อย ๆ ไล่มาตั้งแต่ได้ตัว Ozil เข้ามา ทีมก็ถือว่าอยู่ในสถานการณ์ที่ดีขึ้น และสถานภาพทางการเงินก็เริ่มมั่นคงขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากชดใช้หนี้สนามใหม่หมดเป็นที่เรียบร้อย ต่อจากนี้จึงเป็นการเดินหน้าไล่ล่าหาความสำเร็จต่อไปเหมือนในยุคปลายปี 90 สู่ต้นยุค ปี 2000  ที่ถือว่าทีมนั้นมีโอกาสลุ้นแชมป์ตลอด

แต่มาในปีนี้โอกาสถือว่าเหมาะเจาะเป็นอย่างยิ่งที่จะคว้าแชมป์ไว้ให้ได้เนื่องจากมีหลายปัจจัยมาสนับสนุน ทั้งเรื่องฟอร์มทีมคู่แข่งอย่าง แมนยู  ลิเวอร์พูล หรือ เชลซี ที่ค่อนข้าไม่แน่นอน โดยเฉพาะเชลซีคงหมดโอกาสลุ้นแชมป์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เหลือก็เพียงทีม แมนซิตี้ เท่านั้นที่จะเป็นคู่แข่งโดยตรงน่าจะเป็นทีมเดียวในฤดูกาลนี้ ทำให้โอกาสความน่าจะเป็นในการคว้าแชมป์ในปีนี้ค่อนข้างสูง ซึ่งแฟนบอลอาเซน่อล ก็รอคอยความสำเร็จมากว่าทศวรรษแล้ว และคิดว่าถึงเวลาที่ทีมเราต้องได้แชมป์ premierleague ในปีนี้ให้ได้ซักที ซึ่งถ้าหากทำไม่สำเร็จในปีนี้นั้น ปีหน้าคาดว่า ทีมอย่างลิเวอร์พูล ที่ได้ เจอเก้น คลอปป์ เข้ามาน่าจะสร้างผลงานได้ดี รวมถึง การที่มีโอกาสสูงที่ เป๊บ กวาดิโอล่า นั้นจะเข้ามารับงานคุมทีมใน premierleague เป็นไปได้สูงและทำให้เกิดการแข่งขันค่อนข้างสูงแน่ ๆ ในฤดูกาลหน้า

ซึ่งจากสภาพทีมในปีนี้นั้น หากผู้เล่นที่บาดเจ็บกลับมาพร้อมหน้า คิดว่าอาเซน่อลก็พร้อมที่จะสู้กับทุกทีมและคิดว่ามีโอกาสสูงที่ทีมเราจะสามารถคว้าแชมป์ได้ในปีนี้อย่างแน่นอน

Img Ref : telegraph.co.uk

Arsenal กับการเริ่มต้นที่ไม่เป็นอย่างที่หวัง

ออก Start Season ใหม่กันแล้วสำหรับ Premier league ในปีนี้  เนื่องจากผลงานต่อเนื่องจากช่วงปลายฤดูกาลที่แล้วทำให้แฟน ๆ อาเซน่อลหลาย ๆ คนก็คงหวังที่จะมาลุ้นแชมป์เต็มตัวได้ในปีนี้หากดูฟอร์มจากช่วงปลายฤดูกาลที่แล้ว

แต่เป็นเหมือนคำสาปในช่วงหลาย ๆ ปีหลัง อาเซน่อลจะประสบปัญหาการเล่นที่ไม่สม่ำเสมอตลอดฤดูกาลตลอดมา หากปีไหน Start ได้ยอดเยี่ยมนั้นก็จะมาแผ่วปลายในช่วงท้าย Season ตลอด และหากปีไหน ออก Start ได้แย่นั้น ก็จะมาเร่งตอนปลายฤดูกาลทำให้ผลงานก็วนอยู่ในอันดับ 3-4 ในตลอดช่วงทศวรรษหลัง จากที่ได้แชมป์ลีคครั้งสุดท้ายในปี 2003-2004

ถ้ามองในเรื่องตัวผู้เล่นนั้นจากช่วงปลาย season ที่แล้วนั้น แฟน ๆ ก็คงคิดว่าเราได้ทีมที่ลงตัวแล้วหลังมีปัญหาในเรื่อง midfield ตัวรับมานาน จนได้ ค็อกโกแลงมาอุดรอยรั่วตรงได้อย่างดีทำให้ทีมรับมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในช่วงปลายฤดูกาลที่แล้ว สำหรับปีนี้นั้นในช่วงตลาดยังเปิดนั้นอาเซน่อลก็ได้มีข่าวกับนักเตะระดับ world class เป็นจำนวนมาก แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้มาซักราย ได้มาเพียง ปีเตอร์ เช็ก นายประตูจากเชลซีเท่านั้น ซึ่งใน Season ที่แล้ว Ospina ก็เล่นได้ดีอยู่แล้วเสริมตัวนายประตูเข้ามาก็ไม่ได้เพิ่มประสิทธิภาพให้ทีมซักเท่าไหร่ ตอนนี้ปัญหาใหญ่ของทีมอยู่ที่กองหน้ามากกว่า

จะเห็นได้ว่า อาเซน่อลนั้นเป็นทีมที่สร้างสรรค์โอกาสการทำประตูได้อย่างมากมายตลอด จำนวน shot ต่อเกมส์นั้นสูงมาก แต่ไม่สามารถแปลให้กลายเป็นประตูได้เนื่องจากขาดกองหน้าระดับ world class ที่จะช่วยทีมให้เข้าใกล้สู้แชมป์มากยิ่งขึ้น จากเกมส์เมื่อคืนจะเห็นได้อย่างชัดเจน หากมีกองหน้าระดับ world class ร่วมทีม น่าจะได้ประตูไม่ต่ำกว่า 6 ลูกอย่างแน่นอน จากจำนวนโอกาสการทำประตูทั้งสิ้น 29 ครั้งซึ่งถือว่าสูงมาก ๆ ในเกมส์ premier league

สำหรับการเริ่มต้นใน Season 2015-2016 นั้น 5 เกมส์แรกที่ผ่านมาคงจะพอบอกอะไร wenger ได้หลายอย่างว่าหากจะคิดมาลุ้นแชมป์กับทีมอย่าง เชลซี หรือ แมนซิตี้นั้น ทีมเราต้องการนักเตะกองหน้าระดับ world class เข้ามาสู่ทีมโดยด่วน  ซึ่งคิดว่าส่วนอื่นๆ  ของทีมนั้นสามารถสู้กับทีมระดับท๊อปของยุโรปได้แล้วขาดเพียงกองหน้าที่จะมาเติมเต็มในจุดนี้  ซึ่งถ้าสภาพทีมยังมีแค่นี้ ก็คงเป็นอีกปีที่เราได้ไป Eufa Champion League ในฐานะทีมอันดับ 3-4 อีกครั้งเหมือน 10 ปีที่ผ่านมา

ในคืนแห่งความผิดหวัง

ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีค ได้ฤกษ์กลับมาเตะกันอีกครั้งในรอบ 16 ทีมสุดท้าย สำหรับทีมอาเซน่อล ที่อุตส่าห์ดีใจ ตอนจับฉลากมาเจอกับทีมอย่าง โมนาโก  ซึ่งดูเหมือนจะเป็นทีมแชมป์กลุ่มที่ดูอ่อนที่สุด ในบรรดาทีมแชมป์กลุ่มทั้งหลายที่เข้ารอบ

เหมือนเคยสำหรับทีมอาเซน่อลในปีนี้ ในรอบนี้ ซึ่ง 4 ปีมาแล้วที่พบแต่ความผิดหวังไม่ผ่านไปได้ซักที จอดรอบนี้มาตลอด ก่อนหน้านี้ จะโดน jackpot จับเจอ big name ตลอด ทั้ง บาเยิร์น บาเซโลน่า หรือ เอซี มิลาน ในช่วงพีค ๆ  ปีนี้โดยส่วนตัวก็ค่อนข้างหวังไว้มากว่าจะผ่านไปได้อย่างไม่ยากเย็นเนื่องจากมีดวงในการจับสลาก มาเจอ โมนาโก

แต่ความเป็นจริงนั้นเมื่อคืนน่าจะมีบทสรุปของโอกาสที่อาเซน่อลจะเข้ารอบต่อไป ซึ่งมีความหวังเลือนลางมาก ๆ ต้องกลับไปยิงที่บ้านโมนาโก ถึง 3 ประตู และไม่ให้เสียประตูเพิ่ม ซึ่งความหวังค่อนข้างริบหรี่มาก ๆ

มองถึงรูปเกมส์เมื่อคืนนั้น อาเซน่อลก็ไม่ได้เล่นได้แย่เท่าไหร่ โอกาสเข้าทำจะ ๆ ก็มี แต่กองหน้าฝืดไปเอง พลาดโอกาสง่าย ๆ ทั้งชิรูด์ และ เวลเบ๊ค ซึ่งเช่นเดียวกัน แนวรับ ที่อ่อนปวกเปียก โดยเฉพาะตัวบ่ออย่าง มาเตซักเกอร์ ซึ่งเกมส์นี้มีความผิดพลาดอย่างเห็นได้ชัด  น่าจะเลยช่วงพีคของเขามาแล้วในตอนนี้ ความเชื่องช้า เป็นอุปสรรคใหญ่ จะเห็นได้จากการโดนยิง ลูกที่ 2-3 นั้น มาเตซักเกอร์ ต้องรับผิดชอบไปเต็ม ๆ ไม่สามารถมาสกัดได้ เนื่องจากความช้าของเค้า  ซึ่งหากเป็นกองหลังที่มีความเร็วมากกว่านี้ นั้น  ไม่น่าจะเสียประตู ที่ 2-3 ได้ง่ายเช่นนี้  แต่เกมส์นี้ก็ต้องยอมรับการวางแผนของกุนซือ โมนาโก ด้วยว่าวางแผนมาได้ดีมาก อาเซน่อล วางเกมส์รับได้แข็งแกร่งมาก ซึ่งทีม โมนาโกนั้นก็เข้ารอบด้วยการเป็นแชมป์กลุ่ม ด้วยการยิงเพียง 4 ประตูเท่านั้น ซึ่งเป็นสถิติที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เกมส์รับที่เหนียวแน่น และเกมส์โต้กลับที่มีประสิทธิภาพทำให้อาเซน่อล โดน สอยอย่างที่เห็น

ก่อนหน้านี้อาเซน่อลก็ค่อนข้างฟอร์มดีขึ้นมาเรื่อยในเกมส์ลีก ซึ่งจะเห็นได้ว่าการวางแท็กทิก หลัง ๆ เวนเกอร์ จะเน้นเกมส์รับที่ค่อนข้างรัดกุมอย่างมาก ไม่บุกแหลกเหมือนเมื่อก่อน แล้วโดนสวนเป็นประจำ เกมส์นี้ เวนเกอร์คงชะล่าใจไป เลยสั่งลุยแหลก และทำให้กองหลังลอยสูง จนมาเจอลูกสวนกลับของโมนาโกไป  เกมส์นี้ถ้ามองดี ๆ จะคล้ายกับเกมส์ใหญ่ ๆ ในปีที่แล้วที่อาเซน่อล โดนถลุงมาตลอดเนื่องจากการเน้นเกมส์ รุกแหลก ทั้งเกมส์ โดนลิเวอร์พูล 5 ลูก  เยือนแมนซิตี้ 6 ลูก และ เจอเชลซีอีก 5 ลูก เกมส์นัดนี้จะเห็นภาพลาง ๆ ของแผนการเล่นเมื่อปีที่แล้ว ถ้าสั่งลุยแหลก แล้วเจอทีมที่มีประสิทธิภาพจะโดนน๊อคแบบนี้เป็นประจำ

สุดท้ายก็หวังว่า จะมีปาฏิหารย์ เกิดขึ้นในเกมส์นัดสองคงไม่มีอะไรจะเสียแล้ว คงต้องลุยแหลกตั้งแต่ต้นเกมส์สถานเดียว แบบที่เคยเจอมาในรอบนี้ทุกปี จะโดนก่อนในนัดแรกเป็นประจำ และจะไปทวงคืนได้ในนัดที่สอง แต่ก็ไม่พอจะผ่านเข้ารอบไปได้ในทุก ๆ ปี