Avatars Robot กับการทดแทนการบินจริง ๆ ของคุณที่แสนเหนื่อยล้า

การเดินทางทางอากาศเชิงพาณิชย์เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ผู้โดยสารหลย ๆ คนต้องการที่จะใช้เวลาในช่วงคริสต์มาสกับพ่อแม่ของคุณ ณ เมืองอีกซีกโลกหนึ่ง? คุณจะต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในการเดินทางด้วยสายการบินเหล่านี้

แต่ตอนนี้สายการบินที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นหวังที่จะสร้างการเดินทางใหม่ – โดยตัดเครื่องบินออกจากสมการดังกล่าว และเพิ่มในหุ่นยนต์ทางไกลที่มีรูปแบบเสมือนจริง

ในวันจันทร์ที่งานมหกรรมรวมเทคโนโลยีขั้นสูงของโตเกียวออลนิปปอนแอร์เวย์ส (ANA) ได้เปิดตัว newme ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ที่มีหน้าตาเหมือน iPad ติดอยู่บน Roomba

ความคิดคือ newme สามารถใช้เป็นสัญลักษณ์สำหรับนักเดินทางที่ต้องการให้พวกเขามีความสามารถในการสัมผัสกับปลายทางโดยไม่ต้องเดินทาง พ่อแม่ของคุณอาจมีน้องคนใหม่ที่บ้านของพวกเขา ตัวอย่างเช่นและเมื่อใดก็ตามที่คุณต้องการเยี่ยมชมคุณแค่สวมหูฟัง VR ควบคุมหุ่นยนต์ และทำการวิดีโอแชทกับแม่และพ่อในขณะที่มันได้ให้ประสบการณ์จริง ๆ เหมือนไปอยู่ที่บ้านกับพ่อแม่ของคุณ

จากการแถลงข่าว ANA มีแผนที่จะติดตั้ง Avatars ตัวใหม่ 1,000 ตัวในช่วงฤดูร้อนปี 2020 เพื่อให้ผู้ใช้สามารถสัมผัสประสบการณ์การแข่งขันกีฬาจากบ้านของพวกเขาหรือประสบการณ์ในการช็อปปิ้งในอีกซีกหนึ่งของโลกของโลกได้

ในที่สุด ANA เชื่อว่า newme และอวตารอื่น ๆ ที่กำลังพัฒนาสามารถอนุญาตให้ผู้คน“ เดินทาง” ไปยังจุดหมายปลายทางที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ก่อนหน้านี้ ซึ่งแม้แต่ทะเลลึกหรือฐานบนดวงจันทร์มันก็สามารถช่วยคุณได้

และหุ่นยนต์ดังกล่าวยัง สามารถช่วยให้แพทย์รักษาผู้ป่วยจากฝั่งตรงข้ามของโลกได้ พวกเขายังสามารถใช้เป็นที่ทำงานแทนคนที่ไม่สามารถออกจากบ้านได้เนื่องจากความพิการ

“ เมื่อวางโลกไว้ที่ปลายนิ้วของคุณ Avatars Robot เหล่านี้จะเปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้กับคุณ” ซีอีโอ ของ ANA Shinya Katanozaka กล่าวในงานแถลงข่าว“ เทคโนโลยีดังกล่าวนี้จะช่วยพัฒนาทุกอย่างตั้งแต่ธุรกิจและการศึกษาไปจนถึงการดูแลสุขภาพและความบันเทิงนั่นเอง”

References : https://www.bloomberg.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Facebook กำลังลงทุนในเครื่องอ่านคลื่นสมองผ่าน Wristband

Facebook ได้ประกาศการลงทุนครั้งใหม่ในบริษัท Startup อย่าง CTRL-Labs ซึ่งเป็นสายรัดข้อมือในการส่งสัญญาณไฟฟ้าจากสมองไปยังคอมพิวเตอร์

ข้อตกลงซึ่ง CNBC ได้รายงานว่ามีมูลค่าประมาณ 1 พันล้านเหรียญ ซึ่งถือเป็นการลงทุนที่มากที่สุดครั้งนึงของ Facebook ในรอบทศวรรษที่ผ่านมาก ซึ่งก่อนนหน้านี้ Facebook ได้จ่าย 2 พันล้านเหรียญ ในบริษัท VR อย่าง Oculus VR ในปี 2014 

นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มการลงทุนอย่างมากในความทะเยอทะยานของฮาร์ดแวร์ที่เพิ่มขึ้นของ Facebook เนื่องจากเทคโนโลยี CTRL-Labs จะถูกนำไปใช้ในโครงการอีกหลาย ๆ โครงการ และ โครงการ VR ในอนาคตของเครือข่ายสังคมออนไลน์

Andrew Bosworth หัวหน้าฝ่าย AR และ VR ของ Facebook ได้ประกาศในหน้า Facebook ส่วนตัวของเขา โดย Bosworth กล่าวว่า CTRL-Labs ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดยผู้สร้าง Internet Explorer และ Thomas Reardon นักประสาทวิทยา“ จะเข้าร่วมกับทีม Facebook Reality Labs ของเราที่เราหวังว่าจะสร้างเทคโนโลยีประเภทนี้ในระดับสูงและนำไปสู่ผลิตภัณฑ์เพื่อผู้บริโภคได้เร็วขึ้น ”

Patrick Kaifosh เป็นผู้ร่วมก่ออีกคนของ CTRL-Labs และเขาก็เป็นนักประสาทวิทยา  Reardon CEO ของ บริษัท ได้ทิ้งอาชีพของเขาในด้านวิศวกรรมซอฟต์แวร์เพื่อศึกษาด้านประสาทวิทยาศาสตร์และได้รับปริญญาเอกในปี 2017 บริษัท ก่อตั้งขึ้นเมื่อปีก่อนและได้ระดมทุนร่วม 67 ล้านดอลลาร์

ในแง่ที่น่าสนใจ CTRL-Labs ได้ซื้อชุดสิทธิบัตรเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เกี่ยวกับปลอกแขน Myo ซึ่งเป็นอุปกรณ์ควบคุมท่าทางและการเคลื่อนไหวที่พัฒนาโดย North ซึ่งเดิมชื่อ Thalmic Labs Myo

ปลอกแขน Myo กับการควบคุมการเคลื่อนไหว
ปลอกแขน Myo กับการควบคุมการเคลื่อนไหว

โดยปลอกแขนวัดไฟฟ้า หรือ EEG, เป็นการแปลงกิจกรรมของกล้ามเนื้อให้กลายมาเป็น Data แบบดิจิตอล แต่ North ได้ออกไปทำผลิตภัณฑ์อื่น และตอนนี้ทำให้ทั้งคู่มี startup ด้าน AR ที่รู้จักในฐานะ Focals ที่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นใน North นั้นอาจจะกลายเป็นคู่แข่งของ Focals

Bosworth กล่าวว่าสายรัดข้อมือของ CTRL-Labs จะเป็นเครื่องมือในการพัฒนาวิธีการใหม่ในการโต้ตอบกับเครื่องโดยไม่จำเป็นต้องใช้เมาส์และคีย์บอร์ดแบบเดิมอีกต่อไป โดยเป็นการใช้หน้าจอสัมผัสหรือตัวควบคุมทางกายภาพในรูปแบบใด รูปแบบหนึ่ง “ เทคโนโลยีเช่นนี้มีศักยภาพที่จะเปิดโอกาสใหม่ ๆ ในการสร้างสรรค์และปรับเปลี่ยนสิ่งประดิษฐ์ในในโลกของศตวรรษที่ 21” เขาเขียน “ นี่คือการลงทุนของเราในเทคโนโลยี VR และ AR ซึ่งในวันหนึ่ง มันสามารถเปลี่ยนวิธีที่เราเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ได้”

สำหรับ Facebook การซื้อกิจการครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยีแห่งอนาคต โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีข่าวว่า Facebook กำลังออกแบบแว่นตา AR สองรุ่นที่แตกต่างกัน เช่นเดียวกันกับ Snap Spectacles และอีกรุ่นหนึ่งที่ระบุว่าเป็นอุปกรณ์แบบ Google Glass แบบสแตนด์อโลน ซึ่งพื้นฐานสำคัญสำหรับเทคโนโลยีอินเตอร์เฟซ CTRL-Labs ที่ใช้ในการเชื่อมต่อกับสมองนั่นเอง

References : https://www.theverge.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

4G to 5G กับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดของโลกอินเตอร์เน็ต

เหล่าผู้เชี่ยวชาญด้านเทเลคอมกำลังจะประกาศให้ทราบถึงการมาถึงของเทคโนโลยี 5G ซึ่งถือเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สี่ ในปัจจุบันมีอุปกรณ์ไฮเทคจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ พยายามเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตทุกวันอุปกรณ์จำนวนมากต้องการแบนด์วิดท์ที่กว้าง และ บริษัท ต่างๆ ทั่วโลกจะได้ใช้ประโยชน์จากความสามารถ 5G เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคได้ดีขึ้น

“ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี 5G จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากสำหรับทั้งผู้บริโภคและองค์กร” Jeff Weisbein ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ บริษัท สื่อดิจิทัล Best Techie กล่าวว่า “ เครือข่าย 5G จะให้บริการบรอดแบนด์ความเร็วสูงที่บ้าน (สูงสุด 20Gb / s) นอกจากนี้ยังช่วยให้ บริษัท ต่างๆสามารถสร้างความก้าวหน้าเช่นรถยนต์ที่ฉลาดขึ้นรถที่เชื่อมต่อแบบไร้สายได้ดีขึ้น รวมถึงความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์และจะพบกับประสบการณ์ในการซื้อสินค้าต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ผ่านการปรับเปลี่ยนในแบบของตัวคุณเอง”

5G หมายถึงระบบไร้สายรุ่นที่ 5 และใช้คลื่นความถี่เพิ่มเติมในช่วงความถี่ LTE ที่มีอยู่เพื่อสร้างความสามารถของ 4G ซึ่งมักจะใช้แทนกันกับ 4G LTE โดยนักการตลาดนำเอาคำว่า LTE ไปใช้เป็นคำศัพท์เพื่อใช้กับเครือข่าย 4G ก่อนหน้านี้ ซึ่งนำเสนอการปรับปรุงที่สำคัญใน 3G แต่ไม่ได้มีคุณสมบัติครบถ้วนในฐานะ 4G หมายความว่า 4G LTE นั้นเป็น 4G รุ่นแรกนั่นเอง

John O’Malley โฆษกของ Verizon กล่าวว่าด้วยการผสมผสานความเร็วสูงในแบนด์วิดท์ขนาดใหญ่และความหน่วงที่ต่ำสุด เทคโนโลยี 5G จะช่วยให้สามารถปรับปรุง AR, VR, หุ่นยนต์, เกมบนคลาวด์, การศึกษาที่สมจริง, การดูแลสุขภาพและอื่น ๆ “ มันจะช่วยให้คุณส่งข้อมูลมากขึ้นเร็วขึ้นมากและเทคโนโลยีจะตอบสนองได้มากกว่าเดิมเป็นอย่างมาก”

ทำให้เทคโนโลยี AR VR มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ทำให้เทคโนโลยี AR VR มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

เราได้กล่าวถึงในอดีตโดยย่อว่า 5G สามารถเปลี่ยนแนวการตลาดได้อย่างไร แต่เราจะคาดหวัง 5G ให้แตกต่างจากเทคโนโลยีรุ่นก่อนหน้ามานี้ได้อย่างไร

ปรับปรุงความแม่นยำ

5G ใช้คลื่นความถี่วิทยุที่ไม่เหมือนใครซึ่งสูงกว่าและมีทิศทางมากกว่าที่ 4G ใช้ ทิศทางของ 5G มีความสำคัญเนื่องจากเสา 4G ส่งข้อมูลไปทั่วซึ่งทำให้สิ้นเปลืองพลังงาน และทำให้การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตลดลงในที่สุด เครือข่าย 4G ใช้ความถี่ต่ำกว่า 6 GHz ในขณะที่ 5G จะใช้ความถี่สูงกว่ามากในช่วง 30 GHz ถึง 300 GHz

ความถี่ที่มากขึ้นความสามารถในการรองรับข้อมูลที่รวดเร็วยิ่งขึ้นโดยไม่รบกวนสัญญาณไร้สายอื่น ๆ นั่นเอง

5G ใช้ความถี่สูงมาก ไม่รบกวนสัญญาณไร้สายอื่น ๆ
5G ใช้ความถี่สูงมาก ไม่รบกวนสัญญาณไร้สายอื่น ๆ

5G ยังใช้ความยาวคลื่นที่สั้นกว่า 4G ซึ่งหมายความว่าเสาอากาศสามารถลดขนาดลงได้โดยไม่รบกวนทิศทางของความยาวคลื่น โดยที่เทคโนโลลี 5G สามารถรองรับอุปกรณ์ได้มากกว่า 1,000 เครื่องต่อเมตรซึ่งมากกว่า 4G และใน 5G ปริมาณข้อมูลจำนวนมากจะเข้าถึงผู้คนที่ใช้งานที่มากขึ้นอย่างรวดเร็ว

เครือข่าย 5G สามารถเข้าใจข้อมูลที่ต้องการได้อย่างแม่นยำมากขึ้นและสามารถปรับโหมดพลังงานด้วยตนเองได้ (เช่นต่ำเมื่อไม่ได้ใช้งานหรือสูงเมื่อคุณสตรีมวิดีโอ HD) โดยทั่วไปทำให้อุปกรณ์ต่าง ๆ ใช้งานง่ายขึ้นนั่งเอง

Low latency / แบนด์วิดท์เพิ่มขึ้น

ด้วย 5G จะใช้เวลาน้อยลงในการส่งสัญญาณซึ่งแปลว่าระดับ latency จะต่ำ “ เรากำลังพูดถึงความล่าช้าในระดับมิลลิวินาทีในเครือข่าย 5G” O’Malley กล่าว หน้าเว็บจะโหลดเร็วขึ้นมากทำให้สามารถรับประสบการณ์ที่สมจริงยิ่งขึ้นโดยเฉพาะในขอบเขตของ VR และ AR ที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ ๆ 

การแชร์วิดีโอบนโซเชียลมีเดียที่มาพร้อมกับการมาถึงของ 4G / LTE และจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกแอพและบริการด้วยการมาถึงของ 5G

“ ตอนนี้วิดีโอคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของปริมาณข้อมูลมือถือของเรา” Mo Katibeh, CMO, AT&T Business กล่าว “ ปริมาณการใช้งานวิดีโอของเราเพิ่มขึ้นกว่า 75 เปอร์เซ็นต์และสมาร์ทโฟนใช้ไปถึงเกือบ 75 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณข้อมูลทั้งหมดในปีที่ผ่านมา”

“ เทคโนโลยีเช่น AI และการเรียนรู้ของเครื่องจักรนั้นมีศักยภาพสูง แต่ต้องการแบนด์วิดท์สูงและ latency ที่ต่ำเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด” Katibeh กล่าว “ สิ่งเดียวกันนี้เป็นจริงสำหรับเทคโนโลยีเช่น Virtual Reality ซึ่งสามารถนำเสนอประสบการณ์ของลูกค้าที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน”

ตัวอย่างเช่นแบรนด์ของตกแต่งบ้านสามารถใช้ 5G และ VR ที่ เพื่อแสดงให้ลูกค้าเห็นว่าเฟอร์นิเจอร์มีลักษณะอย่างไรในบ้านของพวกเขาหรือ บริษัท ที่ให้บริการทางการเงินสามารถเปลี่ยนตู้เอทีเอ็มให้เป็นสาขาบริการเต็มรูปแบบที่ขับเคลื่อนโดยการประชุมผ่านวิดีโอ โดยใช้การเชื่อมต่อไร้สายผ่าน 5G

VR ที่ช่วยให้ลูกค้าเห็นภาพสินค้าหรือบริการชัดเจนขึ้นมาก ๆ
VR ที่ช่วยให้ลูกค้าเห็นภาพสินค้าหรือบริการชัดเจนขึ้นมาก ๆ

แอปพลิเคชั่นที่เกี่ยวข้องกับการชำระเงินจะปฏิวัติวิธีการจับจ่ายของผู้บริโภคอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน “ ในอนาคตที่ไม่ไกลเกินไปกระจกสามารถถูกแทนที่ด้วยจอภาพความละเอียดสูงด้วยกล้อง Internet of Things (IoT) ที่ให้คุณลอง สวมเสื้อผ้าหลายสิบหรือหลายร้อยชุด”  “ ลูกค้าสามารถ ‘กวาดนิ้วไปทางขวา’ เพื่อลองกับเสื้อตัวอื่นหรือแม้กระทั่งรับคำแนะนำเรื่องเครื่องแต่งกายเพิ่มเติมแบบอัตโนมัติ “

รถยนต์ไร้คนขับสามารถใช้แผนที่สำหรับการนำทางแบบเรียลไทม์บน 5G ซึ่งมีความสำคัญต่อประสิทธิภาพและสามารถขจัดปัญหาบางอย่างที่เกิดขึ้นกับรถยนต์ที่ขับขี่ด้วยตนเองในปัจจุบัน

ความเร็วในการดาวน์โหลดสูงขึ้น

ทุกคนต้องการให้อุปกรณ์ทำงานที่ความเร็วสูงสุด ซึ่งเมื่อมีอุปกรณ์น้อยลงและมีการรบกวนอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อความเร็ว โดยเทคโนโลยี 5G นั้นมีศักยภาพที่จะเร็วกว่า 4G ถึง 20 เท่า นั่นหมายความว่าคุณสามารถดาวน์โหลดได้เร็วกว่า 20 เท่าหรือดาวน์โหลดเร็วขึ้น โดยที่เทคโนโลยี 5G มีความเร็วสูงสุด 20 Gb / s ในขณะที่ 4G มีเพียง 1 Gb / s

อย่างไรก็ตามสิ่งต่าง ๆ ที่ทำงานมักไม่ค่อยใช้ความเร็วสูงสุดดังนั้นจึงควรคำนึงถึงความเร็วปกติด้วยเช่นกัน เนื่องจาก 5G ยังไม่ออกวางจำหน่าย ผู้เชี่ยวชาญจึงเห็นด้วยว่ามันยากที่จะพูดฟันธงว่าจะใช้งานได้เร็วกว่า 4G มากเพียงใด ซึ่งเท่าที่ประมาณการณ์นั้นอย่างน้อยต้องเร็วกว่า 4G เป็น 10 เท่า

What’s next?

แน่นอนว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแบบข้ามคืนจาก 4G เป็น 5G   โดยเทคโนโลยี 4G จะยังคงทำงานควบคู่ไปกับ 5G และ 5G จะค่อยๆเปิดตัว Verizon กำลังเปิดตัว 5G เป็นรายแรกในบรอดแบนด์ที่อยู่อาศัยในตลาดสามถึงห้าแห่งซึ่งรวมถึงที่ลอสแองเจลิสและซาคราเมนโตและเร็ว ๆ นี้จะประกาศแผนการเพิ่มเติมสำหรับการเปิดตัว

ผู้ใช้จะสังเกตเห็น 5G บนอุปกรณ์พกพาและจากสถานที่เช่นบ้านอัจฉริยะ

มันเร็วเกินไปที่จะบอกว่า 5G จะส่งผลกระทบต่อสายการบินได้อย่างไร O’Malley กล่าว มีอะไรมากมายเกี่ยวกับผลกระทบของ 5G ที่ยังคงมีให้เห็น ในแง่ของการมาถึงของ 5G Katibeh กล่าวว่า AT&T วางแผนที่จะจำลอง 75% ของฟังก์ชั่นหลักให้ได้ภายในปี 2020

แน่นอนว่าเทคโนโลยีใหม่นำมาซึ่งอุปสรรคใหม่เสมอ – การเชื่อมต่อที่ง่ายขึ้นกับอุปกรณ์ต่าง ๆ นั้น ยิ่งทำให้ความปลอดภัยเป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับธุรกิจ

“ ใครจะคิดบ้างเมื่อห้าปีก่อนคุณสามารถใช้สมาร์ทโฟนและขึ้นรถได้โดยไม่ต้องแลกเปลี่ยนเงิน” O’Malley กล่าว “ สิ่งที่เราจะเห็นในไม่กี่ปีกับ 5G เราไม่สามารถจินตนาการได้ในตอนนี้เลย”

References :
https://www.adweek.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Virtual Reality กับการช่วยรักษาโรคทางพันธุกรรม

ทีมนักวิจัยได้พัฒนาวิธีการใช้ Virtual Reality Headsets เพื่อดูแบบจำลองข้อมูลพันธุกรรมแบบ 3 มิติ ซึ่งเป็นการจำลองรวบรวมข้อมูลจากการหาลำดับจีโนม , DNA โดยนำข้อมูลมาจากกล้องจุลทรรศน์

“ โดยการรวมข้อมูลลำดับจีโนมกับข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิสัมพันธ์ของยีน เราสามารถสร้างแบบจำลอง 3 มิติที่แสดงให้เห็นว่าองค์ประกอบด้านจัดระเบียบของยีนนั้นสัมพันธ์กันหรือไม่” ศ. จิม ฮิวจ์ รองศาสตราจารย์ด้าน Genome Biology จาก Oxford University ได้กล่าวในการแถลงข่าว  “ มันทำให้ง่ายต่อการเข้าใจกระบวนการที่เกิดขึ้นภายในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต”

แต่ละเซลล์ของทั้งหมดที่มีจำนวน 37 ล้านล้านเซลล์ในร่างกายมนุษย์ที่เป็นผู้ใหญ่ จะมี DNA ขนาดสองเมตรแฝงอยู่ภายในนิวเคลียส เรามีความสามารถในการลำดับดีเอ็นเอมานานมากแล้ว

แต่หากเราใช้เทคโนโลยี VR มาช่วยให้สามารถเห็นภาพการจัดเรียงแบบเฉพาะ ก็อาจทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในการค้นหาข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญเกี่ยวกับโรคทางพันธุกรรมของมนุษย์เพราะมนุษย์นั่นเอง

นักวิจัยกำลังใช้เทคนิคการสร้างภาพโดยใช้เทคโนโลยี VR เพื่อศึกษาโรคเบาหวานโรคมะเร็งและเส้นเลือดตีบ โดยเป้าหมายระยะยาวของโครงการนี้จะช่วยให้ความพยายามในการสร้างวิธีการแก้ไขยีนที่ผิดปกติและทำการแก้ไขมัน เพื่อให้มนุษย์ปราศจากโรคภัยร้ายแรงดังกล่าวในอนาคตได้อย่างยั่งยืนนั่นเอง

References : 
https://futurism.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

มาฝึกไล่พนักงานออกด้วยเทคโนโลยี Virtual Reality กันเถอะ

การไล่ออกพนักงานอาจเป็นหนึ่งในภารกิจที่ยากที่สุดที่ผู้จัดการต้องเผชิญในทุก ๆ ครั้ง ดังนั้นเพื่อให้ลดความตึงเครียดเหล่านี้ บริษัท  Talespin จึงสร้างได้ทำการสร้าง Barry  ตัวละครเสมือนอัจฉริยะที่มีนิสัยดุร้าย ให้เหล่าผู้จัดการสามารถฝึกฝนในการไล่ออกพนักงานซ้ำแล้วซ้ำอีกได้

ปฏิกิริยาของ Barry ต่อการถูกไล่ออกสามารถทำได้ตั้งแต่เสียงสะอื้นที่เงียบไปจนถึงเสียงตะโกนโกรธแบบโมโหสุดเหวี่ยง ซึ่งกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ พนักงาน VR สามารถตอบโต้ได้ในรูปแบบใดก็ตาม มนุษย์ก็ตอบสนองต่อการรับซองขาวของพวกเขาได้แบบนั้น

“ เมื่อผู้ใช้โต้ตอบกับ Barry ในการจำลองสถานการณ์” Talespin เขียนไว้ในบล็อกโพสต์ “ พวกเขาสำรวจรูปแบบการสนทนาที่เป็นไปได้หลายร้อยรูปแบบเพื่อยุติการข้อตกลงอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการทดลองเผชิญหน้ากับข้อผิดพลาดเหล่านี้ ทำให้เหล่าผู้จัดการมือใหม่มีความแข็งแกร่งขึ้นเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่อยากเจอ เช่นการไล่พนักงานนั่นเอง”

Kyle Jackson CEO ของ Talespin กล่าวว่า บริษัท ต่าง ๆ ให้ความสนใจในการใช้เทคโนโลยี Vitual Reality เพื่อสอนให้พนักงานมีทักษะการเจรจาที่นุ่มนวล เช่น วิธีสัมภาษณ์ผู้สมัครงานให้มีประสิทธิภาพ และเขาคาดว่าแนวโน้มของการฝึกอบรมโดยใช้เทคโนโลยี VR จะเติบโตได้สูงในอนาคต

“ทักษะการเจรจาที่นุ่มนวล มีความอะลุ่มอล่วย เป็นทักษะที่มีการจัดอันดับให้เป็นทักษะที่สำคัญที่สุดสำหรับองค์กรใด ๆ  ที่มีพนักงานที่ต้องการหารือเกี่ยวกับความต้องการของพวกเขาสำหรับอนาคตของการทำงาน”

แน่นอนว่าจากข่าวนี้ เป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจมาก ๆ สำหรับองค์กรต่าง ๆ เพราะเป็นทักษะที่เราแทบจะไม่ได้เรียนมาก่อนในการเรียนแบบทั่วไป ซึ่งผู้จัดการแต่ละคนนั้นก็จะใช้ประสบการณ์ส่วนตัวในการจัดการเรื่องเหล่านี้ ซึ่งหาก VR ช่วยในการฝึกฝน skill เหล่านี้จริง ก็จะทำให้ได้วิธีที่จะจัดการปัญหาเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเองครับ

References : 
https://futurism.com/the-byte/vr-training-fire-virtual-people

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol