ฺBook Review : SHOE DOG บันทึกความทรงจำโดยผู้ก่อตั้ง ไนกี้

ต้องบอกว่าช่วงหลัง ๆ มาแทบจะไม่ได้จับหนังสือเลยก็ว่าได้ มีหนังสือที่ดองรออ่านอยู่เป็นสิบ ๆ เล่ม เนื่องจากยุคที่ Information Overflow ในปัจจุบัน ทำให้โดยส่วนตัว ไม่สามารถที่จะทุ่มเวลาให้กับการอ่านหนังสือได้เหมือนสมัยก่อนอีกแล้ว

จนมาได้เจอหนังสือเล่มนี้ “SHOE DOG บันทึกความทรงจำโดยผู้ก่อตั้ง ไนกี้”  ต้องบอกเลยว่า เป็นหนังสือเล่มเดียวในรอบปีเลยก็ว่าได้ที่ได้อ่านแบบทีเดียวจนจบเล่ม ซึ่งโดยส่วนตัวชอบอ่านหนังสือแนว อัตชีวประวัติ โดยเฉพาะพวกนักธุรกิจต่าง ๆ นี่จะถูกโฉลกมาก เหมือนได้เรียนรู้การทำงาน วิธีการบริหารธุรกิจ ของเหล่ากูรูทั้งหลายไปในตัว

ภาพความทรงจำของผมกับ Nike เอาจริง ๆ ก็ต้องบอกมาว่าพอเราเริ่มเป็นวัยรุ่นนั้นก็เห็นภาพแบรนด์ Nike ติดตามาตั้งแต่เด็กแล้ว โดยเฉพาะใครที่ชอบกีฬาบาสนั้นก็จะรู้ว่า Nike Air Jordan นั้นเป็นที่ใฝ่ฝันของเด็ก ๆ ทุกคนในยุคนั้นเลยก็ว่าได้ ซึ่งก่อนจะอ่านหนังสือเล่มนี้ต้องยอมรับเลยว่าไม่เคยได้รู้ประวัติศาสตร์ของ Brand Nike มาก่อนเลย ภาพที่ชินตา คือ เป็น Brand ที่ต่อสู้กันอย่างเมามันส์กับ Brand ใหญ่อย่าง Adidas มาหลาย ๆ ปีแล้ว

หลายคนอาจจะคิดว่า Nike เกิดขึ้นมานานแล้ว น่าจะก่อน พวก Puma , Reebok หรือ Brand รองเท้าต่าง ๆ ที่ดัง ๆ ทั้งหลายในปัจจุบัน แต่พอมาได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ทำให้เพิ่งเข้าใจกระจ่างว่า Nike นั้นเป็น Brand น้องใหม่ ที่เกิดหลัง Brand  อย่าง Adidas , Reebok  , Puma หรือ แม้กระทั่ง Brand จากญี่ปุ่นอย่าง Onisuka Tiger เสียอีก แต่สามารถที่จะเติบโตได้อย่างรวดเร็วจนสามารถที่จะทำยอดขายแซง Brand ระดับโลกในขณะนั้นอย่าง Adidas ได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี

ต้องบอกว่าหลังจากอ่านจบ ก็ไม่แปลกใจว่าทำไมถึงได้ตั้งชื่อหนังสือว่า SHOE DOG เพราะผู้ก่อตั้งอย่าง ฟิล ไนต์ นั้นต้องพาบริษัทผ่านวิกฤตมาหลาย ต่อหลายครั้ง กว่าจะมาเป็น Nike ดังทุกวันนี้ เราอาจจะไม่รู้ว่าแต่เดิมนั้น ฟิล ไนต์ เป็นแค่เพียงตัวแทนจำหน่ายรองเท้า Brand ญี่ปุ่น อย่าง Onisuga Tiger เพียงเท่านั้น ก่อนที่จะมีการหักเหลี่ยม เฉือนคม ทางธุรกิจ จนต้องมาสร้าง Brand ตัวเองอย่าง Nike ซึ่งอยากให้หลายคนได้อ่านในส่วนนี้จากหนังสือเล่มนี้โดยตรง ผู้เขียนสามารถบรรยาย เกมส์กล การต่อสู้ ทางธุรกิจ ระหว่าง ฟิล ไนต์ กับ ทางฝั่ง Onisuga Tiger ได้อย่างดี

ต้องบอกว่าหนังสือเล่มนี้ได้กลิ่นอายของการทำธุรกิจที่เป็นการทำธุรกิจแบบดั้งเดิมจริง ๆ ที่ต้องฟันฝ่าอุปสรรคต่าง  ๆ ด้วยตัวเองทั้งเรื่องเงินทุน ที่ไม่มี VC หรือ Angel Investor ที่ให้เงินมาง่าย ๆ เหมือนในปัจจุบัน ธุรกิจต้องพิสูจน์ได้ว่าทำกำไรได้จริงถึงจะมีเงินให้กู้ได้ หรือแม้กระทั่งปัญหาเรื่องบุคลากรต่าง ๆ ซึ่ง Nike ในช่วงแรกเริ่มนั้น ผู้บริหารส่วนใหญ่จะมาจากนักบัญชี หรือไม่ก็นักกฏหมายเท่านั้น ซึ่งเค้าเหล่านั้นก็สามารถที่จะมาแก้ปัญหาเรื่องอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตลาด หรือแม้กระทั่งเรื่อง supply chain ได้อย่างดีเยี่ยม จนบริษัทสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว จนกลายมาเป็น Nike ที่ยิ่งใหญ่อย่างเช่นใจปัจจุบัน

Credit Image : https://www.joshreidjones.com

Blog Series : Failed Startup Stories

จากกระแสของ Startup ในช่วงที่ผ่านมานั้น ถือว่าทำให้คนรุ่นใหม่เริ่มสนใจจะมาทำ startup กันมากขึ้น หลาย ๆ คนเพิ่งเรียนจบมาใหม่ มาพร้อม idea ที่เจ๋ง ๆ  แต่ยังไม่เคยผ่านประสบการณ์ทำงานจริงใด ๆ แต่ก็สามารถระดมทุนเพื่อไปสร้างธุรกิจได้

ซึ่งส่วนนึงก็ทำได้สำเร็จจริง ๆ แต่ส่วนใหญ่นั้นล้มเหลวไม่เป็นท่า  ซึ่งหลาย ๆ คนอาจจะไม่รู้ว่า มี startup เพียง 10% ที่จะสามารถอยู่รอดในตลาด และสามารถที่จะทำให้มันกลายเป็นธุรกิจที่สร้างกำไรจริง ๆ ได้

ยิ่งในตลาดเล็ก ๆ อย่างประเทศไทย หากเป็น startup ที่คิดเพียงแค่ scale ในประเทศไทยนั้น โอกาสยิ่งเหลือน้อยที่จะอยู่รอดในตลาด ซึ่งในตอนนี้นั้นคนส่วนใหญ่พูดถึงแค่ 10% เหล่านี้ ที่เป็น idol หรือ ความหวังของคนหลาย ๆ คน พูดแต่ด้านที่ดีของ startup แต่น้อยคนนักที่จะพูดถึงเหล่า startup อีก 90% ที่ต้องปิดกิจการหรือเจ๊งไป

Blog Series ชุดนี้จะมาตามรอย เหล่า startup ดัง  ๆ ทั้งหลาย ที่แม้จะเคยพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุด ได้รับเงินจากนักลงทุนมามากมาย แต่สุดท้ายก็ต้องปิดกิจการ เรามาดูกันซิว่าเกิดอะไรขึ้น กับพวกเขาเหล่านั้น

ตอนที่ 1 : Napster the digital music revolution

Credit Image : alleywatch.com